An Unlucky Supporting Role : ระบบตัวประกอบผู้โชคร้าย

ตอนที่ 39 : Arc 3.3 งานดีเบต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,190
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 187 ครั้ง
    13 ต.ค. 63

การใช้ชีวิตในโลกนี้ แม้จะเต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่แสนสะดวกสบาย อย่างระบบการสื่อสารและอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง บนท้องฟ้ามีโฮเวอร์คาร์บินว่อนไปมาเต็มฟ้า หุ่นยนต์ใช้งานสารพัดรูปแบบ เป็นโลกที่ก้าวหน้าที่สุดตั้งแต่เข้ามาติดในโลกเสมือนจริง แต่กลับเป็นโลกที่ไมลส์รู้สึกทรมานทรกรรมที่สุด

 

เหตุผลก็ไม่ใช่อะไรอื่น แต่เป็นอาชีพของกฤตนี่เอง

 

แต่ไหนแต่ไรมา เด็กไฮสคูลจอมขี้เกียจอย่างเขา เวลาเรียนก็เอาแต่นั่งสัปหงก ตกเย็นแทนที่จะทำการบ้าน ก็ชวนเพื่อนเข้าไปโลดแล่นในโลกเสมือนจริง แถมส่วนมากก็เป็นโลกที่บู๊ล้างผลาญพวกแนวสงครามบ้าง แฟนตาซีบ้าง เรียกง่าย ๆ ว่าชอบใช้แรงกายมากกว่าใช้สมองนั่นแหละ แต่พอมาติดอยู่ในร่างของนักวิจัยแบบนี้ แม้จะได้ความรู้และความฉลาดของเจ้าของร่างมา แต่ก็ต้องทุ่มเทให้กับงานในแบบที่ชีวิตนี้ไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้มาก่อนด้วยเช่นกัน ไหนจะต้องตื่นแต่เช้ามาทำแล็บ อ่านงานวิจัยจนเรียกได้ว่าแทบจะกินแทนข้าว บางครั้งการทดลองก็ล่วงเลยไปดึกดื่นค่อนคืนแทบไม่ได้นอน เข้างานสัมมนาวิชาการ แถมยังต้องคอยหาทุน สู้รบปรบมือกับคนที่คิดจะขัดขวางงานวิจัยเพื่อดึงงบไป หากจะบอกว่าเป็นโลกที่ทำให้เหนื่อยใจที่สุดที่เคยเจอมา ก็คงจะไม่เกินจริงนัก

 

ปุบปับเวลาก็ผ่านไปร่วมเดือน แล้ววันที่จะเกิดเหตุร้ายกับกวีก็มาถึง

 

ถึงไมลส์จะยุ่งมากแค่ไหน แต่วันนี้ก็ต้องหาทางลางานมาจนได้ ก่อนเข้างาน เขาแวะซื้อกาแฟสตาร์ฮักส์ร้านดัง จากนั้นค่อยเดินไปยังตึกที่จัดงาน มันเป็นอาคารกระจกสูงกว่าสามสิบชั้น สะท้อนแสงจนแทบกลืนเป็นสีเดียวกันกับท้องฟ้า กวียืนรออยู่ที่ล็อบบี้ของอาคาร พอเห็นเขาเดินมาพร้อมกับแก้วกาแฟก็ยิ้มกว้าง

 

“เอ้า ของเฮีย อเมริกาโน่ร้อน” ไมลส์พูดพลางยื่นแก้วกาแฟให้

 

“ดีมาก รู้ใจอย่างนี้สิถึงจะสมเป็นน้องรัก” กวีรับมาแล้วก็ตบหลังอีกฝ่ายดังป้าบอย่างพออกพอใจ ท่าทางอารมณ์ดีมาก

 

“เฮียพร้อมนะ? ได้ยินว่าคนที่ดีเบตด้วยเป็นถึงศาสตราจารย์ด้านสังคมศาสตร์อะไรเลยนี่”

 

“ไม่ต้องห่วงหรอก เฮียเตรียมข้อมูลอ้างอิงมาเพียบ” พูดพลางซดกาแฟแล้วก็ขยิบตาให้ “จะซัดให้คนหัวโบราณพรรค์นั้นหงายเงิบไปเลย คอยดู”

 

คุยกันเดี๋ยวเดียวก็ได้ยินเสียงลิฟต์เปิดดังติ๊ง พวกเขาจึงก้าวเข้าไปข้างใน

 

“ชั้นไหนนะ?” ไมลส์ถาม

 

“แปด มันต้องใช้บัตรผ่านด้วย นายมีใช่ไหม”

 

เขาพยักหน้า แสกนบัตรแล้วกดชั้นที่กวีบอก แต่ก่อนที่ประตูลิฟต์จะปิดลง ก็ได้ยินเสียงใครบางคนกระหืดกระหอบวิ่งมา

 

“รอด้วยครับ รอด้วย!”

 

ไมลส์กดประตูให้เปิดออก ชายคนหนึ่งในชุดซีเคียวริตี้สีน้ำเงินวิ่งเข้ามา พอเห็นพวกเขาก็ชะงักไปเล็กน้อย หมวกที่สวมปิดครึ่งหน้าบนเป็นเงาดำจนแทบมองสีหน้าไม่ออก

 

“ชั้นไหนครับ?”

