[Fic Harry Potter] 7th - Destiny of Dark & Fear [??xOC]

ตอนที่ 6 : Chapter V - Three Brothers

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,478
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 90 ครั้ง
    20 ม.ค. 61



 

“Together, they make the Deathly Hollows. Together, they make one master of death.”

- Xenophilius Lovegood

 

    เวเนเซียที่กำลังนั่งคุดคู้จ้องลงไปยังในน้ำ กำลังแอบมีความรู้สึกอนาถในการกระทำของตัวเพื่อนรักที่ดั้นดีใจจนลืมไปเลยว่า...

    เอ่อ แฮร์รี่ ตูท้วงเอ็งเพราะกะจะร่ายคาถาป้องกันน้ำเย็นให้ แต่เอ็งดัน...จะพูดไงละเนี่ย

    ใช่แล้วจากเหตุการณ์เมื่อครู่ที่แฮร์รี่พูดเชียร์ตัวเองว่ายังไงก็ทนความหนาวได้ดีกว่าเธอแม้ว่าจะลงน้ำไปนั้น เขาดันเผอิญลืมไปว่าข้างๆตัวเขามีคนใช้คาถาป้องกันน้ำได้อยู่ ซึ่ง...ยังไม่ทันที่เธอจะได้บอก เจ้าตัวคนพูดก็กระโดดน้ำตู้มเปรียบดั่งว่ายน้ำเล่นในช่วงหน้าร้อนซะแล้ว

    “ขึ้นมาแล้วจะโวยวายมั้ยละเนี่ย บ๊ะ...ช่างเหอะ ถือซะว่าเราก็พยายามเตือนแล้วละกัน ฮ่ะๆๆ...อะฮะๆ...เอิ่ม ท่าทางมันดู...เก้กังๆแฮะ...”

    จากตอนแรกที่แฮร์รี่นั้นดำดิ่งว่ายลงไปยังก้นพื้นน้ำ ตอนแรกก็ตั้งลำและว่ายได้ดีอยู่หรอก แต่ไม่รู้ว่าเธอคิดไปเองหรือเปล่าว่าขากลับแฮร์รี่จะดู...เหมือนกับพยายามตะเกียดตะกาย

    “เชี่ยแล้วไง?! ตะคริวกินหรือไง? ว่ายน้ำในน้ำมาชั่วโมงเอ็งก็ผ่านมาแล้ว แค่ไม่ถึงห้านาทีเอ็งก็จะเดี้ยงซะแล้ว ว้าโว้ย! รู้งี้ร่ายคาถาให้ก่อนจะปล่อยให้เจ้าบ้านี้ลงไปก็ดี!!

    เธอไม่รู้หรอกว่าแฮร์รี่เป็นอะไรในใต้น้ำ แต่เธอก็เดาเอาว่าไม่หมดลมก็น่าจะตะคริวแดร๊ก ก็เลยต้องเป็นเธอแล้วละที่จะต้องลากตัวเองลงน้ำที่เย็นเยี่ยงน้ำแข็งในช่องฟรีส

    เวเนเซียรีบควานหาไม้กายสิทธิ์เตรียมร่ายคาถาดึงเอาตัวแฮร์รี่ขึ้นมาจากน้ำ แต่แล้วด้วยอะไรบางอย่างที่ไวกว่าเธอนั้นกลับวิ่งเฉียดผ่านไหล่ของเธอและกระโดดลงไปในน้ำเสียงดังตู้ม

    “อะเร๊ะ?? เมื่อกี้...เสียงโดดน้ำ ใครกัน??

    แม้จะไม่รู้ว่าเสียงโดดน้ำเมื่อครู่เป็นใคร แต่ด้วยหางตาที่ยังพอเหลือบเห็นแวบๆ เธอเห็นเข้ากับผมสีแดงๆ

    “...หรือว่า....รอนนี่นา?!!

    ภาพตรงหน้าของเวเนเซียคือรอนที่กำลังพยายามตะเกียดตะกายแหวกน้ำขึ้นมายังผิวน้ำ พร้อมกับแฮร์รี่ที่กำลังถูกดึงขึ้นมา ซึ่งเธอควรจะดีใจและตื่นเต้นที่ไม่คาดเลยว่ารอนจะกลับมาหาพวกเธอ แต่เอาเข้าจริงในหัวของเธอกลับคิดไปอย่างอื่นแทน นั้นก็คือ...

    “เออ ดี...สมแล้วที่เป็นเพื่อนรักกัน ลืมกันหมดหรือไงว่าตูมีไม้กายสิทธิ์”

    ความบ้าระห่ำและไม่ทันคิดของทั้งสองเรียกได้ว่าพร้อมใจกันโดยไม่ต้องนัดหมาย ซึ่งมันก็เป็นเรื่องดีละนะ แต่ว่า...มันไม่น่าดีเอาในสถานการณ์แบบนี้ ผลก็คือ...เธอต้องมาจ้องกับชายหนุ่มสองคนที่ขดเป็นก้อนกลมและสั่นหงึกๆอยู่ แทนที่จะเป็นแค่แฮร์รี่แค่คนเดียว

    “พวกนาย...บ้าหรือเปล่าเนี่ย?

    ปากร้ายไม่เคยเปลี่ยนของเวเนเซีย ทำเอาสร้างความจี้ใจดำให้แก่สองหนุ่มเสียเหลือเกิน

    “ก็ไหงเธอถึง..ฮัดเช้ย!!! ไม่...ฮัดเช้ย! ลงมือให้มันเร็วกว่านี้ละ?!! ฮัดชิ้ว!!

    จะพูดหรือจะจามเอาซักอย่างเหอะรอนเอ๊ย

    ก่อนที่จะมีใครหนาวตายไปมากกว่านี้ เวเนเซียเลยได้ออกโรงใช้ไม้กายสิทธิ์ที่ทำท่าหยิบเข้าหยิบออกมามาสองสามรอบซักที โดยการเสกกองไฟขึ้นมากลางอากาศ เพื่อให้ทั้งสองได้ผิงสร้างความอบอุ่นซักเล็กน้อยก็ยังดี และไม่วายที่จะสั่งให้สองหนุ่มถอดเสื้อผ้าออกมาซักครู่เพื่อที่จะได้ทำการร่ายคาถาให้เสื้อผ้าแห้ง แม้ว่ามันจะทุลักทุเลเพราะต้องถอดหลายรอบ เนื่องจากเธอเป็นผู้หญิง...ก็คงไม่ดีนักที่จะสั่งให้ทั้งสองแก้ผ้าเป็นชีเปลือยในรวดเดียว

    “แล้ว...ตกลงว่าดาบนั้น ใช่สิ่งที่พวกเราตามหาหรือเปล่าแฮร์รี่?

    ในเมื่อเสื้อผ้าก็แห้งแล้ว อาการหนาวสั่นของทั้งสองก็ไม่มีเหลือแล้ว ก็ได้เวลาเข้าประเด็นที่เป็นตัวต้นเหตุให้มีสองคนหน้าโง่กระโดดลงน้ำ

    “...!!? เวเนเซีย...ใช่จริงๆด้วยละ! ดาบ...ดาบกริฟฟินดอร์”

    ทำเอาทั้งสองคนทีเหลืออย่างเธอและรอนอดตื่นเต้นไปกับท่าทีของแฮร์รี่จนรั้งหัวของตัวเองไม่ให้ชะโงกดูบ้างไม่ได้เลยทีเดียว ซึ่งคนที่เคยเห็นดาบกริฟฟินดอร์แบบระยะประชิดและถือมาก่อนนั้นย่อมไม่พ้นไปจากเธอและแฮร์รี่ เลยไม่แปลกที่พวกเธอทั้งสองจะไม่มีทางจำมันผิดไปแน่ๆ

    แต่ว่า....

