[Fic] คลัง fanfic Sherlock BBC, Avengers Kingsman และอื่นๆ

ตอนที่ 4 : [Sherlock BBC fic] : The Soldier & Detective [3]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 734
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    15 ต.ค. 58







                รอยยิ้มตอนฉกเอาของจากหมอได้ก็คงประมาณนี้แหละก่ะ 555555






             หลังจากย้ายมาอยู่ที่ 221B ถนนเบเกอร์ได้สองเดือน ดร.วัตสันก็ตระหนักได้อย่างชัดเจน

                การเป็นแฟลตเมตของเชอร์ล็อก โฮล์มส์ ไม่น่าเบื่อจริงๆ ด้วย

                ตอนแรกจอห์นก็ไม่เข้าใจหรอกว่าไอ้ นักสืบที่ปรึกษา ที่อีกฝ่ายเคลมนักเคลมหนาว่ามีเพียงหนึ่งเดียวในโลกนี้เป็นอย่างไร พูดกันตามตรง เขาคิดว่าไม่ต่างจากนักสืบเอกชนธรรมดาๆ นี่ล่ะ...มั้ง

                ปรากฎว่าเขาคิดผิด

                หนึ่ง ไม่มีตำรวจที่ไหนเอาคดีมาให้นักสืบเอกชนปกติมาให้ช่วยไขปริศนาแน่

                สอง ไม่มีนักสืบเอกชนที่ไหนทำงานแล้วเกิดอินดี้จนไม่เอาเงินค่าจ้าง ไม่ว่าจะมาจากตำรวจที่มาขอให้ช่วยคดี หรือจะจากลูกค้าที่มาเล่าเรื่องต่างๆ ให้พวกเขาช่วย

                และสาม ไม่มีนักสืบเอกชนที่ไหนจะหนีบอดีตเสนารักษ์ไปสืบคดีด้วยเป็นแน่

                แต่เชอร์ล็อกดันทำมันทั้งหมดนั่นเลย

               ไอ้ให้เขาไปช่วยก็ได้อยู่หรอก พูดตามตรงคือเขาชอบด้วยซ้ำล่ะกับการไขคดีไปวิ่งสู้ฟัดไปเนี่ย ตั้งแต่ได้ออกไปสืบคดีกับเชอร์ล็อก เขาก็ทิ้งไม้เท้าที่ถือติดมือมาเกือบปีไปถาวร แล้วกลับมาลุกเดินเหินคล่องดังเดิม ตอนกลางคืนก็นอนหลับสนิท ไม่ได้ฝันถึงอัฟกานิสถานหรือสนามรบที่ไหนอีก แล้วก็ไม่ต้องมานั่งเครียดว่าจะเขียนเรื่องอะไรลงบล็อกตามคำสั่งของเอลิซ่า (ซึ่งเป็นคำสั่งของหมอ แม้แต่เขาที่เป็นหมอด้วยกันก็ยังปฏิเสธไม่ได้เลย) เพราะตอนนี้เขามีเรื่องให้เขียนเยอะแยะ ทั้งยังมีคนชอบอ่านบล็อกเขามากมาย อย่างน้อยก็มากกว่าหัวข้อการแยกความแตกต่างของขี้เถ้ายาสูบทั้งสองร้อยสี่สิบชนิดของเชอร์ล็อกก็แล้วกัน

                แล้วบล็อกที่เขาเขียนก็กลายมาเป็นเครื่องมือช่วยชีวิตของเขาด้วยในวันหนึ่ง

                “เชอร์ล็อก ขอโทษที แต่ครั้งนี้ฉันไปกับนายไม่ได้”

               จอห์นเอ่ยออกมาตรงๆ ตอนที่อีกฝ่ายกำลังคว้าเสื้อโค๊ตมาสวมกระชับลำตัว หลังจากที่เพิ่งวางหูจากเลสตราดไปเมื่อครู่...เหมือนจะเป็นฆาตกรรมที่ไม่น่าเบื่อในความคิดของคนผมหยิกอีกคดีแล้ว “ฉันต้องไปสัมภาษณ์งาน เรซูเม่ที่ฉันส่งไปให้โรงพยาบาลหลายๆ ที่มีตอบกลับมาบ้างแล้ว”

                เชอร์ล็อกทำหน้าเหลือเชื่อออกมาทันที “แต่ว่านายจะพลาดเรื่องนี้ได้ยังไงกัน จอห์น? สัมภาษณ์งานสนุกเท่าคดีด้วยหรือ?

              “มันไม่สนุกเท่าทำคดีหรอก” เขายอมรับแต่โดยดี “แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้ฉันมีเงินซื้ออาหารกับจ่ายค่าห้องน่ะนะ”

                “เหลวไหล ดร.วัตสัน” นักสืบที่ปรึกษาเอ่ยสวนทันควัน “นายจะเอาปริศนาและความท้าทายอันแสนงดงามนี้ไปเทียบกับเรื่องพื้นๆ อย่างเรื่องปัจจัยสี่ได้ยังไง?

