[The king of legend] อาทิตย์แห่งจันทรา

ตอนที่ 3 : ศศิธร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 17
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    28 พ.ค. 63

ตอนที่ 3 “เดือน”

 

“โป๊ะๆ” เสียงก้อนแข็งๆ กระทบกัน ก่อนที่มือธนูจะปล่อยลูกธนูลงมือและกุมหัวอย่างเจ็บปวด

“โป๊ะ โป๊ะ” เสียงของแข็งกระทบกันอีกสองครั้ง ก่อนที่นายโจรที่หมื่นทับและหมื่นฤทธิ์กำลังต่อสู้อยู่ด้วยเริ่มมีอาการคล้ายมึนหัว

เมื่อทั้งสามเห็นดังนั้นจึงมองโดยรอบเพื่อหาบุคคลที่สาม

“โป๊ะ” เสียงของแข็งกระทบกันอีกครั้งหนึ่ง ทำให้โจรที่กำลังจะพุ่งกริดมาทางหมื่นทับล้มลงไปนอนอีกครั้ง พร้อมเสียงตะโกน

“ท่านจัดการพวกมันเสียก่อนเถอะจะมามองหาข้า เดี๋ยวจะโดนฆ่าตายมิรู้ตัว” เสียงหนึ่งตะโกนพร้อมร่างเล็กกระโดดลงมาจากกิ่งไม้

“ชายชาตรีสามคนเกือบตายเพราะกองโจรในป่า รู้ถึงไหนอายถึงนั้น” เจ้าของร่างเล็กเหน็บแนม ทั้งสามมองหน้ากันอย่างฉงนใจก่อนที่จะหันไปจัดการกับเหล่าโจรทั้งหมดมัดรวมกัน

 

เมื่อจัดการเหล่าโจรเสร็จแล้วเขาจึงหันมาหาบุคคลปริศนา

 

“เจ้าเป็นใครเหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่เวลานี้” หมื่นกรถามพลางมองใบหน้าที่ถูกปกคลุมด้วยผ้าสีน้ำตาล เห็นทีจะเป็นชายเมื่อดูจากการแต่งตัวด้วยเสื้อม่อฮ่อมแลกางเกงขาก๊วย แต่ร่างก็เล็กเกินชายชาตรีไปมาก อาจจะเป็นเด็กหนุ่มกระมัง การแต่งกายที่ดูซอมซ่อคงเป็นลูกชาวบ้านในป่าแถวนี้

“ข้าก็อยู่ของข้าแถวนี้มาตั้งนมนาน พวกท่านต่างหากที่เป็นขาจร” บุคคลปริศนาตอบกลับ นมนานของเขาอาจจะหมายถึงนานหลายชั่วโมง

 

หมื่นกรรู้สึกคุ้นดวงตาคู่นี้อย่างบอกไม่ถูกผ้าที่ปิดพันหน้าตานั้นไว้ ดูคล้ายกับ.....

 

เขาดึงผ้าพันหน้าของหนุ่มน้อยออกทำให้เห็นใบหน้าสีขาวผ่อง แต่ก็มีริ้วรอยที่แสดงถึงการผ่านงานกลางแดดกลางลมมิใช่น้อย ดวงตากลมโตสีดำ คิ้วหนาที่เรียงกันอย่างสวยงาม จมูกโด่งเป็นสัน ปากกระจับที่ดูระม้ายคล้ายสตรี หากแต่การแต่งกายแลผ้าพันผัวที่โผกเก็บผมไว้ทำให้เขาคิดว่าอาจเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาจิ้มลิ้มกระมัง มิมีหญิงใดมาแต่งกายเรียนแบบชายเช่นนี้แน่ เหมือนคราก่อน หนุ่มน้อยเปลี่ยนผ้าเป็นอาวุธคิดจะพันมือเขาให้ขยับหนี้ไปไหนไม่ได้ แต่ครานี้เขารู้กลยุทธ์ของหนุ่มนี่แล้ว มีหรือจะหลอกเขาได้อีกครั้ง และครั้งนี้เขาเป็นฝ่ายชนะ เขาจับกดหนุ่มน้อยนี้ลงกับพื้น