    “รูปลักษณ์มันก็ใช่อยู่หรอกนะแฮร์รี่ แต่ว่า...มันจะใช่ของจริงหรือเปล่า?

    “เธอนี่ช่างทำลายความดีใจในทันทีเลยนะเวเนเซีย”

    รอนแหวใส่เธอมาทีด้วยความไม่ชอบใจ เพราะกำลังแฮปปี้อยู่กันแท้ๆ แต่ก็ต้องมาทลายหายไปในไม่กี่วิด้วยความสงสัยของเธอ

    “หลังจากแยกตัวไปนาน กลับมาคราวนี้ก็กล้าขึ้นโขนะรอน หรือจะไม่จริง? ไม่แน่ก็ได้นี่นา”

    “งั้น...ทางเดียวที่พวกเราจะรู้...”

    แฮร์รี่ยกดาบขึ้นและมองตรงมายังเธอ ซึ่งไม่ต้องเดาและถามต่อเธอก็รู้ว่าแฮร์รี่กำลังคิดอะไรอยู่

    เธอจัดการถอดสร้อยออกมา แน่นอนว่าไม่ผิดเส้น จากนั้นก็นำมันวางไว้ที่โขดหินซักก้อนหนึ่งเป็นการวางเตรียมให้แฮร์รี่จัดการ ส่วนเธอ...ก็ขอหลบฉากไปอยู่ด้วยกันกับรอน

    ในขณะที่แฮร์รี่กำลังพูดภาษาพาร์เซลเมาท์เพื่อเปิดล็อกเกตอยู่นั่นเอง

    “เออนี่เวเนเซีย”

    เพราะเวลานี้มีแค่เธอกับรอนเท่านั้น แฮร์รี่กำลังเพ่งสมาธิไปยังฮอกครักซ์ตรงหน้า รอนจึงเปิดปากคุยกับเธอเพียงสองคน

    “เธอถือสร้อยเส้นนั้นมานานแค่ไหนแล้วน่ะ?

    “ก็...หลายวัน นานกว่าพวกนายทั้งสามคน เรียกได้ว่าแทบไม่ต้องผลัดกันถือเลยละ”

    “แล้วเธอไม่...แบบ...เหรอ?

    คำพูดที่ฟังดูกำกวมและไม่มีเนื้อหา แต่ด้วยการแสดงออกทางท่าทางทำให้เวเนเซียเข้าใจว่ารอนกำลังจะสื่ออะไรกับเธอ

    “ไม่นะ ปกติทุกอย่าง นี่คงเป็นหนึ่งในเหตุผลก็ได้มั้งที่ฉันเหมาะสมสำหรับภารกิจนี่น่ะ”

    ซึ่งคำตอบที่แน่ชัดและแน่นอนนั้นเธอก็ได้แต่เดาไปเรื่อยเปื่อย แต่ในใจก็ของเธอหวังเอาไว้เป็นอย่างสูงว่าคงไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเจ้าของเลย ถ้าหากเป็นไปได้

    “แล้ว...นายรู้ได้ไงว่าพวกฉันสองคนอยู่ที่นี่น่ะ”

    “ฉันเห็นกวางสีเงิน ก็เลยคิดว่าน่าจะเป็นแฮร์รี่น่ะ ฉันเลยเดินตามมาจากอีกด้านหนึ่ง มาเห็นอีกทีก็คือตอนที่เธอกำลังลุกลี้ลุกลน แถมบวกกับการที่เธออยู่คนเดียวแล้วก็มีบ่อน้ำแข็ง ฉันเดาว่าไม่แฮร์รี่หรือเฮอร์ไมโอนี่คงตกลงไปในน้ำ แต่ก็ไม่นึกขนาดที่ว่า...ดาบกริฟฟินดอร์จะอยู่ใต้น้ำเนี่ยสิ”

    “งั้นเองสินะ แต่ว่า...กวางที่นายเห็นน่ะ ไม่ใช่ฝีมือของแฮร์รี่หรอกนะ ฉันเห็นว่ามันเป็นกวางตัวเมีย”

    “เธอจะบอกว่า...มีคนคอยให้ความช่วยเหลือพวกเรางั้นเหรอ แต่...ใครละ??

    “ถามฉันที่ไม่รู้อยู่แล้ว แล้วฉันจะให้คำตอบนายได้มั้ยละ ก็ได้แต่คำตอบเดียวแหละว่าเขาเป็นพวกเดียวกับเรา แต่คงมีเหตุผลที่ทำให้ไม่สามารถเปิดเผยตัวก็ได้ ใครจะรู้...”

    แกร๊ก!!! ซู้มมมมมม!!!

    ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะทั้งสองมัวแต่มองหน้าคุยกัน มาหันไปมองแฮร์รี่อีกทีก็เพราะเสียงดังบางอย่าง และพอได้เห็นก็พบว่าเป็นหมอกไอสีดำที่ชวนสะอิดสะเอียนเกินที่จะทานทนได้ ส่วนแฮร์รี่...กระเด็นไปคนละทางกับสร้อยแล้ว ทั้งตัวคนและตัวดาบ

    “มันเกิดอะไรขึ้น...”

    “ไม่รู้เหมือนกัน!

    ด้วยความพร้อมเพรียงราวกับนัดกันมา เวเนเซียพุ่งตัวเข้าไปดูอาการของแฮร์รี่ ส่วนรอนก็ก้มลงเก็บดาบที่นอนอยู่กับพื้นและตั้งท่าเตรียมจะทำต่อแทนที่แฮร์รี่ทำค้างเอาไว้

    “ไหวนะแฮร์รี่ นายเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?

    “ไม่ๆ ฉัน...ฉันไม่เป็นอะไร รอน! ทำลายมันซะ!

    เพราะอยู่ห่างออกมาและเห็นว่ารอนอยู่ใกล้สุดพร้อมกับดาบในมือ แฮรืรี่จึงร้องตะโกนแข่งกับเสียงดังของควันสีดำที่ยังคงพวยพุ่งออกมาจากตัวล็อกเกตไม่ขาดสาย

    “เข้าใจแล้ว! ฉันจะ...อะไร?

    ไม่คาดคิดเลยว่านอกจากฮอกครักซ์ที่มีพิษสงสร้างภาระที่คอยทำลายจิตใจของผู้ถือครองแล้ว ยังมีกับดักอยู่อีกชั้นหนึ่งอยู่ข้างในด้วยอีก นั้นคือภาพลวงตาที่คอยหลอกล่อและพยายามรั้งห้ามไม่ให้ผู้ทำลาย ทำลายมันลงได้

    ภาพลวงตาที่ฮอกครักซ์แสดงให้เห็นคือภาพของเฮอร์ไมโอนี่กับแฮร์รี่กำลังอยู๋ด้วยกันและพูดดูถูกถากถ่าง เยาะเย้ยสารพัดใส่รอน หนำซ้ำยังเย้ยให้รอนเห็นถึงการจูบของทั้งสอง ซึ่งรู้ๆกันอยู่ว่ายังไงๆมันก็คือภาพลวงตา แต่รอนกลับเห็นว่ามันช่างทำร้ายจิตใจและสายตาของเขาเหลือเกินที่ต้องมาเห็นคนที่เขารักทั้งสองมาทำแบบนี้ ซึ่งมันเหมือนจริงจนเขาแทบจะนึกว่าเป็นเรื่องจริงไปเลยทีเดียว

    แต่ไม่ใช่กับใครบางคน...

