ตอนที่ 11 : First Wave - 11 - พบเจออีกครั้ง บทกลาง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6143
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 503 ครั้ง
    10 มี.ค. 62

            ตอนแรกผมก็สงสัยว่ามันคือเสียงบ้าอะไร แต่พอได้เห็นโลหะส่องแสงแวววับในมือของน้ำ ไม่สิ คุณน้ำปรากฏขึ้นมาแล้วผมก็เข้าใจในทันที

            สิ่งที่อยู่ในมือคุณน้ำก็คือคทาเวทมนตร์ที่สามารถเสกให้ลูกตะกั่วให้วิ่งออกไปจากลำกล้องด้วยความเร็ว 1,100 ฟุต/วินาที

            ขอโทษที่อ้อมค้อม

            ใช่ครับ สิ่งที่อยู่ในมือของของคุณน้ำก็คือปืนพกขนาด 9 มม. สีเงินด้ามจับเหมาะมือ

            เท่านั้นเองเหล่าผู้กล้าก็เลิกลั่กทำตัวไม่ถูกขึ้นมาในทันที

            “ความจริงแล้วฉันไม่อยากใช้วิธีนี้เท่าไหร่หรอก แต่นี่มันเป็นช่วงเวลาฉุกเฉิน คุณพ่อเองก็อนุญาตแล้ว บอกตามตรงว่าคุณซวยมากเลยนะคุณวิน ถ้าเป็นที่อื่นฉันคงจะทำแบบนี้ไม่ได้ แต่ถ้าเป็นที่นี่ล่ะก็....” ว่าถึงจุดนี้คุณหญิงน้ำก็ส่งสัญญาณให้เจ้าของร้านที่อยู่บนเคาเตอร์

            ชายวัยกลางคนก็พยักหน้ารับคำสั่งให้ลูกน้องไปประตูร้านเอาไว้แล้วให้บริกรสองคนไปคุมสาว ๆ ที่มากับคนพวกนี้

            แล้วคุณหญิงน้ำก็ว่าขึ้นมาอีกครั้ง

            “....ถ้าเป็นร้านนี้ล่ะก็ จะโป้งป้างไปสักเม็ดสองเม็ดก็ไม่มีปัญหา เพราะมาสเตอร์ของที่นี่เป็นคนของตระกูลเทวาพิสุทธิ์ การที่จะมีบุคคลสูญหายไปสัก 4-5 คนในช่วงเวลาฉุกเฉินแบบนี้คงจะไม่มีใครให้ความสนใจเท่าไรด้วย”

            คุณหญิงน้ำว่าพลางลุกขึ้นยืนและกดปากกระบอกปืนไปทางศีรษะชายหนุ่มที่ชื่อวิน

            “ว่าไงคะ พอจะให้ความเป็นส่วนตัวกับพวกดิฉันได้รึยังคะ คุณอัครวิน” เธอกดเสียงต่ำแล้ววางนิ้วชี้ลงไปในไกปืน

            พ่อหนุ่มแสนกล้าหาญก็แปลงร่างเป็นไก่ถูกต้มซีดไปจนถึงหู

            เมื่อคุณนายหญิงน้ำใช้ปืนสะบัดไล่ให้ออกไป ชายหนุ่มทั้งสามก็ถูกมาสเตอร์และบริกรของร้านพาไป ‘ปลอบขวัญ’ ที่หลังร้าน

            อย่าสงสัยเลยว่าทำไมผมเพิ่มยศให้เธออยู่เรื่อย ๆ สาเหตุก็ง่ายมากคือผมไม่อยากเป็นเป้าให้เธอเสกอะวาดา เคดาฟ-รา ใส่ไงล่ะ

            และดูเหมือนว่านอกจากผมแล้ว สาเองก็ไม่ได้ตกใจกับการกระทำของเพื่อนเช่นเดียวกัน

            เพราะว่าผมแอบเหลือบไปจะเห็นว่ามือของเธอกำลังล้วงเข้าไปในกระเป๋าถือที่ค่อนข้างตุงด้วยเช่นกัน

