Rivalry of the Two Gentlemen (omegaverse)

ตอนที่ 9 : Chapter 7: The Queen and I

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,398
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 185 ครั้ง
    30 ก.ค. 62

Chapter 7 The Queen and I


ฤดูใบไม้ร่วงมาเยือน... 


ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีเป็นน้ำตาล เหลือง และแดง ร่วงโรยลงบนถนนที่เฉอะแฉะด้วยสายฝนตกปรอย ถูกกีบม้าเหยียบย่ำจนเปื่อยยุ่ย

เมื่อกล่าวถึงฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ก็คงหนีไม่พ้นการล่าจิ้งจอก ซึ่งเป็นกิจกรรมแสนฟุ้งเฟ้ออันเป็นที่นิยมของเหล่าชนชั้นสูง… และในปีนี้ก็มีงานล่าสัตว์เช่นกัน

อันที่จริงงานเลี้ยงล่าสัตว์ครั้งนี้ออกจะพิเศษเสียหน่อยเพราะมีพระราชินีเป็นเจ้าภาพ กีฬาการล่าช่วงนี้กำลังเป็นที่นิยม ส่วนมากก็จะล่าจิ้งจอกและนกป่า ทว่ามีเพียงชนชั้นสูงเท่านั้นที่สามารถเข้าร่วมได้

อันที่จริงไม่ได้มีกฎหมายห้ามชนชั้นกลางหรือล่างล่าสัตว์ แต่ด้วยข้อจำกัดทางการเงินแล้วทำให้ส่วนมากชนชั้นอื่นไม่นิยมเล่มกีฬาชนิดนี้ เพราะนอกจากต้องมีเงินเพื่อเช่าหรือเป็นเจ้าของที่ซึ่งใช้ล่าจิ้งจอกแล้วยังต้องมีการจัดงานเลี้ยงรับรองแขก ฝึกสุนัขล่าจิ้งจอกจำนวนมาก และมีม้าพันธุ์ดีอีกด้วย

แค่ค่าเช่าสำหรับการล่าจิ้งจอกครั้งหนึ่งก็เท่ากับเงินที่ครอบครัวชนชั้นกลางถึงล่างใช้จ่ายครึ่งปีแล้ว ปกติแล้วการล่าจิ้งจอกจะทำให้ที่ดินเสียหาย เงินที่ต้องจ่ายชดเชยให้เจ้าของที่ดินก็จะเป็นจำนวนที่มากพอสมควร แต่สำหรับวันนี้พื้นที่ล่าคือที่ดินชายป่าของพระราชินี…


ลอร์ดลูเชียนแต่งกายในชุดสการ์เลตโค้ตสีแดง กางเกงขาวและรองเท้าบูตสูง ในมือถือแส้ไม้โอ๊ค ยืนรอให้เจ้าหน้าที่ตรวจความเรียบร้อยของอานม้าและบังเหียนของตน ข้างๆ คือเอ็ดเวิร์ดที่สวมโค้ตล่าสัตว์สีดำ กำลังรอให้คนตรวจสอบความเรียบร้อยอยู่เช่นกัน

มีเพียงอัลฟ่าบางคนเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้สวมชุดแดง โอเมก้าและเบต้าต้องแต่งดำ อีกทั้งแขกอัลฟ่าบางคนที่ยังขาดประสบการณ์การล่าก็ต้องแต่งดำเช่นกัน ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ


ลอร์ดอีธานบิดาของเอ็ดเวิร์ดกำลังยืนสวมถุงมือสีขาวให้เข้าที่ ดวงตาสีฟ้าของชายวัยกลางคนสังเกตเห็นลูเชียนพอดี เรียวปากบางของท่านนายกรัฐมนตรียกยิ้มทักทายอย่างมีอัธยาศัย เดินมาทางชายหนุ่มอีกคนอย่างไม่รีบร้อน

“ลอร์ดลูเชียน”

“ลอร์ดอีธาน...” ชายหนุ่มค้อมหัวเล็กน้อยให้ท่านดยุคผู้มีอำนาจเป็นรองจากพระราชินี

“อากาศวันนี้เหมาะกับการล่าจิ้งจอกจริงๆ ว่าไหม” ผู้สูงวัยกว่าหัวเราะเบา ระหว่างนั้นบุตรชายของเขาก็ก้มหน้าลงไม่กล่าวคำพูดใดทั้งสิ้น

บางครั้งลูเชียนก็สัมผัสได้… ว่าเอ็ดเวิร์ดกลัวบิดาบังเกิดเกล้าของตนเอง และมักจะสงบปากสงบคำเสมอเวลาอยู่ต่อหน้าอีกฝ่าย

“ครับ เป็นวันที่สมบูรณ์แบบ ถึงฤดูใบไม้ร่วงแบบนี้พวกจิ้งจอกคงโตเต็มวัยแล้ว” ระหว่างกำลังสนทนาเอซีเคียล ฟาร์เรลส์ก็เดินไปขึ้นม้า ทั้งชายคนนั้น ลอร์ดอีธาน และลูเชียน ต่างสวมสการ์เลตโค้ตที่บ่งบอกสถานะ มีเพียงเอ็ดเวิร์ดที่สวมโค้ตล่าสัตว์สีดำ… สีที่ตัดกันนั้นสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนแม้จากระยะไกล

“พระนางดูสำราญดีทีเดียว ทรงโปรดการล่าสัตว์มาตั้งแต่สมัยก่อนแล้วนี่นะ” ฟังแล้วลูเชียนก็ขยับยิ้ม ด้วยความที่เป็นพระสหายนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาถูกเชิญมางานล่าสุนัขจิ้งจอก อันที่จริงก็ติดตามมาด้วยตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว “แล้วไบรอนไม่มาด้วยหรือ?”

“เขาไม่ชอบการล่าเท่าไหร่ เด็กคนนั้นจิตใจอ่อนโยน” ลูเชียนตอบแบบแก้ตัวให้น้องชาย เป็นคำตอบที่ค่อนข้างชินปากเพราะไบรอนแทบไม่มาร่วมงานสังคมประเภทนี้เลยสักครั้ง… เด็กคนนั้นกลัวเลือดและซากสัตว์ แต่กิจกรรมการล่าเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูง หากบอกว่ากลัวก็อาจเป็นที่ครหานินทาได้

เจ้าหน้าที่หันมาให้สัญญาณว่าอุปกรณ์ทุกอย่างเรียบร้อยไม่มีปัญหา ส่วนเจ้าม้าพันธุ์ดีที่ได้รับการฝึกมาสำหรับการล่าก็พร้อมให้ขึ้นขี่

ดวงตาสีฟ้าเหลือบเห็นเงาร่างของใครบางคนที่สวมชุดสีแดงอยู่ไกลๆ ทว่าเขาก็ไม่ได้มองนาน รีบเบนสายตากลับมาหาคู่สนทนาก่อนที่อีกฝ่ายจะผิดสังเกต

“เหมือนม้าผมจะพร้อมแล้ว ผมขอล่วงหน้าไปก่อนนะครับ” 

ลอร์ดลูเชียนผงกหัวเล็กน้อยเป็นเชิงขอตัว พออีกฝ่ายพยักหน้ารับเขาก็ขึ้นม้า ควบช้าผ่านฮันท์สแมนที่กำลังเป่าแตรจัดระเบียบฝูงสุนัขล่าจิ้งจอกตัวเล็กในคอก กับมาสเตอร์ออฟฟอกซ์ฮาวนด์ที่กำลังดูแลความเรียบร้อยโดยรวมและสั่งงานเจ้าหน้าที่ทุกคน ดูจากสถานการณ์อีกไม่นานงานก็คงเริ่มแล้ว

อย่างที่ได้เปรยไว้… การล่าจิ้งจอกเป็นงานยุ่งยากที่ใช้กำลังคนและสุนัขมากมาย การล่าทำโดยการควบม้าตามฝูงสุนัขไปเป็นกลุ่ม ผู้ล่าไม่ต้องลงมือฆ่าจิ้งจอกเอง สุนัขล่าเนื้อจะจัดการปลิดชีพพวกมันแล้วนำซากสัตว์ป่ากลับมาแทนถ้วยรางวัล 

