RRPG • มหาสงครามครองมิติ

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 93,961 Views

  • 855 Comments

  • 4,278 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    747

    Overall
    93,961

ตอนที่ 10 : First Wave - 10 - พบเจออีกครั้ง บทต้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6138
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 502 ครั้ง
    10 มี.ค. 62

            นั่นนายใช่ไหม” คนที่จับไหล่ผมไม่ใช่ใครอื่นนอกจากตัวซวยหมายเลขหนึ่งหรือชื่อที่ผมเคยเห็นจากในหน้าจอสถานะของเธอก็คือ วารินทร์ เทวาพิสุทธิ์ ส่วนหญิงสาวที่กำลังเดินเข้ามาทางนี้ด้วยอาการกล้าๆ กลัวๆ ก็คือ อลิสา ราตรีจันทร์ ผู้ได้รับตำแหน่งราชินีในสงครามครั้งก่อน

            จะทำอย่างไรดีล่ะ แต่เดี๋ยวก่อนนะ เธอไม่น่าจะจำผมได้สิ เพราะก่อนที่ผมจะคุยกับเธอผมสวมต่างหูนิรนามไว้แล้วนี่นา แล้วเธอจำผมได้อย่างไรกันล่ะ?

            ถ้าอย่างนั้นก็เป็นไปได้ว่า....

            ใครน่ะ?” ตีเซ่อไว้กฤษณะ ตีหน้าเซ่อเอาไว้

            ว่าแล้วผมก็เอียงคอเล็กน้อยเพื่อเพิ่มระดับความตอแหลอีกสองระดับครึ่ง

            โอ้โห ท่านี้ต่ำ ๆ ก็ต้องได้รางวัลสุพรรณหงส์แล้ว อยากจะชมตัวเองออกมาดัง ๆ แต่ตอนนี้ต้องตีเซ่อเอาไว้ก่อน

            ตัวซวยเบอร์หนึ่งที่สวมแว่นตาดำอันใหญ่เหมือนจะลังเลครู่หนึ่งแต่หลังจากที่เธอพินิจมองผมดี ๆ อีกครั้งเธอก็มั่นใจขึ้นมา “นายนั่นแหละ นายแน่นอน ตัวมืดมนอันดับหนึ่งของสายศิลป์ นายนั่นแหละที่เป็นคนช่วยฉันกับเพื่อนเอาไว้จากไอ้ตัวเขียวตอนนั้น”

            แบบนี้นี่เอง จากคำพูดเธอผมก็พอประกอบเรื่องราวได้แล้ว

            เธอจำผมได้ นั่นคือเรื่องเรื่องจริง แต่ไม่ได้จำผมในฐานะผู้ที่พิชิตสงคราม แต่ในฐานะผู้ที่ปกป้องพวกเธอจากก๊อปลินตัวแรกตัวนั้น

            “.......” ผมไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่ปล่อยให้เธอคิดตามที่เธออยากคิดไปเท่านั้น แต่มาเรียกผู้มีพระคุณว่าตัวมืดมนเนี่ย ผมคิดว่ามันน่าสัมผัสด้วยหลังมือเข้าที่ศีรษะหน่อย ๆ นะ

            ใช่จริง ๆ ด้วยสินะคะ” ตัวซวยเบอร์สองหรืออลิสาที่เดินมาถึงและได้ยินคำพูดของตัวซวยเบอร์หนึ่งก็เข้ามาร่วมวงด้วย “ตอนนั้นต้องขอขอบคุณมากจริง ๆ ถ้าไม่ได้คุณเข้ามาช่วยเอาไว้มีหวังฉันกับเพื่อน ๆ ต้องแย่แน่”

