เซียนกระบี่

ตอนที่ 13 : ห้าเพลงกระบี่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,178
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 78 ครั้ง
    4 ส.ค. 63

จี้หลี่สาวเท้าเข้าสู่ที่พักด้วยสีหน้าบึ้งตึง บรรดาข้าทาสบริวารต่างพากันคุกเข่าก้มศีรษะลงต่ำ กระทั่งลมหายใจยังมิกล้าระบายออกโดยแรง ทั้งหมดทราบจุดจบของผู้ที่ขวางตาจี้หลี่ในภาวะเช่นนี้เป็นอย่างดี

“ท่านพ่อ” ชายกลางคนในชุดขนสัตว์ที่ถักเปียเต็มศีรษะส่งเสียงทักแล้วก้าวออกมาต้อนรับ

จี้หลี่เหลือบตามองบุตรชายที่ตนชื่นชมที่สุดและเป็นทายาทสายตรงเพียงหนึ่งเดียวที่มีพลังฝีมือในระดับเหนือธรรมชาติ

“อูหยู ข่าวที่ได้รับใช่ผิดพลาดหรือไม่? สวะที่ใช้การไม่ได้นั้นกลับสามารถฝึกกระบี่จนถึงระดับ ‘คนกระบี่ร่วมประสาน’?”

“ไม่ผิดพลาดอย่างแน่นอนท่านพ่อ เรื่องนี้เกิดในขณะที่มันกำลังประลองกับนักรบเก้าคมเขี้ยวในสนามฝึกซ้อมฝีมือ มีผู้รู้เห็นมากมาย”

จี้หลี่แหงนหน้ากู่ร้องด้วยความคับแค้น “สวรรค์ช่างอยุติธรรมกับข้านัก ไม่เพียงลิขิตให้เพลี่ยงพล้ำต่อท่านพี่จี้หยงที่อ่อนแอกว่าด้วยความประมาท หลังจากนั้นยังส่งจี้ยี่ฉวนลงมาเกิด แล้วบัดนี้ยังมีจี้หนิงที่สามารถบรรลุเพลงกระบี่ระดับเชี่ยวชาญด้วยเวลาเพียงแค่หกปีอีก!”

“มันเมื่อมีพรสวรรค์สูงส่งถึงเพียงนี้ เกรงว่าบรรดาเด็กจากชนเผ่าที่พวกเราเฝ้าชุบเลี้ยงคงมิอาจรับมือได้” จี้อูหยูส่ายหน้าทอดถอนใจด้วยความทดท้อเช่นกัน “หากเพียงแต่จี้ผีจะเยาว์วัยกว่านี้…”

จี้ผีที่มันกล่าวถึงเป็นบุตรบุญธรรมของจี้หลี่

ในอดีตระหว่างที่จี้หลี่ยกกำลังออกปราบปรามชนเผ่าอันห่างไกลที่ไม่ยอมอ่อนน้อมต่อตระกูลจี้ ได้บังเอิญเผชิญหน้าและสังหารสัตว์อสูรอันร้ายกาจนาม ‘พญาหมีขนทอง’ ในการต่อสู้อันดุเดือด ต่อมาเมื่อจี้หลี่นำกำลังเข้ากวาดล้างรังของพญาหมี เขาได้พบทารกที่อายุยังไม่ครบหนึ่งปีภายในนั้น ทารกน้อยมีสัญชาติญาณและพละกำลังเหนือกว่ามนุษย์ปกติเป็นที่ถูกใจของจี้หลี่จนนำกลับมาเลี้ยงดูเป็นบุตรบุญธรรม และตั้งชื่อให้ว่าจี้ผี(หมี)

ถึงจะเรียกว่าบุตรบุญธรรม หากที่ผ่านมาจี้หลี่เลี้ยงดูจี้ผีราวกับเลี้ยงดูสัตว์อสูร นอกจากช่วงเวลาที่ถูกเรียกตัวมารับการถ่ายทอดวิชาฝีมือแล้ว จี้ผีจะถูกส่งไปต่อสู้กับสัตว์ร้ายและสัตว์อสูรมิได้หยุดหย่อน ดังนั้นพลังฝีมือของจี้ผีจึงยิ่งมายิ่งเข้มแข็งดุดัน ปัจจุบันมันที่มีอายุสิบสามปีก็สามารถบรรลุขั้น ‘คนกับดาบร่วมประสาน’ แล้วเช่นกัน

