ผู้ชายที่เดินทางข้ามกาลเวลา

ตอนที่ 5 : ไม่มีใครรู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร ก่อนจะลงมือทำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 163
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    4 ธ.ค. 54

"ไม่มีใครรู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร ก่อนจะลงมือทำ"
                                                                      นิรนาม

 

          ผมมีชีวิตอยู่เพื่อมวลมนุษย์

          ความฝันของผมคือการคิดค้นวิทยาการใหม่ขึ้นมาเพื่อมวลมนุษย์

          แต่ความจริงที่ผมรับรู้ก็คือ สิ่งที่ผมประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อมวลมนุษย์กลับเป็นชนวนก่อให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 เพื่อแย่งชิงของสิ่งนั้น

          ของที่ว่าก็คือ เครื่องข้ามเวลา

          ชื่อของผมคือโทนี่ แอบเปิ้ลซีด ความจริงนี่ไม่ใช่ชื่อจริงหรอกนะผมตั้งขึ้นมาเอง หลังจากที่ก้าวเข้าสู่วงการวิทยาศาสตร์ ส่วนชื่อเดิมของผมชื่ออะไรผมก็ลืมไปแล้วซะด้วยสิ

          ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่อายุ 19 ปี จากนั้นก็ดำเนินชีวิตด้วยชื่อโทนี่ แอปเปิ้ลซีดเรื่อยมา

          ผมใช้ชีวิต กิน นอน และทำทุกอย่างอยู่ในห้องแลบ ผมรักและแต่งงานอยู่กินกับขวดบีกเกอร์และทฤษฎีที่ยากเกินกว่าคนทั่วไปจะเข้าใจ หลายคนที่ไม่รู้จักผมหาว่าผมบ้า หลายคนที่รู้จักผมเตือนให้ผมหยุดทำงานนี้ แต่ผมรู้พวกเขาไม่มีวันเข้าใจสิ่งที่ผมต้องการจะทำหรอก ว่ามันส่งผลต่อมวลมนุษย์ซักแค่ไหน

          ผมรู้สึกชอบจังเลยคำว่า มวลมนุษย์เนี่ย มันให้ความรู้สึกแบบว่า ผมยืนอยู่เหนือพวกเขา สิ่งที่ผมคิด สิ่งที่ผมพูดกำหนดชีวิตจิตใจของพวกเขา ให้ความรู้สึกแบบผมคือพระเจ้าของโลกใบใหม่ แน่นอนความฝันของผมคือการเป็นพระเจ้าแห่งวิทยาศาสตร์ของพวกเขา

          แต่ตอนนี้ภาพที่คนทั่วไปเห็นก็แค่นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องที่ชอบถือกระเป๋าคู่ใจสีน้ำตาลไปไหนมาไหนด้วยตลอดเวลา

          ผมจบปริญญาเอกสาขาวิทยาศาสตร์มาเกือบทุกแขนง ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ผมศึกษาหมด มหาวิทยาลัยหลายที่ต้องการตัวผม แต่ไม่ใช่ การเป็นอาจารย์ไม่ใช่จุดมุ่งหมายของผม ผมปฏิเสธทุกมหาวิทยาลัยที่เรียกเชื้อเชิญผมไป แม้กระทั่งแค่บรรยายพิเศษผมก็ไม่สนใจ

          จะให้ผมบรรยายเรื่องที่พวกคุณไม่เข้าใจไปทำไม เรื่องแต่ละเรื่องที่ผมพูดมันเหนือกว่าสามัญสำนึกของพวกคุณทั้งนั้นจะมีซักกี่คนที่จะเข้าใจเรื่องที่ผมพูดให้ฟัง จะมีซักกี่คนที่จะยกมีถามเรื่องที่เกี่ยวกับการบรรยายนอกจากจะถามว่าคุณคิดว่ามันเป็นไปได้จริงหรือ จะมีซักกี่คนที่เห็นด้วยกับผม ทุกคนมองผมเป็นตัวตลก มองผมเป็นนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะสติเฟื่องผู้สุดแสนจะเพ้อฝัน

          แต่ใครจะเชื่อว่าในที่สุดความฝันของผมก็เป็นจริง

          สิ่งประดิษฐ์ชิ้นแรกของผมคือเครื่องย้อนความทรงจำ เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ จะย้อนความทรงจำของผู้ใช้กลับไปในอดีตและสามารถแก้ไขเส้นเวลาให้เปลี่ยนออกไปได้เรื่อยๆอย่างไม่รู้จบแต่เครื่องนี้ก็มีขีดจำกัด ผมไม่รู้หรอกว่าแต่ละเครื่องจำกัดไว้ที่กี่ครั้งอย่างเครื่องแรกได้ 15 ครั้ง เครื่องที่สอง 37 ครั้ง เครื่องที่สาม ได้ 22 ครั้ง อาจจะเป็นเพราะวัสดุ หรืออะไรผมก็ไม่อาจทราบได้ แต่จากการที่ผมใช้ร่างกายตัวเองเข้าไปในการทดลอง ผมก็ได้พัฒนาเครื่องย้อนความทรงจำ เครื่องที่ 12 ซึ่งมีความสามารถในการย้อนได้มากกว่า พันครั้ง สุดท้ายผลข้างเคียงมันก็เกิด

         ด้วยผลข้างเคียงของสิ่งนี้ทำให้ผมกลายเป็นคนไร้อารมณ์ไปไม่ใช่สิ ต้องใช่คำว่าไม่สามารถแสดงอารมณ์อะไรต่อไปได้อีกไม่ว่าจะรู้สึก โกรธ เศร้า ดีใจ ตกใจ ก็ไม่สามารถแสดงอารมณ์ได้ นั่นเป็นเพราะเครื่องนี้ได้เข้าไปเล่นงานระบบสมองของผมจนพังไปหมดแล้วในตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผมอยู่กับมัน