 

“เจ้าโจรขโมยผ้างั้นรึ” เขาตะคอกด้วยเสียงคำราม

“โอ้ย..... ข้าขออภัยเถิดท่าน ข้ามีความจำเป็น ปล่อยข้าก่อนเถิด” หนุ่มน้อยร้องอวดครวญ
 

หมื่นกรค่อยๆคลายแรงที่กดลง แขนที่ตนจับนั้นเล็กกว่าเขามาก จนรู้สึกว่าอาจหักลงไปได้ทุกเมื่อ

 

“ความจำเป็นอันใดจึงต้องขโมยของผู้อื่น เพียงไม่กี่ตำลึงเจ้ารับจ้างแบกหามก็ได้เบี้ยอัฐมาใช้จ่ายเสียแล้ว”

เขาพูดทั้งที่ยังจับชายหนุ่มกดไว้ที่พื้นด้วยแรงที่เบาลง

 

“ขออภัยเถิดท่าน ตอนนั้นข้าคิดน้อยนัก ข้าก็มิอยากกลับไปเป็นหัวขโมยดอก ข้าเกิดมาอยู่คนเดียว โตมาในป่า มิรู้ขนบธรรมเนียมชาวบ้านชาวเมืองเขา” หนุ่มน้อยเอ่ยขอโทษจากใจจริง ทำให้เขาพอคลายความโกรธไปได้บ้าง ก่อนจะเริ่มจับคลำที่เอวและควักบางสิ่งออกมา

 

“นี่คืออาวุธเจ้าหรือ” เขาหยิบหนังสติ๊กออกมาอย่างเหลือเชื่อ

“ขอรับ ข้าใช้ดาบอะไรไม่เป็นดอก ที่พอเป็นก็เห็นทีจะมีแค่อันนี้อันเดียว”

หมื่นทับแลหมื่นฤทธิ์กลั้วหัวเราะออกมาอย่างเหลือเชื่อ หนุ่มน้อยผู้นี้ช่วยชีวิตพวกเขาด้วยหนังสติ๊กงั้นรือ

“ข้าว่าครานี้ปล่อยมันไปเถิดพ่อกร ถือเสียว่าจะได้แล้วหนี้บุญคุณกัน มิอย่างนั้นหากส่งให้ทางการก็มิรู้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไร เราคงกลับไปช่วยเจรจาไม่ได้แล้วหนา” หมื่นทับกล่าว

“เห็นทีจะไม่ได้หรอกพ่อทับ คนแบบนี้ปล่อยไป ก็มีแต่จะไปขโมยของผู้อื่นเสียให้เขาได้รับความลำบากอีก เป็นสันดานแล้วกระมัง” หมื่นกรกล่าวด้วยเสียงที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด หลังจากใช้มือที่จับสำรวจร่างกายของผู้อยู่ใต้ฝ่ามือ ลักษณะร่างกายผู้ดีไม่เหมือนคนเคยฝึกดาบ เพราะแขนอ่อนไปมาก มิมีทางจับดาบหนาๆต่อสู่ไหวแน่ แลแม้มือจะหยาบกร้านหากแต่เนื้อกายช่วงอื่นมิเหมือนผู้ใช้แรงงานนัก คงมิใช่กบฏหากแต่ก็ยังไว้ใจมิได้เพราะคงมีวิชามิน้อยถึงจัดการเขาได้อยู่มัด

 

“ท่านกล่าวว่าท่านจะไม่ได้กลับไปช่วยเจรจา หมายความว่าท่านจะไปที่ใดหรือ” หนุ่มน้อยเอ่ยถาม

“มิใช่กงการใดของเจ้า” หมื่นกรกล่าวกลับด้วยวาจาเข้ม

“หากท่านจะเดินทางไกล ข้าอยากจะขอติดตามท่านไปด้วยได้หรือไม่ หากท่านอนุญาต ข้าสัญญาด้วยชีวิตข้าว่าจะไม่กระทำการใดที่ผิดอาญาแผ่นดินอีก ข้าขอเพียงแค่อาหารสามมื้อแลที่พักแรมเท่านั้น ข้าอยากเดินทางไปยังเมืองใหญ่สักแห่งเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่” หนุ่มน้อยอ้อนวอน

