Star Wars Fiction(s) by Arielqueen

ตอนที่ 3 : (Reylo) Diamond (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 453
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    30 ม.ค. 61





Diamond

(Ben Solo x Rey)

inspired from หยาดเพชร / ใจรัก




***แนะนำให้ฟังเพลงด้านบนก่อนอ่านหรือขณะอ่านค่ะ เพื่ออรรถรส








1

 

 

 

นี่คือสยามประเทศ

 

แมกไม้ร่มรื่น พืชพรรณนานาชนิด เต็มไปด้วยท้องนากว้างใหญ่ไพศาล อากาศกำลังสบาย ไม่ร้อนไม่เย็นจนเกินไป สยามในเพลานี้เป็นเมืองศูนย์กลางการค้า ทั้งกับชาติตะวันออกและชาติตะวันตก มีผู้คนจากหลากหลายทิศล้นหลั่งเข้ามา ตามสถานที่ต่างๆปรากฏท่าจอดเรือสำเภา เรือใหญ่เรือเล็ก แม้จะวุ่นวาย แต่เขาก็คิดว่าคุ้มค่าที่จะเดินทางมา

 

เบน โซโล ก้าวลงมาจากเรือสำเภาขนาดใหญ่ มือทั้งสองข้างหอบหิ้วกระเป๋าสัมภาระที่บรรจุเต็มไปด้วยเสื้อผ้าและของใช้จำเป็น เขามองไปรอบๆ พบกับผู้คนแปลกหน้า ไม่คุ้นตา ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่ชาวเอเชีย จริงอยู่ที่ก็มีคนชาติตะวันตกไม่น้อย แต่ก็เทียบกันไม่ได้อยู่ดี

 

“ไอ้หนู ไม่ลืมอะไรใช่ไหม สำเภานี่น่ะเดี๋ยวก็จะออกไปที่มลายูแล้วนะ” เสียงของชายมีอายุดังขึ้นข้างหลังของเขา นั่นคือ เบน โซโลผู้มีศักดิ์เป็นพ่อแท้ๆของเบน เบนพยักหน้าน้อยๆ ตรวจสอบสิ่งที่อยู่ในมือ กระเป๋าสองใบ ย่ามอีกหนึ่ง เขาไม่ต้องการอะไรมากมาย สยามประเทศแห่งนี้คงจะมีครบทุกอย่างถ้าเขาเกิดขาดอะไร

 

เบนเป็นบุตรชายคนเดียวของเลอา ออร์กานา โซโล และ ฮาน โซโล แต่เคราะห์ร้าย เลอาเสียชีวิตไปตั้งแต่เบนยังเล็กมากจากสงครามกลางเมือง เบนจึงอยู่ในความดูแลของพ่อเพียงคนเดียวมาโดยตลอด ฮานเป็นพ่อค้า เดินทางขายสินค้ามาเป็นเวลากว่าสามสิบปี แน่นอน เบนก็ตามติดเขาไปตลอดด้วยตำแหน่ง ลูกมือฝึกหัดนอกจากสยามแห่งนี้แล้ว เขาก็ไปมาไม่ต่ำกว่าห้าประเทศ

 

จริงอยู่ที่การเดินทางโดยสำเภานั้นค่อนข้างจะน่าเบื่อ ใช้เวลาแรมเดือนแรมปีในการเดินทาง เบนหวังว่าในอนาคตการคมนาคมจะสะดวกสบายกว่านี้

 

ฮานและเลอา ทั้งคู่ไม่มีมรดกใดๆตกทอดมาถึงเบน ฮานเป็นทหารเก่า ส่วนเลอาเป็นเพียงช่างเย็บผ้าธรรมดาๆเท่านั้น สิ่งที่เบนมีติดตัว และเป็นของดูต่างหน้าของแม่ของเขาก็คือแหวนเพชร เพียงวงเดียวที่แม่เคยให้เขาเอาไว้ เขาไม่สวมมันหรอก มันคงจะดูประหลาดมาก เพราะจากฐานะของเขาและเบนในตอนนี้ก็ไม่ใช่ผู้ดีมีเงินอะไร เป็นเพียงพ่อค้าธรรมดา เบนจึงเก็บมันใส่กระเป๋าเอาไว้กับตัวเสมอ

