ชีวิตสโลว์ไลฟ์ของเทพนักฆ่า [ภาค เฮฟเว่น]

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 2,262,025 Views

  • 13,685 Comments

  • 22,808 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    22,503

    Overall
    2,262,025

ตอนที่ 10 : Episode Nine : เมืองคัลไซด์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 39115
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 954 ครั้ง
    11 มี.ค. 60

Episode Nine

 



        ฝืนเดินทางต่อไปมันคงไม่ดีแน่เพราะตอนนี้มันก็มืดมากและพวกม้าเองก็เดินทางทั้งวันจนเหนื่อยแล้ว

        พึ่งเผชิญหน้ากับอันตรายที่ไม่อาจจัดการได้ ทำให้พวกเรเวนต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เวทมนตร์ระวังภัยที่เซลเกใช้ก็เหมือนกับเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวภายในขอบเขตที่กำหนด ผิดกับเซรอสที่มีประสบการณ์สูงอยู่แล้ว ถ้ามีความผิดปกติแม้แต่นิดเดียวก็จะรับรู้ได้ในทันที

        บันทึกเส้นทางตอนนี้บอกว่าพวกเขาอยู่ใกล้กับเมืองคัลไซด์ เป็นการเดินทางที่รวดเร็วแม้ว่ามันจะเป็นเกวียนบรรทุกสินค้า อาจเพราะสัมภาระแทบจะไม่ค่อยมีด้วยนั่นแหละที่ทำให้พวกม้าไม่ได้รับภาระอะไรมากนัก ถ้าจะมีปัญหาก็คงเป็นตอนขากลับเท่านั้นที่อาจจะต้องเดินทางกันนานสักหน่อย

        ก็เลยมีการเล่าเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์ต่างๆ ทั้งที่ตื่นเต้น และน่ากลัวขึ้นมา โดยเฉพาะชานเปิดประเด็นเรื่องผีสางขึ้นมาก่อน ซึ่งมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับเสียงโหยหวนยามค่ำคืน ทำให้พวกผู้หญิงหน้าซีดกันเล็กน้อย พอมาถึงคราวของเซรอสขึ้นบ้างก็เลยจัดเต็มเรื่องสยองขวัญที่สุดเท่าที่คนพวกนี้จะเคยได้ยินมา

        "ที่จริงเรื่องนี้ผมเคยได้ฟังมาอีกทีนะครับ เกี่ยวกับเรื่องสยองขวัญที่พบเจอกันได้ในระหว่างเดินทางไกล มันเป็นเรื่องของพ่อค้าคนหนึ่งที่มักจะเดินทางไปต่างเมืองตอนกลางดึกเป็นประจำ ด้วยความที่เขาเป็นคนใจบุญชอบช่วยเหลือทุกคนที่กำลังลำบาก วันหนึ่งขณะที่เขากำลังเดินทางอยู่นั้นก็พบเห็นว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งระหว่างทาง เธอคนนั้นได้ขอโดยสารเพื่อไปยังหมู่บ้านใกล้ๆ นี้ด้วยกัน พ่อค้าคนนั้นเห็นว่าเป็นทางผ่านก็เลยให้เธอร่วมเดินทางไปด้วย

        แต่ว่าพอไปถึงหมู่บ้านที่ว่านั่นก็เรียกให้เธอลงจากรถ แต่ด้านหลังนั้นกลับไม่มีผู้ใดอยู่เลยนอกจากผ้าพันคอสีแดงที่ชุ่มไปด้วยเลือด พ่อค้าคนนั้นตกใจรีบไปสอบถามคนในละแวกนั้น ส่วนใหญ่ก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ผู้หญิงคนนั้นเธอถูกโจรป่าฆ่าตายขณะที่จะกลับมาเพื่อนำยามารักษาแม่ที่ป่วย คนที่เดินทางตอนกลางคืนก็มักจะพบเหตุการณ์นี้ประจำ ถ้าคนที่รับเธอขึ้นมาไม่ได้มีจุดประสงค์ก็จะได้รับผ้าพันคอที่ชุ่มเลือดเป็นหลักฐานแสดงความขอบคุณ แต่ถ้ามีจุดประสงค์ร้ายล่ะก็ในวันรุ่งขึ้นชาวบ้านจะพบรถม้าคนนั้นพร้อมด้วยหัวของคนขับที่รับเธอขึ้นรถมาด้วยนั่นเอง..."