            ไม่แย่เท่าไรหรอกแค่น่าถูกไฮไฟว์ด้วยมีดคนละทีสองทีเท่านั้นเอง

            ว่าแล้วเธอก็โค้งศีรษะลงขอบคุณ

            อืม มีมารยาทดีมาก ถ้าเป็นไปได้ช่วยเอามารยาทนั้นไปแบ่งให้เพื่อนเธอกินสักหน่อยเถอะ

            ถ้าไม่....” มีอะไรแล้วก็ขอตัวก่อน

            ถ้าไม่รังเกียจไปทานข้าวด้วยกันไหมคะ”

            น่าเสียดายที่สถานะความรวดเร็วมันไม่ส่งผลกับการพูด ไม่งั้นผมคงจะปลีกตัวออกมาได้ไปแล้ว

            ผมมองไปที่ตัวซวยเบอร์สองก่อนจะหันไปยังตัวซวยเบอร์หนึ่งเพื่อขอความช่วยเหลือ

            แต่สิ่งที่เธอพูดออกมากลับไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการเลย

            นั่นสินะ ฉันเองก็อยากจะขอบคุณนายเหมือนกัน” เธอว่าพลางเริ่มลากมือผมเดินเข้าไปในห้างสรรพสินค้าอย่างไม่ให้ปฏิเสธ โดยที่มีตัวซวยเบอร์สองเดินตามมาข้าง ๆ

            อย่าเข้าใจผิดว่าพวกเราตกหลุมรักนายหรือว่าอะไรล่ะ” เธอว่าพลางเดินลากผมไปเรื่อย ๆ โดยไม่หันมามอง “ฉันแค่อยากจะขอบคุณนาย แล้วก็อยากจะคุยกับคนที่เคยจัดการพวกมันไปแล้วอย่างนายดูด้วย”

            พอพูดมาถึงตรงนี้มือของเธอที่จับผมเอาไว้ก็กระตุกขึ้นมาเล็กน้อย

            อ๋อ ดูเหมือนว่าพวกเธอคงจะยังกลัวอยู่สินะ

            กลัวกับอันตราย กลัวความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกระทันหัน

            ......

            เฮ้อ เอาเถอะ

            ยอมเสียเวลาด้วยสักนิดหน่อยคงไม่เป็นไร

            ในที่สุด ผมก็ยอมจำใจเดินตามเธอไปยังที่หมาย ระหว่างที่เดินตัวซวยเบอร์สองก็เล่าให้ฟังว่าที่นี่เป็นห้างสรรพสินค้าของตระกูลเทวาพิสุทธิ์ เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่เวลาเธอเดินผ่านไปไหนมาไหนจะมีผู้จัดการร้านออกมาคอยทำความเคารพเธออยู่เสมอ

            สุดท้ายพวกเราก็มานั่งอยู่ที่คาเฟ่เล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่ดูมีหรูหรา ด้านในร้านใช้แสงสีส้มคุมโทนมันจึงดูสบายตาและไม่มืดจนเกินไป ส่วนที่นั่งที่เรานั่งอยู่เป็นที่นั่งลึกสุดจึงค่อนข้างจะเป็นส่วนตัว เมื่อมาถึงแล้วบริกรก็นำเมนูมาให้ และหลังจากที่พวกเธอสั่งอาหารเรียบร้อยก็มองมาทางผมที่กำลังตะลึงอยู่กับราคาในเมนู

            แซนวิซกับน้ำเปล่า” แค่นั้นก็ล่อไปเกือบห้าร้อยแล้ว ให้ตายเถอะ ตอนทำขนมปังใช้เท้าช้างเผือกเป็นหมันปั้นยีสรึไงครับ

            ฉันเลี้ยงเอง ไม่ต้องเกรงใจก็ได้อยากทานอะไรก็สั่งมาได้เลย” ตัวซวยหมายเลขหนึ่งว่าพลางถอดเสื้อนอกและแว่นกันแดดออก

            รูปลักษณ์อันงดงามของเธอที่เผยออกมาทำเอาบริกรตาค้าง โดยที่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรเลย เพราะถ้าไปเทียบกับออโรร่าแล้วล่ะก็ ความสวยของตัวซวยหมายเลขหนึ่งยังไม่ได้ครึ่งแขนเลยด้วยซ้ำ

