ชีวิตสโลว์ไลฟ์ของเทพนักฆ่า [ภาค เฮฟเว่น]

ตอนที่ 217 : SS3 Episode Sixty-Two : ร่างเทพจำแลง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,925
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,071 ครั้ง
    26 ส.ค. 63

SS3 Episode Sixty-Two

 

ด้วยอำนาจของพรแห่งเทพช่วยส่งเสริมให้ความร้ายกาจของคริมสัน โอเกอร์เพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าทวี

ทั้งที่ลำพังความแข็งแกร่งของร่างกายเพียงอย่างเดียวก็มากพอแล้วที่จะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม หายนะ แต่การค้นพบว่าคริมสัน โอเกอร์สามารถใช้เวทมนตร์ได้ย่อมเป็นเรื่องที่น่าตกใจไม่น้อย

จากประสบการณ์ของเดลฟีโอน่าที่ผ่านสงครามมาตั้งมากมายพอจะมองออกว่าความแข็งแกร่งของคริมสัน โอเกอร์เพียงอย่างเดียวนั้นดูจะเหนือกว่าระดับขุนพลปีศาจอยู่พอสมควร กระนั้นการที่มันมีสติปัญญาเหนือกว่าสัตว์ป่าตรงที่มันรู้จักวิธีการใช้อาวุธก็ทำให้จุดเด่นด้านความแข็งแกร่งของมันค่อนข้างสูญเปล่า ถ้าต้องปะทะกับขุนพลปีศาจแบบตัวต่อตัวเป็นไปได้ว่าคริมสัน โอเกอร์จะต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน

เดลฟีโอน่าทราบแก่ใจดีว่าความแข็งแกร่งที่มีในตอนนี้ทำได้เพียงสู้เสมอกับระดับขุนพลปีศาจ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเอาชนะคริมสัน โอเกอร์ที่มีอำนาจของพรแห่งเทพตัวนี้ได้โดยที่ไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส หากมีความจำเป็นต้องใช้ ร่างศักดิ์สิทธิ์ แบบเต็มประสิทธิภาพก็ต้องให้แน่ใจว่าจะสามารถกำจัดมันได้อย่างแน่นอน หาไม่แล้วจะกลายเป็นเธอที่เดือดร้อนแทน

อาศัยการเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่วบุกเข้าโจมตีระยะประชิดเพื่อศึกษาความสามารถของอีกฝ่าย เดลฟีโอน่าพบว่าลวดลายบนตัวของคริมสัน โอเกอร์ที่อยู่บนตัวนั้นปลดปล่อยพลังเวทมนตร์ออกมาเป็นระยะในทุกการเคลื่อนไหวของมัน ดูเหมือนว่ามันจะยังควบคุมพลังเวทมนตร์ของตัวเองได้ไม่ดีนักทำให้มีพลังเวทมนตร์รั่วไหลออกมาแบบสูญเปล่า ยิ่งไปกว่านั้นบาดแผลที่นักผจญภัยได้ทำเอาไว้บนแขนขวาของมันได้รับการเยียวยาทีละน้อยจนเริ่มจะปิดสนิทแล้วด้วย

เพิ่งจะผ่านไปไม่นานเองนะ เดลฟีโอน่าตกตะลึงมากกับการค้นพบครั้งนี้

แบบนี่มันก็เหมือนกับเวทมนตร์ร่างศักดิ์สิทธิ์เลยน่ะสิ

เป็นที่ทราบกันดีว่าเวทมนตร์ร่างศักดิ์สิทธิ์นั้นคือเทคนิคเวทมนตร์ลับของทางวิหารศักดิ์สิทธิ์

มันไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับศักยภาพร่างกายให้เกินขอบเขตของมนุษย์เท่านั้น อีกหนึ่งความสามารถของมันคือการเยียวยาบาดแผลในระหว่างการต่อสู้ อาจไม่ถึงระดับรักษาบาดแผลใหญ่ให้หายได้ในทันตาแต่มันก็ช่วยเร่งอัตราการฟื้นฟูทำให้บาดแผลสมานตัวได้เร็วยิ่งขึ้น

ด้วยขนาดเวทมนตร์ที่ค่อนข้างใหญ่ทำให้คนที่สามารถเปิดใช้งานมันได้จึงมีอยู่ไม่มากนัก ต่อให้ใครก็ตามขโมยความลับของสูตรพิธีเวทมนตร์นี้ไปได้และฝืนที่จะนำไปฝึกฝนโดยที่ไม่มีคุณสมบัติเพียงพอ ผลสะท้อนกลับนั้นหากไม่เสียชีวิตจากการระเบิดของพลังเวทมนตร์ที่โถมเข้าใส่ก็จะกลายเป็นคนเสียสติไปเลย ดังนั้นสำหรับผู้ที่ได้รับเลือกให้มาเป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์จะต้องได้รับการฝึกฝนภายใต้สูตรพิธีเฉพาะทางเพื่อป้องกันไม่ให้ได้รับอันตรายจนถึงแก่ชีวิต

เดลฟีโอน่าไม่เคยศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับเวทมนตร์ร่างศักดิ์สิทธิ์อย่างจริงจัง แต่ก็พอจะทราบมาบ้างว่าเป็นสูตรพิธีที่ประกอบขึ้นจากการศึกษาและดัดแปลงบางส่วนจากรูปแบบดั้งเดิมของมันที่ได้รับการถ่ายทอดจากผู้กล้าในอดีตกาลซึ่งคนส่วนใหญ่แทบจะใช้งานไม่ได้ ดังนั้นการดัดแปลง เพิ่มเติม และลดทอนสูตรพิธีก็เพื่อให้คนส่วนใหญ่สามารถใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้นโดยมีอานุภาพใกล้เคียงกับรูปแบบดั้งเดิมมากที่สุด

และด้วยอิทธิพลของทางวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่หยั่งรากลึกไปในหลายพื้นที่ทั่วทวีป จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หากสูตรพิธีเวทมนตร์ร่างศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวจะบังเอิญไปคล้ายกับสูตรพิธีเวทมนตร์ชนิดอื่น

เมื่อรู้ว่าคริมสัน โอเกอร์ตัวนี้สามารถใช้เวทมนตร์เยียวยาได้ในระดับหนึ่งเดลฟีโอน่าก็พลันคิดถึงวิธีการรับมือขึ้นมาได้ในทันที ยิ่งการที่มันไม่ได้มีสติปัญญามากพอสำหรับการคิดวิเคราะห์ก็มั่นใจได้ว่าวิธีการนี้น่าจะมีโอกาสสำเร็จสูงมาก

อัศวินสาวกุมดาบไว้ในมือและยืนท้าทายต่อคริมสัน โอเกอร์ กวาดสายตามองรอบตัวเพื่อยืนยันตำแหน่งของกองกำลังอัศวินทหารและพวกนักผจญภัยที่เริ่มเคลื่อนไหว ดูเหมือนว่าทางด้านของนักผจญภัยพวกนั้นก็น่าจะคิดแผนการสนับสนุนได้แล้วเช่นกัน

ร่างศักดิ์สิทธิ์!

กระแสพลังเวทมนตร์พวยพุ่งออกมาจากร่างของอัศวินศักดิ์สิทธิ์ เวลานี้ภาพลักษณ์ของเดลฟีโอน่าไม่ต่างอะไรกับทวยเทพที่จุติลงสู่โลกมนุษย์ เพียงสะบัดดาบที่ห่อหุ้มไปด้วยพลังเวทมนตร์ผสานศาสตราก็เกิดเป็นคลื่นคมดาบที่คมกริบพอจะสร้างบาดแผลบนร่างของเป้าหมายจากระยะไกล ถึงแม้ว่าบาดแผลที่เกิดขึ้นจะได้รับการรักษาเยียวยาแทบจะในทันทีแต่ว่านั่นก็เป็นสิ่งที่คาดการณ์เอาไว้อยู่แล้ว

เพื่อรับมือกับความสามารถทางด้านเวทมนตร์ที่ยังไม่แน่ใจว่ามีขีดจำกัดมากน้อยเพียงใด การบังคับให้เกิดการใช้เวทมนตร์อย่างสูญเปล่านับเป็นวิธีการรับมือที่ไม่เลวนัก แน่นอนว่าข้อเสียของวิธีการนี้คือการที่มันใช้ไม่ได้ผลกับพวกที่มีสติปัญญาคิดวิเคราะห์

แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ กับมอนสเตอร์ตัวนี้นับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว

เดลฟีโอน่าพุ่งทะยานออกไปพร้อมกับดาบที่เสริมด้วยอำนาจเวทมนตร์

ฉวะ!

ท่อนไม้ใหญ่ที่ถูกใช้ต้านรับการโจมตีถูกดาบของอัศวินศักดิ์สิทธิ์ตัดทิ้งอย่างง่ายดาย เป็นไปได้ว่าคริมสัน โอเกอร์ตัวนี้อาจจะยังควบคุมพลังเวทมนตร์ของตัวเองไม่ได้ดีสักเท่าไหร่ หรือไม่ก็อาจจะไม่รู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า เวทมนตร์

คริมสัน โอเกอร์มองดูท่อนไม้ในมือที่ถูกตัดขาดครึ่งด้วยสีหน้าทึมทื่อ อันที่จริงแล้วท่อนไม้นั่นก็นับได้ว่าเป็นไม้ที่แข็งแรงทนทานอย่างยิ่งและมีน้อยคนมากที่จะสามารถตัดท่อนไม้นั่นให้ขาดลงได้อย่างง่ายดายราวกับเป็นเต้าหู้ การที่เดลฟีโอน่าที่เป็นถึงอัศวินศักดิ์สิทธิ์จะมีชั้นเชิงฝีมือดาบที่สามารถทำแบบนั้นได้ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจสักเท่าไหร่

พอไร้ซึ่งอาวุธคู่มือความร้ายกาจของคริมสัน โอเกอร์ก็ลดลงไปอย่างมาก ตอนนั้นเองที่หน่วยอัศวินเวทมนตร์มีการรวมกลุ่มสามคนกระจายกำลังกันออกไปและใช้ ผสานมนตรา ซึ่งเป็นเทคนิคเฉพาะของกองทัพอัศวินเวทมนตร์ในการโจมตีเป้าหมายจากระยะไกล เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่ออัศวินศักดิ์สิทธิ์ ถึงแม้ว่าการโจมตีของพวกเขาจะทำได้เพียงสร้างบาดแผลเพียงเล็กน้อยแต่นั่นก็ช่วยยืนยันได้เป็นอย่างดีถึงความร้ายกาจของเทคนิคผสานมนตรา

และในขณะเดียวกันกลุ่มนักผจญภัยเองก็ตัดสินใจเคลื่อนไหวเพื่อช่วยสนับสนุนเดลฟีโอน่าซึ่งเป็นคนเดียวที่มีพลังพอจะสังหารมันได้ พวกเขาย่อมเจ็บใจเป็นธรรมดาแต่นักผจญภัยเหล่านี้ไม่ได้หลงใหลในลาภยศหรือชื่อเสียงมากไปกว่าการเผชิญหน้ากับความท้าทาย พวกเขาใจกว้างพอที่จะมอบเกียรติยศเหล่านี้ให้แก่อัศวินศักดิ์สิทธิ์โดยแลกกับเงินรางวัลที่จะได้รับหลังจากนี้

นักผจญภัยหนุ่มคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นผู้นำกลุ่มในครั้งนี้กระโดดลงมายืนข้างกายของเดลฟีโอน่าก่อนจะถาม

“เจ้านั่นสามารถรักษาบาดแผลได้ สรุปแล้วมีแผนรับมือยังไง?”