        "...เป็นอะไรไปครับ" เซรอสแกล้งถาม ดูเหมือนว่าผู้คนบนโลกนี้จะเป็นกลุ่มคนที่มีความเชื่อในเชิงจิตวิญญาณสูงมาก จะว่าไปจิตวิญญาณแห่งความมืดก็น่าจะนับเป็นวิญญาณประเภทหนึ่ง

        "นะ...นี่มันเรื่องจริงเหรอ" ไรด์ยิ้มฝืน คล้ายจะพยายามข่มความกลัว

        "ไม่ทราบเหมือนกันนะครับ เพราะว่าคนที่เล่าเรื่องนี้ให้ฟังก็คือท่านพ่อของผมเอง ถึงได้สอนว่าให้คอยช่วยเหลือผู้คนด้วยจิตใจที่เมตตา ผมเองก็ไม่อยากตายหรอกนะครับ" เซรอสเผยรอยยิ้มเย็นชาออกมา

        "ต้องเป็นเรื่องโกหกแน่ๆ เลย คิดแบบนั้นกันหรือเปล่า" ชานหันไปมองพวกผู้หญิงซึ่งตอนนี้ยกมือขึ้นปิดหู ตัวสั่นงกๆ

        "ซาริไม่ได้คิดไม่ดีเลยเจ้าค่ะ อย่าตัดคอซาริเลยนะเจ้าคะ"

        "พระผู้เป็นเจ้าได้โปรดช่วยชี้นำวิญญาณตนนั้นไปสู่สุขคติด้วย"

        "...(สลบ)..."

        อืม...แกล้งสนุกดีแหะ แบบนี้ต้องเล่าเพิ่ม

        "แล้วที่จริงก็ยังมีเรื่องเล่าต่อมาอีกนะครับ..."

        "ยังจะมีอีกเหรอ!" ไรด์ถาม สีหน้าดูไม่สู้ดีนัก มองไปทางพวกผู้หญิงตอนนี้ได้แต่ยกมือปิดหูไม่รับฟังอะไรทั้งสิ้น เทียบกับเรื่องที่ชานเล่าแล้ว เรื่องของเซรอสนี้น่ากลัวยิ่งกว่าเพราะไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องโกหก

        แล้วเซรอสก็เล่าเรื่องราวสยองขวัญที่โด่งดังเกี่ยวกับการเดินวน ที่อยู่ๆ ก็มีคนเพิ่มขึ้นมาหนึ่งคนได้ ไรด์เป็นคนแรกที่สลบ ตามมาก็เป็นชานที่คล้ายจะหนีความจริงด้วยการนอนหลับ พอเห็นเรเวนดูจะไม่สะทกสะท้านก็เลยคิดว่าคนคนนี้จะต้องมีสภาพจิตใจที่เข้มแข็งสุดๆ พอไปสะกิดเท่านั้น เรเวนก็ล้มตึงไปเป็นที่เรียบร้อย

        สรุปก็คือเซรอสต้องเฝ้ายามคนเดียวทั้งคืน

        ในตอนเช้าเซรอสก็ได้เห็นสภาพอ่อนแรงของทุกคนก็ไม่ได้พูดอะไรมากนัก ทุกคนยังคงหวาดกลัวเรื่องเล่าสยองขวัญกันอยู่เลย โดยเฉพาะซารินั่งพึมพำอะไรอยู่คนเดียว พอเรียกเสียงดังเข้าหน่อยก็สะดุ้งโหยง หูตั้งชี้ และตัวสั่นงกๆ แม้กระทั่งยูนีชหรือเซลเก พยายามจะไม่พูดคุยกับเขาเพราะกลัวจะนึกถึงเรื่องเล่าเมื่อคืนวาน

        ทานอาหารเช้าเสร็จแล้วก็ได้เวลาเดินทางกันต่อ ถ้าวันนี้เดินทางได้เร็วพอก็จะไปถึงเมืองก่อนค่ำ

        ระหว่างทางก็ถูกโจมตีจากก็อบลิน พวกมันไม่ได้เก่งกาจมากไปกว่าออร์ค เพียงแต่มีจำนวนที่มากเกินไปจนทำให้การต่อสู้นั้นดูลำบาก เทียบอัตราการขยายพันธุ์แล้วก็อบลินจะมีระยะเวลาที่สั้นกว่าเผ่าพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน ใช้เวลาเพียงแค่สามเดือนก็ให้กำเนิดทายาท และสองสัปดาห์ก็เข้าสู่ช่วงเจริญวัย ในกรณีที่พวกมันมีจำนวนมากต่อให้เป็นออร์คก็ถูกจัดการลงได้เช่นกัน

