ตอนที่ 9 : Episode Eight : จัดการชั่วพริบตา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 39499
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 954 ครั้ง
    10 มี.ค. 60

Episode Eight

 



        "คุณเซรอส ต้องขอบคุณเรื่องเมื่อคืนด้วยค่ะ"

        ยูนีชมาก้มหัวขอบคุณในตอนเช้าก่อนออกเดินทาง แม้เธอจะยังมีไข้อยู่เล็กน้อยแต่เพราะการรักษาเมื่อคืนทำให้ความเจ็บปวดมันบรรเทาลงขึ้นเยอะ ในตอนเช้าก็ได้เซรอสแบ่งอาหารเช้าให้อีกด้วย

        "ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วครับ" เซรอสตอบรับคำขอบคุณนั้นและช่วยกันเก็บของเพื่อออกเดินทางกันต่อ

        ผลลัพธ์ในการช่วยเหลือเมื่อคืนทำให้สนิทกันมากขึ้น พอจะขอให้ช่วยในการคุมเกวียนได้อยู่แต่ก็ต้องมีการเฝ้าจับตาดูอย่างใกล้ชิด โดยมีข้ออ้างคือเป็นการสอนงานให้กับซาริที่อนาคตอาจจะต้องเดินทางไปซื้อของคนเดียว

        เซรอสจึงถามเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ของเมืองคัลไซด์ มันไม่ใช่เมืองที่แย่ที่สุดแต่ก็ไม่ใช่เมืองที่ดีที่สุดเช่นกัน ระบบการดูแลก็ยังให้ความสำคัญกับชนชั้นสูงมากกว่าประชาชนทั่วไป ดูเหมือนว่าท่านเจ้าเมืองนั้นจะได้รับสินบนมหาศาลจากการให้สิทธิ์ละเว้นภาษีสำหรับพวกขุนนางคนอื่นๆ พวกเรเวนแนะนำว่าพวกเขาไม่ควรจะไปก่อเรื่องเดือดร้อนกับพวกขุนนางหรือลูกหลานขุนนางโดยเด็ดขาด

        แน่นอนว่าเซรอสไม่อยากไปก่อเรื่องเดือดร้อนอยู่แล้ว เว้นแต่ว่าคนพวกนั้นจะมาวุ่นวายกับเขาก่อน

        ไม่ใช่ว่ามันเป็นการแสดงความโหดเหี้ยม แต่มันน่ารำคาญที่ต้องโดนก่อกวน

        ซึ่งทางเรเวนเองก็บอกว่านักผจญภัยส่วนมากจะไม่ชอบพวกขุนนางกันเพราะเป็นพวกบ้าอำนาจ ยังดีที่พวกเขาได้รับสิทธิ์คุ้มครองผ่านทางกิลด์มาสเตอร์เลยไม่ได้รับแรงกดดันมากนัก แต่บางคนก็หันไปรับใช้พวกขุนนางเพราะพวกนี้จ่ายหนักกว่าการรับงานปกป้องชาวเมืองซะอีก ถ้าให้พูดล่ะก็ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ดีด้วยกันทั้งคู่นั่นแหละ

        ที่จริงก็ไม่ได้มีปัญหากับระบบปกครองนักหรอก เพราะเขาไม่ใช่พลเมืองและไม่มีความจำเป็นจะต้องอาศัยอยู่ที่นั่นด้วย แต่ปัญหาก็คือเรื่องของซาริต่างหากที่ทำให้เซรอสกังวลว่าอาจจะมีปัญหาตามมา ชานบอกว่าเผ่ากระต่ายขาวนั้นเป็นที่ชื่นชอบของพวกขุนนางที่จะเลี้ยงเอาไว้ดูเล่น เพราะถ้าหากพวกเขาได้รับการดูแลที่ดีจะถือเป็นเผ่าพันธุ์ที่สวยงามมาก มันจะช่วยยกระดับความหรูหราให้กับพวกเขา

        สุดท้ายก็หนีไม่พ้นเรื่องการทำเพื่อยกระดับฐานะให้ตัวเองล่ะนะ

        จะว่าไปตอนที่เซรอสพบซาริเป็นครั้งแรกนั้นรูปร่างของเธอดูแล้วผอมแห้ง ผิวก็หยาบ ผมก็สาก ดูสกปรกมากกว่าจะเรียกว่าสวยงาม แต่ภายหลังที่ได้มาอยู่ด้วยกันซาริก็ดูสวยขึ้นเยอะ ไม่ได้เลี้ยงดูในฐานะสัตว์เลี้ยง แค่ให้อยู่ด้วยและคอยช่วยงานตามปกติเท่านั้น มีข้าวให้กิน มีน้ำให้อาบ มีที่พักที่อบอุ่น ถึงจะไม่มีเงินให้ก็เถอะ

        เซรอสสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับเมืองคัลไซด์อย่างละเอียด พวกเรเวนก็ช่วยกันตอบเท่าที่รู้ มีหลายส่วนที่พวกเขาไม่เคยไปยุ่งเกี่ยว จากนั้นก็ลองแกล้งถามอ้อมๆ ถึงอาวุธที่คนพวกนั้นใช้เพื่อสืบเกี่ยวกับราคาของแร่เหล็ก ทำให้รู้ว่ามันเป็นที่ต้องการอย่างมากในการนำไปตีหลอมเป็นอาวุธและชุดเกราะ พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับมอนสเตอร์ประจำ และยังต้องเตรียมความพร้อมให้กับพวกทหารอีกด้วย พวกขุนนางเองก็ชอบจะซื้ออาวุธชั้นเลิศที่ทำจากวัสดุที่ดีที่สุด

        ตอนพักเที่ยงก็ต้องทำแผลใหม่ให้ยูนีชจนกว่าจะได้รับการชำระล้างพิษจากร่างกายจนหมด คิดว่าในอนาคตอาจจะต้องทำเข็มฉีดยาแล้วก็สกัดพิษทำเซรุ่มจากสัตว์มีพิษทั้งหมดท่าจะดี ก็ไม่ใช่ว่าจะทำออกมาขายหรอกแต่ก็คิดเผื่อเอาไว้ในกรณีที่ชาวบ้านที่จะมาอาศัยอยู่ได้รับพิษจากพวกมันจะได้รักษาได้ทันที แต่นั่นก็เป็นอนาคตที่อาจจะต้องรอเวลาเขาว่างจริงๆ ถึงจะได้ทำล่ะนะ

        เห็นว่าบรรยากาศมันเงียบสงบเกินไป เลยเกิดอารมณ์ศิลปินขึ้นมาและได้นำไวโอลินออกมาเล่น ไม่ทันได้สังเกตเลยว่าพวกเรเวนคล้อยตามกับเสียงไวโอลินถึงขนาดเคลิบเคลิ้มและตกอยู่ในภวังค์ไปครู่หนึ่ง จนกระทั่งเซรอสเล่นจบพวกเขาจึงได้สติกลับมา

        "คุณเซรอส นั่นมันเครื่องดนตรีอะไรหรือคะ" ยูนีชสงสัย การที่เธอเป็นผู้รักษานั้นทำให้ได้เข้าร่วมงานประจำปีที่จัดขึ้นในโบสถ์อยู่บ่อยๆ เครื่องดนตรีที่เห็นส่วนมากจะเป็นเครื่องตีกับเครื่องเป่ามากกว่า มันทำให้งานประจำปีนั้นดูมีความยิ่งใหญ่

        แต่เครื่องดนตรีที่เซรอสเล่นนั้นกลับมีความนุ่มนวลมากราวกับบทเพลงของภูติในตำนานเลยก็ว่าได้

        "มันเรียกว่าไวโอลิน"

        "ไวโอลิน?"

        "จะลองเล่นดูไหมล่ะครับ" เขาส่งให้โดยไม่หวงแหนหรือกังวลว่าจะมีใครทำพังเลย

        กลับกันพวกยูนีชหน้าซีดไม่กล้าที่จะจับ ปฏิกิริยาเหมือนซาริเป๊ะ

        แต่เขาก็บอกว่าสร้างมันจากวัสดุที่หาได้จากในป่าแล้วก็ลองผิดลองถูกจนได้เป็นเครื่องดนตรีเอาไว้เล่นสนุกยามว่าง ต่อให้มันเสียหายหรือพังไปก็แค่สร้างตัวใหม่ขึ้นมาได้ไม่ยากนัก ถึงขนาดพูดว่าจะยกให้เลยแต่สุดท้ายก็ไม่มีใครกล้ารับเอาไว้ พวกเขาคงมองออกว่าเจ้านี่ถ้าทำขายให้ราชวงศ์ได้ก็จะกลายเป็นมหาเศรษฐีในทันที

        ที่ได้รับความสนใจจากเซลเกไม่ได้มีแค่ไวโอลิน แต่ยังรวมถึงขลุ่ยรูปนกของซาริที่เอาออกมาอวดให้ดู และคุยว่ามันเป็นของที่เซรอสทำให้ท่าทางดูจะมีความสุขมาก เสียงที่เป่าออกมาเปลี่ยนไปได้เพียงแค่ปิดรูที่อยู่ข้างตัวนก ถึงจะยังเป่าออกมาได้ไม่เป็นเพลงแต่ถ้าฝึกอีกหน่อยจนคุ้นเคยก็อาจจะสร้างทำนองใหม่ขึ้นมาก็ได้