“ทำให้มันบาดเจ็บเท่าที่จะทำได้”

“เข้าใจแล้ว”

ไม่มีความจำเป็นต้องอธิบายแผนการเพิ่มเติม ในฐานะนักผจญภัยที่ผ่านประสบการณ์ความเป็นความตายในนรกมาแล้วย่อมต้องเคยพบกับมอนสเตอร์ที่มีความสามารถในการรักษาตัวเองมาบ้าง หรืออาจจะเป็นมอนสเตอร์ที่สามารถใช้เวทมนตร์ในการต่อสู้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือน่าตกใจ พวกเขาเพียงแค่ต้องหาวิธีการรับมือที่ถูกต้องในการจัดการกับมันก็พอ

หลังจากนั้นคำสั่งโจมตีสร้างความเสียหายก็ถูกกระจายบอกต่ออย่างรวดเร็ว เดลฟีโอน่าไม่เคยประสานงานกับนักผจญภัยจำนวนมากมาก่อนจึงค่อนข้างลังเลที่จะเคลื่อนไหวสุ่มสี่สุ่มห้า แต่ดูเหมือนว่าอัศวินสาวจะคิดมากเกินไปเพราะนักผจญภัยที่เคลื่อนไหวอย่างอิสระแทบจะไม่สร้างความลำบากใดๆ เลย การโจมตีของพวกเขาต่างก็สอดประสานกันเป็นอย่างดีและไม่เผลอไปอยู่ในตำแหน่งที่เป็นอุปสรรคต่อการโจมตีด้วยผสานมนตรา

เดลฟีโอน่าเคลื่อนไหวด้วยความเร็วในระดับที่สายตาของคนธรรมดาที่ไม่ได้รับการฝึกฝนมองแทบจะไม่ทัน มีเพียงเสียงรองเท้าบูธเหล็กเท่านั้นที่ช่วยยืนยันตำแหน่งของเธอได้ คริมสัน โอเกอร์ตัวนี้นับว่ามีสัญชาตญาณการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมมากถึงต่อให้สูญเสียอาวุธคู่มือไปแล้วแต่ก็ยังใช้สิ่งที่อยู่รอบตัวเป็นอาวุธได้ ไม่ว่าจะเป็นก้อนหินที่ขว้างออกไปราวกับกระสุนปืนใหญ่ การสาดน้ำเพื่อขัดขวางการใช้ผสานมนตรา นอกจากนี้การเคลื่อนไหวของมันก็ดูจะคล่องแคล่วขึ้นมากจนเริ่มจะหลบการโจมตีของพวกนักผจญภัยได้บ้างแล้ว

ฉวะ!

ดาบสั้นเล่มหนึ่งแทงทะลุแขนของคริมสัน โอเกอร์ก่อนจะลากขึ้นเพื่อเปิดแผลให้กว้างขึ้น เจ้าของดาบสั้นเล่มนั้นเป็นนักผจญภัยหนุ่มคนเมื่อครู่และหลังจากที่สร้างบาดแผลเสร็จก็รีบกระโจนออกมาเพื่อให้อัศวินเวทมนตร์ใช้ผสานมนตรายิงเวทโจมตีซ้ำบาดแผล

“ไปเอาดาบนั่นมาจากที่ไหน?” ชายร่างใหญ่ถาม

“ของสั่งทำพิเศษ ไม่คิดเลยว่าจะได้เอามาใช้เร็วขนาดนี้”

“น่าอิจฉาเป็นบ้า!

เป็นที่ทราบกันดีในหมู่นักผจญภัยว่าการจะสั่งทำอาวุธหรืออุปกรณ์ป้องกันแบบพิเศษขึ้นมานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเขาจำเป็นจะต้องสนิทสนมกับช่างตีเหล็กฝีมือเยี่ยมที่เชื่อถือได้และหาวัสดุในการสร้างมาด้วยตัวเอง ขั้นตอนระหว่างนั้นก็จะมีการทดสอบหลายอย่างเพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์ที่ถูกสร้างมานั้นจะเหมาะมือของผู้สั่งทำ และสำหรับนักผจญภัยแล้วการมีอาวุธพิเศษเป็นของตนเองนั่นหมายความว่าคนคนนั้นจะมีโอกาสสูงมากที่จะได้เลื่อนขั้นเป็นแรงค์ A

ดาบสั้นในมือของชายหนุ่มมีประกายเวทมนตร์พวยพุ่งออกมาบางเบา ก่อนที่จะมีกระแสลมที่คมกริบสายหนึ่งพุ่งออกมาจากใบดาบตัดเอาพื้นดินเป็นรอยลึกเกือบครึ่งฟุต

“อาวุธมนตราซะด้วย” ชายร่างใหญ่ผิวปากหวือ

อาวุธมนตรานั้นมีหลากหลายประเภทขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้สั่งทำและความสามารถของช่างตีเหล็กที่จะสร้างมันขึ้น ความพิเศษของอาวุธมนตราคือการที่สลักวงเวทเอาไว้ภายในและเรียกใช้งานได้โดยการจ่ายพลังเวทมนตร์ลงไปในอาวุธ นอกจากนี้ก็ยังมีประเภทอุปกรณ์มนตราที่ช่วยเสริมความสามารถของตัวบุคคลเหมาะสำหรับพวกจอมเวทแต่ด้วยจำนวนที่มีไม่เพียงพอต่อความต้องการทำให้ราคาของมันค่อนข้างแพงเอาเรื่อง

“มองข้างหน้าสิ!” ชายหนุ่มพูดเตือนและกลิ้งหลบก้อนหินที่ถูกขว้างเข้ามา

         ถึงแม้จะรอดจากก้อนหินมรณะที่ถูกขว้างโดยพละกำลังมหาศาลมาได้ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะหลบมันได้ทันโดยเฉพาะกับอัศวินทหารที่ผ่านการฝึกฝนจนมีระเบียบวินัยและคิดว่าการใช้ผสานมนตราเพื่อรับการโจมตีจะทำได้ ผลลัพธ์นั้นกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่ต้องสังเวยด้วยชีวิตของพวกเขาเอง ส่วนนักผจญภัยก็มีบางคนที่หลบไม่พ้นจนถูกเศษก้อนหินจนได้รับบาดเจ็บสาหัสและต้องถอนตัวออกไปอยู่ในที่ปลอดภัยเพื่อไม่ให้เกะกะการต่อสู้