 

“ชั้น…ชั้นแปดเหมือนกันครับ ที่จัดงานดีเบตน่ะ”

 

“ครับ” ไมลส์รับคำสั้น ๆ ส่วนกวีก็จิบกาแฟต่อ ลิฟต์ตัวนี้ค่อนข้างเร็ว อึดใจเดียวก็ขึ้นมาถึงชั้นจัดงาน แต่ซีเคียวริตี้คนนั้นกลับยืนละล้าละลังอยู่หน้าประตูลิฟต์ กวีอดรนทนไม่ไหว จึงตัดสินใจเดินออกก่อน พอดีกับที่อีกฝ่ายก้าวขาออกมา ทั้งสองจึงชนกันอย่างจัง ชายคนนั้นล้มลงพื้น ส่วนกาแฟก็กระฉอกหกใส่เสื้อกวีจนกลายเป็นคราบยาว

 

“ขะ…ขอโทษครับ” ทั้งคนชนและคนถูกชนเอ่ยขึ้นพร้อมกัน

 

“หวา…เฮีย ร้อนไหมนั่น!”

 

“ไม่เท่าไหร่ แต่ชุดนี่สิ จะทำยังไงดี” กวีจิ๊ปากอย่างหงุดหงิด แต่ก็ไม่มีอารมณ์จะด่าคนชนที่แข้งขาอ่อนจนลงไปกองกับพื้นเช่นกัน “กลับไปเปลี่ยนก็ไม่ทันแล้วด้วย”

 

“เลอะแค่สูทใช่ไหม งั้นเปลี่ยนเอาของผมไปใส่ก่อน” ไมลส์ว่าพลางถอดเสื้อสูทของตัวเองไปให้ “ถึงตัวจะเล็กไปนิดนึง แต่ก็ดีกว่าใส่ชุดเลอะ ๆ ห้องน้ำอยู่โน่นแน่ะ” พูดจบก็ชี้ไปยังป้ายห้องน้ำซึ่งหลบอยู่ที่มุมของอาคาร

 

“ขอบใจ”

 

กวีวิ่งตึก ๆ ไปทางห้องน้ำ ซีเคียวริตี้คนนั้นตั้งท่าเตรียมลุกตามไป ไมลส์เห็นแบบนั้น แทนที่จะช่วยดึงขึ้นมาหรือถามไถ่อาการ กลับเหยียบลงไปที่มืออีกฝ่ายเต็มแรง คนโดนเหยียบร้องโหยหวน ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น อ้าปากเตรียมด่า แต่พอได้ยินประโยคต่อมาของเขา เสียงก็หายไปในลำคอ

 

“ดล โยธาธิต อายุ 32 อัลฟ่าอดีตพนักงานบริษัทการเงินยักษ์ใหญ่เครือ SCS แต่เมื่อสามปีก่อนต้องออกจากงานเพราะคดีล่วงละเมิดและข่มขู่โอเมก้า ปัจจุบันหย่ากับภรรยา ตกงาน บ้านโดนยึด ตอนนี้เลยไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง เข้าร่วมกับแก๊งใต้ดินหาเงินผิดกฎหมาย ถูกต้องไหมครับ” ไมลส์พูดพลางเอานิ้วดันกรอบแว่นหนาเตอะ “คิดว่าที่ชีวิตพังเป็นเพราะพี่ชายของผมกับโอเมก้าคนนั้นฟ้องร้องคุณงั้นเหรอครับ? เลยจะมาแก้แค้นอย่างนั้นสินะ”

 

ชายคนนั้นอ้าปากพะงาบ ๆ อยากแก้ตัวแต่กลับนึกคำพูดไม่ออก

 

“คงสงสัยว่าทำไมผมรู้สินะครับ? บอกไม่ได้หรอก แต่เอาเป็นว่าผมสืบเรื่องของคุณมาหมดไส้หมดพุงแล้วก็แล้วกัน อีกอย่าง ผมจะบอกให้นะ ตึกนี่น่ะ เขาแบ่งซีเคียวริตี้หลายโซน ชั้นแปดบัตรประจำตัวต้องเป็นสีแดง แต่บัตรคุณ ผมไม่รู้ว่าหามาจากไหนหรอกนะ แต่มันสำหรับชั้นโซนยี่สิบกว่าโน่นแน่ะครับ”

 

“แล้วยังไง ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะทำอะไรผิดซักหน่อย” คนโดนจับได้ยังคงยืนกรานกระต่ายขาเดียว

 

“ลักลอบเข้ามาแบบนี้ ยังจะเถียงอีกเหรอครับ แล้วนั่นน้ำอะไรครับ ร่วงออกมาแล้ว”

 

พอได้ยินแบบนั้น อีกฝ่ายก็หันหลังกลับไปมองตามทิศที่เขาชี้ พบว่าหลอดยาสีฟ้าใสที่ตนพกมาร่วงไปตั้งแต่ก็ไม่รู้ จึงลนลานรีบเข้าไปเก็บ แต่ยังไม่ทันจะคว้ามันไว้ ไมลส์ก็เหยียบ…ไม่สิ คราวนี้เรียกว่ากระทืบเลยดีกว่า จนหลอดยาแตกคามือของคนร้าย เศษแก้วทิ่มฝังเนื้อ เลือดไหลหยดออกมาเล็กน้อย ปะปนไปกับยาน้ำสีฟ้าใสที่ตอนนี้หกเลอะพื้น ส่งกลิ่นหวานลอยฟุ้ง