                สีหน้าจริงจังสุดแสนของเชอร์ล็อกทำให้คนเป็นหมอถึงกับเอือม “บังเอิญว่าเรื่องปัจจัยสี่นี่ฉันต้องดิ้นรนขวนขวายหามาเอง ไม่ได้มีเยอะเหมือนนาย ฉันยังอยากมีชีวิตอยู่แบบปกตินะเชอร์ล็อก แบบมีข้าวกิน ได้นอนหลับบนเตียงในห้องตัวเอง ไม่ใช่ต้องไปคุ้ยถังขยะหาอาหารเหลือกับนอนในกล่องกระดาษแบบโฮมเลส”

                “ถ้าเป็นเรื่องนั้นล่ะก็นายไม่ต้องห่วง” ร่างสูงไหวไหล่เล็กน้อย “ฉันเลี้ยงนายได้ ไม่เห็นต้องไปลำบากคิดเรื่องพวกนี้เลย”

                คำพูดง่ายๆ ที่หลุดออกมาจากปากของอีกฝ่ายกระตุ้นโทสะคุณหมอได้เล็กๆ “ตลกล่ะ เรื่องอะไรนายต้องมาเลี้ยงฉัน ไม่ได้เป็นอะไรกันซะหน่อย”

                ดวงตาสีสวยประหลาดซึ่งจนบัดนี้จอห์นก็ไม่สามารถนิยามได้ว่ามันควรจะเป็นสีใดกันแน่ฉายประกายวาววับชั่วแวบหนึ่ง ก่อนที่เจ้าของนัยน์ตาสวยจะแย้มริมฝีปากเล็กน้อย

                “นายเป็นคนในความดูแลฉัน วัตสันที่รัก ยังไงฉันก็ไม่ปล่อยให้นายอดตายแน่ๆ”

                น่าแปลกที่เขารู้สึกว่าคำพูดของคนเป็นนักสืบ...หนักแน่นจนเกือบจะเป็นคำสัญญา

 

                ถึงแม้ว่าจะแปลกไปหน่อย แต่การถกเถียงเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเขาในวันนั้นก็ทำให้เชอร์ล็อกลดความอินดี้ลงไปได้เล็กน้อย ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ เชอร์ล็อกเริ่มรับเงินจากลูกค้าที่เข้ามาขอความช่วยเหลือ (แต่เกณฑ์การคัดเลือกคดีของเขาก็ยังคงไม่เปลี่ยน นั่นคือต้องไม่น่าเบื่อ...) ความเปลี่ยนแปลงอย่างที่สองเกี่ยวกับเขาโดยตรง

                นั่นคือเชอร์ล็อกตัดสินใจจ้างเขาเป็นผู้ช่วยนักสืบเต็มเวลา ก็เพราะว่าบล็อกของเขาอีกนั่นแหละ

                “เต็มเวลา...หมายความว่านับจากนี้นายจะต้องทำงานให้ฉันอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนและเมื่อไหร่ และนายจะต้องพร้อมทำโอทีตลอดเวลาด้วย” นักสืบที่ปรึกษาร่างสูงเอ่ยเรียบๆ ระหว่างที่พวกเขานั่งอยู่บนโซฟาของตนเอง พร้อมกับผิงไฟหน้าเตาผิง “ฉันจ่ายนายอย่างงามแน่นอน ไม่ต้องห่วง”

                จอห์นไม่ต้องถามว่าเชอร์ล็อกเอาความมั่นใจที่จะมีงานเข้ามาให้ทำเรื่อยๆ มาจากไหน เพราะอีกฝ่ายเอ่ยต่อเหมือนเดาใจเขาได้

                “บล็อกที่นายเขียน นิยายพวกนั้นน่ะ” สีหน้าเชอร์ล็อกกล้ำกลืนพอดูเมื่อต้องพูดถึงบล็อกของอีกฝ่ายที่มีจำนวนคนเข้าอ่านมากกว่า The Science of Deduction ของเขาประมาณร้อยเท่าได้ “...ค่อนข้างจะทำให้เรามีลูกค้าเข้ามาเยอะพอสมควร ถึงฉันจะไม่อยากให้นายเขียนให้การอนุมานของฉันกลายเป็นเรื่องเต็มไปด้วยอารมณ์เหมือนนิยายน้ำเน่าตามท้องตลาด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนธรรมดาๆ ก็คงอยากอ่านอะไรแบบนี้”

                “คนธรรมดาๆ เหรอ...”

                “เหมือนนาย เหมือนคุณนายฮัตสัน เลสตราด หรือคนอื่นๆ อ้อ ยกเว้นแอนเดอร์สันนะ เจ้านั่นออกจะงั่งเกินกว่าจะเรียกว่าคนธรรมดาไปหน่อย” คนพูดไหวไหล่เล็กๆ “ไม่ใช่เรื่องประหลาดหรอกที่นายเป็นคนธรรดา ส่วนฉัน...ก็อย่างที่โดโนแวนเรียกนั่นแหละ...ตัวประหลาด”

                คุณหมอเงียบกริบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพึมพำ “นายไม่ได้เป็นตัวประหลาดซะหน่อย”

                เชอร์ล็อกหันมามองใบหน้าซื่อๆ ของจอห์นแล้วเหยียดยิ้ม ออกแนวหยันมากกว่าจะยินดี

                “ตัวประหลาด ปีศาจ คนบ้า คำพูดพวกนี้มีเอาไว้เรียกคนที่แตกต่างจากคนอื่นๆ อย่างฉันไม่ใช่หรือ?

