An Unlucky Supporting Role : ระบบตัวประกอบผู้โชคร้าย

ตอนที่ 36 : Arc2.21 คำอธิษฐาน(จบ Arc2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,386
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 195 ครั้ง
    20 ก.ย. 63

ระหว่างเมืองเก่านารากับมิยาโกะมีถนนดินที่ผู้คนใช้สัญจรไปมาอยู่สายหนึ่ง สองข้างทางใกล้หุบเขาเป็นป่า ใกล้ตัวเมืองมีไร่นา ทิศตะวันตกของถนนมีแม่น้ำไหลผ่านอยู่ไม่ไกล

 

ขบวนรถเทียมเกวียนขบวนหนึ่งหยุดพักระหว่างทาง หมายมั่นว่าจะออกเดินทางต่อให้ถึงมิยาโกะตอนรุ่งสาง ทว่ายังไม่ทันเช้า กลับพบว่าพวกตนตกอยู่ภายใต้วงล้อมของปีศาจเสียแล้ว

 

เจ้าของขบวนนั้นคือองค์จักรพรรดิหนุ่มฮาคุซัน

 

เนื่องจากเป็นการเดินทางด้วยเรื่องส่วนตัว ไม่ต้องการให้ทุกอย่างเอิกเกริก เขาจึงเดินทางมาโดยมีข้ารับใช้และทหารคุ้มกันไม่มากนัก และบอกกล่าวกับขุนนางที่ตนไว้ใจเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ในตอนแรกที่โดนลอบโจมตี จักรพรรดิหนุ่มยังนึกว่าเป็นเรื่องทางการเมือง เพราะตนนั้นไม่ค่อยจะยอมลงให้กับตระกูลฟูจิวาระที่เป็นผู้กุมอำนาจอยู่เบื้องหลังสักเท่าไหร่ แต่ผู้โจมตีกลับเป็นเหล่าปีศาจนับร้อยแทน

 

เสียงดาบของทหารเข้าฟาดฟัน เสียงปีศาจเข้ากัดกินมนุษย์ สลับกับเสียงดังโหยหวนของผู้บาดเจ็บ ทำลายความเงียบสงบของค่ำคืนที่ควรจะเป็นคืนธรรมดาคืนหนึ่งนี้จนสิ้น

 

เทียบในแง่พละกำลังแล้ว ปีศาจย่อมเหนือกว่ามนุษย์ พลังเวทยิ่งไม่ต้องพูดถึง โดยเฉพาะในเวลาที่ไม่มีองเมียวจิเลยสักคนเช่นนี้ ต่อสู้เพียงไม่ถึงสิบห้านาที บนพื้นก็เต็มไปด้วยศพ ของเหลวสีแดงคล้ำ และกลิ่นคาวเลือด พลทหารที่เคยมีเป็นหลักสิบก็ลดเหลือเพียงหลักหน่วย แต่ก็ยังคงพยายามคุ้มกันองค์ฮาคุซันอย่างเต็มที่

 

ขณะที่กำลังเสียเปรียบอย่างหนัก ทหารสองนายรีบพาเขาหนี แต่ไปได้ไม่ไกลกลับเจอคนใส่หน้ากากจิ้งจอกสีขาวผู้หนึ่ง สวมชุดคาริกินุสีขาวปลอด กระโดดลงจากต้นไม้มาดักหน้าพวกเขา ฮาคุซันคิดว่าเขาคุ้นเคยกับคนผู้นั้นยิ่งนัก อาจเป็นขุนนางคนหนึ่ง แต่ขบคิดแล้วไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร และยิ่งไม่เข้าใจว่าบงการปีศาจเหล่านี้ได้อย่างไร

 

ยังไม่ทันได้อ้าปากถาม คนผู้นั้นก็ก้าวเข้ามาอย่างอาจหาญ นายทหารทั้งสองรีบเงื้อดาบ แต่อีกฝ่ายสะบัดมือที่ถือยันต์ทีเดียว พวกเขาก็กระอักโลหิตสีดำออกมา ล้มลงกับพื้น จากนั้นคนสวมหน้ากากก็เรียกยันต์มาอีกรอบ พื้นที่โดยรอบของเขาพลันส่องแสงสีทองเรืองรองขึ้น ฮาคุซันพลันรู้สึกเหมือนกำลังโดนเกี่ยวกระชากวิญญาณ หัวใจเต้นแรงเหมือนจะหลุดออกมา

 

คิดว่าตัวเองคงอยู่ไม่พ้นคืนนี้แล้ว แต่อยู่ ๆ กลับมีเงาอะไรบางอย่างพุ่งเข้าหาคนสวมหน้ากากนั้นจนล้มลงกระแทกพื้นไปพร้อมกัน

 

พอตั้งสติได้ ฮาคุซันก็ประหลาดใจนัก เพราะคนที่ช่วยเขา…กลับเป็นจิ้งจอกเก้าหาง…

 

ทามาฮิเดะบีบทำลายหน้ากากของคนตรงหน้าออกเป็นสองส่วน เผยให้เห็นสีหน้าตกตะลึงของโอทสึงุ แต่เพียงแวบเดียวก็เปลี่ยนกลับเป็นสีหน้าเจ้าเล่ห์ร้ายกาจเหมือนเดิม

 

“หนีเงียบ ๆ ไปก็ดีแล้วแท้ ๆ เจ้านี่มันรนหาที่ตายเสียจริง แต่ก็ดี ดีมาก!”

 

จิ้งจอกหนุ่มไม่สนใจ ตะโกนบอกคิทาโร่กับยูกิอนนะที่กำลังวิ่งเข้ามาว่า

 

“พามนุษย์หน้าโง่นั่นไปเร็วเข้า!

 

“ขอรับ!”

 

ฮาคุซันงุนงงที่อยู่ ๆ กลับโดนปีศาจช่วยไว้จากองเมียวจิ สมองคล้ายไม่มีไปชั่วขณะ จนยูกิอนนะต้องกระชากเขาขึ้นมา แล้วถูลู่ถูกังลากพาหนีไป

 

อันที่จริงจักรพรรดิจะอยู่หรือตายไม่ส่งผลใด ๆ ต่อทามาฮิเดะ แต่เมื่อได้ยินว่า โอทสึงุกับโดคุเอมอนต้องการสังหารจักรพรรดิแล้วปลอมตัวมาครองราชย์แทน เขาจึงจำเป็นต้องเข้ามาขัดขวาง

 

โดคุเอมอนนั้นโลภมาก ได้คืบจะเอาศอก ปกครองปีศาจแล้วยังอยากปกครองมนุษย์ แม้จะมีเรื่องอำนาจของจักรพรรดิที่โดนข่มด้วยตระกูลฟูจิวาระ แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคเลย เพราะนิสัยอย่างโดคุเอมอน เห็นใครขัดหูขัดตาก็ฆ่าเท่านั้น หากปล่อยให้มันทำตามอำเภอใจ ไม่ว่าคนหรือปีศาจต้องเดือดร้อนกันหมด

 

ส่วนโอทสึงุยิ่งแล้วใหญ่ หมอนี่คืองูพิษยิ่งกว่าปีศาจงูแบบโดคุเอมอนเสียอีก โกหกปลิ้นปล้อน ยุแยง แล้วรอดูคนอื่นต่อสู้กันจนปางตาย แต่คนที่ได้ประโยชน์ที่สุดคือตัวเอง ที่สำคัญที่สุด หมอนี่เป็นภัยต่อโยชิอากิ ยิ่งกำจัดได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี

 

ทามาฮิเดะกางกรงเล็บ หมายจะจ้วงแทงหัวใจอีกฝ่ายให้จบสิ้นในทีเดียว แต่กลับโดนโอทสึงุจับตัวไว้ สูบเอาพลังไปอย่างรวดเร็วในทีเดียวจนร่างกระตุก จากนั้นก็ถูกถีบจนกลิ้งลงไปบนพื้นหญ้า

 

พอยันตัวขึ้น ก็เห็นนัยน์ตาของโอทสึงุเป็นสีแดงฉาน แบบเดียวกับฟูยูฮิสะในตอนนั้น

 

ทั้งที่เคยพูดไม่คิดจะฝึกวิชานี้ถึงขั้นสุดท้ายเพราะมีผลเสียมากกว่าผลดี แต่ทำไมตอนนี้กลับดูเหมือนจะอยู่ระดับเดียวกัน…ไม่สิ สูงกว่าด้วยซ้ำ

 

จิ้งจอกหนุ่มพลันนึกในใจว่า แย่แล้ว!