ลูเชียนแค่มาเป็นแขกและไม่ต้องลงมืออะไร นี่เป็นงานเข้าสังคมและการแสดงทักษะในการขี่ม้าเท่านั้นเอง


ผ่านหน้าฮันท์สแมนไปแล้วเขาถึงเห็นคนคนนั้นได้อย่างชัดเจน… ติดแต่เฮคเตอร์ควบม้าอยู่ข้างๆใครอีกคน

โอเมก้าหนุ่มสวมโค้ตล่าสัตว์สีดำ ชายเสื้อด้านหลังยาวลงไปจนถึงเข่า ชุดที่อยู่กึ่งกลางระหว่างชุดของสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษเป็นเอกลักษณ์ของโอเมก้าชาย เจ้าชายไอวาหันหน้าไปสนทนากับคนสนิทข้างกาย แต่ไม่นานนักดวงตาสีทองก็สังเกตเห็นลูเชียน ส่วนชายร่างสูงอีกคนเพียงมองด้วยสายตาเย็นชาแล้วก็หันไปทางอื่นแบบไม่ได้สนใจเขาเลย แม้จะผิดหวังแต่ท่านเอิร์ลก็รักษาสีหน้าเรียบเฉยและแสร้งมองไปทางอื่นอย่างแนบเนียน

… กลับกัน คนที่ไม่อยากจะรับมือกลับควบม้าตรงมาทางนี้

อันที่จริงเจ้าชายไอวาเป็นบุคคลที่ลอร์ดลูเชียนไม่ใคร่อยากจะรับมือนัก อีกฝ่ายชอบทดสอบอารมณ์ของพี่สาวเสมอ เขาซึ่งอยู่ฝั่งพระราชินีก็พลอยจะเหนื่อยใจไปด้วย

พระนางไม่ได้เกลียดน้องชาย… และไม่ได้ประสงค์ร้าย อย่างไรเสียพวกเขาก็เหลือกันเพียงสองพี่น้อง ฉะนั้นเมื่อเจ้าชายไอวาก่อเรื่อง คนที่จะโดนพระราชินีคาดโทษคนแรกก็คือผู้ติดตามของอีกฝ่าย ไม่ใช่เจ้าตัว... 

“ลอร์ดลูเชียน ไม่ได้พบกันนาน ท่านสบายดีหรือ” เจ้าชายควบม้ามาใกล้ มองเขาด้วยดวงตาคู่โตและรอยยิ้มสดใส ด้านในเสื้อโค้ตล่าสัตว์สวมคอร์เซตที่ทำให้เอวดูบาง กิริยามารยาทอ่อนโยนงดงามตามแบบฉบับโอเมก้าในอุดมคติทุกประการ

“สบายดีครับ…” ลูเชียนยิ้มรับตามมารยาท ไม่ค่อยอยากจะสู้หน้าแต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเมื่อไม่นานมานี้พระนางเพิ่งใช้ให้เขาไปจัดการกับคนของเจ้าชายไอวาจนทำธุรกิจของฝ่ายนั้นเจ๊งไปหลายแห่ง… “ท่านก็ยังงดงามเหมือนเคย เจ้าชายไอวา” 

เจ้าชายควรรู้ดีเกินกว่าจะยอมให้คนของศาสนจักรเข้าพบ… มันใช่เรื่องที่ควรไปแตะที่ไหนกัน ไม่ถูกจับส่งไปอีสต์แลนด์ก็ดีเท่าไรแล้ว ช่างใจกล้าบ้าบิ่นเสียเหลือเกิน

โอเมก้าหนุ่มป้องปากหัวเราะเบา หากดวงตาไม่ได้ฉายแววขบขันเสียเท่าใดนัก

“พักนี้พี่หญิงใช้งานท่านหนักหรือไม่ อากาศเริ่มเย็นแล้วเราอยากให้ท่านรักษาสุขภาพให้มาก ขาดท่านไปสักคนพี่หญิงต้องเสียใจแน่” 

ลอร์ดลูเชียนแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจความหมายแฝงในประโยค ยิ้มแย้มตอบอย่างสุภาพ

“เพียงท่านเป็นห่วงผมก็รู้สึกสุขภาพดีขึ้นมากแล้ว และต่อให้ผมลาป่วยพระนางก็ยังมีที่ปรึกษาอีกหลายท่าน เจ้าชายไม่ต้องเป็นกังวลไป”

“ถึงเช่นนั้นเราก็เห็นว่าพี่หญิงให้ความสำคัญกับท่านที่สุดอยู่ดี… ลอร์ดลูเชียน” ริมฝีปากอิ่มได้รูปเผยยิ้มอ่อนโยน หากดวงตาสีทองนั้นเย็นชาไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้เป็นพี่สาวเท่าใดเลย “อ๊ะ ดูนั่นสิ วันนี้พระสวามีก็มาด้วย”

ดวงตาสีฟ้าของลอร์ดลูเชียนมองตามไปยังชายหนุ่มโอเมก้าอีกคนในโค้ตล่าสัตว์สีดำ ม้าสีขาวปลอดพันธุ์ดีเหยียบย่ำลงบนพื้นหญ้าเฉอะแฉะที่เต็มไปด้วยหลุมจากกีบม้า 


พระสวามีมีสีผมและสีตาเดียวกับลอร์ดลูเชียน ทองและฟ้า ต่างแต่เรือนผมยาวสีทองไว้ยาวและถักเป็นเปียยาว การแต่งกายของเขาคล้ายกับเจ้าชายไอวา โค้ตล่าสัตว์ที่ชายด้านหลังยาวลงไปจนหากมองจากด้านหลังดูคล้ายกระโปรง ด้านหน้าเปิดกว้างสวมกางเกงเข้ารูป และหมวกทรงสูงที่กำลังอยู่ในกระแสนิยม

ใบหน้านั้นงดงาม หากแต่ดูแล้วให้ความรู้สึกว่าเจ้าตัวไม่มีความสุขเท่าใดนั้น ลูเชียนจำได้ว่าพระสวามีผู้นี้ไม่โปรดการล่าสัตว์ไม่ใช่หรือ? ไม่แน่ใจว่าทำไมครั้งนี้ถึงติดตามมาด้วย


“พี่เขย ท่านก็มา” เจ้าชายไอวาร้องทักอย่างไม่ลังเลใจ ทำให้พระสวามีเงยหน้าขึ้น จนสายตามาหยุดที่ลอร์ดลูเชียน

ในชั่วขณะที่สบตา ท่านเอิร์ลมั่นใจว่าสิ่งที่เห็นคือความไม่พอใจ… พระสวามีไม่ชอบเขาเท่าใดนัก ซึ่งนั่นก็ไม่แปลก เมื่อพระนางทำอะไรไม่ค่อยจะไว้หน้าบุตรชายท่านบารอนผู้นี้นัก


“… ผมขอตัวก่อนแล้วกันครับ ลอร์ดเอ็ดเวิร์ดรอผมอยู่” ชายหนุ่มหันไปหาเจ้าชายและอีกหนึ่งผู้มาใหม่ แตะขอบหมวกยิ้มให้อย่างสุภาพ แกล้งทำเป็นไม่เห็นความไม่พอใจและควบม้าจากไปด้วยท่าทางไม่รีบไม่ร้อน 

ชั่วขณะที่หันหัวม้าจากไปดวงตาสีฟ้าหยุดลงที่ร่างสูงของใครบางคนซึ่งนั่งหลังตรงอยู่บนม้า... ที่ไม่ได้สนใจเขาเลยสักนิด

ลูเชียนเพียงมองครู่เดียวจากนั้นก็หันหัวม้าจากไปอีกทางกลับไปหาเอ็ดเวิร์ดก่อนที่ใครจะผิดสังเกต 


พระราชินีเสด็จมาเป็นคนสุดท้าย วันนี้พระนางสวมสการ์เลตโค้ตและกางเกงขาวเช่นเดียวกับคนอื่น เรือนผมยาวมัดรวบไว้ด้านหลังให้ไม่เกะกะสายตา ใส่กางเกงและสวมรองเท้าบูตสูงสำหรับขี่ม้า ทรงม้าตัวผู้สีดำสนิทลักษณะดี

พระนางโดดเด่นเสมอท่ามกลางผู้คน เหล่าแขกในงานต่างต้องดึงบังเหียนม้าหลีกทางขณะที่หญิงสาวควบม้าไปหามาสเตอร์ออฟฟอกซ์ฮาวนด์

หากสังเกตดูแล้วรอบบริเวณเต็มไปด้วยทหารจากหน่วยราชองครักษ์ เฝ้ารักษาความปลอดภัยตั้งแต่ตรงนี้ไปจนถึงชายป่า..


