เทพหมัดสะท้านฟ้า นามของข้าคือ!!

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 34,071 Views

  • 125 Comments

  • 844 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    14,737

    Overall
    34,071

ตอนที่ 11 : ตอนที่ 11

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3185
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 212 ครั้ง
    1 มี.ค. 62

การทักทายเพื่อนบ้านดำเนินไปได้อย่างราบรื่น หนิงเยว่สามารถนับเสวี่ยไป๋เป็นสหายข้างบ้านได้อย่างเต็มปากในเวลาอันรวดเร็ว

จากคำพูดของนางทำให้เขารู้ว่านางเองก็เป็นศิษย์สายนอกคนใหม่เหมือนกับหนิงเยว่ โดยนางพึ่งจะเข้ามาในสำนักวารีสิ้นได้เพียงหนึ่งวันก่อนหน้า

          ข้าอยู่ขั้นพื้นฐานระดับหก เจ้าละ? เสวี่ยไป๋เอ่ยถามขณะที่ทั้งสองเดินชมลานฝึกด้วยกัน

          ข้า เอ่อ น่าจะเป็นระดับ อืม หนิงเยว่พยายามคิดถึงความน่าจะเป็นที่ดีที่สุด

ระดับหก.. ของขั้นสูง?

          เสวี่ยไป๋แทบจะสำลักอากาศสิ้นใจตาย

เจ้าว่าอะไรนะ!? นางหยุดเท้าตะโกนด้วยความตกตะลึง

          ข้าหมายถึงขั้นพื้นฐานระดับหก ใช่ๆ พื้นฐานระดับหก หนิงเยว่พึ่งจะรู้ตัวว่าเขาโกหกระดับสูงเกินไปจึงรีบแก้ไขอย่างลนลาน

          จะให้บอกว่าเส้นลมปราณพิการก็คงจะไม่ดีเท่าไหร่นัก

          ฟู่ เสวี่ยไป๋ปรับลมหายใจตั้งสติ

หากเจ้าเป็นขั้นสูงระดับหกจริง เจ้าคงได้เป็นศิษย์สายนอกอันดับสูงแล้วละ นางกล่าวอย่างโล่งหก แต่ก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่หนิงเยว่มีระดับขั้นต่ำกว่าตน

          นั่นสินะ แหะๆ หนิงเยว่เกาหัวแก้เขิน

          คนที่จะสามารถเป็นผู้ฝึกตนขั้นสูงได้ต้องใช้เวลากว่ายี่สิบปี หรือไม่ก็ต้องเป็นอัจฉริยะถึงจะเป็นได้ในช่วงอายุสิบปี

          แต่หนิงเยว่กลับโกหกไปว่าขั้นหกซึ่งเป็นขั้นสูงแท้ที่หมายความว่าคนผู้นี้จะเป็นจอมยุทธหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับเวลา แม้แต่ในอาณาเขตเมืองสีหมอกแห่งนี้ก็ยากจะพบในรอบหมื่นปี

          ทั้งคู่ออกเดินสำรวจอาณาบริเวณรอบค่ายฝึกด้วยความอยากรู้อยากเห็น เสวี่ยไป๋มาถึงสำนักนี้ก็กลางดึกแล้ว นางจึงยังไม่ได้สำรวจสถานที่ใดเลย เฉกเช่นเดียวกับหนิงเยว่ที่พึ่งเข้ามาได้สดๆร้อนๆ

          ระหว่างที่เดินไปคุยไปอยู่ เสวี่ยไป๋ก็บังเอิญเดินชนกับคนผู้หนึ่ง

          ตุบ

          หืม หน้าใหม่งั้นเหรอ? นางกวาดสายตามองเสวี่ยไป๋และหนิงเยว่อย่างรวดเร็ว

          นางเป็นสตรีร่างใหญ่ที่มีกล้ามเนื้อกำยำไม่ต่างกับบุรุษ

          ใช่ขอรับ ข้าพึ่งเข้ามาได้หนึ่งวัน ส่วนเสวี่ยไป๋พึ่งจะเข้ามาได้สองวัน หนิงเยว่กล่าวแนะนำตัวพลางพยุงเสวี่ยไป๋ลุกขึ้นจากพื้น