        พิจารณาจากการต่อสู้ของพวกเรเวน ถ้าไม่ได้เซลเกใช้เวทมนตร์ขับไล่ออกไปมีหวังได้รับบาดเจ็บกันมากแน่ และยิ่งยูนีชไม่ได้อยู่ในสภาพที่เต็มร้อยจึงทำให้รูปแบบของทีมต้องเปลี่ยนมาเป็นการป้องกันมากกว่าบุกโจมตีให้หมดสิ้น และไม่ใช่ว่าเซรอสไม่ได้ทำผลงานใดๆ เลย เขาจัดการกับก็อบลินตัวที่เข้ามาใกล้ม้าด้วยการขว้างมีด พอพวกมันบาดเจ็บก็จะเป็นเรเวนเข้ามาจัดการ หลังจากที่ฆ่าเสร็จก็จะไปตัดใบหูออกมายืนยันผลงานของกลุ่ม

        เดินทางไปได้อีกสักพักหนึ่งเซรอสก็มองเห็นความผิดปกติข้างหน้าจึงหยุดม้าและลงไปตรวจสอบ สภาพของศพที่ถูกกัดกินจนเหลือเพียงแต่กระดูกและเครื่องในที่ฉีกขาดของม้าตัวหนึ่ง รอบๆ นั้นก็มีร่อยรอยของพวกออร์คอยู่เป็นจำนวนมาก พวกเรเวนได้เห็นก็มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาก่อนจะสันนิษฐานได้ว่า 'พวกมันกำลังอดอยากและต้องการอาหารเพื่อความอยู่รอด'

        'ในที่สุดก็รู้ตัวกันซะที' เซรอสกล่าวชื่นชมในใจ

        แต่ถึงอย่างนั้นกลับมองข้ามรายละเอียดเล็กน้อยอย่างการที่มีคนรอดชีวิตและหนีหายเข้าไปในป่าได้ คงต้องหักคะแนนความรอบคอบสักหน่อยแล้ว มองจากรอยเท้าจะต้องเป็นคนที่มีน้ำหนักมาก และเป็นผู้ชายที่ค่อนข้างร่ำรวย ดูจากทรงรองเท้าที่ใส่ซึ่งแตกต่างจากของพวกเรเวนอย่างชัดเจน ทว่าเมื่อเรเวนตัดสินใจแบบนั้นก็ไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธ

        พวกเซรอสเดินทางโผล่พ้นป่าได้ในช่วงที่พระอาทิตย์คล้อยต่ำใกล้มืดแล้ว และได้พบเจอกับทหารที่ทำหน้าที่ตรวจสอบผู้เดินทางเข้าเมือง การตรวจสอบนั้นก็ไม่ได้มีอะไรมากก็แค่สอบถามว่าเป็นใครแล้วมาเพื่อทำอะไรที่นี่ จากนั้นก็แค่จ่ายภาษีเข้าเมืองก็จะได้รับตรายืนยันว่าผ่านการจ่ายภาษีเรียบร้อยแล้ว ซึ่งตรายืนยันมันก็เหมือนกับแผ่นโลหะที่สลักตัวเลข ส่วนพวกเรเวนก็ใช้ป้ายชื่อที่ทำผ่านกิลด์เป็นใบผ่านทาง ถือว่าเป็นพลเมืองจึงไม่ต้องจ่ายภาษีเข้าเมือง

        ค่าภาษีเข้าเมืองนั้นสำหรับพ่อค้าอยู่ที่ 1 เงินโทเฟน ต่อหนึ่งคน ถ้าเป็นทาสก็จะต้องจ่าย 1 ทองแดงโทเฟนต่อหนึ่งคน และต้องมีเอกสารสิทธิ์รับรองการเป็นทาส ซาริถึงกับหูตกเมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นสาเหตุให้ต้องโดนเก็บภาษีเข้าเมืองที่แสนแพง แต่เซรอสก็ไม่ได้สนใจเรื่องเงินอยู่แล้ว

        เพราะมันไม่ใช่เงินของเขา

        เมื่อผ่านพ้นจากประตูเข้าไปก็เห็นกับบ้านเรือนที่เรียงกันเป็นตับ มันเป็นเมืองที่ใหญ่โตเอามากๆ กลุ่มชายฉกรรจ์สวมเครื่องแบบของนักรบเดินตัดผ่านหน้าไป หลังจากที่แยกกับพวกเรเวนที่ต้องการไปรายงานภารกิจและชำระล้างพิษให้กับยูนีช เซรอสก็มุ่งหน้าไปยังโรงเก็บรถม้า เสียเวลาในการกรอกเอกสารอยู่พักใหญ่และจ่ายเงินพร้อมรับป้ายหมายเลขโรงเก็บม้าเรียบร้อย ก็ไปยังโรงแรมที่ไรด์แนะนำให้ เห็นบอกว่าที่นี่อาหารอร่อยแล้วก็มีอาหารตาเสิร์ฟให้ทุกเช้า

