An Unlucky Supporting Role : ระบบตัวประกอบผู้โชคร้าย

ตอนที่ 40 : Arc3.4 หลีกเลี่ยงไม่พ้น(1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,167
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 176 ครั้ง
    27 ต.ค. 63

หลังจากแก้ไขโชคชะตาของกวีได้ ไมลส์ก็โล่งใจไปเปลาะหนึ่ง ใช้ชีวิตในฐานะของกฤตไปอย่างเงียบ ๆ พลางสังเกตผู้คนและเหตุการณ์รอบตัวไปด้วย แต่จนแล้วจนรอดก็ยังดูไม่ออกว่าใครเป็นไวรัส เพราะคนรอบตัว ทั้งครอบครัว เพื่อน และเพื่อนร่วมงานต่างก็ดูปกติดี ออสมอนด์เองเขาก็ยังหาตัวไม่เจอเช่นกัน นอกจากที่พบนายเอกของเรื่องอย่างพิภพอยู่สองสามครั้งแล้ว เขาก็ไม่ได้เข้าไปอยู่ในวงโคจรของเนื้อเรื่องหลักเลย ประกอบกับหน้าที่การงานที่ล้นเกินตัวจนไม่มีเวลาออกไปลั้ลลาเหมือนโลกก่อน นานวันเข้าก็กลายเป็นมนุษย์บ้างานตามแบบฉบับเจ้าของร่างตัวจริง หมกตัวอยู่กับห้องแล็บไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน รู้ตัวอีกทีก็ผ่านมาครึ่งปีแล้ว

 

แต่ถึงจะยุ่งแค่ไหน ในโลกนี้เขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวเหมือนโลกก่อนแล้ว เพื่อทำหน้าที่แทนเจ้าของร่างให้สมบูรณ์ ไมลส์จึงต้องเจียดเวลากลับไปหาครอบครัวบ้าง

 

สมัยนี้ประชากรในเมืองแน่นขนัด อาคารสูงจึงผุดขึ้นเนืองแน่นเป็นดอกเห็ด บ้านเดี่ยวนั้นพบได้แค่พื้นที่นอกเมืองเท่านั้น แถมคนที่มีกำลังซื้อส่วนมากก็ต้องอยู่ในระดับมหาเศรษฐี ส่วนประชาชนชั้นกลางอย่างครอบครัวของกฤตนั้น บ้านเกิดของเขาคือห้องขนาด 2LDK ในคอนโดกลางเก่ากลางใหม่แห่งหนึ่งริมชานเมือง ซึ่งตอนนี้คนที่อาศัยอยู่คือกวีและแม่ ส่วนกฤตนั้นย้ายไปอยู่คอนโดใกล้ที่ทำงานเพื่อความสะดวก แม้เขาจะนัดพบกวีในเมืองบ้าง แต่บ้านนั้น นาน ๆ จึงจะกลับมาเยี่ยมสักทีหนึ่ง

 

“กว่าจะมาได้นะ ลูกคนนี้ แม่จะลืมหน้าอยู่แล้วนะรู้ไหม”

 

เสียงหนึ่งดังทักทายขึ้นทันทีเมื่อไมลส์ย่างเท้าเข้าห้อง คนพูดคือกันยา หญิงวัยห้าสิบเศษที่กำลังง่วนอยู่ในห้องครัวปิดติดระเบียง รูปร่างเล็กและผอมบาง หางตาของเธอมีริ้วรอยตามกาลเวลาเล็กน้อย แต่เพราะดูแลตัวเองดี ไว้ผมสั้นที่ย้อมจนดำขลับ และมีน้ำเสียงและแววตาที่มีชีวิตชีวาเหมือนคนหนุ่มสาว จึงดูอ่อนกว่าวัยอย่างมาก

 

“ช่วงนี้งานยุ่งน่ะครับ วันนี้มีอะไรกินน่ะ หอมจัง ให้ช่วยอะไรไหมคับ...หืม” ไมลส์เข้าไปเกาะแขนคนเป็นแม่ ยิ้มประจบ ในครั้งแรกที่เจอ เขายังเกร็งและทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง แต่พอเจอกันหลาย ๆ ครั้งเข้า ด้วยความที่กันยาเป็นคนใจดี แถมมีบุคลิกบางส่วนคล้ายแม่จริง ๆ ที่เสียไปแล้วของเขา ซึ่งไลล่าอาจจะนำมาใช้เป็นต้นแบบสร้างตัวละคร ทำให้เขารู้สึกอุ่นใจและเผลออ้อนอย่างลืมตัว ไม่เหลือมาดนักวิทยาศาสตร์ผู้เคร่งขรึม