    ไม่รอช้าที่จะก้าวฉับๆ ไม่สนแม้แต่น้อยว่าเจ้าควันสีดำกำลังพยายามผลักร่างของเธอไม่ให้ก้าวมาใกล้ได้มากกว่านี้ แต่มันก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคของเธอเลยแม้แต่น้อย เมื่อเธอเข้าประชิดตัวร่างของเพื่อนที่กำลังเป็นความหวังที่ใกล้จะทำสำเร็จนั้นเอง ก็จัดการเรียกสติด้วยวิธีแสนง่ายและเวิร์คชัวร์เข้าจัดการ

    ผลัวะ!!

    ฝ่ามือเรียวๆแบนๆประทานเข้าศีรษะจนเป็นเสียงดังแป๊ะ ดังยิ่งกว่าเสียงของควันสีดำและคำพูดของภาพลวงตาเป็นไหนๆ ทำเอารอนคืนสติและเบี่ยงเบนสายตามามองด้านข้างแทนด้านหน้า

    “มันเป็นภาพลวงตา! นายหยุดคิดฟุ้งซ่านเดี๋ยวนี้เลยนะ เห็นว่าแฮร์รี่กับเฮอร์ไมโอนี่เคยมีความคิดจะจูบกันงั้นเหรอ?!! ถ้าหากไม่อยากให้เกิดขึ้น และอยากเป็นคนที่อยู่ตรงนั้นแทน ก็รีบลงดาบแล้ววิ่งไปจูบเจ้าหญิงของนายที่กำลังนอนอุตุอยู่ในเต้นท์นู้น!!

    พูดตรงอย่างไม่มีอ้อมค้อมหรือเป็นปรัชญา มีแต่ลูกตรงอย่างเดียว ทำเอาเป็นแรงฮึดให้รอนไม่รอช้าที่จะตัดสินใจหลังจากลังเลมาหลายครั้งแล้ว เขาเงื้อดาบขึ้นและจัดการฟาดฟันลงเข้าสู่ล็อกเกตอย่างแม่นยำ ทำให้ภาพลวงตาและควันสีดำเหล่านั้นหายวับไปและสลายลงเฉกเช่นเดียวกันกับสภาพแตกหักของล็อกเกตตรงหน้า

    “แฮ่ก...แฮ่ก...ขอบใจนะเวเนเซีย ต้องเป็นเธอทุกทีสิน่า ที่มักจะช่วยดึงสติฉันมาตลอดน่ะ ดูท่า...ฉันคงจะติดใจเข้ากับกำลังของเธอซะแล้วสิ ต้องมองใหม่แล้วว่าการเป็นกระสอบทรายให้เธอมันก็ไม่ใช่เรื่องแย่”

    “นี่นาย...กลายเป็นมาโซตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย ฮ่ะๆๆ ฮ่ะ...อะ...”

    ไม่รู้ว่าเพราะอะไรจู่ๆ ร่างของเธอก็นิ่งชะงัดไปราวกับถูกบางอย่างหยุดเอาไว้

    “ไม่...ไม่จริง...”

    เวเนเซียมองตรงไปราวกับเห็นบางอย่าง บางอย่างที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งทำให้รอนที่ตอนแรกก็ยังดีๆอยู่เริ่มมีความระแวงเพราะเวเนเซียเป็นคนที่น้อยครั้งนักที่จะมีท่าทีและลักษณะเช่นนี้ เขาจึงหันไปมองด้านหลังและรอบๆเท่าที่คาดคะเนจากสายตาของเธอ แต่ก็ไม่พบอะไรเลยนอกจากความว่างเปล่าและเงียบงันของป่าลึก

    ตุ้บบบ

    แค่อาการผิดปกติยังไม่พอ จู่ๆเธอก็ร่วงลงไปนอนกับพื้นดินที่เต็มไปด้วยหิมะและใบไม้แห้งที่หนาวตาย เป็นเครื่องยืนยันแล้วว่าเวเนเซียเริ่มจะมีปัญหาใหญ่ที่พวกเขาทั้งสองไม่ทราบสาเหตุขึ้นมาแล้ว

    “เวเนเซีย! เวเนเซีย!! ได้ยินฉันมั้ย?! โฮ้ย!!

    ราวกับว่าดวงตาของเธอไม่ได้เห็นใบหน้าของเพื่อนที่กำลังร้อนรนและเป็นห่วงแม้แต่น้อย แม้จะได้ยินเสียง แต่ก็ไม่หากเห็น ราวกับดวงตาทั้งสองข้างของเธอถูกดึงไปยังสถานที่อื่นที่ไม่ใช่ที่ที่นี้

    ทั้งๆที่ไม่ได้อยาก ทั้งๆที่ไม่ได้เรียกร้องขอ แต่ทำไม...

    ทำไมฉันต้องมาเห็นนายด้วยกัน...โวลเดอมอร์?!!

    ใช่แล้ว ในดวงตาของเธอที่ควรจะเห็นเป็นแฮร์รี่และรอนที่กำลังจะทำลายฮอกครักซ์ เธอกลับเห็นโวลเดอมอร์กำลังนั่งอย่างสบายใจอยู่ในห้องโถงใหญ่ ณ ตำแหน่งประธานหัวโต๊ะ

    “แฮร์รี่...รอน ช่วย...”

    “ดีใจนะที่ได้เจอกับเธอ...แม้ว่าจะไม่รู้ก็ตามว่าเธออยู่ที่ไหนและกำลังทำอะไรอยู่น่ะเวเนเซีย”

    “โวลเดอม...”

    “อื้ม...มีแค่เธอคนเดียวจริงๆนั่นละที่เรียกชื่อของฉันแล้วทำให้ฉันรู้สึกดี เหมือนกับ...ได้ฟังเสียงเพลงอันน่าดื่มด่ำก็ว่าได้ คงจะมีเรื่องสงสัยหลายอย่างเลยสิท่า เช่น...ทำไม เธอถึงเห็นฉัน และพูดคุยกับฉันได้ ทั้งๆที่...พวกเราไม่ได้อยู่ด้วยกัน”

    แม้เธอไม่ค่อยอยากจะรับความจริงซักเท่าไหร่ที่ต้องมาเจอหน้าและพูดคุยกับโวลเดอมอร์ แต่มันก็เป็นไปตามที่เขากล่าวมา เธอมีเรื่องสงสัยมากมายหลายข้อจริงๆที่ยังคงไม่อาจรู้คำตอบที่แท้จริงได้

    “นั่นสินะ...เริ่มจากไหนดีละ? เอางี้...เพื่อเป็นการแสดงความยินดีที่ในที่สุดเราก็ได้คุยกันหลังจากที่ฉัน...ไม่อาจได้พบเธอโดยตรงเสียทีหลายต่อหลายครั้ง นานแค่ไหนกันนะ...เกือบปีได้ละมั้ง? ฉันจะให้เธอ..ได้ถามคำถามอย่างหนึ่ง และฉัน...จะให้คำตอบกับเธออย่างไม่มีปิดบังและอ้อมค้อม”

    แม้จะรู้ดีว่าชายตรงหน้าไม่ควรจะยุ่งเกี่ยวหรือเสวนาด้วย แต่ด้วยความสงสัยที่มากมายก่ายกอง ก็อดที่จะทำให้เธอเงียบและปิดปากลงได้ แต่เธอก็ยังคงสงวนคำพูดไม่ให้มากเกินกว่าที่ควร ราวกับว่าเธอนั้นหวงคำพูดกับเขาเป็นการโดยเฉพาะ

    “เพราะอะไร...ฉันถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ทั้งๆที่...นายก็อยู่ที่นี่ ฉันก็อยู่ที่อื่นกัน ฉันมั่นใจว่า...ฉันไม่ได้คลายคาถาสกัดใจแน่ๆ”

    “อา...สกัดใจ มิน่าละ นั่นสินะ...มันมีวิธีนี้อยู่นี่นะ ยังไงดีละ...ก็เพราะเธอเป็นของฉันยังไงละ”

    “ห๊ะ??