        คงไม่ต้องให้อธิบายนะว่ามันหมายความว่ายังไง

        คล้ายว่าชื่อร้านจะเป็น 'ครัวกิลเบิร์ก' ชื่อร้านตั้งโดยเจ้าของร้านที่เคยเป็นนักผจญภัยก่อนเกษียรตัวเองมาใช้ชีวิตกับเมียและลูกสาว เปิดเป็นโรงแรมและนิสัยก็ค่อนข้างใช้ได้ต่างจากโรงแรมที่อื่นซึ่งเน้นแต่ลูกค้ารวยๆ เท่านั้น

        ครัวกิลเบิร์กตั้งอยู่ในเขตชุมชน และไม่ค่อยมีลูกค้ามากนักนอกจากพวกนักเดินทางที่ผ่านมาอาศัยอยู่เพียงไม่กี่วัน กับลูกค้าที่เช่าอยู่เป็นรายเดือน เป็นโรงแรมที่เน้นให้พักอาศัยอยู่ระยะยาวมากกว่าระยะสั้นสินะ

        "คงเป็นที่นี่แหละ" เซรอสมองดูแผ่นป้ายที่แขวนอยู่ ตัวอักษรที่ไม่เคยเห็นแต่กลับเข้าใจความหมายของมันได้

        มีเสียงเฮฮาดังลอดออกมา แถมยังค่อนข้างจะหยาบคายเล็กน้อยด้วย เซรอสไม่สนใจเปิดประตูเข้าไป

        และพบเจอกับการต้อนรับที่ไม่คาดฝัน

        แก้วเหล้าถูกขว้างออกมา และเซรอสก็รับเอาไว้ได้ทันที

        "ไอ้เจ้าเพียซ ถ้าเอ็งยังไม่เลิกพูดจาแทะโลมลูกสาวข้า ครั้งต่อไปจะไม่ใช่แก้วแต่เป็นมีด"

        ท่าทางชายคนที่เป็นผู้กระทำความผิดนั้นจะอยู่ในสภาพที่เมาได้ที่ แถมยังพูดจาแทะโลมเด็กสาววัยขบเผาะที่ควรจะออกเรือนได้แล้ว จะว่าไปถ้ามองดูคนในร้านจะเห็นว่ามีผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และยิ่งผู้หญิงด้วยแล้วแทบจะไม่มีความเป็นกุลสตรีเหลืออยู่เลย บางคนก็แสดงความรักโดยไม่สนสายตาของคนอื่นอีกต่างหาก

        เซรอสทำเป็นมองข้ามและเดินไปที่เคาเตอร์มีซาริเดินตามหลังมาด้วย แต่ด้วยความที่เธอเป็นเผ่าพันธุ์กระต่ายขาว เผ่าพันธุ์พิเศษที่พบเจอได้น้อยมากปรากฏตัวที่นี่ทำให้บรรยากาศมันพลันเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย เซรอสรับรู้ได้ถึงการคุกคามด้วยสายตาแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก

        "ผมต้องการเช่าห้องพักสักสองห้องน่ะครับ"

        "เหลืออยู่ห้องเดียว อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็ไปที่อื่น"

        "ไม่เป็นไรเจ้าค่ะท่านเซรอส ซารินอนที่พื้นก็ได้เจ้าค่ะ"

        "ค่าเช่าต่อวันอยู่ที่ 5 เงินโทเฟน อาหารเช้าฟรี ถ้าต้องการสำหรับสองคนก็จ่ายเพิ่มเป็น 7 เงินโทเฟน"

        เซรอสไม่ใช่คนเรื่องมาก ยังไงซาริก็เตรียมเครื่องนอนมาด้วยเพราะกะเอาไว้แล้วว่าจะต้องเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมา ตั้งใจว่าจะพักค้างอยู่ราวๆ 3 วันเลยขอต่อราคาลงมาทำให้จ่ายเพียงแค่ 20 เงินโทเฟนพร้อมอาหารเช้าและเย็น

        "ลาน่าพาพวกเขาไปดูห้องพักซะ ทางนี้พ่อจัดการเอง"