            อ่า ใจสื่อถึงใจสินะแบบนี้

            พอทุกอย่างสงบลงมาสเตอร์ก็ไปเปิดประตูร้านอีกครั้ง เหมือนกับทุกอย่างเมื่อครู่นี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

            พอได้เห็นเหตุการณ์นี้ผมก็รู้ซึ้งถึงพลังอำนาจจะ ๆ กับตาเป็นครั้งแรก

            น้ำเก็บปืนลงไปในกระเป๋าก็นั่งลงอีกครั้ง

            ผมก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าหยิบแก้วน้ำเปล่าที่อยู่ข้าง ๆ ขึ้นมาซดแบบหนังจีน

            บรรยากาศตอนนี้บอกเลยว่า โค ตะ ระ จะ อึมครึม เอาไงดี หรือว่าควรจะเล่นมุก

            ....บ้าเอ้ย จะให้คนพูดไม่เก่งมาเล่นมุก มันยากกว่าให้สู้กับไอ้ตัวดำนั่นด้วยมือเปล่าอีกนะ

            แล้วตอนนั้นเองที่เสียงสวรรค์ดังขึ้นมาช่วยผมเอาไว้

            “ดูคุณนิลจะไม่ตกใจเลยนะคะ” ผู้ที่พูดขึ้นมาก็คือสาที่จ้องมองดูผมตาไม่กระพริบ

            พอสาพูดขึ้นมาน้ำที่นั่งเสหน้าออกไปด้านนอกก็หันมามองผมเช่นเดียวกัน

            จะบอกว่าไงดีล่ะ สัมผัสไม่ได้ถึงจิตสังหาร ไม่ได้สนใจด้วยว่าไอ้หน้าไข่นกระทานั่นจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร หรือจะบอกว่าถึงมันจะลั่นมาทางผม ผมมั่นใจว่าหลบกระสุนได้ บอกไปก็ดูไม่น่าเชื่อถือ อีกอย่างที่เมื่อครู่ฉายาความหวังของเพื่อนมนุษย์ก็ไม่มีทีท่าว่าจะทำงาน ก็แสดงว่าเจ้านั่นยังไม่ได้อยู่ในอันตราย แต่ถึงอยู่ในอันตรายก็คงจะไม่สนใจล่ะนะ

            เอาเป็นว่า....

            “น้ำยังไม่ได้ปลดเซฟตี้....”

            คำพูดนั้นไม่เพียงแต่สากับท่านหญิงน้ำเท่านั้นที่ตกใจ แต่รวมไปถึงมาสเตอร์ที่กำลังชงกาแฟก็เงยหน้าขึ้นมามองผมอีกด้วย

            อะไรกัน? ข้ออ้างนี้ไม่เหมาะงั้นเหรอ หรือว่าดูแผ่วไป?

            “ฮะๆ เป็นคุณผู้ชายที่ไม่ธรรมดาเลยนะครับ” ผู้ที่ชิงพูดขึ้นมาก่อนก็คือมาสเตอร์ที่เตรียมกาแฟเรียบร้อยและเดินออกมาจากเคาเตอร์เพื่อเสิร์ฟให้ท่านคุณนายหญิงน้ำด้วยตัวเอง

            ผมเอียงคอสงสัย ไม่ธรรมดา? แค่บอกว่าปืนยังไม่ได้ปลดเซฟตี้เนี่ยนะไม่ธรรมดา

            “ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานก็ยังไม่ตื่นตระหนกแม้แต่นิดเดียว จากที่ผมสังเกต.....ถ้าพูดอะไรผิดไปก็คงต้องขออภัยด้วย แต่ดูเหมือนว่าท่านกฤษณะคงจะเคยลงมือมาก่อนสินะครับ” มาสเตอร์วางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะตรงหน้าให้หญิงสาวทั้งสองแล้วก็ยืนกุมมือไว้ด้านหลังโดยยังคงยืนอยู่ข้างโต๊ะ