            ขอบคุณ แต่ผมทานมาแล้ว”

            พอผมตอบไปเช่นนั้นเธอก็ไม่ได้ซักไซร้อะไรต่อ เพียงแค่ส่งเมนูกลับไปให้บริกรเท่านั้น

            หลังจากนั้นเป็นอย่างไรบ้าง” จู่ ๆ ตัวซวยหมายเลขหนึ่งทะลุกลางป้องขึ้นมา

            ผมขมวดคิ้วเล็กน้อยสงสัยว่าเธอหมายความว่าอะไร

            และดูเหมือนว่าเธอเองก็คงจะเข้าใจว่าผมสงสัยเรื่องอะไรจึงบอกต่อออกมา

            ฉันหมายถึงหลังจากที่นายจัดการเจ้าตัวเขียวนั่นไป แล้วก็หลังจากที่เรื่องบ้า ๆ นั่นจบลงแล้ว” เธอว่าด้วยน้ำเสียงที่แปลกไปจากเดิม

            น้ำ อย่าเพิ่งเร่งรัดอะไรเลย พวกเรายังไม่ได้แนะนำตัวกันเลยนะ” ตอนนั้นเองที่ตัวซวยหมายเลขสองแทรกขึ้นมาก่อน “ฉันชื่ออลิสาค่ะ ชื่อเล่นชื่อสา ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ แล้วก็ขอขอบคุณเรื่องตอนนั้นอีกครั้งนะคะ”

            เธอแนะนำตัวแล้วก็โค้งศรีษะขอบคุณอีกครั้ง ก่อนจะเอาศอกกระทุ้งเพื่อนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ

            “....ฉันชื่อวารินทร์ จะเรียกว่าน้ำก็ได้....แล้วก็....ตอนนั้นน่ะ ขอบคุณมาก” ถึงท้ายประโยคจะค่อนข้างเบาแต่ผมก็ได้ยินชัดเจน

            เอาล่ะ ในหนังสือบอกไว้ว่าเมื่อฝ่ายตรงข้ามแนะนำตัวแล้ว เราก็ควรจะแนะนำตัวเราบ้างเพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาทะ

            ผมกฤษณะ เรียกผมว่านิลก็ได้...แล้วก็....ไม่ต้องคิดมาก” ว่าจบผมก็ผงกศีรษะลงเล็กน้อย

            คุณนิลสินะคะ” ตัวซวยหมายเลขสองที่ชื่อสาว่าขึ้น “ถ้าไม่เป็นการรบกวนจะขอถามคุณนิลสักเรื่องสองเรื่องได้ไหมคะ?”

            ตกลงว่าหนึ่งเรื่องหรือสองเรื่อง?

            แต่ผมผงกศีรษะตอบกลับไปแต่โดยดี

            ขอบคุณค่ะ ถ้างั้นอย่างแรกเลย คุณนิลเคยสู้กับพวกมันสินะคะ”

            ผมพยักหน้าอีกครั้ง

            ตอนนั้นคุณนิลรู้สึกอย่างไรเหรอคะ?”

            ผมหลับตาลง นึกถึงความรู้สึกในตอนนั้น ความรู้สึกครั้งแรกที่ผมได้ต่อสู้กับอะไรบางอย่าง โดยมีชีวิตเป็นเดิมพัน ความรู้สึกในตอนนั้นมันสับสนปนเป แต่ถึงอย่างนั้นก็มีความรู้สึกหนึ่งที่ชัดเจนที่สุด

            “...กลัว” ว่าแล้วผมก็ยกมือตัวเองขึ้นมามอง “ตอนนั้นกลัวมาก”