        ส่งมอบหน้าที่ให้กับลูกสาวสุดหวง แล้วหันไปฉะกับขี้เหล้าที่พูดจาแทะโลมลูกสาวของตน ลาน่ายิ้มขำราวกับว่ามันเป็นเหตุการณ์ปกติทุกวัน หยิบกุญแจแล้วเดินนำพวกเขาไปที่ห้องพัก

        "ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย พึ่งเดินทางมาที่เมืองนี้ครั้งแรกเหรอ" ลาน่าชวนคุย

        มาถึงขั้นนี้แล้วเซรอสก็คงต้องสวมบทบาทของตัวเองต่อไป รู้ดีว่าบทสนทนาคงไม่ได้จบลงแค่ถามเรื่องนี้แน่ ลาน่าคนนี้ต้องเป็นคนที่ชอบผูกสัมพันธ์กับคนทั่วไป เพื่อดึงลูกค้ามาที่ร้านนี้ให้ได้มากที่สุด

        "ก็พึ่งจะเคยเดินทางมาที่นี่นั่นแหละครับ ว่าจะมาหาซื้อพวกเมล็ดพันธุ์กลับไปปลูกที่บ้าน แล้วก็หาซื้อพวกสัตว์ในฟาร์มไปด้วย"

        สีหน้าของลาน่าดูจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับคำตอบสักเท่าไหร่ คงเพราะเจอกับคนมาเยอะเลยน่าจะมีสายตาที่เฉียบคมพอจะมองคนออกได้ล่ะมั้ง แต่ก็ไม่กล้าถามอะไรมากไปกว่านี้

        "ว่าแต่คุณชื่ออะไรล่ะ"

        "เซรอสครับ ส่วนนี่เป็นผู้ติดตามชื่อซาริ"

        "ซาริเจ้าค่ะ"

        "เผ่ากระต่ายขาวอยู่เมืองนี้ค่อนข้างจะยากสักหน่อย มีขุนนางจำนวนไม่น้อยพร้อมจะซื้อตัวเธอไปเลี้ยงดูนะ ส่วนคุณเองก็คงต้องระวังตัวด้วย นี่ถือเป็นคำเตือนสำหรับคนที่อาศัยอยู่ที่นี่"

        เคยได้ยินมาแล้วล่ะว่าความต้องการในตัวของเผ่ากระต่ายขาวนั้นสูงมาก ราคาในตลาดทาสเองก็สูงลิบลิ่ว ถึงอย่างนั้นคนที่สามารถเลี้ยงดูให้เติบโตมาอย่างงดงามได้นั้นแทบจะไม่มีเลย

        "นี่เป็นห้องของพวกนาย อาหารเช้าจะเริ่มตอนระฆังตีครบเจ็ดครั้งจนถึงเก้าครั้งถ้าเกินกว่านั้นก็ไม่มีให้แล้ว ห้องน้ำอยู่ด้านล่างสุดทางด้านซ้ายมือ ห้องน้ำอาบอยู่ทางด้านขวา ถ้าอยากจะรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับเมืองนี้ถามฉันได้ ปกติฉันทำงานอยู่ในครัวตลอด แล้วก็ขอบอกไว้ก่อนนะว่าที่นี่กำแพงมันบางมาก ถ้าจะทำอะไรกันล่ะก็ช่วยเบาเสียงลงด้วย" ลาน่าขยิบตาและเดินกลับลงไปทำงานของตัวเองต่อ

        เป็นเด็กที่พูดเก่งดีจริงๆ

        พวกเขาเปิดประตูเดินเข้าไปในห้องและเริ่มจัดแจงแบ่งพื้นที่นอนกัน ซารินำที่นอนส่วนตัวของเธออกมาปูนอนบนพื้น ส่วนเซรอสก็ปีนขึ้นเตียงแล้วนอนหลับไปทันที

 

        เช้าวันต่อมาเซรอสตื่นขึ้นมาเห็นซารินอนซุกอยู่ใต้ผ้าห่ม จะว่าไปอากาศที่นี่ก็ยังถือว่าหนาวอยู่แม้จะไม่มีหิมะก็ตาม เพราะถ้าเป็นบ้านที่สร้างด้วยพลังในการสร้างจะได้รับคุณสมบัติพิเศษที่ทนทานต่อสภาพอากาศจากภายนอกมาด้วย อยู่เฉยๆ ไม่มีอะไรทำจึงเดินลงมาข้างล่าง แต่ก็มีคนตื่นเช้าอยู่ไม่กี่คน บางคนก็เดินออกไปข้างนอกทันที