 

 

“ไงต่อครับพ่อ” เบนถามฮาน ที่ตอนนี้หยิบแผนที่ออกมากาง ผู้มากประสบการณ์ขมวดคิ้ว มองไล่ไปยังเส้นประสีแดงที่เจ้าตัวขีดเอาไว้ตั้งแต่ก่อนจะขึ้นสำเภา และฮานก็เดินนำเบนไป ทำให้เขาต้องเร่งฝีเท้าตามไปติดๆ

 

ฮานบอกว่ารอบนี้เขาจะต้องทำการค้ากับตระกูลมีชื่อแห่งสยาม พวกเขาสนใจที่จะนำเข้าสินค้าจากฮาน นำมาขายที่นี่ และฮานกำลังวางแผนที่จะหาช่องทางส่งออกสินค้าจากสยามเช่นกัน เขาคิดว่าคงจะได้กำไรไม่น้อย

 

เบนเป็นคนค่อนข้างหัวการค้า (อย่างน้อยเขาก็คิดว่าเขาเป็นอย่างนั้น)เช่นเดียวกับฮาน การเลือกประเทศสยามนั้นพวกเขาคุยกันอยู่หลายเดือนว่าควรจะลงทุนไปกับที่นี่หรือไม่ จริงอยู่ว่าช่วงนี้การค้าขายกับสยามเป็นที่นิยมมากในหมู่ชาวตะวันตก แต่ก็ต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อยเช่นกันในการสำเหมาเรือ ซื้อต้นทุนการผลิต รวมไปถึงคิดค้นวิธีการใหม่ๆที่ใช้ต่อรองกับชาวสยาม นับว่าโชคดีที่บ้านเจ้านายที่พวกเขาทำการค้าด้วยนั้นจิตใจกว้างขวางดุจมหาสมุทร พวกเขาจัดหาที่พักให้เบนและฮาน และแทบไม่ต้องเสียเงินเลยสักแดงเดียว

 

“เบน เอ็งจำไว้นะ” ระหว่างการเดินเท้าไปยังสถานที่นัดพบ ฮานหันกลับมาพูดกับเขา “ชาวสยามพูดภาษาพวกเราไม่ค่อยถนัดนัก เอ็งต้องพยายามสื่อสาร เข้าใจไหม เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม” ฮานย้ำนักย้ำหนา จริงอยู่ที่บางทีฮานก็อารมณ์ขึ้นๆลงๆ เคย(ไม่)ตั้งใจสลัดเขาทิ้งอยู่หลายครั้งหลายครา แต่โชคมักจะช่วยเบนเสมอ แต่ลึกๆลงไปเบนก็สัมผัสได้ว่าพ่อของเขานั้นรักเขามากแค่ไหน

 

“เข้าใจแล้วน่า พ่อพูดงี้กับทุกประเทศที่เราเคยไปมานั่นแหละ” เบนตอบ “แล้วกับพวกที่เราจะดีลกับเขาล่ะพ่อ พวกเขาพูดภาษาเราได้หรือเปล่า” ด้วยความสงสัย เบนจึงถาม เพราะมันคงจะลำบากและไม่น่าวางใจมากขึ้น หากพวกเขาต้องคุยกันผ่านล่าม

 

