[os/sf seventeen] Coffee, Tears, Moonlight

ตอนที่ 23 : [os] Don’t! Alpha || soonhoon (Omegaverse)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 631
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 74 ครั้ง
    25 ก.พ. 64


Photo by Alexander Mils on Unsplash



TW : Sexual harassment

ซูนยอง as ปิน รชตะ

จีฮุน as ภู ภูมินทร์






“ทำไมกลับมาเร็วจังวะ?”




เสียงคุ้นเคยของผู้เป็นรูมเมทลอยมาทักตั้งแต่ประตูห้องยังไม่ปิดสนิทดี ปินถอดรองเท้า โยนโทรศัพท์มือถือลงบนเตียงแล้วตามลงไปนอนแผ่หลา เสียงกุกกักดังขึ้นจากโต๊ะฝั่งตรงข้ามอยู่พักหนึ่ง ก่อนหน้าตาสงสัยของกานต์จะโผล่ขึ้นมาในคลองสายตา


“ไหนว่าไปหาไอ้ภู...”


“ไอ้น้ำผึ้งมันฮีท”


ปินตอบตัดบทอย่างเซ็งๆ ชื่อที่พูดถึงคือฉายาที่เขาตั้งให้ไอ้ภู เพื่อนสนิทที่รู้จักกันมาตั้งแต่จำความได้ ติดแค่ว่าแม้จะสนิทซี้ปึ้กกันมาเป็นสิบปี แต่พอผลตรวจเพศรองชี้ว่ามันเป็นโอเมก้า ส่วนเขาเป็นเพศตรงข้ามกับมันอย่างอัลฟ่า เลยกลายเป็นว่ามันพลอยพาลพาโลหาเรื่องว่าเขาไม่เข้าใจความทรมานของมันทุกครั้งที่ฮีท และเขานี่แหละที่ต้องยอมเป็นสนามอารมณ์ให้มัน


ถึงแม้ว่าบางทีปินจะเป็นคนป้อนยาให้มันกินเองกับมือด้วยซ้ำ แต่ส่วนใหญ่เขามักหนีออกมาเพราะทนกลิ่นไม่ไหว ไม่รู้ทำไมตัวเล็กๆ ถึงได้กลิ่นแรงนัก มันทำเอาเขาเกือบอดใจไม่ไหวตั้งหลายครั้ง ปินออกจะรู้สึกขายหน้า ยุคสมัยไปถึงไหนแล้ว เขาไม่ใช่สัตว์ป่าที่พอถึงฤดูก็จะหน้ามืดตามัวผสมไม่เลือกสักหน่อย แล้วเขาก็ยังไม่อยากเป็นอาชญากรด้วย อีกใจหนึ่งเด็กหนุ่มก็อดโทษเพื่อนตัวแสบไม่ได้ที่ชอบมาลอยหน้าลอยตาทำตัวหอมๆ ใส่โดยไม่ได้เข้าใจความทรมานของเขาบ้างเลย


“ฮะๆๆ แค่นี้ก็ใจเสาะทนไม่ได้เหรอครับคุณอัลฟ่าปิน ดมกันมาเป็นสิบปีแล้วน่า ทนๆ ช่วยมันหายากินก่อนหนีออกมาสิวะ กูสงสารมัน”


ไอ้กานต์คนพูด เป็นอัลฟ่าเหมือนเขา แต่ไม่มีท่าทีจะเห็นอกเห็นใจกันสักนิด


“มึงจะไปรู้อะไร เวลาไอ้ภูฮีทกลิ่นแรงจะตายไป” ปินนิ่วหน้าขณะโยนกระดาษทิชชูปึกใหญ่ที่ใช้ปิดจมูกลงถังขยะ “ไอ้พอร์ชก็ช่วยดูมันให้แล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้กูค่อยแวบไปดูว่ามันโอเคไหม ให้ตายเถอะ จะฮีทแล้วยังเสือกชวนกูไปที่ห้อง ไม่เจียมสังขาร”


“ให้มันจำวันฮีทตัวเองได้ก่อนเถอะ” กานต์หัวเราะ หมุนเก้าอี้พลางยกเท้าขึ้นมาพาดเตียงเขาหน้าตาเฉยจนเจ้าของเตียงคิ้วกระตุกอยากจะยันมันโครมสักที ท่าทางกานต์จะอ่านหนังสือมานานจนเบื่อจึงพูดต่อทำนองชวนคุย “กูก็เคยได้กลิ่นมัน ก็ธรรมดาๆ ไม่ได้แรงอะไรเปล่าวะ”


“แรงฉิบหาย” เขาย้ำคำหนักๆ “แล้วนี่มึงไม่ไปไหนเหรอวะ?”