         เดลฟีโอน่ามองเห็นเศษก้อนหินนับสิบก้อนที่พุ่งเข้ามาก็พยายามขยับตัวหลบเพียงเล็กน้อย ก้อนไหนที่เห็นแล้วคาดว่าน่าจะหลบไม่พ้นก็ใช้ดาบปัดเบี่ยงวิถีมันออกไปแถมยังเป็นการช่วยปกป้องคนที่อยู่ด้านหลังของเธออีกด้วย อย่างไรก็ตามการโจมตีด้วยก้อนหินก็มีอานุภาพมากถึงขนาดที่ทำให้โล่เหล็กหนาของทหารกลายเป็นรอยบุบลึก

         คริมสัน โอเกอร์ระเบิดพลังเวทมนตร์ของมันออกมาและยกเท้ากระทืบพื้นจนแผ่นดินสะเทือน การโจมตีครั้งนี้ทำให้ทุกคนที่โอบล้อมอยู่ตอนนี้ต่างก็แทบยืนไม่ติดพื้น มีเพียงนักผจญภัยกับอัศวินทหารไม่กี่คนที่สามารถทรงตัวยืนอยู่ได้แต่พวกเขาก็เสียจังหวะเข้าประชิดตัวเปิดโอกาสให้เจ้าคริมสัน โอเกอร์เตรียมตัวที่จะหลบหนี

         และแน่นอนว่าเดลฟีโอน่าไม่มีทางปล่อยให้มอนสเตอร์ระดับหายนะตัวนี้หลุดรอดไปได้ เธอระเบิดพลังร่างศักดิ์สิทธิ์และพุ่งทะยานออกไปขวางทางหนีพร้อมตวัดดาบฟันใส่ข้างลำตัวของคริมสัน โอเกอร์

         ฉวะ!

         โลหิตสีแดงฉานไหลทะลักออกมาจากบาดแผลที่ค่อนข้างสาหัส เดลฟีโอน่าสะกดข่มความเจ็บปวดที่สะท้านไปทั่วทั้งแขนและไม่คิดเลยว่าร่างกายของคริมสัน โอเกอร์หลังสามารถใช้เวทมนตร์เสริมศักยภาพร่างกายได้จะแข็งแกร่งประดุจเหล็กกล้า หากไม่ใช่ว่าดาบของเธอนั้นห่อหุ้มไปด้วยพลังเวทมนตร์ก็เกรงว่าคงยากที่จะทำความเสียหายให้อีกฝ่ายได้ ดูเหมือนว่าจุดอ่อนของคริมสัน โอเกอร์สายพันธุ์ประหลาดนี้จะค่อนข้างแพ้ทางเวทมนตร์อยู่พอสมควร

         บาดแผลบนตัวของมันกำลังเยียวยาในอัตราความเร็วที่สูงมากอย่างเห็นได้ชัด เดลฟีโอน่าต้องการเข้าไปโจมตีซ้ำแต่การระเบิดพลังเพื่อใช้ความเร็วเมื่อสักครู่นี้ทำให้ร่างกายได้รับผลสะท้อนจนได้รับบาดเจ็บ ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่คิดที่จะยอมนิ่งดูดายปล่อยให้มันรักษาตัวเองจนหายดีแน่

         และตอนนั้นเองที่เดลฟีโอน่าสังเกตเห็นนักผจญภัยสองคนวิ่งตามกันมา โดยชายคนหนึ่งวิ่งไต่ก้อนหินกระโดดข้ามศีรษะของคริมสัน โอเกอร์เพื่อดึงดูดความสนใจ อาศัยแสงจากดวงอาทิตย์ทำลายการมองเห็นของมันชั่วคราวก่อนที่จะพลิกตัวหลบกลางอากาศ หยิบดาบออกมาถือสองเล่มและแทงลงไปที่ดวงตาของมัน

         โฮก!!!

         ถึงจะมีร่างกายที่แข็งแกร่งประดุจเหล็กกล้าแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอวัยวะส่วนอื่นจะแข็งแกร่งตามไปด้วย

         ดวงตาของมันถือเป็นจุดอ่อนตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต ขอเพียงทำลายมันได้ก็บั่นทอนความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายไปได้ครึ่งหนึ่ง

         และต่อมาก็เป็นชายร่างใหญ่ที่ถือค้อนตะลุมพุก มันอาจจะไม่ใช่อาวุธที่ทำความเสียหายได้เหมือนดาบเสริมพลังเวทมนตร์แต่วัตถุประสงค์ของมันคือการหยุดการเคลื่อนไหวของเป้าหมาย ทันทีที่เข้าประชิดตัวได้ก็งัดพละกำลังทั้งหมดที่มีเหวี่ยงฟาดค้อนตะลุมพุกใส่ข้อพับของคริมสัน โอเกอร์จนมันทรุดเข่าลงไปข้างหนึ่งทันที

         “ท่านอัศวินศักดิ์สิทธิ์” นักผจญภัยหนุ่มที่ขี่อยู่บนคอของคริมสัน โอเกอร์ตะโกนขึ้นเป็นสัญญาณบอกให้โจมตีปิดฉาก

         เดลฟีโอน่าต้องการเวลาอีกประมาณสิบวินาทีเพื่อรวบรวมพลังสำหรับร่างศักดิ์สิทธิ์แบบเต็มสูบ น่าเสียดายที่คริมสัน โอเกอร์ไม่ยอมเปิดโอกาสให้และยกแขนขึ้นหมายจะคว้าตัวของนักผจญภัยที่ขี่คอมันอยู่

         ฟุบ!

