ผู้ชายที่เดินทางข้ามกาลเวลา

ตอนที่ 4 : คนเรามักมองข้ามสิ่งที่สำคัญในชีวิตไปเสมอ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 170
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    27 พ.ย. 54

“คนเรามักมองข้ามสิ่งที่สำคัญในชีวิตไปเสมอ”

                                                           นิรนาม

 

          ในระหว่างที่ขับรถหัวใจผมก็เต้นแรง เลือดสูบฉีดความคิดพลุ่งพล่านไปทั่วว่าถ้าเจอคนที่บ้านฟ้าจะทำอย่างไรดี จะกล้าสู้หน้าไหม จะพูดคุยอย่างไร

          ไม่นานรถก็มาจอดลงที่หน้าบ้านของเธอผมเองก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าที่บ้านของเธอคงจะมีใครซักคนเปิดประตูต้อนรับผมเข้าไป

          ผมก้มลงดูนาฬิกา

06.00

          ยังเช้าเกินไปรึเปล่า ผมละล้าละลังใจอยู่นานกว่าจะกดออดหน้าบ้านของฟ้า หรือถ้าจะเรียกให้ถูกก็คือบ้านของพ่อแม่เธอต่างหาก

          นิ้วผมเคลื่อนเข้าไปเหงื่อไหลซึมออกมาอย่างไร้เหตุผล

ออด

          แต่พริบตาที่กดออดไปแม่ของเธอก็เดินออกมาทันที เหมือนว่าท่านจะรอคอยการมาถึงของผมอยู่ตั้งนานแล้ว

          “นิคมาแล้วหรอลูกเชิญเข้ามาข้างในก่อนเลย” คุณแม่ของฟ้าเดินออกมาต้อนรับผม

          ผมอธิบายไม่ถูกจริงๆว่าตอนนี้รู้สึกอย่างไร เขิน ไม่กล้าสู้หน้า แปลกใจ หรืออย่างไรไม่ทราบได้ ผมไม่เข้าใจเลยจริงๆว่าทำไม พ่อแม่ฟ้าไม่โกรธเลยที่ผมเป็นต้นเหตุหนึ่งที่ทำให้ลูกของพวกท่านต้องเสียชีวิต

           ผมเดินเข้ามาในตัวบ้าน ระหว่างทางก็มองสวนหน้าบ้านที่ตกแต่งอย่างสวยงามด้วยกุหลาบนานาพันธุ์ แค่เพียงสนามหญ้าหน้าบ้านที่เอาไว้ให้เจ้าปีเตอร์ หมาพันธุ์ปั๊กวิ่งเล่นก็ใหญ่กว่าห้องเช้าของผมถึงสองห้องรวมกันเสียอีก อย่างที่ผมเคยบอกไปว่าฟ้ากับผมต่างกันราวฟ้ากับเหวตัวของเธอก็เป็นฟ้าที่สูงส่งสมชื่อส่วนตัวผมก็เหวลึกซะยิ่งกว่าแกรนด์แคนยอน

          พ่อของฟ้านั่งอยู่ตรงโซฟากับเจ้าหน้าที่ตำรวจยศร้อยเอกคนหนึ่ง ระหว่างที่ผมยืนรอให้ท่านทำธุระให้เสร็จก็มองสำรวจไปรอบๆบ้าน บริเวณห้องรับแขกตกแต่งด้วยโทนสีน้ำตาล พื้นบ้านปูด้วยลายไม้มันงาม เฟอร์นิเจอร์ต่างๆเป็นไม้สักเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น โต๊ะรับแขก เคาเตอร์วางของ โต๊ะเล็กวางแจกัน ตู้หนังสือแม้กระทั่งตู้รองเท้า บริเวณผนังประดับประดาไปด้วยภาพเขียนแนวธรรมชาติสวยงามจากอาจารย์ชื่อดังหลายท่านประเมินราคาแล้วอย่างต่ำก็แพงกว่ารถกระบะคันโปรดที่ผมจอดไว้หน้าบ้านเสียอีก

           ผมเคยคิดว่าถ้าฟ้าแต่งงานกับผมผมจะมีปัญญาหาบ้านหรูๆแบบนี้ให้ฟ้าอยู่ได้ไหม

          บ้านหลังนี้ใหญ่โตโออ่า เกินกว่าจะอยู่เพียง 5 คน พ่อ แม่ ลูก และคนรับใช้อีก 2 ผมเคยคิดนะว่าคนเราจะต้องอยู่อาศัยกันซักเท่าไหร่ถึงจะพอใจ เศรษฐีบางคนซื้อบ้านราคากว้างกว่า 4 ไร่เพียงเพื่ออาศัยอยู่คนเดียวแล้วที่เหลือเอาไว้เป็นห้องเก็บของสะสม ในขณะที่คนยากจนต้องนอนข้างถนน มันทำให้ผมตระหนักว่าเกิดเป็นของสะสมยังมีที่อยู่ดีกว่าขอทานเสียอีก แม้จะขยับไม่ได้แต่อย่างน้อยก็นอนห้องแอร์

          “นิคน้ำส้มซักแก้วไหมลูก”แม่ฟ้าหยิบน้ำส้มจากมือของสาวใช้ส่งให้ผม แม้ผมจะไม่ได้ปรารถนาแต่ก็ต้องรับไว้เพื่อเป็นการรักษาน้ำใจ

          แม่ฟ้ายังคงเรียกผมว่าลูกเสมอ ตั้งแต่ครั้งแรกที่ฟ้าพาผมมาแนะนำตัวกับที่บ้านของเธอ ทุกครั้งที่ผมมาที่บ้านฟ้าผมจะรู้สึกเกร็ง ประหม่า ทำตัวไม่ถูกทุกครั้ง อาจจะเป็นเพราะอิทธิพลของพ่อเธอก็เป็นได้