          ภายในสำนักวารีสิ้นนั้นมีสตรีเป็นใหญ่ ทำให้บรรยากาศในสำนักนั้นเหมือนกับเวลาน้ำชายามว่างของเหล่าหญิงสาว หรือจะให้อธิบายเพื่อเหล่าบรรดาชายหนุ่มเข้าใจก็คือ สงครามเงียบ

          นั่นมันศิษย์สายนอกลำดับที่สิบสี่ หนางเกา เจ้าเด็กใหม่เหยียบลงบนกองเพลิงเสียแล้ว

          หึ นังเสวี่ยไป๋นั่น ข้าเห็นก็รู้แล้วว่ามันต่ำตม มาได้ไม่ถึงวันก็เกาะผู้ชายเสียแล้ว

          แต่เด็กใหม่ผู้ชายนั่นดูได้อยู่นะ สนใจมาเป็นสัตว์เลี้ยงของข้าไหม

          เหล่าสตรีที่กำลังฝึกและทำธุระของตนเองอยู่ต่างซุบซิบหรือตะโกนด่าทออย่างเปิดเผย พวกนางมีกันชนหน้าไฟอย่างหนางเกาแล้วทำให้สามารถด่าทอได้สนุกปาก

          กล้ามากนะพวกเจ้า หนางเกากล่าวเสียงเรียบพลางก้มมองไปยังห่อผ้าข้างเท้า

หนิงเยว่สังเกตถึงห่อผ้าที่กำลังส่งกลิ่นหอมอ่อนๆบนพื้นก็เข้าใจเหตุการณ์ได้ทันที

เสวี่ยไป๋!”

หนิงเยว่สะกิดสาวน้อยเรียกสติ แต่นางกลับตั้งท่าสะอึกสะอื่นและร้องไห้แทน

ฮือออ

อย่ามาใช้มารยาหญิงกับข้า!”

หนางเกาตะโกนด้วยความเกรี้ยวกราด นางรังเกียจผู้หญิงที่แสดงความอ่อนแอมากที่สุด! มันเหมือนกับเหยียดหยามความพยายามที่จะแสดงให้เห็นว่าสตรีนั้นก็แข็งแกร่งของนาง

          เจ้าจะต้องมีค่าตอบแทนให้ข้า ไม่งั้นก็เตรียมตัวขึ้นลานประลองได้เลย หนางเกาส่งสายตาคาดคั้นพร้อมปล่อยกลิ่นอายของขั้นพื้นฐานระดับเก้าออกมา

          หนิงเยว่นั้นสัมผัสไม่ได้เพราะเขาไม่มีลมปราณ แต่เสวี่ยไป๋ตัวน้อยในอ้อมแขนนั้น เหมือนได้สัมผัสถึงพลังของหนางเกาก็ยิ่งสั่นกลัวและลนลานมากขึ้นไปอีก

          ข้าขอแค่เงินจำนวนหนึ่งแสนเหรียญทองแดงเพียงเท่านั้น แลกกับชีวิตของนางย่อมคุ้มค่าใช่ไหม? หนางเกากล่าวเสียงเรียบ นี่เป็นราคาเดียวกับที่นางแลกมาพอดิบพอดี

          ฮึก ฮึก ข้าไม่มีเงินขนาดนั้นหรอก หนิงเยว่ช่วยข้าด้วย เสวี่ยไป๋ร้องไห้พลางกุมชายเสื้อของหนิงเยว่ไว้แน่น

ให้ข้าขึ้นประลองกับเจ้าแทนนางได้ไหม? หนิงเยว่เอ่ยอย่างกล้าๆกลัวๆ

เขากำลังหาเรื่องใส่ตัวรึเปล่า?