          ผมประดิษฐ์เครื่องข้ามเวลาได้ในวัย 22 ปี จากนั้นเมื่อผมอายุ 24 ผมได้พบกับชายคนหนึ่งชื่อนิพนธ์ ศรีทอง นักวิทยาศาสตร์ชาวไทยซึ่งก็คือเพื่อนของพ่อผม ได้เข้ามาให้ความช่วยเหลือในการประดิษฐ์เครื่องข้ามเวลา

          ในตอนแรกผมรู้สึกประหลาดใจที่เขาเข้ามาช่วยผม ซึ่งแตกต่างจากคนอื่นที่เมื่อได้ยินว่าผมทำเครื่องข้ามเวลาก็หาว่าผมบ้า หรือหัวเราะเยาะผม แล้วก็พยายามตีตัวออกห่าง แต่สำหรับคุณนิพนธ์นั้นไม่เลย เขากลับตามหาตัวผมและเข้าช่วยเหลือผมอย่างสุดความสามารถ

          คุณนิพนธ์ให้เหตุผลที่ช่วยผมเอาไว้ว่า เพื่อตอบแทนบุญคุณที่ช่วยเขาเอาไว้ ผมก็จำไม่ได้ว่าผมเคยช่วยเขาไว้เมื่อไหร่แต่เขาบอกว่าการมีอยู่ของเขาเป็นเครื่องยืนยันว่าเครื่องข้ามเวลามีอยู่จริง และนั่นก็เป็นกำลังใจอย่างมากที่ทำให้ผมตั้งใจทำงานนี้ต่อ

          ฤดูหนาวตอนอายุ 26 ผมกับคุณนิพนธ์ได้สร้างเครื่องข้ามเวลาสำเร็จ

          เครื่องข้ามเวลาเป็นกล่องสี่เหลี่ยม ด้านหน้าเป็นหน้าปัดบอกเวลา ที่ต้องการจะไป ด้านหลังเป็นหน้าปัดบอกเส้นเวลาโดยจากการคำนวณแล้วตอนนี้เราทั้งคู่อยู่ในเส้นเวลา 000,016.18

         ผมทดลองย้อนเวลาและผลปรากฏว่าใช้ได้จริงผมจึงตัดสินใจออกเผยแพร่งานชิ้นนี้เพื่อมวลมนุษย์ตามปณิธานที่ผมเคยวางไว้ใช้

5 พฤศจิกายน 2041

          ทั้งที่วันพรุ่งนี้ผมจะเดินทางออกจากประเทศไทยเพื่อกลับไปยังอเมริกาเพื่อเผยแพร่ผลงาน ผมถูกโจมตีโดยหญิงสาวชาวจีนผู้หนึ่ง

          ไม่รู้เธอมาจากไหนอยู่ๆก็โผล่เหมือนดั่งเนื้อคู่ที่ฟ้าประทานให้ แต่ผมว่านี่น่าจะเป็นเนื้อร้ายซะมากกว่าเพราะคงไม่มีเนื้อคู่ที่ไหนทักทายกันด้วยการระเบิดประตูและเอาปืนไล่ยิงผม

บึ้ม บึ้ม

          เสียงโต๊ะทำงานและอุปกรณ์ต่างๆถูกระเบิดด้วยปืนรูปทรงแปลกๆจากหญิงสาวชาวจีนที่บุกเข้ามา

          ด้วยอารามตกใจผมคว้ากระเป๋าสีน้ำตาลที่มักจะอยู่ติดตัวเสมอไว้ในอ้อมแขน แล้วกระโดดหลบเข้าใต้โต๊ะแทบจะทันทีที่เสียงปืนดังขึ้น

         “อย่าหนีนะ”เธอตะโกนออกมาเป็นภาษาไทย เสียงไทยของเธอฟังชัดเจนมาก

          เธอนิ่งและเล็งปืนขึ้นมาที่โต๊ะที่ผมแอบอยู่ ผมลอบมองไปที่กระบอกปืน นั่นมันปืนรุ่นไหนกันผมไม่เคยเห็นปืนของบริษัทไหนผลิตออกมาเป็นรูปทรงนั้นมาก่อน มันเป็นเหมือนแท่งตะเกียบสองคู่ติดกันมีด้ามจับอยู่ตรงปลาย เวลายิงไม่มีแม้กระทั่งเสียงปืนดังออกมาซักนิด แต่อนุภาพทำลายล้างสูง อย่างน้อยโต๊ะที่ผมแอบอยู่นี้ก็น่าจะถูกพังด้วยกระสุนเพียงนัดเดียว

          ผมพินิจดูการแต่งกายและรูปทรงของเธอก็ถือว่าดูงดงามแปลกตา หน้าตาของเธอบ่งบอกถึงความเป็นชาวจีนของแท้และตอนบุกเข้ามาก็เหมือนเธอจะพูดภาษาจีนด้วย ตอนเธอเปิดประตูเข้ามาผมยังแอบสงสัยเล็กน้อยเลยว่าชาวจีนเวลาเจอกันเขาทักกันด้วยปืนหรอ ผมนึกว่าจะพูดว่า หนีห่าว ซะอีก

          รูปร่างหน้าตาเธอก็จัดว่าสวยใช้ได้ไม่ใช่สิ สวยมากๆซะด้วย ผิวขาวผ่องสมเป็นชาวจีน ริมฝีปากบางเล็กได้รูปคันศร แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นคันศรแห่งความตายนะ การแต่งกายก็จะว่ายังไงดี ผมไม่เคยเห็นใครใส่ชุดแบนี้มาก่อน เป็นชุดแบบรัดรูปสีฟ้า เนื้อผ้ายืดไม่รู้ทำจากวัสดุอะไรหรือจะเป็นวัสดุจากโลกอนาคตกันนะ

          แต่คำถามหนึ่งที่ขึ้นมาในหัวผมตอนนี้ก็คือ เธอจะฆ่าผมทำไมเนี่ย?

