[The king of legend] อาทิตย์แห่งจันทรา

ตอนที่ 2 : ภาสกร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 27
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    26 พ.ค. 63

ตอนที่ 2 “กร”

 

ณ กรุงรัตนบุรี 500 ปีก่อน

 

“ช่วยด้วยยยย โว้ย ช่วยด้วยยยย ขโมยขโมยผ้า” เสียงตะโกนขอความช่วยเหลือของหญิงวัยกลางคนนุ่งเกาะอกและโจงกระเบนสีน้ำตาลที่แต่เดิมคงเป็นน้ำตาลอ่อนแต่เพราะเวลาการใช้งานที่ยาวนานและฝุ่นที่คลุ้งอยู่ตามทางจึงเปลี่ยนให้มันกลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม

 

ภาพที่เขาเห็นคือเด็กหนุ่มตัวเล็กคนหนึ่งวิ่งมาขโมยผ้าเก่าๆของแม่ค้าในตลาด ผ้าที่เด็กหนุ่มขโมยไปไม่ได้มีราคาอะไรมากมาย เป็นเพียงผ้าเหลือใช้จากเจ้านายที่ผู้เป็นบ่าวเอามาตัดแปะและนำมาขายในตลาด เหตุใดไม่จ่ายเบี้ยอัฐเสียดีๆ เขาคิดสงสัย เพียงไม่กี่ตำลึงคงหาไม่ยากกระมังเว้นเสียแต่ว่าจะเป็นเพราะกมลสันดานที่ขี้เกียจสันหลังยาว ไม่รู้จักทำมาหากินคิดแต่จะคดโกงผู้อื่น เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาจึงเอ่ยปากสั่งบ่าวที่ติดตามมาของตน

 

“ไอ้มิ่งมึงไปด้านกระโน้น ส่วนมึงไอ้ผันไปอีกทาง ข้าจะไปดักด้านหน้าไอโจรชั่วนั้นเอง เห็นทีงานนี้คงต้องสั่งสอนกันเสียให้หลาบจำ” คนเป็นนายเอ่ยปากสั่ง เมื่อได้ยินดังนั้นบ่าวทั้งสองก็วิ่งไปตามที่นายสั่งส่วนตัวผู้เป็นนายวิ่งไปดักรอด้านหน้าที่หนุ่มน้อยกำลังมุ่งไป

 

“จะไปไหนไอ้หัวขโมย” เขาวิ่งมาดักด้านหน้าของหนุ่มน้อยหัวขโมยได้อย่างทันท่วงที คิดว่าจะได้เห็นหน้าเจ้าหัวขโมยคนนี้สักหน่อย แต่เจ้าหัวขโมยกลับใส่ผ้าปิดหน้าทั้งใบเหลือให้เห็นเพียงแต่ดวงตาเท่านั้น เมื่อเจ้าหัวขโมยคิดจะวิ่งไปทางซ้ายและขวาก็โดนไอ้มิ่งและไอ้ผันดักไว้เสียหมดแล้ว ครั้นจะวิ่งกลับไปเหล่าแม่ค้าในตลาดก็ถืออาวุธประจำกาย ทั้งมีดที่ไว้ตัดเนื้อขาย เล้าที่เอาไว้ครอบไก่ หรือหนังสติ๊กที่ขายเป็นของเล่นแก่เด็กสมัยโบราณ เมื่อเจ้าหัวขโมยเห็นดังนั้นเห็นทีสิ่งทีเดียวที่จะทำได้คือการสู้กันโต้งๆนี่แหละ

 

เจ้าหัวขโมยยกมือขึ้นมากระดิกนิ้วเย้าแหย่ให้เขาเข้ามาสู้ด้วยกัน กล้าดีขนาดนี้มีหรือที่เขาจะยอม ตัวเท่านี้โดนหมัดเขาสักทีสองทีก็ล้มไม่เป็นท่าแล้ว..... เขาคิดในใจ

 