 

“เดี๋ยวนี้เป็นอะไรน่ะเรา อ้อนจังเลยนะ เมื่อก่อนไม่เห็นเป็นแบบนี้ วันนี้มีแกงกะหรี่ญี่ปุ่น ถ้าอยากช่วยละก็มาเคี่ยวแกงแทนหน่อย แม่จะไปทำสลัด”

 

กันยาผละออกจากเตา แกงกะหรี่ในหม้อเริ่มข้นได้ที่แล้ว เป็นสีน้ำตาลสวย เดือดปุด ๆ ส่งกลิ่นหอมชวนให้น้ำลายสอ ไมลส์คอยคนมันไปเรื่อย ๆ ไม่ให้ติดก้นหม้อ ผ่านไปสักพักพอเห็นว่าทั้งเนื้อทั้งผักในแกงได้ที่แล้วจึงค่อยปิดเตา เป็นเวลาพอดีกับที่กันยาราดน้ำมันงาคลุกเคล้ากับสลัด พร้อมเสิร์ฟ

 

หลังจากอาหารตั้งโต๊ะได้ไม่ถึงห้านาที กวีก็เปิดประตูห้องเข้ามา หัวคิ้วขมวดมุ่นเหมือนกำลังอารมณ์เสีย แต่พอได้กลิ่นอาหาร สีหน้าก็เปลี่ยนทันควัน โยนกระเป๋าเป้ทิ้งบนโซฟาหน้าทีวี แล้วตรงดิ่งมาที่โต๊ะอาหาร

 

“โห! วันนี้แกงกะหรี่!” เขาลากเก้าอี้ออกมานั่ง น้ำเสียงเริงร่าอย่างปิดไม่มิด “ไม่ได้กินนานมากแล้วนะเนี่ย”

 

“ชอบเหลือเกินนะเราน่ะ” กันยาว่าพลางตักแกงกะหรี่ราดข้างจากแล้วยื่นให้ “เอ้านี่…”

 

“เพราะมันเป็นอาหารไม่กี่อย่างที่แม่ทำอร่อยไงล่ะครับ” กวีแซว

 

“หน็อยแน่! นั่นปากหรืออะไร อยากอดข้าวใช่ไหม”

 

“ล้อเล่นครับ ล้อเล่น ขอแค่เป็นของที่แม่ทำ ผมก็ชอบกินหมดนั่นแหละน่า”

 

คนแซวโน้มตัวไปหอมแก้มคนเป็นแม่ แล้วเปลี่ยนมาพูดจาเอาอกเอาใจทันที ทั้งสามหัวเราะกันครื้นเครง แต่ละคนกินอาหารไปหยอกเย้ากันไป มื้อเย็นผ่านไปอย่างเรียบง่ายแบบนี้เอง

 

“เฮีย…ไม่รับสายหน่อยเหรอ?”

 

ไมลส์ถามขึ้น เมื่อเห็นว่าแท็บที่ข้อมือของพี่ชายเรืองแสงขึ้นพร้อมกับเสียงเพลง ใครบางคนพยายามติดต่อมาหลายครั้งแล้ว อาจเป็นเรื่องด่วนก็ได้ แต่กวีเพียงเหลือบตามองด้วยสีหน้ารำคาญใจ กดตัดสาย ยักไหล่ “เวลาครอบครัว ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรหรอก ช่างเถอะ”

 

“ทำเป็นพูดดี แฟนหรือไม่ก็คนที่กำลังคุยกันอยู่ล่ะสิใช่ไหม” กันยาพูดอย่างรู้ทัน ระหว่างที่กำลังเก็บโต๊ะ “ทะเลาะกันอยู่ล่ะสิ? ลดทิฐิลงแล้วไปคุยกันดี ๆ เถอะ”

 

ไม่ใช่แค่ไมลส์ แม้แต่กวีก็เบิกตากว้างทันที “แม่…รู้ได้ยังไง…ไม่ใช่สิ เอามาจากไหนน่ะ ผม…”