          “what do you want from me”ผมถามเธออกไป

          “ฉันพูดได้แค่ไทยกับจีน เอาภาษาไหนเลือกมา”

          “ไทยละกัน งั้นช่วยบอกผมทีว่าคุณต้องการอะไร”ผมลุกขึ้นมาจากที่กำบัง

          “ฉันมาเพื่อฆ่าคุณ”

          “ทำไม”

          หญิงสาวตรงหน้าทำหน้าตาแปลกใจเมื่อเห็นผมลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากับเธอ“คุณนี่แปลกนะทั้งที่ฉันบอกว่าจะมาฆ่าแท้ๆกลับไม่ตกใจเลย แถมยังย้อนถามอีกว่า ทำไม ฉันจะฆ่าคุณแล้วคุณยังจะต้องการคำอธิบายด้วยหรอ”

          ไม่ใช่ว่าผมไม่ตกใจรู้บ้างไหมในใจผมกลัวจนฉี่จะราดแล้วเพียงแต่ผมแสดงความรู้สึกไม่ได้

          “ผมจำไม่ได้ว่าผมเคยไปทำให้ใครแค้นใจ”

          “คุณไม่จำเป็นต้องจำ เพราะเรื่องคุณทำมันไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นตอนคุณยังหายใจ แต่จงรู้ไว้ว่าการที่คุณตายไปซะจะช่วยต่อชีวิตให้คนอีกหลายพันล้านคน”

          “คุณจะบ้าหรือไง ฆ่าผมคนเดียว แล้วมันจะไปช่วยอะไรใครได้ ชีวิตคนเรามันแลกกันไม่ได้”

          “แลกได้คุณโทนี่ แค่ฉันฆ่าคุณโลกก็เกิดสันติสุข ถ้าโลกนี้ไม่มีคุณมันก็คงน่าอยู่กว่านี้แท้ๆ”เธอพูดในขณะที่ดวงตารื้นไปด้วยน้ำตาที่เริ่มไหลออกมาจากใบหน้า และปืนของเธอก็ยังจ่ออยู่ที่หน้าของผม

          “ถ้าผมเดาไม่ผิดคุณมาจากโลกอนาคตใช่ไหม”

          “ใช่”เธอใช้มือข้างที่ว่างจากการถือปืนเช็ดใบหน้าที่เปื้อนน้ำตาออก

          “คุณจะไม่อธิบายให้ผมฟังซักนิดเลยหรอว่าการตายของผมจะมีผลอะไรต่อคนเป็นพันล้าน เอ่ออย่างน้อยถ้าเหตุผลมันฟังขึ้นผมก็จะได้ยอมตายอย่างไม่มีเงื่อนไข”

          “ถ้าฉันเล่าจบแล้วคุณได้ตายแน่นอน”

          ผมอยากจะรู้เหลือเกินว่าในอนาคตเกิดอะไรขึ้นกันแน่

          “อย่างที่คุณทายไว้ฉันมาจากโลกอนาคต ฉันจะไม่ขอถามว่าทำไมคุณถึงรู้ แต่จะขอเล่าถึงจุดประสงค์เลยละกัน ในวันพรุ่งนี้จะเป็นวันที่โลกต้องจารึกเนื่องจากมีนักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลกได้เผยแพร่ชิ้นงานของเขาต่อหน้าชาวโลกซึ่งก็คือเครื่องข้ามเวลาซึ่งเป็นที่หน้าจับตามองของประเทศมหาอำนาจต่างในโลก ทั้งจีน รัสเซีย อินเดีย ญี่ปุ่น จากนั้นก็มีการดำเนินการยื่นเรื่องขอตัวคุณไปเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการสร้างเครื่องข้ามเวลา มีคำกล่าวที่ว่าผู้ได้กุมอำนาจ ผู้นั้นกุมสงคราม แค่คุณเป็นคนลบคำพูดนั้นด้วยนิยามใหม่ก็คือ ผู้ใดกุมเวลา ผู้นั้นกุมโลก

          ประเทศอเมริกาเป็นตัวช่วยในการปฏิเสธการส่งตัวคุณให้ประเทศต่างๆ จากนี้ไปตั้งแต่วันที่คุณประกาศเผยแพร่คุณได้ทำงานในองค์กรวิทยาศาสตร์ของอเมริกาเป็นนักพัฒนาสาขาวิชาความรู้ใหม่ที่เรียกว่าห้วงมิติและเวลา แต่ทว่าเป็นเวลาเกือบสิบปีชีวิตคุณจะมีแต่การหลบหนีจากการชิงตัวของสายลับประเทศต่างๆ จากนั้นในวันที่ 6 กันยายน 2051 สายลับประเทศรัสเซียตัดสินใจบุกเข้ามาจับตัวคุณแต่พลาดท่ายิงคุณตาย แต่ก็ได้ข้อมูลของการย้อนเวลาทั้งหมดไป ประเทศอเมริกาในตอนนี้ก็มีเทคโนโลยีที่เกิดจากการประยุกต์ของเทคโนโลยีด้านห้วงมิติและเวลา ต้องการประกาศแสนยานุภาพให้ชาวโลกได้ประจักษ์ จึงใช้การตายของคุณเป็นชนวนในการโจมตีรัสเซีย