“พวกเอ็งถอยไปเสีย ข้าจะตาต่อตากับเจ้าโจรนี่เอง” เขากล่าวด้วยท่าทีมั่นใจ โจรตัวแค่นี้ไม่ต้องให้คนอื่นเปลืองแรงหรอก

 

เขาเป็นฝ่ายเริ่มก่อน เข้าไปทีแรกคิดว่าจะดึงผ้าที่พันหน้าอยู่เสียให้พ้นตา แต่เจ้าหัวขโมยกลับหลบได้อย่างรวดเร็ว มิหนำซ้ำยังนำขามาปัดขาเขาหวังให้ล้มลง มีหรือคนอย่างเขาจะไม่รู้ เขาป้องกันตัวได้อย่างเก่งกาจ ทั้งคู่สู่กันไปมาอย่างสูสี จนกระทั่งเขาดึงผ้าผืนนึงที่เจ้าหัวขโมยขโมยออกมาได้ เขาคิดว่าเขาชนะแล้ว แต่ผิดพลาดเจ้าหัวขโมยใช้ผ้าที่เขาดึงเป็นอาวุธ เขาไม่รู้ว่ามันทำได้อย่างไร รู้ตัวอีกทีตัวเขาก็ถูกพันด้วยผ้าผืนนั้นจนไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ จนต้องให้ไอ้มิ่งและไอ้ผันมาช่วยกันแก้เป็นยกใหญ่ พร้อมคำโหยหวนของเหล่าแม่ค้า ทำให้เขาต้องนำอัฐไปจ่ายและขอโทษขอโพยแก่แม่ค้าที่ถูกขโมยผ้าไปด้วยความรู้สึกผิด เพราะถ้าไม่ใช่เพราะความอวดดีคิดว่าสามารถจัดการคนเดียวได้เจ้าหัวขโมยไม่มีทางหลุดรอดไปแน่ ถึงแม้จะไม่มีใครในกรุงศรีรัตนบุรีกล้าตำหนิหรือว่าร้ายเขาก็ตาม เนื่องด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ทั้งของเขาเองและผู้เป็นพ่อ

 

................................................
 

“กลับมาแล้วรึพ่อกร” คนเป็นแม่เอ่ยทักหมื่นภาสกรดี ลูกชายคนเล็กของตนหลังจากออกไปเที่ยวชมตลาดมาเสียทั้งวัน

“ขอรับท่านแม่ ลูกเหนื่อยเหลือเกิน อยากกินอาหารท่านเสียจนใจจะขาด” หมื่นกรเอ่ยอ้อนวาจาแก่ผู้เป็นแม่อย่างเคยชิน

“พรุ่งนี้เจ้าก็ต้องเดินทางไปล้านนา วันนี้แม่ทำกับข้าวกับปลาที่เจ้าชอบ แลเตรียมสำรับให้เจ้าติดตัวเดินทางไป อยู่ในป่าไม่รู้จะมีอาหารดีๆให้เจ้าได้กินบ้างรึไม่” คนเป็นแม่เอ่ยปากอย่างเป็นห่วง ด้วยความที่พรุ่งนี้ลูกชายคนเล็กของตนต้องเดินทางขึ้นไปหาท่านอาจารย์เพื่อปรึกษาราชการงานบ้านงานเมืองตามคำสั่งของผู้เป็นพ่อ

“ลูกไปครานี้เห็นทีนานนัก เพราะมิใช่เดินทางตรงอย่างคราก่อน หากแต่ต้องหยุดพักหาชาวบ้านร้านตลาดเพื่อจดบันทึกการบ้านการเมืองของเมืองลูกหลวงว่าเป็นเช่นไรมากราบทูลขุนหลวง กว่าจะได้เจออาจารย์ท่านคงกินเวลามิใช่น้อย คงคิดถึงรสมือท่านแม่จนใจจะขาดรอนเป็นแน่” สองแม่ลูกเย้าแหย่กันตามประสา ก่อนจะตั้งสำรับรับประทานอาหารร่วมกันกับผู้เป็นพ่อและพี่ชายคนโต

 

เช้าวันต่อมา.....