         เชือกเส้นหนึ่งที่ผูกกับตะขอเกี่ยวถูกขว้างเข้ามาพันที่แขนซ้ายของคริมสัน โอเกอร์ คนที่ขว้างมานั้นเป็นนักผจญภัยที่ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยและอ่านสถานการณ์ออกว่าต้องทำสิ่งใดในตอนนี้ เขาพยายามดึงเชือกเส้นนั้นด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีแต่ไม่อาจสู้แรงของคริมสัน โอเกอร์ไว้ กลายเป็นว่าเขากลับถูกกระชากกลับไปแทน

         และเหมือนกับโชคชะตาของชายคนนั้นจะยังไม่ถึงฆาต ปรากฏว่ามีนักผจญภัยกับอัศวินอีกจำนวนหนึ่งวิ่งเข้ามาช่วยจับเชือกเอาไว้

         การยืดยุดฉุดกระชากเกิดขึ้นในระยะเวลาเพียงไม่กี่วินาที พวกเขาที่มีกันหลายสิบคนยังไม่อาจสู้เรี่ยวแรงของคริมสัน โอเกอร์ที่มีเพียงแขนเดียวและถูกตัดกำลังไปกว่าครึ่งลงได้ สุดท้ายร่างของพวกเขาหลังจากถูกกระชากก็ลอยละลิ่วกระเด็นไปคนละทิศละทาง

         ถึงกระนั้นการซื้อเวลาเพียงไม่กี่วินาทีของพวกเขาก็นับได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก

         พลังเวทมนตร์ที่ระเบิดออกมาจากร่างของอัศวินศักดิ์สิทธิ์ แม้จะมองไม่เห็นแต่คริมสัน โอเกอร์ก็สัมผัสได้ถึงความน่าเกรงขามจากมัน อัศวินสาวพยายามควบคุมพลังเวทมนตร์ที่พลุ่งพล่านบีบอับใส่ลงไปที่ดาบ เธอรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าอาวุธในมือหลังจากรองรับพลังเวทมนตร์ไปแล้วคงใช้ได้ในการโจมตีเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นก่อนจะสลายไป คงดีกว่านี้หากว่ามันเป็นดาบศักดิ์สิทธิ์ประจำตำแหน่งซึ่งก็เป็นไปไม่ได้ที่จะนำออกมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

         ดวงตาที่ดูสงบเยือกเย็นตวัดมองเป้าหมายครั้งหนึ่ง ยกดาบขึ้นเพื่อเตรียมใช้ทักษะดาบที่ผ่านการขัดเกลามานานนับปี

         “ถอยออกมา” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง

         นักผจญภัยหนุ่มได้ยินดังนั้นก็รีบกระโดดออกไปด้านข้าง

         ชั่วพริบตานั้นเองที่เดลฟีโอน่าเริ่มเคลื่อนไหวและปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังของคริมสัน โอเกอร์พร้อมกับดาบที่แตกสลายกลายเป็นเศษฝุ่น ตามมาด้วยเสียงที่ดังสนั่นราวกับสายฟ้าฟาดจากการเดินทางด้วยความเร็วแสงในระยะทางเพียงแค่หนึ่งร้อยเมตร

         “จบเสียที”

สิ้นคำพูดศีรษะของคริมสัน โอเกอร์ก็ร่วงหล่นลงสู่พื้น

เช่นเดียวกันกับสติของเดลฟีโอน่าที่ดับวูบไป

 

เดลฟีโอน่าลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบว่าเธอกำลังนอนหลับอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง

สิ่งแรกที่ควรทำหลังได้สติคือการสำรวจร่างกายของตัวเอง ก่อนจะพบว่าชุดเกราะอัศวินของเธอบางส่วนถูกปลดออกโดยใครบางคนและนำมาวางไว้ข้างกาย สภาพของชุดเกราะนั้นพบว่ามีบางส่วนที่ถูกละลายโดยบางสิ่งบางอย่างจนยากที่จะนำกลับมาใช้งานได้

ความทรงจำก่อนจะหมดสติไปค่อนข้างเลือนรางอยู่บ้าง เท่าที่พอจะนึกออกนั้นความทรงจำครั้งสุดท้ายนั้นหยุดลงหลังจากที่เธอเข้าสู่โหมด ร่างเทพจำแลง ที่มีระดับเหนือกว่าเวทมนตร์ร่างศักดิ์สิทธิ์ มันเป็นเวทมนตร์ในตำนานที่ปัจจุบันนี้แทบจะยังไม่มีอัศวินศักดิ์คนใดสามารถเข้าถึงได้ การที่เธอสามารถเข้าถึงสภาวะดังกล่าวได้อาจจะเป็นเพียงแค่เรื่องบังเอิญก็ได้

อย่างไรก็ตามเดลฟีโอน่าคิดว่ายังไม่ควรรายงานเรื่องนี้ต่อทางวิหารศักดิ์สิทธิ์น่าจะเป็นการดีที่สุด

“ในที่สุดก็ได้สติแล้วสินะ ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าจะมีวันได้เห็นท่านอัศวินศักดิ์สิทธิ์หมดสภาพแบบนั้นน่ะ”

“อัศวินศักดิ์สิทธิ์เดิมทีแล้วก็เป็นเพียงแค่ชื่อเรียกตำแหน่งของอำนาจอย่างหนึ่งเท่านั้น โดยพื้นฐานแล้วข้าเองก็เป็นเพียงแค่มนุษย์คนหนึ่งเหมือนพวกเจ้านั่นแหละ” เดลฟีโอน่ากล่าวและเริ่มขยับตัวลุกขึ้นก่อนจะถาม “ข้าหมดสติไปนานแค่ไหน?”