    คำว่าของฉันทำให้เวเนเซียไม่เข้าใจ จริงอยู่ว่าเธอนั่นรู้สึกรังเกียจและขนลุกนักเวลาโวลเดอมอร์พูดด้วยน้ำเสียงที่แม้ว่าจะแหบพร่าและทรงอำนาจที่ชวนดำมืด ทว่า...กับเธอเพียงแค่คนเดียวเท่านั้นที่กลับมีความอ่อนโยนและอ่อนให้กับเธอมากกว่าใครๆ ไม่สิ กับเธอคนเดียวเท่านั้น

    ซึ่งตอนแรกเธอก็เข้าใจหรอกนะว่าของฉันของโวลเดอมอร์ย่อมแปลว่าเธอเปรียบดั่งทรัพย์สมบัติชิ้นหนึ่งที่เขาได้ตีตราเอาไว้โดยไม่ถามความสมัครใจของเธอ ทว่า...พอเธอได้ยินเข้าแบบนี้ มันทำให้เธอกลับมาคิดความหมายของคำว่า ของฉันเสียใหม่

    “โอ้ เธอคงเข้าใจผิดสินะ แหม...ก็บอกแล้วว่าให้มาหาฉัน แล้วเธอจะเข้าใจในการกระทำทุกอย่างของฉัน ของฉันน่ะ...หมายถึงเธอเป็นผู้หญิงของฉันตรงความหมาย ทว่า...ฉันสาบานกับตัวเองแล้วว่าจะดูแล และมอบทุกสิ่งให้กับเธอ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามที่หามาได้ยาก ฉันก็จะหามาให้ เงินทอง อำนาจ พลัง ทุกอย่าง...ของของฉัน...ก็เปรียบเหมือนกับของของเธอ ทุกอย่างที่เป็นของฉัน ฉันย่อมให้เธอได้รับและถือเอาไว้เป็นเจ้าของเฉกเช่นเดียวกันกับฉัน ซึ่งรวมไปถึง...”

    “...ฮอกครักซ์...สินะ เพราะงี้เหรอ ฉันถึงได้...มานั่งคุยกับนาย...แบบนี้”

    โวลเดอมอร์ไม่ตอบให้แก่เธอ แต่เขายิ้มราวกับภูมิใจที่หญิงสาวตรงหน้าเข้าใจเขาได้ในทันที ทั้งๆที่ไม่ได้อธิบายไปถึงวัตถุๆนั้น

    “เธอรู้จักมัน...ตาแก่นั่นคงจะบอกกับเธอสินะ ถึงสิ่งนั่นน่ะ”

    ตาแก่ของโวลเดอมอร์มีเพียงคนเดียวเท่านั้น ก็คือศจ.ดัมเบิลดอร์ แต่เธอต้องป้องกันเอาไว้ก่อน เพราะความจริงแล้วไม่ใช่แค่ดัมเบิลดอร์คนเดียวที่รู้จักกับจุดอ่อนของโวลเดอมอร์ แต่ยังรวมไปถึงศจ.ซลักฮอร์นด้วย และเพื่อไม่ให้เกิดเรื่องร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เธอจึงเลือกตอบออกไปในแบบอื่น ซึ่งมันก็เป็นความจริงด้วย

    “เปล่า...ฉันรู้ของฉันเอง ก็เหมือนกับนาย...ที่บอกว่า...ผมเจอเข้ากับหนังสือเล่มหนึ่ง ในเขตหวงห้าม มันเขียนว่า...”

    “...งั้นเหรอ สมกับเป็นเธอจริงๆ อย่างที่เขาเรียกกันสินะ ที่บ้านเกิดของเธอ...ดั่งกิ่งทองใบหยกน่ะ”

    กิ่งทองใบหยก? กิ่งแห้งกับใบเฉาซะมากกว่า

    “...งั้นก็แปลว่า เธอเองก็เจอสินะ หนังสือเล่มนั้น ไม่ผิดจากที่ฉันหวังเอาไว้จริงๆ เธอกับฉัน...เรามีอะไรเหมือนกันจริงๆ เฉลียวฉลาด รู้ทันเกม มีอำนาจ และ...พลัง...แต่ว่าน่าเสียดายไปอย่างหนึ่ง”

    “...อะไร?

    “เพราะเวลาของเราทั้งสองคนหมดแล้วยังไงละ หวังว่า...ครั้งหน้าที่ฉันจะได้เจอเธอ...คงจะไม่ใช่เพราะวิธีนี้หรอกนะ เห็นแบบนี้...ฉันเองก็เจ็บปวดเหมือนกันที่วิญญาณของฉันถูกทำลายลงไปชิ้นน่ะ แต่...มันก็คุ้มค่าที่ได้มาสนทนากับเธอ...แบบเป็นการส่วนตัวแม้ว่าเราจะอยู่กันห่างไกลก็ตาม...”

    หมายความว่า...

    ยังไม่ทันจะถามต่อ หรือว่าตั้งตัวอะไร จู่ๆภาพตรงหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปในพริบตา เธอกลับมาอยู่ที่เดิมแล้ว ป่าลึกไร้ผู้คน และมีใบหน้าของเพื่อนรักทั้งสองกำลังจ้องมองมายังเธอด้วยสายตาเป็นห่วงจนเริ่มวิตกกังวลเป็นการมาก

    “เวเนเซีย! ได้ยินพวกเรามั้ย? เวเนเซีย...!

    “แฮร์รี่ รอน...ฉัน...”

    “เธอได้สติแล้ว! เธอเป็นอะไรไปน่ะ รู้มั้ยว่าพวกเราตกใจมากแค่ไหนน่ะ”

    “...เป็นเพราะฮอกครักซ์ใช่มั้ย?

    แฮร์รี่ที่เข้าใจซักนิดหน่อยว่าต้นเหตุของความผิดปกติของเวเนเซียน่าจะเป็นเพราะฤทธิ์ของฮอกครักซ์ที่ถูกทำลายลง เพราะเขาเป็นคนเดียวที่มีอาการเหมือนกับเวเนเซีย แต่ไม่ใช่แบบนี้ เพราะเขาไม่มีท่าทีว่าจะเป็นเหมือนกันกับเธอแม้แต่น้อย

    “...อืม เมื่อกี้...ฉันเจอกับเขา แล้วก็...ได้คุยกันด้วย ไว้ฉันจะอธิบาย...เรากลับไปที่เต้นท์กันเถอะ ป่านนี้เฮอร์ไมโอนี่อาจตื่นขึ้นมาแล้วไม่เจอพวกเราก็ได้ ประเดี๋ยวเธอจะเป็นห่วงพวกเราเอา”

    ทั้งสองคนตกลงและทำตามอย่างที่เวเนเซียว่า ซึ่งในขากลับเวเนเซียต้องมาเป็นภาระให้กับเพื่อนทั้งสอง เนื่องจากเธอยังไม่หายช็อกและตระหนกจากการสนทนากับคนที่ไม่คิดและอยากจะเจอ

    “แล้ว...เธอเจออะไรเข้าละ?