“ก็ตอนแรกว่าจะตามมึงไป แต่ถ้าไอ้ภูฮีทกูก็ไปไม่ได้ไง”


“มันกินยาแล้วโดนจับยัดใส่ผ้าห่มแล้วมั้ง มึงไม่ไปเคาะเรียกไอ้พอร์ชเหรอ?”


เด็กหนุ่มถามหยั่งเชิง ทว่าดูจะไม่เนียนเพราะผู้เป็นเพื่อนสำลักแล้วหันมามองทันที เขาหรี่ตาลงจับผิด มันยิ้มเก้อๆ แล้วหันไปทางอื่นอย่างจงใจเบี่ยงเบนความสนใจ แต่ก็ไม่รอดพ้นสายตาอันเฉียบแหลมของเขา


“ไม่ไปเหรอ?”


“ไม่ไปหรอก” มันตอบสั้นๆ ยังคงยิ้มอยู่ แต่ฟังดูแล้วรู้ว่าไม่อยากให้ถามต่อ


“ทำไม? ทะเลาะกัน?”


“มึงนี่รู้มากจริงๆ” ในที่สุดกานต์ก็ถอนหายใจแล้วมองหน้าเขาอย่างเหนื่อยหน่าย “ไม่ได้ทะเลาะ แต่กูรู้สึกไม่ค่อยโอเคแหละวะ ไม่อยากเจอหน้ามันตอนนี้ ขอเวลากูทำใจกับตัวเองก่อนแล้วค่อยเจอกันดีกว่า”


“มึงมัวแต่ทำใจอยู่แบบนี้ เดี๋ยวมันก็จะโกรธมึงเข้าให้จริงๆ” ปินเตือน “ถ้ามึงไม่โอเค มึงจะถอยเลยก็ได้นะเว้ย ไม่มีใครอยากเป็นเพื่อนกับคนที่ชอบหรอก ไอ้พอร์ชก็น่าจะเข้าใจ”


กานต์เป็นอัลฟ่า พอร์ชเป็นเบต้า เมื่อสัปดาห์ก่อนกานต์ไปขอพอร์ชคบแต่กลับถูกปฏิเสธกลับมาทันควันจนหน้าม้าน ปินเองได้ฟังก็รู้สึกตงิดๆ สองคนนี้สนิทกันมาตั้งแต่ขึ้นม. ปลาย ใครๆ ก็แซวว่าคบกันอยู่ ไอ้พอร์ชก็ไม่เคยปฏิเสธสักครั้งจนไอ้กานต์ได้ใจ คิดว่าอีกฝ่ายก็คงมีใจให้บ้าง เมื่อคาดหวังมาก พอถูกทำลายความคาดหวังชนิดป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดีเลยทำให้กานต์เอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องไม่ออกไปหาพอร์ชอย่างที่มักทำประจำ


คราวนี้อาการฮีทของภูคงเป็นข้ออ้างที่กานต์จะไม่ออกไปหาพอร์ชได้อยู่หลายวัน เพื่อนอย่างเขาก็พลอยรู้สึกค้างคาใจไปด้วย


“ก็กูยังอยากอยู่ในชีวิตมันอะ ให้เป็นหมากูยังยอมเลย” ไอ้ตัวใหญ่ใจกากโอดครวญพลางคว่ำหน้าลงบนโต๊ะหนังสือ ก็นึกว่าจะเท่ไปได้สักกี่น้ำ “มึงว่ามันจะเกลียดกูเปล่าวะ? โอ๊ย กูคิดมากอะไอ้เหี้ย ไม่ชอบกูก็ได้แต่ถ้ามันเกลียดกู กูต้องตายแน่ๆ แล้วถ้ามันยัง—”


“เออๆ จะทำใจสักกี่เดือนกี่ปีก็เรื่องของมึงเลย” ปินตัดบทด้วยความรำคาญ เห็นมันคาดเดาร้อยแปดไปเสียทุกเรื่องสุดท้ายก็ไม่มีผลอะไรอยู่ดี แต่เขาทดไว้ในใจว่าจะไปถามพอร์ชให้รู้เรื่องว่าเกิดอะไรขึ้น


กานต์ที่ทำหน้าตาแหยๆ ขัดกับขนาดตัวอันใหญ่โต ลุกไปหยิบขวดน้ำในตู้เย็นเล็กซึ่งเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ปินซื้อมาใช้ร่วมกัน ส่วนปินที่นึกว่าบทสนทนาจบลงเพียงเท่านี้จึงขยับหมอนหนุนให้ถนัดแล้วหยิบมือถือขึ้นมาเล่น ไม่ได้สังเกตว่ากานต์เดินกลับมาแล้วเบียดนั่งบนเตียงเขาด้วยท่าทีมีเลศนัย


“ว่าแต่...คนเราไม่อยากเป็นเพื่อนกับคนที่ชอบจริงเหรอวะ?”