 

...

 

เหล่าปีศาจงูกำลังเข้าโรมรันกับทหารอีกเพียงไม่กี่นายที่เหลืออยู่ แต่แล้วกลับโดนลมหมุนลูกหนึ่งพัดวูบมาจนล้มกันระเนระนาด หลายตัวคืนร่างเป็นงูแทบจะในทันที ตามลำตัวยังมีรอยบาดเหมือนถูกของมีคมกรีดเฉือนเป็นแนวยาวจนเลือดไหลซิบ

 

“พวกแก…!!” งูสีเหลืองตัวหนึ่งขู่ฟ่อ เมื่อเห็นว่าผู้ที่เข้ามาช่วยมนุษย์กลับเป็นเพียงพอนสามตัว “ปีศาจทุกตัวในแถบนี้ล้วนต้องทำตามคำสั่งท่านโดคุเอมอน เจ้ากล้า!”

 

แต่แล้วปากก็หุบฉับ เมื่อโดนนิโร่เหยียบหัวสามเหลี่ยมของมันไว้โดยที่ตนยังไม่ทันได้ได้ฉกให้หายแค้น แถมยังแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ “เรื่องอะไรจะฟังคำสั่งของเจ้างูหน้าเหม็นนั่น นายของพวกข้ามีแต่ท่านทามาฮิเดะเท่านั้น จำไว้”

 

พูดจบก็เอาเคียวตัดปีศาจงูตนนั้นขาดเป็นสองท่อน

 

ทางด้านอิจิโร่ก็เอาไม้กระบองฟาดฝูงงูที่กำลังเข้ามากลุ้มรุมตนเอง หลายตัวฉกเข้ามาอย่างไม่ปรานีจนเขาต้องกระโดดเหยง ๆ หลบเขี้ยวพิษ ส่วนซาบุโร่นั้นต่อสู้ไม่เก่ง แต่ก็ถือกระปุกขนาดใหญ่สาดของเหลวบางอย่างไปยังงูเหล่านั้น หลายต่อหลายกระปุก ผ่านไปครู่หนึ่ง ทั่วบริเวณนั้นก็เป็นเมือกข้น ๆ ที่เหนียวหนืด แม้อยู่ในร่างคนก็แทบจะติดหนึบจนลุกไม่ขึ้น ไม่ต้องพูดถึงสภาพของงูที่ได้แต่เลื้อยไปกับพื้นอย่างเดียวเลย

 

“นี่คือกาวยางสูตรพิเศษของข้าอย่างไรล่ะ ชอบหรือไม่”

 

ทว่าปีศาจที่มาในครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงงู เพราะโดคุเอมอนกลายเป็นหัวหน้าของเหล่าปีศาจไปแล้ว มันพาทั้งวิญญาณ ยักษ์ โคดามะ และปีศาจอีกหลายชนิดติดตามมาด้วย พวกมันเห็นเหล่าคาไมทาจิก็ไม่คิดมากความ ตรงเข้าไปหมายจะสังหารทันที ไมลส์ปายันต์ออกไป เกิดเกกไกสว่างวาบขึ้นเป็นเหมือนแนวกำแพงขนาดยักษ์ กั้นปีศาจเหล่านั้นไว้ก่อนจะถึงเหล่าคาไมทาจิไม่กี่ก้าว

 

“ทางนี้ ๆ ๆ เพียงพอนตัวแค่นั้นจะไปพอกินอะไร มาสู้กับข้านี่ มีเนื้อหนังมากกว่ากันเยอะ”

 

ไมลส์ผิวปาก แล้วส่งเสียงร้องเย้ว ๆ ดึงความสนใจจากพวกมัน จากนั้นก็บรรเลงเพลง เกิดเสียงทุ้มต่ำเหมือนสายน้ำอย่างหนึ่ง พวกปีศาจเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นเขาแทน แต่วิ่งได้ไม่กี่ก้าว ยักษ์ตัวที่เงื้อกระบองนำหน้ามาก็แข็งค้างไป จากนั้นค่อยลามไปยังตัวอื่น ๆ ที่ตามหลังมา พอเสียงเพลงเงียบลง ทั่วทั้งบริเวณก็กลายเป็นเหมือนลานแสดงหุ่นขี้ผึ้ง ปีศาจกว่าครึ่งร้อยอยู่ท่าไหนก็อยู่ท่านั้น บางตัวกำลังวิ่ง บางตัวกำลังแยกเขี้ยว บางตัวกำลังเงื้อมือ แต่ไม่มีตัวไหนขยับตัวได้เลย ที่พอจะบอกความแตกต่างกับหุ่นไร้ชีวิตก็มีเพียงลูกตาที่กลอกไปมาด้วยความคั่งแค้นเท่านั้น

 

ไมลส์เคาะศีรษะยักษ์ที่อยู่ใกล้ตัวเองที่สุด เห็นอีกฝ่ายทำอะไรไม่ได้นอกจากขึงตาใส่แล้ว ก็อดดีใจที่ฝึกวิชาของโยเฮย์มาถึงขั้นนี้ไม่ได้

 

ทางฟูยูฮิสะกำลังรับมือกับโดคุเอมอน แม้จะสู้เพียงลำพัง แต่ปีศาจงูตนนี้นับว่าร้ายกาจเทียบเท่าปีศาจหลายสิบตน ไม่สิ อาจจะถึงร้อยตนเลยก็ว่าได้

 

ดาบเป็นอาวุธคู่กายของอสรพิษหนุ่ม มันฟาดฟันเซ็นคิและโกคิอย่างห้าวหาญรวดเร็วเหมือนตั๊กแตนจับเหยื่อ ประเดี๋ยวก็มุ่งไปที่คอ ประเดี๋ยวก็มุ่งไปที่หลัง พริบตาเดียวยักษ์ทั้งสองก็เต็มไปด้วยบาดแผลหลายจุด แม้ดูเหมือนไม่ร้ายแรง แต่ดาบนั้นเคลือบพิษร้ายแรงของเจ้าของไว้ เซ็นคิโกคิสู้ไปสักพักก็เริ่มโงนเงน แล้วทรุดตัวลงร่ำร้องอย่างทรมาน

 

แม้ยักษ์จะมีภูมิต้านทานต่อพิษสูง จึงอาจไม่ถึงตาย แต่พวกมันก็หมดสภาพจะสู้ต่อแล้วเช่นกัน ฟูยูฮิสะกัดฟัน เปิดมิติเรียกเซ็นคิและโกคิกลับไป จากนั้นเปลี่ยนเป็นเรียกเนโกะมาตะออกมาแทน

 

“ระวังอย่าโดนดาบของมัน” เขากำชับ

 

โทระและมิเกะร้องรับคำพร้อมกัน จากนั้นก็วิ่งแยกกัน จู่โจมใส่ศัตรูพร้อมกันทั้งซ้ายขวา โดคุเอมอนตวัดดาบใส่แมวสามสี แต่มันพลิ้วหลบไปได้อย่างหวุดหวิด พอเท้าถึงพื้นก็หมุนตัวกลับ ขู่คำรามเหมือนเสือตัวหนึ่ง