    หลังจากกลับมาที่เต้นท์ แน่นอนว่าเฮอร์ไมโอนี่ดีใจจนออกหน้าที่เห้นว่ารอนกลับมา และได้ฟังคำอธิบายว่ารอนมาถึงที่ป่านี้ได้อย่างไร ทั้งๆที่คนที่รู้เกี่ยวกับป่าแห่งนี้คือเฮอร์ไมโอนี่คนเดียวแท้ๆ ซึ่งรอนบอกว่าเขาตามแสงของลูมิเนเตอร์ที่ศจ.ดัมเบิลดอร์ให้กับเขาไว้เป็นของดูต่างหน้า แท้จริงแล้วมันไม่ได้แต่แค่ทำหน้าที่ดูดแสงไฟมาเก็บเอาไว้ แต่ยังเป็นแสงนำทางนำพาเขาไปยังสถานที่ที่ต้องการในหัวได้อีกด้วย ซึ่งตอนนั้นเขาคิดอยากจะตามหาพวกเฮอร์ไมโอนี่นั้นเอง

    “ก็อย่างที่พวกนายน่าจะเดาออก คนเดียวเท่านั้นแหละที่ฉันไม่คิดและไม่อยากแม้แต่จะเจอ ไม่สิ แม้แต่เสียงก็ไม่เอา”

    “แล้ว...เขารู้ถึงที่ซ่อนของพวกเราหรือเปล่า?

    “ไม่ ฉันมั่นใจว่าไม่มีทาง ฉันพอจะเข้าใจแล้วละว่าทำไมฮอกครักซ์ถึงได้ไม่มีผลกับฉัน เขาบอกกับฉันว่าของของเขาก็เหมือนกับของฉัน ฉะนั้นแล้ว...เขาคงไม่ลงคำสาปเอาไว้หากฉันเป็นคนถือครองเอาไว้ นี่ก็คงเป็นคำตอบที่น่าเชื่อสุดแล้วว่า...ทำไมฉันสวมสร้อยล็อกเกตนั้นแล้วไม่มีอาการผิดปกติ...เหมือนอย่างพวกนาย ดูท่าว่าเราจะมีปัญหาเพิ่มในการตามหาฮอกครักซ์แล้วละ ถ้ายังไง...ก็ช่วยฉันด้วยนะ...ทั้งสามคน”

    ความหมายของเธอก็คือเป็นไปได้ว่านี่อาจจะไม่ใช่แค่จะเกิดขึ้นครั้งเดียว แต่มันอาจจะมีมาอีกในทุกๆชิ้นของฮอกครักซ์ ซึ่งหมายความว่าเธออาจจะต้องเจอเข้ากับแบบนี้อีกถึงสามครั้งจากสามชิ้นที่เหลือก็เป็นไปได้

    “อย่าห่วงเลย เธอช่วยพวกเรามามากพอแล้วละ เรื่องแค่นี้...พวกเราจะช่วยเธอเอง อีกอย่าง...เราสี่คนร่วมหัวจมท้ายมาด้วยกันแล้วก็ต้องไปให้ถึงที่สุดสิ ตอนนี้พวกเราก็ทำลายไปได้สามชิ้นแล้ว เหลืออีกแค่สามเท่านั้น ตอนที่จับสร้อยล็อกเกตนั้น...ฉันเห็นเข้ากับถ้วยสีทอง เธอพอจะเดาออกมั้ยว่ามันคือถ้วยของอะไร”

    “รู้ยิ่งกว่ารู้...”

    ไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆสำหรับเวเนเซียที่เป็นเหมือนกับแสงแห่งความหวังของเพื่อนๆทั้งสามที่มักจะมาเจอเข้ากับทางตันเสมอ

    “เธอเคยเห็นงั้นเหรอ?

    “เคย...ตั้งแต่สมัยปีสองด้วยซ้ำไป”

    คำพูดนี้ทำให้ทั้งสามคนหันมองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจและสงสัยว่าเธอไปเคยเห็นถ้วยสีทองที่แฮร์รี่ว่าตั้งแต่สมัยนั้นได้ยังไงกัน

    เวเนเซียเลยแถลงไขให้ทั้งสามได้เข้าใจโดยการหยิบสมุดเล่มโตออกมา ซึ่งทั้งสามจำได้ดีว่ามันเป็นสมุดอะไร

    “สมุดสเก็ตซ์ภาพของเธอนี่นา เธอจะให้พวกเราดูอะไรงั้นเหรอ??

    เวเนเซียค่อยๆพลิกกระดาษไปทีละหน้าๆ จนมาเจอเข้ากับหน้าที่เธอกำลังตามหาอยู่พอดี จากนั้นเธอก็วางมันลงตรงกลางและให้ทุกคนได้เห็นถึงคำตอบที่เธอจะอธิบาย

    “ภาพห้องนั่งเล่นงั้นเหรอ? ดูจากสภาพแล้ว...มันเหมือนกับ...ใต้ดินเลย ห้องนั่งเล่นของบ้านฮัฟเฟิลพัฟงั้นเหรอ??

    “แล้วเธอให้พวกเราดูอะไรละ?

    เวเนเซียไม่ตอบและชี้เป้าหมายและจุดหมายให้ทั้งสามได้เห็น ตรงจุดที่เป็นเตาผิงในห้องนั้น เหนือขึ้นไปเป็นภาพของใครบางคนที่กำลังถือของบางอย่าง ซึ่งมีแค่เธอกับแฮร์รี่เท่านั้นที่รู้สึกคุ้นตากับมันยิ่งนัก

    “...ถ้วยนั่นมัน เหมือนกับที่พวกเรา...เห็น...”

    “มันคือถ้วยของเฮลก้า ฮัฟเฟิลพัฟ ของวิเศษประจำบ้านของฮัฟเฟิลพัฟ คล้ายๆกันกับดาบของบ้านกริฟฟินดอร์”

    “แสดงว่าเราต้องตามหามัน แต่...ที่ไหนกันละ?

    “อันนี้...ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน จากที่ได้ยินมาจากเซดริก เขาเล่าว่ามันหายไปนานแล้ว ไม่มีใครรู้และตามหามันกลับมาได้ และไม่รู้ว่าสาเหตุอะไรที่มันหายไปด้วย”

    คราวนี้ก็ต้องมาเริ่มต้นกันใหม่เมื่ออย่างคราวของล็อกเกต แต่มันยากกว่าก็ตรงที่มันไม่มีเบาะแสเลยว่ามันหายไปไหนและไปอยู่ที่ใคร ไม่เหมือนกับคราวที่เธอเคยเห็นมันอยู่บนคอของอัมบริดจ์

    “โอเค ฉันรู้ว่าเรากำลังเข้าตาจน แต่...นี่อาจจะเป็นเรื่องดีที่ทำให้พวกเราหายหดหู่ก็ได้”

    จู่ๆเฮอร์ไมโอนี่ก็เสนอแนะอะไรบางอย่างที่เธอเห็นและสงสัยมาโดยตลอด และนั้นทำให้ทั้งสี่ออกเดินทางสู่ออกป่า และไปพบกับพ่อของลูน่า

    เวเนเซียที่เรียกได้ว่าสนิทกับลูน่าที่สุดนั้นก็ยังต้องมาเกร็งกับพ่อของเธอ จริงอยู่ว่าเธอสนิทกับลูกสาวของเขา แต่มันก็ไม่ได้หมายรวมว่าเธอจะรู้จักและสนิทสนมกับเขาได้หรอกนะ ขนาดแค่แรกเห็นจากเมื่อครู่ เขายังทำสีหน้าไม่ค่อยชอบใจซักเท่าไรด้วยซ้ำที่พวกเธอทั้งสี่มายังบ้านของเขา

    แต่น่าแปลกที่เขากลับไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะไล่พวกเธอทั้งสี่ทั้งๆที่ไม่ชอบใจ กลับกันเสียอีก เขาให้พวกเธอเข้าไปในบ้านและนั่งดื่มชากัน

    “...เอ๊ะ นั่นมัน...”

    “อะไรเหรอเวเนเซีย?

    “เอ่อ ขอโทษนะค่ะคุณเลิฟกู๊ด คือสร้อยของคุณน่ะ...มัน....”