                “แต่ก็มีคำอย่างอื่นไว้เรียกคนอย่างนายเหมือนกันนะ” อดีตเสนารักษ์ยังคงยืนยัน “ อัจฉริยะเป็นหนึ่งในนั้น”

                คำชมที่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะพูดออกมาทำให้เชอร์ล็อกถึงกับเบิกตากว้าง “นาย...คิดว่างั้นเหรอ?

                “แหงสิ” คุณหมอพยักหน้าพร้อมกับยักไหล่ประกอบคำพูด “นายเก่งออก เก่งกว่าคนอื่นๆ เยอะเลย น้อยคนที่จะเก่งได้เท่านาย และความเก่งที่นายมีน่ะ...ไม่ใช่ความบ้า ไม่ใช่ความประหลาด”

คนร่างเล็กกว่าโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย พร้อมกับจ้องมองนักสืบที่ดูเหมือนจะอึ้งสนิทไปแล้วด้วยรอยยิ้มกว้างบนใบหน้า น้ำเสียงยังคงหนักแน่น บ่งบอกว่าเขาคิดเหมือนอย่างที่พูดจริงๆ

“มันคือความพิเศษต่างหาก”

“นาย...คิดว่าฉันพิเศษเหรอ?

คุณหมอเพียงยิ้ม ก่อนจะลุกขึ้นมาตบไหล่เขาเบาๆ แล้วก็เดินเข้าไปในห้องตัวเองเงียบๆ ทิ้งให้เชอร์ล็อกยังคงนั่งอยู่หน้าเตาผิงอุ่นๆ อีกนาน...

ฟันเฟืองตรรกะของนักสืบที่ปรึกษาหนึ่งเดียวในโลกหมุนติ้วอย่างรวดเร็ว แล้วจึงได้ข้อสรุปออกมาเรียบๆ ง่ายๆ

จอห์นเห็นว่าเขาเป็นคนพิเศษ...

ไม่รู้ว่าทำไมความคิดนั้นถึงทำให้คนที่คิดว่าตัวเองเป็นตัวประหลาดอยู่เป็นนานถึงยิ้มออกมาได้ ก่อนอีกชั่วอึดใจต่อมาจะขมวดคิ้ว หุบยิ้มฉับเมื่อคิดอะไรบางอย่างออก

ต้องหาทางไม่ให้ไมครอฟต์เจอกับจอห์นซะแล้ว

 

               

                และด้วยความที่เขาจะต้องป้องกันไม่ให้พี่ชายที่รักมาเจอกับเพื่อนร่วมแฟลต เขาจึงต้องรีบ ทำงาน ที่ไมครอฟต์มอบหมายมาให้เสร็จโดยเร็ว

                เชอร์ล็อกอาศัยช่วงเวลาที่จอห์นออกไปเดทรีบเข้าไปในห้องนอนของอีกฝ่ายโดยเร็ว

                ไมครอฟต์ไม่ได้จำกัดวิธีการทำงานของเขา พี่ชายที่มีตำแหน่งอยู่ใน MI5 นั่นแค่บอกว่าทำอย่างไรก็ได้ให้เขาสืบหาตัวคนทรยศที่ส่งข้อมูลให้ฝ่ายหัวรุนแรงในอัฟกานิสถานให้ได้ก่อนที่จะเกิดเหตุอะไรขึ้นมาอีก พวกเขาสองพี่น้องสันนิษฐานตรงกันว่า หนู[1]มักจะอยู่กันเป็นฝูงใหญ่ ไม่ฉายเดี่ยว การแทรกซึมและรับส่งข้อมูลสำคัญนั้นไม่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียวแน่ และไม่มีประโยชน์อะไรกับการที่พวกเขาจะแหวกหญ้าให้งูตัวหนึ่งตื่น แล้วทำให้งูตัวอื่นๆ ในเงามืดสามารถหาที่หลบซ่อนเพื่อรอเวลาฉกกลับ

                พวกเขาไม่ได้แต่จะกำจัดหนู แต่พวกเขาต้องกำจัด ครอกหนู ด้วยในคราวเดียวกัน

                การเริ่มสืบข้อมูลจากจอห์น ผู้เป็นอดีตแพทย์สนามที่เคยอยู่ในภารกิจชิงตัวประกันอันล้มเหลวในครั้งนั้นอย่างน้อยๆ ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี หากเขารู้ว่าใครคือหนูในภารกิจจอห์น การจะหารังหนูก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