“ข้าคิดว่าหนุ่มนี่มิได้เลวโดยสันดานหรอก เขาจะไม่ช่วยเราก็ได้ทั้งที่รู้ว่าอาจถูกเจ้าจับ เลี้ยงดูไว้คงมิเสียหาย” พ่อฤทธิ์สมทบ

 

ทั้งสามสหายมองตากันเพียงชั่วครู่โดยมิต้องเอ่ยคำใดออกมาก็รู้กันได้ด้วยความเป็นเพื่อนสนิทกินนอนด้วยกันตั้งแต่เล็ก พวกเขามิได้ไว้ใจหนุ่มนี้นัก เพราะฝีมือที่มีวิชาและความบังเอิญถึงสองครั้งสองคราที่แต่แรกพวกเขาก็คิดว่าอาจเป็นเพียงความบังเอิญธรรมดาจนกระทั้งหนุ่มนี่มาขอติดตามเขาไปทั้งที่ไม่รู้ว่าไปที่ใด ไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นใคร ไม่มีผู้ใดกระทำเช่นนี้ดอก เว้นเสียแต่ว่าหนุ่มนี้จะรู้จักเขามาก่อน แต่เพราะไม่ไว้ใจหากแสดงชัดว่าไม่ไว้ใจหนุ่มนี้จะระมัดระวังตัวเสียเปล่าๆ สู้เลี้ยงดูปูเสื่อให้อย่างดี นำศรัตรูไว้ใกล้ตัวคอยจับตาดูอย่างใกล้ชิด ไม่แน่ว่าหนุ่มนี่อาจพาเขาไปเจอนายของมัน ต้นตอของกลุ่มกบฏจริงๆก็เป็นได้ ทั้งสามราวอ่านใจกันออกเพราะไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเคยเจอการแฝงตัวแบบนี้

 

“หากเจ้ากระทำการใดที่ทรยศต่อข้า หรือต่อแผ่นดิน คนที่เจ้าช่วยไว้วันนี้แล จะเป็นผู้ปิดชีพเจ้าเอง” หมื่นกรกล่าว แม้อาจดูเป็นคำพูดข่มขู่แต่ก็เป็นการอนุญาตให้หนุ่มน้อยนี้ร่วมเดินทางด้วยเช่นกัน

“ขอบใจท่านทั้งสามมาก ” หนุ่มน้อยยิ้มร่าเพราะพูดด้วยความดีใจ

“เจ้าชื่ออะไร” หมื่นกรถาม

ชายหนุ่มนิ่งงันไปชั่วครู่ นั้นสิ ชื่ออะไร

 

ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่วันก่อน.....

 

ซันลืมตาขึ้นมาอีกทีเธอก็มาอยู่กลางวัดรามเทพในตอนกลางคืน เมื่อเงยหน้าแหงนมองท้องฟ้าพระอาทิตย์ยามเที่ยงตรงที่เคยสาดส่องก็แปรเปลี่ยนเป็นดวงจันทร์ยามค่ำคืน เมื่อมองไปรอบตัว ทุกสิ่งก็เปลี่ยนไปวัดที่เคยเป็นซากปรักหักพัง ก็กลับกลายมางดงามเมืองดังเช่นเก่าก่อน สภาพบ้านเรือนที่เคยเป็นอิฐปูนก็กลับกลายเป็นเรือนไม้และไม้ไผ่ผูก ไม่จริงแน่ๆ..... เธอคิด นี่อาจเป็นเพียงความฝันตอนที่เธอเป็นลมเพราะแสงแดดจ้า หากแต่เวลาผ่านไปหลายชั่วยามจนใกล้รุ่งสาง เธอก็ยังไม่ตื่นขึ้นจากความฝันเสียที การแต่งกายของคนรอบตัวเธอก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เมื่อก้มลงดูผ้าผ่อนที่เธอสวมใส่ เธอเริ่มไม่แน่ใจว่านี่เป็นความฝันหรือว่าความจริง แต่หากเป็นความจริงขึ้นมาเธอเองก็ไม่อยากจะแปลกแยกจากชาวบ้านที่นี่นัก จึงใช้ความสามารถที่มีในทางที่ผิด แต่แรกเธอขโมยผ้าผ่อนของบ่าวในเรือนหนึ่ง หากแต่ได้มาเพียงชุดเดียวเท่านั้น เธอเริ่มเดินสำรวจบ้านเมืองในความฝันของเธอ คำพูดคำจา ทุกอย่างผิดแผกจากยุคปัจจุบันไปมาก