 

หมื่นภาสกรดีจัดเตรียมม้า 3 ตัว แต่งกายลักษณะคล้ายชาวบ้านธรรมดาปราศจากยศถาบรรดาศักดิ์ใดๆการเดินทางครั้งนี้ไปกันเป็นจำนวนน้อย เพราะหน้าที่ของเขาคือการแฝงตัวไปอยู่กับชาวบ้านตามหัวเมืองต่างๆ เพื่อสืบสาวเรื่องราวกบฏที่ซุ่มอยู่ เมื่อได้ความพอจึงขึ้นไปเชิญท่านอาจารย์ที่แต่เดิมเคยประจำอยู่กรุงศรีรัตนบุรี หากแต่ท่านต้องการละทิ้งความวุ่นวายขึ้นไปความสงบ ณ อาณาจักรล้านนา บ่าวในเรือนและแม่ของเขาคิดว่าภารกิจครั้งนี้เพียงแค่แฝงตัวเพื่อดูวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านเท่านั้นเพราะหากท่านรู้ความจริงต้องไม่ยอมให้เขาไปเป็นแน่ ภารกิจครั้งนี้ท่านพ่อแลขุนนางชั้นผู้ใหญ่ไม่สามารถวางใจผู้ใดได้มากนัก จึงจำเป็นต้องมีคนน้อยที่สุด คือ เขา และสหายสนิท หมื่นฤทธิ์ราชเรืองชัย และหมื่นทัพยพิธา ทั้งหมดเดินทางเข้าสู่ป่า.....

 

.....กระทั่งดวงอาทิตย์จวนจะลับขอบฟ้า.....

ทั้ง 3 หยุดพักเพื่อเตรียมหาฟืนมาก่อไฟสำหรับค่ำคืนนี้ การต้องค้างแรมในป่านั้นไม่ใช่เรื่องลำบากอันใดสำหรับเขาทั้งสามคน เพราะทั้งสามล้วนแต่ผ่านการฝึกดาบ การตั้งค่ายเพื่อสู้รบมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เส้นทางที่เขากำลังเดินทางอยู่นั้นก็สัญจรไปมานับตั้งแต่ยังเด็กกับผู้เป็นพ่อที่ต้องออกว่าราชการตามหัวเมืองอยู่บ่อยครั้ง หลังจากหุงหาอาหารและก่อฟืนเสร็จสับหมื่นทับเป็นผู้เฝ้ายามเป็นคนแรก เพราะแม้จะคุ้นตากับสถานที่นี้เพียงใด แต่การนอนหลับอย่างไม่รู้เรื่องราวนั้นนับว่าอันตรายมากเพราะแม้ไฟฟืนที่พวกเขาก่อจะไล่สัตว์ป่าได้เป็นอย่างดีแต่กลับเป็นที่เรียกหาพวกกองโจรที่ซุ่มอยู่ตามหัวเมืองได้อย่างไม่ยาก แม้ครานี้เขาจะแต่งกายไม่แตกต่างจากชาวบ้านร้านตลาด แต่เมื่อคนไม่มี ต่อให้พวกเขาจนเพียงใดคนพวกนั้นก็ย่อมปล้นอยู่ดี ไม่ต่างอะไรจากหัวขโมยทีเขาเจอที่ตลาดเมื่อวาน เมื่อหัวเหนื่อยที่จะคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย สติของเขาเริ่มๆค่อยๆหายไปในห้วงนิทรา

 

“พ่อกรๆ” เสียงใครคนหนึ่งดังขึ้น

“ท่านเพลียมาจากที่ใดกันนี่ คิดจะไม่ให้ข้าได้ข่มตานอนเสียบ้างรึไร” หมื่นทับกล่าวเชิงเย้าแหย่เมื่อพยายามปลุกหมื่นกรอยู่นานสองนานกว่าเจ้าตัวจะตื่นขึ้น