 

“กลิ่นแบบนี้…ยากระตุ้นฮีทสินะ” ทั้งที่รู้อยู่แล้ว แต่ไมลส์ก็แสร้งเอานิ้วแตะยาขึ้นมาลองชิม “ยากลุ่มนี้เป็นยาควบคุม เอามาในงานแบบนี้ เจตนาไม่ดีเอาเสียเลยนะครับ คราวหลังถ้ากล้ามายุ่มย่ามกับพี่ชายของผมอีก เรื่องไม่จบแค่นี้แน่”

 

“ฉะ…ฉัน”

 

ไม่รอให้อีกฝ่ายพูดต่อ ไมลส์ตะโกนทันที

 

“ซีเคียวริตี้! มีคนน่าสงสัยปลอมตัวเข้ามาครับ!”

 

สิ้นเสียง คนในชุดสีนำเงินสองคนก็เดินตรงเข้ามาหาพวกเขาทันที พอเห็นอย่างนั้น ดลก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน รีบวิ่งไปทางบันไดหนีไฟ ซีเคียวริตี้ตัวจริงเห็นท่าทางมีพิรุธแบบนั้น คนหนึ่งก็รีบวิทยุบอก ส่วนอีกคนก็วิ่งไล่ตามไปติด ๆ

 

ความวุ่นวายเพิ่งจะหมดไป กวีก็ออกมาจากห้องน้ำ ใส่ชุดสูทสีกรมท่าเรียบเนี้ยบของน้องชาย แม้แต่ผมก็เซ็ตเป็นอย่างดี พร้อมขึ้นเวที

 

“เมื่อกี๊โวยวายอะไรกันน่ะ” เขาถามสีหน้าฉงน

 

“เจอคนน่าสงสัยนิดหน่อยน่ะ แต่ไม่มีอะไรแล้ว เฮียรีบไปเตรียมตัวดีกว่า”

 

ไมลส์ยิ้มบาง กวีขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไร ปล่อยให้น้องชายดันตัวเองเข้าไปในที่จัดงาน

 

 

 

สองชั่วโมงต่อมา การดีเบตผ่านไปอย่างราบรื่นจนแม้แต่ตัวกวีเองยังนึกแปลกใจ เขาแทบไม่ต้องใช้ข้อมูลที่เตรียมมามากมายก่ายกองเลยด้วยซ้ำ แค่พูดหลักการธรรมดาทั่วไป ฝ่ายตรงข้ามก็อ้ำอึ้ง โต้ไม่ค่อยจะได้เสียแล้ว จนชักสงสัยว่าคนพวกนั้นเป็นศาสตราจารย์ที่ศึกษาเรื่องนี้โดยตรงจริงหรือเปล่า ไม่ได้ปลอมวุฒิมาแน่นะ เด็กมัธยมยังทำได้ดีกว่านี้เลย

 

แต่อย่างไรก็ช่าง เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นผลดีกับเขา กระแสตอบรับจากผู้ชมทั้งในงานและคนที่ชมไลฟ์ล้วนตอบสนองในทางบวก ปัญหาความเท่าเทียมถูกสื่อออกมาให้ทุกคนได้รับรู้ เท่านี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จเบื้องต้นแล้ว กวีจึงอารมณ์ดีมากแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในรอบหลายวัน รู้สึกเหมือนวันนี้พระเจ้าเข้าข้างเขาอย่างนั้นแหละ

 

แต่ความคิดนั้นก็จบลง หลังกินอาหารในงานที่จัดเตรียมไว้อย่างดีจนพุงกาง แล้วลงมาชั้นล่างสุดของอาคาร เห็นนักข่าวเป็นโขยงออกันหน้าประตูทางออก โดรนสำหรับทำข่าวบินว่อนนับสิบลำ คนตาดีคนหนึ่งมองเห็นพวกเขา ลั่นชัตเตอร์ทันที แสงแฟลชวูบวาบทิ่มตา

 

“อะไรอีกล่ะเนี่ย!” กวีร้อง รีบหลบมุมมาตั้งหลัก

 

“ดูเหมือนเฮียจะกลายเป็นข่าวใหญ่แล้วน่ะ” ไมลส์เสิร์ชประเด็นร้อนบนอินเตอร์เน็ต จากนั้นก็ฉายโฮโลแกรมคลิปสัมภาษณ์ของคน ๆ หนึ่งให้ดู

 

“อา…เสียอารมณ์จริง ๆ” เขาเดาะลิ้น

 

ความจริงแล้ว งานดีเบตนี้ไม่ได้เป็นที่สนใจขนาดนั้นหรอก นักข่าวที่ทำข่าวนี้จริง ๆ ล้วนเข้าไปในงานตั้งแต่ก่อนงานเริ่มแล้ว ส่วนพวกที่มารุมกันเหมือนฝูงแร้งรอทึ้งเหยื่อนี้ เป็นนักข่าวสายบันเทิงกันทั้งนั้น ส่วนสาเหตุก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่มาจากแฟนเก่าของเขานั่นเอง