 

“ฉันเป็นแม่เธอมากี่ปีแล้วล่ะ” กันยาส่ายหน้าระอา “เวลาที่กำลังมีความรัก หรืออกหัก ตั้งแต่เด็กจนโตแสดงออกยังไงก็ยังเป็นอย่างนั้นไม่เปลี่ยน จะไม่รู้ได้ยังไงกัน”

 

“อะ…เอาจานมานี่ เดี๋ยวผมไปล้างเอง”

 

หน้าของกวีขึ้นสีแดงแปร๊ด รีบทำไม่รู้ไม่ชี้ แย่งจานมาแล้วตรงเข้าไปที่ครัวทันที คนเป็นแม่หัวเราะขำ ตรงข้ามกับไมลส์ที่รู้สึกเสียววาบขึ้นมา โชคดีที่เพิ่งเจอเธอแค่ไม่กี่ครั้ง จึงยังไม่โดนจับได้ แต่ต่อไปนี้เขาต้องทำตัวเป็นกฤตให้แนบเนียนขึ้นเสียแล้ว เพราะสัญชาตญาณของคนเป็นแม่น่ากลัวจริง ๆ

 

พอตกดึก ไมลส์ก็ขึ้นไปนอนกลิ้งเกลือกบนเตียงในชุดนอน เปิดทีวีสามมิติขึ้นมา เปลี่ยนช่องไปเรื่อยเปื่อย จนไปจบอยู่ที่ช่องข่าวช่องหนึ่ง

 

“จากที่แถลงการณ์เมื่อครู่นะคะ…สรุปก็คือนายกรัฐมนตรียืนยันจะไม่ลาออกตามคำเรียกร้องของม็อบค่ะ” เสียงของผู้ประกาศข่าวสาวดังเจื้อยแจ้วขึ้น

 

“ก็คงต้องรอดูกันล่ะนะครับ” คราวนี้เป็นพิธีกรชายพูดบ้าง “ข่าวต่อไปนะครับ ตำรวจทลายแก๊งค้ายาเสพติด รวบตัวมาได้ทั้งหมดหกคน กำลังสืบสวนเพื่อสาวไปให้ถึงต้นตอ คาดว่าแหล่งผลิตอยู่ในประเทศเรานี่เองครับ การดำเนินการ…”

 

หลังจากนั้นก็ตามมาด้วยข่าวอาชญากรรมและอุบัติเหตุต่าง ๆ อีกหลายข่าว แต่ไม่มีอะไรน่าสนใจ ไมลส์ปิดปากหาววอด หยิบรีโมตขึ้นมาเตรียมปิด

 

“ข่าวเพิ่งได้รับการยืนยันนะคะ พลเอกวิตรที่เป็น รมต.กลาโหมป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ เข้าห้องไอซียูเมื่อสองทุ่มวันนี้ค่ะ อาการหนักมากทีเดียว”

 

“ดูเหมือนช่วงนี้ไข้หวัดใหญ่จะระบาดหนักนะครับ” ผู้ประกาศข่าวชายออกความเห็น “เมื่อวันก่อนก็ได้ยินว่าคนในกองทัพป่วยเสียชีวิตหลายราย ถึงกับต้องหยุดแผนการซ้อมรบเลยทีเดียว”

 

ไมลส์ชะงักค้าง ขมวดคิ้วมุ่น

 

…ข่าวนี่…คงไม่มั้ง? … คิดมากน่า

 

ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ ประตูห้องน้ำก็เปิดออก กวีเดินออกมาในชุดคลุมอาบน้ำสีขาว ไรผมมีน้ำเปียกเล็กน้อย ทิ้งตัวลงบนเตียงข้างเขาด้วยท่วงท่าเหมือนแมวเกียจคร้านตัวหนึ่ง

 

“ยังไม่นอนอีกเหรอ”

 

“ดูข่าวไปเรื่อยน่ะ” ไมลส์กดปิดทีวี แล้วชี้ไปแท็บที่ถูกถอดวางไว้บนโต๊ะริมหน้าต่าง “พิภพโทรมาอีกรอบแล้วนะ ไม่คิดจะคุยสักหน่อยจริง ๆ เหรอ”

 

คนโดนถามกะพริบตาปริบ ๆ “…นอกจากแม่แล้ว แกก็อีกคนเหรอ จะรู้ทุกเรื่องของฉันให้ได้เลยใช่ไหม”

 

“ไม่ได้อยากจะละลาบละล้วง แต่ช่วงนี้ก็เห็นเฮียคุยอยู่กับคนนั้นคนเดียวไหม…จะไปเดายากอะไร แล้วสรุปยังไง...คบกัน หรือยังไม่ได้คบ?”