        หลังจากที่ให้ม้าได้พักผ่อนและพวกเขาทำธุระส่วนตัวกันเสร็จแล้วก็ได้เวลาออกเดินทางกันต่อ จากที่เซรอสทำบันทึกการเดินทางนั้นพวกเขาเดินทางมาได้ค่อนข้างเร็วมาก ซานที่ตอนนี้รับหน้าที่เป็นสารถีบอกว่าตอนนี้น่าจะอยู่ห่างจากเมืองไม่ถึงสองวัน ถ้าเดินทางด้วยความเร็วขนาดนี้ก็อาจจะไปถึงเมืองคัลไซด์ได้ในช่วงเย็น อย่างไรก็ตามพวกเขาดูจะตะลึงกับการที่ม้าธรรมดาเดินทางได้รวดเร็วมากกว่าอะไรซะอีก

        พวกเรเวนเคยรับงานคุ้มกันอยู่พักหนึ่ง เลยรู้ว่าความเร็วที่พวกม้าพันธุ์ธรรมดาจะทำได้นั้นช้ามาก เรียกได้ว่าถ้าให้เดินเองยังจะเร็วซะกว่า แต่ม้าของเซรอสเป็นม้าพันธุ์ธรรมดากลับทำความเร็วได้เทียบเท่ากับม้าพันธุ์ดีที่พวกขุนนางเขาใช้กัน ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ถามไถ่ถึงเทคนิคการเลี้ยงดูม้า เพราะพวกเขาไม่ได้มีอาชีพเฉพาะทางแบบนั้น อย่างมากก็แค่ไปเช่าม้าเพื่อเดินทางไกลก็พอ

        เมื่อใกล้จะถึงจุดแวะพักที่ซานแนะนำ ในตอนนั้นพวกเขาก็สังเกตได้ถึงความผิดปกติอะไรบางอย่าง

        เช่นเดียวกับเซรอสที่ส่งสัญญาณบอกให้ซาริไม่จำเป็นต้องงัดหน้าไม้ออกมา

        ซากรถม้ากระจัดกระจายกับการต่อสู้ที่เคยเกิดขึ้น ไรด์เป็นคนที่เดินลงไปตรวจสอบและมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก เขาส่ายหน้าเพื่อบอกให้ทุกคนรู้ถึงข่าวร้ายที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ คำพูดเดียวที่หลุดออกมาก็คือ 'ออร์ค' แต่คนที่ไม่รู้จักมันอย่างเซรอสก็ไม่อาจเข้าใจถึงความร้ายกาจได้ หากถามเรื่องของออร์คออกไปเกรงว่าจะสร้างความสงสัยให้ซะมากกว่า ถึงอย่างนั้นก็แสร้งทำสีหน้ากังวลให้เข้ากับบรรยากาศ

        เซรอสเดินลงมาดูด้วยตาของตัวเอง เห็นรอยเท้าของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่อยู่เล็กน้อย แปลว่าจะต้องมีขาที่แข็งแรงและขนาดตัวที่ใหญ่กว่าปกติ ร่องรอยบอกว่ามีการใช้อาวุธซึ่งเขาว่าจะต้องเป็นอาวุธหิน และพวกมันก็ไม่ได้มีกันแค่ตัวหรือสองตัวด้วย และสภาพของรถม้าโดยสารนี่มีของหลายชิ้นถูกเหยียบย่ำไม่มีชิ้นดี หันไปมองชานที่แกะรอยหวังว่าจะสันนิษฐานทิศทางได้ตรงกัน

        "พวกมันวิ่งไล่ตามบางอย่าง"

        'โอ้ สันนิษฐานได้เก่งจริง' เซรอสแกล้งล้อเลียนผ่านการนึกคิด

        เพียงแค่ได้เห็นเขาก็ได้ข้อสรุปทั้งหมดรวมไปถึงจำนวนของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า 'ออร์ค' ด้วย ร่องรอยนี้อาจจะผสมปนเปกันไปบ้างจนแยกออกได้ลำบาก แต่ว่าขนาดของเท้ามันไม่เท่ากัน เช่นเดียวกับน้ำหนักเท้า พวกมันมีกันอย่างมากก็ 12 - 15 ตัวโดยประมาณ ส่วนคนที่เสียชีวิตก็ถูกลากไปด้วยจนเหลือเป็นรอยเลือดทิ้งเอาไว้