“ฮ่าๆ ขออภัยเถิดท่าน ข้าเพียงแต่ขาดการค้างแรมในป่าไปเสียนาน เห็นทีต้องปรับตัวกันอีกเสียยกใหญ่” เขาเอ่ยขอโทษด้วยเสียงงัวเงีย คงเป็นเพราะเขาหลับสบายอยู่ในเรือนเป็นเวลาหลายเดือนจึงไม่คุ้นชินกับการตื่นกลางดึกเช่นนี้

เมื่อเริ่มรู้สึกตัวเขาจึงเดินไปหยิบน้ำมาล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นขึ้นก่อนที่จะไปเฝ้าเวรต่อไป

 

ช่างเป็นคืนที่เงียบสงบ มีเพียงเสียงลมที่พัดไหว และสัตว์น้อยที่ยังไม่นอนส่งเสียงเล็กๆให้เขาพอคลายเหงาได้บ้างเท่านั้น เมื่อแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืน เต็มไปด้วยดวงดาวที่พราวแสงระยิบระยับจนไม่สามารถนับได้ด้วยตาว่ามีจำนวนเท่าไหร่ พร้อมแสงจันทร์กลมโตที่ส่องแสงเรืองรอง เขาชื่นชมความงามอยู่เพียงชั่วครู่ หูของเขาก็เริ่มได้ยินเสียงผิดแปลไปจากเสียงสัตว์น้อยที่เคยร้อง เสียงฝีเท้าคน.....

เขาจับดาบที่อยู่ข้างเอวให้ถนัดค่อยๆเงี่ยหูฟัง เสียงฝีเท้านั้นค่อยๆใกล้ขึ้น ใกล้ขึ้น สองคน...​ ไม่ใช่ ห้าคนเป็นอย่างน้อย หนึ่งในนั้นอาจเป็นผู้หญิง หรือ เด็ก เพราะเสียงย้ำก้าวอ่อนกว่าเท้าของผู้เป็นชายนัก เขาหันไปเพื่อจะเดินกลับไปยังที่พักแรม ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่สิบเมตร หากแต่เมื่อเขาหันกลับไปนั้น มีลูกธนูเฉียดหน้าเขาไปเส้นยาแดงผ่าแปด เขารีบวิ่งไปหาที่กำบังโดยเร็ว

ถ้าเมื่อครู่เขาไม่หันหลังก่อนเห็นทีลูกธนูลูกนั้นจะปักที่อกเขาเป็นแน่ จากความแรงของลูกธนู และเสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามา ถ้าเขาออกไปตอนนี้คงไม่พ้นเงื้อมือเจ้าของธนู ดาบของเขาไม่มีทางไวเท่าลูกธนูแน่ เจ้าโจรป่าพวกนี้พัฒนาฝีมือทุกครั้งที่เขาเจอ แต่ไม่คิดเลยว่าครานี้จะพัฒนาถึงขั้นใช้ลูกธนูยามที่ฟ้ามีเพียงแสงจันทร์นำทางได้ ถ้านำความสามารถของตนไปใช้ในทางที่ถูกก็คงไม่ต้องมาเป็นหัวขโมยในป่าคอยปล้นชาวบ้านที่เดินทางไปมาแน่

เขารอให้พวกโจรป่าเข้ามาใกล้มากขึ้น ในระยะที่ดาบของเขาจะฟันถึง จนในที่สุดโจรสองคนเดินมาถึงจุดที่เขาซ่อนตัวอยู่ เขาออกไปต่อสู้กับพวกมัน ผิดคาด โจรสองคนนี้ต่อสู้กับเขาด้วยกริดและดาบ หาใช่ธนู นั้นหมายความว่ามือธนูยังอยู่ในระยะที่ดาบของเขาฟันไม่ถึง สิ่งที่เขาทำได้ตอนนี้คือการต่อสู้โดยขยับตัวตลอดเวลาเพื่อให้มือธนูเล็งได้ยากขึ้น
 

“ฉึบ" เสียงธนูปักเข้าหักของ 1 ใน 2 โจร พวกมันพลาด.....