จี้อูหยูหรี่ตาลงกล่าวสืบต่อ “การประลองชิงดาบทองจะจัดขึ้นทุกสี่ปี ปีนี้เองก็จะจัดขึ้นอีกครั้ง แต่ผู้เข้าประลองต้องมีอายุไม่เกินสิบหกปี ดังนั้นจี้ผีจึงไม่อาจเข้าร่วมการประลองครั้งถัดไปในสี่ปีข้างหน้าที่จี้หนิงจะเข้าร่วมได้”

“พวกเราคงได้แต่หวังว่าเด็กจากชนเผ่าเหล่านั้นจะสามารถบรรลุขั้นเหนือธรรมชาติได้ภายในสี่ปีนับจากนี้” จี้หลี่ได้แต่กล่าวด้วยความเสียดาย

“ท่านพ่อโปรดวางใจ อย่างน้อยเด็กชาวเผ่าทั้งสามที่เราคัดเลือกมาเพื่อรับมือกับจี้หนิงก็มีพรสวรรค์ในการฝึกพลังปราณ ทุกคนก้าวถึงระดับสูงสุดของระดับธรรมชาติแล้ว ขอเพียงคนหนึ่งคนใดสามารถทะลวงขึ้นสู่ระดับเหนือธรรมชาติได้ ชัยชนะในขั้นสุดท้ายจะยังเป็นของพวกเรา”

“นั่นกลับเป็นเรื่องจริง ผู้ฝึกพลังปราณถึงระดับเหนือธรรมชาติจะสามารถใช้สอยสมบัติวิเศษเข้าต่อสู้ได้ เพียงแต่การจะฝึกปรือถึงขั้นนั้นได้ก็มิใช่เรื่องง่ายดาย…”

“เรื่องนี้คงได้แต่รอดูกันต่อไป หวังว่าชะตาจะกลับมาเข้าข้างพวกเราบ้าง” จี้อูหยูกล่าวเสียงแผ่วเบา

แม้ว่าการต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งผู้ดูแลเขตปกครองจะเป็นไปอย่างดุเดือด แต่ทั้งจี้หลี่และจี้อูหยูไม่เคยแม้แต่จะคิดลอบสังหารจี้หนิงมาก่อน สาเหตุหลักก็คือ ในโลกที่โหดร้ายแห่งนี้ การรวมตัวเพื่อความอยู่รอดของชาติตระกูลและชนเผ่าสำคัญเหนือทุกสิ่ง ทุกตระกูลล้วนปลูกฝังและตรากฎเรื่องความปรองดองเอาไว้อย่างเข้มงวด

นอกจากนี้จี้หนิงเองเป็นถึงว่าที่ผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำเขตปกครองตะวันตก หากเกิดเหตุลอบสังหารขึ้นตระกูลจี้ทั้งห้าเขตปกครองย่อมไม่ยอมอยู่นิ่งเฉย ปล่อยให้ผู้บงการลอยนวลไปได้อย่างแน่นอน
………..





.


........

แสงจากเทียนไขแท่งหยาบหนาสาดส่องห้องโถงใหญ่จนสว่างไสว จี้ยี่ฉวนนั่งประจำตำแหน่งเจ้าบ้าน มีอู่ฉีเซวียและจี้หนิงนั่งเคียงข้างร่วมรับประทานอาหาร จี้หนิงที่กำลังเติบโตใช้มือจับเนื้อสัตว์ชิ้นใหญ่ขึ้นกัดกินจนคราบไขมันเปรอะเปื้อนไปทั่ว

“ยี่ฉวน” อู่ฉีเซวียใช้สายตาอันภาคภูมิมองไปที่บุตรชาย “ลูกหนิงสามารถฝึกฝีมือขั้นพื้นฐานสำเร็จภายในสามปี จากนั้นใช้เวลาอีกเพียงแค่สามปีในการผ่านเข้าสู่ระดับเชี่ยวชาญ เรื่องการสืบตำแหน่งผู้ดูแลเขตปกครองคงไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป”

จี้ยี่ฉวนผงกศีรษะเล็กน้อย จิบดื่มสุราจากถ้วยเขาสัตว์ “ถูกแล้ว ระหว่างการประลองเขายังรักษาสัญญา ใช้กระบี่เพียงเล่มเดียวและไม่ใช้พลังของเคล็ดวิชา ‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’ ออกไป”

