เซียนกระบี่

ตอนที่ 12 : หกปีให้หลัง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,214
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 81 ครั้ง
    4 ส.ค. 63




ภายในสนามฝึกซ้อม

เด็กหนุ่มในชุดขนสัตว์สีขาวยืนกุมกระบี่ไร้คมสีดำในมือ รอบกายของเขารายล้อมไปด้วยนักรบร่างสูงใหญ่เก้านาย เหล่านักรบร่างสวมชุดเกราะ บ้างถือดาบ บ้างกวัดแกว่งกระบี่ บ้างคอนหอกยาว ทุกเล่มล้วนเป็นศัสตราวุธที่ไร้คม

มือดีเหล่านี้ล้วนสังกัด ‘นักรบเก้าคมเขี้ยว’ ซึ่งเป็นหน่วยรบอันเข้มแข็งของตระกูลจี้เขตปกครองตะวันตก ทุกคนล้วนมีพลังบรรลุจุดสูงสุดของระดับธรรมชาติ ทั้งยังมากด้วยประสบการณ์ ผ่านการต่อสู้ใหญ่น้อยมานับครั้งไม่ถ้วน

หลังจากที่ฝึกฝนอย่างหนักมาตลอดหกปี จี้หนิงที่ปีนี้อายุเพิ่งจะสิบปีดูไปสูงใหญ่จนแทบเทียบเท่าตัวเขาขณะวัยรุ่นในชาติภพที่แล้ว อีกทั้งหน้าตาก็ละม้ายคล้ายเดิม อาจบางทีนี่เป็นดังคำโบราณที่ว่า ‘หน้าตาถือกำหนดจากจิตใจ’ หากจะมีที่แตกต่าง ก็คงเป็นพลังชีวิตอันรุนแรงที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างของเขาในชาติภพนี้

“ข้อตกลงยังคงเป็นเช่นเดิม ไม่ว่าผู้ใดในพวกเจ้าหวดฟาดโดนตัวข้า ทุกคนจะได้รับทองคำหนักเท่ากับหนึ่งหัวสัตว์ร้าย”

คำประกาศของจี้หนิงเรียกเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีจากนักรบทั้งเก้า

“ตกลง นายน้อยโปรดระวังให้ดี”

“ฮาฮา ทองคำหนึ่งหัวสัตว์ร้าย พี่น้องทั้งหลาย พวกเราบุกเข้าไปให้พร้อมเพรียง”

ทองคำถูกยอมรับให้เป็นมาตราแลกเปลี่ยนระหว่างชนเผ่าในโลกแห่งนี้ ทองคำหนึ่งหัวสัตว์ร้ายมีน้ำหนักเฉลี่ยราวห้ากิโลกรัม นับว่ามีมูลค่าไม่น้อย แม้แต่กับนักรบเก้าคมเขี้ยวก็ยังมีแรงดึงดูดใจเป็นอย่างสูง ทว่าเหล่านักรบก็ยังไม่กล้าลงมือโดยหุนหัน ความแข็งแกร่งของจี้หนิงเป็นที่เลื่องลือในกองทัพตระกูลจี้เขตปกครองตะวันตก ต่อให้พวกมันทั้งเก้าร่วมมือกันก็ยังมิใช่งานอันง่ายดาย

ที่แท้หลังจากจี้หนิงฝึกปรือ ‘หนึ่งร้อยแปดกระบี่เทพอสูร’ จนถึงระดับที่จี้ยี่ฉวนพึงพอใจ การฝึกกับหุ่นเหล็กดำก็เริ่มเป็นเรื่องไร้คุณค่าความหมาย เขาจึงได้รับอนุญาตจากบิดาให้ประลองกับเหล่าทหารและนักสู้มือดีในกองทัพ

นอกจากนี้บิดาของเขายังสั่งกำชับเป็นคำขาด
“ระหว่างที่ประลองฝีมือ เพียงอนุญาตให้เจ้าใช้กระบี่เล่มเดียว และเจ้าต้องจำกัดพลังให้ใช้ออกเพียงหนึ่งในสิบส่วน จดจำไว้กระบี่คู่เป็นไม้ตายของเจ้า ให้ใช้ได้แค่ในการฝึกกับข้าและมารดาของเจ้า หรือเมื่อต้องการปลิดชีวิตคู่ต่อสู้เท่านั้น”

ดังนั้น แม้ว่าจี้หนิงจะได้รับการยอมรับจากเหล่านักสู้ในกองทัพในฐานะยอดฝีมืออายุเยาว์ แต่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีใครรับรู้ถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเขา
………..