          และ วันที่ 19 ธันวาคม ปีเดียวกัน แสนยานุภาพของอเมริกาที่ชาวโลกได้รับรู้คือปืนระเบิดหลุมดำที่เมื่อใช้ยิงไปที่ไหนก็จะทำให้พื้นที่บริเวณนั้นถูกดูดเข้าหลุมดำไปหมดสิ้นทั้งมนุษย์ สิ่งของ แม้กระทั่งพื้นดิน แต่ทว่ายังมีรัศมีความกว้างไม่เท่าไหร่ ทำให้รัสเซียไม่เสียหายจนไม่สามารถตอบโต้ได้ อีกทั้งอเมริกาก็ยังมีข้อจำกัดด้านการผลิตอุปกรณ์ชิ้นนี้ ซึ่งเป็นช่องโหว่ให้รัสเซียโต้กลับ

          รัสเซียได้ป่าวประกาศให้โลกรับรู้ว่า อเมริกานั้นปกปิดความรู้ด้านการย้อนเวลาและสร้างอุปกรณ์ทำลายล้างที่เกิดจากประยุกต์ใช้จากสาขาวิชานี้มาทำลายล้างประเทศตนและต้องการจะเป็นประเทศที่ทรงอำนาจที่สุดในโลก ซึ่งจะเป็นผลร้ายต่อความสงบสุขและความมั่นคงของประเทศอื่นๆ ดังนั้นจึงต้องการความร่วมมือจากสหประชาชาติเพื่อหยุดยั้งความทะเยอทะยานของอเมริกา แต่ความจริงแล้วนั่นเป็นเพียงเหตุผลบังหน้า รัสเซียนั้นต้องการใช้สงครามเพื่อเป็นช่องโหว่ในการขโมยข้อมูลของอเมริกาให้มากกว่านี้และสิ่งที่แลกเปลี่ยนกับการให้ความร่วมมือของรัสเซีย ก็คือข้อมูลของเทคโนโลยีการย้อนเวลา

          จีนเป็นประเทศแรกที่ให้ความร่วมมือกับรัสเซียในการเปิดฉากโจมตีอเมริกา ต่อมาก็อินเดีย ญี่ปุ่น และก็ประเทศตะวันออกกลางอีกจำนวนมาก วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2052 สงครามโลกครั้งที่ 3 เกิดขึ้น เมื่อรัสเซียและอินเดียนำกองทัพอากาศเข้าถล่มชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย และหมู่เกาะฮาวาย อเมริกาเรียกหาพันธมิตรเพื่อช่วยเหลือโดยมีอังกฤษ ฝรั่งเศสเป็น แกนนำชักชวนประเทศฝั่งยุโรป สงครามยืดเยื้อนานขึ้นเรื่อยๆดำเนินไปเป็นเวลาสี่ปี และแล้วก็มีการทิ้งระเบิดปรมาณูหลุมดำครั้งประวัติศาสตร์ที่ ปักกิ่ง”

          เธอนิ่งเงียบไปพักหนึ่งน้ำตาเริ่มไหลออกจากใบหน้าเธอลดปืนลง ดูดีๆถึงแม้ว่าเธอจะมาฆ่าผมแต่เธอเองก็เป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาที่มีความรู้สึก หลังจากที่ได้ฟังเรื่องมาคร่าวๆก็ไม่สามารถบอกได้เลยว่าตัวผมในตอนนี้รู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ที่ผมแน่ใจในตอนนี้ก็คือผู้หญิงที่อยู่ข้างหน้าได้ลดปืนลงแล้วซึ่งก็น่าจะมีแนวโน้มว่าคงไม่ยิงผมเป็นแน่แท้

          ซะเมื่อไหร่

          เธอจ่อปืนขึ้นมาเล็งไว้เหมือนเดิม “ปักกิ่งเหลือเพียงแค่พื้นที่ว่างเปล่า ไม่ใช่สิไม่เหลืออะไรเลย ถูกประกาศเป็นพื้นที่ห้ามเข้าอันตราย แต่ถึงอย่างนั้นประเทศจีนก็ไม่อาจยอมแพ้ ตอบโต้กลับด้วยการร่วมมือระหว่างจีนและประเทศแถบตะวันออกกลางถล่มประเทศแถบฝั่งยูเรเซียราบเป็นหน้ากลอง โลกแบ่งออกเป็นสองฝ่ายคือฝ่าย ยุโรปและเอเชีย ออสเตรเลียและ แอฟริกาที่วางตัวเป็นกลางได้ไม่นานก็ต้องกระโดดเข้าร่วมสงครามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

          จากเดิมที่เหตุผลของสงครามที่อ้างขึ้นมาว่าทำเพื่อหยุดยั้งความทะเยอทะยานของ อเมริกากลับกลายเป็นว่าเป็นสงครามเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ของโลก และสิทธิที่จะได้เป็นผู้ควบคุมกาลเวลา ในที่สุดรัสเซียก็สามารถผลิตระเบิดปรมาณูหลุมดำที่ทรงอานุภาพกว่าของอเมริกาได้สำเร็จ รัสเซียทดลองส่งไปถล่ม ฝรั่งเศส และผลที่ปรากฏก็คือคนทั้งประเทศเหลือเพียงเถ้ากระดูก ไม่มีผู้รอดชีวิตเหลือให้ประกาศยอมแพ้ หลายประเทศในยุโรปหวั่นเกรงต่อรัสเซียและคิดจะยอมแพ้ แต่ก็เกรงกลัวอเมริกาจึงได้ทำการสู้รบกันต่อไป”

          “แล้วสรุปใครชนะ”

          “ไม่มีทั้งนั้นจนตอนที่ฉันย้อนเวลามาก็ยังไม่มีใครได้รับชัยชนะทั้งนั้น ”เธอพูดด้วยความโมโหทั้งที่ปืนก็ยังจ่อหน้าผมอยู่ ด้วยความสัตย์จริงผมกลัวเหลือเกินว่าปืนกระบอกนี้มันจะเผลอลั่นและทำให้หัวของผมเป็นเหมือนประตูห้องที่เธอพังเข้ามา