 

“เรื่องนั้นน่ะเหรอ…” กวีแค่นเสียงเหอะ “ให้หมอนั่นเคลียร์กับแฟนเก่าตัวเองให้เรียบร้อยก่อนเถอะ…”

 

“แฟนเก่า?” ไมลส์เสียงดังขึ้นมาทันที หรือว่า…หมอนั่นคบกับพระเอกตามเนื้อเรื่องเดิมงั้นเหรอ

 

“เป็นโอเมก้าหน้าตาดีทีเดียวล่ะ แต่ดันตามมาป่วนฉันถึงที่ทำงาน พอคาดคั้นถามหมอนั่น มันก็ยอมรับว่าเคยคบกันจริง แต่เลิกกันไปนานแล้ว แต่จะเชื่อได้สักแค่ไหนกันเชียว พวกอัลฟ่าน่ะ…”

 

“แต่คนที่นอกใจเฮียทั้งหมดที่ผ่านมาเป็นเบต้ากับโอเมก้าไม่ใช่รึไง”

 

“…” กวีทำหน้าเหมือนปลาตาย “เออ ฉันรู้ว้อย! แค่อยากบ่นเฉย ๆ จะด่าหมอนั่นก็ด่าไม่ได้เพราะไม่ได้เป็นอะไรกัน ถึงได้มานั่งหงุดหงิดอย่างนี้ยังไงล่ะ พอใจหรือยัง”

 

“พูดขนาดนี้…แสดงเฮียชอบเขาจริง ๆ สินะ”

 

กวีไม่ตอบ ทิ้งตัวลงนอน เบือนหน้าหนี

 

ไม่ว่าจะกวีหรือเมลวิน นิสัยอย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือชอบทำเป็นเข้มแข็ง สร้างเกราะห่อหุ้มตัวตนที่เปราะบางของตัวเอง บางครั้งเลยดูเหมือนเด็กผู้เอาแต่ใจอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นจุดที่น่ารักอย่างหนึ่ง

 

ไมลส์หัวเราะเบา ๆ แล้วดับไฟ

 

ปัง! ปัง! ปัง!

 

เสียงปืนดังขึ้นต่อเนื่อง หุ่นจำลองในสนามมีลายเป้าสีดำเปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อย ๆ จากช่องท้อง ไปศีรษะ แขน หลังจบการซ้อม หุ่นนั้นก็เต็มไปด้วยรูพรุนตามจำนวนนัดที่ยิง เซนเซอร์ตรวจจับส่งข้อมูลให้ระบบคอมพิวเตอร์ประมวลความแม่นยำ แล้วแสดงผลให้คนยิงที่อยู่หลังคอกกั้น

 

พิภพมองตัวเลขที่ตกลงจากปกติแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย เก็บปืนแล้วถอดที่ครอบหูออก ดึงการ์ดบันทึกผลออกจากแผงด้านหน้า พอหันหลังกลับก็เห็นอนันต์นั่งไขว่ห้างอยู่ที่ม้านั่งด้านหลัง เท้ากระดิกยิก ๆ สีหน้าเยาะเย้ย

 

“อุ๊บ! ช่วงนี้ฝีมือตกเหรอ ปกตินายทำได้ดีกว่านี้นี่นา มีอะไรกวนใจอยู่ล่ะสิท่า…หน้าบูดเป็นตูดลิงมาหลายวันแล้วนี่ แต่คดีก็เพิ่งปิดไปอย่างสวยงาม จะว่าเรื่องงานก็ไม่น่าใช่ คงเป็นเรื่องส่วนตัวสินะ ฮั่นแน่! ปัญหาหัวใจ ปัญหาหัวใจแน่ ๆ ทะเลาะกับสุดที่รักของนายมาหรือยังไง ถ้าอยากให้ฉันช่วยละก็ได้นะ คิดค่าปรึกษาชั่วโมงละสองร้อย...”