 

จ้าวอสรพิษแค่นหัวเราะ แล้วเสือกแทงดาบไปที่เนโกะมาตะอีกครั้ง โทระและมิเกะกระโดดถอย แล้วหาจังหวะเพื่อจะตะปบปีศาจงูให้คว่ำลง คมดาบอาบพิษสะท้อนแสงจันทร์วูบวาบ ส่งเสียงตวัดแหวกสายลมอย่างรวดเร็ว ผสมปนไปกับเสียงคำรามของวิฬาร์ พวกมันผลัดกันรุกผลัดกันรับอย่างนี้อยู่หลายนาที ในที่สุดก็มีฝ่ายหนึ่งเพลี่ยงพล้ำลง

 

เลือดหยดหนึ่งไหลออกมาจากบาดแผลที่ขาหน้าของโทระ มันยกหางตั้ง ขู่ฟ่ออย่างโมโห แต่แล้วก็ล้มลงกับพื้นด้วยท่าทางอ่อนแรง มิเกะตกใจ เข้าไปดุนหน้า แล้วเปล่งเสียงร้องครางออกมา

 

โดคุเอมอนพลันเหยียดยิ้ม ทว่าฟูยูฮิสะกลับสีหน้าไม่เปลี่ยน ตอนที่กำลังนึกแปลกใจอยู่นั้นก็พลันรู้สึกชาปลาบไปทั่วร่าง ศีรษะหมุนวิ้ง ๆ จนมองภาพตรงหน้าบิดเบี้ยวไป ซ้ำอาหารในกระเพาะยังพร้อมใจกันย้อนกลับขึ้นมาถึงคอหอย มันมองหน้าฟูยูฮิสะอย่างไม่เข้าใจ

 

“พิษของเจ้าร้ายกาจ พลังของเจ้าก็ร้ายกาจ หากไม่รู้จักวิธีพลิกแพลงเสียบ้าง คงยากจะชนะ” ฟูยูฮิสะเอ่ย “คงต้องขอบใจโอทสึงุแล้ว ที่ทำให้ข้าได้รู้จักวิชาพิสดารแบบนี้”

 

หลังจากเห็นการใช้พิษของโดคุเอมอน เขาก็ลงอาคมไว้ที่เนโกะมาตะทั้งสอง เมื่อไหร่ก็ตามที่พวกมันพลาดพลั้งบาดเจ็บ อาการเหล่านั้นจะสะท้อนคืนสู่คนทำเป็นสองเท่า วิธีเช่นนี้เจ้าเล่ห์กลิ้งกลอกเหมือนองเมียวฮากาเสะคนนั้นไม่มีผิด

 

ฟูยูฮิสะนึกแล้วก็พลันมีสีหน้าไม่น่าดู จากนั้นก็หยิบยันต์ขึ้นมา ร่ายเวทสร้างเปลวเพลิงแผดเผาวิญญาณโอบล้อมอสรพิษนั้น ในเวลานี้มันโดนคำสาปเล่นงานจนบาดเจ็บหนัก จึงไม่สามารถฝ่าออกมาได้ พลังของมันแตกซ่าน ไอสีดำหลั่งไหลเข้าหาองเมียวจิหนุ่ม เขาเคยได้บทเรียนจากการใช้วิชานี้แล้ว จึงระมัดระวังในการดูดกลืนพลังปีศาจอย่างมาก รับมาเพียงเล็กน้อยให้พอชดเชยพลังตัวเอง ไม่ให้ตัวเองครองสติไม่อยู่แบบคราวก่อน

 

ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่แล้วท่ามกลางเปลวเพลิงที่ลุกโหม ดาบสั้นเล่มหนึ่งก็พุ่งออกมา ฟูยูฮิสะเบี่ยงกายหลบ แต่ไม่ทัน ดาบนั้นถากโดนต้นไหล่เขาเป็นทางยาว ก่อนจะบินไปปักต้นไม้ด้านหลัง

 

โดคุเอมอนที่ยู่ในกองเพลิงหัวเราะลั่นอย่างสาสมใจ ดังกลบเสียงทุกอย่างโดนรอบจนมิด ก่อนเสียงนั้นจะเบาลงทีละน้อย จนหายไปพร้อมกับเปลวไฟที่มอดดับ ทิ้งไว้เพียงเถ้าสีดำสนิท

 

“เจ้าองเมียวจิสติแตก เฮ้!”

 

ซาบุโร่รีบแปลงร่างเป็นเด็กหนุ่มแล้วถลาเข้าไปรับเมื่อเห็นว่าฟูยูฮิสะล้มวูบลง แม้กำจัดโดคุเอมอนได้แล้ว แต่กลับโดนเอาคืนในวินาทีสุดท้ายเสียได้ เนื้อรอบแผลที่โดนพิษกลายเป็นสีดำคล้ำ และมันจะลามหนักขึ้นเรื่อย ๆ หากไม่รักษา นอกจากมนุษย์คนนี้แล้วยังมีเซ็นคิโกคิกับโทระอีก

 

…วุ่นวายแท้

 

มันถอนหายใจ ควักกระปุกยาออกมาเพื่อเตรียมการรักษา

 

 

เมื่อจัดการกับปีศาจลูกกะจ๊อกได้แล้ว ไมลส์ก็รีบตรงดิ่งไปหาทามาฮิเดะ ในใจนึกกังวลไปร้อยแปดพันอย่าง จวบจนไปถึงบริเวณที่สองคนนั้นต่อสู้กัน จึงได้เห็นภาพที่ทำให้ต้องอ้าปากค้าง กะพริบตาปริบ ๆ

 

ที่ริมแม่น้ำ ฝนตกลงมาปรอย ๆ ต้นไม้หักโค่นระเนระนาด แม้แต่หญ้าบนพื้นก็หายไปเป็นแถบ เหลือเพียงเศษดินกระจุยกระจาย ประหนึ่งเพิ่งถูกพายุลูกใหญ่ซัดผ่าน แต่แท้จริงแล้วตัวต้นเหตุกลับไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นทามาฮิเดะนั่นเอง

 

ทามาฮิเดะในตอนนี้ ไม่ได้อยู่ทั้งในร่างมนุษย์ หรือร่างสุนัขจิ้งจอกขนาดทั่วไป แต่กลับเป็นจิ้งจอกดำที่สูงใหญ่เสียยิ่งกว่าเซ็นคิโกคิ พวงหางทั้งเก้าสะบัดเพียงทีเดียวก็พร้อมจะทำลายบ้านเรือนให้พังพินาศได้ เมื่อส่งเสียงทีหนึ่งก็ดังก้องประหนึ่งท้องฟ้าคำราม ปากมีคมเขี้ยววาววับที่งับเพียงทีเดียวก็พร้อมจะฉีกคนให้ขาดเป็นสองท่อน

 

นี่อาจจะเป็นผลจากการที่เขายัดเยียดยาเสริมพลังให้กับทามาฮิเดะก็เป็นได้ แต่ยานั้นก็แค่ช่วยเสริมพลังให้ถึงขีดจำกัดที่คนดื่มจะพัฒนาได้ ไม่มีทางมากกว่านั้น

 

หมายความว่าจิ้งจอกยักษ์ที่น่าเกรงขามตนนี้คือความสามารถที่แท้จริงของทามาฮิเดะหรือ?

