มายาหัวใจ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 406 Views

  • 0 Comments

  • 9 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    10

    Overall
    406

ตอนที่ 1 : มายาหัวใจ 1/1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 85
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    17 ก.ย. 61

​ตอนที่ 1

^

^

^

  แสงแดดอ่อนๆ ยามเย็นทอผ่านกลุ่มเมฆลงมา สีท้องฟ้าเริ่มครึ้มลงเพราะดวงอาทิตย์คลายแสงจ้าเช่นยามนี้ผู้คนกำลังพากันหุงหาอาหารเย็น ร่างเล็กบอบบางเดินออกมาจากในบ้านไม้สองชั้นพร้อมตะกร้าหวายคล้องไว้ในแขนลอดซุ้มเฟื่องฟ้าออกไปทางหลังบ้านที่เป็นสวนผ่านพุ่มไม้นาๆชนิดที่ขึ้นรกเต็มแนวรั้วไม้ผุๆ เสียงเหยียบใบไม้แห้งดังกรอบแกรบของต้นมะม่วงที่ปลูกบนคูน้ำเรียงกันเป็นแถวยาว แถวละเกือบยี่สิบต้นเต็มพื้นที่สวนขนาดสามไร่ ตอนนี้กำลังออกช่อดอกเต็มต้นรอฝนมาชะล้างอีกรอบก็จะได้เห็นลูกดกเช่นทุกปี หากร่างสะคราญยังเดินฮัมเพลงเล่นลมไปเรื่อยอย่างคนคุ้นเคยกับพื้นที่นี้เป็นอย่างดี ‘แน่ล่ะ ก็สวนนี้เป็นของเธอนี่’ ก่อนจะมาหยุดกลางร่องน้ำร่องหนึ่งที่มีเครือผักบุ้งเกิดอยู่เต็ม ร่างบางจึงนั่งย่อลงพร้อมวางตะกร้าไว้กับพื้นดินไม่รีรอในการเอื้อมมือเด็ดยอดอ่อนอวบของผักบุ้งบกทุกยอดที่เอื้อมถึงเต็มกำมือหนึ่งแล้วก็ใส่ไว้ในตะกร้าจากนั้นก็หันมาเด็ดยอดต่อๆไป เก็บยอดที่อยู่บนฝั่งหมดหญิงสาวก็สไลส์ตัวลงไปในคลองน้ำอย่างระวังยันตัวไว้มั่นเพื่อไม่ให้ลื่นลงไปในคลอง ตั้งหลักได้แล้วก็เอื้อมมือไปเด็ดยอดอวบที่ตั้งชี้ขึ้นมาอย่างท้าทายความสามารถ เต็มกำมือแล้วก็ใส่ในตะกร้าก่อนกระถดมาเรื่อยๆ ตามเครือผักบุ้งที่แผ่อยู่เต็มพื้นที่ลาดชันริมตลิ่ง... พลันจู่ๆ ก็มีเหตุให้ผู้ที่กำลังเพลิดเพลินในการเด็ดยอดผักนั้นสะดุ้ง

          “ขวัญ !”

          “ว้าย !” เพราะไม่ทันตั้งตัวอีกทั้งยังตกใจจนสะดุ้งร่างเล็กจึงเกือบจะหงายหลังตกน้ำ แต่ดี... ที่มือใครบางคนมาฉุดไว้ทัน แล้วดึงขึ้นมานั่งบนฝั่งได้อย่างหวุดหวิด

          “เห้ย ! ขอโทษ ไม่คิดว่าจะทำให้ตกใจขนาดนี้...เราขอโทษนะ”

          คนถูกขอชักหน้าปั้นบึ่งเหมือนโกรธหนัก เหลือบมองผู้กระทำตาขุ่นข้องเคืองๆ มือบางปัดเศษดินที่ติดก้นกางเกงออก ยังไม่ยอมบอกว่ายกโทษให้หรือไม่