 

แฟนเก่าของกวีเป็นดารามีชื่อเสียงคนหนึ่ง หลังจากโดนปาปารัสซี่แอบถ่ายรูปได้ ก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม บางคนก็บอกว่าเขาเกาะชื่อเสียงอีกฝ่ายเพื่อผลประโยชน์ กวีไม่ได้สนใจเสียงนกเสียงกา ดันทุรังคบต่อจนกระทั่งจับได้ว่าหมอนั่นคบซ้อน ถึงได้จบกันไปอย่างเงียบ ๆ ไม่มีใครรู้ แต่บังเอิญมีนักข่าวไปถามอีกฝ่ายว่าคิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้ และนี่คือสิ่งที่หมอนั่นตอบ

 

“ผมกับเขาเพิ่งเลิกกันได้ไม่นานครับ อา…ครับ? ใครขอเลิกใครก่อน ….ผมไม่ขอตอบนะครับ …บอกได้แค่ว่าผมน่ะเสียใจมาก ๆ เลย แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ดีใจมากนะที่เห็นเขาไปได้ดีกว่าตอนที่มีผม”

 

หลังจากคลิปนี้ออกมา นักข่าวบันเทิง ขาเผือกบนโลกโซเชียล ต่างตกตะลึงกันเป็นการใหญ่ ตรงดิ่งมาที่หน้าตึกภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง คอมเมนต์ก็เริ่มหันเหจากประเด็นที่ดีเบตไปเป็นเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ เสียอย่างนั้น

 

ดีใจที่ไปได้ดีงั้นเหรอ…ฟังแล้วอยากจะอ้วก จะทำตัวเป็นพระเอกเอ็มวีหรือไง

 

กวีปิดแท็บของน้องชายที่โชว์หน้าคนที่ตัวเองไม่อยากเห็นที่สุดลงทันที

 

ไมลส์แย่งเสื้อสูทสีน้ำเงินที่กวีใช้ออกรายการกลับมาใส่ จากนั้นคว้าเอาหมวก แว่นดำ และเสื้อฮู้ดออกมาจากกระเป๋า วันนี้ทีแรกตั้งใจมาดักจับคนร้าย ไมลส์อยากเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์เลยพกอุปกรณ์แปลงโฉมมาเผื่อไว้เต็มไปหมด โครงหน้าของพวกเขาคล้ายกันมากยกเว้นดวงตา ดังนั้นพอเปลี่ยนชุด ใส่แว่นดำและหมวก มองเผิน ๆ ก็ดูเหมือนกวีทีเดียว จากนั้นยื่นเสื้อฮู้ดตัวหนึ่งให้อีกฝ่ายใส่

 

“เฮียออกด้านหลัง ทางนี้เดี๋ยวผมจัดการเอง แล้วเจอกันที่สวนสาธารณะ OO”

 

“ได้…ตามนั้น”

 

สองพี่น้องพยักหน้าให้กัน พอเห็นไมลส์เดินไปหานักข่าวทางประตูหน้าแล้ว กวีก็ดึงฮู้ดขึ้นมาปิดศีรษะ แล้วรีบไปทางประตูด้านหลัง โชคดีที่ไม่มีนักข่าวคนไหนรู้ตัว ทางจึงโล่งสะดวก ข้ามถนนเดี๋ยวเดียวก็ถึงสวนสาธารณะ OO ที่อยู่เยื้องจากอาคารแล้ว ภายในสวนมีบึงรูปร่างเหมือนน้ำเต้าขนาดใหญ่อยู่ที่ใจกลาง ล้อมรอบด้วยสนามหญ้ากว้างและถนนเล็ก ๆ ทำไว้เป็นทางวิ่งและปั่นจักรยาน สองข้างทางมีต้นไม้ปลูกเป็นแนว มันเป็นสวนที่คนนิยมมากที่หนึ่ง แต่เวลาเที่ยงวันธรรมดาแบบนี้ค่อนข้างร้างผู้คน กวีทิ้งตัวลงที่ม้านั่งใต้เงาต้นสาละใหญ่ ปลดฮู้ดลง เอาแขนเสื้อซับเหงื่อ แล้วหลับตาพลางบ่นอุบอิบ

 

“วันนี้มันวันอะไรวะเนี่ย!”

 

ทันใดนั้น เขารู้สึกเหมือนมีเงาใครบางคนยืนค้ำอยู่ พอเอียงคอกลับไปมองก็เห็นซีเคียวริตี้ท่าทางแปลก ๆ ที่ขึ้นลิฟต์ไปด้วยกันเมื่อเช้ายืนอยู่ข้างหลัง แววตาไร้ความรู้สึก ในมือถือไม้เบสบอลเงื้อขึ้นสุดแขน แล้วฟาดลงมา

 

 