          “คุณมาที่นี่ได้ก็แสดงว่าคุณสามารถเดินทางข้ามกาลเวลาได้ ทำไมคุณไม่ไปโลกอนาคตแล้วดูว่าใครเป็นผู้ชนะสงคราม”

          “มันข้ามไปไม่ได้ ฉันก็ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น การเดินทางไปโลกอนาคตถูกจำกัดไว้แค่วันที่ 7 ตุลาคม 2070

           “เวลานั้นนี่สงครามยังไม่จบอีกหรอ”

          “ใช่”

          “ถ้าจำไม่ผิดคุณบอกว่าสงครามเริ่มต้นปี 52 ใช่ไหม แสดงว่าสงครามโลกครั้งที่ 3 ยาวนานถึงสิบแปดปีเลยหรอเนี่ย”

          “หรืออาจจะมากกว่านั้น ช่วงเวลาที่ฉันมาก็คือปี 70 เป็นช่วงเวลาที่เหลือไม่กี่ประเทศแล้วที่ทำสงครามยอดรวมผู้เสียชีวิตประมาณ พันสองร้อยล้านคน รวมทั้งสองฝ่าย”

          “พันสองร้อยล้าน”ผมทวนตัวเลขนั้นเบาๆ นี่เครื่องข้ามเวลาของผมทำให้คนตายขนาดนี้เลยหรอ

          “ใช่พันสองร้อยล้านคน เพราะนายคนเดียว สำนึกรึยังว่าการมีอยู่ของตัวนายมันทำให้คนต้องตายมากขนาดไหน ทั้งพ่อแม่ฉัน ทุกคนตายไปหมดก็เพราะคุณ”

          เธอเล็งปืนมาที่หัวผม เหงื่อเริ่มไหลหยดย้อยด้วยความหวาดกลัว

ตูม

          วินาทีแรกที่ผมคิดว่ามันเป็นเสียงหัวตัวเองระเบิดไปแล้ว สมควรแล้วแหละผมนี่มันสมควรตายจริงๆ ทั้งที่ผมคิดว่าการสร้างเครื่องข้ามเวลาจะช่วยชาวโลกได้แท้ๆ แต่กลับเป็นต้นเหตุให้คนต้องฆ่ากันเพื่อมัน

          วินาทีต่อมาผมรู้ได้ทันทีว่ามันไม่ใช่เสียงระเบิดดังขึ้นด้านหลังผมโดยมีหญิงสาวชาวจีนเป็นเป้าหมาย ปฏิกิริยาเธอคล่องแคล่วว่องไวสมตัว เธอกระโดดหลบได้อย่างทันท่วงทีด้วยท่าทางที่สวยงาม เข้าไปและเล็งปืนไปยังทิศทางที่กระสุนยิงมาซึ่งทิศทางที่ยิงมาก็คือหน้าประตู

          บ่งบอกถึงการมาเยือนของบุคคลอีกคนหนึ่ง

          ผู้ชายคนหนึ่งก้าวเข้ามา รูปร่างของเขาดูสูงใหญ่ใบหน้าออกไปทางชาวรัสเซีย เขาใส่เสื้อผ้าเป็นสูทสีดำมันคลุมร่างกาย ในมือถือปืนรูปทรงเดียวกับหญิงชาวจีนที่เพิ่งกระโดดหลบไปเข้าที่กำบัง

          “สวัสดีครับคุณโทนี่ จะว่าอะไรไหมถ้าคุณจะไปกับผม” เหมือนว่าชาวรัสเซียนี่จะต้องการคุยกับผมและอยากให้ผมไปกับเขาด้วย

          “ขอปฏิเสธ” ผมไม่ได้พูดนะ หญิงชาวจีนคนนั้นกระโจนออกมายิงเข้าใส่ที่ชาวรัสเซีย เขากระโดหลบ และเธอก็โยนระเบิดควันแล้วกระชากตัวผมกระโดดหน้าต่างลงมาพร้อมกัน

          นี่มันชั้น 20 นะคุณ

          “เกาะฉันไว้ให้แน่น”

          ผมมองร่างของเธอแล้วก็ออกอาการเกร็งนิดหน่อยจะให้เกาะตรงไหนดีหล่ะเนี่ยเลือกไม่ถูกเลย เธอมองหน้าผมและเหมือนจะรู้ว่าผมคิดอะไรอยู่เธอเลยจับมือซ้ายผมมาโอบเอวเธอเอง  ส่วนมือขวาผมถือกระเป๋าสีน้ำตาลคู่ใจ เอาแบบนี้เลยหรอผมคิด

          แต่แล้วก็ต้องหยุดฟุ้งซ่านเมื่อสติเตือนตัวเองว่าตอนนี้ผมกำลังโดดลงมาจากชั้น 20 ของอพาร์ตเมนนะ ไม่กลัวตายเลยหรือไง

          เธอยังคงนิ่งและค่อยๆใช้มือไปกดปุ่มที่อยู่ด้านหลังชุดเธอ จากนนั้นก็ปรากฏเป็นร่มชูชีพขนาดเล็กแต่ทว่าร่มนี้มันเล็กเกินกว่าจะโดดลงสองคนนะผมคิดว่า

          “ไม่ต้องกลัว คุณไม่ตายง่ายๆหรอก”เธอพูดกับผม ขอบคุณมากครับช่วยปลอบกันได้มากจริงๆ

          ดูเหมือนร่มนี้จะมีประสิทธิภาพดีเกินคาดมันพาผมร่อนลงที่ลานจอดรถได้อย่างนุ่มนวล สิ่งประดิษฐ์จากโลกอนาคตมันสุดยอดจริงๆ แต่ในขณะที่ผมกำลังชื่นชมกับความสามารถของมัน