                ด้วยนิสัยของเขา ไม่มีทางที่จะแฝงตัวเข้าไปในกองทัพอยู่แล้ว แต่การเป็นเพื่อนร่วมแฟลตกับอดีตนายทหารผ่านศึกเป็นอีกเรื่องหนึ่ง จอห์นย่อมต้องมีเพื่อนในกองทัพ ย่อมต้องเข้าร่วมสโมสรทหารผ่านศึกหรืออะไรที่เกี่ยวกับทหารทั้งหลาย และหากมีการติดต่อกันไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง ก็ต้องไม่พ้นสายตาเขาอย่างแน่นอน ยิ่งอีกฝ่ายอยู่แฟลตเดียวกับเขาอย่างนี้เรื่องทุกอย่างยิ่งง่ายใหญ่

                เชอร์ล็อกเข้าไปในห้องของอดีตเสนารักษ์ด้วยความหวังให้อีกฝ่ายไปเดทนานๆ ถึงเขาจะรู้สึกไม่ชอบใจหน่อยๆ ก็เถอะ

                ร่างสูงในเสื้อเชิร์ตกระชับลำตัวเพรียวกวาดสายตามองทั่วห้องสะอาดและมีข้าวของน้อยจนน่าอนาถของ ดร. วัตสัน พลางขมวดคิ้วน้อยๆ แลปท็อปของจอห์นถูกเขาเปิดดูจนพรุนแล้ว ไม่มีอะไรน่าสงสัยอยู่ในนั้น นอกจากต้นฉบับที่เพื่อนร่วมแฟลตเขาร่างเอาไว้เตรียมพิมพ์ลงในบล็อก (ซึ่งเขาอยากเปลี่ยนให้มันดูไร้อารมณ์มากกว่านี้ แต่ก็เกรงจอห์นจะว่าเอาเหมือนกัน) แล้วจึงเดินเข้าไปเลื่อนเปิดลิ้นชักโต๊ะเขียนหนังสือที่ตั้งอยู่ใกล้หน้าต่าง

                ของที่เด้งออกมาเตะตาเขาทำให้เชอร์ล็อกผงะไปเล็กน้อย คุณหมอที่ดูท่าทางใจดีอย่างนั้นพกปืนด้วยแฮะ...

            นอกจาก Sig Sauer P226R กระบอกนั้นแล้วก็มีเพียงเอกสารสองสามอย่างที่ไม่สลักสำคัญนัก พวกใบแจ้งหนี้สามสี่ใบ แล้วก็เป็นเอกสารประจำตัวของอีกฝ่ายที่เพียงแค่เขากวาดสายตาดูก็จำรายละเอียดในนั้นไว้ได้หมดในพริบตาเดียว เชอร์ล็อกเอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักชั้นที่สอง แล้วก็ต้องขมวดคิ้วอีกครั้ง

                มันล็อก

            ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนกวาดสายตามองรอบห้องอีกครั้ง ถ้าจะไขล็อกด้วยกุญแจผีก็ง่ายนิดเดียว แต่ล็อกกลับไม่ได้ แล้วจอห์นก็จะต้องรู้ว่าเขาเข้ามาค้นหาอะไรบางอย่างในห้องนี้...ความไว้ใจที่จอห์นมีต่อเขาเป็นอันจบกัน

            แต่ไม่ว่าเขาจะค้นหาในที่ๆ คิดว่าจอห์นจะต้องเอากุญแจเก็บไว้กี่ครั้งก็หาไม่เจอแม้แต่ดอกเดียว

                เชอร์ล็อกไม่มีทางเลือก ดวงตาสีฟ้าอมเขียวสวยประหลาดหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อเจ้าตัวเอาอุปกรณ์เปิดกุญแจออกมาไขล็อกลิ้นชัก ใช้เวลาเพียงนิดเดียวก็ไขออก

                ข้างในมีแฟ้มเกี่ยวกับงาน โรงพยาบาล งานในกองทัพ ไม่มีอะไรน่าสะดุดใจมากมายนัก นักสืบให้ความสนใจกับแฟ้มที่ลงวันที่ช่วงที่จอห์นไปประจำการที่อัฟกานิสถานมากกว่าอันอื่น มือเรียวทว่าแข็งแรงหยิบเอาแฟ้มมากวาดสายตามองอย่างรวดเร็ว

                งานในหน้าที่...ประวัติคนไข้...คนไข้น่าสนใจ...บาดแผล...เวชภัณฑ์ที่ขาด...