พิภพเหงื่อโซมกาย หอบแฮ่กหลังจากวิ่งรอบสวนมาได้ห้ารอบท่ามกลางอากาศร้อนจัด ลากสังขารที่อ่อนเปลี้ยของตัวเองไปยังตู้ขายน้ำอัตโนมัติ กดเครื่องดื่มเกลือแร่มากระป๋องหนึ่ง ซดเอื้อก ๆ จนหมดในเวลาอันรวดเร็ว จากนั้นก้มลงดูเวลาที่แท็บบนข้อมือ อีกไม่นานต้องเข้าเวร เขาควรรีบไปที่สำนักงานได้แล้ว

 

แต่ตอนโยนขวดเกลือแร่ที่หมดเกลี้ยงลงถังขยะ สายตาก็เหลือบไปเห็นเด็กหนุ่มใส่แว่นคนหนึ่ง วิ่งพลางหันซ้ายหันขวาเหมือนกำลังหาใครอยู่ สีหน้าร้อนรน ขณะที่กำลังนึกว่าหน้าตาคุ้น ๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน อีกฝ่ายก็มองเห็นเขา แล้วร้องทักขึ้นมาเหมือนเจอผู้ช่วยชีวิต

 

“นายเอ…ไม่สิ คุณพิภพ เอ่อ คุณจำผมกับกวีพี่ชายผมได้หรือเปล่า เจอกันที่ร้านเหล้าเมื่อเดือนก่อน ที่…เอ่อ พี่ผมไปมีเรื่องกับลูกน้อง…ผมหมายถึง อดีตลูกน้องคุณน่ะ”

 

ทีแรกพิภพยังขมวดคิ้ว แต่พอได้ยินชื่อกวี ภาพเหตุการณ์ดังกล่าวก็แจ่มชัดในสมอง ถึงพบกันครั้งเดียวแต่เขาจำโอเมก้าคนนั้นได้แม่นยำทีเดียว ส่วนคนใส่แว่นที่พูดกับเขาตอนนี้ก็คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นคนที่มาด้วยกัน จึงพยักหน้า

 

“จำได้แล้ว…มีอะไร?”

 

“คือว่า…พี่กวีไปดีเบตที่ตึกฝั่งตรงข้าม แล้วก็…” ไมลส์เล่าต้นสายปลายเหตุให้ตำรวจหนุ่มฟังอย่างย่อ ๆ “…ทีนี้ผมก็เลยบอกให้เขาหนีมาแถวนี้ แต่ผมกลับติดต่อไม่ได้อีกเลย ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นบ้าง”

 

ที่น่าเป็นห่วงก็คือ คนร้ายที่ปลอมตัวเป็นซีเคียวริตี้คนนั้น ถึงจะลากออกจากอาคารจนไม่สามารถทำลายงานนี้ไปได้แล้วก็จริง แต่ก็ยังไม่แน่ว่ากวีจะปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์

 

เสียงใครบางคนร้องโหยหวนดังแว่วมาจากอีกฟากของสวน พิภพและไมลส์สีหน้าเครียด รีบตรงดิ่งไปตามทิศดังกล่าวทันที

 

…บ้าเอ๊ย ทั้งที่อุตส่าห์สละยาโชคดีขวดสุดท้ายหยอดใส่กาแฟของพี่แกไปเมื่อเช้าแท้ ๆ ไลล่าถึงขั้นโกรธจนไม่ยอมเจ๊าะแจ๊ะกับเขาตลอดทั้งวันเชียวนะ ยังจะเกิดเรื่องร้ายขึ้นได้อีกเหรอ ถ้าเกิดอะไรขึ้นจะฟ้องร้องบริษัทเกม UVW จริง ๆ ด้วย!

 

ไมลส์ก่นด่าในใจ แต่พอไปถึง กลับพบภาพที่ทำให้คนทั้งสองต้องยืนอึ้งตะลึงอยู่ตรงนั้น

 

คนที่ร้องเสียงหลงนั้นไม่ใช่กวี แต่เป็นคนร้าย หมอนั่นก้มเอามือกุมเป้า ขาสั่นพั่บ ๆ เหมือนพร้อมจะทรุดลงกับพื้นได้ตลอดเวลา หน้าคล้ำเขียว ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเพิ่งโดนเตะผ่าหมากมา ไม้เบสบอลที่กะจะเอามาเป็นอาวุธก็ร่วงเคร้งไปอยู่กับพื้นในสภาพบู้บี้ ตรงข้ามกับกวีที่นอกจากผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ่าหลุดลุ่ยเล็กน้อย ก็ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน

 

ยังไม่ทันที่ความเจ็บปวดตรงหว่างขาจะหายไป ก็โดนกวีถีบจนล้มกลิ้งลงกับพื้นอีกรอบ เอาเท้าเหยียบไม่ให้ลุกขึ้น แล้วตะโกนด่าไปกระทืบไป

 

“ฉันจำแกได้แล้ว! ไอ้ทุเรศเอ๊ย! ทำตัวเองแท้ ๆ ยังมีหน้ามาแก้แค้นคนอื่น! แกคิดว่าโอเมก้าเป็นอะไร หา? ไอ้พวกสมองนิ่ม! อยากตายนักพ่อจะสั่งสอนให้ เอาให้ใช้การไม่ได้อีกเลยเป็นไง!”