คำตอบของปินคือหมอนที่ลอยไปปะทะหน้าคนถามจนตกเตียงดังแอ๊ก











เสียงเคาะประตูดังขึ้นตุบตับช่วงเย็นวันศุกร์ ปินกำลังเอกเขนกนอนอ่านการ์ตูนอยู่บนเตียง ขาไขว่ห้างไพล่สูง ด้วยความว่าอยู่ในท่าที่สบายมากเขาจึงรู้สึกอิดออดที่จะลุกไปเปิด แต่ก็ต้องขุดตัวเองขึ้นมาเพราะผู้เป็นรูมเมทไม่อยู่ห้อง


เสียงเคาะรัวขึ้นราวกับคนที่ยืนอยู่อีกฟากร้อนใจเต็มทนเสียแล้ว เด็กหนุ่มรีบเร่งเดินโดยส่งเสียงไปก่อน


“ครับๆ มาแล้วครับ”


ปินหมุนลูกบิดประตูดึงเข้าหาตัว จังหวะที่เห็นหน้าคนที่มาเคาะเต็มตาเขาก็ผงะ รีบดึงคอเสื้อมาปิดจมูก ทว่าวินาทีต่อมาก็รับรู้ว่ากลิ่นของคนตรงหน้าจางลงจนแทบไม่รู้สึกแล้วจึงลดมือลง


“มึงมาทำไม—”


“ไอ้พอร์ชเก็บเสื้อผ้ากลับไปนอนบ้านแล้ว!”


ร่างขนาดกะทัดรัดสูงพอเหมาะกับระดับสายตาตรงหน้าเขาโวยวายสวนขึ้นมาทำเอาเขาอึ้ง นี่แหละ ไอ้ภูเพื่อนสนิทเขา นึกจะพูดอะไรก็พูด ไม่มีหัวมีท้ายสักนิดก็ไม่แคร์ใครทั้งนั้น


“เดี๋ยว คือยังไงนะ?”


“ไอ้พอร์ชมันไปแล้วไง! ก็ไอ้เมทเวรของมึงเนี่ยตามไปง้อแล้วก็ทะเลาะกันอยู่ในห้องกูเนี่ย! ไอ้พอร์ชก็เลยเก็บของหนีไปแล้ว วันจันทร์ไม่รู้จะกลับมาหรือเปล่า ไอ้สัส!”


ฟังที่มันพูดแล้วก็ต้องมาปะติดปะต่อเรื่องราวเอาเอง พอร์ชเป็นรูมเมทกับภู ส่วนไอ้เมทเวรของเขาที่มันว่าหมายถึงไอ้กานต์นั่นเอง อันที่จริงแล้วภูก็ญาติดีกับกานต์หรือก็คือข่มไว้ใช้งานเป็นเบ๊จิปาถะบ่อยๆ มีแค่ตอนไม่พอใจไอ้กานต์นั่นแหละที่จะเรียกว่ารูมเมทเวรของเขา โยนมาให้กันเฉย


ปินเบี่ยงตัวให้ภูเข้ามานั่งในห้อง พอนึกออกคร่าวๆ ว่าก่อนหน้านี้กานต์ก็เข้ามาเก็บของใส่กระเป๋าลวกๆ แล้วออกจากห้องไป ตัวเขาไม่ได้สนใจอะไรมากเลยไม่ได้ถาม จึงเล่าให้คนตรงหน้าฟังตามตรง


“มันตามไปง้อแหงๆ บ้านมันอยู่ใกล้กัน” ภูนิ่วหน้าอย่างวิเคราะห์ “ตอนแรกมันก็มาง้อที่ห้องกูปกตินี่แหละ ไอ้กานต์อะ แต่พอไอ้พอร์ชถามซ้ำๆ ว่าตกลงจะเป็นเพื่อนกันใช่ไหม แค่เพื่อนจริงๆ ใช่ไหม ไอ้กานต์มันเลยระเบิดออกมาว่าเออก็แล้วแต่มึงเลย แล้วไอ้พอร์ชก็ปาปากกาใส่หน้ามันแล้วหนีกลับบ้านไปเนี่ย”


“มึงรู้ไหมว่าทำไมไอ้พอร์ชปฏิเสธไอ้กานต์?” เขาถามสิ่งที่ข้องใจ


แทนที่จะตอบ ภูกอดอก จ้องมองเขาอย่างเหยียดหยามเหมือนมองขยะเปียกบนปลายเท้า


“อะไร? มองแบบนั้นทำไม?”


