มายาหัวใจ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 403 Views

  • 0 Comments

  • 9 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    7

    Overall
    403

ตอนที่ 2 : มายาหัวใจ 1/2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 31
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    17 ก.ย. 61

        สายลมกรรโชกแรงพัดหน้าต่างที่ไม่ได้ล็อคไว้กับเหล็กกระทบกันดังตึงตังหญิงสาวต้องรีบเข้าไปปิดประตูหน้าต่างบ้านทั้งชั้นบนและชั้นล่าง ท้องฟ้าที่เห็นเป็นสีส้มแดงๆมืดครึ้มลงก้อนเมฆเกาะตัวกันเป็นก้อนหนาทะมึนมาพร้อมๆ กับเสียงร้องครืนๆ ของฟ้า

          “พายุมาอีกแน่เลยคืนนี้ มารีบหาข้าวหาปลามากินกัน เดี๋ยวฝนตกไฟจะดับเสียก่อน เตรียมเทียนจุดไว้ด้วยนะขวัญ”

          “เอามาเตรียมพร้อมแล้วยาย หน้าร้อนนี้พายุมาหลายลูกเชียว”

          ร่างเล็กก้มๆ เงยๆ อยู่ในครัวจัดอาหารออกมาพลางบ่น ยื่นจานกับข้าวส่งให้ชายหนุ่มนำไปวางบนโต๊ะรับประทานอาหาร

          “เห็นในข่าวบอกว่าพายุฤดูร้อนมาจากฝั่งลาวแหนะให้เฝ้าระวังไว้”

          ภูบดินทร์เสริมขณะวางจานข้าวลงบนโต๊ะรับประทานอาหารแบบสี่เหลี่ยมทำด้วยไม้ มีเก้าอี้ไม้แข็งๆตั้งอยู่ฝั่งละสองตัว ยายกับขวัญนั่งฝั่งเดียวกันให้ดินนั่งฝั่งตรงข้ามแล้วส่งกระติบข้าวเหนียวให้ไปครองหนึ่งกระติบจะได้ไม่ต้องเอื้อมไกล

          “กินเลยนะดิน ไม่ต้องมาเกรงอกเกรงใจ กินข้าวบ้านยายดีกว่ากลับไปกินอาหารญี่ปุ่นของดิน”

          ชายหนุ่มยิ้มเผล ส่วนหญิงสาวหัวเราะคิกอย่างถูกอกพลางยื่นมือออกไปเปิปข้าวเหนียวปั้นแล้วจิ้มกับน้ำพริกสูตรของยายมาใส่ปากหยิกเนื้อปลานึ่งมากินก่อนใครเพื่อน งึมงำออกมาว่า

          “หืม ปลานึ่งมื้อนี้อร่อยก้างฝอยๆก็ไม่มี มีแต่เนื้อล้วนๆ ไม่ขัดจังหวะเวลากิน”

          ชายหนุ่มมองท่าทางแล้วยิ้ม เขารอให้ยายขิงกินก่อนแล้วค่อยยื่นมือออกมาจับอาหารกินกับปั้นข้าวเหนียวเป็นคนสุดท้ายในสามคน เขาหยิกเนื้อปลาน้อยๆ ปั้นข้าวคำใหญ่ๆ กินพร้อมกับผักเยอะๆ บางคำก็จิ้มแค่น้ำพริกกับผัก ผู้สูงวัยกว่าสังเกตเห็นแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรเพราะรู้ในนิสัยของชายหนุ่ม เคยบอกตั้งแต่ตอนเด็กๆ ที่มากินข้าวที่บ้านแล้วว่าให้กินกับเยอะๆ ไม่ต้องเกรงใจ เมื่อถูกจับได้ก็ทำเป็นยิ้ม ‘เขินๆ’ แล้วเงียบ  ยื่นมือมาตักกับข้าวเยอะขึ้นหลังยายบอกแต่คำต่อไปก็ตักน้อยเหมือนเดิม...