            ลงมือที่ว่าคงจะเป็นลงมือฆ่าสินะ

            ผมไม่รู้ว่าจะตอบอะไรก็ได้แต่เกาแก้มแกรก ๆ

            “ค่ะ คุณนิลเป็นคนที่ช่วยพวกหนูเอาไว้ตอนที่เกิดเรื่อง” น้ำพูดขึ้นยกแก้วกาแฟขึ้นมาสูดดมกลิ่นหอม “ตอนนั้นคุณนิลไม่มีอาวุธอะไรเลยก็ยังอุตส่าห์วิ่งเข้ามาขวางสัตว์ประหลาดพวกนั้นเพื่อปกป้องพวกเรา เป็นคนที่น่านับถือมากเลยค่ะ”

            อุ้ก คุณหนู ชมกันแบบนี้ซึ่งหน้าจะให้กระผมทำหน้าอย่างไรล่ะขอรับ ...เอาเถอะ การถูกชมอย่างไม่มีอะไรเคลือบแฝงก็ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายนักล่ะนะ

            “โฮ่ เป็นคนหนุ่มที่น่าชื่นชมจริง ๆ เลยนะครับ” มาสเตอร์ยิ้มให้ผม “กระผมชื่อว่า ธนินท์ คนที่นี่เรียกกันว่ามาสเตอร์ เป็นเจ้าของร้านกาแฟเล็ก ๆ นี้ ถึงอาจจะช่วยอะไรไม่ได้มากนัก แต่ถ้าคุณนิลมีเรื่องอะไรคับข้องใจก็สามารถมาปรึกษากระผมได้นะครับ ในฐานะที่คุณนิลเคยช่วยชีวิตคุณหนูเอาไว้ หากไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรงแล้วล่ะก็ กระผมยินดีจะช่วยคุณนิลอย่างเต็มที่เลยล่ะครับ”

            โอ้โห เท่โคตร คุณลุง ที่เท่กว่าคำพูดก็คือจังหวะเว้นคำตอนพูดนี่แหละ ผมขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ได้ไหม?

            ผมจ้องตามาสเตอร์ที่มองมายังผม ในแววตานั่นเต็มไปด้วยความมั่นคง ซื่อสัตย์ และแน่วแน่

            .........โอเค ผมยอมรับว่าครึ่งหนึ่งผมเพ้อเจ้อไปเอง ใครมันจะไปเข้าใจทั้งหมดนั่นได้จากแค่สายตาล่ะ

            แต่อย่างน้อย ผมก็เชื่อว่าคุณลุงคนนี้ไม่ได้พูดโกหก อีกอย่างการที่มีลูกสาวเจ้าของห้างสรรพสินค้านั่งอยู่ตรงหน้า มันอาจจะทำให้ความต้องการของผมสำเร็จได้ง่ายขึ้นก็ได้

            เพื่อที่จะทำแบบนั้นผมก็จำเป็นต้องสารภาพเรื่องที่ผมเจอมาให้คนพวกนี้ฟัง

            มันจะคุ้มกันรึเปล่ากับการให้คนที่มีอำนาจแบบนี้มารู้ถึงความสามารถจริง ๆ ของผม มันยังมีทางอื่นอีกมากมายที่จะอพยพผู้คนออกไปก่อนที่สงครามจะเริ่มต้นขึ้น

            ในขณะที่กำลังคิด ภาพของเด็กตัวน้อยที่จูงมือพ่อแม่เดินเที่ยวเล่นในห้างด้วยรอยยิ้มที่ผมเห็นระหว่างทางเดินมาที่นี่ก็หวนเข้ามาในสมอง