    เพราะเวเนเซียเปิดประเด็น จึงทำให้ทั้งสามคนที่เหลือหันไปมองตาม ซึ่งคนที่เห็นแล้วคุ้นตาจนร้องอ้อออกมาย่อมเป็นเฮอร์ไมโอนี่ เพราะเธอเป็นคนเดียวในกลุ่มที่เห็นมันมาหลายครั้งแล้ว เมื่อครั้งสมัยที่เวเนเซียเคยสวมเอาไว้ สร้อยสีทองที่เป็นเครื่องหมายแปลกๆโดยเป็นทรงสามเหลี่ยม

    “เธอรู้จักงั้นเหรอ??

    “อันที่จริงก็...เคยมีน่ะค่ะ แต่ว่าหนู...ไม่อยากจะสวมมันติดตัวก็เลย...ถอดทิ้งไปแล้ว”

    “ไอ้ฉันก็นึกว่าเธอจะรู้จักกับเครื่องรางยมทูตเสียอีก”

    “เครื่องราง...อะไรนะคะ?

    เมื่อเป็นการจุดประเด็นให้อยากรู้ คุณเลิฟกู๊ดจึงเล่าตำนานของสามพี่น้องพ่อมดที่ได้ครอบครองของวิเศษสามอย่าง ซึ่งหากใครก็ตามที่ได้ครองทั้งสามชิ้น ผู้นั้นจะได้เป็นนายแห่งความตาย โดยมันแทนเป็นสัญลักษณ์ตรงตามตัวจี้ทรงสามเหลี่ยมนั้น

    ชั้นนอกสุดคือสามเหลี่ยมเปรียบดั่งผ้าคลุมล่องหน

    ชั้นกลางคือวงกลมเปรียบดั่งศิลาเรียกคนตาย

    และชั้นในสุดคือเส้นตรงเปรียบดั่งไม้กายสิทธิ์ที่ได้ชื่อว่าทรงพลังที่สุดและมีอำนาจมากกว่าไม้กายสิทธิ์ทุกๆด้ามบนโลกพ่อมดแม่มด

    หลังจากเขาได้เล่าทุกอย่างที่พวกเธออยากรู้ เขาก็จากไปและทิ้งให้พวกเธอทั้งสี่คนได้พักผ่อนกัน

    “นายว่ามันเป็นเรื่องจริงมั้ย?

    “ตำนานนั่นน่ะเหรอ ฉันว่าอาจจะไม่จริงก็ได้ มันเป็นเหมือนกับนิทานนะ”

    รอนที่อยู่ในโลกและเติบโตมาเป็นพ่อมดตั้งแต่เกิด ย่อมรู้เรื่องราวมากกว่าพวกเธอทั้งสามคน ซึ่งมันรวมไปถึงเรื่องเล่าและนิทานที่เหมือนกับนิทานก่อนนอนหรืออ่านฆ่าเวลาของเด็กๆ เขาจึงมีความคิดที่ว่าไม่เชื่ออยู่กึ่งๆนิดหน่อย

    “แต่ว่านะ...ฉันเชื่ออยู่หน่อยนึง เพราะว่า...แฮร์รี่ก็มีผ้าคลุมล่องหนอยู่นะ นายก็รู้ แถมนายยังเป็นคนบอกเองว่ามันหายาก ซึ่งมันอาจจะหมายถึง...มันมีเพียงแค่ชิ้นนั้นชิ้นเดียวก็ได้”

    “งั้นถ้าหากเรื่องนั้นเป็นจริง เป็นฉันนะเวเนเซีย ฉันอยากจะได้ไม้เอลเดอร์อะไรนั้นมากกว่า มันคงจะ...ดีน่าดู เพราะอย่างน้อยเราก็เอาชนะพวกผู้เสพความตายหรือใครๆก็ได้ในสถานการณ์ระยะนี้น่ะ”

    “ไหนนายบอกว่าไม่เชื่อไง?

    เวเนเซียแหวใส่รอนไปทีที่เขากลับกลอกจากตอนแรกที่บอกอยู่เต็มปากว่าเป็นแค่เรื่องหลอกเด็ก แต่พอเธอยกว่าผ้าคลุมล่องหนยังมีจริง เขากลับมาเชื่ออยู่ฝั่งเดียวกันกับเธอเสียได้

    ยังกะจิ้งจกเปลี่ยนสีเลยนะนังรอน

    “ก็ไม่เชิงว่าไม่เชื่อ แต่เพราะเธอพูดมา แล้วบวกกับตำนานของห้องแห่งความลับมันยังเป็นจริงเลย ถูกมั้ยละ?

    “ก็ถูก...จะว่าไปแล้ว นายว่ามันเงียบๆไปมั้ย? ลูน่าไม่อยู่บ้านงั้นเหรอ ไอ้ฉันก็นึกว่าเธอคงจะ...หลับยาวเหมือนอย่างที่มักจะทำตาง่วงๆน่ะ”

    เธอเริ่มรู้สึกผิดปกติบางอย่าง เช่นว่าลูน่าที่ควรอยู่บ้านกลับไม่ปรากฏตัวหรือแสดงให้รู้ว่าอยู่ในบ้าน และตัวพ่อของลูน่าเองก็หายเงียบไปราวกับหลบซ่อนตัวหรือซ่อนอะไรบางอย่าง

    “เวเนเซีย นั้นเธอจะไปไหนน่ะ? มันไม่ดีนะที่จะเดินไปทั่วบ้านของคนอื่นๆน่ะ”

    “ฉันก็แค่สังหรณ์อะไรบางอย่างเท่านั้น ไปกับฉันมั้ยแฮร์รี่?

    “เห็นด้วย...”

    ไม่ใช่แค่เธอคนเดียวที่จะสงสัย แฮร์รี่เองก็คิดเหมือนกับเธอ ก็เลยขอร่วมสำรวจไปด้วยคนหนึ่ง ทั้งสองค่อยๆก้าวไปอย่างเงียบๆ จนถึงชั้นบน ไม่ต้องเดาก็รู้ได้ทันทีว่าห้องไหนที่น่าจะเป็นห้องนอนของลูน่า ด้วยเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครและรู้ใจระหว่างเธอกับลูน่า เธอจึงมั่นใจว่าหลังประตูบานนี้น่าจะเป็นห้องนอนของลูน่า เวเนเซียไม่ลังเลที่จะบิดลูกบิดประตูเพื่อดูภายในห้อง ปรากฏว่า...ห้องนอนที่ควรจะเคยมีคนอาศัยกลับดูเหมือนร้าง ขนาดที่ว่ากระเป๋าหีบเสื้อผ้าที่ใช้ในการเดินทางไปยังฮอกวอตส์ยังไม่มีท่าทีว่าจะเคยถูกเอาไปใช้เป็นเวลานาน นั้นละถึงทำให้เวเนเซียและแฮร์รี่มองตากันอย่างรู้ใจกันว่าที่นี่ไม่ปลอดภัยอย่างที่พวกเธอเคยคิดเอาไว้แล้ว

    “แฮร์รี่ เตรียมให้พร้อม แม้ว่าไม้สำรองที่รอนหามาให้นายมันจะไม่มีพลังเท่ากับของเดิม แต่ของจำเป็นต้องใช้ก็ต้องใช้เท่าที่มี”

    “เข้าใจแล้ว...”

    ทั้งสองค่อยๆตามหาพ่อของลูน่าและทำท่าทีว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือก็คือทำตีเนียนว่ายังมองว่าเขาไว้ใจได้อยู่

    “เอ่อ โทษนะค่ะคุณเลิฟกู๊ด คือว่าหนู...อยากจะถามอะไรหน่อยน่ะค่ะ”

    “...อะไรละ?