“พี่แอน”


“หา? พี่ที่มาตามไอ้กานต์อะนะ แต่ไอ้กานต์ปฏิเสธไปแล้วนี่”


“มึงคิดดูว่ากว่ามันจะลังเลเกรงอกเกรงใจเขาสารพัดจนปฏิเสธไปนี่มันนานแค่ไหน ขนาดกูยังคิดอะว่าไอ้กานต์มันแอบกั๊กๆ พี่เขาเผื่อไม่ได้ไอ้พอร์ชเปล่าวะ แล้วในแง่ไอ้พอร์ชที่แทบตัวติดกับไอ้กานต์ยี่สิบสี่ชั่วโมง เจอหน้าพี่เขามาเกาะแกะไอ้กานต์ไปแล้วสิบแปดชั่วโมง ไอ้กานต์ก็ไม่พูดเหี้ยอะไรให้ชัดเจน เป็นกู กูก็ไม่เอามันล่ะวะ”


“เอ้า แล้วไอ้พอร์ชไม่ได้ชอบไอ้กานต์เหรอ”


“ก็ชอบ”


ปินอยากซักไซ้เกี่ยวกับสองคนนั้นอีกหลายอย่าง แต่พอเห็นหน้านิ่งแบบมั่นอกมั่นใจของคนตรงหน้าแล้วก็อดถามแกมหมั่นไส้ไม่ได้


“รู้ดีจังวะ ไอ้พอร์ชบอกมึงเหรอ”


“เปล่า กูเดาเอา”


เขาเอื้อมมือไปดีดหน้าผากมันดังเปาะ มันสวนหมัดกลับมาที่ไหล่เขาแทบจะทันที ใครบอกว่าโอเมก้ามีแต่พวกอ้อนแอ้นบอบบางลองมารับหมัดไอ้ภูแทนเขาดูสิ ให้ตายเถอะ


“จ้อเป็นคุ้งเป็นแควซะกูเกือบเชื่อ ที่แท้ก็เดาเอา”


“แล้วคอยดูว่ากูจะพูดผิดไปสักแค่ไหน” มันยักคิ้ว


“แล้วถ้าไอ้พอร์ชชอบไอ้กานต์ ทำไมมันไม่เคลียร์กันดีๆ?”


“นิสัยไอ้พอร์ชมันไม่กล้าถามก่อนหรอกว่ามึงจะเลือกกูหรือเลือกผู้หญิงคนนั้น...ว่าไปนั่น อย่างกับละครน้ำเน่า คนอย่างมันปากหนักจะตาย ต้องให้ไอ้กานต์เริ่มก่อนมันถึงจะกล้าพูดมั้ง”


“อ้าว แล้วโง่ๆ แบบไอ้กานต์...” ปินนึกภาพตามแล้วรู้สึกถึงหายนะขึ้นมารำไร


“ไม่มีทางนึกออกหรอกว่าตัวเองทำอะไรผิด มึงก็อย่าเพิ่งบอกมันแล้วกัน กูหมั่นไส้ ปล่อยมันง้อกันไปอีกสักวันสองวัน” ภูสรุปแล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้ของเขา ปินเข้าไปขวาง มองดูปลายจมูกเปื้อนๆ ของมันอย่างขบขัน


“มึงอะ”


“กูทำไม?”


“ยังจะมาทำไม ที่โวยเพราะกลัวที่ต้องอยู่ห้องคนเดียวไม่ใช่หรือไง?”


ภูมุ่นคิ้วแล้วมองไปทางอื่น ปินเองก็หันหน้าหนีเพราะกลั้นยิ้มไม่ไหว คนที่ดูดุและขี้โวยวายอย่างภูก็มีมุมที่ดูน่ารักอย่างไม่กล้านอนคนเดียวและกลัวผีอยู่เหมือนกัน


คงเป็นเพราะเรื่องนี้...ไม่ใช่เพราะเหตุผลที่ว่ามันเป็นโอเมก้าหรอก แต่เป็นเพราะเรื่องเล็กๆ ทำนองนี้ที่ทำให้ปินรู้สึกว่าตัวเองต้องปกป้องดูแลเพื่อนคนนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร โดยเฉพาะเวลาที่เขารู้สึกพิเศษที่ตนเป็นคนเดียวที่รู้ว่าภูชอบอะไร ไม่ชอบอะไร กลัวอะไร แพ้อะไรบ้าง หวังอยู่เล็กๆ ว่าอยากให้มันสังเกตเห็นอยู่เหมือนกันแต่ก็คงเป็นได้แค่ความหวัง เขาแกล้งโยกหัวมันเล่นเบาๆ




“มึงก็มานอนห้องกูจนกว่าพวกมันจะเคลียร์ได้แล้วกัน”