                อืม...คุณหมอของเขาช่างเป็นคนละเอียดรอบคอบเสียจริง ถึงขั้นบันทึกอาการของคนไข้เอาไว้เป็นโน๊ตอ่านเพิ่มเติมความรู้ตนเองด้วย ช่างมีนิสัยใฝ่รู้สมกับที่จะมาเป็นผู้ช่วยนักสืบจริงๆ

            เชอร์ล็อกหันไปเปิดอีกแฟ้มที่เขียนกำกับไว้สั้นๆ ว่า กองทัพ เพียงแค่พลิกหน้าแรก ความตื่นเต้นก็พลุ่งพล่านไปตามกระแสเลือด

                ทุกอย่างที่เขียนลงในนี้...จอห์นเขียนด้วยรหัส

                ตัวหนังสือของอีกฝ่ายตวัดยุ่งเหยิงเหมือนตัวหนังสือของแพทย์ทั่วๆ ไปที่คล้ายจะกลัวเพื่อนอ่านออกแล้วจะลอกข้อสอบตัวเองอย่างไรอย่างนั้น แค่เขียนปกติก็อ่านยากพอแล้ว แล้วนี่จอห์นยังมาเขียนเป็นรหัส...เขาล่ะอยากจะบอกให้คุณหมอไปหัดคัดลายมือเสียจริง

                เท่าที่ดู พวกนี้เป็นเหมือนโน๊ตเตือนความจำแบบย่อๆ ของจอห์นว่าเขาต้องเข้าร่วมในภารกิจไหนบ้าง หากเป็นทหารทั่วไปพวกเขาต้องไม่จดข้อความใดๆ ที่เกี่ยวกับภารกิจลงในบันทึกแบบใดก็ตาม ทว่าจอห์นในฐานะแพทย์ทหารนั้นถูกยกเว้นไว้ เพราะเขาจะต้องเป็นคนเตรียมหยูกยาและอุปกรณ์พยาบาล ที่บางครั้งก็ต้องคำนวณเอาไว้เผื่อเหลือเผื่อขาดในกรณีฉุกเฉินด้วย แต่นอกจากเรื่องของคนที่ว่าจะเข้าไปกี่คน หรือจอห์นจะต้องเตรียมยาไปเผื่อเท่าไหร่ ก็ไม่มีอะไรนอกจากนั้นแล้ว...

                นอกจากรูปถ่ายไม่กี่รูปที่ทำให้เชอร์ล็อกแอบสะดุดตาเล็กน้อย

                พวกนี้เป็นรูปที่จอห์นถ่ายกับเพื่อนในกองทัพ บางคนเขาก็เคยเห็นในคลิปภารกิจที่ไมครอฟต์เอามาเปิดให้ดู บางคนก็ไม่คุ้นหน้า

                แต่ไม่ใช่กับคนนี้...

                เชอร์ล็อกขมวดคิ้วใส่รูปถ่ายที่จอห์นถ่ายคู่กับชายคนหนึ่ง ทั้งคู่พากันโบกไม้โบกมมือใส่กล้องอย่างร่าเริง ร่างสูงเพรียวดูกระฉับกระเฉงเหมือนทหารทั่วไป ใบหน้าหล่อเหลาล้อมกรอบด้วยผมสีบลอนด์อ่อนๆ ทำให้อีกฝ่ายดูเหมือนเทพบุตรมากขึ้น รอยยิ้มกระจ่างตาที่ส่งมาให้ตากล้องนั้นสว่างไสวเสียจนเขารู้สึกแสบตา ทว่าสิ่งที่เขาอนุมานจากชายคนนี้ในพริบตาที่เห็นมันกลับขัดกับรอยยิ้มใสนั่นเหลือเกิน

                ข้อนิ้วมือเป็นปุ่มปม ดูมีร่องรอยเสียดสีจนเป็นตาปลาที่ข้อนิ้วชี้มือขวา ยิงปืนบ่อย

            ข้อศอกด้านซ้ายด้าน ดวงตาที่หรี่ลงเมื่อถูกแสงกระทบไม่เท่ากัน เกิดจากการซ้อมยิงปืนท่านอนราบและใช้ปืนยาวบ่อยๆ การหรี่ตาที่เป็นรีเฟล็กซ์ธรรมชาติอย่างนั้น ผู้ชายคนนี้เป็นสไนเปอร์

            และรอยยิ้มนั้นไปไม่ถึงดวงตา...

            นักสืบที่ปรึกษากดโทรศัพท์หาเจ้าหน้าที่ MI5 อย่างรวดเร็ว รอกระทั่งอีกฝ่ายทักทายกลับมาเขาก็เอ่ยทันที “ไมครอฟต์ ฉันมีใบหน้าคนๆ หนึ่งที่ต้องให้นายบอกว่าเขาเป็นใคร”

                น้ำเสียงเร่งรีบของน้องชายทำให้ไมครอฟต์ตัดสินใจไม่ต่อความยาวกับอีกฝ่าย เพียงแต่รับคำง่ายดาย “ส่งมาสิ”

                เชอร์ล็อกถ่ายรูปจากรูปถ่ายใบนั้น (แน่นอน...โดยไม่ติดรูปของหมอวัตสันไปด้วย) ส่งไปให้อีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว รอประมาณสองสามนาทีก็ได้ยินเสียงพี่ชายมาตามสาย

                “นายไปได้รูปผู้ชายคนนี้มาจากไหนเชอร์ล็อก?

                “นายได้อะไรมา?