        "จำนวนของพวกมันน่าจะไม่ต่ำกว่าสิบตัว"

        ระหว่างที่ชานแกะรอยอยู่นั้น เซรอสรับรู้ได้ว่ามีบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายในป่า แม้ว่ามันจะมืดแล้วก็ตาม แต่ก็ยังได้ยินเสียงเคลื่อนไหวอยู่ เขาส่งสัญญาณมือให้ทุกคนอยู่ในสภาพเตรียมพร้อมและชี้บอกทิศทางที่มีความเคลื่อนไหว ต่างคนต่างก็ระวังตัว ชานอาสาจะเป็นคนเดินไปดูเองเพราะรู้ว่าคิดว่าเซรอสไม่ได้มีความสามารถในการต่อสู้

        และทันใดนั้นเองพุ่มไม้ก็สั่นไหวพร้อมกับมีบางสิ่งพุ่งเข้ามา ชานถอยหลังหลบด้วยความตกใจ

        แต่สิ่งที่มันโผล่ออกมาก็คือกระต่ายที่มีเขาแหลมยาว มันทำจมูกฟุดฟิดและรีบหนีหายเข้าพุ่มไม้ไป

        "ให้ตายสิ ทำเอาตกอกตกใจหมดเลย" ชานถอนหายใจยาว

        ไร้ซึ่งความระมัดระวังคล้ายจะรอโอกาสที่การป้องกันหย่อนยาน ปรากฏความเคลื่อนไหวครั้งใหม่มาอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้มีแรงคุกคามบางอย่างทำให้ชานหน้าซีดและไม่อาจป้องกันตัวได้ทัน

        อีกไม่กี่ก้าวชีวิตของชานก็คงจะจบสิ้น

        ในตอนนั้นเซรอสก็พุ่งเข้ามาและรับยกกริชขึ้นรับการโจมตี ด้านพละกำลังยังไงเซรอสก็เหนือกว่าแต่กริชที่เขาใช้มาตลอดกลับทนแรงปะทะไม่ไหวจนถึงกับหักเป็นสองส่วน เซรอสไม่รอช้าที่จะก้มและจับมันเหวี่ยงออกไปให้พ้นทาง

        กลายเป็นว่าสถานการณ์ตอนนี้ไม่ค่อยสู้ดีนัก ได้ยินพวกเรเวนพูดคำว่า 'ออร์ค' ออกมาก็คงไม่ผิด รูปร่างของมันค่อนข้างจะใหญ่โต เต็มไปด้วยมัดกล้ามที่ดูแข็งแกร่ง พวกมันน้ำลายไหลอยู่เสมอเพราะมีเขี้ยวล่างงอกขึ้นมาราวกับยักษ์ไม่มีผิด ถึงอย่างนั้นถ้ามองผ่านๆ ก็คล้ายกับกอลิล่าอยู่หลายส่วนเลย

        "สวัสดีกอร์ด คล้ายว่าฉันจะเห็นเคทลินอยู่ทางโน้นแน่ะ"

        เผยจังหวะให้ฉกฉวยเซรอสใช้ท่าซับมิชชั่นเผด็จศึก กระโดดปีนขึ้นไปขี่คอของมัน กริชที่หักแล้วก็ยังเอามาใช้แทงเข้าไปที่ลำคอ ถึงจะต้องออกแรงมากหน่อยแต่ก็ได้ผลในการจัดการเพียงครั้งเดียว

        'เวรล่ะสิ เผลอลงมือจริงจังไปซะแล้ว'

        ทั้งที่ตั้งใจเอาไว้ว่าจะปิดบังฝีมือเอาไว้ไม่ให้ใครรู้ ทำตัวเป็นช่างฝีมือธรรมดาเพื่อไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกต แต่จะว่าไปแล้วเซรอสก็ไม่รู้ว่าเจ้า 'ออร์ค' นี่มันแข็งแกร่งในระดับไหนผู้คนถึงได้หวาดกลัวกัน ถึงอย่างนั้นเขาก็เชื่อว่าจะพอถูไถไปได้อยู่

        "ยอดไปเลยคุณเซรอส" เรเวนสีหน้าดูดีขึ้นมาเล็กน้อย

        "ทำได้ยังไงกัน จัดการกับออร์คด้วยมีดหักๆ แบบนั้น" ไรด์เข้ามาเสริมและมองดูศพของออร์คที่ถูกจัดการลงภายในชั่วอึดใจ "ปกติแล้วไม่ค่อยมีคนทำได้หรอกถ้าไม่ใช่จอมพลังจริงๆ ออร์คมันหนังเหนียวจะตาย"