            การตัดสินใจของผมอาจจะทำให้อนาคตของเด็กตัวน้อยคนนั้นเปลี่ยนไป ผมอาจจะทำให้เธอต้องสูญเสียพ่อแม่หรืออย่างแย่ก็อาจจะตายกันทั้งครอบครัว

            ถึงจะไม่รู้ว่านี่คือทางเลือกที่ถูกต้องรึเปล่าแต่ผมก็ตัดสินใจได้แล้ว

            ทุกอย่างที่ทำไปก็เพียงแค่

            ไม่อยากจะเสียใจภายหลังเท่านั้น

            “ถ้าอย่างนั้นผมมีเรื่องจะขอร้อง” ดูเหมือนความจริงจังในสายตาของผม ทำให้ที่มาสเตอร์จ้องมองมาขมวดคิ้วนิดหนึ่ง ก่อนจะส่งสัญญาณให้บริกรที่เดินออกมาจากการ ‘ปลอบขวัญ’ ตัวประกอบด้านหลังร้าน        บริกรคนนั้นทำหน้าแปลกใจเล็กน้อยแต่ก็ทำตามคำสั่งของมาสเตอร์เดินไปปิดป้ายร้านและเลื่อนม่านทั้งหมดลงมาก่อนจะกดเพิ่มเสียงเพลงที่ดังอยู่ทั่วร้านให้ดังยิ่งขึ้น

            แต่น่าแปลกที่ตรงโต๊ะที่ผมนั่งอยู่เท่านั้นที่เสียงเข้ามาไม่ถึง

            “ที่นั่งนี้เป็นจุดที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับการพูดคุยที่ซุกซนเล็กน้อยน่ะครับ” มาสเตอร์ว่าพร้อมกับผงกศีรษะ “ถ้าให้ผมคาดเดาคำขอร้องของคุณนิลคงจะไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเท่าไรสินะครับ”

            พอมาสเตอร์ว่าสาและน้ำก็มีสีหน้าจริงจัง ดูเหมือนว่าน้ำจะไม่ค่อยชอบใจที่มีคนใช้บุญคุณที่มีกับเธอง่าย ๆ แบบนี้ แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

            ผมสูดลมหายใจเข้าจนลึกเรียบเรียงความคิดและคำพูด

            “เรื่องมีอยู่ว่า....”

 

* * * * * * * * * *

 

            “ไม่จริงน่า” หลังจากที่เล่าทุกอย่างเสร็จ คนที่พูดขึ้นมาเป็นคนแรกก็คือน้ำ “นายคือคนที่ช่วยพวกเราเอาไว้ในห้องโสตงั้นเหรอ”

            “จริงเหรอคะคุณนิล!?” ไม่เพียงแต่น้ำ สาเองก็ดูจะตกใจพอสมควร “ขอเสียมารยาทนะคะ จริงอยู่ว่าที่คุณนิลเล่ามันตรงกับเรื่องที่สาเจอ แต่ว่าคุณนิลมีหลักฐานอะไรยืนยันรึเปล่าคะ?

            หลักฐานเหรอ มีเพียบเลยล่ะครับ แต่ส่วนใหญ่ขายทำแต้มไปหมดแล้ว หลักฐานที่พอจะเอาออกมาได้ง่าย ๆ ก็มีแค่เรื่องนั้น

            “หลังจากจัดการพวกมันเสร็จแล้วผมไม่ได้ไปช่วยพวกคุณ”

            สาทำหน้างง แต่น้ำเบิกตาโพลงสีหน้าโกรธเล็กน้อยก่อนจะสงบลงและถอนหายใจเฮือกใหญ่

            “โอเค ฉันเชื่อแล้ว” คำพูดนั้นของน้ำส่งให้สาและมาสเตอร์ที่ยังไม่เข้าใจอะไรตกใจจนตาโต “เธออาจจะไม่ได้ยิน แต่ว่าก่อนที่หมอนี่จะออกไปบอกเอาไว้ว่าเสร็จแล้วจะมาช่วย แต่สุดท้ายก็ปล่อยพวกเราติดแหงกอยู่บนนั้นน่ะสิ”