          “ดินขอโทษจริงๆ อย่าโกรธเลยนะ คราวหลังจะไม่ทำอีกถ้ารู้ว่าขวัญจะตกใจขนาดนี้”

          คราวนี้เจ้าหล่อนหันหน้ามาจ้องเต็มสายตา ถอนหายใจหน้าบึ้ง บอกเสียงขุ่นเพราะยังโกรธอยู่ว่า

          “รู้จักกันมาตั้งกี่ปีถึงยังไม่รู้”

          “ก็...” ชายหนุ่มรุ่นร่างสูงเกือบสองเมตรหลุบตาขณะคิดหาคำลุแก่โทษ มือหนายกลูบท้ายศีรษะที่คลุมด้วยผมสั้นเกรียนแบบทรงนักเรียน อึดใจก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากลมขึงดุ แววในดวงตาเขาสะท้อนความรู้สึกผิด ริมฝีปากหยักอ้าเล็กน้อยเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็ไม่ได้ยินเสียง

ดิน...หรือภูบดินทร์ยืนสบตาเจ้าของใบหน้าเรียวมนเครื่องหน้ากระจุ๋มกระจิ๋มน่ารัก รูปร่างบอบบางได้สัดส่วนอยู่เงียบๆ หลายอึดใจ จนคนถูกมองถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกอีกครั้งพร้อมบอกว่า

          “ช่างมันเถอะ” หญิงสาวบอกปัดๆ เพราะรู้หากไม่พูดอะไรหนุ่มน้อยคนนี้ก็จะยืนนิ่งมองเธอด้วยสายตาเหมือนร้องขออยู่แบบนี้ไม่ไปไหน

          “ดินขอโทษ ขวัญอย่าโกรธเลยนะ ต่อไปจะเล่นระวังกว่านี้”

          “อืม...”

          คนตอบปล่อยเสียงออกมาแบบไม่ใส่ใจ จับหูตะกร้าหวายเดินห่างไปอีกสามก้าวแล้ววางลงพร้อมกับตัวที่นั่งเก็บยอดผักบุ้ง

          “ดินช่วย”

          ชายหนุ่มไม่รอให้อีกฝ่ายอนุญาต ก้าวเข้าไปนั่งใกล้ๆ แล้วเอื้อมมือเด็ดยอดอวบของต้นอย่างคล่องแคล่ว ดวงตาลอบมองใบหน้าเรียวของคนที่อยู่ข้างๆ เห็นสีหน้าเธอคลายบึ้งเขาก็ยิ้มออก ชวนคุยให้เธอลืมความโกรธไปว่า

          ขวัญเป็นคนโกรธง่าย หายเร็ว เขารู้ !...

          “ยายทำน้ำพริกอีกล่ะสิถึงได้มาเก็บผัก”

          “อืม ทำน้ำพริกกับปลานึ่ง ป้าข้างบ้านเอาปลาที่ผัวแกไปหามาขายให้ยายพอดี มื้อนี้เลยได้กินเมนูปลา” คนตอบยังตีสีหน้าขรึมๆ มือเด็ดยอดผักไปตอบแบบไม่หันมามองหน้า

          “อ๋อ...” ร่างเล็กขยับย่องลงไปตามตลิ่งที่ลาดเพื่อจะเก็บยอดที่มันอยู่ไกลมือ พลางได้ยินเสียงบอกว่า

          “เดี๋ยวลงไปเก็บให้ ขึ้นมา”

          หญิงสาวเงยมองหน้าคนพูดเงียบอยู่อึดใจเหมือนจะถาม

          “รู้ว่ากลัวลื่นตกน้ำ ขึ้นมาเดี๋ยวดินเก็บให้ จะเก็บหมดทุกยอดนี้เลยหรือไง จะกินหมดเหรอ”