        ลาน่าอยู่ในครัวและกำลังช่วยผู้หญิงที่คาดว่าน่าจะเป็นคุณแม่ในการเตรียมอาหารเช้า

        "อรุณสวัสดิ์ อ๊ะ! คุณเซรอสตื่นเช้าจังเลยนะ"

        "เรื่องปกติน่ะครับ ว่าแต่ทุกคนก็ตื่นเช้าเหมือนกันเลยนะครับเนี่ย"

        "ก็เฉพาะพวกนักผจญภัยแรงค์ต่ำๆ เท่านั้นแหละ ต้องไปให้ถึงที่กิลด์แต่เช้าเพื่อหางานดีๆ ให้ตัวเอง"

        "ลำบากกันน่าดูเลยสินะ"

        ถึงจะยังไม่ใช่เวลาของอาหารเช้า แต่การที่เซรอสตื่นก่อนเวลาก็ทำให้ได้อภิสิทธิ์กินก่อนใครเพื่อน ซุปที่เอามาให้ลองกินนั้นก็เป็นซุปมันฝรั่ง ใส่หัวไชเท้า แล้วก็มีเนื้ออยู่นิดหน่อย รสชาติก็อยู่ในระดับที่พอจะกินได้

        "อร่อยดีใช่ไหมล่ะ อาหารของคุณแม่น่ะอร่อยเทียบได้กับอาหารที่พวกโรงแรมหรูๆ ทำเลย"

        "รสชาติเยี่ยมมากครับ ไม่เสียแรงที่เชื่อในบริการของโรงแรมนี้"

        "นายนี่ปากหวานซะจริง น่าจะไปเป็นพ่อค้ามากกว่าเกษตรกรนะ"

        เซรอสใช้โอกาสนี้สอบถามเกี่ยวกับสถานที่ที่น่าจะหาซื้อเมล็ดพันธุ์ได้ และก็สมกับที่ลาน่าบอกว่ารู้จักเมืองนี้ดีทุกตรอกซอกซอย โดยเฉพาะร้านค้าที่รู้จักกันว่ามีเมล็ดพันธุ์หายากมาวางขาย แต่ก็ไม่ค่อยมีใครสนใจกันสักเท่าไหร่ และสถานที่ที่มีขายพวกสัตว์ในฟาร์ม เพราะเซรอสไม่ค่อยรู้ว่าโลกใบนี้มีสัตว์ประเภทใดอยู่บ้างก็เลยแกล้งถามอ้อมๆ จนได้รู้ว่าโลกใบนี้ก็มีสัตว์เลี้ยงที่คล้ายๆ กันอยู่

        ที่นี่ร้านค้าเปิดกันค่อนข้างจะเช้า แต่สำหรับกิลด์การค้าแล้วจะเปิดและปิดตรงเวลาเสมอ ดังนั้นถ้าจะไปหาซื้อเมล็ดพันธุ์สู้ซื้อมาจากข้างนอกยังดีซะกว่า การจะซื้อพวกสัตว์ในฟาร์มก็คงต้องไปหาดูแถวพื้นที่การเกษตรดูว่าพวกนั้นพร้อมจะขายให้หรือไม่ ก่อนอื่นก็คงต้องลองพูดคุยกันดู

        กว่าซาริจะตื่นก็เป็นเวลาที่ระฆังดังเจ็ดครั้ง กระต่ายขาววิ่งพรวดพราดออกมาแบบหน้าตาตื่น สอบถามถึงเซรอสเป็นการด่วน แต่เจ้าตัวก็นั่งอยู่ที่เคาเตอร์ไม่ได้ขยับตัวไปไหนเลย ในความรู้สึกของเซรอสมันน่าเป็นห่วงถ้าปล่อยให้ไปเดินเที่ยวเล่นคนเดียว ในเมืองที่พร้อมจะจับซาริไปขายโดยไม่สนใจว่าเธอจะมีเจ้าของแล้วหรือไม่

        ทานอาหารเช้ากันเสร็จแล้วก็ได้เวลาออกไปเดินดูตลาดภายในเมือง เซรอสให้ซาริใส่หมวกคลุมใบหูเอาไว้เพื่อเป็นการปลอมตัวรูปแบบหนึ่ง ถึงจะรู้สึกอึดอัดอยู่นิดหน่อยมันก็เรื่องที่ช่วยไม่ได้

        เซรอสมีเหรียญทองโทเฟนอยู่ทั้งหมด 374 เหรียญ เหรียญเงินโทเฟน 512 เหรียญ เหรียญทองแดงโทเฟน 17 เหรียญ และทองแดงเบี้ยวๆ ซึ่งเป็นเงินเหรียญเก่าที่ไม่ค่อยมีคนใช้แล้ว