สองทุ่มสิบห้า เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามทีไม่ขาดไม่เกิน ปินเปิดประตูออกไปรับ แล้วก็ต้องรู้สึกประหลาดใจระคนขบขันเมื่อเห็นผู้เป็นเพื่อนยืนอยู่ในสภาพพันผ้าห่มสีขาวหัวจรดเท้า หอบอะไรก็ไม่รู้เต็มอ้อมแขนจนดูเหมือนตุ๊กตาหมีขั้วโลกพุงป่องๆ ภูกระแทกเขาให้พ้นทาง เดินเข้าไปปักหลักจุ๊มปุ๊กอยู่หน้าทีวีพร้อมหมอนข้างและถังป๊อปคอร์นพร้อมสรรพ


เขารีบเดินตามไป มองดูมันหน้านิ่วคิ้วขมวดเลือกหนังในไอแพดด้วยความอัศจรรย์ใจ แต่ท่าทางมันจะรำคาญที่ถูกจ้อง


“วันนี้กูยึดทีวี จะดูหนัง โอเค?”


“อาบน้ำยังไอ้ลูกหมา?”


“อาบแล้วสิ!” มันลดผ้าห่มที่คลุมหัวลง เผยให้เห็นปกเสื้อของชุดนอนสีกรมท่า “มึงสิอาบยัง ไอ้ขี้เกียจตัวเป็นขน”


“อาบแล้ว” เขาแกล้งยื่นแขนไปให้มันดม มันร้องอี๋ดังลั่นพลางผลักแขนเขาออกทันที “จะดูเรื่องอะไร?”


“Home Alone”


“รอบที่ร้อย?”


“ทำไม? มีปัญหาหรือไง?”


“เปล่า กูจะดูด้วย”


ว่าจบก็มุดเข้าผ้าห่มแย่งป๊อบคอร์นมันกินอย่างหน้าตาเฉย ทำเป็นไม่เห็นสายตาอยากถีบเสียเต็มประดาของคนข้างๆ การดูภาพยนตร์เรื่อง Home Alone ร้อยรอบของภูมีปินดูด้วยไปแล้วสักแปดสิบรอบเห็นจะได้ แต่เขาก็ไม่เคยเบื่อแถมยังเสนอหน้าไปดูด้วยบ่อยๆ ไม่เคยรู้เหมือนกันว่าไอ้ภูจะติดใจอะไรเรื่องนี้หนักหนา แต่สำหรับเขาชอบความรู้สึกที่ได้ดูฉากเดิมๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าตัวละครแต่ละตัวจะเดินไปตรงไหน พร้อมกับแอบหันมาสังเกตสีหน้าผู้เป็นเพื่อนที่ทำหน้ายุ่งตลอดเวลาเหมือนเดิมทุกครั้งอย่างอดขำปนเอ็นดูไม่ได้


ดูไปได้ครึ่งเรื่อง แก้มกลมหนักๆ นิ่มๆ ของคนข้างกายก็ไหลลงมาแปะอยู่บนต้นแขนเขา ปินก้มลงมองคนที่ตั้งใจดูหนังแต่ตาปรือไปครึ่งนึงแล้วรู้สึกหมั่นไส้มันนัก อยากจะบีบปากให้รู้สึกตัวสักที


“ปิน”


“หืม?”


“ตอนเด็กๆ ที่เราดูเรื่องนี้ กูกับมึงเคยขึ้นไปแอบในห้องเก็บของตอนที่เรากำลังจะไปเที่ยว จำได้เปล่าวะ?”


“จำได้ แล้วแม่มาตามแล้วตัดค่าขนม...”


“แล้วกูก็ไปไถเงินพี่พิ้งเอา” มันยิ้มแป้น ท่าทางภาคภูมิใจเสียเต็มประดา ปินหมั่นไส้เลยหันไปบีบปากมันอย่างที่ใจนึก มันอ้าปากกัด เฉียดปลายนิ้วเขาไปนิดเดียว


“จริงๆ แล้วตอนนี้เวลาอยู่บ้านคนเดียวกูก็ยังคิดบ่อยๆ ว่าจะมีใครปีนเข้าบ้านกูบ้างไหม กูเตรียมไว้หมดแล้วนะ ไม้เบสบอล เครื่องช็อตไฟฟ้า...”


“มึงนั่นแหละตัวอันตราย” เขาหัวเราะ แต่พยายามไม่ให้ตัวสั่นจนกระเทือนถึงมันที่ซบอยู่


 “เฮ้ย ของแบบนี้ก็ต้องเตรียมกันเปล่าวะ ใครจะไปรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อไหร่ นี่กูทิ้งไม้เบสบอลไว้ที่บ้านก็จริงแต่กูว่าจะสั่งไอ้ที่คล้ายๆ เซนเซอร์ตรวจจับคน เผื่อใครแอบงัดห้องกู เอาให้มันร้องจ๊าก...”