                “ก็ไม่ค่อยดีสำหรับคนที่เกี่ยวข้องกับเขาเท่าไหร่” น้ำเสียงไมครอฟต์แม้จะยังราบเรียบเหมือนเดิม แต่คนเป็นน้องชายกลับจับได้ถึงความไม่สบายใจในนั้น “ทำไมนายส่งรูปผู้ชายคนนี้มาให้ฉัน”

                “เพราะว่าฉันรู้สึกว่าฉันคุ้นๆ น่ะสิ”

                “นายควรจะคุ้น” คนเป็นพี่เอ่ยเนิบๆ “เพราะนายอาจจะเคยเห็นเขาผ่านหูผ่านตาในคดีเล็กๆ น้อยๆ ที่เลสตราดเคยให้นายทำ แต่คดีเล็กๆ น้อยๆ พวกนั้นหากนายมีแก่ใจสาวต่อ ก็อาจจะพบว่ามันมีอะไรบางอย่างที่เชื่อมโยงกันอยู่อย่างประหลาด”

                “อย่าอมพะนำ นายก็รู้ว่าฉันไม่จำอะไรที่ไร้สาระ พี่ชายที่รัก” เชอร์ล็อกเอ่ยสวนด้วยน้ำเสียงเครียด “ฉันมีเวลาจำกัด นายบอกฉันได้มาได้แล้วว่าผู้ชายคนนี้ชื่ออะไร”

                เสียงเปิดประตูห้องชั้นล่างทำให้ร่างสูงสะดุ้งเล็กน้อย เชอร์ล็อกรีบเก็บข้าวของส่วนตัวของคุณหมอเอาไว้อย่างเร่งด่วน แล้วจึงรีบเดินออกมาจากห้องนั้นพลางฟังพี่ชายพูดไปด้วย

                ดร. วัตสันเปิดประตูห้องเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

มีรอยลิปสติกหลงเหลือที่มุมปากเล็กน้อย ไม่ต้องเสียเวลาอนุมานก็รู้ว่ามาจากไหน

                “อ้าว เชอร์ล็อก...นายยังไม่นอนอีกเหรอ?

                “ยัง”

                อา...เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำน้ำเสียงแข็งๆ อย่างนั้นเลยนะ แต่ไม่รู้ทำไมจริงๆ พอเห็นหน้าจอห์นแล้วเขาก็เกิดอารมณ์เสียขึ้นมาทันที

                ไม่สิ...ตอนนี้เขายังอารมณ์เสียไม่ได้ เขายังไม่ได้ปิดประตูลิ้นชักของจอห์นเลย!

                อดีตเสนารักษ์ได้ยินเพื่อนร่วมแฟลตตอบอย่างมะนาวไม่มีน้ำก็ยักไหล่น้อยๆ อย่างไม่ถือสาอะไรพลางเดินไปทางห้องนอนของตัวเองเงียบๆ ไม่ได้คาดคิดเลยว่าอีกฝ่ายจะถลาตามมาฉุดแขนเขาเอาไว้แน่นอย่างนั้น

                “จอห์น!

                “หืม?” คุณหมอมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเหรอหรา “เรียกซะดัง มีอะไร?

                เชอร์ล็อกตีหน้าเฉย เอ่ยเสียงเรียบ “ฉันอยากดื่มชา”

                “ชงสิ”

                “ฉันอยากดื่มชาที่นายชง”

                “ก็ได้”

                “ไม่เอาละ ฉันอยากดื่มชาที่ฉันชงเอง เดี๋ยวจะชงให้นายดื่มด้วย”

                ไม่ว่าเปล่า พอจบประโยคคนเป็นนักสืบก็จัดการ ลาก อีกฝ่ายให้มาทางเก้าอี้หน้าเตาผิง โดยที่จอห์นพยายามยืดตัวขัดขืนไว้น้อยๆ “ไม่เป็นไรๆ ฉันเพิ่งออกไปดื่มมากับซาร่าห์...”

                “ฉันอยากมีเพื่อนดื่มชาด้วย...”

                จู่ๆ ฝ่ามือใหญ่ อุ่นจนเกือบร้อนของนักสืบที่ปรึกษาหนึ่งเดียวในโลกก็ทาบทับลงบนหน้าอกของคุณหมอหนุ่ม จอห์นเบิกตากว้างอย่างตกใจ เมื่อเห็นอีกฝ่ายจู่ๆ ก็ก้าวพรวดเข้ามาประชิดซะใกล้

                ...ใกล้จนรับรู้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ของเชอร์ล็อก...

                ดวงตาสีสวยประหลาดทอประกายระยับพราว ไหววูบไปมาตามเปลวไฟในเตาผิงที่ส่องกระทบ ดูงดงามเสียจนเขาอดที่จะจ้องมองดูมันให้มากขึ้นอีกหน่อยไม่ได้

                “...ได้ไหม?