“เมื่อมากันพร้อมหน้าแล้วเช่นนั้นเราก็มาเริ่มกันเลย” พระนางหัวเราะเบา วันนี้ดูมีชีวิตชีวาเป็นพิเศษ ควบม้าตัวโปรดอย่างอารมณ์ดีขณะอนุญาตให้มาสเตอร์ให้สัญญาณเริ่มการล่า

เสียงแตรของฮันท์สแมนดังขึ้นเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเริ่มต้น เหล่าสุนัขล่าเนื้อตัวไม่ใหญ่ไม่เล็กที่ถูกฝึกมาสำหรับการล่าจิ้งจอกโดยเฉพาะถูกปล่อยออกจากคอก วิ่งรวมฝูงไปตามคำสั่งเสียงแตร เจ้าหน้าที่ซึ่งดำรงตำแหน่งวิปส์คอยคุมสุนัขไม่ให้แตกฝูง ฟิลด์มาสเตอร์คอยควบคุมทางวิ่งของม้า


ทุกคนกระชับแส้ในมือ ตวัดตีบนหลังม้าเพื่อให้ออกวิ่ง ม้าพวกนี้ถูกฝึกมาดีจึงกระโดดข้ามสิ่งกีดขวางอย่างง่ายดายลงไปบนทุ่งหญ้าที่เฉอะแฉะ ทุกคนต่างตามหลังฝูงสุนัขล่าเนื้อไปโดยที่ไม่มีการสนทนา

สำหรับการล่าโดยใช้สุนัขนั้นทุกคนต้องเงียบเสียง เพราะการฟังเสียงร้องของสัตว์สำคัญมากสำหรับการออกคำสั่งของมาสเตอร์และฮันท์สแมน


ลูเชียนควบม้าตามไปอย่างไม่รีบร้อน มองตามหลังพระราชินีของเขาทีควบม้าไปอยู่แถวหน้าหลังฟิลด์มาสเตอร์เรียบร้อยแล้วก็อดยิ้มอ่อนใจไม่ได้ จะกี่ปีผ่านไปพระนางก็ยังคงชื่นชอบกิจกรรมเช่นนี้ ส่วนตัวเขานั้นก็เพียงแค่ถือว่ามันเป็นการเข้าสังคมอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง 

อันที่จริงวันนี้ชายหนุ่มรู้สึกไม่ค่อยสบายนัก ในช่วงที่เกิดรอบฮีทเขาต้องกินยาเพื่อกดอาการ และผลข้างเคียงของยาบางครั้งก็ทำให้อ่อนเพลียง่าย บางทีก็ไข้ขึ้น ทว่ามันก็ไม่เคยเป็นปัญหา… แค่เหนื่อยนิดหน่อยคงไม่เป็นไร

...อันที่จริงจะปฏิเสธไม่มาเพราะป่วยก็ได้ พระนางไม่ตำหนิเขาหรอก แต่พอได้ยินว่าปีนี้เจ้าชายไอวาจะมาร่วมด้วย ก็รู้ทันทีว่าผู้ติดตามจะต้องมา

ดวงตากวาดมองไปโดยรอบ มองหาเงาร่างของใครบางคน แล้วเขาก็เห็นคนกำลังที่ขี่ม้าสีน้ำตาลด้วยสีหน้าจริงจังที่ออกห่างจากเจ้าชายไอวามาแล้ว

ชายหนุ่มควบม้าเข้าใกล้ และพอถูกมองเห็น ลอร์ดเฮคเตอร์ก็เร่งฝีเท้าม้าทิ้งระยะห่างเพิ่ม… ทว่าลอร์ดลูเชียนก็เพียงกระพริบตาเล็กน้อย ยกยิ้มก่อกวน แล้วก็ควบม้าขึ้นไปจนตีเสมอ

“อย่าทำเหมือนผมเป็นสัตว์ร้ายที่คุณต้องหนีขนาดนั้นสิ ลอร์ดเฮคเตอร์” ลูเชียนกระซิบพลางหัวเราะเบา ดูผิวเผินแล้วชวนให้รู้สึกคล้ายว่าเขากำลังยั่วโมโหอีกฝ่ายอยู่

“ระหว่างการล่าอย่าพูดมาก” เฮคเตอร์ตอบเสียงเบา และยิ่งเร่งฝีเท้าม้านำห่างไปอีก แต่ก็ยังไม่ไกลขนาดจะเลยหน้าม้าของพระราชินี

ลูเชียนควบม้าตีเสมออีกครั้ง… และคราวนี้อีกฝ่ายต่อให้อยากหนีก็หนีไม่พ้นแล้วเพราะชายหนุ่มไม่สามารถควบม้าแซงทั้งพระราชินีและฟิลด์มาสเตอร์ที่อยู่ด้านหน้าสุดได้ตามกฎของการล่า… พอผ่อนฝีเท้าม้า ท่านเอิร์ลก็ผ่อนตาม พอเร่งหนี ก็เร่งตาม จนเฮคเตอร์อดชักสีหน้าใส่ด้วยความรำคาญใจไม่ได้

“ต้องการอะไร?” เขาถามเสียงเบาที่สุด แต่น้ำเสียงแสดงอารมณ์หงุดหงิดชัดเจน 

“ต้องการสีหน้าแบบนั้นของคุณละมั้งครับ” ลูเชียนยังคงยิ้มและตอบเสียงเบา เหลือบมองเห็นสีหน้าไม่พอใจแล้วก็ยิ้มออกมา



...เฮคเตอร์เห็นว่าเจรจาไปก็คงไร้ประโยชน์ จึงตัดสินใจเงียบและเมินอีกฝ่ายแทน…


ม้าตัวใหญ่สองตัวกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง เข้าไปบริเวณชายป่าที่มีต้นไม้ขึ้นบางตา ได้ยินเสียงสุนัขเห่าและเสียงเป่าแตรให้สัญญาณ ทอดสายตามองออกไปก็เห็นสุนัขล่าเนื้อหลายตัวกำลังไล่กวดหมาจิ้งจอกอย่างบ้าคลั่งและดุร้าย

ลอร์ดเฮคเตอร์หยุดม้ารอชมสถานการณ์… โดยมีคนน่ารำคาญที่ชอบสรรหาความบันเทิงจากการป่วนประสาทเขาอยู่ข้างๆ ตามติดแบบสลัดเท่าใดก็ไม่หลุด

ชายหนุ่มไม่เคยเข้าใจว่าลูเชียนต้องการอะไรกันแน่และเลิกคิดที่จะเข้าใจไปแล้ว ทำตัวเมินเฉยแล้วก็ยังไม่ช่วยอยู่ดี ยิ่งทะเลาะอีกฝ่ายก็ยิ่งได้ใจ ช่างเป็นคนที่ไม่รู้จะรับมือได้อย่างไรจริงๆ

เมื่อจิ้งจอกโชคร้ายตัวนั้นล้มลงด้วยคมเขี้ยวสุนัข การล่าก็ดำเนินต่อไป เขาควบม้าต่อไปตามสัญญาณของฟิลด์มาสเตอร์…