        "แต่ว่านั่นมันไม่ใช่ออร์คธรรมดานะ" เซลเกเอ่ย ชี้ไปยังศพของออร์คที่ถูกจัดการลง ถึงมันจะคล้ายออร์คแต่ก็ไม่ใช่ออร์คที่พวกเขาเคยเผชิญหน้ามา

        เมื่อพวกเรเวนสังเกตดูให้ดีอีกครั้ง ถึงได้เข้าใจว่านี่มันเรื่องใหญ่แค่ไหน ถ้ามองธรรมดามันก็คงไม่ต่างจากออร์คที่มีรูปร่างสูงใหญ่และพละกำลังมหาศาล แต่เจ้านี่มีความล่ำสันยิ่งกว่าและกล้ามเนื้อที่แน่นมาก เป็นออร์คที่พัฒนาไปสู่ขั้นนักรบที่เรียกว่า 'ออร์ค วอร์ริเออร์' ตามการจัดอันดับภายในกิลด์นักผจญภัย เจ้านี่มีความอันตรายระดับ B ไม่ใช่มอนสเตอร์ที่จะถูกฆ่าตายได้ด้วยมีดหักๆ เล่มเดียว

        ซึ่งนั่นก็แสดงว่าชายหนุ่มที่ชื่อเซรอสนั้น มีความแข็งแกร่งเหนือกว่าระดับ B อย่างไม่ต้องสงสัย

        "สุดยอดไปเลยค่ะ คุณเซรอสแข็งแกร่งขนาดนี้เลยหรือคะ" ยูนีชประสานมือ ดวงตาเป็นประกายด้วยความชื่นชม

        ทั้งความสามารถในการรักษา ความชำนาญในการเล่นเครื่องดนตรี ความแข็งแกร่งที่แสดงให้เห็นเมื่อสักครู่ เมื่อรวมเข้ากับนิสัยที่ไม่ถือตัวนั้น ทำให้มุมมองที่มีต่อเซรอสนั้นเปลี่ยนไป

        นั่นคือสิ่งที่เซรอสไม่อยากให้มันเกิดขึ้นมากที่สุด ถ้าเรื่องของเขาถูกพูดออกไปรับรองว่าความสงบได้หายไปแน่ ก่อนจะคิดได้ว่าตัวตนของเขานั้นยังไม่ชัดเจน ถ้าแสร้งทำเป็นว่าตัวเองแข็งแกร่งจากการฝึกฝนเอาตัวรอดมาตั้งแต่เด็กก็น่าจะยังพอเชื่อถือได้อยู่บ้าง

        "เป็นครั้งแรกเลยนะครับที่ผมได้สู้กับเจ้าตัวพรรค์นี้ แต่ต้องบอกว่าโชคดีมากกว่าที่ไม่ตายไปซะก่อน"

        "ครั้งแรกก็ฆ่าออร์ค วอร์ริเออร์ได้ ฝึกฝนมาแบบไหนกันเนี่ย" ไรด์สงสัย ในฐานะที่เขาเป็นคนที่มีร่างกายกำยำที่สุดย่อมยึดมั่นในความเชื่อที่ว่ากล้ามเนื้อคือพลัง แต่เซรอสไม่ได้มีกล้ามเนื้อมากขนาดนั้น รูปร่างก็พอๆ กับเรเวนถึงจะดูดีกว่านิดหน่อยก็เถอะ

        "ก็ตัดต้นไม้บ้าง ล่าหมีหิมะบ้างน่ะครับ"

        พูดถึงหมีหิมะพวกเรเวนก็ทำหน้าไม่ค่อยจะเชื่อสักเท่าไหร่ แต่ก็ได้ซาริออกมาช่วยยืนยันว่าเซรอสฆ่าหมีหิมะได้จริงๆ แถมยังมีหนังหมีหิมะในสภาพดีเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดี

        ในที่สุดเซรอสก็ได้รู้เสียทีว่าทำไมทุกคนถึงได้ทำเหมือนว่ามันเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ก็เพราะว่าไอ้เจ้าหมีหิมะนั่นถูกจัดระดับความอันตรายไว้ที่ระดับ B นั่นเอง เป็นความแข็งแกร่งระดับเดียวกับ ออร์ค วอร์ริเออร์ ที่ถูกจัดการไป แต่การที่จะพบพวกมันได้นั้นจะต้องเป็นเฉพาะช่วงฤดูหนาวเท่านั้น ก็เลยไม่ค่อยมีคนเดือดร้อนเพราะพวกมันสักเท่าไหร่

        แต่ว่าไอ้เจ้าหมีหิมะนั่นอันตรายแล้วงั้นเหรอ?