ตูม

          รถเก๋งยี่ห้อ ทาโย จากเกาหลีถูกระเบิดในพริบตาที่ผมกำลังเหม่อ ซึ่งก็ช่วยเรียกสติผมได้ดีทีเดียว

           “จะยืนเหม่ออะไรพวกนั้นมันจะมาฆ่าคุณนะ”เธอพูดพร้อมกับลากผมให้วิ่งหนี

          ผมคิดว่าคงไม่ใช่หรอกเขาน่าจะมาฆ่าคุณนั่นแหละ เมื่อสักครู่เขายังบอกอยู่เลยให้ผมไปกับเขาแสดงว่าเขาต้องการตัวผม ไม่ได้จะฆ่าผมแน่นอน ตอนแรกผมก็คิดอย่างนั้น

ตูม ตูม

          รถเก๋งอีกสองสามคันถูกระเบิดไล่ตามหลังกันมา ผมหันกลับไปดูก็เห็นคนใส่ชุดสีดำสองคนกำลังถือปืนวิ่งไล่ตามมา

          ผมว่ามันน่าจะฆ่าผมด้วยแหละ

          “พวกนั้นมันคือใครกัน”ผมลองถามเธอดู

          “ถ้าข้างบนคือสายลับรัสเซีย ส่วนตอนนี้ที่กำลังไล่ตามมาด้านหลังน่าจะเป็นพวกสายลับอังกฤษ”

          “พวกเขาแห่มาทำอะไรกันเยอะแยะเนี่ยเลี้ยงรุ่นสายลับหรือไง”

          “ยังมีอารมณ์มาตลกอีกนะ วันนี้เป็นวันที่เครือข่ายการย้อนเวลาสมบูรณ์แบบสุดสามารถย้อนมาได้ถึงยุคที่คุณอยู่และส่วนใหญ่มาเพื่อฆ่าคุณทั้งนั้น”

          “ฆ่าเลยหรอ”

          “ก็ใช่หน่ะสิ”

          “ยังมีอีกกี่พวกเนี่ยที่ต้องการจะฆ่าผม”

          “ก็ทุกประเทศที่ยังทำสงครามกันอยู่นั่นแหละ อ้อแต่นายไม่ต้องห่วง ยังมีบางประเทศที่ยังต้องการตัวคุณแบบเป็นๆเพื่อเหตุผลทางด้านการเมือง แต่ไม่ใช่ฉันแน่นอน”

          “คุณนี่กัดเจ็บจริงๆ”แม้ผมจะพูดไปอย่างนั้นแต่ก็ไม่ได้แสดงความรู้สึกอะไรออกมา

ตูม

          เธอไม่ได้ฟังประโยคสุดท้ายของผมเลยเพียงแต่หันไปยิงรถสองสามคันให้ระเบิดเพื่อขวางทางพวกที่กำลังไล่ตามพวกเราทั้งคู่อยู่ จากนั้นก็วิ่งหนี

          ท่วงท่าของเธอผมพินิจดูเป็นเหมือนเทพธิดาที่กำลังร่ายระบำท่ามกลางแสงไฟที่สาดส่องมาจากฉากหลัง

ตูม ตูม ตูม

          ดูดีๆไม่น่าใช่เทพธิดาแล้วแหละ ผมว่าน่าจะเป็นมังกรเพลิงเสียมากกว่า

          ผมวิ่งไปเรื่อยท่ามกลางเสียงระเบิดตูมตามที่ไหลหลังมาตอนนี้วิ่งออกมาจากลานจอดรถ เข้าสู่บริเวณด้านหน้าศูนย์การค้า ผู้คนในเช้าวันเสาร์เดินขวักไขว่ไปมาทำให้ผมพอจะแทรกตัวไปตามฝูงชนได้บ้าง และในที่สุดการตามล่าระลอกแรกก็สิ้นสุดลง คงพอมีเวลาซักชั่วโมงให้ได้หายใจกันบ้าง

          “คุณชื่ออะไร”ผมหันไปถามเธอ

          “จะรู้ไปทำไม”เธอหันมามองหน้าผมอย่างเอาเรื่อง

          “ก็มันไม่ยุติธรรมนี่ คุณรู้ชื่อผมแล้วแต่ผมยังไม่เห็นรู้ชื่อคุณเลย”

          “ฉันก็ไม่ได้อยากจะรู้จักนายซะหน่อย”

          “อ้าว หรอ”

          “หลี่เฟย”เธอพูดเบาซะจนผมแทบไม่ได้ยิน

          “อะไรนะ”ผมแกล้งเอาหูไปแนบใกล้ๆ

           “หูตึงรึไง ฉันบอกว่าหลี่เฟย คือชื่อของฉัน”เธอพูดด้วยใบหน้าแดงก่ำ ผมไม่เข้าใจว่าเธอจะหน้าแดงทำไม เขินอาย แต่ผมก็คิดไว้แล้วว่าถึงจะเก่งซักแค่ไหนสุดท้ายก็ผู้หญิงธรรมดา ต้องมีเขินอายกันบ้างอยู่แล้ว

          หลี่เฟยกับผมเดินเข้าไปในห้างเพื่อซ่อนตัวจากพวกที่มาตามล่าผม ดูเหมือนว่าพวกนั้นจะไม่ลงมือเพราะว่าเป็นที่มีคนพลุ่งพล่านเพราะ อาวุธที่พวกมันใช้เป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งถ้ามีผู้รู้เห็นเป็นจำนวนมากอาจจะส่งผลต่อเส้นกาลเวลาที่เปลี่ยนไปก็เป็นได้