เนื้อหาในจอเป็นเรื่องที่เขารู้อยู่แล้ว ส่วนคำพูดของมันก็ขี้จ้อเกินกว่าจะหาสาระได้ จึงช่วยไม่ได้ที่สายตาเขาจะไปตกอยู่ที่กลีบปากน้อยที่กำลังพูดแจ้ว ภูเป็นคนที่ปากสวยมาก ทั้งหยักบางและเป็นสีชมพูระเรื่อตามธรรมชาติ พูดไปได้ไม่เท่าไรมันก็แลบลิ้นเลียริมฝีปากให้ชุ่มชื้น ลำคอเขาแห้งผากทันที ไม่เข้าใจว่าตนเองจะอดใจไว้ทำไมในเมื่อเขารู้ว่ามันทั้งหวาน ทั้งนุ่มเพียงใด...


“ปิน?”


เขาไม่ตอบ ทว่าเลื่อนสายตาจากปากบางไปยังดวงตาคู่กลมของผู้เป็นเพื่อน ราวกับมีแรงดึงดูดบางๆ เชื่อมโยงระหว่างเราไว้ บรรยากาศรอบข้างเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เขาเห็นมันกลืนน้ำลาย ลูกกระเดือกนูนน้อยๆ ขยับขึ้นลงอย่างประหม่า และดูเหมือนความยับยั้งชั่งใจของเขาจะสลายไปในบัดดล ปินโน้มหน้าเข้าไปหาเพื่อนตัวเล็ก ปลายจมูกเคล้าเคลียผิวแก้มหอมใส มันหอม...หอมมากจนเขาอดใจไม่ไหว...




“อย่า...”




เสียงสั่นเครือของคนตรงหน้าหลุดออกมาก่อนเพียงชั่วขณะที่ริมฝีปากเขากำลังจะทาบทับริมฝีปากมัน เขาหายใจหนักๆ กลิ่นอายหอมหวานจากตัวภูทวีความน่าลุ่มหลงเสียจนเขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะเบี่ยงหน้าออกในวินาทีสุดท้าย ซบลงกับซอกคอมันพลางถอนใจยาว อารมณ์เตลิดเพริดไปไกลเสียจนต้องเรียกสติคืนมาพักใหญ่ๆ ภูยอมให้เขาซบอยู่พักหนึ่งก่อนดันตัวเขาออก เดินไปรินน้ำจากเหยือกในครัวราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น


“ภู กู...”


“มึงบอกจะไม่ทำแล้วไม่ใช่เหรอวะ?”


สีหน้าของมันที่หันมาหาทั้งเรียบเฉยและซับซ้อนจนไม่อาจอ่านได้


ปินอึ้ง ความคิดแรกที่แวบขึ้นมาคือภูไม่ได้รู้สึกอะไรๆ อย่างที่เขารู้สึกกับเจ้าตัวบ้างเลยหรือ และอีกอย่างคือความละอายที่แผ่ปกคลุมจิตใจ ในเมื่อสิ่งที่มันทวงถามไม่ได้ผิดจากความจริงแม้แต่นิดเดียว


“ภู กูขอโทษ กูไม่ได้ตั้งใจ”


“ไม่ได้ตั้งใจแล้วมึงเป็นห่าอะไร? มึงยั้งตัวเองไม่ได้เหรอวะ เพื่อนกันไม่ทำแบบนี้กันนะเว้ย”


เขาแทบสะอึก “กูรู้ กูจะไม่ทำอีกแล้วไง จริงๆ”


“แล้วจะให้กูเชื่อมึงได้ไงวะ ครั้งที่แล้วมึงก็พูดงี้ไง”


“มึงให้โอกาสกูหน่อยสิวะ”


“งั้นมึงก็หยุดมองกูแบบนั้นสักที!”


ปินกะพริบตา เพิ่งรู้ตัวว่าเผลอลดสายตาลงไปยังริมฝีปากอิ่มฟูของมันอีกครั้ง เขารู้สึกว่าวิธีที่มันขยับช่างดึงดูดใจ...รวมถึงลิ้นสีแดงสดที่เห็นวับแวมยามมันอ้าปากพูด ภูจ้องหน้าเขาอย่างโกรธจัด


“กูบอกว่าจะไม่ทำไม่ได้หมายความว่า...” ปินเถียง แล้วก็ต้องเงียบปากลงทันควัน เขาไม่สามารถบอกได้ว่าคำสัญญาไม่ได้ช่วยให้เขาอยากทำอะไรๆ กับอีกฝ่ายน้อยลงเลย ไม่ใช่แค่เพียงยามพบหน้า หรือใกล้ชิดด้วยความบังเอิญ บางครั้งปินก็เก็บเอาไปคิดถึงยามไม่ได้เจอหน้าเสียด้วยซ้ำ