 

ดวงตาสีเทาเหลือบมองคนข้างกายด้วยหางตา... เมื่อเห็นว่าลูเชียนเงียบมาสักพักใหญ่แล้ว วันนี้ท่านเอิร์ลแห่งวินเทอร์บิวรี่ดูจะหน้าซีดกว่าปกติอยู่บ้าง มองจากสีหน้าก็ดูเหมือนกำลังฝืนชอบกล จังหวะลมหายใจดูกระชั้นกว่าปกติ เห็นแล้วก็ชวนให้ขมวดคิ้ว

“ถ้าป่วยก็กลับไปพัก” เฮคเตอร์กล่าวเสียงเบา คนข้างๆ เลิกคิ้วน้อยๆ หัวเราะออกมาแบบแทบจะไร้เสียง

“ป่วยอะไรกัน? ผมไม่...เป็น...ไ---” ยังไม่ทันขาดคำท่านเอิร์ลผู้นั้นก็ฟุบฮวบลงบนหลังม้า ทำเอาคนที่อยู่ใกล้ที่สุดใจหายใจคว่ำ รีบควบม้าเข้าใกล้และดึงจับบังเหียนม้าของอีกฝ่ายเอาไว้ก่อนที่มันจะวิ่งแบบไร้ทิศทาง

“ลอร์ดลูเชียน! ลอร์ดลูเชียน!!” เสียงโวยวายและการพยายามเขย่าตัวดึงความสนใจจากทุกคนในบริเวณนั้น การล่าหยุดลงทันทีเมื่อพระราชินีให้สัญญาณ หันกลับและเร่งควบม้าตรงมาทางคนป่วยในทันที

“ไปตามหมอมา!!”

ในจังหวะนั้นเองที่พระสวามีมองภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของตนด้วยสายตาเย็นชา แค่นเสียงในลำคอเล็กน้อยและหันหัวม้าไปทางอื่น ขณะที่เจ้าชายไอวานั่งยิ้มขบขันอยู่บนม้า คล้ายกำลังรอชมเรื่องสนุกบางประการ


………………..


ฤดูใบไม้ร่วง 10 ปีที่แล้ว โรงเรียนประจำสำหรับอัลฟ่า สถาบันเอตัน


ร่างกายร้อนรุ่มและอึดอัดอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อนในสิบสี่ปีที่ผ่านมา… ลำคอแห้งผาก ตัวร้อนคล้ายไข้ขึ้น ทว่ามันไม่ใช่อาการป่วยธรรมดา


เด็กหนุ่มวัยสิบสี่ปีนั่งหลบอยู่ในห้องน้ำ ขดตัวสั่นอยู่ที่มุมในเวลากลางดึกอย่างทรมาน เขาประมาทเองจึงเป็นเช่นนี้ ทั้งที่มารดาให้ยากดอาการไว้แล้วแต่เพราะไม่เคยฮีทมาก่อนจึงละเลยและลืมกินยา… พอมากินก็สายเกินไปแล้ว 


ต้องรออีกครึ่งชั่วโมงกว่าที่ยาจะออกฤทธิ์ ลูเชียนได้แต่นั่งตัวสั่น ทั้งอึดอัดทรมานและกลัวว่าจะถูกใครพบเข้า ที่โรงเรียนแห่งนี้มีแต่อัลฟ่า หากใครสักคนตื่นมาเข้าห้องน้ำกลางดึกเช่นนี้เรื่องที่เด็กหนุ่มเป็นโอเมก้าจะต้องถูกเปิดโปงอย่างแน่นอน แล้วมารดาและน้องชายต่อจากนี้จะอยู่อย่างไร?

น้ำตาร่วงลงเพราะความกลัว ความไม่เข้าใจ และไม่คุ้นชิน คล้ายร่างกายรู้สึกกระหายต้องการบางสิ่งบางอย่าง ทรมานจนอดส่งเสียงครางแผ่วไม่ได้


เด็กหนุ่มภาวนาให้เวลารีบผ่านไปโดยไว ให้ยารีบออกฤทธิ์ความทรมานนี้จะได้สิ้นสุดลงเสียที ทว่าสวรรค์ไม่เป็นใจเลยสักนิดเมื่อจู่ๆ ประตูก็เปิดออก...

เป็นเด็กสาวผมดำถือตะเกียงดวงเล็กที่เดินเข้ามา แสงไฟริบหรี่จากเปลวเทียนสะท้อนกับดวงตาสีทองสว่างที่เป็นสัญลักษณ์ของคนในราชวงศ์

“ท่าน…?” เด็กสาวในชุดนอนตัวยาวเอ่ยได้เพียงเท่านั้นแล้วร่างทั้งร่างก็ชะงัก ตะเกียงในมือร่วงลงกับพื้นจนเกิดเสียงแก้วแตก


ลูเชียนเงยหน้าขึ้นมองแล้วก็ยิ่งสั่นกลัว เมื่อสังเกตเห็นแววตาและสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเจ้าหญิง… มันดูหิวกระหายคล้ายสัตว์ป่า และเขาก็ไม่มีปัญญาจะวิ่งหนี

เด็กสาวอัลฟ่าก้าวเข้าใกล้… หนึ่งก้าว… สองก้าว… เสียงฝีเท้าทำให้เด็กหนุ่มยิ่งหวาดกลัว แต่ทว่า…

เพล้ง!


เสียงของแก้วแตกทำให้เด็กหนุ่มสะดุ้ง เขาเบิกตากว้าง เงยหน้าขึ้นมองก็เห็นมือโชกเลือดของเธอ… ที่กระแทกเข้ากับกระจกเงาที่แตกร้าวบนกำแพง

“อ… องค์หญิง… มือ… มือ” ลูเชียนละล่ำละลักพูดไม่เป็นประโยค ทั้งตกใจและทำอะไรไม่ถูก

“อย่ากลัวไปเลย…” เด็กสาวดึงมือของตนกลับมา กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน กำแน่นเหมือนพยายามให้ตนรู้สึกเจ็บเพื่อดึงสติ ในดวงตาสีทองยามนี้กลับมาดูกระจ่างใสดังเดิม “เราไม่พ่ายให้สัญชาตญาณเช่นสัตว์ป่าหรอก” 

เด็กหนุ่มมองสบตากับคนตรงหน้า ที่แม้จะบาดเจ็บอยู่กลับยังสามารถยิ้มปลอบประโลมเขาอย่างอ่อนโยน… ความภักดีต่อพระราชินีของลอร์ดลูเชียนอาจจะเริ่มต้นตั้งแต่เวลานั้นแล้วก็เป็นได้


...และนับตั้งแต่วันนั้นเองที่ลูเชียนปรากฏอยู่ในสายตาของเจ้าหญิงรัชทายาท เซเรน่า วี ออเรเลีย


  ในวันนั้นเธอไม่ได้เปิดโปงเขา… กลับกัน เจ้าหญิงช่วยเขาปิดบังความลับตลอดระยะเวลาที่อยู่โรงเรียนด้วยกัน


แรกเริ่มลูเชียนเองก็ไม่เข้าใจ ว่าจู่ๆ ทำไมเซเรน่าถึงมาสนิทกับเขา ทำไมถึงได้ช่วยปกปิด และเธอทำไปเพื่ออะไร

เขาเคยทำตัวใจกล้าและถามเธอไปตรงๆ… ซึ่งก็ได้คำตอบที่เรียบง่ายกว่าที่คาดคิด

“เราเพียงรู้สึกว่าท่านน่าสนใจ” ไม่แน่ใจว่าเป็นคำตอบที่แท้จริงหรือไม่ด้วยซ้ำ หากลูเชียนก็ไม่มีทางเลือกมากนัก จำต้องติดตามเธออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้...


……….