          ผมลอบมองไปทางพ่อฟ้าที่ยังนั่งคุยกับคุณตำรวจอย่างหวาดๆ

          แม่ฟ้าพยายามจะชวนผมคุยเรื่องนู้นเรื่องนี้ ฟ้ากับคุณแม่ของเธอมีนิสัยเหมือนๆกัน ฟ้าชอบชวนผมคุยคุณแม่เองก็เช่นกัน แต่ผมไม่ค่อยฟังที่ฟ้าพูด และคุณแม่เองก็เช่นกัน ผมไม่ได้สนใจท่านเลยสิ่งที่ผมสนใจในตอนนี้คือเรื่องที่พ่อของฟ้ากำลังคุยกับตำรวจเรื่องความคืบหน้าในคดี

          พ่อของฟ้าท่านเป็นนักธุรกิจ รายได้มหาศาล อุปนิสัยนิ่งเงียบขรึม ผมไม่รู้ว่าท่านคิดอะไรอยู่ในใจ ชอบไม่ชอบ ท่านไม่เคยแสดงออก วันแรกที่ฟ้าพาผมมาแนะนำตัวกับที่บ้านพ่อของฟ้าเพียงตอบสั้นๆว่า อืมเท่านั้น

          ผมแทบไม่เคยคุยกับท่านเลย หลายครั้งผมก็คิดว่าท่านจะรังเกียจผมไหมที่ทางบ้านผมมีฐานะไม่ค่อยดี แม้ท่านจะไม่เคยออกปากพูด แต่ผมลองเดาดูก็น่าจะรู้ ถึงฟ้าจะมาบอกว่าท่านไม่ได้รังเกียจ แต่หัวออกคนเป็นพ่อ ใครๆก็อยากให้ลูกตัวเองแต่งงานกับคนมีฐานะทั้งนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าพ่อคนนั้นเป็นคนมีฐานะด้วยแล้ว ก็ยิ่งต้องการคนที่มีฐานะใกล้เคียงกันเพื่อเป็นที่เชิดหน้าชูตาในสังคม

          ตำรวจคนนั้นลุกขึ้นยกมือไหว้คุณพ่อฟ้า ท่านรับไหว้แล้วเขาก็ลุกออกมาจากโซฟา

          เหมือนว่าพ่อฟ้าจะคุยกับตำรวจเสร็จแล้ว ผมเห็นเอกสารปึกหนึ่งวางไว้บนโต๊ะ พ่อฟ้าหยิบเอกสารเหล่านั้นใส่ไว้ในซองสีน้ำตาลและวางมันไว้ที่โต๊ะตามเดิม นายตำรวจคนนั้นเดินตรงมาทางผม เขามองหน้าผมแบบเหยียดหยามแล้วก็เดินผ่านออกไป อะไรของเขา

          แม่ของฟ้าเดินไปส่งเขาที่หน้าบ้าน คุณแม่นี่ช่างใจดีกับทุกคนจริงๆ

          “ร...สถิตหล้า วรรณอรุณ นายตำรวจคนนั้นคือคนที่ฉันเคยคิดว่าเหมาะสมกับฟ้า”

          เสียงนี้ผมจำได้ เสียงของคุณพ่อฟ้านั่นเองท่านหันมาพูดกับผม

          อ้อ! มิน่า ถึงได้มองผมแบบเหยียดหยามแบบนั้น ผมยอมรับว่า หน้าตา ฐานะ ความมั่นคงทุกอย่างผมแพ้นายตำรวจนั่นอย่างแน่นอน

           “คิดว่าจะไม่มาซะแล้วนะ เอ่อนิพนธ์ใช่ไหมถ้าจำไม่ผิด” ผมปลื้มใจเล็กๆที่ท่านยังจำชื่อผมได้

          “ยังไงผมก็ต้องมาครับ”

          “มาเพื่ออะไร ขอโทษฉันหรอ ฉันจำได้ว่าเธอขอโทษฉันมามากพอแล้วนะที่สถานีตำรวจ ฉันไม่ได้ยกโทษให้หรอกนะ เพราะฉันไม่ได้คิดว่าการที่ลูกสาวฉันตายเป็นเพราะเธอ”

          “ครับ” ผมไม่เห็นรู้สึกว่าคำพูดนี้จะทำให้ผมสบายใจเลยสักนิด

          “เชิญนั่งก่อนสิ”ท่านผายมือไปตรงโซหาที่อยู่ตรงหน้าท่าน ผมเดินไปนั่งอย่างว่าง่ายวางน้ำส้มในแก้วลงบนโต๊ะอย่างไม่รีบร้อน และนั่งลงเผชิญหน้ากับท่าน

          “เมื่อสักครู่ท่านบอกว่าตำรวจคนนั้นเคยเป็นคนที่ท่านคิดว่าเหมาะสมกับฟ้า คำว่าเคยในที่นี้หมายถึงอะไรครับ”

          “ก็หมายความตามตัวนั่นแหละ เคยคิดว่าเหมาะสม ก็แสดงว่าตอนนี้ไม่ได้คิดแล้ว”เหมือนว่าจะเน้นคำว่าเคยนะ ถ้าผมฟังไม่ผิด หรือไม่ได้คิดไปเอง

          “แล้วมีความหมายโดยนัยอย่างอื่นอีกไหมครับ อย่างเช่นว่า แล้วใครที่เหมาะสมกับฟ้า เอ่อ ขออภัยที่ล่วงเกินครับผมพลั้งปากออกไป”

          พ่อฟ้ามองหน้าผมนิ่งเงียบแล้วเผยอยิ้มก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี

          นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่ผมรู้จักกับท่านมาที่ได้คุยกันมากถึงขนาดนี้ เพราะเมื่อก่อนแค่ทำให้ท่านพูดคำว่า อืมเหงื่อกาฬผมก็ไหลไปทั่วแล้ว แถมท่านยังยิ้มและหัวเราะอีกด้วย