 

…ไอ้การอัปเลเวลเวอร์วังสไตล์การ์ตูนโชxจัมป์นี่มันอะไรกัน นี่มันเกินระดับที่เขาจะเข้าไปยุ่งด้วยได้แล้ว

 

ไมลส์พลันรู้สึกว่าภาพสุนัขติงต๊องผู้นั้นถูกทำลายไม่มีชิ้นดี

 

จิ้งจอกยักษ์ขู่คำราม โอทสึงุยังคงมีสีหน้าไม่ทุกข์ไม่ร้อน รอจนอีกฝ่ายจู่โจมเข้ามา จึงค่อยกระโดดขึ้นบนหลัง แล้วร่ายอาคม นัยน์ตาสีแดงฉายแววเยาะหยัน สูบเอาไอปีศาจจำนวนมากเข้าร่างกายอย่างละโมบ

 

ทามาฮิเดะสะบัดหลัง โอทสึงุกระโดดลงพื้นกางเขตอาคม สายสีทองผุดขึ้นมาจากพื้น เลื้อยเหมือนงูเข้าไปรัดพันกับขาทั้งสี่ ทามาฮิเดะใช้พลังจำนวนมากทำลายเวทนั้นจนกลายเป็นไอสีทองแตกกระจาย แต่แล้วก็พบว่าพลังของตัวเองหายไปกว่าครึ่งอีกแล้ว

 

ตรงกันข้าม พลังของโอทสึงุกลับเพิ่มสูงขึ้น เพื่อที่จะชนะ มันใช้ความเป็นไวรัส ดึงเอาพลังที่สะสมมาจากหลายต่อหลายโลก แฮ็คปรับปรุงร่างกายจนก้าวข้ามขีดจำกัดมนุษย์บนโลกนี้ นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมมันถึงยังสามารถครองสติไว้ได้ทั้งที่ดูดกลืนพลังปีศาจจำนวนมหาศาล

 

ทามาฮิเดะกระโจนจะขย้ำโอทสึงุอีกครั้ง ตั้งใจจะรีบจบให้ได้ก่อนที่จะโดนสูบพลังหมดตัว แต่ไวรัสก็อาศัยร่างที่เล็กและปราดเปรียวกว่าหลบได้อย่างพลิ้วไหวเช่นเคย จากนั้นก็ตอดเอาพลังไปได้อีกหลายส่วน

 

พอทำแบบนี้ซ้ำ ๆ หลายครั้ง จิ้งจอกยักษ์เริ่มคงร่างไว้ไม่อยู่ กลายเป็นร่างวูบวาบเดี๋ยวชัดเดี๋ยวเบลอ จากนั้นร่างกายก็หดลง จนกลายเป็นร่างมนุษย์เช่นเดิม ทามาฮิเดะทั้งฟาดหาง สลับกับปล่อยหมัดเข้าหาโอทสึงุ ทว่าเนื่องจากอ่อนแรงลงมากแล้ว อีกฝ่ายจึงตั้งรับได้อย่างสบาย ๆ

 

ทุกครั้งที่แลกหมัด โอทสึงุก็ยังคงดูดกลืนพลังต่อ ทามาฮิเดะล้าลงทีละนิด ไม่นานก็ถูกเตะตัดขา หกคะเมนไปบนพื้นดินที่เปียกชื้นเป็นโคลน แม้อยากลุกแต่ก็ไม่มีแรงจะลุกขึ้น

 

โอทสึงุเอาเท้าเตะจิ้งจอกหนุ่มรอบหนึ่ง จากนั้นก็เหยียบลงบนแผ่นอก กดน้ำหนักเท้าลงราวกับอยากขยี้อีกฝ่ายให้จมดิน แล้วหัวเราะเสียงต่ำ

 

“ดูแกสิ นี่น่ะหรือเอไอที่ข้าต้องคอยระแวดระวังนักหนา สภาพน่าสมเพชสิ้นดี”

 

ทามาฮิเดะไม่เข้าใจว่ามันกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่ แต่ก็กัดฟันกรอด ไม่ยอมส่งเสียงร้องสักแอะตอนที่อีกฝ่ายกระทืบเท้าลงมาที่ท้องของตนเต็มแรงจนเลือดทะลักออกปาก สายตาเต็มไปด้วยความชิงชังลึกล้ำ

 

“ไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร” มันพูดพลางหยิบยันต์ออกมา เตรียมตัวปิดฉากการต่อสู้ “เพราะเดี๋ยวแกก็จะตาย แล้วโลกใบนี้ก็จะกลายเป็นของฉัน”

 

เตร๊ง!

 

เสียงเครื่องสายดังขึ้นพร้อมกับร่างกายที่เริ่มกลายเป็นหิน โอทสึงุตกใจอยู่เสี้ยววินาที แต่แล้วก็ปล่อยพลังออกมาเล็กน้อยเพื่อคลายอาคม หันขวับกลับไป ก็เห็นมนุษย์หน้าโง่คนหนึ่งตกใจจนผงะถอยหลังไปหลายก้าว คงเพราะไม่นึกว่ามันจะขยับตัวได้ ก่อนจะฝืนตีสีหน้าขึงขังทั้งที่มือที่ถือบิวะนั้นสั่นเป็นเจ้าเข้า

 

“เจ้าไวรัสขี้ขลาด พรรคพวกของแกน่ะโดนจัดการหมดแล้ว แน่จริงก็มาจัดการข้าให้ได้ก่อนหมอนั่นสิ!”

 

[ไมโล! นายทำบ้าอะไร] เสียงของไลล่าหวีดร้องขึ้นมาดังลั่นหัว

 

ไมลส์ก็ไม่รู้ว่าตัวเองนึกบ้าอะไรขึ้นมา ถึงได้ทำตัวเหมือนพวกตัวประกอบที่ชอบรนหาที่ตาย ทะเล่อทะล่าเข้าไปขวางการต่อสู้ของพวกตัวละครเอกแบบนี้

 

โลกก่อนก็ทีนึงแล้ว เอาตัวเข้ารับกระสุนแทนคริสโตเฟอร์จนม่องเท่ง

 

โลกนี้ก็ยังจะเข้ามาช่วยทามาฮิเดะ ทั้งที่เห็นอยู่ตำตาว่าความสามารถของสองคนนั้นมากกว่าตัวเองไปไกลโข

 

ตอนแรกเขาพยายามห้ามตัวเองไว้ เพราะคิดว่าเข้ามาก็เป็นตัวถ่วงเปล่า ๆ แต่มันก็ช่วยไม่ได้ไม่ใช่เหรอ ในเมื่อเขาอยากจะใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ต่อกับจิ้งจอกปากหนักนี่น่ะ แล้วจะทนมองเห็นอีกฝ่ายโดนฆ่าโดยไม่ช่วยได้ยังไง

 

นึกไปนึกมา ก็สมแล้วที่ติดบั๊กตัวประกอบที่ต้องตายอนาถทุกโลก ก็นิสัยเขามันเป็นเสียอย่างนี้ไง

 

โอทสึงุแค่นหัวเราะ แค่ผู้เล่นงี่เง่าคนนึงจะไปจัดการยากอะไร มันวิ่งด้วยความเร็วสูงจนมองเห็นเป็นเพียงเงาดำ ตรงมาที่เด็กหนุ่มทันที

 

ไมลส์ดีดบิวะอีกครั้ง เกิดกระแสพลังโจมตีเหมือนคลื่นกระแทก มุ่งลดทอนพลังของอีกฝ่าย แต่โอทสึงุไหวตัวทัน ใช้ยันต์สร้างเกราะกำบังสะท้อนกลับไป

 

เนื่องจากคู่ต่อสู้เป็นคน โอทสึงุจึงไม่สามารถใช้วิชาดูดกลืนพลังปีศาจได้ ไมลส์รู้จุดนี้จึงเร่งกระหน่ำโจมตีอย่างไม่คิด คลื่นพลังที่สร้างจากบิวะกระแทกลงพื้นระลอกแล้วระลอกเล่า มองดูคล้ายสมรภูมิที่ลูกระเบิดถูกจุดอย่างต่อเนื่อง เป่าดินโคลนและน้ำฝนจนสาดกระเซ็น