 

แทนที่จะได้มาช่วยโอเมก้าหนุ่ม พิภพกลับต้องเข้าไปกระชากกวีออกมา เพื่อไม่ให้กระทืบอีกฝ่ายจนตายเสียก่อน

 

“พอแล้ว ๆ หมอนั่นหมดสภาพแล้ว อย่าให้ผมต้องจับคุณเข้าตะรางข้อหาทำร้ายร่างกาย”

 

“แกเป็นใคร? ยุ่งอะไรด้วย?” กวีละสายตาจากดลที่นอนตัวสั่นงันงก อ้าปากพะงาบ ๆ อยู่ที่พื้น หันมากระชากเสียงใส่อีกคนแทน “อ้อ…ตำรวจปากเสียวันนั้นนี่ บอกไว้ก่อนนะว่าฉันแค่ป้องกันตัว”

 

พิภพกุมขมับ ถอนหายใจ ระหว่างที่กระชากตัวคนร้ายที่หมดสภาพขึ้น เอากุญแจมือในกระเป๋าออกมาล็อกติดกับรั้วแถว ๆ นั้น แล้วแท็บเรียกหน่วยที่เกี่ยวข้องให้มาดำเนินการต่อ “รู้แล้ว ที่จริงก็ตั้งใจจะมาจับหมอนี่นี่แหละ แต่สภาพแบบนี้จะให้ปากคำได้ยังไงกันเล่า”

 

ไมลส์โยนไดรฟ์เก็บข้อมูลขนาดเท่าหัวแม่มืออันหนึ่งโยนให้ตำรวจหนุ่ม แล้วบอก “ข้างในนั้นเป็นข้อมูลที่ผมสืบมาทั้งหมด หมอนี่เกี่ยวข้องกับองค์การใต้ดิน ยังไงก็ฝากด้วยนะครับ”

 

เขารวบรวมหลักฐานความผิดทั้งหมดที่ดลทำไว้ หมอนี่จะได้ไม่มีทางออกจากคุกมาแก้แค้นพวกเขาอีกเป็นครั้งที่สอง ส่วนสาเหตุที่ยกมันให้พิภพแบบง่าย ๆ เพราะรู้ดีว่าตามเนื้อเรื่องแล้ว นายเอกกับพระเอกเป็นตำรวจน้ำดี จนจะเรียกว่าเถรตรงเกินไปก็ว่าได้ รับรองว่าไม่มีทางปล่อยเรื่องแบบนี้ผ่านไปแน่

 

“ผมอยู่หน่วยคดีพิเศษ คงไม่ได้ดูแลเรื่องนีเอง แต่จะหาคนที่ไว้ใจได้จัดการให้ก็แล้วกัน” พิภพตอบเรียบ ๆ

 

“ตอนแรกตำรวจก็พูดแบบนี้หมดนั่นแหละ แต่สุดท้ายก็เงียบหาย” กวีกอดออกพูด “อย่าท่าดีทีเหลวก็แล้วกัน”

 

“คุณนี่อคติจังนะครับ นอกจากจะไม่ขอบคุณแล้วยังแซะอีก”

 

“ครับ ๆ ขอบคุณก็ได้ ขอบคุณมากครับ” กวียักไหล่ “ผมก็อคติกับอัลฟ่าทุกคนนั่นแหละ แต่ในฐานะที่คุณดูพอจะใช้การได้ ผมจะเว้นไว้คนนึงก็แล้วกัน”

 

พิภพแค่นหัวเราะ “ถ้าอย่างนั้น ขอไอดีติดต่อไว้หน่อยได้ไหมครับ เผื่อมีเรื่องต้องเรียกคุณมาให้ปากคำ”

 

กวีท่าทางแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็ยอมเอาแท็บของตัวเองไปแตะกับของอีกฝ่าย บนหน้าปัดทั้งสองต่างมีแสงสีฟ้าเรืองขึ้น ไอดีถูกเพิ่มเข้าไปในรายชื่อผู้ติดต่อของกันและกันเรียบร้อย

 

“เอาล่ะ…ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัว มีงานต้องกลับไปทำต่อ” โอเมก้าหนุ่มหันหลังกลับ จากนั้นก็เรียกชื่อน้องชาย “กฤต ไปกันเถอะ”

 

ตอนที่อีกฝ่ายกำลังจะคล้อยหลังไป พิภพก็พลันเกิดความรู้สึกกังวลขึ้นมาอย่างรุนแรง ราวกับว่าหากไม่พูดอะไรออกไป อาจจะไม่ได้เจอคนคนนี้อีกก็ได้ จึงเผลอตะโกนออกมาว่า

 

“กลับดี ๆ ล่ะ…ระวังตัวด้วย แล้วผมจะติดต่อไปนะ…”

 

ฝีเท้าของกวีชะงักไปเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนมาเดินต่อ แล้วทำมือเป็นสัญลักษณ์ โอเค โบกไปมาเบา ๆ ตอนแรกคิดว่าจะโดนรำคาญเสียแล้ว แต่พอเห็นแบบนั้นพิภพก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

 

ราวห้านาทีหลังจากนั้น ตำรวจท้องที่ก็มาถึง เข้าจับกุมคนร้ายขึ้นรถไปอย่างเรียบร้อย ความวุ่นวายจบลง พิภพจึงไปยืนทอดน่องสูบบุหนี่อยู่ที่มุมหนึ่งของสวนติดกับถนนใหญ่ ขณะที่กำลังอัดมะเร็งเข้าปอดอย่างสบายอารมณ์ ก็สำลักควันเมื่อเห็นโฮเวร์คาร์สีแดงแจ๋รุ่นใหม่คันหนึ่งร่อนลงมาจอด บีบแตรเรียก

 

เขาขยุ้มผมไถข้างของตัวเองอย่างอ่อนใจ จี้บุหรี่กับที่เขี่ยบนถังขยะ เดินไปเปิดประตูด้านข้างคนขับ คาดเบล์ต พูดเสียงเนือย ๆ ว่า

 

“นึกยังไงแวะมาแถวนี้ครับ?”