“อะไร?” พอเขาหยุดพูด ภูก็ซักไซ้ไม่หยุด “ไม่ได้หมายความว่าอะไร? ถามจริงๆ เถอะปิน มึงบอกไม่ทำนี่มึงคิดจะไม่ทำจริงๆ ใช่ไหม ไม่ใช่คิดจะฉวยโอกาสตอนกูเผลอใช่ไหม”


“อย่าคิดบ้าๆ น่ะ” ปินเองก็เริ่มฉุนขึ้นมา “มึงคิดว่ากูเลวขนาดนั้นเลยเหรอวะ”


“กูไม่ได้พูดว่ามึงเลว แต่มึงมันไม่รู้จักห้ามใจตัวเอง” ภูวิจารณ์ตรงไปตรงมาพลางหรี่ตามองเขา “มึงรู้ใช่ไหมว่าสักวันกูหรือมึงจะต้องเจอคู่แห่งโชคชะตา...”


“อาจจะไม่เจอก็ได้!”


คำพูดของผู้เป็นเพื่อนแทงใจดำเข้าพอดี ปินจึงสวนกลับอย่างร้อนรน ดูเหมือนภูจะจับสังเกตได้จึงเลิกคิ้ว ใบหน้าเขาร้อนผ่าวเมื่ออ่านออกว่ากระแสสายตาเพื่อนมีแต่ความสมเพชเวทนา ก่อนภูจะปีนขึ้นเตียงชั้นสองโดยไม่เหลียวมามองหรือแม้แต่จะกลับมาดูหนังต่ออีก




“เท่านี้ก็พอแล้วไหมล่ะ ที่กูจะบอกว่ามึงไม่ควรทำแบบเมื่อกี้อีก”









เรื่องทั้งหมดมันเกิดขึ้นเพราะความไร้สติของเขาเอง


‘ไอ้กานต์! ไปส่งกูหน่อย’


ปินยกแขนเรียกเพื่อนให้มาพยุงเหมือนเด็กๆ เบียร์สองกระป๋องที่กลิ้งอยู่ปลายเท้าเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กหนุ่มคอพับคออ่อนแทบพังพาบไปกับขอบเตียง เสียงหัวเราะเฮฮาดังมาจากวงเล่นบอร์ดเกมโดยไม่มีวี่แววว่าใครจะปลีกตัวออกจากวงเลย กานต์ชะโงกหน้าออกมา


‘แปบดิ กำลังจะถึงตากูเลยเนี่ย’


‘มึงไปส่งกูหน่อยยยยยยยย!’


‘สัส! กูกำลังจะได้แก้แค้นเนี่ย! มึงไปโทรเรียกคนอื่นไป๊’


คนพูดว่าไปก็คว้ามือถือคิดจะโทรหาคนมารับผิดชอบเพื่อนแทนตัวเอง นึกไปถึงเพื่อนสนิทอย่างพอร์ชก็น่าจะกำลังยุ่งอยู่กับการร่างสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษที่ใช้ประกวดในงานแข่งขันภาษาต่างประเทศ จึงตัดสินใจต่อสายหาเพื่อนตัวเล็กของคนเมาพลางนึกขอโทษขอโพยไปด้วย


‘ภู...เออ ไอ้ปินมันเมาอะ อยู่ห้องไอ้จ้าน...เออ เออ เอามันไปส่งที่ห้องกูก็พอแล้ว เดี๋ยวกูกลับไปจัดการเอง แต๊งกิ๊วนะเว้ย’


วางสายไปไม่นานภูก็มาปรากฏตัวที่ห้องของจ้านโดยยังอยู่ในชุดนักเรียนที่ชายเสื้อรุ่ยออกมาจากขอบกางเกง เด็กหนุ่มหาทางซอกซอนเดินเข้าไปจนถึงจุดที่ปินนั่งคอพับอยู่


‘เมาเป็นหมาเลยนะมึง’


‘ภูวววววว~’ คนเมาไม่มีสติพอที่จะมาสงสัยว่าเพื่อนผู้อยู่ในโอวาทผู้ใหญ่มาโดยตลอดอย่างภูมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ยกแขนสองข้างโบกไหวๆ ให้อีกฝ่ายประคอง ปินแอบอมยิ้มเมื่อร่างนุ่มนิ่มของเพื่อนเข้ามาช้อนพยุงใต้วงแขน กลิ่นหอมนุ่มของน้ำยาปรับผ้านุ่มทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะเอนตัวไปซุกซบดอมดมอย่างใจปรารถนา รู้ตัวแต่ว่าถูกมันตีบ้างด่าบ้างเพราะเขาเอาแต่ทิ้งน้ำหนักใส่อย่างเดียว จนกระทั่งถึงห้องของปินกับกานต์มันก็ยื่นมือมาค้นกุญแจห้องจากอกเสื้อเขา


‘กุญแจมึงอยู่ไหนวะ’ มันบ่น ทุลักทุเลประคองไม่ให้เขาล้มไปพลางค้นตัวเขาไปพลาง


ปินคว้ามืออีกฝ่ายที่กำลังคลำอยู่แถวเอวเขาไว้ ท่าทางมันจะรำคาญแต่เขาไม่สน แทบนับครั้งได้ที่มันจะปล่อยตัวเข้าใกล้เขาขนาดนี้...ยิ่งมันเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมใสกระจ่างตามธรรมชาติจ้องมองเขาโดยไม่รู้ถึงความผิดปกติ ยิ่งทำให้ปินรู้ตัวว่าเขาต้องการอะไร...