ผู้อื่นอาจไม่ล่วงรู้ถึงความร้ายกาจที่แท้จริงของจี้หนิงแต่บิดาและมารดาของเขาย่อมทราบเป็นอย่างดี การชิงดาบทองในตอนนี้นับว่าง่ายดายดุจล้วงวัตถุจากถุงย่าม

“ด้วยระดับความรุดหน้าของลูกหนิงในตอนนี้ อีกสี่ปีข้างหน้า แม้แต่ยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติก็ไม่อาจเอาชนะเขาได้”

คำกล่าวของนางมิได้ยกย่องเกินเลยแม้แต่น้อย จี้หนิงฝึกเคล็ดวิชา ‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’ ขั้นที่สามสำเร็จมาได้สองปีแล้ว เมื่อใดที่สามารถทะลวงผ่านเข้าสู่ขั้นที่สี่ก็จะเข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติเช่นกัน ทั้งนี้โดยปกติยอดฝีมือด้านพลังปราณทั่วไปก็มิอาจต้านทานยอดฝีมือกายาเทพอสูรในระดับเดียวกันอยู่แล้ว อย่าว่าแต่ที่จี้หนิงฝึกปรือคือวิชากายาเทพอสูรอันดับหนึ่งในใต้หล้า
………

จี้หนิงยังคงก้มหน้ารับประทานอาหารปริมาณมหาศาลตรงหน้าต่อไป ร่างกายของเขาที่ฝึกปรือกายาเทพอสูรพลอยได้รับผลกระทบจากความอยากอาหารในระดับเดียวกับเทพอสูรไปด้วย เขาแหงนหน้ากรอกน้ำแกงร้อนกรุ่นลงไปจนหมดสิ้น แล้วยกมือลูบท้องส่งเสียงชมเชยด้วยความพึงพอใจ

อู่ฉีเซวียจ้องมองจนอดมิได้ต้องหัวเราะออกมาด้วยความรักเอ็นดู

“ที่บิดาเจ้าเลือกถ่ายทอด ‘หนึ่งร้อยแปดกระบี่เทพอสูร’ ให้นั้น เป็นเพราะเขาได้คาดคิดเอาไว้แล้วว่านั่นเป็นเพลงกระบี่ที่เหมาะกับตัวเจ้าที่สุด และจะช่วยให้เจ้าเข้าถึงระดับเชี่ยวชาญได้รวดเร็วที่สุด ตอนนี้ได้เวลาที่เจ้าจะเรียนรู้เพลงกระบี่ชุดต่อไปแล้ว”

จี้หนิงทราบดีว่ามารดารักปกป้องตนเองถึงเพียงไหน แม้ว่าความรักของบิดาจะมิได้ยิ่งหย่อนไปกว่า แต่จี้ยี่ฉวนจะอย่างไรก็เป็นลูกผู้ชายที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมและชาติตระกูลเป็นที่ตั้ง ทว่าในสายตาของท่านนั้น จี้หนิงแน่ใจว่าตัวเขายังสำคัญกว่าการอยู่รอดหรือล่มสลายของตระกูลจี้อีก

“ถูกต้องแล้ว” จี้ยี่ฉวนรับคำ “มรรคาแห่งเพลงกระบี่นั้นดำเนินจากความเรียบง่ายไปสู่ความลึกล้ำ จากนั้นค่อยหลุดพ้นจากความลึกล้ำกลับคืนสู่ความเรียบง่าย ตอนนี้เมื่อเจ้าสามารถบรรลุ ‘คนกระบี่ร่วมประสาน’ สามารถควบคุมกระบี่ได้ดั่งควบคุมมือเท้าของตนเอง ก็ถือว่าได้เริ่มหลุดพ้นจากความลึกล้ำเข้าสู่ความเรียบง่ายแล้ว หลังจากนี้เจ้าจะต้องฝึกปรือเพื่อให้บรรลุถึงระดับ ‘ฟ้ามนุษย์หลอมรวม’ ซึ่งเป็นระดับที่เข้าถึงได้ยากเย็นที่สุด”

“ฟ้ามนุษย์หลอมรวม…” จี้หนิงทวนคำด้วยความตื่นเต้น

“สำหรับตัวเจ้าในตอนนี้ เพลงกระบี่ทั่วไปล้วนปราศจากคุณค่าความหมาย ถึงเวลาที่เจ้าจะเริ่มเรียนรู้เพลงกระบี่ชั้นสูงของตระกูลจี้เราได้”