          “กินไข่เจียวหอมแดงเราด้วยสิ อุตส่าห์ตอกไข่ตั้งสองฟองทำเผื่อนะเนี่ย”

          “กินอยู่ แต่ชอบน้ำพริกยายมากกว่ากินกับลิ้นฟ้าเผาอร่อย”

          “เชอะ !” เจ้าหล่อนกระแทกเสียงค้อน แกล้งงอนไม่จริงจัง... ส่วนยายนั้นมองกิริยาหลานแล้วหัวเราะเบาๆ

          ทั้งสามคนคุยกันไปเรื่อยระหว่างรับประทานอาหารไม่ทันจะอิ่มสายฝนก็กระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ดีที่ปิดบ้านหมดแล้วจึงไม่ต้องลุกไปเก็บของอีก

          จนรับประทานอาหารเย็นอิ่มฝนก็ยังเทลงมาอย่างหนักไม่ซาลงบ้างเลยเป็นอย่างที่ข่าวพยากรณ์อากาศบอก ดินช่วยหลานสาวเจ้าของบ้านเก็บจานชามไปแช่รวมกันไว้ในกะละมังรอล้างพรุ่งนี้ ใจจริงชายหนุ่มอยากจะล้างให้แต่หญิงสาวบอกว่าไม่ต้องแช่ไว้ก่อน เขาเลยต้องตามใจ...เก็บครัวเสร็จแล้วทั้งสองคนก็เข้ามานั่งที่โซฟาไม้ในห้องโถงส่วนหน้าของบ้านที่ใช้เป็นทั้งห้องรับแขกและน้องนั่งเล่นโดยมียายนั่งอยู่ก่อน ชายหนุ่มเดินมายืนที่หน้าประตูมองสายฝนที่เทลงมาอย่างฟ้ารั่วพลางคิดว่ามันจะตกถึงเมื่อไหร่ คงไม่ทั้งคืนหรอกนะไม่งั้นคงต้องปั่นจักรยานแข่งสายฝนกลับไปแน่ๆ ไหนจะไอ้ด่างบ้านติดถนนทางผ่านมาบ้านขวัญอีกมันจะออกมาควบรึเปล่าก็ไม่รู้ คิดถึงหน้าไอ้ด่างตอนแยกเขี้ยวแล้วก็สยอง

          ‘รู้งี้น่าจะกลับ ไม่น่าอยู่กินข้าวที่นี่เล้ย !’

          ร่างสูงถอนหายใจพรืด ไหล่ตก คิ้วหนาขมวดมุ่นจมอยู่กับความคิดที่จะหาทางกลับวัดโดยที่ไม่ต้องโดนไอ้ด่างควบตาม หากเสียงแหลมที่คุ้นหูก็ดังขึ้นฉุดเขาออกจากความคิดก่อนว่า

          “ยืนทำมิวสิกวิดีโออยู่หรือไง ทำไมไม่มานั่ง”

          เขาจึงได้หันมา คิ้วหนายังไม่คายจากอาการขมวด บอกว่า...

          “จะกลับวัดแล้วนะ”

          “หืม ! กลับได้ไงฝนตกหนักขนาดนี้ ฟ้าก็ร้องด้วย กว่าจะปั่นจักรยานไปถึงวัด ทางก็มืดหนา ไม่กลัวไอ้ด่างวิ่งออกมาควบรถรึไง”

          “ฝนตกมันคงไม่ออกมาหรอก”

          “ก็ไม่แน่ หมาบ้านยายเริ่มกลัวคนซะที่ไหน บ้านยิ่งไม่มีรั้วกั้นอยู่ รอให้ฝนซาก่อนสิค่อยกลับ”

          “ดูท่าคืนนี้คงไม่ซา ตกหนักต่อเนื่องมาเป็นชั่วโมงแล้ว ขืนรอก็ดึกดื่นไม่ได้กลับ”

          “นอนนี่ก็ได้ลูกเช้าค่อยกลับ...” ยายเสริมขึ้นมา น้ำเสียงอ่อนโยนด้วยความเอ็นดู

          “ไม่ดีมั้งครับ”

          “ไม่ดีอีกละ พูดทำอย่างตัวเองไม่เคยนอนบ้านนี้” หญิงสาวสอดขึ้นอย่างสนุก ขณะที่อีกฝ่ายชักสีหน้าขรึมอย่างคิดหนัก

          “ไม่เป็นไรหรอกดินเอ้ย อย่างที่ขวัญว่ายายไม่ได้คิดว่าเอ็งเป็นคนอื่น เห็นมาตั้งแต่เด็กเลี้ยงมาด้วยกัน ไม่ต้องมาคิดอะไรมากหรอก เดี๋ยวเดียวก็เช้า เช้าแล้วก็ค่อยกลับไป”

          ดวงหน้าคมใสในวัยบุรุษรุ่นยังขรึมหญิงสาวจึงกล่าวซ้ำว่า...