        สุดท้ายเซรอสก็ถูกพวกเรเวนชื่นชมไปอีกพักใหญ่ ร่างของเจ้าออร์ค วอร์ริเออร์นั้นสามารถนำไปขึ้นเงินที่กิลด์นักผจญภัยได้ แต่เซรอสไม่ได้มีบัตรของตัวเองทำให้พวกเรเวนชวนให้ไปทำเก็บเอาไว้ เผื่อในกรณีที่เขาล่ามอนสเตอร์ได้และเอาไปขายให้กับทางกิลด์ก็จะได้ในราคาพิเศษ

        พอลองสอบถามเกี่ยวกับระบบนักผจญภัยก็รู้แค่ว่าเมื่อทำแล้วจะมีชื่อว่าเป็นสมาชิกในสังกัดของสาขานั้นๆ หากเกิดเรื่องเดือดร้อนจะต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือได้ในทันที เป็นระบบคล้ายทหารอาสาอย่างที่คาดเอาไว้ แต่ถ้ามีแรงค์สูงกว่าระดับ B ก็จะถูกงดเก็บภาษี ถ้าเป็นระดับ A ขึ้นไปก็จะได้บ้านพักในเขตเมืองเป็นของตัวเอง สรุปก็คือพยายามซื้อใจด้วยความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตสินะ

        น่าเสียดายที่เซรอสไม่มีความคิดที่จะไปเป็นพลเมืองของที่นั่นจึงได้ปฏิเสธไป และยกร่างของออร์ค วอร์ริเออร์ให้พวกเรเวนไปจัดการได้เลย โดยขอเพียงเงินครึ่งหนึ่งเท่านั้นส่วนอีกครึ่งก็มอบให้เป็นค่านายหน้าแทน

        พอบรรยากาศมันดีขึ้นเซรอสเห็นว่าหย่อนยานกันจนไม่ได้สังเกตถึงความผิดปกติ จึงโยนระเบิดด้วยคำถามที่ว่า

        "น่าจะอยู่ห่างจากเมืองไม่ถึงสองวัน เมืองคัลไซด์คงเตรียมรับมือกับพวกมันเอาไว้แล้วสินะครับ"

        เซรอสรู้ถึงปัญหานี้แต่แรกแล้ว เขาไม่สนใจด้วยซ้ำว่าเมืองคัลไซด์จะติดอยู่ในสถานการณ์เช่นใด ขอเพียงแค่หาซื้อของตามรายการได้ก็พอ เพียงแต่สถานการณ์ที่วุ่นวายนี้อาจทำให้ซื้อของได้ไม่ครบตามกำหนดการ ถึงจะสามารถจัดการพวกมันได้ แต่ก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรที่ต้องให้ความช่วยเหลือ

        เซลเกคิดอยู่พักหนึ่งก็เล่าให้ฟังถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายว่า

        "เคยได้ยินมาจากตาลุงขี้เมาที่นั่งอยู่หน้ากิลด์"

        "จะว่าไปตาลุงนั้นเป็นแค่แรงค์ D ตลอดชีวิตนี่นา ไม่มีผลงานสุดท้ายก็ต้องปลดออกจากกิลด์"

        "อือ น่าจะเป็นช่วงที่พวกเรารับเควสต์กักตุนเสบียงนั่นแหละ ตาลุงคนนั้นพูดเป็นลางว่า 'ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์แบบนั้นก็คงจะดี' ตอนนั้นคิดว่าคงเป็นแค่คำพูดลอยๆ แต่เหมือนว่าตาลุงนั่นจะรู้อะไรสักอย่างแน่"

        "เคยได้ยินมาจากโบสถ์เหมือนกันว่าในอดีตมีเหตุการณ์ที่ถูกพวกมอนสเตอร์จำนวนมากจู่โจม ไม่มีใครรู้สาเหตุที่แท้จริงหรอกนะคะ แต่ว่ามีคนตายและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก" ยูนีชเล่าเสริม ส่วนเรื่องราวนั้นที่ไม่รู้ก็เป็นเพราะว่าตอนเกิดเรื่องนั้นพวกเธอยังไม่มีใครเกิดเลยด้วยซ้ำ

        ทั้งที่คำตอบอยู่ตรงหน้าแต่กลับมองข้ามและคิดหาเหตุผลอื่น เซรอสทำได้เพียงแค่นิ่งเฉย คิดว่าคงเป็นเพราะพวกคนที่นี่ไม่เคยสนใจธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต ในโลกของเขานั้นก็ได้มีการทำรูปแบบวงจรของสัตว์ขึ้นมา ทำให้รู้ว่าตลอดทั้งปีพวกมันทำอะไรบ้าง ผสมพันธุ์เมื่อถึงช่วงไหน เวลาเจ็บป่วยรักษาได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก

        แต่ที่โลกแห่งนี้กลับไม่มีความคิดที่จะสนใจธรรมชาติของพวกมัน

        ที่พอจะคิดได้ก็คือพวกมันตกอยู่ในสภาวะขาดแคลนอาหารเกิดจากการกักตุนของพวกมนุษย์เอง

        อย่างกรณีของเซรอสนั้นเลือกจะทำฟาร์มและสะสมอาหารสำหรับหน้าหนาวเอาไว้ แต่ก็มีแค่เขากับซาริสองคนเลยไม่เป็นปัญหาเรื่องขาดแคลนอาหาร

        มันต่างจากของผู้คนในเมืองใหญ่ที่มีจำนวนมาก และมีพ่อค้าที่สนใจแต่การทำกำไร พวกชนชั้นสูงที่พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องอดตาย ในขณะที่กิลด์นักผจญภัยเลือกจะกักตุนเสบียงอาหารเพื่อชาวเมืองที่ไร้การสนับสนุนได้อิ่มท้อง

        "ครั้งนี้พวกมันโจมตีกันเร็วเกินไปแล้ว อาจจะมีรังอยู่ใกล้ๆ แถบนี้ก็ได้"

        "หรือพวกมันอาจจะย้ายถิ่นเพราะมอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งกว่า แต่ข้าก็นึกไม่ออกเลยว่าจะมีตัวอะไรที่ทำให้พวกออร์คโง่นั่นกลัวได้"

        "เป็นไปได้ว่าพวกมันออกล่าผู้หญิงไปขยายพันธุ์" เซลเกเสนอด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ผิดกับซาริและยูนีชที่หน้าซีดเป็นไก่ต้ม การถูกพวกมันจับไปทำเรื่องแบบนั้นเห็นว่ามันยิ่งกว่าตายทั้งเป็นอีก

        พวกมันเรียนรู้วิธีการมอมยาทำให้ตกอยู่ในสภาพไร้ซึ่งการขัดขืน หรือกระทั่งการฆ่าตัวตาย

        และปล่อยให้มีการกำเนิดทายาทออกมาตลอดเท่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะสามารถทำได้

        "ล่าสุดพวกมันพึ่งถูกกวาดล้างไปเมื่อช่วงก่อนเข้าฤดูหนาวนี่นา" ชานเห็นด้วยกับความเห็นของเซลเก

        ซึ่งรถม้าที่ถูกโจมตีนั้นไม่มีร่องรอยของศพเลยนอกจากเลือด ถึงจะไม่มีหลักฐานที่บอกว่ามีผู้หญิงถูกฆ่าหรือถูกจับตัวไปเลยก็ตาม แต่พวกเรเวนก็คงจะรู้อยู่แก่ใจดีว่าออร์คนั้นกินเนื้อเป็นอาหาร คนที่ตายเพราะพวกมันถ้าไม่ถูกจับกินโดยเฉพาะผู้หญิงจะถูกนำไปผสมพันธุ์ ตอนที่ได้ยินเรื่องนี้เซรอสถึงกับสงสัยขึ้นมาเลยว่ามันเป็นไปได้เหรอที่จะผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์ได้

        แต่พอคนพวกนี้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่จริงจังก็คิดว่ามันน่าจะเป็นเรื่องจริง

        สุดท้ายก็ได้แต่ปล่อยให้คนพวกนั้นถามหาสาเหตุกันต่อไป เซรอสมีหน้าที่แค่ควบคุมเกวียนให้มุ่งหน้าสู่เมืองคัลไซด์