“บรรพชนของพวกเราสร้างชื่อจากเพลงกระบี่ แม้แต่นครของเขตปกครองหลักตระกูลจี้ก็ยังตั้งชื่อว่า ‘นครหมื่นกระบี่’ ตามชื่อของ ‘ท่วงทำนองหมื่นกระบี่’ ซึ่งเป็นเพลงกระบี่ที่บรรพบุรุษตระกูลจี้ใช้ในการบุกบั่นสร้างฐานะขึ้นในดินแดนแถบนี้”

“ผ่านมาหลายพันปี ตอนนี้ตระกูลจี้เรารวบรวมเพลงกระบี่ชั้นสูงได้ทั้งสิ้นห้าเคล็ดความ ประกอบไปด้วย ‘ท่วงทำนองหมื่นกระบี่’ ‘กระบี่วิชชุอัคคี’ ‘เคล็ดกระบี่เงามายา’ ‘เคล็ดกระบี่พิรุณโปรย’ และ ‘คัมภีร์อุดรดารา’ ทุกวิชาล้วนเต็มไปด้วยความลึกล้ำไร้สิ้นสุด โดยปกติเมื่อยอดฝีมือของตระกูลบรรลุขั้น ‘คนกระบี่ร่วมประสาน’ จะเลือกร่ำเรียนเพลงกระบี่ชุดใดชุดหนึ่งจากทั้งห้านี้ ข้าเองก็เลือกฝึกเพียง ‘เคล็ดกระบี่พิรุณโปรย’ เนื่องจากไม่ต้องการแบ่งแยกสมาธิจิตใจ แต่เมื่อเจ้าสามารถแบ่งจิตใจเป็นสองทาง เจ้าอาจสามารถเลือกฝึกเพลงกระบี่สองชุดได้”

ในมือจี้ยี่ฉวนพลันปรากฎคัมภีร์ฝีมือฉบับคัดย่อขึ้นห้าเล่ม จากนั้นด้วยการเคลื่อนไหวอันเรียบง่าย คัมภีร์ทั้งห้าเล่มก็ทอดวางอย่างเป็นระเบียบอยู่เบื้องหน้าของจี้หนิงโดยไม่กระทบถูกถ้วยชามบนโต๊ะแม้แต่น้อย

“จงตั้งใจเลือกให้ดี การเลือกของเจ้าจะถูกบันทึกและรายงานไปยังเขตปกครองทั้งห้าของตระกูลจี้ ผู้ที่ลอบฝึกปรือวิชาของตระกูลนอกเหนือจากที่บันทึกไว้ จะถูกตามล่าสังหารโดยคนของตระกูลจี้ทั้งห้าเขตปกครอง!”

“นี่ยังเข้มงวดกว่าเคล็ดวิชาประกายชาดเก้าชั้นฟ้าอีก?”จี้หนิงอดถามมิได้

“นั่นเป็นเพราะตระกูลใหญ่แทบทุกตระกูลต่างมีเคล็ดวิชาประกายชาดเก้าชั้นฟ้าไว้ในครอบครองทั้งสิ้น จึงไม่ต้องกลัวว่าจะรั่วไหลออกไป ทว่าเพลงกระบี่ทั้งห้านี้มิใช่ ทั่วทั้งเทือกเขานางแอ่นนี้ นอกจาก ‘คัมภีร์อุดรดารา’ ที่ ‘นิกายอัคคีทมิฬ’ มีครอบครองอยู่เช่นกัน อีกสี่เพลงกระบี่ล้วนเป็นความลับที่ไม่มีผู้อื่นครอบครอง”

จี้หนิงเริ่มเข้าใจ ในพื้นที่ของเทือกเขานางแอ่นนั้นนอกจากกองทัพของจักรวรรดิ์เซี่ยที่ไม่มีผู้ใดกล้าลูบคมแล้ว ยังมีขุมกำลังหลักอีกห้ากลุ่มที่ต่อสู้แย่งชิงความเป็นใหญ่ซึ่งกันและกัน ตระกูลจี้เองก็นับเป็นหนึ่งในนั้น

เขาเลือกหยิบ ‘เคล็ดกระบี่พิรุณโปรย’ ขึ้นมาเปิดดูเป็นเล่มแรก นี่คือเพลงกระบี่ที่สร้างชื่อเสียงให้แก่บิดาของเขาจนได้รับฉายา ‘กระบี่พิรุณโปรย’…
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 78 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น