เหอะ น่าขัน กุ้งแห้งในจานข้าวยังดูเก่งกว่าเจ้าเลย

คำถากถางของหนางเกาเรียกเสียงหัวเราะของสตรีที่ดูอยู่จนหนิงเยว่รู้สึกอับอาย

จากความอับอายก็กลายเป็นโทสะ

เขาปล่อยเสวี่ยไป๋ลงกับพื้นอย่างไม่ไยดีก่อนจะลุกขึ้นสบตากับหนางเกา

 เจ้าคิดว่าตัวเองเก่งกาจในด้านไหน หนิงเยว่เอ่ยถามเสียงเรียบ

หืม? แน่นอนว่าต้องเป็นในพละกำลังของข้าอยู่แล้ว หนางเกาเบ่งกล้ามอวดบารมีให้หนิงเยว่ได้เฉยชม แม้นางจะเป็นสตรีแกร่ง หนิงเยว่ก็ยังชมชอบถึงความงามของนาง

งั้นไม่ต้องไปแล้วสนามประลองให้เสียเวลา ข้าขอชดใช้โดยให้เจ้าสามารถโจมตีใส่ข้าสามกระบวนท่า ไม่สิ สิบไปเลยโดยที่ข้าจะไม่หลบหนิงเยว่ยื่นข้อเสนอที่ฟังดูบ้าบิ่นให้หนางเกา

เหล่าคนที่แอบฟังมานานต่างหัวเราะกันใหญ่

พื้นฐานระดับหกกล้ายืนรับการโจมตีของพื้นฐานระดับเก้า! ในประวัติศาสตร์เมืองสีหมอกยังมิเคยเห็นการยื่นข้อเสนอที่โง่งมเช่นนี้มาก่อน

ก็ได้ ความสะใจที่ได้สังหารบุรุษโง่งมก็พอจะบรรเทาความโกรธของข้าได้อยู่ หนางเกาพ่นเสียงหัวเราะ นางคิดจะเอาเงินจากพวกมันไม่ก็ทำสัญญาทาส หรืออย่างน้อยก็สร้างบาดแผลให้กับใบหน้างดงามของเสวี่ยไป๋

แต่ราคาที่หนิงเยว่ยอมจ่ายแทนก็พอจะสมน้ำสมเนื้ออยู่บ้าง!

พวกเจ้าทั้งหลาย! ได้ยินแล้วใช่ไหม! เจ้าเด็กใหม่นี่เป็นคนเรียกร้องเอง

ฝูงชนที่มองอยู่ต่างส่งเสียงเยินยอและเห็นด้วยเข้าข้างหนางเกา แม้จะมีบางส่วนที่เสียดายหนิงเยว่บ้างแต่ก็มีจำนวนน้อยกว่าจะทำอันใดได้

สำนักวารีสิ้นนั้นยึดถือกฎเป็นหลัก แต่ความสมัครใจของศิษย์นั้นมาก่อนเสมอ หากผู้ใดยินยอมรับผลที่ตามมา พวกเขาล้วนสามารถกระทำได้เลย

 หากเจ้าอดทนได้ถึงสิบกระบวนท่า ข้าจะให้โอกาศเจ้าเอาคืนได้สามกระบวนท่า

ข้าขอแค่หนึ่งก็พอ อีกสองกระบวนท่าข้ายกให้นาง หนิงเยว่ชี้นิ้วไปทางเสวี่ยไป๋

ได้ หึ พอเห็นบุรุษแสดงท่าทีเช่นนี้ มันอยากจะให้ข้าสำลอก! แต่ก็ได้ ถ้าเจ้าสามารถทนถึงจะทำยังไงกับสามกระบวนท่านั้นก็แล้วแต่เจ้าเลย!” หนางเกากล่าวอย่างโอหัง ตอนแรกนางคิดแค่จะออมมือให้หนิงเยว่สลบไปพร้อมบาดแผล แต่มันหาเรื่องตายเองนางก็ช่วยไม่ได้

หมัดเบิกธารา!

กำปั้นของหนางเกาพุ่งออกอย่างรุนแรง ความเกรี้ยวกราดที่แฝงมาในหมัดนั้นราวกับคลื่นที่ซัดชายฝั่งเพื่อก่อกำเนิดแม่น้ำสายใหม่! มันเป็นขั้นแรกของวิชาหมัดสายธาร วิชาที่มอบให้กับลูกศิษย์สำนักวารีสิ้นทุกคน

เปรี้ยง!