เธอเดินเข้าไปในตลาดแห่งหนึ่ง ถ้าอยู่ ณ ที่ต่างถิ่น นอกจากผ้าผ่อนที่เธอต้องมี ที่ขาดไม่ได้คืออาวุธ เมื่อเธอมองไปยังแผงขายของเล่นแผงหนึ่ง หนังสติ๊กนี่แหละดี เธอเองก็ไม่ได้อยากฆ่าใคร เพียงแต่มีไว้ป้องกันตัวระยะไกลเท่านั้น

 

"โอ้ย” ซันแสร้งทำเป็นสะดุดล้ม ก่อนจะตะคุบหนังสติ๊กเข้ามาให้กางเกงขาย้วยที่ขโมยมาเมื่อรุ่งสางแล้วรีบลุกเดินขึ้นไป ขอให้นี่เป็นความฝันเธอภาวนาในใจตลอดเวลา สายตาของเธอมองไปยังร้านขายผ้าท้ายตลาดเก่าๆ ที่คล้ายน่าจะเป็นผ้ามือสอง เธอเคยอ่านมาว่าผ้าผ่อนสมัยนี้แพงมาก ถ้าเธอจะขโมยผ้าดีๆของประชาชนในเมืองคงจะเดือดร้อนกันมากกว่าร้านขายผ้ามือสองที่ไม่ใช้แล้วเป็นแน่ เธอคิดจริงจังไปไหมนะ..... ในเมื่อนี่มันเป็นเพียงแค่ความฝันนี่ เธอถามตัวเองซ้ำๆ

 

‘เอาวะ!’ เธอคิด ถ้าอยากรู้ว่ามันเป็นความฝันหรือป่าวก็ขอลองดูสักตั้ง เธอลอบมองร้านขายผ้าเก่า ก่อนที่จะวิ่งไปขโมยอย่างจงใจให้ถูกจับได้ เวลาที่เธอฝันอะไรแปลกๆ พอถึงช่วงพีคหรือน่ากลัวสุดๆเธอจะตื่นขึ้นเสมอ เธอถูกวิ่งไล่ตาม ทำไมยังไม่ตื่นอีกละไอซัน! เธอถามตัวเองซ้ำๆ จนวิ่งมาสุดทีชายหนุ่มผู้หนึ่งดูท่าทางมียศถาบรรดาศักดิ์มิใช่น้อย ใบหน้าคมคายสมเป็นชายไทยสมัยโบราณ จมูกที่โด่งเป็นสัน ปากกระจับ กำลังกล่าวว่าร้ายเธอ เธอหันไปมองรอบตัวตอนนี้เธอถูกล้อมไว้

‘ตกลงฝันหรือไม่ฝันวะเนี่ย ตื่นเหอะ ใครก็ได้ปลุกกูที’ เธอคิด ถ้าหนีไปไหนไม่รอดแล้วก็ขอสู้กันโต้งๆเลยแล้วกัน เธอท้าทายเขาให้เข้ามาและแน่นอนเขาแพ้เธอ เธอวิ่งหนีเข้าไปในป่า เธอไม่รู้จะไปที่ไหน ไม่รู้จักใคร ตกลงนี่เป็นความจริงจริงๆหรอ? เธอย้อนมายังอดีตได้จริงๆหรอ? ถึงแม้จะเคยได้ยินทฤษฎีหลุมดำที่เกี่ยวกับห้วงเวลาอยู่บ้างแต่ก็ไม่เคยคิดว่าตนจะย้อนอดีตกลับมาเช่นนี้ บางทีเธออาจจะแค่ฝันไปจริงๆก็ได้ ด้วยความเหน็ดเหนื่อยตลอดทั้งวัน เธอค่อยๆผลอยหลับไป