 

แต่โอทสึงุหรือจะจนปัญญากับพลังเพียงเท่านี้ ระหว่างที่หลบก็ค่อย ๆ วาดวงเวทไปด้วย เพียงไม่นาก็สร้างเขตอาคมกับดักขึ้นมาได้ แสงสีทองเรืองรองเปล่งขึ้นมาท่ามกลางความมืด มือหงิกงอสีดำคล้ำน่าเกลียดผุดขึ้นมาทั่วอาณาบริเวณอีกครั้ง คว้าขาของไมลส์เอาไว้จนก้าวไปไหนไม่ได้

 

ไมลส์ดีดบิวะสร้างเปลวเพลิงขึ้นมาแผดเผามือเหล่านั้นอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นทุ่งที่เต็มไปด้วยเถ้ากระดูก แต่ยังไม่ทันหนีออกจากวงเวท มือชุดใหม่ก็ผุดขึ้นมาอีก จับเขากดลงคุกเข่ากับพื้น บิวะหลุดออกจากมือ ตกไปนอกเขตเพียงเล็กน้อย ห่างเพียงไม่กี่ช่วงแขน แต่กลับคว้าไม่ถึง

 

องเมียวฮากาเสะหนุ่มดีดนิ้วทีหนึ่ง ขาสองข้างของเขาก็โดนมือเหล่านั้นบิดจนหักดังกร๊อบ ไมลส์แผดเสียงร้องลั่นแบบที่ไม่นึกว่าตัวเองจะร้องได้ดังและน่าเกลียดแบบนี้มาก่อน น้ำตาพร้อมใจกันทะลักออกมาที่หางตา

 

“แกนี่มันดวงดีจริงนะ เป็นแค่เด็กคนนึง แต่กลับรอดมาได้ถึงตอนนี้น่ะ”

 

…ใครบอกว่าดวงดี นี่มันดวงซวยโคตร ๆ ต่างหาก คนดวงดีคนไหนจะเข้ามาติดอยู่ในโลกแบบนี้ได้น่ะ…หา?

 

เขาก่นด่าสารพัดในใจ

 

โอทสึงุโบกมือคลายเวท มือสีดำน่าขยะแขยงหายไปเปิดทางให้เดินตรงเข้ามาหาเหยื่อได้ ไมลส์อยากจะวิ่งไปให้ไกล แต่ขาใช้การไม่ได้แล้ว จึงได้แต่คลานหนี แขนและศอกครูดไปกับหินบนพื้นจนเจ็บแสบ แต่ก็กัดฟันเอาไว้ จวบจนคว้าเอาบิวะที่เป็นความหวังเอาไว้ได้จึงค่อยหยุด

 

…บ้าชะมัด จะสู้ไม่ได้เลยจริง ๆ เหรอ

 

ไมลส์คิดอย่างคับแค้นใจ มองไปยังทามาฮิเดะที่นอนไม่ได้สติอยู่บนพื้นห่างจากตัวเองไม่มากนัก สายฝนซัดจนทั่วร่างเปียกปอน ร่างกายเปื้อนโคลน สภาพดูไม่ได้เลยสักนิด แล้วร่ำร้องในใจว่า

 

…ไอ้จิ้งจอกบ้า! คงไม่ได้ตายไปแล้วหรอกนะ ฟื้นขึ้นมาสิ! เดี๋ยวก็ได้ตายกันหมด แล้วโลกนี้ก็จะโดนไวรัสครอบงำนะเฟ้ย คนที่จะสู้กับมันได้มีแค่นายคนเดียวนะ

 

…แค่นายคนเดียว

 

นึกมาถึงตรงนี้ ดวงตาของไมลส์ก็มีประกายวาบหนึ่ง เหมือนกับคนตัดสินใจอะไรบางอย่าง เขาหันไปเผชิญหน้ากับโอทสึงุที่กำลังเดินเข้ามาหาเขา พยายามรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายบรรเลงเพลง

 

เสียงเพลงนั้นทั้งทุ้มนุ่มและเศร้าสร้อยอย่างน่าประหลาด แต่กลับไม่ก่อให้เกิดการโจมตี หรือแม้แต่ระคายผิวใด ๆ เลย โอทสึงุจึงหัวเราะเสียงต่ำ

 

“เล่นเพลงสวดศพให้ตัวเองหรือไง”

 

แต่ไมลส์ไม่สนใจ เพียงนิ่วหน้าเล็กน้อยเหมือนพยายามกลั้นความเจ็บปวด แต่ก็ยังคนเล่นเพลงนั้นต่อไปไม่หยุดต่อไปอีกหลายท่อน จวบจนกระทั่งโอทสึงุเข้ามาเตะจนล้มกลิ้ง บิดแขนเขาจนหัก แล้วกระทืบบิวะที่ร่วงลงพื้นจนหักไม่เหลือชิ้นดีแล้วนั่นแหละ เสียงเพลงจึงค่อยเงียบลง

 

“เงียบสักที…มัวแต่เล่นเพลงน่ารำคาญอยู่ได้” โอทสึงุพูดพลางหยิบยันต์ออกมาอันหนึ่ง “แต่ก็ต้องขอบใจที่อุตส่าห์เสนอตัวเอาแท็บกับพลังมาให้ฉันฟรี ๆ ล่ะนะ”

 

ยันต์มรณะกำลังถูกวางจรดลงหน้าผาก เงาดำขนาดยักษ์ก็วูบผ่านหน้าของไมลส์ไป สายตาของเขาพร่าเบลอมาก แต่ก็ยังพอมองออกว่ามีสัตว์ประหลาดตัวใหญ่ขบเคี้ยวอะไรบางอย่างอยู่ในปากเสียงดังกร๊วม ๆ มีเพียงชิ้นส่วนที่เหมือนแขนมนุษย์ยื่นออกมาให้เห็น ก่อนชิ้นส่วนนั้นจะขาดออกจากร่าง ร่วงลงพื้นพร้อมกับของเหลวสีแดงที่เจิ่งนอง

 

ทามาฮิเดะกลับคืนร่างมนุษย์ เอาแขนเสื้อเช็ดปากที่เปื้อนคราบเลือดออก มองดูเศษซากชิ้นส่วนของโอทสึงุที่เหลือเพียงแขนท่อนเดียว แล้วพ่นลมหายใจออกมาทีหนึ่ง

 

…จบสักที

 

จากนั้นก็รีบวิ่งไปดูเด็กหนุ่มที่นอนอยู่บนพื้น พอเห็นสภาพแล้วเขาก็สีหน้าซีดเซียวทันที นึกอยากฉีกกระชากร่างของโอทสึงุอีกรอบ แค่โดนกลืนลงท้องไม่พอ แต่มันต้องโดนเฉือนเนื้อเป็นร้อยเป็นพันชิ้น!

 

“เจ้าโง่! ทำไม…ทำไมถึงเป็นขนาดนี้…”

 

เขาสัมผัสร่างของเด็กหนุ่มที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นด้วยมือที่สั่นเทา แต่ทั้งที่แขนทั้งขาบิดงอผิดรูปอย่างน่ากลัว หายใจผะแผ่ว ไมลส์กลับยังคงยิ้มให้เขา

 

“ชนะจนได้สินะ…ค่อยยังชั่ว”

 

“หยุดพูดมาก! ข้าจะรีบไปตามซาบุโร่มาเดี๋ยวนี้ ไม้! ไม้! ข้าต้องหาไม้มาดามเจ้าด้วย!”