          พลางว่าก็ช่วยดึงมือเรียวขึ้นมาบนฝั่งแล้วตัวเองก็ไปนั่งยองอยู่ตรงจุดนั้นเอง

          “เก็บหมดเลยก็ดี เอาไปลวกกินกับน้ำพริกด้วย เอาไปส่งร้านก๋วยเตี๋ยวพี่พาพรุ่งนี้ด้วย”

          “อ๋อ...งั้นเดี๋ยวจะเก็บให้หมดเลย”

          “ดินก็อยู่กินด้วยสิ ยายนึ่งตั้งหลายตัวเพราะยายบอกจะแบ่งไปวัดพรุ่งด้วย”

          “ไม่ล่ะ”

          “ทำไมล่ะ”

          “กินข้าวบ้านขวัญบ่อยๆ เกรงใจ” เขาตอบยิ้มๆ อีกคนจึงแซวว่า

          “แหม ! กินมาตั้งหลายปีเพิ่งจะมาเกรงใจเหรอ”

          หญิงสาวเยาะแบบไม่จริงจัง ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มออกบอกต่อว่า

          “ก็กินเถอะ ไหนๆก็มาแล้ว เดี๋ยวเจอยาย ยายก็ชวนดินกินอยู่ดี”

          “ก็กะว่าจะไม่กินไง แค่คิดว่ามาคุยด้วยแป๊บเดียวก็จะกลับไปต้มมาม่าใส่ไข่กินที่วัด พอดีเห็นหลังขวัญไวๆ เลยตามมาดู”

          “ชอบกินจังเลยนะมาม่าเนี่ย”

          หญิงสาวเปรย ชายหนุ่มหันหน้ามามอง ยิ้มนิดนึง ไม่ได้พูดอะไร

          สองคนช่วยกันเก็บยอดผักบุ้งจนเกือบล้นตะกร้า ฝ่ายหญิงนั่งเก็บอยู่บนบกกระถดไปเรื่อยๆ จนสุดเครือส่วนฝ่ายชายก็เก็บส่วนที่มันแผ่เครืออยู่ตามลาดตลิ่ง จนเกือบไม่เหลือสักยอดจึงหยุดเก็บ

          “ดิน”

          “หืม ?”

          “ต้องไปเก็บลิ้นฟ้ากับตำลึงด้วย”

          “อืม ก็ไปสิ” เขาตอบรับแบบไม่รีรอ หยิบตะกร้าผักบุ้งมาถือไว้เอง

          “ลิ้นฟ้าอยู่สูงดินเก็บให้หน่อยนะ ยายอยากกิน ยายบอกว่าถ้าเก็บได้ก็เก็บมา เอามาเผากินกับน้ำพริก แต่เราอยากกินตำลึง”

          “ได้เดี๋ยวจะปีนให้”

          “โหย ไม่ต้องปีนหรอก มีไม้สอย”

          สองคนเดินคุยกันไปเรื่อยในสวนเป็นฝ่ายหญิงเสียอีกที่คุยจ้อหาเรื่องนั้นเรื่องนี้มาเล่า ผู้ที่เดินเคียงข้างถือตะกร้าได้แต่ฟังเงียบๆ มีบ้างที่ได้ยินเสียงขานรับ

“อืม...เหรอ...แล้วไงต่อ”

 เดินไปอีกทางไม่ไกลนักก็เห็นต้นลิ้นฟ้ามีผลห้อยโตงเตงอยู่เต็มต้น

          “เอาสักสองก็พอ เดี๋ยวเราจะไปเก็บตำลึงรอที่ด้านนู้นนะ”

          “อื้ม !” ชายหนุ่มรับคำ

          หญิงสาวร่างบางถือลิ้นฟ้าสองฝักเดินนำอยู่ข้างหน้าไต่ขอนไม้ข้ามท้องร่องแคบๆอย่างคล่องแคล่วข้ามได้แล้วจึงหันกลับมามองคนข้างหลัง พูดใบหน้ายิ้มๆขึ้นว่า

          “เดินช้าจังเร็วๆ หน่อยสิยายรอแย่แล้ว”