            แววตาของสาและน้ำสั่นครือขึ้นมา ดูเหมือนว่าความกลัวในครั้งนั้นจะถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง ก็คงไม่แปลกล่ะนะ เพราะพวกเธอที่หนีเข้าไปอยู่ในห้องโสตโดยที่ทำอะไรไม่ได้ ต้องคอยต่อสู้กับความกลัวที่ไม่รู้ว่าพวกเวรตะไลนั่นจะพังเข้ามาได้เมื่อไรก็ไม่รู้

            แบบนี้จะกลัวฝังใจไปก็ไม่แปลกอะไร

            ถ้ากลัวแล้วทำไมคุณนิลถึงยัง.... ทำได้ละคะ”

            เธอคงอยากจะพูดคำว่าทำไมถึง ‘ฆ่า’ มันได้มากกว่าสินะ

            เพราะว่าถ้าไม่ทำ พวกคุณกับผมก็จะตายแทน” คำตอบก็ง่าย ๆ แค่นั้นเอง เพียงแต่ว่าจะยอมรับมันได้หรือไม่นี่มันก็อีกเรื่อง “แล้วชีวิตของผมก็สำคัญกว่าของมัน”

            ใช่แล้ว เมื่อสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้และยังคงต้องการของที่อีกฝ่ายมี มันก็ต้องใช้ทุกอย่างเข้าห้ำหั่นซึ่งกันและกัน ผู้ชนะรอดผู้แพ้ตาย กฎของป่าที่ใช้ได้ในทุกยุค ทุกสมัย ทุกสังคม

            “.... เข้มแข็งจังเลยนะคะ” สาว่าเบา ๆ พลางก้มหน้าลง เธอคงจะรู้สึกว่าตัวเองแย่ที่ไม่ได้ลงมือต่อสู้หรือทำอะไรที่มีประโยชน์เลยในตอนนั้น

            แต่ผมส่ายหน้ากลับไป “ผมไม่ได้เข้มแข็ง”

            พอผมพูดคำนี้ไปสายตาของทั้งสองก็หันมาจ้องที่ผม “ถ้าเข้มแข็งคงจะไม่ลังเล”

            ใช่ ตอนนั้นผมลังเล ลังเลว่าจะไปช่วยพวกเธอดีรึเปล่า ลังเลว่าชีวิตของผมมีค่ามากกว่าพวกเธอรึเปล่า ลังเลว่าจะเข้าไปดีรึเปล่า....

            ผมแค่ไม่อยากเสียใจทีหลัง”

            ถ้าผมทิ้งพวกเธอไปผมคงจะเสียใจภายหลังแน่นอน ผมไม่อยากเสียใจภายหลังแบบนั้นอีกแล้ว เพราะฉะนั้นการเลือกที่จะช่วยพวกเธอจึงเหมือนเป็นความเห็นแก่ตัวของผมส่วนหนึ่งเช่นเดียวกัน ผมได้เข้มแข็งเลย ผมเห็นแก่ตัวเสียด้วยซ้ำ

            พอได้ยินคำพูดของผมสาก็ตาโตขึ้น ส่วนน้ำนั้นผมสังเกตเห็นว่าเธอกัดริมฝีปากของเธอจนแน่น

            อย่างนั้น...เหรอคะ” สีหน้าของสาดูเหมือนจะดีขึ้นเล็กน้อย ดูท่าว่าคำพูดของผมคงจะพอช่วยเธอได้ไม่มากก็น้อย

            ดูเหมือนว่าน้ำเองก็มีอะไรอยากจะถามเหมือนกัน แต่เมื่อเธอทำท่าจะอ้าปากก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งเข้ามาทักทายเสียก่อน

            นั่นคุณน้ำกับคุณสาใช่ไหมครับ?”