    “คือ...ลูน่า...อยู่ที่ไหนงั้นเหรอคะ??

    ด้วยคำถามที่ฟังดูเหมือนกับเพื่อนคิดถึงเพื่อน แต่ไม่ใช่กับเขา เขากลับคิดว่าในคำถามที่เธอถามมานั้นไม่ได้หวังจะเอาคำตอบที่ถูกประเด็นตามที่ถามไป

    “งั้นเหรอ สมกับเป็นเธอจริงๆ ฉลาดและมีไหวพริบอย่างที่ลูน่าว่าจริงๆ ลูน่า...ถูกพวกนั้นจับตัวไป พวกผู้เสพความตายจับเธอไป และฉัน...ไม่มีทางเลือก เธอเป็นคนสำคัญคนสุดท้ายของฉันแล้ว ลูน่า...ลูกสาวของฉันย่อมเป็นคนที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ ฉันจึง...บอกกับพวกนั้นไปว่า...พวกเธออยู่ที่นี่”

    ไม่ต้องเดาและรออีกต่อไปที่จะทำนิ่งเฉย เวเนเซียชิงลงมือก่อนโดยการร่ายคาถาด้วยความเร็วแบบไม่ต้องเปิดปากพูด เรียกได้ว่าฝีมือของเธอนั้นยังไม่ขึ้นสนิม ทำให้พ่อของลูน่ากระเด็นไปกระแทกเข้าไปผนังของห้องเต็มแรง แรงขนาดที่ว่ากว่าจะกลับไปตั้งหลักได้ก็คงจะใช้เวลานาน

    ทั้งสองรีบลงไปข้างล่างเพื่อไปรวมตัวกับเฮอร์ไมโอนี่และรอน เพื่อที่จะได้เตรียมตัวหนีกันอีกครั้ง แต่ก่อนที่จะเริ่มหนี

    “เดี๋ยว...เราต้องให้พวกผู้เสพความตายเห็นพวกเรา”

    “จะบ้าเหรอเฮอร์ไมโอนี่ เธอจะเหยียบเท้าไปหาพวกนั้นทำไม มีโอกาสก็ต้องรีบใช้สิ น้ำขึ้นในรีบตักน่ะ ยูโนว?

    “ฉันรู้ว่ามันอาจจะเสี่ยง แต่หากเราไม่ให้พวกนั้นเห็นเรา แม้จะครู่เดียว พวกนั้นอาจจะคิดว่าเขาโกหกก็ได้นะว่าพวกเราอยู่ที่นี่น่ะ”

    มันก็ถูกแฮะ ความโหดร้ายที่สนองต่อความล้มเหลวของพวกผู้เสพความตายมันทารุณมากนี่นา แล้วถ้าหาก...เป็นคนธรรมดาก็...ไม่อยากจะนึกถึงเลยว่าจะโดนอะไรบ้าง ร้ายสุดก็น่าจะ...ตาย

    “เข้าใจแล้ว แต่รอนต้องไม่ให้พวกนั้นเห็นตัวเด็ดขาด”

    ก็เลยเป็นแผนตกลงกันที่จะหนีไปโดยการปรากฏตัวขึ้นกันเพียงแค่สองคนเท่านั้น คือเธอและแฮร์รี่ที่เป็นเป้าหมายหลักของการตามไล่ล่าโดยพวกผู้เสพความตาย ส่วนเฮอร์ไมโอนี่กับรอนก็หลบซ่อนตัวอยู่ในกระเป๋าของเธอเรียบร้อย

    “เกาะให้แน่นๆแฮร์รี่ เราจะเริ่มหายตัวแล้ว”

    ไม่รู้ว่าเพราะจังหวะมันพอดีหรือเธอจงใจ เวเนเซียรั้งตัวเองและนิ่งอยู่กับที่ราวกับเป็นเหยื่อล่ออันโอชะให้กับพวกผู้เสพความตายที่กำลังพุ่งเป็นสายลงมายังเธอ ซึ่งพวกนั้นก็คว้าได้แต่เพียงอากาศเท่านั้น เพราะเธอสามารถหายตัวได้ในจังหวะพอดีกับที่พวกนั้นเข้ามาใกล้ จึงเป็นอีกครั้งที่พวกผู้เสพความตายต้องคว้าน้ำเหลว

    ----------------------------------------------------------------

    ----------------------------------------------------

    หลังจากทั้งสี่ที่หนีมาได้ก็เป็นผ่านมาได้หลายวันแล้ว หลังจากที่คอยกวดขัน ระแวดระวังโดยรอบมาตลอด มาวันนี่ทั้งสี่ก็เริ่มมาไล่เลียงข้อมูลที่ได้รับมาจากพ่อของลูน่าเกี่ยวกับตำนานสามพี่น้อง ซึ่งทั้งสี่ก็เริ่มจะเอนเอียงคิดว่ามันเป็นเรื่องจริง เรื่องด้วยการเปรียบเทียบของรอนที่ว่าขนาดห้องแห่งความลับยังมีจริง

    “แล้วเธอคิดว่า...เขารู้เรื่องนี้หรือเปล่า?

    “ฉันว่า...อาจจะไม่ก็ได้”

    “แต่เขาเป็นคนส่งสร้อยเส้นนั้นมาให้เธอนะเวเนเซีย ไม่แน่ก็ได้ที่เขาอาจจะรู้ว่ามันมีความหมายยังไงน่ะ”

    “ไม่หรอก ถ้าหากมีจริง...ทำไมเขาไม่เริ่มค้นหามันละ? ทำไมต้องเอาป่านนี้ แล้วทำไมมีแค่การค้นหาไม้กายสิทธิ์จากพวกช่างทำไม้กายสิทธิ์ละ อย่างคุณโอลิแวนเดอร์ หรือเกรโกโรวิตซ์น่ะ”

    “มันก็ถูกอย่างที่เวเนเซียว่านะเฮอร์ไมโอนี่ ซิเรียสรู้เกี่ยวกับเรื่องผ้าคลุมล่องหน ก็ไม่น่าแปลกหากปีเตอร์ เพ็ตติกรูว์จะรู้ด้วยว่าฉันมีมันอยู่ ของที่หาได้ง่ายและรู้ด้วยว่ามันอยู่ไหน ทำไมเขากลับเลือกตามหาในสิ่งที่หายากและไม่มีร่องรอยอย่างไม้กายสิทธิ์กันละ? ฉันว่า...เขาไม่รู้ แค่เข้าใจอย่างเดียวว่ามันเป็นไม้ที่ทรงพลัง...เท่านั้น โวลเดอมอร์ไม่มีทางรู้เรื่องตำนานที่เขาเองก็คงจะคิดว่าเป็นแค่เรื่องหลอกเด็กก็ได้...!!?

    “แฮร์รี่...เมื่อกี้นี้นาย...”

