บุพเพร้ายแสนรัก

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 4,603 Views

  • 22 Comments

  • 78 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1,009

    Overall
    4,603

ตอนที่ 3 : ความเจ็บที่มีเสียง (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 702
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    8 ธ.ค. 61

“อยู่ที่นี่ก่อนนะครับ” ติณณภพบอกกับน้องสาวที่ยังคงมองบ้านหลังใหญ่โตโออ่าอย่างชื่นชม

“รบกวนคุณแย่เลย”

“ไม่หรอกครับ ผมเต็มใจ”

“ขอบคุณมากนะคะที่ช่วยฉันทุกอย่างเลย”

“ผมเป็นคนทำคุณเจ็บนะ ส่วนบ้านหลังนี้ผมไม่ได้อยู่หรอกแต่จะมีแม่บ้านคอยดูแลคุณระหว่างนี้นะครับ”

“ฉันทำให้คุณลำบากหรือเปล่า” หญิงสาวมีสีหน้าลังเลเล็กน้อย จะว่าเธอมาอยู่กับเขามันน่าเกลียดไหมก็คงตอบได้ไม่เต็มปากหรอกว่าน่าเกลียดเพราะเธอตัวคนเดียวแถมบ้านนี้ยังมีคนเดินไปมากันตั้งหลายสิบคน

“ไม่หรอกครับแต่ผมไม่ได้อยู่ที่นี่เป็นหลักอยู่แล้วมันไกลจากที่ทำงาน ยังไงคุณก็ตามสบายนะครับมีอะไรก็โทร.หาผมได้ตลอดตามเบอร์ที่เราแลกกันไว้เมื่อกี้เลยนะ”

“ขอบคุณอีกครั้งนะคะ” เขายิ้มบางๆ ใจหนึ่งอยากเอื้อมมือไปยีผมนุ่มๆ กลุ่มนั้นแต่จำต้องห้ามใจเพราะเธอยังไม่รู้ว่าเขาเป็นใครแล้วถ้ารู้เธอจะตกใจหรือมีปฏิกิริยาอะไรหรือเปล่าซึ่งเขายังไม่อยากเสี่ยง

“ผมต้องขอตัวไว้หายดีแล้วผมจะมารับไปส่งที่พักคุณนะครับ”

“ขอบคุณมากค่ะ” เธอยกมือไหว้อีกฝ่ายอย่างนอบน้อม เขาทำให้เธอมากจนเธอสงสัย...เขาไม่ได้ชอบเธอแน่ๆ และไม่ได้มีท่าทางจีบแต่อย่างใด แล้วเขาทำทั้งหมดนี้เพื่ออะไร...เพื่อให้เธอไม่เอาผิดเขาหรือเปล่า

 

หญิงสาวอยู่ในคฤหาสน์หลังใหญ่อย่างสะดวกสบายแต่ก็เหงาไม่น้อย ทั้งแม่บ้านทั้งคนสวนแล้วไหนจะพวกการ์ดที่ยืนคุมเต็มรอบบ้านนั่นอีก ไม่มีใครเข้ามาคุยกับเธอสักคน หญิงสาวเข้าใจดีว่าตัวเองเป็นแขกเจ้าของบ้านแต่ช่วยทำอะไรก็ได้ที่ทำให้เธอไม่รู้สึกเดียวดายเวลาอยู่บ้านใหญ่ๆ แบบนี้ได้ไหม

“ว่าไงครับคนเก่ง”

หญิงสาวเริ่มยิ้มออกเมื่อได้ยินเสียงคุ้นหู สามวันมานี้เจ้าของบ้านมักจะแวะเวียนมาอยู่เป็นเพื่อนเธอวันละไม่ต่ำกว่าหนึ่งชั่วโมงเขาทำให้เธอหายเหงาไปได้ชั่วครู่และเขามักเรียกเธอว่าคนเก่งเพราะเห็นเธอทานข้าวได้เยอะขึ้นแถมยังพูดได้มากขึ้น

“ไม่ทำงานหรือคะ” เป็นคำถามเดิมๆ ที่เธอมักใช้ถามเขาในทุกวันโดยที่เจ้าตัวก็ส่ายหน้าให้ทุกวันเช่นกัน

“อีกสองชั่วโมงค่อยไป วันนี้ผมจะมาอยู่เป็นเพื่อนคุณก่อน แม่บ้านบอกว่าเมื่อเช้ากินข้าวได้น้อย ไม่อร่อยหรือครับ”

“เปล่าหรอกค่ะ” เธอตอบเสียงอ่อย ใบหน้าเนียนใสก้มต่ำลง...จะบอกได้อย่างไรว่าเมื่อเช้าเธอดันคิดถึงหน้าคนใจร้ายอีกแล้ว