          “ฉันขอไม่เฉลยละกันนะ ว่าแต่ที่เพิ่งมาหาฉันในตอนนี้นี่มีธุระอะไรงั้นหรือ”

          “ผมมาหาเบาะแสว่าใครเป็นคนฆ่าฟ้าครับ”ผมรีบวนเรื่องให้เข้ามาในประเด็นหลักทันทีก่อนที่ผมจะโดนแขวะเรื่องอื่น หรือไม่ก็คงคุยกันออกทะเลแต่ประเด็นหลังไม่น่าจะใช่ซักเท่าไหร่

          “เธอมาหาเบาะแสคนที่ฆ่าลูกสาวกับพ่อของเขาเนี่ยนะ”

          “ครับ ผมคิดว่าการฆาตกรรมครั้งนี้ไม่น่าใช่การฆ่าแบบไม่มีเหตุผลของพวกฆาตกรโรคจิต แต่มันน่าจะเป็นการวางแผนการฆาตกรรมไว้อย่างรอบคอบ ผมเลยสงสัยว่าบางทีน่าจะเป็นบริษัทคู่แข่งของท่านครับที่ทำแบบนี้”

          พ่อฟ้าหรี่ตาและมองผมอย่างเพ่งพินิจพลางยื่นหน้าเข้ามาใกล้

          “อะไรทำให้เธอคิดว่านี่คือการวางแผนฆาตกรรม”

          “เพราะกล้องวงจรปิดที่อยู่รอบๆบริเวณนั้นถูกทำลายทิ้งหมดเลยและเป็นช่วงที่เจ้าหน้าที่กำลังเปลี่ยนเวรพอดีจึงไม่มีใครจับสังเกต แถมคนร้ายยังรู้อีกด้วยว่าตรงจุดไหนที่มีกล้องดัมมี่วางหลอกเอาไว้ จึงทำให้ไม่มีการบันทึกเหตุการณ์ไว้พอดี ประกอบกับยังอาศัยจังหวะที่คนเริ่มเดินกันแออัดบริเวณที่เกิดเหตุเป็นที่อำพรางตัวจากพยานเห็นเหตุการณ์”

          “เธอพูดเหมือนกับนายโอมเลย ฉันหมายถึงตำรวจคนที่เดินสวนออกไปเมื่อสักครู่นี้นะ”

          “ที่ผมเพิ่งมาถึงเพราะผมมัวแต่สำรวจที่เกิดเหตุอยู่ครับ”

          ไม่ใช่หรอกที่ผมรู้ได้เพราะว่าย้อนเวลาไปดูถึง 4 รอบเลยต่างหาก

          ที่ผมได้บอกโทนี่ไปว่าผมไม่ใช่ว่าผมย้อนไปโดยไม่ได้อะไรเลยเพราะในรอบที่ 4 นั้นระหว่างที่ผมเดินคุยโทรศัพท์ผมก็มองไปยังกล้องวงจรปิด แต่ละที่ซึ่งทำให้ผมพบว่ากล้องวงจรปิดที่อยู่บริเวณนั้นมี 4 ตัว 2 ตัวเป็นกล้องจริงและถูกทำลายไปแล้ว ที่เหลือเป็นกล้องดัมมี่ไม่มีการบันทึกภาพ

          จากนั้นผมมองไปทางซอยที่ฟ้าจะต้องถูกฆาตกรรมซึ่งเป็นซอยที่เชื่อมต่อกับออฟฟิศหลายที่ และตอนนี้ก็เริ่มมีบางสำนักงานเลิกงานกันแล้วคนก็เริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆโดยเดินผ่านจากซอยนั้น ส่วนเรื่องเจ้าหน้าที่เปลี่ยนเวรตอนกล้องถูกทำลายผมบังเอิญได้ยินเมื่อสักครู่นี้เองตอนที่ตำรวจคุยกับพ่อของฟ้า

          “เธอทำให้ฉันไม่ผิดหวังจริงๆ”

          ผมเงียบเพื่อรอฟังว่าท่านจะพูดอะไรต่อ

          “ที่ฉันพูดว่านายตำรวจคนนั้นเคยเป็นคนที่ฉันคิดว่าเหมาะสมกับลูกสาวฉัน มันก็ถูกของเธอ ตอนนี้ฉันมีคนที่คิดว่าเหมาะสมกับลูกสาวของฉันแล้ว เธอรู้ไหมว่าใคร”

          “ผมใช่ไหมครับ”

          ท่านยิ้ม

          “ฉันก็อยากจะเชื่อแบบนั้นเหมือนกัน เธอมีอะไรบางอย่างที่เหมือนกับฉันมันทำให้ฉันประทับใจ”

          “ประทับใจผมหรอครับ” ผมไม่เห็นท่านเคยพูดอะไรเลย

           “ใช่ฉันประทับใจแววตาของเธอ เธอรู้ตัวไหมว่าแววตาของเธอเหมือนกับฉันตอนยังหนุ่มๆ เมื่อก่อนฉันก็เป็นคนจน แต่ว่าฉันเป็นคนสู้ชีวิต น่าเสียดายที่พ่อตาของฉันท่านไม่ได้ใจดีเหมือนฉันคนนี้ ท่านด่าว่าฉันตลอดเวลา จนสุดท้ายแล้วฉันก็สามารถสร้างฐานะขึ้นมาได้ได้และพิชิตใจท่านได้”

          ผมกำลังสนใจกับคำที่พ่อฟ้าบอกว่าตัวเองใจดี

          “คิดดูสิ ฉันฝากฟ้าไปชวนเธอมาทำงานกับบริษัทฉันตั้งหลายครั้ง ตำแหน่งงานดีๆสบายๆก็มีตั้งเยอะแยะแถมฉันยังเลื่อนขั้นให้อย่างง่ายดาย แต่เธอก็ยังปฏิเสธ เธอยอมลำบากเก็บเงินของตัวเองมาเพื่อขอลูกสาวฉัน ตรงนี้แหละที่ทำให้ฉันต้องมองเธอให้ดีมากกว่าเดิม”