          ร่างสูงก้มลงเก็บยอดผัดบุ้งที่ล้นออกจากตะกร้าหล่นลงพื้นขึ้นมามือหนาอีกข้างวางทับบนกองผักป้องกันไม่ให้ตกลงพื้นอีกแล้วก้าวขาขึ้นไปเหยียบบนขอนไม้อย่างระวังพอไปถึงกลางลำเขาก็กระโดดฉับข้ามไปอีกฝั่ง ผู้ที่ยืนถือเพียงลิ้นฟ้าสองฝักก็ยังมิวายล้อขำๆ

          “นึกว่าจะเทผักลงน้ำหมดตะกร้าซะแล้ว”

          “โห่ ! รุ่นนี้แล้ว”

          ชายหนุ่มยืดอก ยักคิ้วขึ้นลงสลับข้างโอ้อวดพอเป็นกระไส หญิงสาวจึงเบะริมฝีปากยิ้มในท่าทางสนิทสนมก่อนเดินนำไปลอดซุ้มประตูเฟื่องฟ้าเข้าไปทางครัวเห็นยายนั่งยองอยู่หน้าเตาฟืนพอดีก็เลยร้องบอกว่า

          “กลับมาแล้ว”

          “มาแล้วเหรอเอาตำลึงมายายจะไปล้างจะได้ทิ้งลงนึ่งพร้อมกับปลา นี่ก็ใกล้สุกพอดี ผักมันนึ่งไปนานก็อ่อน...อ้าว ! ดินมาด้วยเหรอ”

          ประโยคหลังยายขิงเพิ่งหันหน้ากลับมาจึงเห็นว่ามีหนุ่มน้อยอีกคนตามมาด้วย

          “ดินไปช่วยเก็บผักบุ้งมายาย”

          หญิงสาวบอก เดินไปหยิบกะละมังสแตนเลสมาใส่ยอดตำลึงแล้วตักน้ำใส่ ซาวๆเหมือนล้างก่อนเลื่อนไปให้ยายหยิบใส่มวยนึ่งข้าวหรือบางพื้นที่เรียกว่า ‘หวด’

          “มาก็ดีอยู่กินข้าวเย็นด้วยกันนะ ยายได้ปลาตัวใหญ่มานึ่ง”

          คนถูกชวนนั่งลงบนแคร่ ยิ้มอย่างเกรงใจกำลังจะอ้าปากปฏิเสธหากเสียงแหลมจากคนที่อยู่อีกฝั่งครัวก็ดังขึ้นก่อน

          “ดินเขาไม่กินหรอก เขาบอกว่าเกรงใจจะกลับไปกินอาหารญี่ปุ่นที่วัด”

          ภูบดินทร์หุบยิ้มทันทีหันไปมองหญิงสาวที่กำลังเดินมาใกล้ในเชิงอ่อนใจและก็เป็นทีของเธอบ้างที่ยักคิ้วล้อเลียนชายหนุ่มขณะที่ยายก็ถามขึ้น

          “ไปกินอาหารญี่ปุ่นเรอะ”

          “ใช่ยาย ดินเขาชอบกินอาหารญี่ปุ่นต้มใส่กับไข่ทุกเย็นเลย” ขวัญยังไม่ยอมให้ชายหนุ่มได้ตอบ พลันคิ้วบางๆ บนใบหน้าย่นของคนแก่จึงขมวดเข้าหากันในเชิงฉงนก่อนถามกลับไปเร็วๆว่า...

          “อะไรอาหารญี่ปุ่นต้มใส่ไข่”

          “ก็มาม่าไงยาย อาหารญี่ปุ่น ดินชอบกินนักแหละ กินเกือบทุกเย็น”

          “ก็ไม่ทุกเย็นหรอกครับยาย...”