    เพราะบรรยากาศเริ่มเข้าทีเข้าทางหรือยังไงไม่รู้ แต่ว่าแฮร์รี่ดันเผลอเอ่ยชื่อของโวลเดอมอร์ออกมาอย่างไม่รู้ตัว เหมือนอย่างที่เขาไม่นึกกลัวที่จะเอ่ยนามออกมาตั้งแต่สมัยปีหนึ่ง

    ไม่ทันต้องหนีอย่างใด ก็มีเสียงดังตุ้บดังขึ้นรอบเต้นท์ของพวกเธอ โดยไม่ทันได้ตั้งตัวหรือตั้งรับ รอบด้านก็สาดคาถาจู่โจมใส่พวกเธอที่อยู่ในเต้นท์กันอย่างไม่เกรงใจ ทำให้แฮร์รี่ได้รับบาดเจ็บที่ใบหน้าจนเรียกได้ว่าแทบไม่เห็นเค้าเดิมเลย

    คราวนี้เรียกได้ว่าของจริงยิ่งกว่าของจริงเมื่อพวกเธอทั้งสี่โดนจับตัวจริงๆ ชนิดที่ว่าดิ้นไม่หลุดเลยทีเดียว แน่นอนว่าเวเนเซียเองก็รู้ดีว่าหนีไม่พ้นแล้วบวกกับหนึ่งต่อห้าหกคนก็คงไม่ไหวเพราะเธอไม่ทันจะรับมือได้ ก็เลยชิงใช้จังหวะที่มีอยู่ทั้งหมด ทำการร่ายคาถาซ่อนของเอาไว้ นั้นคือของสำคัญที่มีเพื่อนสัตว์วิเศษหลบซ่อนตัวอยู่ ทำให้พวกผู้เสพความตายค้นหาไม่เจอในเต้นท์หรือตามตัวของเธอ

    “เกรแบ็ค แม่นี้มีอยู่ในใบประกาศจับ”

    แม้ว่าแฮร์รี่จะยับเยินจนขำใบหน้าไม่ได้ แต่เพราะใบหน้าของเฮอร์ไมโอนี่ ทำให้พวกผู้เสพความตายเหล่านี้ไม่คิดจะปล่อยพวกเธอ ส่วนเธอนั้นกลับรอดตัวไปได้ เพราะดูเหมือนว่าเวเนเซียจะไม่มีใบประกาศจับเหมือนอย่างเฮอร์ไมโอนี่หรือแฮร์รี่ ทำให้พวกเขาเลือกที่จะจับไปสอบสวน แทนที่จะแจ้งให้กับโวลเดอมอร์ได้ทราบ ถือว่าเป็นเรื่องดีในเรื่องเลวร้ายเลยทีเดียว เพราะมันยังช่วยยืดเวลาหายใจหายคอให้กับเธอและเพื่อนๆไปได้ซักระยะหนึ่ง

    แต่ก็ดันมีความซวยยิ่งกว่าซวยเข้ามาแทรก เพราะถึงแม้จะดีอยู่หรอกที่โวลเดอมอร์ไม่อยู่ และยังไม่มีคนแจ้งไป แต่คนที่อยู่โยงแทนดันเป็นคนที่เธอเกลียดขี้หน้าและเห็นทีไรเป็นต้องเปิดศึกเสมอ

    “...แหมๆ ดูสิว่านี่ใคร...พวกแกไม่รู้เลยเหรอว่าจับใครมาน่ะ?

    เบลลาทริกซ์...คนเดิมและคนเดียวแหละที่เธอไม่มีวันชินกับรูปลักษณ์ที่ดูเหมือนกับยัยเพิ้งของเจ้าหล่อน

    “เอ่อ ใครงั้นเหรอครับท่านเบลลาทริกซ์?

    “จะใครซะอีกละ ก็ยอดดวงใจของนายท่านยังไงละพวกโง่! สุดท้ายแกก็ต้องมาลงเอ่ยแบบนี้ หนีจนเหนื่อยเปล่าสิท่า ฮุๆ”

    “...ก็ยังดีที่ทำให้ใครบางคนวิ่งวนไปมาเหมือนหมาหอยลิ้นห้อยละกัน”

    ปากคอเราะร้ายและแฝงไปด้วยความเจ็บดั่งถูกเกลือสาดใส่แผล บวกกับเบลลาทริกซ์เองก็มีนิสัยความอดทนต่ำอยู่เลย ก็เลยปรี๊ดแตกออกมาอย่างเหลืออดเพียงแค่คำพูดประโยคเดียวของเธอ

    “นังเด็กโสโครก!! เป็นแค่ครึ่งพันธุ์แท้ๆ! แกกล้า...”

    “ครึ่งพันธุ์ โทษเหอะ ไอ้ฉันก็แม่มดเหมือนกับเธอ เลือดก็สีเดียวกัน หรือว่า...เธอมีเลือดสีเขียวหรือว่าสีดำหรือไง ถึงได้แบ่งแยกกันขนาดเนี่ย?

    เพี๊ยะ!!

    เบลลาทริกซ์ขยับมือไปโดยไม่รู้ตัว ทำให้เธอตบเข้าหน้าของเวเนเซียไปฉาดหนึ่ง คนอื่นๆที่เห็นย่อมอ้าปากค้างเพราะใครๆก็รู้กันว่าผู้หญิงคนสำคัญของจอมมารนั้นเรียกได้ว่ามดไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม จะตัวห่าเหวอะไรก็ห้ามมาแหยม แล้วนี่...เล่นมีเป็นรอยฝ่ามือสีแดงแบบนี้ ทำเอาทุกคนนึกภาพไม่ออกว่าหากนายของตนมาเห็นเข้าจะเกิดอะไรขึ้น

    “ดูท่าจะพลาดซะแล้วนะเบลลาทริกซ์ อยากรู้จังว่าฝ่ามือที่ตบมาของเธอเนี่ย...มันคุ้มกันหรือเปล่า...เนอะ~~~~

    แม้จะจนตรอกและอยู่ในสภาพถูกจับเอาไว้ แต่เวเนเซียกลับรู้สึกว่าอย่างไรตนก็ยังถือไพ่เหนือกว่า ทำเอาเพื่อนๆเห็นแล้วเป็นต้องนับถือในความกล้าและไม่หวาดหวั่นในสถานการณ์เช่นนี้ของเวเนเซียเลยทีเดียว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 90 ครั้ง

305 ความคิดเห็น

  1. #114 MinutesZ (@amnunchanok) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 14:15
    เวเนเซียเด็กทอม55 เบลล่า~ เธอโดนแน่ๆ อิอิ -v-
    #114
    0
  2. #38 M_May0-0 (@M_May0-0) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 มกราคม 2561 / 23:05
    อ๊าย~~~~~ค้างงะ ทุกคนทำการยืนไหว้อาลัย3วิ
    1...2...3 จุดพลุได้เฮ่!!!!
    #38
    0
  3. #36 Bloody Lily (@yaibua-narak) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 มกราคม 2561 / 13:54
    ตายแน่เบลล่า ท่านจอมมารเขาก็รักก็หวงของเค้านะ!
    #36
    0
  4. #34 Ayase Mayuri (@sunmaaum2004) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 มกราคม 2561 / 18:37
    เวเนเซียเด็กเวเนเซีย
    #34
    0
  5. #33 pp-poppy (@pp-poppy) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 มกราคม 2561 / 15:31
    ไหว้อาลัยเเด่เบลลาทริกสามนาที ไห้จอมมารคู่กับหนุเวนะค่ะไห้ความรุ้สึกละมุนดี
    #33
    0
  6. #32 วิหกสนธยา (@01916) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 มกราคม 2561 / 08:01
    เจ้าได้ตายไปแล้ว
    #32
    0
  7. #31 Mikuricha (@Mikurucha) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 มกราคม 2561 / 07:41
    เจ๊ตายแน่ๆ
    #31
    0
  8. #30 FREINFORW (@dokidokiprecure) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 มกราคม 2561 / 07:27
    ตายเเน่เบลลาทริกซ์เอ่ย กล้าตบเวเนเซียจอมมารฆ่าทิ้งเเน่
    #30
    0
  9. วันที่ 20 มกราคม 2561 / 23:45
    เบลลา .... บอกคำเดียว .... ซวย
    #29
    0
  10. #28 Liana-milky (@Liana-milky) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 มกราคม 2561 / 23:32
    ในที่สุด ไรต์ก็กลับมา ยินดีต้อนรับกลับนะคะไรต์
    #28
    0