เป็นยังไงละ หนางเกากล่าวด้วยความสะใจ การปะทะเมื่อครู่นั้นปะทะกับร่างของหนิงเยว่เต็มๆ นางมั่นใจจะได้เห็นสีหน้าเจ็บปวดเจียนตายของเด็กหนุ่ม แต่ทว่า..

นี่คือการโจมตีของระดับพื้นฐานสินะ หนิงเยว่ยกมือมาลูบบริเวณที่หมัดของหนางเกาปะทะหรือกลางอก เสื้อผ้าที่เขาสวมอยู่ขาดออกเผยให้เห็นแผงออกหนา

หนิงเยว่ยังคงมีใบหน้าเรียบเฉย

เมื่อครู่เขาเกือบจะยกมือป้องกันตัวเองไปตามสัญชาตญาณ แต่หมัดของหนางเกานั้นช้ามากจนเขามีเวลาหักห้ามใจตัวเอง

ยังจะทำปากเก่งได้อีกสักกี่ครั้ง!” หนางเกาใช้หมัดเบิกธาราใส่หนิงเยว่อีกสามครั้งแต่ร่างของหนิงเยว่ก็ไม่ได้ขยับหรือแสดงอาการเจ็บปวดใดๆออกมาเลย

สี่กระบวนท่า ห้ากระบวนท่า ... เก้ากระบวนท่า!

แฮก แฮก หนางเกาหอบอย่างเหนื่อยอ่อน นางใช้หมัดเบิกธาราใส่หนิงเยว่ไปถึงเก้าครั้ง อีกครั้งจะเป็นครั้งสุดท้ายตามสัญญา แต่สัตว์ประหลาดตรงหน้านางกลับไม่แสดงสีหน้าเจ็บปวดอะไรเลย!

เร็วสิ เป็นไปได้ก็แสดงวิชาใหม่ทีเถอะ ข้าเบื่อจะรับหมัดนั่นของเจ้าเต็มทีแล้วหนิงเยว่กล่าวเสียงร้อยพลางเปิดปากหาว การยืนนิ่งนานๆมันก็ทำให้เขาง่วงได้ ยิ่งอากาศแถวนี้นั้นเย็นสบายยิ่งด้วยแล้ว

ย้าก!!” โทสะของหนางเกาได้กระตุ้นให้ร่างกายเกิดพัฒนา วิชาหมัดเบิกธาราของนางเฉียบคมและก้าวสูงขึ้นไปอีกขั้น

ตูม!

เหมือนกับช้างชนบ้าน! เศษฝุ่นฟุ้งกระจายขึ้นบดบังทัศวิสัย ต้องใช้เวลาห้าลมหายใจกว่าฝุ่นจะจางลง

เจ้าทำให้ข้าผิดหวังอยู่นะ

หนางเการีบถอนหมัดตัวเองออกทันที หนิงเยว่ยังคงยืนนิ่งตระง่านเหมือนกับรูปสลักโบราณ เขาไม่ป้องกันหรือหลบแม้แต่น้อยตามข้อตกลงที่ให้ไว้

ทีนี้ก็ตาเสวี่ยไป๋.. เสวี่ยไป๋? หนิงเยว่จะให้เพื่อนบ้านของตนมาใช้สิทธิ์ที่พึงมี แต่บัดนี้เขากลับหานางไม่เจอแล้ว

มีใครพอจะรู้บ้างว่าเสวี่ยไป๋หายไปไหน

นางหนีไปตั้งแต่เจ้าปล่อยนางแล้ว!” หนึ่งในศิษย์ที่มุงอยู่ตะโกนบอก

หนิงเยว่เมื่อได้ฟังก็คืนสติ

นางใช้ข้าเป็นตัวล่อ!? หนิงเยว่กำหมัดแน่นจากความเจ็บใจ ทำไมนางถึงทำแบบนี้กับเขาได้

หนิงเยว่นึกว่านางเป็นสหายของเขาแล้ว!