“หยุดยิง” เสียงของใครสักคนดังขึ้นในระยะไม่เกิน 20 เมตร ออกคำสั่ง

 

เสียงฝีเท้าอีกสองคนใกล้เข้ามา แน่นอนว่าตอนนี้เขาถูกรุม 1 ต่อ 3 นั้นไม่ใช่ปัญหา เขาค่อยๆถอยร่นไป จนพวกโจรได้ใจ อย่างที่คิด พวกมันไม่ได้มีอัน 5 คน หากแต่มาซุ่มดูพวกเขาอยู่ตั้งแต่เมื่อค่ำแล้ว เขาตะโกนเรียกเพื่อนทั้งสอง เป็นโชคดีที่กว่าเขาจะถอยไปประชิด เพื่อนทั้งสองของเขาสติก็เริ่มกลับมาอย่างครบสมบูรณ์

 

“อีกแล้วหรือไอพวกโจรป่า” หมื่นฤทธิ์พูดอย่างระเหี่ยใจกับเจ้าโจรกลุ่มเดิมที่ไม่ว่าจะจับอย่างไรก็ไม่หมดสิ้นไปเสียที

“ครานี้พวกมันมีธนู” หมื่นกรเตือนเพื่อน เพราะแม้พวกเขาจะคุ้นชินกับกองโจรพวกนี้เป็นอย่างดี แต่เมื่อครานี้พวกนั้นลงมือระยะไกลได้ก็เป็นเรื่องที่น่ากังวลมิใช่น้อย

“มันไม่กล้ายิงดอก พวกนี้รักพวกพ้องมันมาก คนของมันเยอะกว่า มีโอกาสพลาดไปโดนพวกมันเองมากกว่า” หมื่นทับวิเคราะห์ ซึ่งก็เป็นจริงดั่งนั้น

 

กองโจรจำนวนนับสิบคนต่อสู้กับชายขุนนางทั้งสาม ด้วยฝีไม้ลายมือที่ฝึกมานับสิบปีเพื่อเตรียมพร้อมต่อการสู้รบเพื่อป้องกันอาณาจักร ชายทั้งสามเอาชนะได้อย่างง่ายดาย เมื่อจัดการมือดาบเกือบหมดสิ้น หมื่นกรจึงเริ่มมองหามือธนู

 

“ข้าหามือธนูไม่เจอ” หมื่นกรกล่าวขึ้น เมื่ออยู่ดีๆ มือธนูที่เคยจัดการพวกเขาก็หายไป ไม่ทันขาดคำทางด้านซ้ายก็มีโจรอีกคนหนึ่งพุ่งดาบมาหาเขา เขาปัดดาบของโจรตกพื้นอย่างง่ายดาย พร้อมฟันดาบลงไปที่ขา เพราะหน้าที่ของเขาไม่ใช่ฆ่าพวกมันให้ตาย แต่คือการจับพวกมันส่งไปให้ขุนหลวงพิจารณาโทษ

 

“พ่อกร ระวัง!” หมื่นฤทธิ์ตะโกนเตือนด้วยความตกใจ เมื่อขณะที่กรกำลังยืนหอบอยู่นั้นมือธนูกำลังจะปล่อยลูกธนูตรงมายันหลังเขา ก่อนจะมีเสียงดัง.....

“โป๊ะ..... โป๊ะ” พร้อมบุคคลปริศนาที่ปรากฏกายขึ้น.....

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

5 ความคิดเห็น

  1. #3 Parn Will Simpson (@parn2001) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 / 20:55

    ยังมีคำผิดอยู่บ้างนะคะ เป็นกำลังใจให้และจะติดตามไปเรื่อยๆค่า
    #3
    1
    • #3-1 nungxin (@antizohh) (จากตอนที่ 2)
      27 พฤษภาคม 2563 / 20:57
      ขอบคุณค่า🙏 ไรท์จะระมัดระวังขึ้นนะคะ😅
      #3-1
  2. #2 cherrytaetae2139 (@cherrytaetae2139) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 / 19:05
    รอนะค้าาา
    #2
    0