 

“ได้ยินว่านายจับคนร้ายได้แถวนี้ เลยแวะมาดู แต่ดันช้าไป น่าเสียดาย” คนขับพูดเหมือนนึกสนุก เขาอายุสามสิบปลาย ๆ ตัวสูงใหญ่ ไว้ผมยาวรวบเป็นหางม้า ดวงตาและรอยยิ้มแฝงแววขี้เล่นซุกซน เครื่องแบบตำรวจที่สวมก็หลุดลุ่ย มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นพวกเอื่อยเฉื่อย ไม่จริงจังกับอะไรสักอย่างในชีวิต

 

“ว่างเหรอครับ ถ้าจำไม่ผิด บ่ายนี้คุณต้องไปเข้าประชุมไม่ใช่เหรอ? ไม่รีบไปจะดีเหรอครับ?”

 

“ขี้เกียจ เลยหาคนเข้าแทนไปแล้ว”

 

“ทำงานให้มันคุ้มภาษีประชาชนหน่อยเถอะครับ รุ่นพี่อนันต์”

 

แต่คนโดนว่ากลับไม่สำนึก หัวเราะหน้าตาเฉย จากนั้นจึงค่อยออกรถ

 

พิภพถอนหายใจอีกรอบ หลังจากย้ายหน่วยงาน เขาก็ต้องจับคู่กับคนไม่ได้เรื่องคนนี้ โดนกวนประสาทจนอยากจะชกอีกฝ่ายอยู่เป็นประจำ ถึงหลังจากร่วมงานกันมาจะพอมองเห็นข้อดีอันน้อยนิดของอีกฝ่ายขึ้นมาบ้าง แต่คุยด้วยก็ยังเสียอารมรณ์อยู่ดี จึงคร้านจะต่อว่าอีก เปิดแท็บขึ้นมา ค้นหาไอดีของกวีที่เมมไว้ ไล่ดูภาพโปรไฟล์ของอีกฝ่ายไปเรื่อยเปื่อย

 

“ใครน่ะ แฟนนายเรอะ?”

 

คนข้าง ๆ ก็ตาไวเสียเหลือเกิน ขับรถอยู่นะเฟ้ย ก็สนใจถนนไปสิ!

 

“คนที่โดนคนร้ายตามรังควานวันนี้ต่างหากครับ” ถึงจะพูดได้ไม่เต็มปากก็เถอะ “ขอไอดีมาเผื่อมีอะไรเท่านั้นเอง”

 

“เฮ้ ๆ ๆ โกหกไม่เนียนเลยนะ เจ้าหนู” อนันต์ทำเสียงเหมือนรู้ทัน “ถ้าไม่ได้คบ ก็สนใจใช่ไหมล่ะ? หืม? ให้รุ่นพี่แสนดีคนนี้สอนวิธีจีบให้เอาไหม?”

 

“อย่างรุ่นพี่น่ะเหรอ?” พิภพกลอกตามองบน “เอาเวลาไปจัดการชีวิตตัวเองดีกว่าไหมครับ? มัวแต่ตามหาเด็กหนุ่มหน้าตาน่ารักผ่านอินเตอร์เน็ต แต่พอไปเจอกันครั้งเดียวก็เท ไม่กลัวโดนเขาตามมาแหกอกถึงสำนักงานเหรอครับ?”

 

อนันต์ทำสีหน้าปวดร้าวเหมือนโดนแทงใจดำ แทบจะเอาหัวโขกกับพวงมาลัย โอดครวญว่า “พูดอย่างนี้ฉันเสียหายนะเว้ย ฉันไม่ได้มั่ว ที่ไปเจอก็แค่นัดกินข้าวดูหนัง ไม่คลิกก็จบ ไม่ได้ทำอะไรใครเลยนะ ก็มันไม่เจอคนที่ใช่สักทีนี่หว่า”

 

“ยังไงคือคนที่ใช่ล่ะครับ? เจอกันครั้งเดียวรู้เลยหรือไง”

 

“นายไม่เข้าใจ” ติดไฟแดงแล้ว คนเป็นรุ่นพี่จึงหันมาคุยด้วยสีหน้าจริงจัง “ไม่รู้เหรอ คนที่เห็นเดี๋ยวเดียว คุยกันนิดเดียว ก็เหมือนโดนดึงดูดเข้าไปหา เลิกคิดเรื่องของเขาไม่ได้อย่างนั้นน่ะ”

 

พูดมาถึงตรงนี้ หน้าของโอเมก้าหนุ่มก็ลอยมาในหัวของพิภพ

 