“ไม่มาก ประมาณสิบนาทีได้” ชายหนุ่มนักผจญภัยตอบ

เดลฟีโอน่าลุกขึ้นยืนได้แต่ยังทรงตัวได้ไม่ค่อยดีนักจึงต้องอาศัยต้นไม้ใหญ่เป็นหลักยึด

“แล้วเจ้ามอนสเตอร์นั่นล่ะ”

“ตรงนั้น” พูดพร้อมกับชี้นิ้วไปยังร่างของคริมสัน โอเกอร์ที่ไร้ศีรษะที่นอนอยู่ “เพราะท่านอัศวินศักดิ์สิทธิ์เป็นคนลงมือสังหารตามกฎแล้วจึงมีอำนาจเต็มในการตัดสินใจว่าจะเอายังไงกับมัน มอนสเตอร์ตัวนี้เป็นการค้นพบครั้งใหม่และจากสภาพของมันค่อนข้างสมบูรณ์เลยมีคุณค่าแก่การศึกษาอย่างมาก และเพื่อการนั้นพวกเราจึงทำได้เพียงแค่กีดกันไม่ให้มีใครเข้าไปใกล้”

“ขอบคุณมาก” เดลฟีโอน่าตอบ นึกในใจว่าตนเองโชคดีมากที่นักผจญภัยกลุ่มนี้ค่อนข้างเคร่งครัดในกฎระเบียบ หากว่าเป็นนักผจญภัยที่เห็นแก่ตัวล่ะก็คงฉวยโอกาสตอนที่เธอหมดสติขโมยซากร่างส่วนที่มีมูลค่าแล้วหนีไปเป็นแน่

“ความเสียหายล่ะ”

“ทหารอัศวินเสียชีวิตหกนาย บาดเจ็บสาหัสสิบสองนาย ที่เหลือได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยและได้รับการรักษาเบื้องต้นแล้ว ส่วนด้านนักผจญภัยไม่มีคนเสียชีวิตแต่บาดเจ็บสาหัสสองคน และที่เหลือบาดเจ็บเล็กน้อย”

“ต่างกันถึงเพียงนี้เชียวหรือ?” เดลฟีโอน่าพึมพำ

“ทั้งหมดนี้อยู่ที่ประสบการณ์ของตัวบุคคลล่ะนะ นักผจญภัยอย่างพวกเราต่างก็ใช้ชีวิตเสี่ยงตายอยู่เป็นประจำเลยมีความยืดหยุ่นในสถานการณ์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมากกว่า”

หรืออีกความหมายก็คือทหารอัศวินเป็นพวกเคร่งครัดในระเบียบวินัย ยอมหักไม่ยอมงอ ในสถานการณ์เป็นตายกลับเลือกจะทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมามากกว่าการรักษาชีวิตของตนเอง บางทีสิ่งนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการตายในหน้าที่อย่างสมเกียรติ

แต่ในสายตาของนักผจญภัยส่วนใหญ่มองว่าทหารเหล่านี้เป็นคนโง่ที่ไม่รู้จักรักษาชีวิตของตัวเอง

แน่นอนว่าความหมายนี้ไม่ได้ถูกพูดออกไปเพื่อรักษาชื่อเสียงของทหารที่เสียชีวิต

เดลฟีโอน่าพอจะทราบความคิดของอีกฝ่ายแต่ก็ไม่ได้เก็บเอาคำพูดนั้นมาใส่ใจ อย่างน้อยก็เห็นแก่ความกล้าบ้าบิ่นที่เลือกจะพาตัวเองเข้าไปเสี่ยงชีวิตเพื่อซื้อเวลาให้เธอรวบรวมพลังได้จนเสร็จ หากเปลี่ยนเป็นทหารอัศวินพวกเขาจะไม่เคลื่อนไหวสุ่มสี่สุ่มห้าโดยปราศจากคำสั่งอย่างเด็ดขาดและนั่นอาจทำให้สถานการณ์มันเลวร้ายขึ้นกว่าเดิม

พื้นที่บริเวณรอบร่างไร้วิญญาณของคริมสัน โอเกอร์ไม่มีใครเดินเฉียดเข้าไปใกล้แม้แต่คนเดียว เดลฟีโอน่าเห็นว่าเลือดของมอนสเตอร์ไหลลงสู่แหล่งน้ำก็อดเป็นกังวลไม่ได้ว่าจะมีโรคระบาดตามมา ถึงแม้ว่าพวกนักผจญภัยจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยยับยั้งโดยการขุดบ่อกักเก็บเลือดในทันทีแต่มันก็ช่วยอะไรมากไม่ได้ หลังจากนี้คงต้องส่งคนไปตรวจสอบดูหมู่บ้านที่อยู่ปลายแม่น้ำเพื่อยืนยันสถานการณ์ให้เรียบร้อย

การที่มอนสเตอร์ตัวนี้สามารถใช้เวทมนตร์ได้นั่นหมายความว่าภายในร่างกายของมันจะต้องมีผลึกเวทมนตร์อย่างไม่ต้องสงสัย เพียงแค่สิ่งนี้ก็มากพอแล้วที่นักผจญภัยหลายคนจะเกิดความโลภและต้องการขโมยมันไปขายในตลาดมืด ยังดีที่ว่านักผจญภัยกลุ่มนี้มีผู้นำที่ดีจึงไม่มีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้น นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายส่วนที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เช่น เลือด กระดูก และผิวหนัง แถมการที่มันเป็นมอนสเตอร์สายพันธุ์ใหม่ก็มีคุณค่าเพียงพอสำหรับนำไปศึกษา

เรียกได้ว่าเพียงหนึ่งตัวก็น่าจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าสามพันเหรียญทองแล้ว

นี่ยังไม่นับรวมมูลค่าของผลึกเวทมนตร์ที่น่าจะไม่ต่ำกว่าห้าพันเหรียญทองด้วยซ้ำ

ในฐานะที่เดลฟีโอน่าเป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับคำสั่งให้มาจัดการกับภัยพิบัติในครั้งนี้ กอปรกับการที่เธอเป็นคนสังหารปลิดชีพมันได้จึงมีอำนาจเต็มในการครอบครองซากร่างของมอนสเตอร์รวมไปถึงผลึกเวทมนตร์ ดังนั้นเธอจำเป็นจะต้องจ่ายค่าตอบแทนให้กับบรรดานักผจญภัยทั้งหลายในราคาที่สมน้ำสมเนื้อและยังต้องนำเงินบางส่วนไปมอบให้กับครอบครัวของอัศวินของผู้เสียชีวิตในครั้งนี้อีกด้วย