“พูดได้ พูดเก่งด้วย” ฮานตอบ ทำให้เบนอึ้งไปเล็กน้อย “ดูเหมือนบ้านนี้เขาสืบเชื้อสายมาจากฝั่งพวกเรานี่แหละ พวกลูกครึ่งน่ะ ไปเรียนต่อเมืองนอกกันมาทั้งบ้านละม้าง” และนั่นก็ทำให้เบนกระจ่าง คนพวกนี้ช่างดีเสียจริง ได้รับโอกาสมากมาย เบนจำได้ว่าเขาเรียนไม่สูงเท่าไหร่ ไม่สิ ไม่สูงเลยถึงจะถูก เขาต้องออกมาก่อนเพราะหลังจากแม่เสีย พ่อของเขาก็ต้องเลิกเป็นทหาร และหางานที่จะทำให้ได้เงินมากขึ้นแทน เบนเองถ้ามีโอกาส และมีกำลังทรัพย์ เขาก็อยากจะเรียนต่อเหมือนกัน

 

ใช้เวลาอีกประมาณครึ่งชั่วโมง พวกเขาก็เดินทางมาถึงบ้านไม้ขนาดใหญ่ ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ที่สุดปลายถนนเส้นรอง ล้อมรอบด้วยรั้วไม้ มีทางเข้าหนึ่งทางอยู่ด้านหน้า เบนเคยเห็นบ้านแบบนี้ในรูปถ่าย เขารู้ในทันทีว่านี่คือบ้านทรงไทย ตัวบ้านทำจากไม้ ยกใต้ถุนให้สูงขึ้น เนื่องจากสยามประเทศเป็นที่ราบลุ่ม ทำให้เมื่อถึงฤดูน้ำหลากจะโดนน้ำท่วมอยู่บ่อยครั้ง เป็นเอกลักษณ์เสียจริง

 

“อ่า ฉันว่าเรามาถูกที่แล้ว” ฮานเงยหน้ามองบ้านไม้ตรงหน้าสลับกับจุดที่เขาวงกลมสีแดงเอาไว้ในแผนที่ แต่กระนั้น สองพ่อลูกก็ยังไม่กล้าเข้าไปในบ้านอยู่ดี มันดู เอ่อ ดูรวยมากเสียจนพวกเขาประหม่า ตั้งแต่เดินทางค้าขายด้วยกันมาหลายปี เหมือนจะมีเพียงที่นี่นี่แหละ ที่เป็นขาใหญ่ นอกนั้นพวกเขาก็ค้าขายกับบริษัทเล็กๆมาโดยตลอด

 

“มิสเตอร์โซโลหรือเปล่าครับ” คำทักทายเป็นภาษาอังกฤษดังขึ้นข้างหลังพวกเขา สองพ่อลูกเจ้าของนามสกุลโซโลหันขวับ ก็พบกับชายหนุ่มหน้าตาดี ใส่เสื้อผ้าฝ้ายและกางเกงท่าทางสบายๆ เขาเดินเข้ามาหา พนมมือสองข้างขึ้นและก้มศีรษะลงเล็กน้อย ก่อนจะแนะนำตัวว่าชื่อ โพธิ์พร้อมทั้งบอกว่าอาของเขารอทั้งคู่อยู่แล้วข้างบนบ้าน

 

“เชิญขึ้นเรือนเลยครับ วางของเอาไว้ตรงนี้ได้” เมื่อพูดจบ ราวกับมีสวิตช์เปลี่ยนภาษา โพธิ์ก็พูดจาด้วยภาษาแปลกหู ซึ่งเบนพอจะเดาได้ว่านั่นคือภาษาไทย น้ำเสียงของเขาท่าทางเหมือนกับกำลังออกคำสั่ง และทันใดนั้น คนสองคนก็รีบวิ่งออกมาจากใต้ถุนบ้าน ก่อนจะเข้ามาหยิบกระเป๋าของเหล่าโซโลเข้าไปในบ้าน โพธิ์ผายมือออกเป็นการบอกให้พวกเขาเดินนำเข้าไปในบ้านก่อน ช่างมารยาทงามเหลือล้น


 

“มิสเตอร์โซโล”