จี้หนิงยืนหยัดอย่างมั่นคงดุจขุนเขา ปล่อยให้นักรบเก้าคมเขี้ยวทั้งเก้าเดินวนรอบตัว

นักรบศีรษะล้านเลี่ยนผู้หนึ่งพลันฉวยโอกาสโถมเข้ามาจากด้านข้าง หอกยาวในมือฉกออกราวอสรพิษ จี้หนิงพลิกตัววูบ แทนที่จะถลันหลบกลับพุ่งสวนเข้าหา ขณะที่หอกยาวแทงเฉียดผ่านไปกระบี่ในมือก็กรีดจู่โจมใส่จุดอ่อนของผู้ใช้อาวุธยาว

นักรบผู้นั้นก็มิใช่ชนชั้นธรรมดา กลับตวัดเท้าเขี่ยใส่ด้ามหอกอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้หอกยาวกระดอนขึ้นต้านรับกระบี่ของจี้หนิงไว้ ส่วนตนเองอาศัยแรงดีดสะท้อนล่าถอยกลับเข้าขบวน

มันรีบส่งเสียงร้องเตือน “พี่น้องทั้งหลายระวังไว้ เมื่อครู่ข้าเกือบปราชัยในกระบวนท่าเดียว”

“หากยังหวังได้เงินรางวัล พวกเจ้าทุกคนจงบุกเข้ามาให้พร้อมเพรียง” จี้หนิงกล่าวแทรกเป็นเชิงกระตุ้นเตือน

นักรบทั้งเก้าก็ทราบสถานการณ์เป็นอย่างดี ไม่กวัดแกว่งเยื้องย่างลองเชิงอีกต่อไป ทั้งหมดสบตากันคราหนึ่ง ใช้ประสบการณ์อันช่ำชองกำหนดรูปแบบการประสานเสริมอย่างรวดเร็วแล้วต่างก็พุ่งเข้าจู่โจมด้วยกระบวนท่าที่แข็งแกร่งที่สุดของตน

เงาดาบประกายกระบี่แลบลั่น กระแสลมของท่าไม้เท้าเพลงหอกกรรโชกจากทุกทิศทาง จี้หนิงขยับกายวูบร่างกลับกลายเป็นเงาบางเบาหลุดพ้นจากการกลุ้มจู่โจม แว่วเสียงอาวุธปะทะกันเองดังสนั่น

ภายนอกแม้ดูเหมือนจี้หนิงหลบหลีกอย่างปลอดโปร่งในใจกลับสั่นสะท้าน ด้วยกระบี่เพียงเล่มเดียวเขาปราศจากความมั่นใจในการปิดป้องปะทะ จึงถูกบังคับให้ต้องใช้ท่าร่างในการถลันหลบเลี่ยง

“นักรบเก้าคมเขี้ยวนับว่าร้ายกาจสมชื่อ หากมีเพียงห้าหรือหกคนข้ายังพอจะรับมือได้ แต่เมื่อมีถึงเก้าคนก็อาจโค่นข้าลงได้เช่นกัน”
………

นักรบทั้งเก้ายิ่งลงมือยิ่งดุดัน การสอดประสานก็ยิ่งมายิ่งแนบแน่นไร้ช่องโหว่ ท่ามกลางการโหมจู่โจมจากรอบทิศ จี้หนิงจำเป็นต้องรวบรวมสมาธิเร่งเร้าเพลงกระบี่ขึ้นถึงขีดสุดตลอดเวลา ค่อยฝืนต้านทานเอาไว้ได้

แต่แล้วในชั่วขณะนั้นเองที่ประสาทรับรู้ของจี้หนิงได้ยื่นขยายออกไปจนถึง ‘ตัวตน’ ของกระบี่ เขาสัมผัสได้ถึงสายลมที่พัดผ่านตัวกระบี่และแรงปะทะที่เกิดจากการฟาดฟันแต่ละครั้ง…

กระบวนท่าฟันขวางอย่างสุดแรงของจี้หนิงพลันเปลี่ยนเป็นทาบประกบแล้วพุ่งเลียบไปตามใบดาบทหารม้าอย่างไม่น่าเป็นไปได้ คมกระบี่พลิกสะบัดจนดาบหลุดพ้นจากการควบคุมของผู้ใช้ ส่วนปลายของกระบี่ยังทะลวงต่อไปยังทรวงอกของนักรบผู้นั้น กระแทกจนมันล่าถอยไปสองก้าว สุดท้ายไม่อาจยืนหยัดมั่นต้องทรุดกายลง

ทว่าประกายกระบี่ยังไม่ยั้งหยุด กลับกรีดวาดเป็นวงโค้งอันงดงามหลบเลี่ยงจากด้ามหอกที่ยกขึ้นปิดสกัด ส่วนแบนของกระบี่ตบฟาดลงบนใบหน้าของนักรบศีรษะล้านจนฟันร่วงหลุดออกจากปาก