 

ทามาฮิเดะเพิ่งจะเคยรู้สึกร้อนรนขนาดนี้เป็นครั้งแรก กำลังจะวิ่งไปตามปีศาจตนเดียวที่พอจะรักษาเป็น แต่ไมลส์กลับขัดขึ้นก่อน

 

“ไม่ต้องไป ไม่มีประโยชน์หรอก เสียเวลาเปล่า”

 

“พูดอะไรของเจ้า กะอีแค่แขนขาหัก ทำเหมือนจะเป็นจะตาย” ทามาฮิเดะงุนงง แต่แล้วก็พลันเข้าใจอะไรบางอย่าง “เจ้า…”

 

เขาทรุดลงข้างกายเด็กหนุ่ม จับชีพจรและพลังวิญญาณทั้งหมดทันที

 

หัวใจเต้นช้าลงเรื่อย ๆ ส่วนพลังวิญญาณนั้น…ว่างเปล่า

 

ทามาฮิเดะพูดเบาเหมือนเสียงกระซิบ “ที่ข้าได้พลังคืนมา…เพราะเจ้า…เพราะวิชานั้น”

 

ไมลส์พยักหน้า “วิชาที่เจ้าห้ามไม่ให้ฝึกนั่นแหละ…ข้าก็ไม่ได้อยากทำอย่างนี้หรอก แต่มีแต่เจ้าเท่านั้นที่พอจะสู้มันได้ เลยต้องทำแบบนี้ ยกพลังให้เจ้า…ทั้งหมด”

 

“…ทั้งหมด” สีหน้าของจิ้งจอกหนุ่มบิดเบี้ยวไม่น่าดู ทั้งโมโห ทั้งเจ็บปวด รู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองร่วงหล่น

 

วิชาที่ไมลส์ใช้นั้นนับเป็นขั้วตรงข้ามของวิชาดูดกลืนพลังปีศาจที่โอทสึงุกับฟูยูฮิสะใช้โดยสิ้นเชิง ด้วยวิชานี้ องเมียวจิจะสามารถมอบพลังวิญญาณของตนให้กับผู้อื่นได้ พลังวิญญาณนั้นต่างจากพลังองเมียวและพลังปีศาจ มันคือพลังพื้นฐาน คือพลังชีวิตที่แม้แต่คนทั่วไปก็มี เมื่อฝึกวิชาแล้วจึงค่อยเปลี่ยนส่วนหนึ่งไปเป็นพลังองเมียวหรือพลังปีศาจในภายหลัง การมอบพลังวิญญาณนั้นก็เหมือนมอบต้นกำเนิดของพลังให้ ทามาฮิเดะจึงได้รับการฟื้นฟูพลังอย่างรวดเร็ว

 

แต่เมื่อพลังวิญญาณหลุดหายไป นั่นย่อมหมายถึงชีวิตของเจ้าของร่างด้วยเช่นกัน

 

“มันต้องมีวิธี…” ทามาฮิเดะคำราม ขอบตาร้อนผ่าว “ใช่…ข้าจะคืนมันให้เจ้าเดี๋ยวนี้…”

 

ไมลส์ส่ายหน้า เสียงอ่อนแรง “ให้แล้ว เอาคืนไม่ได้ อย่าเสียเวลาเลย”

 

“แล้วเจ้าจะให้ข้าทำยังไง มองดูเจ้า…อย่างนี้เฉย ๆ หรือ เจ้าโง่ เจ้าทำข้าโกรธมาก รู้ตัวไหม! เจ้า…เจ้ายังไม่ได้ให้คำตอบข้าเลยด้วยซ้ำ! ตายไม่ได้ ข้าไม่ยอม!”

 

ไมลส์ไอออกมาทีหนึ่ง เลือดไหลซึมออกมามุมปาก แต่ก็พยายามพูดทั้งที่เสียงแทบจะไม่เหลือแล้ว “คำตอบ…ในเสื้อ…” เพราะขยับมือไม่ได้ เลยได้แค่นิ้วชี้ไปยังอกเสื้อที่ซ่อนพัดของตน แล้วยิ้มบางให้

 

ทามาฮิเดะรู้สึกเหมือนภาพนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อน ภาพของใครบางคนที่จากไปพร้อมรอยยิ้มแบบนี้ เขาพลันรู้สึกปวดหัวเหมือนโดนค้อนกระหน่ำทุบ จนนิ่งงันไปครู่หนึ่ง

 

แล้วภาพความฝันที่ต่อเนื่องยาวนานมาหลายปีกับความจริงก็บรรจบกันเป็นหนึ่ง เขาพึมพำออกมาเบา ๆ

 

“…ไม..โล?”

 

ได้ยินชื่อจากปากของจิ้งจอกหนุ่ม ไมลส์พลันเกิดประกายความหวังขึ้นในดวงตา

 

“นาย…จำได้? ....”

 

แล้วเสียงนั้นก็ขาดหายไป ประกายในดวงตาของเด็กหนุ่มดับวูบลง เหลือเพียงรอยยิ้มบางที่ค้างอยู่บนใบหน้า ทามาฮิเดะพลันรู้สึกเหมือนหัวใจของตัวเองถูกฉีกกระชากจนแหลกเละไม่เหลือชิ้นดี

 

เขาดึงเด็กหนุ่มขึ้นมากอด ซบลงกับร่างไร้วิญญาณนั้น น้ำตาที่ไม่เคยหลั่งมานานหลายร้อยปีไหลอาบลงข้ามแก้ม แล้วเปล่งเสียงคำรามออกมา เป็นเสียงคำรามที่โหยหวนและเจ็บปวดยาวนาน บาดลึกลงกลางใจของคนที่ได้ยิน

 

สายฝนหยุดลง แสงอาทิตย์ทอแสงสีส้มค่อย ๆ เรืองขึ้นขับไล่ความมืดที่ปลายฟ้า แต่เด็กหนุ่มในอ้อมแขนไม่สามารถเห็นวันใหม่ได้อีกแล้ว

 

 

สามเดือนต่อมา

 

ในคืนฟ้าเปิด ดวงดาวแข่งกันส่องแสงเรืองรอง แม้แต่ทางช้างเผือกก็ยังเห็นด้วยตาเปล่าอย่างชัดเจน ในหุบเขาที่เคยเป็นที่อยู่ของปีศาจจิ้งจอกที่ถูกทิ้งร้างมานานแรมเดือน บัดนี้มีปีศาจกลุ่มเล็ก ๆ มารวมตัวกัน

 

เหล่าคาไมทาจินั่งอย่างเกียจคร้านอยู่ที่ก้อนหินหน้าป่าไผ่ ยูกิอนนะไม่ค่อยถูกกับอากาศฤดูร้อนเช่นนี้ จึงสวมเพียงชุดฮิโตเอะเนื้อบาง มือจับจูงคิทาโร่ที่ตาบวมแดงมาด้วย

 

“มาแล้วหรือ ไม่ได้เจอกันเสียนาน เป็นอย่างไรบ้าง” นิโร่ถาม

 

“ยังร้องไห้ทุกวัน” ยูกิอนนะตอบเรียบ ๆ แน่นอนว่าไม่ได้หมายถึงตนเองแต่เป็นทานูกิน้อย

 

“ข้าไม่ได้ร้อง ยังไม่ได้ร้องสักหน่อย” คิทาโร่งอแง น้ำตารื้นขึ้นมา แต่พยายามกลั้นไว้ “แล้วพวกเจ้าเรียกมาวันนี้ทำไม ไม่มีงานชุมนุมปีศาจสักหน่อย”

 

“คนต้นคิดคือหมอนี่น่ะ” อิจิโร่ชี้ไปที่ซาบุโร่ “บอกว่าวันนี้เป็นวันทานาบาตะ”

 

“ทานาบาตะ?” คิทาโร่เลิกคิ้ว “คืออะไร?”