หลังจากที่พวกเขาขึ้นบันไดอันแสนชันถึงตัวบนบ้านแล้ว เบนพบว่าชายสูงอายุ ที่ดูจะอายุมากกว่าพ่อของเขาได้นั่งรออยู่แล้ว ชายผู้นั้นลุกขึ้นยืน เดินเข้ามาจับมือเป็นการทักทายฮานยกใหญ่ พร้อมทั้งพนมมือและก้มศีรษะเหมือนที่โพธิ์ทำเมื่อสักครู่ ด้วยสัญชาตญาณ ฮานจึงทำการ ไหว้กลับอย่างเงอะงะ

 

“ผมโอบีวัน เคโณบี ดีใจที่ได้พบคุณตัวเป็นๆเสียที” และชายผู้นี้ก็คือคนที่ติดต่อสื่อสารทางจดหมายกับพ่อของเขาอยู่หลายเดือน จดหมายนั่นเขียนด้วยภาษาอังกฤษที่แค่อ่านก็รู้ได้ทันทีว่าได้รับการศึกษาราคาแพง และเมื่อฟังสำเนียงการพูด เบนก็รู้ในทันที โอบีวันคนนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ

 

“ยินดีเช่นกันครับ” ฮานตอบ “นี่ลูกชายแท้ๆของผม เบน โซโลครับ เขาเป็นลูกมือของผมเอง” ฮานผายมือมาทางเบน

 

“สวัสดีครับ” นี่คือคำภาษาไทยคำเดียวที่เบนรู้จัก เขาไม่ได้ฝึกซ้อมเท่าไหร่ แต่ก็ลองพูดออกมา และเบนก็ยกมือไหว้โอบีวันอย่างรู้งาน เบนรู้มาว่าที่สยามแห่งนี้ ศักดิ์ของคนเกิดก่อนเกิดหลังหรืออาวุโสนั้นสำคัญมาก คนอายุน้อยกว่าต้องให้ความเคารพคนอายุมากกว่า เบนไม่ค่อยเข้าใจธรรมเนียมนี้นัก แต่อย่างว่า เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม ตามที่ฮานผู้เป็นพ่อพร่ำสอนเขาเสมอ

 

“โอ้ ออกเสียงชัดมากเลยมิสเตอร์โซโล” โอบีวันชมเปาะ และไม่ลืมที่จะรับไหว้เขา “คุณน่าจะลองเรียนพูดภาษาไทยดู” และเบนก็บอกว่าเขาจะลองกลับไปคิดดูกับคำแนะนำนั่น

 

โอบีวันหันไปกระซิบอะไรบางอย่างเป็นภาษาไทยกับสาวใช้ที่นั่งอยู่ที่พื้น เธอพยักหน้าก่อนจะเดินหายไปข้างในบ้าน จากนั้น เขาก็เชิญให้ฮานและเบนนั่งลงบนเก้าอี้ไม้  สาวใช้อีกคนนำน้ำเย็นมาเสิร์ฟสองพ่อลูก และไม่รอช้า โอบีวันก็เริ่มการเจรจาธุรกิจกับฮานทันที ผ่านไปซักพัก โพธิ์ที่ดูเหมือนจะไปจัดการเรื่องสัมภาระของเขาเสร็จแล้วก็เดินขึ้นมา และนั่งลงที่ข้างๆโอบีวัน ผู้เป็นอาของตน

 

 

“ผมยินดีอย่างยิ่งเลย มิสเตอร์เคโณบี” หลังจากการเจรจาผ่านไปซักพัก ดูเหมือนว่าทั้งสองจะมีความคิดที่คล้ายกัน มองไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้การตกลงเป็นเรื่องง่ายดาย และยิ่งคุยกันง่ายมากขึ้น เมื่อทักษะภาษาของเคโณบีทุกคนอยู่ในระดับดีเยี่ยม

 