จากวันผ่านพ้นล่วงเป็นปี พวกเขาเติบโตขึ้นมาด้วยกัน เรื่องราวเริ่มจากความบังเอิญ และกลายเป็นบางอย่างที่มากกว่านั้น..


ในปีที่ลูเชียนอายุสิบแปดปี ข่าวการตายของสมเด็จพระเจ้าเฟเดอริคที่สามนำความเสียใจมาสู่ทั้งราชอาณาจักร

ในวิหารอันใหญ่โต… หญิงสาวยืนอยู่หน้าแท่นบูชาด้วยท่าทางสงบนิ่ง ใบหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์ใด เพียงเงยหน้ามองกระจกสีงดงามที่บอกเล่าเรื่องราวของพระผู้เป็นเจ้าเมื่อยามสร้างโลกใบนี้ในเจ็ดวัน

แม้จะติดตามเจ้าหญิงมานานปี แต่เขาก็ไม่เข้าใจความคิดของเธอ เซเรน่าเก็บทุกอย่างได้อย่างแนบเนียน ก้าวทุกก้าวเป็นไปด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งยวด

เธอเป็นบุตรอัลฟ่าที่กำเนิดจากพระราชินีพระองค์แรก ซึ่งต่อมาก็ถูกหย่าขาดทอดทิ้ง พระราชินีพระองค์ปัจจุบันถูกแต่งตั้งหลังจากนั้น พระนางให้กำเนิดบุตรชายอัลฟ่า แต่น่าเสียดายที่เขาอายุสั้นนัก

...และเท่าที่ลอร์ดลูเชียนทราบ องค์ราชาไม่ใคร่จะไยดีสองพี่น้องที่กำเนิดแก่พระราชินีองค์แรกซึ่งเขาอภิเษกสมรสด้วยอย่างไม่เต็มใจเท่าใดนัก


ชายหนุ่มเงยหน้ามองสถาปัตยกรรมรูปปั้นแกะสลักของเทวดาที่เกือบจะเหมือนจริงยืนขนาบอยู่ทั้งสองด้าน ภายในวิหารค่อนข้างมืดและมีการตกแต่งแบบโกธิคเน้นการแกะสลักหิน แสงสว่างจากหน้าต่างกระจกสีทรงสูงส่องลงตกกระทบใบหน้างดงามยามเมื่อเธอหันกลับมามองเขา

ที่นี่มีเพียงพวกเขาสองคน เมื่อเจ้าหญิงรัชทายาทเปิดปากออกคำสั่งว่าต้องการใช้พื้นที่เพื่อไว้ทุกข์… เธอก็มักจะได้พื้นที่ตามที่ต้องการเสมอ

ลูเชียนไม่แน่ใจว่าหญิงสาวเรียกเขามาที่นี่ด้วยเหตุใด กระนั้นเพียงพระนางออกปากเรียก เขาก็รีบนั่งรถม้ามาทันที 


“องค์หญิง…”

“ลอร์ดลูเชียน… ท่านมาตรงเวลาเสมอ”

“... ท่าน… สบายดีใช่ไหม” เห็นชายหนุ่มมีสีหน้าท่าทางกังวลใจ เธอก็หัวเราะออกมาเบาๆ

“สบายดีสิ กินอิ่มนอนหลับดีเชียวล่ะ” เห็นได้ชัดว่าการตายของพระบิดาไม่ได้กระทบนางมากนัก ใจหนึ่งลูเชียนก็โล่งอก อีกใจก็อดเศร้าไม่ได้ “เป็นห่วงเราหรือ?” 

“ยังไงซะพวกเราก็เป็นเพื่อนกัน…ก็ต้องห่วงสิ” หญิงสาวเอียงคอเล็กน้อย ทั้งยังยกยิ้มบาง    

“ลอร์ดลูเชียน… เรากำลังจะเป็นพระราชินี”

“.....”

“ท่านเคยถามเราใช่ไหม ว่าเหตุใดเราจึงไม่เปิดโปงท่าน” วันนี้เธอสวมชุดสีดำล้วน กับกางเกงยาวและบูททรงสูง ชายเสื้อคลุมด้านหลังทิ้งยาวเกือบระพื้น และสวมบูททรงสูงผูกเชือก “...คำตอบที่เราเคยให้ไปคือความจริงเพียงครึ่งเดียว”

ชายหนุ่มไม่แปลกใจเลยสักนิด… เพื่อนคนนี้เคยบอกความจริงเกินครึ่งเสียที่ไหนกัน

“เราอยากพิสูจน์… ว่าโอเมก้าจะทำทุกอย่างได้เทียบเท่ากับอัลฟ่าไหม… และท่านก็ทำได้ดีกว่าพวกเขาหลายๆ คน” 

หญิงสาวยิ้มให้เขา แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ความจริงทั้งหมดอยู่ดี

“และการกุมความลับของคนข้างตัวเอาไว้ก็เหมือนเป็นหลักประกันว่าเขาจะไม่กล้าทรยศ” ลูเชียนเอ่ยเสริม ทั้งยังระบายลมหายใจน้อยๆ แม้จะไม่เข้าใจเธอในหลายๆ เรื่อง แต่อย่างน้อยเรื่องนี้เขาก็เข้าใจดี

“เราชอบที่ท่านฉลาด แต่ฉลาดเกินไปก็เป็นการทำร้ายตนเองได้เหมือนกันนะว่าไหม” เซเรน่ากล่าวชม ยิ้มอ่อนใจทั้งส่ายหัวช้าๆ “นี่… ลูเชียน”

“ครับ?”

“เรา… ตั้งใจจะแก้กฎหมายเกี่ยวกับสถานะของเบต้าและโอเมก้า” 


ถ้อยคำของพระนางทำให้ผู้ฟังตกใจและเป็นกังวลอย่างมาก กษัตริย์ที่เพิ่งขึ้นครองราชย์จะริอ่านท้าทายอำนาจสภา... นี่มันบ้าบิ่นเกินไปแล้ว 

“องค์หญิง… สภาสูงจะไม่ยอมให้ท่านทำตามใจขนาดนั้น”

“แล้วใครว่าเราจะเริ่มต้นจากสภาสูงเล่า” หญิงสาวหัวเราะเบา “ท่านลองมองไปรอบๆ มหาวิหารแห่งนี้สิ”

เขาไม่เข้าใจว่ามันเชื่อมโยงกันได้อย่างไร กระนั้นก็ทำตาม อาคารโอ่อ่าขนาดใหญ่ แกะสลักงานศิลป์ลงบนหินทั้งก้อน สัญลักษณ์ทางศาสนาจารึกบนลวดลายการตกแต่งของยุคก่อน

“ท่านเห็นอะไรบ้าง”

“... ศิลปะมูลค่ามหาศาล?”

“ไม่ผิด แต่ก็ไม่ใช่คำตอบที่เราต้องการ” เธอส่ายหัว แล้วหันหน้ากลับไปทางแท่นบูชา มองยังกางเขนศักดิ์สิทธิ์ “เราเห็นความเชื่อ เราเห็นศรัทธา และเราเห็นอำนาจ”

“...” ชายหนุ่มนิ่งฟัง และมองตาม

“กี่ครั้งแล้วในประวัติศาสตร์ที่ชื่อของพระผู้เป็นเจ้าถูกนำมาแอบอ้างในการกระทำเรื่องต่างๆ ทรมานคน เผาคนทั้งเป็น ประหาร ขูดรีด แต่งตั้งกษัตริย์ และแน่นอน…. บัญญัติกฎเกณฑ์” 

“ท่านคงไม่ได้คิดจะ--”

“ไหนๆ ประเทศของเราก็มีนิกายเป็นของตนเองตั้งแต่ยุคบรรพบุรุษแล้ว เราก็ควรใช้มันให้เต็มที่” พระนางยกยิ้ม ทว่าเป็นยิ้มที่ลูเชียนอ่านความหมายไม่ออก จากนั้นก็เริ่มอธิบายสิ่งที่อยู่ในใจ 