ติณณภพสังเกตเห็นอาการน้องสาวจึงทำทีเป็นเปลี่ยนเรื่อง คุยสัพเพเหระไปเรื่อยเปื่อยเมื่อเห็นอีกฝ่ายมีสีหน้าดีขึ้นจึงชวนกันไปทานข้าว

“วันนี้ผมซื้อของมาเยอะแยะเลยนะ”

“หือ...จะกินหมดเหรอคะ”

“กินไม่หมดก็ให้เด็กในบ้านกินก็ได้ แต่ยังไงคุณก็ต้องกินของทุกอย่างที่ผมซื้อมาให้นะไม่งั้นผมเสียใจแย่”

หญิงสาวยิ้มน้อยๆ “ได้ค่ะ”

การร่วมรับประทานอาหารเป็นไปอย่างราบรื่น เธอเจริญอาหารมากขึ้นเมื่อมีคนมานั่งร่วมโต๊ะตัวยาวที่เธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอยู่คนเดียวทำไมถึงต้องใช้โต๊ะยาวขนาดนี้

“ไว้รับแขกน่ะ” ติณณภพเดาสีหน้าสงสัยของน้องสาวออกจึงเอ่ยออกมาทำเอาคนที่นั่งเมียงมองถึงกับตาโต

“คุณรู้อีกแล้ว” ใช่...เขาเดาเธอถูกอีกแล้ว เขาแค่บอกว่าบางทีดูจากสีหน้าเธอก็รู้แล้วว่าคิดอะไรอยู่แต่เป็นตอนที่เธอเผลอเท่านั้น

“อร่อยมั้ยครับ” เขาอมยิ้มเมื่อเห็นหน้างอๆ ของน้องสาวก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง

“ค่ะ” นนทพัฒน์นึกขึ้นได้ว่าเธออยู่ที่นี่หลายวันแล้วควรกลับบ้านตัวเองเสียทีจึงเอ่ยปากกับอีกฝ่าย “ฉันว่าฉันหายดีแล้ว...คุณช่วยไปส่งฉันหน่อยได้ไหมคะ”

เกิดความเงียบชั่วอึดใจ...ติณณภพรู้สึกวูบโหวงในอก ทั้งๆ ที่บ้านนี้ได้กลับมาเป็นบ้านอีกครั้งเพราะมีพี่กับน้องไม่อยากให้ถึงวันที่บ้านนี้ต้องมีเขาอยู่คนเดียวอีกครั้ง

“ถ้าผมให้คุณดูอะไรบางอย่างแล้ว คุณค่อยตอบได้ไหมว่าจะกลับไปอยู่ที่ห้องหรืออยู่ที่บ้าน...นี้”

ชายหนุ่มพยักหน้าให้คนสนิทไปนำเอกสารบางอย่างออกมาจากห้องของเขา นนทพัฒน์มองตามอย่างงงๆ พลางรวบช้อนในมือแล้วยกน้ำขึ้นจิบ ความอยากรู้ทำให้ความหิวลดลงพอๆ กับติณณภพที่เริ่มตื้อไปหมดแล้วตอนนี้

“นี่ครับ” ไม่ถึงสองนาทีที่คนสนิทนำเอกสารสำคัญเข้ามาให้ที่ห้องอาหาร

“ผมว่าเราออกไปคุยกันข้างนอกเถอะ เด็กๆ จะได้เก็บโต๊ะ” เมื่อเห็นหญิงสาวพยักหน้าเขาจึงลุกขึ้นแล้วเดินนำออกไปทันที ทั้งคู่นั่งกันอยู่ที่ห้องรับแขก เก้าอี้บุหนังชั้นดีถูกจับจองกันคนละตัว

“นี่ครับใบยืนยันผลการตรวจดีเอ็นเอ ส่วนนี่รูปถ่ายของพ่อผม”

หญิงสาวใจเต้นตึกตัก มือไม้สั่นในขณะที่ยื่นออกไปรับของทั้งสองอย่างจากชายหนุ่ม สองมือบอบบางเปิดซองออกช้าๆ แต่หัวใจกับสั่นรัวราวกับกองเพล ผลการยืนยันดีเอ็นเอ...อะไรกัน

“ผลตรวจยืนยันได้ว่าเราสองคนเป็นพี่น้องกันโดยสายเลือดครับ ส่วนรูปถ่ายของพ่อผมคุณคงมีเก็บไว้และพอจำได้ใช่ไหม”

ใช่...แม่ให้ไว้ตั้งแต่เธอยังเล็ก บอกแค่ว่าคนนี้คือพ่อเก็บรูปเขาไว้ให้ดีๆ และอย่าไปตามหาเขาเพราะเขามีครอบครัวแล้ว...แม่เธอพลาดเอง เธอยังจำวันที่แม่เธอเล่าเรื่องนี้ให้ฟังก่อนที่ท่านจะเสียได้เป็นอย่างดี