“คุณเป็นชาวตะวันตกคนแรกที่ผมรู้สึกสบายใจในการค้าขายด้วย” โอบีวันว่า “น้อยคนนักที่จะไม่เอาเปรียบเราชาวสยาม” และเบนคิดว่าก็เป็นเรื่องจริง ชาวตะวันตกอย่างพวกเขาเล่ห์เลี่ยมเยอะแยะเต็มไปหมด ขนาดที่ว่าบางทีเบนเองก็ยังแอบหวั่นวิตก

 

 

“คุณพ่อ มีแขกเหรอคะ”

เสียงเล็กแทรกขึ้นมาขัดบทสนทนา เบนมองหาแหล่งที่มาของเสียงนั่น และเขาก็พบกับเธอ หญิงสาวหน้าคม ดูราวกับไม่ใช่คนสยามหรือแม้แต่คนแถบเอเชีย ผิวของเธอขาวผ่อง คงเป็นเพราะสีเสื้อผ้าที่เธอใส่ช่วยขับผิวของเธอ ผมสีน้ำตาลเข้มเกล้าขึ้นด้านหลัง ดวงตาสีเข้ม มองตรงมายังเขาและพ่อของเขาอย่างพิจารณา

 

เรย์ พ่อให้คนไปตามตั้งนานแล้ว ทำไมออกมาช้าแบบนี้” โอบีวัณเอ็ดลูกสาวของเขา เธอกล่าวขอโทษ และนั่งลงข้างๆโพธิ์

 


“ขออภัยด้วยนะครับที่ลูกสาวผมมาช้า” โอบีวันกล่าวขอโทษ “นี่เรญา เคโณบีครับ ลูกสาวคนเดียวของผม” พูดจบ เธอก็ยิ้มให้เขาและฮานนิดๆ ก่อนจะไหว้พวกเขาทั้งสอง แม้จะนั่งอยู่ แต่ท่าทางการไหว้ของเธอก็สง่างาม สมกับเป็นลูกผู้รากมากดี


“เรียกว่าเรย์เฉยๆก็ได้ค่ะ” เธอบอก “คุณคือฮาน โซโล ที่จะมาทำการค้าขายกับคุณพ่อใช่ไหมคะ” ภาษาอังกฤษของเธอสมบูรณ์แบบมาก มากเสียจนเบนรู้สึกว่ามันสมบูรณ์แบบกว่าเขาที่เป็นเจ้าของภาษาเสียอีก และผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดาเลย เท่าที่เบนเคยพบมา ไม่ค่อยมีผู้หญิงคนไหนสนใจการค้าขาย หรือบรรดาธุรกิจ ส่วนมากพวกเธอจะสนใจในเรื่องละเอียดอ่อนเสียมากกว่า

 

“เรญา อย่าเสียมารยาท” ดูเหมือนว่าโอบีวัน เคโณบีจะค่อนข้างเข้มงวดกับบุตรสาวเป็นอย่างมาก แต่ท่าทางเธอก็ไม่ได้สนใจอะไร กลับยิ้มยิงฟันให้เขาซะอย่างนั้น

 

“ไม่เป็นไรครับมิสเตอร์เคโณบี ...คุณเรญา ผมฮานโซโลครับ ส่วนนี่เบน โซโล ลูกชายของผม” ดูท่าพ่อของเขาจะชอบเธอ ท่าทางของพ่อสุภาพขึ้นหลายเท่าตัว เธอมองหน้าฮาน ก่อนจะมองหน้าของเขา เบนไม่รู้ว่าควรจะทำสีหน้ายังไง จึงยิ้มให้เธอ และเช่นเดียวกัน เธอก็ยิ้มกลับมา

 

รอยยิ้มนั่น ช่างสวยงามเสียเหลือเกิน

 