 

แสงแดดจ้าที่สาดส่องลงมาทำให้เธอตื่นขึ้น เธอมองไปที่รอบๆตัว เสื้อผ้าของตน มันไม่ใช่ความฝันเธอมาอยู่ที่นี่จริงๆงั้นหรือ หรือเธอกำลังฝันซ้อนฝันอยู่กันแน่ ถ้ามันเป็นความฝันเธอก็ต้องอยู่รอดในความฝันนี่ให้ได้ ท้องที่ยังไม่ได้มีอาหารตกถึงมาเป็นวัน เธอเริ่มเดินลึกเข้าไปในป่า คิดว่าจะหาหมู่บ้านเล็กๆสักแห่งอยู่อาศัยด้วยเพราะถ้าอยู่ในตัวเมืองคงไม่พ้นโดนจับไปเป็นทาสแน่ สมัยนี้เธอได้ยินมาว่าหากเป็นบ่าวหรือทาสก็ต้องถูกจับสักเลขเพื่อขึ้นตรงต่อเจ้านาย ในเมื่อเธอไม่มีเลขที่ข้อมือหากไปอยู่ในที่คนพลุกพล่านก็อาจโดนจับส่งทางการได้ ตอนนี้เธอแค่อยากหาใครสักคนที่พึงพิง มีข้าวให้ทานมีที่ให้นอน

 

เธอเดินไปจนเจอหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีการหลอมเหล็กตีดาบกันมากกว่าชาวบ้านปกติทั่วไป เธอลอบเข้าไปขโมยเนื้อหมูที่ตากไว้หลังหมู่บ้านมาทานให้พอยาไส้ ถ้าเป็นยังงี้ต่อไปเธอต้องตายแน่ๆ เธออยากตื่นจากความฝันนี่แล้วหรือใครก็ได้ช่วยมาพาเธอออกไปที เธออาศัยกิ่งไม้บนต้นไม้ใหญ่เป็นที่พักพิง เมื่อฟ้าใกล้มืดเธอได้ยินเสียงกลุ่มคนนับสิบคนเดินผ่านต้นไม้ที่เธออาศัยอยู่พร้อมอาวุธครบมือ เธอค่อยๆย่องตามไปอยู่ห่างๆ ด้วยความรู้สึกไม่ชอบมาพากล แม้ตัวเองยังจะเอาไม่รอด แต่ถ้าเห็นอะไรที่ผิดด้วยสัญชาตญาณที่มีมาตั้งแต่ยังเด็กก็จะขอพิทักษ์ความยุติธรรมนี้ เธอไม่ได้เดินไปประชิดตัวเพราะถ้าทำอย่างนั้นคงไม่พ้นถูกจับได้ แต่อาศัยเดินตามรอยเท้าของคนพวกนี้ที่ทิ้งไว้ พร้อมเก็บหินริมทางเป็นอาวุธสำหรับหนังสติ๊กนี้

 

เธอเห็นเป้าหมายของชายกลุ่มนี้ มีชายที่เธอเคยเจอที่ตลาดกำลังถูกคุกคาม คนพวกนี้เป็นใครกันทำไมมาอยู่ในป่าแห่งนี้ ดูจากสัมภาระคงจะเดินทางไกลมิใช่น้อย ถ้าเธอไปกับเขาด้วยจะดีกว่ามาร่อนเร่ในป่าเพียงลำพังไหมนะ อย่างน้อยก็ขอติดตามไปจนเจอที่จะเริ่มต้นอะไรๆใหม่ได้ เพราะดูจากฝีมือดาบแล้วก็ไม่ธรรมดาเลย ถ้าเธอได้เรียนวิชาด้วยก็คงพอจะใช้ป้องกันตัวเองในที่ต่างถิ่นนี้ได้ เรื่องต่อสู้เธอเรียนรู้ได้ไวอยู่แล้ว แต่หวังว่าเขาจะไม่จับเธอฆ่าหรือส่งทางการก่อน