ผลการตรวจยืนยันโดยแพทย์พร้อมรูปถ่ายของคนตรงหน้าที่เรียกเขาว่าพ่อทำให้เธอเริ่มน้ำตาคลอ...เธอมีครอบครัว เธอไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว “จริงหรือคะ”

น้ำเสียงอันสั่นเทามาพร้อมๆ กับทำนบน้ำตาที่กักกั้นเอาไว้ทลายลง เธอมองบุรุษตรงหน้า...เขามีเค้าโครงคล้ายกับผู้ชายในรูปถึงแม้จะไม่ถึงกับ...เหมือนกัน...ก็ตาม

“คุณคือพี่ชายฉันจริงๆ เหรอคะ” หญิงสาวถามอีกรอบใจอยากจะเข้าไปกอด อยากรู้ว่าจะอบอุ่นเหมือนอย่างที่เธอฝันไว้หรือเปล่า

“ครับ พี่เป็นพี่ชายของเรา” ชายหนุ่มกลั้นน้ำตาอ้าแขนออกรอรับร่างเล็กที่โถมเข้าใส่ สองพี่น้องกอดกันกลม คนงานในบ้านพลอยน้ำตาแตกกันไปด้วยเมื่อรู้ว่าต่อไปนี้พวกเขากำลังจะมีนายเพิ่มมาอีกคน

“แล้วทีนี้จะอยู่กับพี่หรือจะกลับไปอยู่ที่ห้องหืม...” คนเป็นพี่ถามเสียงเอ็นดู ลูบผมน้องสาวที่ยังไม่ยอมคลายอ้อมกอดจากเขาทั้งๆ ที่ผ่านมาได้ร่วมสิบนาทีแล้ว

“คือ...คือ” น้องสาวเงยหน้าจากอกอุ่น มันอบอุ่นอย่างที่เธอคิดไว้จริงๆ ก่อนจะอ้ำๆ อึ้งๆ เพราะไม่รู้จะตอบว่าอะไรดี อยู่นี่เธอก็ไม่ชินส่วนที่นู่นถ้าปล่อยไว้เฉยๆ คงไม่ดีแน่ “หนึ่งอยู่กับเพื่อนน่ะค่ะ ไม่อยากทิ้งไว้คนเดียว”

“เอางี้ดีมั้ย มาอยู่บ้านนี้วันเสาร์-อาทิตย์ ส่วนจันทร์ถึงศุกร์ก็อยู่ที่ห้อง”

“ค่ะ” เธอพยักหน้ารับหลังจากตริตรองอยู่ครู่หนึ่ง ใครจะรู้ว่าความใฝ่ฝันของเธอคือการได้อยู่กับครอบครัวที่ถึงแม้วันนี้จะไม่มีทั้งพ่อและแม่แล้วก็ตาม

“วันนี้อยู่ที่นี่อีกวัน พรุ่งนี้พี่จะพาไปไหว้คุณพ่อนะ”

เธอยิ้มให้เขาอีกครั้งก่อนจะสวมกอดอ้อมอกพี่ชายอีกหน ไม่มีพ่อมีแม่แต่เธอยังมีพี่ชาย...เธอไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวอย่างที่ผ่านมาแล้วนะ...นนทพัฒน์ “หนึ่งขอโทร.บอกเพื่อนก่อนนะคะ”

เพราะเธอโทร.ไปตั้งแต่วันแรกที่รู้สึกตัวแล้ว ฝ่ายนั้นตกใจยกใหญ่แถมยังจะมาเยี่ยมเธอให้ได้แต่เธอกลับปฏิเสธเพราะเกรงใจกลัวเพื่อนจะเสียการเสียงานกันหมด อีกอย่างค่อนข้างไกลกันมากกับห้องของเธอ

 

หลังจากล่วงรู้ความจริงว่าตัวเองยังมีพี่ชายหญิงสาวก็ไม่เคยเหงาจนทำให้สมองว่างเปล่าอีกเลย วันนี้เธอกลับมาอยู่คอนโดฯ ที่เสียค่าเช่าเป็นรายเดือน อยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยที่เคยเรียนแถมยังอยู่ใกล้รถไฟฟ้าสะดวกแก่การไปทำงานของเธออีกต่างหากแต่ทว่าเพื่อนสาวของเธอดันไปทานข้าวกับหนุ่มคนสนิทที่เพิ่งดูใจกันเสียอย่างนั้น ยังมีการบอกว่าเดี๋ยวจะยกโขยงเพื่อนทั้งหมดไปเยี่ยมเธอที่บ้านของพี่ชายต่างมารดาที่เพิ่งตามหากันเจอ