“พระผู้เป็นเจ้าสร้างโลกในเจ็ดวัน... และในวันที่หกเขาสร้างอัลฟ่า เบต้า และโอเมก้า 

อัลฟ่าเป็นผู้นำ เบต้าเป็นผู้ตาม โอเมก้าเป็นผู้ให้กำเนิด… ทว่าพระผู้เป็นเจ้าไม่ได้กล่าวว่าการที่เบต้าหรือโอเมก้าเป็นผู้นำบ้างจะเป็นบาปเสียหน่อย ของเช่นนี้ขึ้นกับการตีความของผู้เผยแพร่คำสอน หากท่านศึกษาพระคัมภีร์อย่างละเอียดก็จะพบว่ามันสามารถบิดพลิ้วและตีความให้ต่างออกไปได้อย่างง่ายดาย ซึ่งศาสนจักรก็ใช้ศรัทธาเป็นเครื่องมือในการยึดครองอำนาจมาโดยตลอด

กระทั่งพิธีขึ้นครองราชย์ในอดีตยังต้องอาศัยพระคาร์ดินัลมาช่วยประกอบพิธี เพื่อเป็นสัญลักษณ์ยืนยันว่าพระผู้เป็นเจ้ายอมรับกษัตริย์ผู้นี้เลย”

“...ใช้ศาสนาปลูกฝังความคิดผู้คน”

“ในเมื่อสิ่งที่มนุษย์คิดถึงเป็นอย่างแรกยามสิ้นหวัง... ก็คือศาสนาไม่ใช่หรือ?”


เขามองใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจบารมี ความมั่นอกมั่นใจ… ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่นายเหนือหัวควรจะมี

“องค์หญิง… จะทำไปเพื่ออะไรกัน ในเมื่อท่านก็เป็นอัลฟ่า” นี่เป็นเรื่องที่ลูเชียนไม่อาจเข้าใจ เหตุใดอัลฟ่าที่เป็นผู้ครองแผ่นดินจะต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การทำเช่นนี้นอกจากจะต้องใช้กำลังและความคิดแล้วยังเป็นการสร้างศัตรูอย่างมหาศาลอีกด้วย

เป็นเช่นนี้ใช่ว่าดีสำหรับพระนางอยู่แล้วหรือ? 

“...ราชวงศ์นอร์ธแลนด์ล่มสลายแล้ว ท่านเองก็คงได้ข่าวการปฏิวัติ... ที่พระราชาโดนกุดหัวด้วยกิโยติน” รอยยิ้มของพระนางเลือนไป หลงเหลือเพียงสีหน้าเย็นชา “คนเราหากโดนกดขี่มากเกินไปก็มักจะลุกขึ้นมาต่อต้าน นี่คือธรรมชาติมนุษย์… และประเทศของเราก็จะเป็นเช่นนั้นหากเราไม่ริเริ่มเปลี่ยนแปลง

ท่านรู้หรือไม่ว่าช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนของประเทศนี้นั้นกว้างเพียงใด ค่าใช้จ่ายในหนึ่งวันของขุนนาง ชนชั้นล่างสามารถอยู่อาศัยได้ครึ่งปีด้วยซ้ำ”

“....”

“เราเคยลงไปที่สถานเด็กกำพร้าในย่านสลัมหนหนึ่ง… พวกเขากินขนมปังเก่าๆ กับซุปต้มกระดูกที่ใสจนแทบเป็นแค่น้ำร้อน”

“องค์หญิง นั่นอันตราย” ชายหนุ่มอดดุไม่ได้ แม้พระนางจะเป็นอัลฟ่าที่เก่งกาจไปเสียทุกเรื่องอย่างไรก็ยังเป็นสหาย และต่อให้เป็นอัลฟ่า ที่นั่นก็ใช่จะปลอดภัย… 

“เรารู้ว่าท่านต้องบ่นเราจึงไม่เอาท่านไปด้วยอย่างไรเล่า”

“.....” ผู้ฟังอดถอนหายใจไม่ได้ 

“ประชากรส่วนใหญ่ในประเทศของเราคือเบต้า… ลอร์ดลูเชียน และพวกเขากำลังอดอยากหิวโหย ถูกกดทับด้วยกฎหมาย

หากเราไม่ทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยเหลือพวกเขา พวกเขาก็จะเริ่มช่วยเหลือตนเอง… และก็จะเป็นหัวของเราที่ไปจบลงบนคมมีด”


ชายหนุ่มรู้มานานแล้ว.. หากเขาคิดหนึ่ง พระนางจะมองไปไกลถึงสอง หากคิดสอง ก็จะมองไปไกลถึงสาม… ยิ่งหลังจากข่าวการถูกสังหารฆ่าล้างของราชวงศ์แห่งนอร์ธแลนด์ หญิงสาวก็ยิ่งดูระมัดระวังมากขึ้น

“ยุคสมัยของการเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ต้องมาถึงสักวันหนึ่ง ผู้ที่ปรับตัวไม่ทันก็ไม่อาจอยู่รอด… และการคงอยู่ของท่านก็ทำให้เราแน่ใจ ว่าเบต้าและโอเมก้าสามารถเป็นผู้ปกครองที่ดีได้เช่นกัน”

ลูเชียนมองร่างของหญิงสาวที่ยืนหลังตรงอย่างสง่างาม ใบหน้าเชิดขึ้น ในดวงตาสีทองฉายความมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยม… แล้วเขาก็ค้อมหัวลง ในท่าคำนับกษัตริย์

“ฝ่าบาททรงต้องการสิ่งใดโปรดทรงบัญชา… พระราชินีของกระหม่อม” สรรพนามที่เปลี่ยนไปบ่งบอกชัดเจนแล้วว่าสำหรับเขา พระนางก็คือกษัตริย์หนึ่งเดียว แม้จะยังไม่ได้ผ่านพิธีราชาภิเษกก็ตาม

“เราไม่ได้ต้องการให้ท่านคำนับเรา… ลอร์ดลูเชียน” สองมือของนางประคองร่างของคนตรงหน้าเอาไว้ เขาเงยหน้าขึ้นมอง... แสงสะท้อนจากกระจกหลากสีที่ส่องมาจากด้านหลังทำให้ชายหนุ่มตาพร่าไปชั่วขณะ

กลับกัน เป็นเจ้าหญิงรัชทายาทเสียเองที่คุกเข่าลง จับมือซ้ายของชายหนุ่มเอาไว้

“เราต้องการคนที่จะเดินเคียงข้างเราไปในทางที่เต็มไปด้วยขวากหนามสายนี้… ลอร์ดลูเชียน ท่านจะแต่งงานกับเราได้หรือไม่” 

ประโยคนั้นนำความตกใจมาให้ท่านเอิร์ลหนุ่มเป็นอย่างมาก… ลูเชียนรับมือไม่ถูก และก็พูดอะไรไม่ออกอยู่พักหนึ่ง

ยิ่งมองสบกับดวงตาสีทองที่เต็มไปด้วยแววคาดหวังแล้ว เขาก็ยิ่งลำบากใจ…

“เรื่องนี้… ฝ่าบาททรงรู้ ว่าเป็นไปไม่ได้”

“เราปล่อยให้คนอื่นคิดว่าท่านเป็นอัลฟ่าต่อไปก็ได้ เราไม่สนใจ” ลูเชียนเม้มปากเล็กน้อย มองสบตากับอีกฝ่ายด้วยสีหน้าหนักใจ

“ฝ่าบาททรงทราบดีแก่ใจอยู่แล้ว ว่ากระหม่อมไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสม… โดยเฉพาะเมื่อมีแผนการยิ่งใหญ่ในใจ ไม่สมควรเพิ่มภาระหรือข้อครหาให้ตัวเอง” 