            “ขอบคุณครับ”ผมเพิ่งจะรู้ว่าการที่ฟ้าชวนผมมาทำงานกับพ่อเธอทุกครั้งเป็นเพราะพ่อเธอเป็นคนออกปากเองหรือนี่ แสดงว่าที่เธอบอกผมว่าพ่อเต็มใจรับผมเข้าทำงานคือพ่อเธอเต็มใจจริงๆ ไม่ใช่แค่พูดให้ผมดีใจเล่นๆ

           “ตอนแรกฉันไม่ชอบเธอเลย” อันนี้ผมก็ทราบแล้วครับ “แต่เธอรู้ไหม ยัยฟ้ามักจะมาเล่าเรื่องเธอกรอกหูฉันอยู่เสมอเพราะหวังว่าฉันจะชอบเธอขึ้นมาบ้าง ฉันถามยัยฟ้าว่าอะไรทำให้เค้าชอบเธอนักหนา ฉันมองไม่ออกเลยว่าเธอมีส่วนไหนที่ทำให้ฉันเชื่อมั่นว่าเธอจะเลี้ยงดูลูกสาวฉันได้เลย แล้วลูกสาวฉันบอกกับฉันว่าอะไรรู้ไหม”

            ผมเงียบเพื่อรอฟังสิ่งที่ท่านต้องการจะพูด

          “ลูกสาวฉันบอกกับฉันว่าเค้าเชื่อ” ท่าหันมามองหน้าผม“เชื่อว่าเธอเป็นผู้ชายคนเดียวที่จะดูแลยัยตัวแสบแบบนี้ได้ในทุกเวลา”

          “ครับ”ผมทำได้เพียงแค่ขานรับ ผมไม่เคยรู้ว่าฟ้าเชื่อในตัวผมถึงขนาดนี้ ขนาดตัวผมยังไม่เคยเชื่อในตัวเองเลยแท้ๆ

          “ฉันถามต่อไปว่า แล้วศึกษาผู้ชายแค่นี้ดีแค่ไหน”

          นับจากวันแรกถึงวันนี้ก็ 4 ปี ผมคบกับฟ้าตอนอยู่ปี 3

          “ฟ้าตอบฉันว่า สำหรับผู้ชายอย่างเธอไม่มีอะไรต้องปิดบังแค่ใช้เวลาวันเดียวก็เพียงพอแล้ว”

           หมายความว่ายังไง ฟ้าพูดเล่นแหละมั้ง

          “แล้วก็ยังบอกประมาณว่าเธอเป็นคนที่คอยอยู่เคียงข้างในทุกๆเวลาและก็อะไรอีกมากมาย หลังจากนั้นฉันไม่ได้สนใจฟังหรอกนะ แต่มันทำให้ฉันรู้ว่าฟ้ารักเธอ และเชื่อมั่นในตัวเธอ”

           ผมเห็นพ่อฟ้ายิ้ม มันเป็นรอยยิ้มที่อบอุ่น รอยยิ้มของคนเป็นพ่อ

          “นิพนธ์”

          “ครับ”

          “เธอมาหาเบาะแสเกี่ยวกับคดีของฟ้า ถ้าฟ้าเชื่อมั่นในตัวเธอ ฉันเองก็อยากจะเชื่อมั่นในตัวเธอเช่นกัน”พ่อฟ้าชี้ไปที่เอกสารที่กองที่วางบนโต๊ะ “พวกนั้นเป็นข้อมูลเกี่ยวกับคดีของฟ้าที่นายโอมหามาได้ เอามาให้ฉันอ่านไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก ถ้ามันมีประโยชน์กับเธอก็ลองดูละกัน”

           “ครับ”ผมยิ้มออกมา

          “ฉันหวังพึ่งเธอนะ”พ่อฟ้าก็ยิ้ม

          ผมก้มลงหยิบเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะมาพลิกดูอย่างคร่าวๆทีละแผ่น ในนี้ถือว่ามีข้อมูลละเอียดมาก ตั้งแต่ บริเวณที่เกิดเหตุ แผนผังของอาคารรอบๆบริเวณนั้น รายชื่อของคนที่คาดว่าจะอยู่บริเวณนั้น(หาจากสำนักงานที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ) คำให้การของพยาน คำให้การของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย

          อ่านถึงตรงนี้ผมก็ฉุนเล็กน้อย เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือ ยาม มีหน้าที่อะไรบ้างเท่าที่ผมเห็นนอกจากเปิดประตูเข้าห้าง ก็คือตะเบ๊ะคนที่ใส่ชุดท่าทางดูดีเวลาเขาเดินผ่านเท่านั้นแหละ ไม่รู้จะมีไปทำไม รักษาความปลอดภัยอะไรก็ไม่ได้ ในมือมีกระบอง ถ้าผู้ร้ายมีปืนก็ม่องเท่งอยู่ดี แต่จะโทษใครได้ หรือว่าต้องไปพาลกับระบบรักษาความปลอดภัยของบริษัทนั้น

          “เออนี่ ยัยฟ้าเคยบอกฉันเอาไว้ว่าอยากให้นายอ่านไดอารี่ของเค้าบ้างเผื่อนายจะสนใจเขียนของตัวเองบ้างอะไรประมาณนี้ด้วย ถ้ายังไงเธอลองขึ้นไปห้องลูกสาวฉันหน่อยดีไหม”

          “จะดีหรอครับ” ผมเกรงใจ

          “ฟ้าเชื่อใจเธอ ถ้าเค้ายังอยู่ก็คงไม่ว่าอะไรหรอกมั้ง”พ่อฟ้ายิ้มอีกครั้ง

          “งั้นก็ขอความกรุณาด้วยนะครับ”