          “บางวันก็ปลากระป๋อง” ประโยคนี้หญิงสาวแทรกบอก คนถูกพาดพิงหันมามองตาขึงหากคนพูดก็ไหวไหล่อย่างไม่สะทกสะท้าน

          หญิงชราจึงยิ้มปนสงสาร มองที่ใบหน้าชายหนุ่มก็เห็นว่าเขายิ้มแห้งๆอยู่ ตอนเย็นไม่มีใครเอาอาหารไปถวายพระเพราะผิดศีลพวกเด็กวัดจึงต้องหากินเอง...จึงบอกว่า

          “จะมาเกรงใจอะไรล่ะ เห็นมาตั้งแต่เด็กกินข้าวด้วยกันไม่รู้กี่มื้อต่อกี่มื้อ กินๆ ด้วยกันนี่แหละไม่ต้องมาเกรงอกเกรงใจ ตอนทำนาพ่อดินยังมาช่วยยายทั้งดำทั้งเกี่ยวเลย ไม่ต้องเกรงใจหรอกมื้อนี้ก็อยู่กินด้วยกัน”

          ชายหนุ่มไม่ ‘กล้า’ปฏิเสธ ระบายยิ้มในท่าทางเกรงอกเกรงใจจริงๆ... หญิงสาวตักน้ำใส่กะละมังพลาสติกสีดำใบใหญ่แล้วเอาผักบุ้งที่เก็บมาทั้งหมดแช่ไว้พอให้ก้านมันแตะน้ำเพื่อไม่ให้มันเหี่ยวเช้ามาพรุ่งนี้จะได้เอาไปส่งร้านก๋วยเตี๋ยวแต่เช้า  ยายขิงหันหน้ากลับไปทำครัวเตรียมจะตำน้ำพริกจ้ำกับข้าวเหนียวร้อนๆ นึ่งรอไว้ในกระติบ... ความเงียบจึงเข้าครอบคลุมชั่วขณะเมื่อต่างคนต่างหันไปทำอย่างอื่น ชายหนุ่มนั่งแกว่งเท้าอยู่บนแคร่ไม้สูงพลันสายตามองออกไปเห็นกลุ่มหญ้าที่ขึ้นรกตามแนวรั้ว จึงบอกขึ้นว่า...

          “หญ้าขึ้นรกรั้วบ้านเต็มเลยยาย พรุ่งนี้ผมจะมาถางให้นะ”

          “ดีมาก” เสียงแหลมดังขึ้นทันที พูดต่ออีกว่า “ยายจะให้ขวัญถาง บอกให้จ้างคนก็ไม่ยอม รกขนาดนี้ถางๆไปเจองูจะทำไง”

          “ยายก็ไม่ได้จะให้เอ็งถางคนเดียวก็ช่วยๆกันสองคน ถางไปทีละหน่อยไม่ได้รีบ”

          ยายพูดออกมาจากในครัวมือย่นก็กำลังเด็ดก้านพริก

          “ยายไม่ต้องทำหรอกครับ เดี๋ยวผมจะถางให้เอง” ชายหนุ่มเสนอด้วยความเต็มใจ จบคำพูดเขาแล้วเสียงแหลมของคนเดิมก็พูดขึ้นต่อทันทีว่า

          “เดี๋ยวจะเตรียมอุปกรณ์ไว้ให้ รองเท้าบรูช เคียว มีด พร้า อยากได้อะไรก็มีหมด” มือเรียวเท้าไว้ที่เอวคอด ทำคิ้วยึกยัก

          “อืม”