          “เดี๋ยวไปเอาผ้าห่มกับหมอนมาให้ ตัวเองก็นอนที่โซฟาข้างล่างนี่ ถือว่าคืนนี้นอนเฝ้าบ้านให้... ฮ่าๆๆ”

          ท้ายประโยคจบด้วยเสียงหัวเราะ ‘ไม่ใช่จะเยาะ’ แต่เป็นเพราะความรู้จักมักคุ้นกันดี ร่างบางลุกวิ่งขึ้นบันไดตึงๆ ไปหอบผ้าห่มกับหมอนสำลองออกมาจากตู้ลงมาให้

          ภูบดินทร์มองหน้ายายขิงก็เห็นว่าท่านกำลังยิ้มในสายตาเอ็นดูไม่มีแววเคลือบแคลงระแวง บอกน้ำเสียงอาทรให้เขาไม่ต้องคิดมากว่า

          “นอนนี่แหละ ไม่ต้องปั่นจักรยานตากฝนกลับวัดหรอก วัดอยู่หัวบ้านกว่าจะปั่นไปถึง ตัวเปียกกลับเดี๋ยวไม่สบายจะยุ่งไปใหญ่”

          “ขอบคุณครับยาย” มือหนายกไหว้อย่างนอบน้อม

          “เออๆ ไม่เป็นไร เดี๋ยวยายเข้าห้องพระสวดมนต์ละ ดินจะนอนก็ปิดประตูบ้านปิดไฟให้ยายด้วยนะ”

          “ครับยาย”

          ยายขิงเดินลับเข้าห้องไปชายหนุ่มก็ถอนหายใจโล่ง ความเกรงใจยังมีอยู่เสมอ เขาเคยนอนค้างบ้านนี้บ่อยตอนเป็นเด็กเพราะปั่นจักรยานมาเล่นกับขวัญจนค่ำจนมืดแล้วเกิดกลัวตอนจะกลับเลยต้องค้างคืนที่นี่พอรุ่งเช้าคนในบ้านตื่นขึ้นก็จะเห็นเพียงผ้าห่มกับหมอนที่พับไว้อย่างเรียบร้อยวางไว้บนโซฟาบอกว่าผู้ที่ขอค้างเมื่อคืนกลับไปแล้ว

          ชายหนุ่มปิดประตูบ้านลงกลอนเรียบร้อยก่อนหันกลับมาก็เจอสิ่งที่ทำให้เขาผงะ !

          “แบร่ !” ผีสาวแลบลิ้นใส่

“เห้ย !”

          หญิงสาวใช้ผ้าห่มคลุมร่างโผล่ให้เห็นแต่หน้าเดินย่องๆ มาข้างหลังเพื่อจะแกล้ง ผู้ไม่ทันตั้งตัวสะดุ้งสุดตัวจนหลังชนประตู ครั้นเห็นว่าแวบหนึ่งใบหน้าเขาสลดหญิงสาวจึงเปิดผ้าออกและหัวเราะชอบใจใหญ่

          “ถือว่าเราหายกัน เอ้า ผ้าห่ม นี่หมอน”

          ผ้าห่มลายการ์ตูนสีชมพูถูกม้วนๆแล้วยัดใส่มือชายหนุ่มพร้อมกับหมอนหน้าตาเฉย

          “ยายเข้าห้องนอนแล้วเหรอ”

          “อืม !” เขาตอบเสียงสั้นหน้าดูตูมๆ เดินหนีหญิงสาวไปนั่งที่โซฟา

          “อะไร ทีเค้าทำจะมาโกรธ ทีตัวเองทำเค้าตกใจเมื่อตอนเย็นนั้นเล่า”