                น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงเสน่ห์ของร่างสูงกังวานอย่างประหลาด อดีตนายทหารกระพริบตาสองสามครั้ง ก่อนพยักหน้าอย่างติดจะเลื่อนลอยอยู่บ้าง “ได้”

                “งั้นนายนั่งรออยู่ตรงนี้ เดี๋ยวฉันไปชงชามาให้”

                ฝ่ามือใหญ่ที่ยังคงแตะอยู่กับแผ่นอกเขาออกแรงดันเบาๆ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้คนถูกดันต้องทรุดนั่งลงบนโซฟาอุ่นๆ หน้าเตาผิง ปล่อยให้อีกฝ่ายเอื้อมมือมาถอดเสื้อคาร์ดิแกนของตัวเองออกอย่างงงๆ แล้วก็นั่งรอชาที่ตอนแรกปฏิเสธว่าจะไม่กินอย่างงงๆ

                รอจนกระทั่งอีกฝ่ายกลับมาพร้อมชุดกาน้ำชาในมือ คุณหมอถึงกับสะดุ้งเมื่อเชอร์ล็อกเอ่ยปากถาม

                “จอห์น เป็นอะไร ทำไมหน้าออกแดงๆ?

                “อ๊ะ...เหรอ!” ร่างเล็กกว่าลุกพรวดเหมือนนั่งทับของร้อน ก่อนจะละล่ำละลักจนเกือบจะลิ้นพันกัน “ฉ...ฉันอยากเข้าห้องน้ำ ขอไปเข้าห้องน้ำแป๊บนึงนะ!

                ไม่รอให้อีกฝ่ายว่าอย่างไรต่อ คุณหมอร่างเล็กก็ก้าวพรวดพราดไปยังห้องน้ำที่อยู่อีกด้านหนึ่ง โดยที่ไม่รู้ว่าอีกคนกำลังเผยยิ้มกริ่มแล้วเดินอย่างว่องไวไปยังห้องนอนของตนเอง ในมือมีกุญแจดอกเล็กที่เพิ่งล้วงมาจากเสื้อกันหนาวตัวหนาเมื่อครู่ถืออยู่

                เชอร์ล็อกรีบกลับเข้าไปบิดล็อกประตูลิ้นชักโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที แล้วจึงเดินกลับเอากุญแจไปไว้ในเสื้อที่เดิม โดยที่คุณหมอยังไม่ออกมาจากห้องน้ำจนแล้วจนรอด

                คนเป็นนักสืบหัวเราะในลำคอก่อนจะรินน้ำชาลงในแก้วอย่างช้าๆ ขณะที่ในสมองก็คิดถึงชื่อที่พี่ชายเพิ่งเอ่ยออกมาก่อนจะตัดสายไป

                ...เซบาสเตียน โมแรน

                ผู้ชายคนนี้เป็นใคร?

    ที่สำคัญกว่านั้น เขาเกี่ยวข้องยังไงกับ ดร. วัตสัน?


..................................

สวัสดีค่ะ

เค้าไม่ได้ตั้งใจหายไปไหนนะ แค่ช่วงนี้บังเอิญมีเรื่องวุ่นวายมากให้ต้องจัดการต่างหาก 55555

ตอนนี้จะยาวหน่อยนะคะ คราวหน้าจะพยายามตัดมาเป็นตอนสั้นๆ ให้อ่านเน้อ

รู้สึกเหมือนฉากเข้าพระเข้านาง (?) ยังไม่กร๊าวเท่าไหร่ คงต้องพัฒนาอีกเยอะ 55555

           คิดว่าเนื้อเรื่องคงเริ่มเดินไปบ้างแล้ว ถึงจะช้าก็เหอะ เปิดตัวละครใหม่มาแล้ว คนที่เคยอ่านนิยายคงจะทราบนะคะว่าเซบาสเตียน โมแรนคนนี้เป็นใคร

            รอดูบทบาทของเขาในเรื่องนี้กันเนาะ ^_^

            คิดถึงคนอ่านค่า คิดถึงคอมเม้นท์คนอ่านด้วย 55555


           ปล. เค้าเห็นตัวอย่างตอนพิเศษคริสมาสต์แล้วนะคะ กรี๊ดกร๊าดมากบอกเลย แต่ที่กรี๊ดกว่าคือหนวดหมอและเคราของเลสตราดนี่แหละ มันไม่ใช่อ่ะพี่ มันไม่ใช่! TT^TT

            ปล. 2 เอา Sig Sauer ของคุณหมอมาให้ดูค่ะ อยากได้เนอะ...




[1] Rat เป็นแสลงแปลว่าคนทรยศได้ด้วย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