          แต่ผมว่าถึงจะแฝงตัวยังไงก็คงหลบไม่พ้นอยู่ดีเพราะการแต่งตัวของหลี่เฟย จะว่าไงดี ผมลอบมองไปที่ส่วนนูนของหน้าอกเธอกลืนน้ำลายเล็กน้อย ผมว่ามันล้ำยุคเกินไป คือ ผมหมายถึงมันเป็นชุดที่คนในยุดนี้เขาไม่แต่งกัน

          จริงอยู่ที่แฟชั่นการแต่งตัวมันจะเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย อย่างในยุคแรกสุดมนุษย์เรา เกิดมาตัวเปล่า มนุษย์เริ่มรู้จักความอาย จากนั้นก็เริ่มมีใบไม้มาปกปิด ต่อมาก็เป็นหนังสัตว์ ยุคต่อมาเราเริ่มรู้จักการใช้ผ้าเริ่มมีผ้าปกปิดมากขึ้น จากนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ค่านิยมของเสื้อผ้าเริ่มเปลี่ยนไป จากที่เคยมากชิ้นก็เริ่มลดน้อยลง จากปิดหมด ก็เปิดไหล่ สายเดี่ยว บิกินี่ จีสตริง ถึงแม้ว่าในยุคของผมจะไม่ถึงขั้นแก้ผ้าเดินกันไปมา แต่ก็ไม่คิดเลยว่าในยุคอีก 40 ปีข้างหน้า จะมีใครใส่ชุดรัดรูปมาเดินกันอย่างนี้

          “หลี่เฟย ผมถามอะไรหน่อยสิ”

          “ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นนาย อย่ามาเรียกชื่อฉันเฉยๆ”หลี่เฟยหันมาแววตาค้อน

          “ก็ได้ๆ คุณหลี่เฟย ในยุคของคุณนี่เขาแต่งตัวกันแบบนี้หรือ”

          หลี่เฟยก้มและมองที่ชุดของตัวเธอเองจากนั้นก็หันไปมองสภาพแวดล้อมโดยรอบสงสัยว่าเธอคงเพิ่งจะรู้ตัวว่าตัวเองแตกต่างกระมัง

“ไม่ใช่หรอก นี่เป็นชุดของหน่วยงานฉัน ฉันใส่ตอนฉันมาปฏิบัติงาน อ๊ะ!” หลี่เฟยเงียบลงเหมือนรู้สึกตัวและเธอก็พูดต่อ “ปกติฉันก็แต่งเหมือนคนทั่วไป คนในยุคฉันส่วนใหญ่ก็แต่งตัวกันหลายแนวนะ แค่ฉันชอบแนวเหมือนยุคปี 10 นั่นแหละ ที่เขาเรียกกันว่าเรโทร (ย้อนยุค) เพียงแต่เนื้อผ้าในยุคของฉันใช้เนื้อผ้าแบบไฮโพลีเมอร์สังเคราะห์” ผมรู้ว่าเธอพยายามจะเล่าเรื่องสมัยอนาคตของเธอให้ผมฟังเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของผมออกจากตัวเธอ

          “นี่คือชุดปฏิบัติงานหรองั้นก็แสดงว่าการที่คุณมาฆ่าผมก็คืองาน แล้วถ้านี่เป็นงานก็หมายความว่าต้องมีผู้บังคับบัญชาของคุณสั่งลงมาอีกที แล้วตกลงเจ้านายคุณเป็นใคร คุณทำอาชีพอะไร แล้วนี่ผมเป็นตัวอันตรายขนาดนั้นเลยเหรอ”

          เธอเงียบ

          “คุณหลี่เฟย ผมอยากรู้จังเลย ทั้งที่ๆคุณอยากฆ่าผมขนาดนั้นแล้วทำไมคุณถึงช่วยผม แสดงว่ามันต้องมีเบื้องหลังอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆเลยใช่ไหม”

          ไม่มีเสียงตอบรับจากปลายทางของคำถาม

          “หรือว่าบางทีคุณเห็นหน้าผมแล้วแบบเกิดอาการปิ๊งปั๊งผมขึ้นมา ชอบผู้ชายเย็นชาใช่ไหม”ผมยังคงยิงคำถามต่อไม่หยุด ความจริงผมไม่ใช่คนหน้าตายด้าน แต่ผมแสดงความรู้สึกไม่ได้ เดิมทีผมเป็นคนพูดมาก ร่าเริง กวนตีนด้วยนิดหน่อย ต้องขอบคุณที่ผมเสียประสาทไปแค่ด้านการแสดงอารมณ์ อย่างน้อยนิสัยภายในผมก็ยังอยู่เหมือนเดิม

          “ความจริงแล้ว” หลี่เฟยเริ่มปริปากพูดหลังจากที่ปล่อยให้รออยู่นาน “ความจริงคำสั่งของฉันคือถูกสั่งมาให้ปกป้องตัวนายและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเครื่องข้ามเวลา จากการตามล่าของพวกสายลับที่หวังจะชิงตัวนาย ฉันสังกัดองค์กรรักษาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ แต่ความจริงแล้วพวกเขาก็เป็นกลุ่มคนที่มีส่วนได้รับผลประโยชน์จากการเกิดสงครามในครั้งนี้

          พวกเขาออกมาต่อต้านการวางแผนฆ่าคุณว่าไม่ถูกหลักมนุษยธรรม อ้างความถูกต้องในการปกป้องนายเพื่อให้ต้นเหตุแห่งสงครามยังมีชีวิตอยู่ เพราะถ้าสงครามครั้งนี้ไม่เกิดขึ้น องค์กรนี้ก็จะไม่ได้รับค่าปฏิกรรมสงครามหลังจากสงครามจบลงซึ่งองค์กรนี้ได้ส่วนแบ่งค่าปฏิกรรมสงครามถึง 30% ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะก็ตาม”