          ผมกับพ่อฟ้าลุกขึ้นพร้อมกันและเดินตามกันไป เดินขึ้นบันได ตั้งแต่ผมมาบ้านนี้ผมรู้สึกว่ามีอะไรหลายๆอย่างที่เกี่ยวกับฟ้าที่ผมประสบเป็นครั้งแรกเกิดขึ้นหลายเรื่องมาก ผมเพิ่งเคยคุยกับพ่อฟ้านานขนาดนี้เป็นครั้งแรก เคยเห็นท่านยิ้ม เพิ่งเคยเดินขึ้นชั้นสองของบ้านนี้ครั้งแรก เคยเข้าห้องของฟ้าครั้งแรก และก็เป็นห้องนอนผู้คนแรกที่ผมเคยเข้ามาด้วย

          “ตามสบายนะ แล้วก็อย่าลืมจัดให้ด้วย”ท่านทิ้งผมในห้องนอนสีชมพูหวานแหววคนเดียว

          ผมมองสำรวจห้องฟ้าไปรอบๆ ชื่อฟ้าแต่แต่งห้องซะสีชมพูตั้งแต่กำแพง พื้นห้อง เตียงนอน ตู้เสื้อผ้า แม้กระทั่งตุ๊กตาตัวที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานสีชมพู ผมเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง

           โต๊ะนี่ใช่มั้ยที่ทำให้ยัยนี่มาสายทุกครั้งที่นัดแล้วอ้างว่าแต่งหน้าอยู่

          ไดร์เป่าผมยังวางทิ้งไว้ เหมือนรอเจ้าของมันมาเสียบปลั๊กแล้วหยิบมันขึ้นมาเป่า แกจะรู้ไหมนะว่าตอนนี้เจ้าของแกไม่อยู่ซะแล้ว

          ผมมองไปดูสิ่งของชิ้นอื่นซึ่งจากการคาดเดามันคือสภาพห้องสุดท้ายก่อนที่ฟ้าจะออกจากห้องมาพบผมแล้วก็เสียชีวิตลง ทุกอย่างยังอยู่ในสภาพเดิม เหมือนว่าฟ้าเพิ่งออกจากห้องไปเมื่อไม่นาน

          ออกจากห้องไป อย่างไม่มีกำหนดกลับ

          ผมหันไปมองไดอารี่ ผมจำได้ว่าพ่อของฟ้าได้พูดเกี่ยวกับมัน ผมเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าไดอารี่ของฟ้าเขียนอะไรเอาไว้บ้างเพราะตั้งแต่รู้จักกันมาก็เห็นฟ้าเขียนไดอารี่มาตลอด

          ไดอารี่ของฟ้ามีเรียงไว้ตั้งแต่ปี 2001 – 2011 ยัยนี่เขียนไว้เยอะจริงๆ

          ผมเอื้อมมือไปหยิบของปี 2006 มา น่าจะตอนที่เราอยู่ปี 2 ตอนที่ผมเริ่มจีบฟ้าใหม่ๆ

          ผมเปิดผ่านๆไปหลายหน้าและพบว่ามันแทบจะไม่มีเรื่องใดๆเกี่ยวกับตัวผมเลย ผมเริ่มเปิดไปเรื่อยๆเพื่อจะสำรวจไดอารี่ว่าเธอเขียนอะไรบ้าง

          แต่ก็พบเพียงแค่ชื่อของพี่กร กับ ไอ้บ้า

           ผมจำได้ว่าพี่กร คือชื่อของรุ่นพี่ในคณะที่เธอแอบชอบ แต่ตอนนี้พี่เขาไปเป็นดาราดังซะแล้ว

          ส่วนไอ้บ้าคนที่ว่าก็คือผมนั่นเอง

          ผมนึกถึงวันแรกที่เดินไปเจอฟ้า ความจริงผมแอบมองฟ้ามาตั้งนานแล้วแหละแต่ไม่รู้จะเข้าหาอย่างไรดี วันหนึ่งบังเอิญได้ทำโปรเจกต์งานโฆษณาด้วยกันก็เลยได้รู้จักกันนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมกับฟ้าได้คุยกัน

          เหมือนฟ้ากลั่นแกล้ง เพราะเวลาผมอยู่ต่อหน้างานผมจะกลายเป็นคนบ้าอารมณ์ศิลป์ขึ้นมาทันที

          ผมเปิดไปเรื่อยๆเผื่อว่าจะพบคำว่าไอ้บ้าในหน้าอื่นๆบ้าง

          และผมก็เจอ

          ‘ไอ้บ้า มาขัดขวางความรักของฉันกับพี่กรอีกแล้วจะอะไรกันนักกันหนายะ

          วันนั้นผมแค่หมั่นไส้ที่เห็นเธอแต่งตัวซะสวย ในมือถือช่อดอกไม้เดินคุยกับพี่กรสบายใจผ่านสนามฟุตบอลที่ผมเล่นบอลกับเพื่อนอยู่ตีนมันเลยลื่น

          ‘พี่กรหล่อมว้ากกกก แฟนก็น่ารัก รู้งี้ถ้ารู้จักกับพี่เขาก่อนก็คงจะดี อยากเป็นคนที่พี่เขาควงแขนด้วยจังเลย (0.0)

          ‘พี่กรหันมายิ้มให้ด้วยแหละ แอร๊ย ปลื้มอ่า (>\\\<)

          ‘สอบยากมากมายเลย ดีนะเนี่ยได้พี่กรมาติวให้เลยรอดตัวไป เย้ๆ (^-^)