84 ความคิดเห็น

  1. #45 BenBen_SK (@benben0sk) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2560 / 22:39
    ว้าวว รู้สึกเหมือนกำลังอ่าน นิยายสืบสวนเจ๋งๆเลยเเฮะ
    #45
    1
    • #45-1 atomic_no1 (@atomic_no1) (จากตอนที่ 4)
      4 ตุลาคม 2560 / 19:15
      ขอบคุณมากเลยค่ะ ^_^
      #45-1
  2. #38 TaMaLia (@kagome2540) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 มีนาคม 2560 / 17:10
    ว้าวววว จอหน์ข้อแข็งใช่ย้อยใช้ซิกซาวเออร์เลยทีเดียว แสดงว่าตอนอยู่ในสนามรบเนี้ยช่ำชองนะเนี้ย
    #38
    0
  3. #30 Zethius (@alisia-w-) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2559 / 16:12
    ช่วงกระส Bagginshield นี่โมแรนเอาอิมเมจแบบริชาร์ดมาเลย มาจิ้นกับหมอ 5555 ^w^
    #30
    0
  4. #25 SHKMHB (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 มีนาคม 2559 / 13:48
    กรี๊ดดดด อยากอ่านต่อรัวๆๆค่ะ มาต่อเร็วๆน๊าจ๊า
    #25
    0
  5. #20 ImMildDy (@mir_oku) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 มกราคม 2559 / 18:44
    หูยยยย อยากอ่านต่อเลย ติดตามรัวๆเลยค่าาา
    #20
    0
  6. #11 naru (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2558 / 21:37
    มันเป็นใคร? กิ๊กรึ
    #11
    1
    • #11-1 atomic_no1 (@atomic_no1) (จากตอนที่ 4)
      27 ตุลาคม 2558 / 12:25
      ม่ายช่ายจ้า หมายถึงในหนังสือนะไม่ใช่

      ในหนังสือ โมแรนเป็นมือขวาของมอริอาร์ตี้ เป็นทั้งมือขวาและมือปืนที่ซื่อสัตย์ต่อพี่มอร์สุดๆ เลยล่ะค่ะ แล้วก็เคยพยายามฆ่าเชอร์มาหลายรอบละ

      แต่ถ้าในซีรี่ย์ ยังไม่เห็นหน้ามอแรนเลย

      ส่วนในฟิค...อิอิอิ...
      #11-1
  7. #10 naru (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2558 / 21:37
    มันเป็นใคร? กิ๊กรึ
    #10
    0
  8. #9 Sososo_ (@kyuwoon) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2558 / 20:09
    โหย เห็นชื่อเซบาสเตียน โมแรนก็สะดุ้งเฮือกเลย แบบว่าเคยไปเจอแฟนอาร์ตฉากเข้าพระเข้านางของหมอกับคนนี้มา มันโหดสัสมาก 555555555555555555555555555555555555555 //ซับเลือด

    หวั่นใจแทนหยิกเลย ถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถ



    ...แล้วก็นังหยิก... พอหมอชมว่าเป็นคนพิเศษเข้าหน่อยก็มโนไปแสนแปดหน้าบานเชียวนะยะ แหม 55555555555555555555555555555555555555 //กลอกตามองบน



    ปล. นี่นึกว่าคุณไรท์เตอร์หายไปแล้ว แวบมาดูจนมือแทบหงิกแน่ะ 55555555555555555555555555

    #9
    4
    • #9-3 atomic_no1 (@atomic_no1) (จากตอนที่ 4)
      20 ตุลาคม 2558 / 11:21
      ส่งมาเลยค่า ส่งมาเลยยยยยย เค้าอยากเห็นมากกกกกกกกกกกกก

      จริงๆ เนอะ ในเรื่องไม่มีใครชมนางเหมือนหมอละ อ้อ มีคนนึง ไอรีนไง แต่ไอรีนลูบหลังก่อนแล้วค่อยมาตบหัว //ฝากเจ๊ไปถามมอร์ตี้หน่อยว่ามันรู้ได้ไงคะว่าอิหยิกเวอร์จิ้นอยู่ 5555555555

      คนที่ชมแบบจริงใจสุดๆ ก็คงมีแต่หมอ แบบไม่ตบหัวส่งท้ายด้วย ส่วนมอลลี่ นางน่ารักเนอะ แต่นางก็ยังไม่ช่ายยยยยย 5555555555555555555555

      แต่คือเค้าเห็นหยิกเค้าก็ชมหยิกไม่หยุดเหมือนหมอเลยน้าาาา เพราะงั้นถ้าหมอหักอกหยิก หยิกก็เอาเหนียงมาซบเค้าก็ได้ เค้ารออยู่ 55555555555555555555555

      ปล. เดี๋ยวมาดูอิมเมจเซบของเค้ามั่ง รับรองแซ่บไม่แพ้พี่คริสแน่นอน อิอิอิอิอิอิอิ
      #9-3
    • #9-4 Sososo_ (@kyuwoon) (จากตอนที่ 4)
      20 ตุลาคม 2558 / 17:28
      https://www.pinterest.com/pin/477451997974763135/ ก็อปลิ้งไปวางละกันเนอะ ไม่รู้จะแนบรูปยังไง 555555555555555555555555555555555555555
      (แถมคู่มายครอฟต์เลสตราด https://www.pinterest.com/pin/477451997974640504/)

      เรื่องนั้นก็น่าสงสัยแฮะว่ารู้ได้ไง หรือเพราะว่ามอร์ริอาร์ตี้นางแอบรักหยิก ถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถ

      ปล. หูย อยากเห็นอิมเมจของคุณไรท์เตอร์จังข่ะ นี่เอามนุษย์ผมทองทุกคนที่ตามกรี๊ดมาเป็นอิมเมจหมดแแล้ว 5555555555555555555555555
      #9-4