 

พิภพถีบปั้กเข้าที่หน้าแข้งอย่างแรงจนคนพูดร้องจ๊าก

 

สิ่งที่อนันต์พูดเหมือนกระสุนที่ยิงเข้าเป้าทะลุหัวใจ หลังจากเจอกับกวีที่สวนในคราวนั้นก็ติดต่อกันตลอด อุตส่าห์หาข้ออ้างปรึกษาเรื่องคดีบ้าง คุยเรื่องไร้สาระบ้าง หาเรื่องออกมาเจอบ้าง ใช้เวลาทลายกำแพงอยู่เป็นเดือน ๆ กว่าจะอีกฝ่ายจะยอมเปิดใจคุยด้วย ทุกอย่างกำลังจะไปได้สวยก็ดันโดนแฟนเก่ากลับมาตามตื๊อจนทะเลาะกันซะอย่างนั้น

 

ไม่สิ ไม่เรียกว่าทะเลาะ เรียกว่ากวีเงียบหายไปเลยจะดีกว่า ถึงจะไม่บล็อกไอดี แต่ก็ไม่ยอมอ่านเมสเสจที่เขาส่งไปอยู่ดี เหมือนปราการที่อุตส่าห์ทลายได้ก่อตัวขึ้นมาอีกรอบ แถมยังแข็งแกร่งกว่าเดิมด้วย

 

ทั้งอึดอัดทั้งหงุดหงิด เลยแวะยิงปืนที่สนามข้างสำนักงานตำรวจระบายอารมณ์ แต่ดันมาเจอหน้าคนที่ทำให้หงุดหงิดหนักกว่าเดิมเสียอย่างนั้น พระเจ้าจะทดสอบความอดทนเขาหรือไง

 

ขณะที่อนันต์กำลังกุมหน้าแข้งร้องโอดโอย พิภพก็เสยผม เหลือบตาลงต่ำเหมือนมองอีกฝ่ายเป็นหนอนแมลง แค่นเสียงกล่าว “ให้คำปรึกษา? รุ่นพี่เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ…ได้ไอดีคนที่ตัวเองพร่ำเพ้อว่าตามหามานานไปเป็นชาติแล้วยังไม่ยอมทักไปคุยสักคำ ได้แต่กดฟอลโลว์คอยตามดูรูปตามดูสเตตัสไปวัน ๆ น่าสมเพช น่าสมเพชโคตร ๆ”

 

ย้อนเข้าตัวแบบนี้ อนันต์ได้แต่อ้าปากพะงาบ ๆ

 

“มะ…มันก็ต้องค่อยเป็นค่อยไปสิเฟ้ย!”

 

“อย่างนี้ไม่ใช่ค่อยเป็นค่อยไป แต่เขาเรียกป๊อดครับ! รุ่นพี่อายุเท่าไหร่กันแน่…เด็กมัธยมยังใจกล้ากว่านี้เลย! ระวังเถอะ มัวแต่โอ้เอ้จะโดนคนอื่นงาบไป ถึงตอนนั้นผมไม่มานั่งฟังรุ่นพี่คร่ำครวญหรอกนะ”

 

คนฟังแทบจะกระอักเลือด

 

“พะ…พอเถอะ ฉันผิดไปแล้ว”

 

เอาคืนยังไม่ทันหนำใจ ก็ได้ยินเสียงหวานหนึ่งดังขึ้น

 

“สารวัตรอนันต์ รองสารวัตรพิภพ”

 

คนพูดคือหญิงสาวในชุดเครื่องแบบวัยยี่สิบเศษ ผมถูกรวบตึงทำให้เห็นใบหน้าที่กลมและเป็นมิตรชัดเจน ร่างกายสูงโปร่งแข็งแรงบ่งบอกว่าเป็นอัลฟ่า พอเห็นพวกเขาก็วิ่งตึก ๆ มาด้วยท่าทางร้อนรน

 

“มินตรา?” อนันต์ดีดตัวขึ้นยืนด้วยท่าทีภูมิฐานทันที มือจัดชุดแสร้งทำเหมือนเมื่อกี๊ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

“ผู้กำกับฯ เรียกตัวด่วนค่ะ ทางนี้เลย”

 

“เรียกตัว? นี่มันยังไม่ถึงเวลางานเลยนะ ฉันยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลย” เขากำลังจะร้องประท้วง แต่หญิงสาวก็เดินจ้ำนำออกจากสนามยิงปืนไปแล้ว พวกเขาจึงต้องเดินตามไปอย่างไม่มีทางเลือก