“ทางเราจะขอเป็นผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับร่างของคริมสัน โอเกอร์ตัวนี้ เรื่องค่าตอบแทนจะรีบดำเนินการเคลียร์ให้โดยเร็วที่สุด คิดว่าอย่างน้อยแต่ละคนคงได้ไม่ต่ำกว่า 300 เหรียญทอง ส่วนเรื่องของแอ่งเลือดบ่อนั่นทางเราจะทำเป็นมองไม่เห็น”

หากนำไปปล่อยขายถูกที่ถูกทางคงได้ราคาต่อไพนต์ไม่น้อย

ข้อสรุปของเดลฟีโอน่าย่อมสร้างความไม่พอใจกับนักผจญภัยบางส่วนที่มองว่าพวกเขาควรจะได้รับค่าตอบแทนมากกว่านี้ อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ไม่มีสิทธิ์คัดค้านเพราะคนที่ทำหน้าที่เจรจาผลประโยชน์ดันเห็นดีด้วยกับค่าตอบแทนที่แสนจะน้อย เพียงแต่พวกนักผจญภัยยังมีความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับค่าตอบแทนที่เลือกจะเอามาเปรียบกับการลงดันเจี้ยนหนึ่งครั้งก็ได้มาแล้วหลายพันเหรียญทอง ซึ่งหากมองตามหลักความเป็นจริงแล้วค่าตอบแทนสามร้อยเหรียญทองนับว่าคุ้มค่าอย่างมากสำหรับงานเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง

แต่ในขณะที่กำลังตกลงเรื่องค่าตอบแทนกันอยู่นั้น เดลฟีโอน่าก็สังเกตเห็นคนคนหนึ่งอาศัยช่วงที่ทุกคนกำลังสนใจเรื่องการเจรจาค่าตอบแทนเดินเข้าไปที่ซากร่างของคริมสัน โอเกอร์ด้วยท่าทางมีพิรุธอย่างมาก และคนคนนั้นไม่มีร่องรอยของอาการบาดเจ็บเหมือนทุกคนประหนึ่งว่าคนคนนั้นไม่ได้เข้าร่วมการต่อสู้ในครั้งนี้ด้วย

ตอนนั้นเองที่คนคนนั้นยกหอกขึ้นมาเตรียมจะผ่าเอาสิ่งที่อยู่ข้างในร่างของคริมสัน โอเกอร์ออกมา

แต่เดลฟีโอน่าเร็วกว่ามากรีบขยับตัวพุ่งตัวเข้าไปพร้อมกับเหวี่ยงสะบัดแขนด้วยท่าโจมตีไร้ดาบ เกิดเป็นคลื่นอัดกระแทกร่างของอีกฝ่ายให้กระเด็นออกห่างจากซากร่างของคริมสัน โอเกอร์

“เจ้าไม่ใช่ทหารอัศวินของเรา” เดลฟีโอน่าพิจารณารูปร่างหน้าตาของอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า

คนคนนี้เป็นทหารอัศวินที่เธอส่งไปชี้แจงเพื่อขอความร่วมมือกับกิลด์นักผจญภัยด้วยตัวเอง แม้ว่าตอนกลับมาจะรู้สึกผิดปกติอยู่บ้างแต่สถานการณ์ในตอนนั้นมีเรื่องสำคัญกว่าจึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจมากนัก

“พูดอะไรอย่างนั้นครับ ท่านอัศวินศักดิ์สิทธิ์นี่ข้าเองยังไงล่ะครับ” ทหารอัศวินเลือกที่จะเฉไฉและหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามนั้น ทว่าหอกในมือของเขากลับควงไปมาเพื่อเตรียมตัวต่อสู้

“เจ้าเป็นใครกันแน่?” อัศวินสาวคาดคั้นและนำดาบสำรองออกมา

“เรื่องนั้นท่านไม่จำเป็นต้องทราบ โอ๊ะ!” ทหารอัศวินคนนั้นชะงักไปครู่หนึ่งและยกหอกขึ้นต้านรับการโจมตี สายตาของเขาคนนั้นมองไปทางนักผจญภัยผู้ครอบครองอาวุธมนตราที่เพิ่งจะใช้มันโจมตีใส่ตนเอง “คิดจะลอบกัดอย่างนั้นเหรอ? ไม่สุภาพซะเลยนะ”

“คนที่ไม่สุภาพดูเหมือนจะเป็นแกซะมากกว่าล่ะมั้ง”

ตอนนั้นเองที่มีเวทมนตร์กระสุนลมถูกยิงอัดใส่ใบหน้าของทหารอัศวินคนนั้นจนเซล้ม ถึงแม้ว่าการโจมตีนั้นจะทำความเสียหายไม่ได้มากแต่มันกลับเป็นการเปิดเผยความลับของอีกฝ่าย

ใบหน้าที่ถูกฉีกขาดจนเสียโฉมกลับไม่ทิ้งรอยเลือดเอาไว้บนปากแผล

ดวงตาข้างหนึ่งไหลย้อยออกมาชวนให้รู้สึกขยะแขยง

“นั่นมัน” เดลฟีโอน่าคล้ายจะรู้แล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น

แต่ก่อนที่เธอจะได้พูดสิ่งที่คิดออกมาก็เป็นนักผจญภัยหนุ่มคนนั้นที่ชิงพูดก่อน

“ศาสตร์เวทมนตร์ต้องห้าม สวมวิญญาณหนังมนุษย์”