            พอผมเบนสายตาไปมองก็พบกับชายหนุ่มสามคน สังเกตจากสายตาแล้วดูเหมือนว่าคนพวกนี้จะพาสาวมาด้วย ซึ่งสาว ๆ ที่พวกเขาพามาตอนนี้กำลังชะเง้อมองมาทางนี้อย่างไม่สบอารมณ์เท่าไรนัก

            จำผมได้ไหมครับ ผมวิน คณะบริหารที่เคยชวนคุณไปทานข้าวตอนนั้น” ชายหนุ่มที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าทักทาย ท่าทางของหมอนี่เห็นได้ชัดเลยว่าไม่เห็นหัวผมเลยแม้แต่นิดเดียว

            แกยังคงมีชีวิตอยู่ดีสินะ เจ้าทักษะความจืดจางของผม

            ดูเหมือนสองสาวจะไม่ค่อยยินดีกับการทักทายของพ่อหนุ่มที่ชื่อวินนี้นัก เพราะใบหน้าของน้ำหงิกงอขึ้นในทันทีพร้อมกับสาที่ถอนหายใจเบา ๆ

            ขอโทษนะคะ ตอนนี้สากำลังคุยกับเพื่อนอยู่” ดูเหมือนสาพยายามที่จะปฏิเสธอย่างสุภาพแต่ชายหนุ่มก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดละ

            ผมได้ยินแล้วล่ะครับ เรื่องสงครามใช่ไหมครับที่คุณสากับคุณน้ำกำลังคุยกัน” ชายหนุ่มที่ชื่อวินเท้ามือลงบนโต๊ะพลางเอนตัวไปหาสองสาว “เรื่องนั้นน่ะมาถามผมดีกว่านะครับ ผมน่ะเป็นคนที่จัดการสัตว์ประหลาดพวกนั้นด้วยด้วยมือตัวเองเลย ระดับผมก็สูงถึงระดับ 5 แล้วด้วยผมว่าผมน่าจะเป็น..... ‘ที่ปรึกษา’ ได้ดีกว่าคนอื่น ๆ นะครับ”

            ในช่วงที่หมอนี่เน้นคำว่าที่ปรึกษาสายตาของมันก็เหลือบมามองผมแบบเหยียด ๆ

            เท่ไปเลยพี่ชาย นิสัยแบบนายนี่มันตัวประกอบใช้แล้วทิ้งชัด ๆ เลย ถ้าให้ผมทายนายคงจะไม่มีวันรอดตายเกินสงครามครั้งนี้ไปได้แน่นอนเลยล่ะ

            แล้วหมอนี่บอกว่าตัวเองเลเวล 5 แต่พอผมใช้ทักษะดวงตาผู้รอบรู้สังเกตดูก็พบว่าหมอนี่เพิ่งจะเลเวล 2 แถมสถานะยังห่วยบรมอีกด้วย

            พอมองค่าสถานะของหมอนี่แล้วก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้

            ผมกะว่าจะใช้เสียงหัวเราะนี้เบนความสนใจมาแล้วให้พวกมันพาผมไปที่อื่นเสียหน่อย

            แต่น่าเสียดาย ที่เสียงหัวเราะของผมถูกกลบไปด้วยเสียงแหลมน่ารักที่ดังขึ้นมาว่า

            แกร๊ก

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 502 ครั้ง

6 ความคิดเห็น

  1. #794 psek33 (@psek33) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 17 เมษายน 2562 / 13:08

    ขำตอนใช้เท้าช้างเผือกปั้นยีส555
    #794
    0
  2. #607 Aetep (@Aetep) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 29 มีนาคม 2562 / 22:36
    เริ่มแล้วววว
    #607
    0
  3. #292 ปฐพีเร้นลับ (@ttoo1515) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2559 / 15:13
    พระเอกเป็นพวกคิดเยอะจริงๆนั่นหล่ะ ตรงข้ามกับเราเบย
    #292
    0
  4. #291 pag1 (@pag1) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2559 / 14:16
    ขอบคุงคับ
    #291
    0
  5. #223 ~Peace_Maker~ (@armclub104) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2559 / 14:06
    ขอบคุณครับ
    #223
    0
  6. #101 canonZ (@noel555) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2559 / 20:48
    ตล๊กกกก นิลมันจะตลกเกินไปแล้ว 5555555555
    #101
    0