ในขณะที่เธอเริ่มลังเลใจความเขาจะทำอะไรเธอหรือไม่เธอเห็นเขากำลังพลาดพลั้ง ด้วยสัญชาตญาณจึงรีบคว้าหนังสติ๊กที่ขโมยมาจากตลาดยิงก้อนหินใส่หัวโจรชั่วไปทีละคน ฝีมือไม่เลวเหมือนกันนี่หว่ากู ดีนะที่เคยเล่นกับพี่ชายตอนเด็กๆ หยามใจได้ไม่นาน เธอเห็นชายทั้งสามกำลังมองหาเธอ ไอซันเอ้ยยยย คิดอะไรอยู่เนี่ย เอาวะเป็นไงเป็นกัน ตายเป็นตาย ไม่ออกไปอยู่ยังงี้เดี๋ยวก็ต้องตายอยู่ดี!

 

เธอกระโดดลงมาจากกิ่งไม้ที่ปีนอยู่ แต่คนที่เธอช่วยเหลือกลับตอบแทนเธอด้วยการกดเธอไว้กลับพื้นเสียอย่างนั้น จากคำพูดคำจาคนพวกนี้ดูไม่ใช่คนเลว คงไม่มีขุนนางเลวๆที่ไหนมาไล่จับโจรให้ชาวบ้านร้านตลาดหรอกมั้ง หรืออย่างน้อยถ้าเลวก็คงเลวน้อยกว่าพวกโจรป่าที่อาจจะจับเธอไปข่มขืนได้ทุกเมื่อถ้ารู้ว่าเธอเป็นหญิง เธอจึงตัดสินใจขอติดตามเขาไปเพื่อหาที่อยู่ใหม่ อย่างน้อยก็มีคนคุ้มกระลาหัวเธอ มีอาหารให้กิน ดีกว่าร่อนเร่อยู่คนเดียวที่ไม่รู้ทิศรู้ทาง ไม่รู้จะโดนสัตว์ป่าหรือมนุษย์ชั่วจับไปทำอะไรเมื่อไหร่ เธอใช้ทักษะการแต่งฟิคในจอยลดาของเธอ จากแต่งเรื่องศิลปินมาแต่งเรื่องตัวเองภายในเวลาเสี้ยววินาที เธออ้างว่าตนนั้นเป็นกำพร้า โชคดีที่เธอเองก็พอจะเคยดูละครย้อนยุคมาบ้างแม้สำเนียงอาจจะแปล่งๆ แต่คำพูดคำจาที่ใช้ก็พอเนียนถูไถแหละมั้ง เธอคิด

 

“ว่าอย่างไร ตกลงเอ็งชื่ออะไร” กรถามซ้ำหลังจากที่หนุ่มน้อยตรงหน้ากระงักไปเป็นเวลานาน

 

เสียงของหมื่นกรดึงสติของซันให้กลับมา ในเมื่อเธอชื่อซันจากบ้านเมืองของเธอมาตอนเที่ยงวัน และมาโผล่ที่นี้เวลาเที่ยงคืน สิ่งแรกที่เธอเห็นคือพระจันทร์..... ถ้าอย่างนั้น

“ข้าชื่อเดือน” ซันตอบ คงเนียนอยู่แหละชื่อนี้ ก็ดูไทยๆดีนะ เอ๊ะ ออกสาวไปหรือป่าววะ

“เดือนงั้นรึ ชื่อหวานสมกับหน้าเจ้าเลยพ่อเดือน” หมื่นฤทธิ์ทัก

 

ซันหรือพ่อเดือนได้แต่ยิ้มแหะๆ ก่อนที่ทั้งหมดจะจัดเตรียมทุกอย่างเพื่อเริ่มต้นการเดินทางครั้งนี้.....

 

.....................................

[Talk] ขอบคุณทุกๆคนที่เข้ามาอ่านเลยนะคะ ถ้าชอบหรือไม่ชอบยังไงคอมเมนท์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ ทุกคอมเมนต์ไม่ว่าจะติหรือชม ทำให้ไรท์ใจฟูมากจริงๆ แล้วเจอกันตอนต่อไปนะคะ^^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

5 ความคิดเห็น

  1. #4 cherrytaetae2139 (@cherrytaetae2139) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2563 / 22:07
    รอนะค้าาา
    #4
    0