ห้วงเวลารอบกายของจี้หนิงเปลี่ยนเป็นเคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้าราวกับใบไม้แห้งที่ปลิดปลิวไปในสายลมฤดูใบไม้ร่วง เพลงกระบี่ของเขากลับกลายเป็นนุ่มนวลแผ่วพลิ้ว ทั้งงดงามและเต็มไปด้วยรายละเอียดอันลึกล้ำ จากที่ต้องรับมือด้วยความลำบากกินแรง จี้หนิงใช้กระบี่ในมือทยอยสยบยอดนักรบทั้งเก้าลงจนหมดสิ้น

“ขอแสดงความยินดีกับนายน้อย”

“ยินดีด้วยที่นายน้อยบรรลุขั้น ‘คนกระบี่ร่วมประสาน’”

นักรบเก้าคมเขี้ยวล้วนมีสายตาแหลมคม ทั้งหมดใช้น้ำเสียงที่แตกตื่นกล่าวแสดงความยินดีกับจี้หนิง

ไม่มีผู้ใดคาดคิดมาก่อนว่าเด็กหนุ่มอายุสิบปีผู้หนึ่งจะบรรลุเพลงกระบี่ระดับเชี่ยวชาญ สามารถเข้าสู่สภาวะคนกระบี่ร่วมประสานได้ หากคิดคำนวณเพียงระยะเวลาที่ใช้ในการฝึกปรือ นับว่ายังรวดเร็วยิ่งกว่า ‘กระบี่พิรุณโปรย’ จี้ยี่ฉวนอีก!

“ฮาฮาฮา…”

จี้หนิงเปล่งเสียงหัวเราะด้วยความลิงโลด ตลอดหกปีที่ผ่านมาไม่เคยมีวันไหนที่เขาไม่ฝึกฝนอย่างหนัก บางครั้งรับการชี้แนะจากบิดา บางคราประลองกับเหล่ามือดี ทุกกระบวนท่าล้วนผ่านการทบทวนใช้ออกซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนฝังลึกเข้าไปในร่างกายและจิตวิญญาณ จี้หนิงในตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นด้านกายาเทพอสูรหรือพลังปราณล้วนฝึกปรือจนถึงจุดสูงสุดของระดับธรรมชาติ

และด้วยผลแห่งการเคี่ยวกรำตนเองอย่างไม่หยุดหย่อน ในที่สุดเขาก็สามารถบรรลุถึงขั้นคนกระบี่ร่วมประสาน

“วันนี้เป็นเพราะความช่วยเหลือจากพวกเจ้าทั้งหลาย ข้าจึงสำเร็จเพลงกระบี่ระดับเชี่ยวชาญได้ ถึงแม้ข้าจี้หนิงจะไม่ได้มีเงินทองมากมายนัก ข้ายังจะขอกำนัลทองคำหนึ่งหัวสัตว์ร้ายให้กับทุกคน”

“ขอบคุณนายน้อย” นักรบเก้าคมเขี้ยวหันมองหน้ากันแล้วกล่าวโดยพร้อมเพรียง

ควรทราบว่านักรบเก้าคมเขี้ยวล้วนหยิ่งทะนงในเกียรติและศักดิ์ศรีของตนเอง หากวันนี้ทั้งหมดเพียงพ่ายแพ้คงไม่มีผู้ใดบากหน้ารับรางวัล แต่เมื่อพวกมันสามารถช่วยให้นายน้อยจี้หนิงทะลวงผ่านระดับการฝึกขั้นสำคัญ ทั้งหมดย่อมไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ

ชุนเฉาและชิวเยี่ยสองสาวใช้ที่ยืนดูอยู่ในที่ห่างออกไปพากันนำทองคำออกมาแจกจ่ายให้แก่เหล่านักรบที่น้อมรับด้วยความยินดี ทั้งสองต่างเต็มไปด้วยความปลาบปลื้มภาคภูมิ พวกนางเห็นด้วยตาตนเองว่าจี้หนิงต้องแบกรับการฝึกฝนที่หนักหนาเพียงใดตลอดหกปีที่ผ่านมา

ตอนนี้หญิงรับใช้ผู้งดงามทั้งสองมีอายุยี่สิบปีแล้ว ตามธรรมเนียมของชนเผ่า ทั้งคู่ล้วนถือเป็นสตรีของจี้หนิง เมื่อเห็นบุรุษผู้เป็นดั่งโลกทั้งใบของตนประสบความสำเร็จถึงเพียงนี้ พวกนางไหนเลยไม่ลิงโลดยินดีได้

“ชุนเฉา ชิวเยี่ย ตามข้ามา” จี้หนิงยังคงอยู่ในอารมณ์เบิกบานอย่างถึงขีดสุด

เขาใช้เวลาสองปีในการฝึกพื้นฐานร่างกายและจิตใจจนบิดายอมรับและถ่ายทอด ‘หนึ่งร้อยแปดกระบี่เทพอสูร’ ให้ ใช้เวลาอีกหนึ่งปีในการบรรลุเพลงกระบี่ขั้นพื้นฐานและได้รับอนุญาตให้ประลองฝีมือกับผู้อื่น จากนั้นมาเป็นเวลาอีกสามปี ในที่สุดเขาก็สามารถรุดหน้าขึ้นอีกขั้น สิ่งที่เขาต้องการที่สุดในตอนนี้คือการกลับไปบ้าน เพื่อเล่าเรื่องราวความสำเร็จของตนให้บิดามารดารับฟัง






..