น่าเศร้าที่จิตใจของเด็กชายบริสุทธิ์เกินไป เขาคำนวณความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ต่ำไป

 รีบก้มหัวขอโทษหนางเกาอย่างลุกลี้ลุกลน

ขออภัยที่เสียมารยาท

หัวของหนิงเยว่กระเด้งขึ้นลงเหมือนตุ๊กตาล้มลุก

หนางเกาที่เห็นสภาพแบบนี้ของหนิงเยว่เข้าไปก็เผลอหลุดขำ

หุ เจ้านี่ประหลาดเสียจริง หนางเกาเริ่มยอมรับในตัวหนิงเยว่เพราะเห็นว่าเขาเป็นบุรุษที่บริสุทธิ์จากใจจริง และมิใช่พวกหยิ่งยะโสที่เห็นสตรีอย่างพวกนางด้อยกว่า แถมเขาก็เป็นคนรักษาสัญญา และได้ทำให้นางรู้ว่าตนเองนั้นอ่อนแอแค่ไหน

นางคิดมาเสมอว่าตนเองเป็นที่สุดแห่งพลังกายของศิษย์สายนอก ที่นางอยู่ลำดับสิบสามก็เพียงเพราะว่านางใช้เวลาไปกับการฝึกฝนเป็นส่วนใหญ่ไม่ใช่เอาเวลาไปทำภารกิจเพื่อแต้ม

การเลื่อนลำดับสู่สายในของสำนักวารีสิ้นนั้นจะเกิดขึ้นได้เมื่อคนผู้หนึ่งมีแต้มสะสมในระดับหนึ่ง ที่สำนักนี้ไม่ได้ใช้ความแข็งแกร่งวัดเป็นหลักก็เพราะอยากให้ทุกคนมีสิทธิ์พัฒนาหากเขาหรือเธอมีความมุมานะบากบั่น

แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะไม่สนเด็กสาวที่มีพรสวรรค์เสียทีเดียว ระดับขั้นพลังเองก็เป็นใบเบิกสำหรับขอรับภารกิจที่มีแต้มสูงๆ

ยิ่งแต้มสูงก็ยิ่งต้องมีระดับพลังที่สูง หรืออาจจะบางคนที่เก่งกล้าจนมีกรณีพิเศษให้ ซึ่งในรอบปีมักจะมีเพียงสิบคนเท่านั้นที่สามารถได้รับข้อยกเว้นนี้

 

หนิงเยว่ยามปกติกับหนิงเยว่ยามต่อสู้ช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว

บุรุษผู้เต็มไปด้วยอัตตาที่กล้าท้าทายนางแล้วทำให้นางหมดสภาพเช่นนี้หายไปไหนกัน หนางเกาสงสัย

หนางเกาไม่รู้เลยที่หนิงเยว่กล้าขึ้นมาท้าทายนางเพราะเขาคิดว่าเขาถูก แต่เมื่อเขาบังเกิดความคิดว่าตนเองผิด เขาก็รู้สึกละอายจนอยากจะหนีไปให้พ้นๆหน้าสำนักนี้

ข้าขอโทษ ข้าจะรีบไปนำตัวเสวี่ยไป๋มาเดี๋ยวนี้ละ

หนิงเยว่ตั้งท่าจะกลับไปตามเพื่อนบ้านมารับโทษ กลับถูกหนางเกาคว้าไหล่ไว้เสียก่อน

ลูกผู้หญิงต้องทำตามสัญญา เจ้ายังมีสามกระบวนท่าที่ต้องใช้กับข้าอยู่

หนิงเยว่เมื่อได้ฟังก็ถอดถอนหายใจ

มันไม่เกี่ยวแล้วขอรับ เสวี่ยไป๋ควรได้รับโทษที่นางก่อเอาไว้

เจ้ากำลังทำให้ศักดิ์ศรีของข้าเสื่อมเสียอยู่นะ แบบนั้นข้าโกรธยิ่งกว่าสูญเสียเม็ดยาเสียอีก

หนางเกากล่าวด้วยสีหน้าจริงจังจนหนิงเยว่สะอึก

ก็ได้ขอรับ.. หนิงเยว่ตัดสินใจใช้วิชาที่ปลอดภัยที่สุดอย่างการใช้ ฝ่ามือ

เขาต้องกะแรงไม่ให้มันเบาไปจนเหมือนกับการสัมผัส และต้องไม่แรงไปจนเผลอสังหารหนางเกา

เขาตั้งสมาธิอยู่ครู่ใหญ่ จำลองกระบวนท่าในหัวหมุนวนอย่างรวดเร็ว หนางเกาเมื่อเห็นหนิงเยว่ใช้เวลานานเช่นนี้ก็ตื่นเต้น บุรุษที่เอาต้านทานนางด้วยกำลังกายจะใช้วิชาเช่นใดกัน

ฝ่ามือแบบออมแรง!