          ‘ในที่สุดก็ได้เป็นแฟนกับพี่กร พี่กรน่ารักมาก เทคแคร์ดีมาก สุภาพบุรุษสุดๆ ไม่เหมือนไอ้บ้านั่น ขนาดฉันคบกับพี่กรแล้วก็ยังรังควาญไม่เลิก เกลียดหน้ามากมาย (>*<)

          ผมเริ่มสังเกตเห็นอะไรผิดปกติในข้อความในหน้ากระดาษของฟ้า

          (-.-)อะไรนะ นึกไม่ออก (-.-) อืม

          นอกจากภาษาไทยแบบวิบัติของเธอแล้วอีกอย่างหนึ่งที่พบก็คือ

          ผมคิดว่า ผมเจอแล้วแหละ ไอ้วงเล็บไร้ความหมายแปลกๆนี่นั่นเอง ผมเคยเห็นฟ้าชอบเขียนบ่อยครั้งนั้นเคยถามไปว่าไปเอาตัวประหลาดแบบนี้มาจากไหน

          เธอก็บอกว่าเอามาจากนิยายผู้หญิงของสำนักพิมพ์หนึ่ง พอถามไปถามมาเธอก็แนะนำให้ผมไปลองอ่านนิยายของเธอดูซักเล่มชื่อเรื่อง ‘Sassy maid สาวใช้ตัวร้ายกับคุณชายป่าเถื่อนเป็นการตั้งชื่อเรื่องได้ครบถ้วนดีจริงๆเลย อย่างน้อยก็ทำให้ผมรู้ได้ว่านางเอกเรื่องนี้น่าจะเป็นสาวใช้ไปทำงานบ้านพระเอกแน่นอน

           ผมอ่านเล่มแรกจบ ฟ้าก็เอาหนังสืออีกโหลหนึ่งมาให้ผม ผมเองก็เป็นคนชอบอ่านหนังสือผมอ่านได้ทุกประเภทไม่เกี่ยงอยู่แล้ว ตั้งแต่ แฟนตาซี ปรัชญา ไซไฟ ถักโครเชต์ บ้านและสวน ผมก็อ่าน

          ‘Catch him if I canจับให้ได้นายหมาป่าจอมเฟี้ยว

           ‘Love mission ภารกิจรัก จับหัวใจยัยจอมแก่น

          ‘361 องศา หักมุมรักเจ้าชายน้ำแข็ง

         ผมอ่านไปได้ประมาณ 3-4 เรื่อง รู้สึกชื่อเรื่องของนิยายรักวัยรุ่นเพื่อผู้หญิงสมัยนี้ชื่อมันเป็นเอกลักษณ์ดีจริงๆ ไม่รู้คนอื่นคิดเหมือนผมไหมแต่ผมรู้สึกว่าชื่อนิยายรักมันแปลกไปจากสมัยรุ่นแม่ผมยังสาวนะ สมัยก่อนผมเห็นนิยายรักชื่อแบบประมาณ บ่วงพิศวาส’ ‘ล่าหัวใจทรชน’ ‘ลูกสาวกำนันใหญ่แต่ไม่ใช่ว่าสมัยนี้จะไม่ดีนะผมก็แค่รู้สึกว่ามันแตกต่างแบบมีเอกลักษณ์แปลกใหม่ดี อาจจะเป็นเพราะยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

          หรือเพราะผมหัวโบราณนะ

          ผมอ่านหนังสือที่ฟ้าให้มาจดหมดผมก็ค้นพบจุดร่วมอย่างหนึ่งของนิยายจำพวกนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมลองจำแนกด้วยวิจารณญาณของตัวเอง สิ่งที่ทุกเรื่องต้องมีคร่าวๆได้แก่

          -นางเอกปากร้าย น่ารัก สวย จอมแก่น ไม่ก็ ใสซื่อ ไร้เดียงสา อ่อนต่อโลก

          -พระเอกหน้าหล่อขั้นเทพ แต่นิสัยเย็นชา ทำตัวหยิ่งๆเหมือนคนมีปมในวัยเด็ก ไม่ก็ป่าเถื่อน โรค จิต ซาดิส นิสัยผิดมนุษย์ทั่วไป แต่ยังไงก็ต้องคงคอนเซปต์หล่อขั้นเทพเอาไว้ให้ได้

        -ข้อดีของมันก็มีนะตรงที่ชื่อของพระเอกกับนางเอกมักฟังดูแปลกหูดี เป็นชื่อที่ผมไม่คิดว่าจะมีใครบนโลกมนุษย์ใช้กัน และก็ทำให้ผมสงสัยเหลือเกินว่าพ่อแม่ของพระนางคู่นี้คิดออกมาได้ยังไง บางทีก็ไม่ใช่แค่คู่พระนางนะที่ชื่อแปลกๆ บางเรื่องแปลกตั้งแต่ชื่อพ่อพระเอกยันตัวประกอบที่ถูกพระเอกต่อยตอนไปช่วยนางเอกก็แปลกพอกัน

          -ต้องมีจุดพลิกผันที่พระเอกยอมเสียมาดคุณชายหล่อขั้นเทพ ถอดเสื้อโชว์กล้ามขาวเนียนใสมาเพื่อปกป้องนางเอก ทำให้นางเอกหันมามองเขาใหม่         

          -สุดท้ายรักกัน จบ ถ้าจะมีใครตายส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นนางเอกและโรคที่เป็นก็คงเป็นธาลัสซีเมียไม่รู้ทำไมโรคนี้มันถึงระบาดหนักกับคนมีความรักก็ไม่รู้ ทีตอนไม่มีคนรักไม่เห็นมันจะกำเริบ