เสียงขู่คำรามอันเกรี้ยวกราดและเสียงย่ำกีบเท้าก้องกังวานไปทั่วหุบเขาลึก

นับรบเกราะดำนับร้อยควบขับสัตว์ร้ายขนดกหนาที่มีเขี้ยวและนอแหลมคมวิ่งตะบึง ทุกนายสวมชุดเกราะสีดำที่หนาหนัก ประดับประดาด้วยเขี้ยวกระดูกดูน่าเกรงขาม

ทันใดนั้นบรรดานักรบต่างหันหน้าจ้องมองไปในทิศทางเดียวกัน เห็นภูเขาที่อยู่ห่างไปไม่ไกลทั้งลูกกลับกลายเป็นสีแดงฉาน เถ้าควันประทุพลุ่งออกมาจากทุกถ้ำโพรง เงาร่างมนุษย์ที่ลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิงสายหนึ่งเดินย่ำหินหลอมเหลวที่ทะลักล้นออกมา

เงาอัคคีสายนั้นเหินร่อนขึ้นฟ้าก่อนทิ้งตัวลงยังเบื้องหน้าของเหล่านักรบ ปรากฏเป็นชายชราผมแดงเพลิงที่ร้อยอสรพิษบนใบหู บนไหล่บ่ายังแบกไว้ด้วยสัตว์ร้ายสีน้ำตาลไหม้ที่มีเกล็ดปกคลุมทั่วตัว

“นายท่าน” นักรบเกราะดำนับร้อยต่างพากันเปล่งเสียงและแสดงความเคารพต่อชายชราโดยพร้อมเพรียง

‘อสูรเพลิง’ จี้หลี่หัวเราะดังก้อง “ไม่คิดเลยว่าการออกมาล่าสัตว์ครั้งนี้ยังมีโชคไม่เลว สามารถจับ ‘มังกรเกราะ’ ที่ใกล้จะบรรลุระดับเหนือธรรมชาติได้ตัวหนึ่ง เมื่อกลับไปข้าคงต้องเลี้ยงดูมันให้ดี”

“นายท่าน นายท่าน” สัตว์อสูรบินได้ขนสีครามโฉบร่างลงจากบนฟากฟ้า ชายหนุ่มในเสื้อหนังสัตว์กระโดดลงจากหลังของมันแล้วคุกเข่ากล่าวรายงาน

“เรียนนายท่าน มีข่าวมาจากทางเขตปกครอง”

“ว่ามา”

“จี้หนิงบุตรของจี้ยี่ฉวนสามารถเข้าสู่ขอบเขตคนกระบี่ร่วมประสานแล้ว”

จี้หลี่ขมึงตาจ้องมองพลนำสาร ร่างกำยำสั่นเทิ้มไปด้วยโทสะที่อัดแน่นจนอัคคีบนร่างโหมลุกร้อนแรงยิ่งขึ้นไปอีก

ทันใดนั้นมังกรเกราะบนบ่าของจี้หลี่พลันกลับกลายเป็นเงารางๆปลิวลิ่วไปยังภูเขาลูกที่อยู่ห่างออกไป ในเสียงระเบิดดังสะเทือนเลื่อนลั่น สัตว์ร้ายที่น่าสมเพชโดนทุ่มเหวี่ยงกระแทกเข้ากับหินผา กลายสภาพเป็นกองเลือดเนื้ออันเลอะเลือน

“กลับ!” จี้หลี่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันระงับโทสะอยู่ชั่วขณะค่อยสามารถออกคำสั่งถอนกำลัง

ขบวนนักรบเกราะดำรีบส่งเสียงขานรับ ในภาวะและเวลาเช่นนี้ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าชักช้าล้าหลัง ยิ่งไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องหรือแม้แต่หันไปมองซากร่างที่เสียเปล่าของมังกรเกราะ

จี้หลี่ควบขี่สัตว์ร้ายนำขบวนนักรบเกราะดำออกจากหุบเขา ทอดทิ้งซากของมังกรเกราะบนผนังผาที่ยังปรากฏโลหิตหยดหยาดลงมาไว้เบื้องหลัง
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 81 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น