…จะว่ามี ก็คงมีนั่นแหละ

 

 

“แล้วรุ่นพี่เคยเจอเหรอครับ คนแบบนั้น”

 

“ยังไม่เคย แต่ฉันเชื่อว่าจะมีคนที่ทำให้ฉันรู้สึกแบบนั้นได้ สัญชาตญาณมันบอก” อนันต์เริ่มเพ้อเจ้อโดยไม่สนใจว่ารุ่นน้องตัวเองจะกลอกตามองบนใส่ “รู้ไหมว่าสเปกฉันเนี่ยมันลามไปถึงในฝันเลยนะ เป็นเด็กหนุ่มที่ไม่ได้หล่อหรือดูดีมาก แต่ออกจะซื่อ ๆ อบอุ่น ทำเพื่อคนอื่นมากกว่าตัวเอง แต่ก็พร้อมจะด่าฉันได้ตลอดเวลาถ้าออกนอกลู่นอกทาง อะไรประมาณ…นั้น…”

 

ประโยคสุดท้ายชะงักค้างไป เพราะสายตาของคนพูดมองเห็นเด็กหนุ่มสวมแว่นคนหนึ่ง เขาเดินเอื่อยไปตามทางเท้าพร้อมกับผู้ชายร่างบางอีกคนที่หน้าตาคล้ายกัน ดูแล้วน่าจะเป็นพี่น้อง สองคนนั้นคุยอะไรบางอย่าง แล้วเด็กหนุ่มก็หัวเราะจนตาหยี ท่าทางดูมีชีวิตชีวามาก

 

สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เขารู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุนไปชั่วขณะ สมองสั่งการให้จับจ้องเด็กหนุ่มคนนั้นไปอย่างละสายตาไม่ได้ กว่าจะหลุดจากภวังค์ก็ตอนที่พิภพพูดขึ้นมาว่า

 

“อ้าว…นั่นกวีกับน้อง ยังไม่กลับกันอีกเหรอเนี่ย”

 

“หา? นายรู้จักเหรอ?” อนันต์พูดดังจนแทบจะเป็นการตะโกน “ใครน่ะ ใคร??”

 

“สมองปลาทองเหรอ!? ก็เพิ่งจะดูรูปไปหยก ๆ โอเมก้าที่โดนตามรังควานคนนั้นกับน้องชายไง”

 

“นายมีไอดีของคนพี่ใช่ไหม เอามาให้ฉัน เอามาให้ฉันเดี๋ยวนี้!” พูดไปก็เขย่าคอเสื้อรุ่นน้องไป

 

“ไอ้รุ่นพี่บ้า! ใจเย็น ๆ ไฟเขียวแล้วโว้ย ไฟเขียว!”

 

เสียงแตรบีบไล่ดังลั่นถนน บางคันถึงกับทนไม่ไหว ลอยขึ้นแซงโฮเวอร์คาร์คันที่จอดนิ่งอยู่กับที่ ปล่อยให้คนสองคนที่อยู่ข้างในโวยวายกันเองต่อไป

 

____________

 

A.L. Lee

ขอโทษที่ลงช้านะคะ ช่วงนี้ไม่รู้เป็นอะไร เขียนไม่ได้ดั่งใจเลย T_T แก้แล้วแก้อีกจนปวดหัว หากมีข้อผิดพลาดประการใดขออภัยค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 187 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

441 ความคิดเห็น

  1. #374 11221622 (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 8 มกราคม 2564 / 20:05
    โลกนี้สงสัยพระเอกคงได้เป็นไวรัสแล้วมั้ง
    #374
    0
  2. #306 Porpea (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2563 / 18:14
    ตอนแรกก็กังวลใจอยู่ว่านายเอกมาชอบพี่ชายแล้วพระเอกทำไง แต่ดูดเหมือนจะไม่มีปัญหาแล้ว พวกนายจะเอาทั้งพี่ทั้งน้องแบบนี้บ่ได้!!!
    #306
    0
  3. #195 เอลิซ่า (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 / 22:12
    555555 แยกคู่พระนายได้พอดี
    #195
    0
  4. #178 miyuukiMF (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2563 / 20:06

    อิๆๆๆๆ มันน่าตื่นเต้นรอๆม่ไหวแล้วค่ะไรท์ อยากอ่านๆๆ//เขย่าไรท์ปู้น่ารัก

    #178
    0
  5. #176 ThaipaKing (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2563 / 21:25
    โลกนี้แกฝึกพลังวิญญาณไม่ได้หรอ *-*ยังไงคนเขียนคนเดียวกันแถมมีตัวละครก็อปอีก
    #176
    0
  6. #175 kontuayp (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2563 / 17:15
    แต่ว่ากฤตคือน้องนะคะ รึไมาใช่
    #175
    1
  7. #173 one outs (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2563 / 00:13
    รออออออ
    #173
    0
  8. #172 เซจัง (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2563 / 22:36
    หึๆๆ คุณคือพระเอกใช่ไหมคะ คุณอนันต์
    #172
    1
  9. #171 StupidDesu (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2563 / 21:57
    เอ๊ะยังไงๆๆๆ รึว่ากวีไม่ใช่ อะหรือ อะหรือ
    #171
    1