 

ซาบุโร่กระโดดลงจากก้อนหิน ชี้ไปบนฟ้าให้มองดาวสองดวงที่อยู่คนละฟากของทางช้างเผือก “ดาวดวงนั้นคือโอริฮิเมะ [1] ดาวดวงนั้นคือฮิโกโบชิ [2] คู่รักที่พลัดพรากจากกัน วันนี้เป็นวันที่พวกเขาจะได้มาเจอกันปีละครั้ง”

 

[1] ดาววีก้า หรือเจ้าหญิงทอผ้า

[2] ดาวอัลแตร์ หรือหนุ่มเลี้ยงวัว

 

“แล้วมันเกี่ยวอะไร?”

 

“ปีศาจอย่างพวกเราไม่รู้จักหรอก แต่ข้าได้ยินจากพวกมนุษย์ว่า ถ้าหากขอพรในวันนี้แล้วแขวนไว้กับกิ่งไผ่ พรนั้นจะสมหวัง พวกเราก็มาขอพรกันเป็นไง”

 

“แต่ข้าไม่รู้จะขออะไรนี่” คิทาโร่เอียงคอ

 

“อันที่จริง พวกข้าก็ไม่มีอะไรจะขอเหมือนกัน” ซาบุโร่กล่าว “แต่ถึงเราไม่มีอะไรจะขอให้ตัวเอง เราก็ขอให้คนอื่นได้ อย่างเช่น ขอให้ท่านทามาฮิเดะกับเจ้าเด็กนั่น…”

 

พอได้ยินชื่อของจิ้งจอกหนุ่ม ทานูกิน้อยที่อุตส่าห์กลั้นน้ำตาไว้ ก็ร้องไห้โฮ น้ำตาไหลพราก ๆ อีกรอบทันที จนยูกิอนนะที่สงบเสงี่ยมถึงกับถลึงตาใส่ซาบุโร่

 

“ขะ…ข้าขอโทษ” คนโดนดุขอโทษขอโพย

 

หลังจากเด็กหนุ่มองเมียวจิคนนั้นตายไป ท่านทามาฮิเดะก็เหมือนเป็นร่างไร้วิญญาณ ไม่กินไม่นอน พวกมันนึกว่าเวลาผ่านไปเขาจะทำใจได้เอง เพราะอย่างไรเสียโยชิอากินั้นก็เป็นแค่คนที่เข้ามาเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ของชีวิตยาวนานหลายร้อยปีของปีศาจจิ้งจอก แต่แล้วอยู่ ๆ ทามาฮิเดะก็ตัดสินใจทำลายพลังตบะทั้งหมดของตัวเอง พลังที่สั่งสมมาหลายร้อยปีหายไปเป็นอากาศธาตุ คืนร่างเป็นจิ้งจอกธรรมดาสามัญ แล้วหายไปจากพวกเขา

 

จนเมื่อเดือนที่แล้วถึงได้เห็นร่างของจิ้งจอกสีดำตัวหนึ่ง นอนปิดตาอย่างสงบอยู่ข้างป้ายวิญญาณของเด็กหนุ่ม

 

พอรู้ว่าทามาฮิเดะตายแล้ว คิทาโร่ก็ร้องไห้สามวันสามคืนไม่จบสิ้น ยูกิอนนะแม้ไม่แสดงอารมณ์ใดแต่ก็เห็นชัดว่าไม่มีความสุขเหมือนเคย ส่วนคาไมทาจิอย่างพวกมันก็เสียใจจนไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้อีก จนกระทั่งวันนี้

 

ซาบุโร่หยิบพัดสองอันขึ้นมากาง อันหนึ่งเป็นลายมือของทามาฮิเดะ อีกอันหนึ่งเป็นลายมือขององเมียวจิ

 

“ที่จริงพวกมนุษย์จะเขียนคำขอพรลงบนกระดาษสี แต่พวกเราเขียนอักษรกันไม่เป็น ข้าเลยคิดว่า แขวนพัดที่สองคนนี้เขียนน่าจะดีกว่า”

 

“กระดาษก็เรื่องหนึ่ง แต่นั่นเป็นกลอนที่พวกเขาส่งให้กัน ไม่ใช่คำขอพร มันจะใช้ได้หรือ” นิโร่เท้าสะเอวถาม

 

“เทพผู้ครองสวรรค์ยังยินยอมให้โอริฮิเมะกับฮิโกโบชิพบกันปีละครั้งได้ ย่อมเป็นคนที่เห็นใจในความรักของคนอื่น ดังนั้นหากเห็นกลอนนี้ล่ะก็ ย่อมต้องช่วยให้ท่านทามาฮิเดะกับองเมียวจินั่นสมหวังแน่” พูดจบก็ยื่นพัดให้คิทาโร่ “เจ้าเป็นคนแขวนนะ”

 

“ท่านทามาฮิเดะ…จะสมหวังจริง ๆ นะ?” คิทาโร่ปาดน้ำตาถาม

 

“ข้าเชื่อแบบนั้น”

 

ยูกิอนนะจึงอุ้มคิทาโร่ขึ้น ให้เขาเอาพัดโอกิสองอันนั้นกางออก แล้วแขวนไปบนกิ่งไผ่

 

“ขะ…ขอให้ท่านทามาฮิเดะได้เจอกับองเมียวจิหน้าจืดนั่นอีก…ฮึก”

 

ทานูกิน้อยอธิษฐานเสียงอู้อี้จบก็ซุกเข้ากับอกของยูกิอนนะ นางตบหลังปลอบใจเบา ๆ

 

“เอาล่ะ เรียบร้อยแล้ว พวกเราก็ออกไปเดินเล่นกันหน่อยเป็นไร” ซาบุโร่เอ่ยชวน “ได้ยินว่าที่หมู่บ้านใกล้ ๆ มีงานเฉลิมฉลองด้วย อาหารน่าจะเยอะทีเดียว”

 

เมื่อทุกตัวเห็นดีเห็นงามด้วย เหล่าปีศาจจึงค่อย ๆ เคลื่อนพลเดินผ่านป่า

 

“นี่ แล้วเจ้าเข้าใจความหมายกลอนของเจ้าองเมียวจินั่นหรือ” อิจิโร่พลันนึกขึ้นได้ “ไม่ใช่ว่าตอบกลอนปฏิเสธมานะ…”

 

ซาบุโร่นึกย้อนไปถึงตอนที่ทามาฮิเดะอ่านกลอนนั้นครั้งแรก จำได้ว่าหางตาแดงก่ำ พึมพำซ้ำไปซ้ำมาว่า ‘ทำไมเจ้าถึงไม่รีบบอก’ หลายต่อหลายครั้ง จากนั้นยังเก็บรักษาพัดนั้นไว้ในถ้ำนั้นอย่างดี ไม่ยอมให้ใครแตะต้อง ก็พอรู้ว่าคำตอบนั้นเป็นอย่างไร

 

“ตอบรับ” ซาบุโร่พึมพำ “นั่นต้องเป็นคำตอบรับแน่นอน”

 

ลมฤดูร้อนพัดมา กิ่งไผ่ไหวเอน พัดโอกิที่แขวนอยู่ลอยขึ้นเล็กน้อยตามแรงลมต้องแสงดาว มองเห็นคำกลอนที่เขียนไว้เลือนราง

 

เหม่อมองท้องนภา

อาทิตย์ทอแสงงามยามเช้า

ค่ำคืนทอแสงจันทร์

สองดาวนั้นเคียงฟ้าอยู่ร่วม

ไยต้องรอวันมาบรรจบ

 

_____________

 