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 954 ครั้ง

17 ความคิดเห็น

  1. #9373 newkingdom (@newkingdom) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2561 / 17:01
    ขอบคุณครับ
    #9373
    0
  2. #8807 Demon S (@D-spade) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2561 / 07:59
    มุข กอร์ด กะ เคทลิน นี่ จากเดอะแฟลชป่ะครับ ไอลิงยักษ์อ่ะ
    #8807
    0
  3. #7728 Gnuh (@Gnuh) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 9 เมษายน 2561 / 21:18
    <p>ขอบคุณครับ</p>
    #7728
    0
  4. #6994 AmbusH08 (@AmbusH08) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 / 15:58
    ขอบคุณครับ
    #6994
    0
  5. #6266 Atk. S. (@lertwarachai) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2560 / 21:54
    เพราะรู้ว่าคิดว่า?
    #6266
    0
  6. #6100 Darkness and Lighting (@guinnapoon) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2560 / 19:20
    ไรต์ดูจะเสพสายมืดมาพอสมควรเลยนะ ออร์คก็มา 555555
    #6100
    0
  7. #5292 Fktay (@Fktay) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2560 / 19:35
    น่ากลัวนะเนี่ยถ้าเป็นเรื่องจริงในโลกนี้
    #5292
    0
  8. #4228 I'am.G :)) (@giorgiorocco) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2560 / 22:45
    เออ มีเรื้องนี้แหละที่หาเหตุผลมอนบุกเมืองได้
    #4228
    0
  9. #3813 กษิดิศ ปักษี (@zamakbigbag) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2560 / 20:10
    เซรอสมีความคอดที่ค่อนข้างจะ...ดำมืด..แต่ก็คือความจริงอะนะ....
    #3813
    1
  10. #1133 Thunder Slapt (@016073989) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2560 / 09:52
    นึกว่าดูเดอะแฟลช 555
    #1133
    0
  11. #539 LunLoLiPop (@lkamonwan) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 มีนาคม 2560 / 14:37
    เซรอส = พระเจ้า
    #539
    1
    • #539-1 MmNn__ (@niknik0935170568) (จากตอนที่ 9)
      20 สิงหาคม 2560 / 19:38
      สงสัยต้ังนาน
      #539-1
  12. #525 Faper attano (@fifasad4) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 มีนาคม 2560 / 11:28
    เรื่องไทม์ไลน์ไว้ใจผม!!!
    #525
    0
  13. #429 Mayafokkusu (@Mayafokkusu) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 01:25
    ผสมพันธ์เลยจิขอเยาะๆ ปล.สายหื่นๆๆๆๆ
    #429
    3
    • #429-2 Achoui_winniemark7 (@bongkochakron) (จากตอนที่ 9)
      20 สิงหาคม 2560 / 00:10
      หื่นหลายตอนขนาดนี้ แนะนำให้หาโดจินอ่านจะดีกว่านะ
      #429-2
    • #429-3 Katana (@hiddenblade) (จากตอนที่ 9)
      2 กันยายน 2560 / 23:25
      Goblin Slayer เรื่องนี้เลย
      #429-3
  14. วันที่ 19 มีนาคม 2560 / 01:45
    สวัสดี กอร์ด อย่าจับ ผญ ไปผสมพันธ์เลยนะ ผญ เป็นคนสวยเหมือนเคทลินนะ -.-

    ออร์คผสมพันธ์กับคนก็ได้หรอ
    #391
    1
    • #391-1 ---- (จากตอนที่ 9)
      28 มิถุนายน 2560 / 05:21
      สำหรับแฟนตาซีการผสมข้ามสายพันธุ์นับเป็นเรื่องปกติครับ ไม่เพียงแต่ออร์ค พล๊อตยอดนิยมยังรวมไปถึงกอบริน พวกครึ่งสัตว์ และสัตว์ประหลาดประเภทอื่นๆด้วย (อาทิเทนทาเคิล) ซึ่งแฟนตาซีต้นกำเนิดอย่างยุโรปไม่ได้มีบทบาทในเรื่องนี้เท่าไรนักแต่แฟนตาซีสายญี่ปุ่นเกลื่อนมาก (คาดว่ามาจากโดจินเอโรเกะเพื่อสนองนี้ดของกลุ่มเป้าหมาย) โดยที่กลุ่มประชากรที่คลอดออกมาไม่แม้แต่จะเป็นไฮบริดพวกเขา/พวกมันสามารถขยายพันธุ์ต่อได้ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วต้องมีความคล้ายคลึงกันในระดับสปีชีส์จึงจะให้กำเนิดประชากรต่างสายพันธุ์ที่อาจจะไม่เป็นหมันออกมาได้เพราะฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่าการผสมข้ามสายพันธุ์ในนิยายแฟนตาซี คือความดำมืดของพระเจ้า ...
      #391-1
  15. #266 Kaenty (@kaenty) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 มีนาคม 2560 / 02:42
    ผสมพันธุ์!!!!!
    #266
    0
  16. #38 markbull (@dokiboom) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 มีนาคม 2560 / 16:00
    สนุกมากครับอ่านเพลินเลยมีอีกป่ะ อิอิ
    #38
    0
  17. #35 Tossakun (@dechochaid58) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 มีนาคม 2560 / 07:03
    5555 แล้วเซรอสไม่คิดผสมพันธุ์บ้างหรอ
    #35
    1