“จริงสิมิสเตอร์โซโล คืนพรุ่งนี้ผมจะจัดการเลี้ยงวันเกิดของผม ผมถือโอกาสเชิญพวกคุณมาด้วยเลยแล้วกัน” เมื่อโอบีวันพูดจบ โพธิ์ก็หยิบซองจดหมายสองซองที่เขาใส่เอาไว้ในกระเป๋ากางเกง และยื่นให้สองพ่อลูก นั่นก็คือบัตรเชิญมางานเลี้ยงวันเกิด คงจะเป็นงานที่ยิ่งใหญ่น่าดู เบนพบว่านอกจากเขาจะทำธุรกิจแล้ว เขายังเป็นรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศอีกด้วย ไม่แปลกใจที่จะรวยล้นฟ้าได้ขนาดนี้

 

“พวกผมจะเก็บไปคิดดูนะครับ” อย่างที่รู้กัน พวกเขาทั้งสองไม่ค่อยชอบงานพวกนี้เสียเท่าไหร่ เพราะมันจะต้องเจอคนเยอะ มากคนก็มากความ

 

“มาเถอะค่ะ ฉันอยากเจอพวกคุณอีก” ประโยคนั้นออกมาจากปากของเรย์

 



 

และมีหรือที่สองพ่อลูกโซโลจะปฏิเสธหญิงสาวผู้นี้ได้ลง



 

 Writer’s talk

จากการให้พี่ๆเพื่อนๆชาวเรย์โลช่วยกันโหวตว่าอยากอ่านแนวไหน พบว่าแทบทุกคนเลือกแนวพีเรียดค่ะ ก็เลยจัดซะเลย ฮ่าๆ อยากบอกว่าแนวนี้ค่อนข้างเข้าทางเรามาก เราชอบแต่งใช้ศัพท์เก่าๆหน่อย แต่งแล้วรู้สึกลื่นมากเลยค่ะ เซตติ้งของเรื่องเรานึกภาพเป็นช่วงหลังเลิกทาส แต่จะก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง น่าจะเวลาประมาณนั้น

พอเดากันได้ใช่ไหมคะ ว่าโพธิ์คือคุณชายดาเมร่อน 555555555

เรื่อง Diamond  (หยาดเพชร) วางไว้ประมาณ 4-5 ตอนจบค่ะ เรืองจะดำเนินไปไวเหมือนเดิมนะคะ แต่อาจจะไม่ไวเท่าเรื่องที่แล้ว ที่เกิดในคืนเดียว 5555555

เราชอบเพลงประกอบฟิคเรื่องนี้มากเลยค่ะ เคยเอาไปแต่งเป็นนิยายด้วย แต่ไม่จบนะ ชอบการบรรยายผู้หญิงในเพลงมากๆเลยค่ะ ดูแบบล้ำค่ามากกกก ชอบ น้องเรย์ก็คือหยาดเพชรของเรานะ อิอิ

 

สุดท้ายนี้ อย่าลืมคอมเม้นบอกนะคะว่ารู้สึกอย่างไร อยากรู้ความเห็นของทุกคนค่ะ เพราะความเห็นทุกคนมีประโยชน์ต่อการพัฒนาของเรา แล้วก็รู้สึกมีกำลังใจทุกครั้งเลยที่ได้อ่านคอมเม้น

ขอบคุณนะคะ <3

ปล. เราลองเปลี่ยนสไตล์การเว้นบรรทัดแล้ว อ่านง่ายขึ้นหรือเปล่าคะ เรารู้สึกชอบการเว้นแบบนี้เหมือนกัน ฮา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

58 ความคิดเห็น

  1. #6 ploymanoy1994 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 มกราคม 2561 / 23:14
    พ่อโพธิ์ ชอบค่ะ5555 ติดตามอยู่นะคะ
    #6
    1
    • #6-1 arielqueenn(จากตอนที่ 3)
      1 กุมภาพันธ์ 2561 / 13:00
      นี่พิมพ์ไปขำไป 555555 ขอบคุณมากๆค่าาา >w<
      #6-1