ฝ่ามือของหนิงเยว่ปะทะกับหน้าท้องออกหนางเกาอย่างแผ่วเบา(ตามความคิดของเขา) หากเขาเบามือกว่านี้มันจะกลายเป็นการสัมผัสธรรมดาไม่ใช่การโจมตี

ตูม!

หนางเกาหมดสติทั้งรอยยิ้ม แรงปะทะจากฝ่ามือของหนิงเยว่ได้ส่งนางลงสู่ห้วงนิทรา

ร่างไร้สติของนางหล่นลงในอ้อมกอดหนิงเยว่ เด็กหนุ่มมองซ้ายมองขวาด้วยความลนลาน เสียงซุบซิบนินทาของสตรีรอบข้างก็ดังเหลือเกิน เขาแทบจะคุมสติน้อยๆของตนเองไม่ได้ชนิดอยากจะพาหนางเกาไปที่บ้านตนเองเพื่อตัดปัญหาเสียด้วยซ้ำ

ในเวลาเช่นนี้เขาควรจะทำยังไงดี!?!

บ้านของหนางเกาเดินตรงไปสี่หลังแล้วเลี้ยวซ้ายเลยจ้า!”

ระหว่างที่สับสน เสียงปริศนาในฝูงชนก็ได้ชี้ทางสว่างให้กับหนิงเยว่

ขอบคุณมากขอรับ!” หนิงเยว่หันไปขอบคุณต้นทางของเสียงและออกตัววิ่งไปอย่างรวดเร็วโดยมีเป้าหมายคือบ้านของหนางเกา

เขารู้ว่าข้าบอก? หญิงสาวปริศนาตกใจไปครู่หนึ่ง นางใช้เคล็ดวิชาพลางตัวอยู่แต่เขาก็ยังรู้!?

ยิ่งคนมากมายขนาดนี้กำลังตะโกนแข่งกัน เขาก็ยังรู้ว่านางเป็นคนพูด

สมแล้วที่ท่านอาจารย์ฝากเข้าสำนักตัวตนเอง ไว้เขาเข้าเป็นศิษย์สายในคงต้องไปทักทายสักหน่อยแล้ว ร่างปริศนาลุกขึ้นและกระโจนหายไปอย่างเงียบงัน

ไม่มีใครรู้ว่าเธอมา และไม่มีใครรู้ว่าเธอไป 

ยกเว้นเด็กชายคนหนึ่งที่กำลังยืนนิ่งอยู่หน้าบ้านของเด็กสาวในอ้อมแขน

'แล้วข้าจะต้องทำยังไงต่อเนี่ย!?'

-------------------------------------------------

ผมกำลังคิดว่าจะตั้งชื่อตอนเช่นตอนนี้ก็น่าจะชื่อว่า ปะทะหนางเกา ประมาณเนี่ยจะดีไหมครับ?


ผมต้องการคำแนะนำหรือติชมด้านการบรรยาย 

และส่วนเนื้อหาในอนาคตที่ไม่อยากเห็นหรืออะไรประมาณนี้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 212 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #23 อสุจิสีเงิน (@TaHKung01) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 9 มีนาคม 2562 / 01:15
    เฮ้อ เด็กน้อย จงปักธงเธอซะ!!!!
    #23
    1
    • #23-1 acrez (@acrez) (จากตอนที่ 11)
      17 มีนาคม 2562 / 13:58
      มีกล้ามเเบบฟิตเนสจางๆสำหรับผญพอรับได้น้ะ เเต่ถ้าเเบบพี่โตล้ะก็....
      #23-1