“......” ครั้งนี้พระนางรับฟัง เพราะสิ่งที่ชายหนุ่มเอ่ยนั้นเป็นความจริงทุกประการ จริงอยู่ที่อัลฟ่าแต่งงานกับอัลฟ่าไม่ผิดกฎหมายแค่ไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับ แต่สำหรับกษัตริย์นั้นต่างออกไป เพราะไม่ว่าจะกี่รัชสมัยไม่เคยมีพระสวามีที่เป็นอัลฟ่ามาก่อน เพราะความเชื่อฝังลึกว่าผู้ที่จะอยู่เคียงข้างกษัตริย์จำเป็นต้องเป็นโอเมก้าเท่านั้น ดังที่บัญญัติไว้ในพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์

เขาทรุดตัวลงในท่าชันเข่าข้างหนึ่ง ลงมานั่งในระดับเดียวกับหญิงสาว สบตากับพระนางอย่างลึกซึ้ง

“กระหม่อมยินดีติดตาม เป็นมือเป็นเท้า ดั่งวัวดั่งม้า… แต่ไม่อาจเป็นพระสวามีที่อยู่เคียงข้างได้”

“... เราต้องการเหตุผลที่แท้จริง ไม่ใช่ข้ออ้าง” เขาทราบว่าพระนางวางใจเขาเพียงใดถึงยอมเปิดเผยความคิดเหล่านี้ให้ฟัง และลูเชียนก็ควรจะซื่อสัตย์กับพระนางด้วยเช่นกัน

“ใจของกระหม่อมอยู่กับผู้อื่น” 

“ผู้ใดกัน เขาดีกว่าเราหรือ” ใบหน้าของพระนางแฝงไว้ด้วยความหยิ่งทะนง ตั้งแต่ที่เป็นเด็กสาวในวันนั้นจนกลายเป็นหญิงสาวผู้เพียบพร้อมในวันนี้ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

ชายหนุ่มยิ้มอย่างลำบากใจ

“...ไม่มีสิ่งใดเทียบเคียงท่านได้เลย”

“เช่นนั้นเหตุใด?”

“เพราะความรักไม่ต้องการเหตุผล ราชินีของกระหม่อม”


พระนางแค่นหัวเราะเย็นชา ใบหน้าดูผิดหวัง แวบหนึ่งดูเจ็บปวดทว่าก็สลายหายไปราวกับภาพลวงตาอย่างรวดเร็ว หญิงสาวลุกขึ้นยืน เบือนหน้ากลับไปทางแท่นบูชา และกล่าวอีกหนึ่งประโยค


“ได้… เราไม่บังคับท่าน” 


…………………..


กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ให้ความสดชื่นของดอกแดฟโฟดิลสีเหลืองสว่างในกระถางคือสิ่งแรกที่รับรู้เมื่อยามตื่นจากฝัน…


ลอร์ดลูเชียนค่อยๆ ลืมตาตื่น และสิ่งแรกที่เห็นก็คือเพดานที่วาดลวดลายเทวดาตัวน้อยถือพิณกำลังเล่นกันอย่างสนุกสนานบนสรวงสวรรค์ งานของจิตรกรชั้นเอก ทำให้ชายหนุ่มพอจะรู้ได้ว่าที่นี่คือภายในพระราชวังฤดูร้อนซึ่งอยู่ใกล้กับสถานที่ล่าสัตว์

ดวงตาสีฟ้ากวาดมองไปโดยรอบขณะยันกายขึ้นจากเก้าอี้สำหรับเอนนอน 

“รู้สึกอย่างไรบ้าง” เป็นเสียงของหญิงสาวที่เขาคุ้นเคยดี เมื่อหันไปมองก็พบว่าพระราชินียืนอยู่ข้างหน้าต่างกระจกบานใหญ่ กำลังทอดสายตามองออกไปยังสวนเบื้องนอก “เราบอกท่านแล้วว่าหากใช้ยากดอาการอยู่ก็ไม่ต้องมา แค่บอกเราว่าป่วยคำเดียวเราจะไม่ทำให้ท่านลำบากใจ” 


ยากดอาการฮีทของโอเมก้ามีผลข้างเคียงทำให้ร่างกายอ่อนเพลียและบางทีก็ทำให้เป็นลมได้หากไม่ระวัง แต่ลอร์ดลูเชียนลำพองใจคิดว่าตัวเองร่างกายแข็งแรงดีคงไม่เป็นไร สุดท้ายก็เกิดเรื่องจนได้

“กระหม่อมขออภัย… เพียงอยากมาขี่ม้ายืดเส้นยืดสายนิดหน่อยเลยประมาท---”

“ท่านคิดว่าเราโง่หรือ?” ยังไม่ทันจะได้จบประโยคพระราชินีก็พูดขัดเสียก่อน น้ำเสียงฟังดูหงุดหงิดไม่พอใจเท่าใดนัก “จุดประสงค์ของท่านคือมาพบใคร ท่านรู้อยู่แก่ใจไม่ต้องให้เราเปิดโปง”

“....” เห็นเขาเงียบปากไปพระนางก็ระบายลมหายใจเบา เครื่องแต่งกายถูกเปลี่ยนเป็นเสื้อเชิ้ตขาวและกระโปรงยาวลูกไม้สีดำ ไม่ใช่ชุดล่าสัตว์เมื่อตอนบ่าย

“ท่านต้องการสิ่งใดจากเขากันแน่ ลูเชียน”

“กระหม่อมเพียงแค่…” คำพูดของชายหนุ่มหยุดไป… นั่นสินะ เขาต้องการอะไรกันแน่

“ท่านจะทิ้งยศศักดิ์ไปแต่งกับเขา หรือคาดหวังให้เขาทิ้งยศดยุคแห่งวอเตอร์ฟอร์ดมาแต่งกับท่าน?”

ไม่บ่อยเลยที่พระนางจะแสดงอารมณ์เช่นนี้ ครั้งนี้ท่าทางว่าเขาจะทำให้พระนางไม่พอพระทัยเข้าจริงๆ


“....”

ดวงตาสีทองละจากเบื้องนอกกลับมามองคนที่นั่งก้มหน้าสำนึกผิดแล้วหญิงสาวก็นึกใจอ่อน พระนางเดินไปค่อยๆ ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามในห้องรับรอง

“...งานเลี้ยงของไอวากำหนดวันแล้ว เป็นฤดูหนาวยามสิ้นปี” น้ำเสียงอ่อนลงแปลว่าหญิงสาวให้อภัยเขาแล้ว พระนางหันไปรินน้ำชา ยื่นถ้วยให้คนป่วยอย่างไม่ถือเรื่องยศศักดิ์

“ช่วงคริสต์มาสคงงานใหญ่ทีเดียว” ลูเชียนรับจานรองถ้วยมาถือเอาไว้ กล่าวขอบคุณเบา และค่อยๆ จิบน้ำอุ่น

“...คนที่ไอวาวางเอาไว้ หนึ่งในนั้นคือลอร์ดเฮคเตอร์ ซึ่งเราคิดว่าน่าจะเป็นตัวเก็งทีเดียว” 

“เช่นนั้นหรือ” ลูเชียนไม่ได้แสดงอารมณ์ แต่ยกถ้วยชากระเบื้องเคลือบเนื้อดีขึ้นจรดริมฝีปากอีกครั้ง ภายใต้การจ้องมองอย่างสังเกตสังกาของพระราชินี “ทรงต้องการให้กระหม่อมทำเช่นไร”

“ขัดขวางทั้งหมด…” ริมฝีปากได้รูปโค้งขึ้นเล็กน้อย “เราต้องการให้เขาแต่งงานกับคนของเรา”

เมื่อส่งไปที่อื่นไม่ได้ ก็ต้องควบคุมและจับตาดูเอาไว้… หากให้คาดเดา พระนางอาจจะมองไกลไปถึงอนาคต… ถึงบุตรชายอัลฟ่าของเจ้าชายไอวาและสิทธิในราชบัลลังก์ของรุ่นถัดไป

ลอร์ดลูเชียนหลับตา วางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งข้างเตียง พักหนึ่งกว่าที่ดวงตาค่อยๆ เปิดขึ้น เขาเงยหน้าและแย้มยิ้มตอบ ราวว่าคำสั่งของพระนางเป็นเรื่องที่ทำได้อย่างง่ายดายเสียเหลือเกิน