A.L. Lee

จบ Arc 2 แล้ว ใจยังไหวกันไหมคะ รีดเดอร์ทุกท่าน /// พูดพลางวิ่งหลบกระแสบาทา

อย่างที่เคยบอกค่ะ ไรท์วางตอนจบทุก Arc ไว้แล้ว มีทั้งแฮปปี้เอนด์และแบดเอนด์ปนๆ กันไป แบดเอนด์ย่อมมันมีเหตุผลของตัวมันเอง ฉากจบที่เป็นการห้อยคำอธิษฐานในวันทานาบาตะก็ชัดเจนในหัวของลีมาก เรียกว่าเป็นตอนจบของ Arc ที่ตั้งใจเขียนมากเลยทีเดียวค่ะ (ก่อนหน้านี้มีนักอ่านถึงขั้นพนมมือจุดธูปขอให้จบดี ไรต์ขอโทษ T_T แต่เอาเป็นว่าจะเก็บคำขอนี้แขวนกับกิ่งไผ่ร่วมกับคิทาโร่อีกแรง ยิ่งมีคนช่วกันขอก็ยิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วคำขอจะเป็นจริงในอีกไม่นานค่ะ )

โลกนี้มีขึ้นทำให้ไมลส์ได้ตระหนักถึงความรู้สึกของตัวเอง ดังนั้น ทำทุกวันให้ดีที่สุด แคร์คนที่เรารักมาก ๆ เมื่อต้องจากกันจะได้ไม่เสียใจภายหลังเนอะ (นักอ่าน : อย่าแถสิว้อย//มองบน)

จะว่าไป ไม่นึกว่าตัวเองจะเขียน Arc นี้ได้ยาวขนาดนี้เหมือนกันค่ะ เยอะจนตัวเองยังตกใจ คงเพราะชอบเซ็ตติ้งนี้มาก สร้างตัวละครไว้เยอะ เลยจัดเต็มซะกว่า 100 หน้า A4 นี่เพิ่มรายละเอียดอีกหน่อยก็กลายเป็นนิยายเล่มนึงได้แล้วเนี่ย ///ปาดเหงื่อ

แต่ขณะเดียวกัน มันก็เป็น Arc ที่ยากมาก พอมาลองอ่านดู เราพบจุดที่อยากรีไรท์หลายจุดเลยค่ะ T T โดยเฉพาะฉากบู๊ แต่เรายังไม่ขอรีไรท์ตอนนี้นะคะ ขอเขียนให้จบก่อนค่อยทำทีเดียว

ขอบคุณอีกครั้งค่ะ

(ปล. ใครที่ไม่เข้าใจกลอนบทสุดท้าย น้องไมลส์ตอบว่า ทำไมจะต้องรอวันมาบรรจบด้วยล่ะ ในเมื่อเขากับทามาฮิเดะก็อยู่เคียงข้างกันอยู่แล้ว ประมาณนี้ค่ะ)

 

แล้วเจอกัน Arc 3 เร็ว ๆ นี้ ^^

กระซิบว่าน่าจะเป็นเซ็ตติ้งที่หลาย ๆ คนชอบ และมีเซอร์ไพรส์ด้วยค่ะ  

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 195 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

443 ความคิดเห็น

  1. #405 Flower_Gloxinia (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 16 มกราคม 2564 / 15:34

    ร้องไห้เลยค่ะ สุดยอดมาก
    #405
    0
  2. #367 Paoly YG (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2563 / 00:24
    ร้องไห้ตามเลยค่ะแต่งได้ดีมากกกกกก สู้สู้นะคะจะรอติดตามผลงานต่อไปค่ะ !
    #367
    0
  3. #348 yoktc (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2563 / 01:17
    สุดยอดมากค่ะ เศร้ามาก แต่ก็ซึ้งมาก
    #348
    0
  4. #341 Zitrine (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2563 / 02:23
    ก่อนนอนเปิดมาเจอเรื่องนี้อ่านรวดเดียวถึงนี่เลย อ่านไปร้องไป..ตาบวมไปนอนแล้วไรท์ T^T มันเศร้ามาก
    #341
    0
  5. #297 FerZhan (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 / 16:46

    ร้องไห้กลางคาเฟ่เลยค่ะ รู้ว่าต้องจบเศร้าแน่ๆแต่ทำใจไม่ไหว
    #297
    0
  6. #287 Radenfiallus (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 / 07:35
    ร้องเลยค่ะ😭😭
    อยากจับนังไวรัสมากระทืบแทนอิพี่
    แต่เรื่องนี้คือดีมากกกกกกกก
    #287
    0
  7. #275 ginaphongsavhas (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2563 / 20:17

    เศร้ามากๆๆเลยคะ😭😭

    #275
    0
  8. #268 Poppoppop12345 (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2563 / 12:25
    พอจะเดาตอนจบออกเลยคิดว่าตัวเองทำใจไม่เศร้าได้ แต่มาเจอจริงๆแล้วแอบอึ้งเหมือนกันค่ะ T T ตอนที่บอกว่าทามาฮิเดะกลับมาเป็นจิ้งจอกธรรมดาแล้วนอนอยู่ข้างๆหลุมศพน้อง ตรงนี้แหละเราเศร้ามาก ฮือ ซึ้งมากด้วย ดีมากๆเลยค่ะ
    #268
    0
  9. #262 sakura17 (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 / 14:03
    TTตอนนี้ก็ไม่รอดค่าน้ำตาท่วมเหมือนเดิม555 อย่างน้อยก็รู้ว่าออสมอนด์จะจำไมลส์ได้แหละ ไมลส์ได้รู้ใจตัวเองใจพี่ด้วย
    แล้วก็แอบอยากรู้ว่าฟูยูฮิสะเป็นยังไงต่อด้วย รอดรึเปล่าที่โดนพิษไปแล้วได้ลงเอยกับนางเอกมั้ย หลังรู้ว่าไมลส์ตายจากนี้จะเทิร์นดาร์กอีกมั้ย
    #262
    0
  10. #199 Avista (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 / 00:13

    เศร้าแรง
    #199
    0
  11. #159 GFMB (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 23 กันยายน 2563 / 23:08
    ฮรึกกกก

    ฮือออออออ อย่างน้อยตอนนี้ก็ได้บอกกันแล้วนะ ฮื้ออออออออ

    สงสาร ภารกิจจะเสร็จสิ้นตอนไหน ฮือออออ แงงงง

    ปล.ไรท์ สู้ๆนะ ฮืออ รีบมาต่อไวๆนะ ฮืออ

    ส่งใจให้T_T
    #159
    0
  12. #151 miyuukiMF (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 22 กันยายน 2563 / 17:03

    แงงงงงง ถึงจะเส้าแต่ก็จบแบบโอเคนะคะ เพราะว่าเรายังไงมีหวังในอาร์คหน้าล่ะ!!

    ปล.ไม่ว่าจะเซตติ้งไหนของไรท์เราก้ชอบล่ะ อาร์คแรก แรร์ มาก ส่วนอาร์คสองก็เช่นกัน แถมเป็นแนวเราอีก เก๋กู้ด 👍👍👍

    #151
    0
  13. #150 nna3 (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 21 กันยายน 2563 / 13:32
    arcนี้จบได้เปียกปอนมากเลยค่ะ;-;
    #150
    0
  14. #149 NightHeart (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 21 กันยายน 2563 / 01:25
    ขอให้พวกเขา...อย่าได้พลัดพรากจากกันอีกเลย
    #149
    0
  15. #148 Pswmp (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 20 กันยายน 2563 / 18:32
    bad end กว่าโลกแรกอีกไรท์

    ไรท์บรรยายซะเกือบน้ำตาแตก
    #148
    0
  16. #147 Khunlukchan (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 20 กันยายน 2563 / 18:30
    จบได้เทาดี รอโลกต่อปาย~~~
    #147
    0