          เรื่องมันตรงๆทื่อๆ แบบไม่มีอะไรหักมุม จะมีบ้างไหมนะซักเรื่องในบรรดาหนังสือที่ฟ้าอ่าน ที่ตอนจบพระเอกหักมุมฆ่านางเอกแทนอะไรแบบนี้ สำหรับผม ผมคิดว่าความรักแบบนี้มันมีแต่ในนิยายเท่านั้นแหละ ชีวิตจริงจะเอาอยู่ไหมไอ้ผู้ชายนิสัยหมาไม่รับประทานแบบนี้ ผู้ชายที่ไหนเขาทำกันแบบนี้ไม่มีหรอก ต่อให้หล่อก็เถอะ มันเป็นแค่เรื่องเพ้อฝันของเด็กสาวที่ยังบริสุทธิ์ต่อโลกเท่านั้นแหละ มันเป็นไปไม่ได้

          ฟ้าเถียงกลับมาว่า ให้มองแต่ด้านดีของพระเอกสิ ดูตอนมันง้อนางเอก ตอนมันปกป้องนางเอกสิ เท่จะตาย

          ขอโทษนะครับคนเรามันเลือกดูกันด้านเดียวได้หรอผมเถียงฟ้าในใจเพราะผมไม่ใช่พระเอกนิยายของเธอที่จะเถียงเก่งหรือมีชั้นเชิงให้นางเอกสยบ ยังไงซะผมก็ต้องยอมสยบให้นางเอกของผมอยู่ดี เพราะผมรู้ดีว่าสุดท้ายเถียงกันเรื่องนิยายวันนั้นทั้งวันก็ไม่จบ ผมเลยรีบยอมแพ้เธอไปเพราะไม่อยากมีปัญหา

           ผมหันไปมองตู้หนังสือของเธอก็เห็นนิยายรักแบบที่เธอเคยให้ผมอ่านวางเรียงกันอยู่เต็มชั้นไปหมด ถ้าตอนนี้เธอยังอยู่จะบังคับให้ผมอ่านเรื่องนี้ให้หมดตู้ผมก็ยอม

          ผมยิ้มเล็กน้อยและก้มหน้าอ่านไดอารี่ต่อ

          ‘พี่กรทำไมทำกับฟ้าแบบนี้ แอบไปมีคนอื่นได้ไง (-*-)

          ‘ไอ้บ้าพยายามจะเข้ามาจีบ แต่ไม่มีทางหรอกยังไงก็ชอบพี่กรคนเดียว

          ‘วันนี้ทะเลาะกับพี่กร ขอบคุณไอ้บ้าที่มาคอยดูแลตลอดเวลา

          ‘ไอ้บ้าคอยมาดูแลฉันตลอดเวลาเลย ทำไมนายคนนี้ช่างตื๊ออะไรอย่างนี้ แต่ก็ดีใจนะเนี่ยที่เราสวยขนาดมีคนมาตื๊อ (>\\\<)

          ‘พี่กรกลับมาขอคืนดีใหม่ ยอมให้ตั้งแต่เดินมาแล้วหล่ะ

          ยิ่งอ่านผมก็ยิ่งหมั่นไส้ไอ้พี่กรนี่ขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้ทำไมผมตัดสินใจวางไดอารี่ที่อ่านไปก็ไร้ประโยชน์ลง และเดินไปหยิบเอกสารที่ได้รับมาจากพ่อฟ้ามานั่งอ่าน

           ‘บันทึกคำให้การจากที่เกิดเหตุ

          ผมอ่านไปเรื่อยๆแต่ก็ไม่พบอะไรผิดสังเกตเลยนอกจากทุกครั้งให้การเป็นเสียงเดียวกันเลยว่าไม่เคยเห็นผู้ชายคนนี้มาก่อนและไม่รู้ว่าปรากฏตัวออกมาจากไหน

          เป็นไปได้ยังไง

          คนหนึ่งคนจะโผล่มาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยได้เลยหรอหรือว่าทุกคนในบริเวณนั้นต่างรู้เห็นเป็นใจให้การเท็จไม่ก็เอกสารนี้เป็นเรื่องเท็จ

          อะไรคือเรื่องจริง อะไรคือเรื่องโกหก ผมไม่รู้อะไรเลยซักนิด ความซับซ้อนของคดีนี้มันมีเงื่อนงำไปถึงไหน

          ในนวนิยายนักสืบที่ผมเคยอ่านมีคนพูดจาเท่ๆว่า การไขคดีก็เป็นเหมือนการแก้สมการ มันจะมีเพียง ตัวละคร X และเหตุการณ์ Y เท่านั้นที่เมื่อเราแทนลงไปแล้วสมการเป็นจริงเราก็จะไขคดีได้ 

    แต่ผมหาแม้กระทั่งสมการยังไม่เจอเลยด้วยซ้ำ ผมจับเค้าของคดีไม่ได้สักนิด ความคิดในหัวในหัวผมตีกันยุ่งเหยิงไปหมด ผมมีคำถามมากมายที่เกิดขึ้นแต่ยังไม่สามารถหาคำตอบได้

          ใครฆ่าฟ้า อะไรคือเหตุจูงใจของมัน แล้วมันก่อคดีนี้ได้อย่างไรโดยไม่มีคนเห็น

          ผมนั่งคิดไปเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมาย

          นวนิยายนักสืบส่วนใหญ่ตอนจบมักจะหักมุมแบบคาดไม่ถึง สุดท้ายแล้วคนที่เราไว้ใจที่สุดก็อาจจะเป็นฆาตกร ไม่ก็บางทีเรื่องทุกอย่างถูกจัดฉากเอาไว้เราเป็นเพียงแค่ตัวละครตัวหนึ่งที่เต้นรำอยู่บนฝ่ามือฆาตกร โดยที่คิดไปเองว่าเรากำลังตามหามันทั้งที่ความจริงแล้วเรากำลังดำดิ่งลงสู่ความมืด