 

“เกิดคดีร้ายแรงขึ้นหรือไง” พอมาถึงหน้าลิฟต์สำนักงานตำรวจ พิภพก็ถามขึ้น

 

มินตรามองซ้ายมองขวา แน่ใจว่ารอบตัวไม่มีใครแล้ว ค่อยพูดเบาเป็นเสียงกระซิบ

 

“พวกพี่รู้เรื่องที่ รมต.กลาโหม ป่วยหนักเข้าไอซียูเพราะไข้หวัดใหญ่ระบาดแล้วใช่ไหม”

 

คนทั้งสองพยักหน้าพร้อมกัน

 

“ที่จริงหนูไม่ควรจะรู้ แต่บังเอิญได้ยินผู้กำกับฯ คุยโทรศัพท์เข้าพอดีน่ะ ไม่ได้แอบฟังนะ ไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ” มาถึงตรงนี้ เธอก็กลืนน้ำลายเอื๊อกหนึ่ง ก่อนพูดต่อ “เขาว่านั่นน่ะไม่ใช่ไข้หวัดใหญ่หรอก แต่เป็นเชื้อสายพันธุ์ใหม่…ที่สำคัญกว่านั้นคือ มันอาจไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติด้วย”

 

“หา? หมายความว่ายังไงที่ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ” อนันต์เกือบอุดปากตัวเองไม่ทัน

 

“หมายความว่า…มันอาจจะเป็นอาวุธเชื้อโรคที่คนสร้างขึ้นน่ะสิคะ”

 

_______

A.L. Lee

บุคคลและสถานที่ในเรื่องเป็นเพียงเหตุการณ์สมมุติ ไม่ใช่เรื่องจริง หากผู้อ่านรู้สึกว่าคลับคล้ายคลับคลากับสถานการณ์ในประเทศใดแถวนี้ โปรดรู้ไว้ว่าเป็นเพียงความบังเอิญเท่านั้นนะคะ v( ̄∇ ̄)v เช่นเดียวกัน โครงสร้างองค์กรตำรวจในเรื่องก็จะไม่ตรงกับความจริงเสียทีเดียวค่ะ ไรท์สร้างหน่วยงานขึ้นมาเองใหม่ รักรีดเดอร์ทุกคนนะคะ จุ๊บๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 176 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

437 ความคิดเห็น

  1. #375 11221622 (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 8 มกราคม 2564 / 20:11
    บังเอิญไม่ยอมลาออกสักทีแหละ
    #375
    0
  2. #368 Rikajung67 (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2563 / 01:58
    มันคือเรื่องบังเอิญเนอะ บังเอิ๊ญบังเอิญ ถ้าบังเอิญก้าวขาเข้าตารางนี่ไม่หารนะคะ (ฮา)
    #368
    0
  3. #365 0892812425 (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2563 / 00:03
    บังเอิญค่ะไรท์ เราก็ว่าบังเอิญนนนนนนน
    #365
    0
  4. #235 After_TeaTime (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2563 / 22:45
    เห็นข่าวนายกไม่ยอมลาออกนี่แทบสำลักน้ำลายเลยค่ะ เลิ่กลั่กไปหมด555555
    #235
    0
  5. #229 miyuukiMF (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2563 / 09:38

    ไรท์จ๋า รีทมารายงานตัวว่าย้ายไปรีทอะไรน้า ไม่ค่อยได้เข้าเด็กดีแล้ว ต่อจากนี้ก็จะเม้นแต่ที่รีทอะไรท์นะ ❤

    #229
    1
  6. #200 Avista (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 / 00:41
    แต่งดีมากกกก แต่ละโลกคือข้อมูลแน่นเหมือนหลุดไปอยู่ที่นั้นจริงๆ ชอบมากกก
    #200
    0
  7. #182 Lasboss (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2563 / 20:02
    นายกตามข่าวน่าจะลาออกไปซะ

    ม็อบอุตส่าประท้วงเเล้ว
    #182
    0
  8. #181 ThaipaKing (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2563 / 12:19
    หายไปนาน
    #181
    0
  9. #180 Silabun (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2563 / 11:48
    เชื้อโคโรน่า?
    #180
    0