            ผมพยักหน้า “ผมไม่ได้ลืม แต่สลบไปหลังจากจัดการเสร็จ”

            น้ำขมวดคิ้วกับคำพูดของผม คล้ายว่าเธอจะไม่ค่อยพอใจกับคำตอบแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรกลับมา “เอาเถอะ ไม่ว่าอย่างไรเรื่องที่ฉันเป็นหนี้นายถึงสองครั้งมันก็ไม่เปลี่ยนไปอยู่ดี”

            “......หรือว่าสิ่งที่คุณนิลต้องการจะขอร้องก็คือ” ดูเหมือนมาสเตอร์คนนี้จะไม่ได้มีดีแค่ความเท่ แต่ยังหัวไวอีกด้วย

            “วันนี้เวลา 17.24 นาฬิกาจะเกิดเรื่องแบบเดียวกันกับที่มหาวิทยาลัยอีกครั้ง”

            เพียงแค่นั้นเองทั้งโต๊ะก็นิ่งเงียบไปทันที

            “จริงเหรอคะ?” สายตาของสาที่ถามมันเต็มไปด้วยความกังวล

            ผมพยักหน้าตอบและหยิบบัตรสมาชิกสมาคมขึ้นมาวางบนโต๊ะ

            จะว่าไปแล้ว ผมยังไม่ได้อธิบายรูปร่างของมันสินะ บัตรที่ว่าเนี่ย มีขนาดเท่ากับบัตรเครดิตเพียงแต่ว่ามันเป็นบัตรสีทองแดงไร้ซึ่งลวดลายอะไรทั้งสิ้น แต่พอผมใช้นิ้วแตะไปที่บัตรมันก็เรืองแสงขึ้นมาเป็นชื่อผมก่อนที่จะแสดงหน้าจอสามมิติขึ้นมากลางอากาศ

            ทั้งสามตกตะลึงไม่เชื่อในสายตา และยิ่งตกตะลึงมากขึ้นเมื่อผมเปลี่ยนหน้าจอเป็นข้อมูลที่ผมได้รับมา


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 503 ครั้ง

859 ความคิดเห็น

  1. #851 แมวขนยังไม่ขึ้น (@treedk) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2562 / 11:06
    ใช่บอกหมดเพื่อ? แค่เอาข้อมูลในบัตรยืนยันก็พอแล้ว
    #851
    0
  2. #802 Mr_NIneZzz (@Mr_NIneZzz) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 12:36
    ไม่น่าบอกเลย
    #802
    0
  3. #790 thai-061 (@thai-061) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 16 เมษายน 2562 / 23:16
    อยากจะบอกว่าดีแต่ไม่สุด โอเค
    #790
    0
  4. #766 Noharemplz (@Noharemplz) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 เมษายน 2562 / 08:53
    หะ บอกหมดเนี่ยนะ นึกว่าพระเอกสายโซโล่
    #766
    0
  5. #743 tnnw (@tnnw) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 6 เมษายน 2562 / 17:05
    งะ บอกไมอะ
    #743
    0
  6. #608 Aetep (@Aetep) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 มีนาคม 2562 / 22:48
    เทพยังงงง
    #608
    0
  7. #567 iN3310K & Zealand (@iN3310K) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 27 มีนาคม 2562 / 04:48
    นี่ยังไม่ได้เป็นเมียยังกลัวขนาดนี้
    #567
    0
  8. #225 ~Peace_Maker~ (@armclub104) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2559 / 14:10
    ขอบคุณครับ
    #225
    0
  9. #119 N'mine Love (@mine_-8904567874) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2559 / 18:03
    สู้สู้
    #119
    0