          ร่างบางตามไปยืนพูดอยู่ใกล้ๆ ทำแก้มป่องๆ บิดไปบิดมา ภูบดินทร์เหลือบตาขึ้นมองแวบก่อนหลุบลงทำทีว่าไม่สนใจคลี่ผ้าห่มออกมาคลุมตัวแล้วเอนศีรษะลงบนหมอนมองหญิงสาวหน้าเฉยแต่ไม่พูดอะไร ฝ่ายหญิงเลยทำทีเปลี่ยนเรื่องถามใหม่ว่า

          “เอาเบาะมั้ย พื้นแข็งเดี๋ยวปวดหลัง”

          “ไม่เป็นไรหรอก ไม่แน่ถ้าฝนหยุดก็จะกลับเลย”

          เขาตอบเสียงเรียบในดวงตาไม่มีความโกรธเจือปน... ไม่มีเลยสักครั้งที่จะโกรธต่างหาก

          “กลับกลางดึกระวัง...ผี!!!! ไม่กลัวเหรอ ผัวยายหมายเพิ่งตายเอาไปเผาที่วัดผ่านมาเมื่อไม่กี่วันนี่จำไม่ได้เหรอ”

          พูดแล้วก็ยิ้มเพราะดูออกว่าสีหน้าเขาเหี่ยวลง หากชายหนุ่มก็รู้ในความหมายของรอยยิ้มนั้นว่ากำลังถูกเธอหลอกให้กลัวจึงปรับสีหน้าตัวเองให้เข้มพลิกตัวหันหลังให้ แล้วบอกออกมาว่า

          “ไม่กลัวหรอก ผีมีที่ไหนอยู่วัดมาตั้งหลายปีไม่ยักเคยเห็น”

          “เอ้า ก็ผีเข้าวัดไม่ได้ ขืนอยู่นอกวัดสิได้เห็นแน่”

          ท้ายประโยคก็หัวเราะตาม ยิ่งเห็นร่างยาวๆนั้นขดตัวเข้าพร้อมกระชับผ้าห่มขึ้นมาถึงคอหญิงสาวยิ่งหัวเราะไม่หยุด ก้าวเข้ามาใกล้แล้วก้มหน้าลงมาเกือบชิดใบหูคนที่นอน พูดเสียงยืดยาวชวนหลอนว่า...

          “ระวังน้านอนคนเดียวข้างล่าง ผี หลอก !”    ขวับ !

ชายหนุ่มพลิกตัวกลับมาทำหน้าดุ แต่เมื่อดวงตาสบกันในระยะใกล้ห่างไม่ถึงคืบจากสายตาที่ดุดันก็พลันอ่อนลง เนิ่นนานที่ดวงตาสองคู่สบกันเหมือนตกอยู่ในภวังค์ของกันและกัน ก่อนฝ่ายหญิงจะรู้ตัวเงยหน้าขึ้นมา เขาเองก็ทำหน้าไม่ถูกเช่นกัน ร่างบางยืนอ้ำอึ้งอยู่แป๊บเดียว มือเรียบยกลูบผิวแก้มที่เป็นสีระเรื่อคล้ายว่าทำอะไรไม่ถูก บอกกับเขาโดยไม่สบตาว่า

          “ขวัญขึ้นไปนอนแล้วนะ เดี๋ยวจะปิดไฟให้...ในบ้านนี้มีพระยายก็ธรรมะธรรมโมผีไม่เข้ามาในบ้านหรอก”

          “...” เขามองเธอแล้วพยักหน้าเบาๆ หญิงสาวอึกอักอยู่อึดใจก่อนเดินไปปิดสวิตซ์ไฟที่อยู่ใกล้ประตู ในความเงียบเขาได้ยินเสียงฝีเท้าบึงๆ ขึ้นบันไดไป

^

^

^

*** โปรดติดตามตอนต่อไปด้วยนะคะ...

มีให้อ่านจนจบแล้วในรูปแบบอีบุ๊คที่เวบ เมพ นะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

0 ความคิดเห็น