“วันนี้กลับบ้านนะ พี่ไม่อยากกินข้าวคนเดียว” น้องสาวยิ้มตอบกลับไปให้พี่ชายที่นอนเอกเขนกอยู่บนโซฟา

“ค่ะ” เมื่อวานพอพี่ชายพาไปไหว้อัฐิของบิดาเรียบร้อยเขาก็มาส่งเธอที่ห้องแล้วกลับไปทำงานต่อ ตอนเย็นก็มารับไปทานข้าวร้านอาหารดังที่พอเธอเห็นราคาแต่ละจานแล้วถึงกับเอ่ยปากว่าเสียดายตังค์

“วันนี้อยากกินอะไรพี่จะได้ให้คนที่บ้านทำไว้รอ”

“มัสมันไก่ค่ะหนึ่งชอบมาก ตอนเด็กๆ แม่ทำให้กินบ่อยเลย” หญิงสาวยิ้มเมื่อนึกถึงวันวานแต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อไม่มีคำถามจากพี่ชายตามมาอีก “เป็นอะไรคะพี่ป้อง”

“หนึ่ง...ลำบากมากมั้ยครับ” ฟังได้ชัดว่าเสียงคนถามสั่นอย่างน่าตกใจ

“พี่ป้องเป็นอะไรไป ไม่เป็นอย่างนี้สิคะ” หญิงสาวทรุดกายบนโซฟาตัวยาวข้างๆ ชายหนุ่ม มือบางยกขึ้นลูบแผ่นหลังกว้างเบาๆ

“พี่ขอโทษนะ พี่น่าจะตามหาเราให้เจอเร็วกว่านี้” นัยน์ตาทั้งสองข้างแดงก่ำจนคนเป็นน้องอดไม่ได้ที่จะโอบกอดเขาเอาไว้

“ไม่ร้องนะคะพี่ป้อง มันไม่ได้ลำบากอะไรเลย หนึ่งกับแม่อยู่กันได้โดยไม่เป็นหนี้เป็นสินแค่นี้ก็พอแล้ว”

“แต่ถ้าพี่เจอหนึ่งเร็วกว่านี้...หนึ่งจะได้ไม่ต้องเหนื่อยหาเงินรักษาแม่ แล้วไหนจะค่าเรียน ค่าบ้าน ค่าอะไรต่อค่าอะไรอีกเยอะแยะ วันนี้หนึ่งมีพี่ พี่สัญญาว่าพี่จะไม่ให้น้องของพี่ลำบากอีกแล้ว” ชายหนุ่มพูดเสียงเครือ

“ขอบคุณค่ะพี่ป้อง” นนทพัฒน์ยิ้มให้พี่ชายก่อนจะกอดอีกครั้งราวกับต้องการปลอบประโลมไม่ให้อีกฝ่ายคิดมาก

“ไปครับ เดี๋ยวพี่จะโทร.บอกที่บ้านให้ทำกับข้าวไว้รอเลย พี่ว่าเราต้องหิวมากแน่ๆ”

หญิงสาวยิ้มตาหยี “รู้ดีจริงๆ” ติณณภพยีผมน้องสาวอย่างเอ็นดูก่อนจะจับจูงกันไปขึ้นรถ

ถ้าย้อนเวลาได้เขาอยากจะมีช่วงเวลาอยู่กับน้องสาวตั้งแต่เด็ก ทั้งเดินจับมือกัน กินข้าวด้วยกัน เล่นกันอย่างพี่น้องคนอื่น อยากดูแลน้องในวันที่หกล้ม อยากทำทุกอย่างอย่างที่พี่น้องเขาทำกันแต่เขากลับไม่มีวันนั้น...และถึงแม้กาลเวลาจะทำให้เขาและน้องสาวเติบโตมาแล้วหลายสิบปี...เขาหวังว่าคงยังไม่สายที่เขาจะได้ทำหน้าที่พี่ให้ดีที่สุดก่อนที่น้องสาวจะออกไปอยู่ในอ้อมอกของคนอื่น...

อาจเพราะสายเลือดที่ทำให้เธอเข้ากับติณณภพได้เร็วโดยไม่ตะขิดตะขวงใจใดๆ ยอมรับกับตัวเองว่าช่วงเวลานี้เธอมีความสุขที่สุดถ้าเป็นไปได้เธออยากจะอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาทั้งพ่อ แม่ เธอและพี่ชาย...แต่ถึงแม้ว่าวันนั้นจะไม่เกิดขึ้นแต่แค่วันนี้เธอมีเขาคนที่เป็นครอบครัวเดียวกับเธอก็พอแล้ว...

ควรพอได้แล้วนนทพัฒน์...
==============================
ฝากกดติดตามแฟนเพจ น้องอาทิตย์กันด้วยนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

0 ความคิดเห็น