          ผมยืนฟังอยู่เงียบๆ นี่ตัวผมมีค่าขนาดนี้เชียวหรือเนี่ย

          “พวกเขาเรียกตัวฉันไปเพื่อปฏิบัติภารกิจ ทั้งที่รู้ว่าฉันแค้นคุณสักแค่ไหน และแม้ฉันจะปฏิเสธงานนี้แล้วก็ตาม แต่สุดท้ายก็หลีกเลี่ยงไม่ได้” หลี่เฟยมองหน้าผมนิ่ง ผมไม่ชอบเลย รู้สึกเหมือนว่าหลี่เฟยจะต้องร้องไห้อีกแล้ว ผู้หญิงคนนี้บ่อน้ำตาตื้นจริง อ้อ ผมลืมไป เสียพ่อแม่ญาติพี่น้องไปแบบนั้น เป็นใครก็ต้องร้องไห้ทั้งนั้น ยกเว้นผมที่ไม่สามารถสื่ออารมณ์ใดๆได้เลย

          “นายรู้ตัวไหมโทนี่ ตอนแรกที่ฉันคิดคือฉันจะฆ่านายตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอหน้า แต่ฉันก็บังเอิญนึกขึ้นได้ว่ามีคนเคยบอกฉันเอาไว้ว่าเขารู้จักคุณ และเขาก็คิดว่าบางทีคุณอาจจะมีวิธีที่จะช่วยโลกให้พ้นสงครามได้โดยที่ตัวคุณไม่จำเป็นต้องตาย”

          “ใครเป็นคนบอกคุณ แล้วเขารู้จักผมได้ไง”

          “ปู่ของฉันเอง”

          “ช่วยบอกชื่อเขาหน่อยได้ไหม”ความรู้สึกบางอย่างในหัวผมมันบอกว่าต้องเป็นเขาคนนั้นแน่นอน

          “นิพนธ์ ศรีทอง”

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

42 ความคิดเห็น

  1. #30 กาล_อนุกรม (@pacis) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2554 / 17:17
    อ่านแล้ว สนุก + มึน มากเลยครับ
    อยากรู้ว่าคนแต่งอายุเท่าไหร่กันเนี่ย
    วางพล็อตเรื่องได้แบบเจ๋งสุดๆ เลยอ่ะครับ = =
    #30
    0
  2. #29 Lymsleia (@godzilla3000) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2554 / 03:42
    บรรยายฉากแอ็คชั่นได้ลงตัวดี
    ...ลงจนน่าอิจฉาเลยล่ะ หึหึหึ

    แสดงว่าในนิยายเรื่องนี้วาง Universe ของเวลาให้เป็นเส้นเดียวกันสินะ

    กำลังลุ้นว่าจะจุดแก้ Time paradox ยังไง

    โจทย์สำคัญที่นิยายกาลเวลาทุกเรื่องต้องหาทางแก้ให้ได้
    #29
    0
  3. #28 Consilium (@Willeam) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2554 / 11:37
    ตามยันบรรทัดสุดท้ายแล้วมัน...เจ๋งมาก! รายละเอียดทำได้ดีมากๆครับ ฉากันส์ๆก็ลงตัวได้อีก

    มาต่อเร็วๆนะครับ อยากรู้ว่าจะเป็นไงต่อ ^ ^
    #28
    0
  4. #27 นวมายา (@antifantasy) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2554 / 02:43

    ขอบคุณครับคุณเอิง ชื่ออ่านแบบนี้หรือเปล่า

    ขอบคุณที่บอกคำผิดครับ

    สำหรับคำว่า อาราม นั้น ตั้งใจใช้อยู่แล้วครับ
    ถ้าจำไม่ผิดจะหมายถึงในภวังค์แห่งอารมณ์นั้นๆดังนั้นเลือกใช้คำนี้ผมว่าถูกแล้วครับ

    ส่วนคำว่า ค่าปฏิกรรมสงครามหมายถึง เงินที่ผู้แพ้ในสงครามต้องจ่ายให้กับผู้ชนะ

    ขอบคุณที่ติดตามยังไงก็ตามต่อได้เรื่อยๆนะครับ

    ตอนแรกคิดไม่ตกว่าจะลงตอนนี้ดีไหมเพราะกลัวคนอ่านตามไม่ทันเพราะเรื่องมันเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย
    ยังไงก็ขอให้อยู่กับโทนี่ไปอีกซักพักนะครับ

    ขอบอกว่าเรื่องของโทนี่นั้นไม่ใช่แค่เล่าออกนอกทะเลแน่นอนครับ

    #27
    0
  5. #26 Aerng (@aerngaaa) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2554 / 01:53
    เริ่มผูกเรื่องเข้ามาเรื่อยๆ แล้วสิ ตอนเดียวอธิบายเรื่องจนละเอียดเลย ชอบเรื่องนี้ตรงนี้แหละ อิอิ
    เปลี่ยนมุมมองมาเป็นโทนี่ก็ระทึกไปอีกอย่างแฮะ นึกถึงหน้าไร้อารมณ์แล้วฮาดี ฮ่าๆ
    แล้วก็มีคำผิดอยู่คือ
    อารมณ์ เป็น อาราม
    ใต้ เป็น ใต
    ค่าปฏิกรรมสงคราม เป็น ฆ่า

    ลองดูนะครับ ^^
    #26
    0
  6. #25 ★ umimii hae (@oumaim555) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2554 / 23:43
     สนุกมากก เขียนได้น่าติดตามมากๆอ่ะ เหมือนดูหนังอยู่เลย 5 55 
    #25
    0