        คงต้องสันนิษฐานว่าจำนวนเงินที่มีรวมกันนี้มีมูลค่ามหาศาลเอาไว้ก่อนล่ะ

        "ขนมปังพวกนี้ขายเท่าไหร่ครับ"

        "ก้อนละ 1 ทองแดงโทเฟนจ้ะ"

        ลองทดสอบโดยการนำเหรียญเงินโทเฟนออกมา แม่ค้าก็ปฏิเสธว่าไม่มีเงินทอนมากพอ และบอกว่าอาจจะต้องทำขนมปังถึงหนึ่งร้อยลูก สุดท้ายเซรอสก็ซื้อมาสิบลูก รู้แล้วว่ามูลค่าของ 1 เงินโทเฟนนั้นเท่ากับ 100 ทองแดงโทเฟน ซึ่งในตลาดนั้นก็ไม่มีสินค้าไหนที่ขายเกินกว่า 5 ทองแดงโทเฟนอยู่เลย แปลว่าหน่วยเงินนี้ใช้กันอย่างแพร่หลายในระดับชนชั้นรากหญ้า

        พอเข้าไปในตลาดที่ดูดีกว่าเล็กน้อยก็เริ่มจะได้เห็นหน่วยเงิน 'เหรียญเงินโทเฟน' อยู่บ้าง โดยเฉพาะพวกเครื่องนุ่งห่ม และผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณที่มีชื่อว่า 'สบู่' มันทำมาจากไขมันสัตว์กับขี้เถ้าไม้ ราคาของมันอยู่ที่ 20 เงินโทเฟน แม้จะราคาแพงแต่ก้อนมันใหญ่มากสามารถตัดแบ่งมาขายได้ ซาริทำตาเป็นประกายเชื้อเชิญให้เข้ามาดูสบู่ที่เป็นของหายากสุดๆ นี่ถ้าเกิดบอกว่าสามารถผลิตสบู่ที่มีคุณภาพดีกว่านี้ได้ หวังว่าหัวใจคงไม่วายไปซะก่อนนะ

        รู้สึกเหมือนว่าจะมีเรื่องที่ต้องทำเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอย่างแล้วสิ

        ระดับชนชั้นกลางขึ้นไปก็เริ่มมีการใช้จ่ายด้วยเหรียญเงินโทเฟน พวกเขามองว่าเป็นรายจ่ายที่แสนถูก โดยเฉพาะพวกนักผจญภัยยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อของพวกนั้นโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง เข้าใจว่าคงเป็นเพราะอาชีพที่หาเงินได้จากการออกล่า

        ในที่สุดความพยายามเดินตลาดจนถึงเที่ยง เซรอสก็ได้รู้ว่าหน่วยเงิน 'เหรียญทองโทเฟน' นั้นเป็นราคาที่สูงมาก เทียบเท่ากับ 'เหรียญเงินโทเฟน' จำนวน 1,000 เหรียญ ที่ต้องเปลี่ยนมูลค่าของเงินไปใช้หน่วยอื่นให้เล็กลงก็เพื่อความสะดวกในการซื้อสินค้าที่มีมูลค่าสูงเกินกว่าจะบรรทุกเงินสดได้

        สรุปแล้วเขาถือได้ว่าเป็นพ่อค้าที่รวยมากคนหนึ่งเลยเชียวล่ะ

        อย่างไรก็ตามก่อนอื่นก็คงต้องไปตามที่พวกเรเวนนัดเอาไว้เมื่อวาน คือการรับเงินค่าออร์ค วอร์ริเออร์ที่อาคารนักผจญภัย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 954 ครั้ง