“รับด้วยเกล้า ราชินีของกระหม่อม”


---------------


ประกาศเล็กน้อย: เนื่องจากนิยายอีกเรื่องผ่านการพิจารณา เราจำเป็นต้องไปเขียนตอนพิเศษเพิ่มเติมอีกหน่อย ทำให้ จะขอดองเรื่องนี้ไม่เกิน 2 อาทิตย์นะคะ _(:'3JL)_ ขอไปจัดการเรื่องที่ด่วนกว่าก่อน (จริงๆ ก็ไม่คิดว่าเรื่องนั้นจะผ่านเหมือนกันค่ะแง--) จัดการตอนพิเศษเพื่อปิดต้นฉบับแล้วจะรีบกลับมาเขียนต่อค่ะ

ปล. มหาวิหารแนวโกธิคนี่มันดีจริงๆเลยนะ! (; v ; กระจกสีที่พูดถึงก็คือ stained glass ล่ะค่ะ! จริงๆ ควีนเป็นตัวละครที่เราชอบมากเลย แต่ก็แอบคิดเหมือนกันว่าในนิยายที่ลงหมวดวายนี่เราจะทำให้สาวน่าแต่งงานด้วยไปทำไม แต่ก็กลัวว่าถ้าให้เป็นเจ้าชายรัชทายาทหรือพระราชาแล้ว พระเอกจะถูกทุกคนเมินไปโดยสิ้นเชิง (....) (ไม่เป็นไรค่ะเราจะเขียนนิยายวายที่มีพระรองเป็นผู้หญิงเอง--) /............

ปล.2 ปฏิวัติฝรั่งเศสในโลกเราจริงๆ ไม่ได้เกิดขึ้นในยุควิคตอเรียแต่เป็นช่วง1700sเลย ตามที่แจ้งไปในตอนแรกคือปวศ.จะเดินไม่เหมือนในโลกเราเลยนะคะ!

ปล.3 fox hunting เหนื่อยมากค่ะ......... 

ไหนๆก็ไหนๆมาหย่อนภาพของตระกูลฟาเรลส์ให้ดูเล่นค่ะ

ปล. 4 เว็บที่เราเอาไว้ refer ความหมายของดอกไม้ค่ะ แฮ่ ยุคนี้เขานิยม flower languageกันเลยเอามาเล่นซะเลย http://thelanguageofflowers.com/

ปล.5 ยุคนั้นมีเรือนกระจก ดอกไม้ถ้ามันนอกฤดูกาลก็ปลูกๆในนั้นล่ะค่ะ (.......)


Edward & Ezekiel by Demi_Dream




Ezekiel by tatsuya_yk


The Young Lord Ethan by Demi_Dream


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 185 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

594 ความคิดเห็น

  1. #397 marjolaine (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 / 09:40
    ในใจก็คิดนะถ้าลอร์ดลูเซียนไม่ได้เป็นอัลฟ่า ควีนคงไม่ได้เจอคนนี้แน่ ๆ อะ อยากเทใจไปหาควีนเลยค่ะตอนนี้ ชอบเอเนอจี้มาก ๆ สง่างามมากเพคะ
    #397
    0
  2. #338 ブーム (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 / 18:37
    ไอวาหัวอ่อน อารมณ์ร้อนถ้าไม่ใช่ว่าราชินีรักจะอยู่มาถึงตอนนี้ได้หรอ ถ้าไม่ใช่ว่าเฮคเตอร์ไม่ใช่คนเลวร้ายจะยังอยู่มาถึงตอนนี้หรือไง คือแบบ เอ่อ มองทุกอย่างด้านเดียวไปหมดเลยเพราะพื้นฐานไม่สนใจจริงๆนั่นแหละ พอมีเรื่องกระทบก็กลายเป็นว่ายึดมั่นถือมั่นซะอย่างนั้น แต่ก็คือเข้าใจนะ แต่ปวดหมองมาก
    #338
    0
  3. #326 กรานิเต้ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 17:19
    คือแบบบ กรี้ดดดดด ท่านราชินีบันไซ สุดยอดมากๆเลยค่ะ เท่สุดๆ โอ้ย ชอบบบบ
    #326
    0
  4. #304 Hasegawa Michiko (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 / 22:54
    พระราชินีเท่มากจริงๆ ไม่ไหวแล้ววววว
    #304
    0
  5. #246 mmnichh (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 / 21:37
    ควีนคือเท่มากกกก
    #246
    0
  6. #225 Bibidiz (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 / 22:58
    หน่วงไปทุกคู่ องค์ราชินีเท่มาก พระสวามีคงหึงแหละ ส่วนเฮคเตอร์ก็ เฮ้อออ
    #225
    0
  7. #185 D-Dindin (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2562 / 00:38
    กรีสสสสส รูปดีมาก ปมดีมาก ชอบพระราชินีมากเลย เจ้าชายไอวานี่ดูมีพิรุธนะ ส่วนพระสวามีนี่หึงแรงมาก ต้องเป็นตัวป่วนของเรื่องแน่ๆ ความลับถ้าจะแตกก็ต้องมาจากพระสวามีคนนี้แน่นอน ฟันธง! สนุกมาเลยค่ะ ยิ่งอ่านยิ่งติด หยุดอ่านไม่ได้เลย
    #185
    0
  8. #119 ซินเดอเรล✰. (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 กันยายน 2562 / 17:21
    เป็นความควีนที่คิงจริงๆค่ะ ชอบ555555555
    #119
    0
  9. #52 MinRos (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2562 / 20:57
    สนุกมากกกกก ถึงดองก็จะรอ

    นี่ว่าแล้วว่าพระราชินีต้องรู้ แล้วก็น่าจะชอบลูเซียนมากซะด้วยแต่ก็แต่งไม่ได้ไงเพราะลุเซียนรักคนอื่นเฮ้อออ

    ส่วนพระสวามีรู้ว่าพระราชินีมีใจให้ลอร์ดลูเซียนเลยไม่ชอบขี้หน้าคงเอะใจแล้วว่ามาแต่งงานด้วยเพราะสีผมสีตาคล้ายกัน

    เมื่อไหร่ที่ลอร์ดเฮกเตอร์จะหันมามองทางนี้ ลุ้นนนนน
    #52
    0
  10. #43 Mizza (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2562 / 22:25
    รูปคือดีต่อใจ​ ควีนคือแมนมาก​ ชอบนางอะ
    #43
    0
  11. #40 puenx_0311 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2562 / 01:45
    กรี๊ดๆๆ ควีนเท่มากเลยยย แง ชอบนะคะ
    #40
    0
  12. #39 FauyFern (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2562 / 22:16
    สงสารใครดี ราชินี? ลูเชียน? ฮือออออ
    #39
    0
  13. #38 saitgong (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2562 / 18:13
    ชอบรูป~ น้องเก่งมาก อดทนได้ดีมั๊กๆ
    #38
    0
  14. #37 Nelwadar (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2562 / 15:20
    ควีนให้ฟีลพระรองนิดๆอ่ะ ว่าแต่ตัดใจจริงดิ/ย้อนกลับไปดูรูปลักษณ์สวามีแล้วเริ่มมิแน่ใจ
    #37
    0
  15. #36 Lalilalia (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2562 / 13:52
    ชอบนะคะ ควีนนนน
    #36
    0
  16. #35 Kuroyasha_SS (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2562 / 13:41
    ควีนคะ เท่มากแงงงงงง
    #35
    0
  17. #34 Tahnya (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2562 / 12:53
    เจ้าชายไอวาดรู้ซัมติง ถึงดูมีเลศนัย แล้วที่พระสวามีไม่พอใจนี้ เพราะคิดว่าราชินีกับลูเชียนมีความสัมพันธ์อะไรกันใช่ไหม แล้วนี่ความแตกรึเปล่าเนี่ย
    #34
    0