บทนี้เขียนค่อนข้างยากมากทีเดียว

ต้องทำให้มอนสเตอร์ไม่กากจนเกินไป ต้องทำให้เดลฟีโอน่าดูเก่งมาก

ต้องทำให้นักผจญภัยมีส่วนร่วมในการต่อสู้

ตอนแรกคิดว่าจะเอายายกระต่ายมาแทรกสักหน่อย แต่ว่าบทนี้ค่อนข้างจริงจังมากเลยไม่เหมาะจะเอามาใส่

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.071K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

17,181 ความคิดเห็น

  1. #16641 ชากุหลาบอุ่นอุ่น (จากตอนที่ 217)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2563 / 17:51

    สนุกมากเลยค่ะ ชอบมากๆ
    #16,641
    0
  2. #16609 ~~//><// ??ไอ้-เหม่ง-บ้า :p ~~ (จากตอนที่ 217)
    วันที่ 25 กันยายน 2563 / 11:33
    ต้องค่อยๆอ่านให้สมกับความตั้งใจของไรต์อ่ะ เพราะอ่านไวจะงงหน่อย 555
    ป.ฃ. คิดถึงยัยซาริ
    #16,609
    0
  3. #16583 Black_jack00 (จากตอนที่ 217)
    วันที่ 12 กันยายน 2563 / 10:14
    ยังติดตามเสมอครับ 5555
    #16,583
    0
  4. #16547 Shadow Reader ♡♡ (จากตอนที่ 217)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2563 / 07:20

    สนุกมากกกกกกกกกก

    #16,547
    0
  5. #16546 นักอ่านเลือดสาดกระจาย (จากตอนที่ 217)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2563 / 18:28
    กระต่ายLuckทะลุหลอดนั่น ถ้าจับมาใส่ความจริงจังมันจะหายไปหมดเลยนา
    #16,546
    0
  6. #16544 Rhythm (จากตอนที่ 217)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2563 / 11:13
    ด้วยความที่พี่แกเป็นหนึ่งในฮาเร--หนึ่งในฐานอำนาจรวบรวมคนในดินแดนต้องสาบอ่ะนะ นอกจากความคิดอ่านดีก็ต้องเก่งขึ้นอีกหน่อยแล้วขัดอำนาจวิหารทีหลัง---แค่กๆๆ
    ถ้าเอาซาริมายัดจริงเป็นงงนะว่าโผล่มาจากไหน55555
    พี่เซรอสเป็นนักผจญภัยดาบมนตราป่ะคะ เดาไปเปลี่ยนไปทุกตอน5555555
    #16,544
    1
    • #16544-1 SoCis(จากตอนที่ 217)
      29 สิงหาคม 2563 / 21:51
      มีความเป็นไปได้ พี่แกยิ่งชอบปลอมตัวอยู่
      #16544-1
  7. #16542 d-xxxxx (จากตอนที่ 217)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2563 / 20:14
    อยากรู้จัง แม่สาวอัศวินศักดิ์สิทธิ์

    ในอนาคตมันจะเดาตัวจริงของเซรอสออกหรือเปล่า
    #16,542
    0
  8. #16541 MozartTx (จากตอนที่ 217)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2563 / 19:07

    เอา ต่าย มายัดตอนหน้าก็ได้ ต่าย ซาริ อาจเป็นดาวอับโชค ของพวกฝ่ายร้ายก็ได้

    มาแบบ งง งง ชนะแบบ งง งง

    #16,541
    0
  9. #16540 tomtamninja (จากตอนที่ 217)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2563 / 19:01
    สุดยอด ยอดเยี่ยมที่สุด
    #16,540
    0
  10. #16538 kritsupong (จากตอนที่ 217)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2563 / 18:49
    รอบทโชว์ของพระเอกนะครับ
    #16,538
    4
    • #16538-3 d-xxxxx(จากตอนที่ 217)
      26 สิงหาคม 2563 / 20:12
      ตบเกรียนแบบนั้นอย่าเลยครับ

      ผมเห็นหลายเรื่องแล้วมันซ้ำเกิน
      #16538-3
    • #16538-4 d-xxxxx(จากตอนที่ 217)
      26 สิงหาคม 2563 / 20:12
      ตบเกรียนแบบนั้นอย่าเลยครับ

      ผมเห็นหลายเรื่องแล้วมันซ้ำเกิน
      #16538-4
  11. #16537 newkingdom (จากตอนที่ 217)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2563 / 18:34
    ขอบคุณครับ
    #16,537
    0
  12. #16536 BC MG (จากตอนที่ 217)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2563 / 18:01
    ยังจะพยายามยัดกรัต่ายขาวเข้ามาอีกหรอ?
    #16,536
    0
  13. #16535 Fikusa (จากตอนที่ 217)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2563 / 17:18
    แหม่ ยังเนียน้หมือนเดิม
    #16,535
    0
  14. #16534 sanggiro741 (จากตอนที่ 217)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2563 / 16:41

    ผมอ่านแล้วสนุกมากเลยครับ มีความสมดุลมากๆเลย ไม่ผิดหวังจริงๆครับ555

    #16,534
    0
  15. #16533 Pornsak Tipparad (จากตอนที่ 217)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2563 / 16:35
    อ่านมาทั้งตอนไม่ได้คิดอะไรนะ เเต่ส่วนสุดท้ายที่ไรท์พิมเลย เออ จริงด้วย เหมือนเดลฟี่ เก่งขึ้นจริงๆด้วย ฮ่าๆๆๆ
    #16,533
    0
  16. #16532 rocktoon555 (จากตอนที่ 217)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2563 / 16:29
    บทนี้คงยังไม่รู้เลยแฮะว่าพี่เซรอสเนียนเป็นใครในกลุ่มนี้
    #16,532
    0
  17. #16531 เอเรน (จากตอนที่ 217)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2563 / 16:25
    กระต่าย เปโกะ
    #16,531
    1
    • #16531-1 Blue Soul(จากตอนที่ 217)
      26 สิงหาคม 2563 / 16:50
      ไม่ใช่นะ เปโกร่าไม่ได้จนสักหน่อย
      #16531-1