25 ความคิดเห็น

  1. #10136 mr.wicked (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 14:41

    อยากให้ลาน่ามีบทอีกจังครับ

    #10136
    0
  2. #9374 newkingdom (@newkingdom) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2561 / 17:15
    ขอบคุณครับ
    #9374
    0
  3. #7729 Gnuh (@Gnuh) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 9 เมษายน 2561 / 21:33
    <p>ขอบคุณครับ</p>
    #7729
    0
  4. #6995 AmbusH08 (@AmbusH08) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 / 17:26
    อธิบายได้ไหลลื่นดีครับ
    #6995
    0
  5. #6830 นักอ่านอัศนี (@vearanda) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 18 มกราคม 2561 / 21:23
    สนุกมากๆครับตามอ่านๆ ตลอด นักอ่านหน้าใหม่ 
    #6830
    0
  6. #4628 P.D.H.M (@tiwter1995) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 กันยายน 2560 / 20:16
    นี่ถ้าไม่ย้อนกลับมาอ่านอีกรอบคือจะไม่รู้เลย... ว่าซาริเคยมุดผ้าห่มของเซรอสมาแล้----//อุ๊บ
    #4628
    1
    • #4628-1 P.D.H.M (@tiwter1995) (จากตอนที่ 10)
      23 กันยายน 2560 / 20:18
      ปล.ใช่หรือเปล่าหว่า
      #4628-1
  7. #3814 กษิดิศ ปักษี (@zamakbigbag) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2560 / 20:27
    โชว์เทพ โชว์เทพ! โชว์เทพ!!!
    #3814
    0
  8. #3417 CrAzy_Se@L (@crazy-seal-555) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2560 / 12:43
    เนื้อเรื่องน่าสนใจากค่ะ มาถึงตอนนี้อยากเห็นพรเอกโชว์เมพอีกจัง
    #3417
    0
  9. #806 Unnilium (@litium) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 15 เมษายน 2560 / 17:56
    มีคนมาหาเรื่องแน่
    #806
    0
  10. #609 Thitaporn Oonjunkaew (@grammi) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 มีนาคม 2560 / 20:05
    ชอบเนื้อเรื่องแบบนี้มาเลย จะติดตามต่อน่ะค่ะ
    #609
    0
  11. #540 LunLoLiPop (@lkamonwan) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มีนาคม 2560 / 14:38
    ชอบความค่อยๆลงรายละเอียดเรื่อยๆเหมือนกำลังติดตามชีวิตคนๆนึง แล้วรู้สึกเหมือนเราได้ไปอยู่ที่ๆนั้นกับเค้าด้วย
    #540
    0
  12. #504 cutehell (@cutehell) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 23:24
    ชอบเรื่องนี้นะ บรรยายรายละเอียดได้ดีมาก ที่มาที่ไป เหตุผลครบ สนุกครับ
    #504
    0
  13. #498 farangfang (@161430) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 20:52
    ชอบมากอะ
    #498
    0
  14. วันที่ 17 มีนาคม 2560 / 05:14
    ชอบครับ นิยายน่าติดตาม
    #270
    0
  15. #127 MoePunCH (@kuronekokuroneko) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 14 มีนาคม 2560 / 12:31
    รวยเลย555
    #127
    0
  16. วันที่ 12 มีนาคม 2560 / 21:43
    ชื่อเมืองคุ้นๆ
    #68
    3
  17. #48 thai-061 (@thai-061) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 มีนาคม 2560 / 21:19
    รอครับบบบ
    #48
    0
  18. #47 Ultimania (@ultima01) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 มีนาคม 2560 / 21:04
    สนุกมากๆๆๆๆๆๆ เมื่อไหร่จะติด top10 เขียนบรรยายดีมากเลยครับ เนื้อเรื่องก็น่าติดตาม
    #47
    0
  19. #45 นินนินโจ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 มีนาคม 2560 / 16:42
    รอรอรอรอรอรอรอ
    #45
    0
  20. #44 amnat37155 (@amnat37155) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 มีนาคม 2560 / 14:15
    ดูท่าแล้วพระเอกเราคงไม่ได้กลับง่ายๆหรอก ชอบจังนิยายแนวสร้างเมือง พัฒนาเมือง ขอบคุณครับ
    #44
    0
  21. #43 markbull (@dokiboom) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 มีนาคม 2560 / 10:18
    ขอบคุณครับ
    #43
    0
  22. #42 somchai45 (@somchai45) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 มีนาคม 2560 / 04:04
    สนุกมากเลบครับ
    #42
    0
  23. #41 Healergirl (@a0862094200) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 มีนาคม 2560 / 03:30
    สนุกดีค้ามาเร็วๆนะค่ะ สัก 40 ตอนค่อยลงตามใจชอบ 
    #41
    0
  24. #40 Susaku1412 (@Susaku1412) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 มีนาคม 2560 / 02:50
    คาดหวังว่าจะไม่เจอเรื่องโหลๆอย่างการที่ซาริโดนจับไปแล้วพระเอกตามไปช่วยด้วยการโชว์เทพ
    นิยายสนุกมากอ่านเข้าใจง่ายไม่เปลืองสมอง แต่ติดที่มีตอนน้อยไปหน่อยเพราะเพิ่งลงได้ไม่ได้นาน เป็นกำลังใจให้สู้ต่อไป
    #40
    0
  25. #39 @''-''@ 555 (@0899026024) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 มีนาคม 2560 / 02:41
    สนุกมากครับ
    #39
    0