          ดวงตาคมสีเข้มมีรอยยิ้มมองกลับไปที่คนบอก ความผูกพันที่ทั้งสองคนมีต่อกันมาตั้งแต่เด็กทำให้ทั้งคู่สนิทสนม... ดินอาศัยอยู่ที่วัดกับหลวงลุงมาตั้งแต่อายุ 11 ขวบ เพราะพ่อกับแม่เสียชีวิตลงพร้อมกันจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ พ่อของดินเป็นเสาหลักของครอบครัวมีอาชีพขับรถรับจ้างทั่วไปรายได้พออยู่พอกินทำมาหากินอยู่อีกอำเภอหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา วันเกิดเหตุเป็นวันเกิดของดินพ่อจึงขับรถเข้าไปในเมืองเพื่อจะหาซื้อของขวัญมาฉลองวันเกิดกับลูกซึ่งวันนั้นมีแม่ของดินนั่งเคียงข้างไปด้วย ขากลับเกิดเหตุไม่คาดฝันเมื่อจู่ๆมีรถสิบล้อเบรกแตกเสียหลักข้ามเลนส์มาชนกับรถของพ่อดินอย่างจัง ทำให้คนที่นั่งมาในรถทั้งสองคนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ หลายคนในหมู่บ้านที่พอรู้จักครอบครัวนี้ต่างบอกว่าโชคดีของเด็กน้อยที่วันนั้นไม่ได้ไปกับพ่อแม่จึงไม่ต้องประสบเหตุร้ายทั้งครอบครัว แต่หากมีใครมาถามตัวของเด็กน้อยผู้ที่สูญเสียทั้งพ่อและแม่ แกก็จะตอบว่าอยากไปอยู่กับพ่อแม่ พ่อของดินมีพี่ชายคนเดียวบวชตั้งแต่ยังหนุ่มและจะไม่ศึกไปตลอดชีวิต ตอนนี้เป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่วัดอีกอำเภอหนึ่ง มีคนมาแจ้งให้ท่านทราบข่าวว่าน้องชายประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตพร้อมภรรยาเหลือเพียงหลานชายตัวเล็กๆ ไว้เพียงลำพังท่านจึงไปรับมาอุปการะพามาอยู่ด้วยที่วัด ดินจึงกลายเป็นเด็กวัดตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ดินเรียกพระท่านว่าหลวงลุงเพราะมีศักดิ์เป็นญาติ ตอนมาอยู่ที่วัดใหม่ๆ ดินยังเหงาและซึมจะอยู่ไม่ห่างจากพระท่าน ไม่ว่าพระจะเดินไปไหนในวัดหรือนอกวัดดินก็จะติดตามไปไม่ห่างเหตุเพราะยังไม่คุ้นที่และไม่คุ้นกับเด็กวัดคนอื่นๆ ช่วงที่มาใหม่ๆตอนเช้าๆดินก็จะเดินตามพระออกมาบิณฑบาต เมื่อมีชาวบ้านสงสัยแล้วถามว่าเด็กคนนี้เป็นใครพระท่านก็บอกไปตามความจริงว่าเป็นญาติพ่อแม่ตายหมดเลยต้องรับมาอุปการะ กระทั่งใกล้เปิดเรียนดินต้องย้ายโรงเรียนมาเรียนที่ใหม่ต้องมีคนพาไปเข้าเรียนซึ่งวันนั้นเป็นวันที่มีคนมานิมนต์พระท่านไปที่อื่น และเป็นความพอดีเช่นกันที่เช้าวันนั้นยายขิงกับหลานสาวตัวเล็กๆ นำอาหารมาถวายพระพอรู้เรื่องของเด็กน้อยตาดำๆคนนี้ก็อาสาเป็นผู้ปกครองพาไปฝากเข้าโรงเรียนในชั้น ป. 5 พร้อมกับหลานสาวของตน เด็กทั้งสองคนจึงรู้จักและเป็นเพื่อนกันตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา...

          “ขวัญทำไข่เจียวใส่หอมแดงเพิ่มอีกอย่างดีกว่า เห็นพวงหอมห้อยอยู่แล้วนึกอยาก”

          “ตามใจ” ยายบอก

^

^

^

*** โปรดติดตามตอนต่อไป...ฝากเรื่องนี้ นิยายรักฉบับของมนสิกานต์ด้วยนะคะ...คิดถึงทุกคน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

0 ความคิดเห็น