          หรือว่าบางทีผมคงหมดหนทางจะช่วยฟ้าแล้วแหละ

          ตัวเราคงโง่เกินกว่าจะทำเรื่องแบบนี้ ผมเริ่มโทษในความโง่ของตัวเองที่ไม่สามารถหาคนร้ายที่ฆ่าฟ้าได้ แค่จะช่วยจับคนผิดมาลงโทษทำไมมันถึงยากเย็นขนาดนี้ ขอโทษนะฟ้าเราคงจับคนร้ายมาให้ไม่ได้ ขอโทษนะครับคุณพ่อที่ผมไม่สามารถตอบแทนความหวังของท่านได้ ขอโทษจริงๆนะโทนี่ เครื่องข้ามเวลาของนายคงไม่มีวันใช้ได้แล้วหละ เพราะผมขอถอดใจเพียงเท่านี้แหละ

          อย่างน้อยก็ต้องไปขอบคุณโทนี่ที่เขาเอาเครื่องย้อนความทรงจำมาทำให้ผมได้เจอกับฟ้าใหม่

           ผมนิ่งคิดถึงเขาคนนั้นในชั่วขณะหนึ่ง

          มีอะไรบางอย่างผิดสังเกตนะ เหมือนว่าพอสมองผมเริ่มใช้มันก็เริ่มปั่นเร็วขึ้น ผมนึกย้อนไปถึงเรื่องของโทนี่

          โทนี่มาจากไหน

          มีอะไรในตัวโทนี่มากมายที่ผมยังไม่รู้ ผมไม่รู้ที่มาของเขา รู้แต่เพียงว่าเขามาจากอนาคตเพียงเพื่อช่วยทำให้กาลเวลากลับมาเป็นแบบเดิม เพราะในตอนนี้เครื่องข้ามเวลาที่ควรจะใช้ได้กลับพังไปแล้ว ดังนั้นเขาจึงมาหาผมเพื่อให้ผมย้อนกลับไปทำอะไรซักอย่างให้ไปอยู่ในเส้นเวลา 016.18

          แล้วอยู่ๆเขาก็บอกว่าอะไรซักอย่างที่ผมควรจะทำก็คือการหาคนร้ายเพราะบางทีการที่เราดักจับคนร้ายได้อาจจะทำให้เส้นเวลาเปลี่ยน หาตัวคนร้ายพบแล้วจะทำอะไรได้ ผมจะดักจับมันได้แล้วฟ้าก็จะไม่ตาย เครื่องข้ามเวลาก็จะเกิดขึ้นในอนาคต แล้วมันเชื่อมโยงกันยังไง

          ทำไมผมรู้สึกว่ามันไร้เหตุผลจังเลยนะ

          บางอย่างที่โทนี่รู้แต่ไม่บอกผม อะไรบางอย่างเกี่ยวกับเหตุผลที่ตัวผมในวัย 55 ปีปิดบังไม่ยอมบอกว่าเรื่องราวในจดหมาย ว่าต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร

          ผมเริ่มนึกถึงตอนแรกที่พบเจอกับเขา โทนี่มาหาผมเพราะต้องการซ่อมเครื่องข้ามเวลา

          ซ่อม ? ก็แสดงว่ามันต้องพังจนใช้ไม่ได้

          เครื่องข้ามเวลามันพังตั้งแต่เมื่อไหร่ มันพังอยู่แล้ว หรือพังเพราะเดินทางมายังโลกอดีต

          เขาบอกผมว่าตัวผมในวัย 55ปีบอกให้เขามาหาผมในช่วงเวลานี้เพื่อซ่อมเครื่องนี้ แสดงว่าเครื่องต้องพังจนไม่สามารถใช้การได้

          ผมพบแล้วจุดที่ผิดสังเกตที่สุดแต่ผมไม่เอะใจซักนิด

          ถ้าเครื่องมันพังตั้งแต่แรกแล้ว โทนี่ แอปเปิ้ลซีดมาในช่วงเวลานี้ได้อย่างไร



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

42 ความคิดเห็น

  1. #24 Lymsleia (@godzilla3000) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2554 / 03:25
    ลงชื่ออ่านจ้า

    ตอนนี้อ่านแล้วรู้สึกได้ถึงความเป็นผู้มีอาวุโส และวุฒิภาวะทางความคิดรวมถึงอารมณ์ของพ่อฟ้ามาก ๆ ต่อหน้าแขกยังคงควบคุมความเยือกเย็น แต่ลับหลังเชื่อว่าต้องมีร้องมั่งแหง ๆ ลูกในไส้เนาะ

    เรื่องจิกกัดนี่... จะว่าเจ็บก็เจ็บ แต่จะว่าไม่ผิดก็ไม่ผิด ถ้าเค้ารวยด้วยอาชีพสุจริต เค้าจะทำอะไรก็เป็นสิทธิ์เค้า (เราเป็นคนมองครบทุกมุมน่ะ ^ ^')


    #24
    0
  2. #23 Aerng (@aerngaaa) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2554 / 01:53

    ยังเข้มข้นเหมือนเดิมเลยครับ บวกกับการบรรยายที่ลื่นไหลเป็นธรรมชาติ อ่านสบายมากๆเลยครับ นิยายผมเทียบไม่ลงเลย ฮ่าๆ
    เมื่อจบแล้วผมจะรอเรื่องนี้ได้ตีพิมนะครับ

    ปล.รู้สึกเจ็บๆ เหมือนว่าจะโดนกัด 55

    #23
    0
  3. #22 นวมายา (@antifantasy) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2554 / 23:21
    ผมรอคำชมนี้มาตั้งนานแล้วครับ

    ก็กัดบ้างนิดหน่อยตามประสาคนช่างกัดนะครับ
    #22
    0
  4. #21 Consilium (@Willeam) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2554 / 22:30
    กัดได้เจ็บแสบมากๆครับพี่น้อง! ชอบจริงๆเรื่องนี้ให้ตายเถอะ ผสมทุกย่างลงตัวมากๆ!

    จะรอคำตอบของคำถามนั่นอย่างใจจดใจจ่อนะครับ ^ ^
    #21
    0