เขาโน้มหน้าเข้าไปหา กดริมฝีปากเข้าชิมกลีบปากเล็กที่เผยอด้วยความตกใจ มันดิ้น เขาไม่สน ตะบี้ตะบันจะกอบโกยรสจูบหอมหวานตรงหน้าอย่างเดียว กลิ่นเบียร์ผสมคละคลุ้งอยู่บนปลายลิ้นทำให้รู้สึกมึนเมา มือเล็กพยายามทุบถองต่อต้านเขาสุดกำลัง ด้วยความที่ปินตัวสูงกว่าจึงกดข่มคนตัวเล็กไว้ได้เพียงครู่นึงภูถึงผลักเพื่อนออกได้ หมัดหนักๆ เหวี่ยงเข้ากระแทกโหนกแก้มปินเต็มแรงจนแทบตาสว่าง


‘ภู...!’ เขาเพิ่งได้สติ เรียกเพื่อนสนิทที่ยืนนิ่งค้างหลังจากปล่อยหมัดราวกับถูกสาป


ภูมองหน้าเขา สีหน้าว่างเปล่าราวกับตุ๊กตา มันถอยหลังเมื่อเขาเอื้อมมือไปหา


‘ไอ้ภู…’


‘อย่าทำแบบนี้อีก’


‘...’


‘อย่าทำแบบนี้อีก’


‘ไอ้ภู!’


ทว่าเสียงตะโกนเรียกไม่อาจเหนี่ยวรั้งร่างเล็กที่หันหลังแล้วออกวิ่งสุดชีวิต








ห้องเรียนในยามพักเที่ยงก่อนขึ้นเรียนคาบบ่ายมีเพียงนักเรียนไม่กี่คนจับกลุ่มคุยกันและเล่นเกมในโทรศัพท์มือถือ หน้าต่างห้องเรียนซึ่งหันไปทางทิศใต้เปิดหมดทุกบาน เชิญชวนสายลมฤดูหนาวประเทศไทยที่พัดโชยอ่อนๆ อย่างนุ่มนวล ราวกับเดือนมีนาคมที่ร้อนตับแตก ร้อนจนหน้าไหม้ ยางมะตอยละลาย ไม่ได้กำลังจะตามมาเคาะประตูติดๆ ในอีกไม่กี่เดือนหน้า


ปินนั่งเบือนหน้าไปทางหน้าต่าง ตำแหน่งโต๊ะของเขาถูกแสงแดดซึ่งลอดหน้าต่างส่องกระทบเป็นริ้วๆ แต่ด้วยความที่อากาศค่อนข้างโปร่งเย็นสบาย และเสื้อนอกของเขาก็เป็นเพียงเสื้อวอร์มแบบนักกีฬา ทำให้เด็กหนุ่มเริ่มรู้สึกเกียจคร้านเหมือนแมวอ้วนนอนอาบแดดบนตักคุณยาย พลันได้กลิ่นหอมจางๆ ของน้ำผึ้ง หวานละมุนละไมราวกับอาหารเด็กอ่อนและทำให้รู้สึกผ่อนคลาย เขาตะแคงหน้า พยายามสูดดมกลิ่นหอมหวานนี้ให้ชัดขึ้นโดยไม่รู้ตัว


อากาศเริ่มอบอ้าวขึ้น ลมอ่อนๆ ก็หายไป กลิ่นหอมในห้องชักตลบอบอวลขึ้น มันหอมจนเขากระสับกระส่าย ใช้เวลาเกือบนาทีถึงจะตระหนักได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ เปลือกตากระชากเปิดออก ปินลุกขึ้น ตรงไปคว้าต้นแขนภูที่กำลังขะมักเขม้นเล่นเกมกับพวกไอ้กานต์แล้วฉุดให้ลุก


“มึงเป็นบ้าอะไร—!”


“มึงฮีทเหรอภู”


“ฮีทบ้าอะไร—” จู่ๆ ภูก็หยุดพูด แววตาที่สบกับเขาอยู่คล้ายมีความตื่นตระหนกอาบย้อมขึ้นมาทีละน้อย เขาคว้ากระเป๋ามันมาดู เทของข้างในออกมาจนเกลี้ยงก็ยังไม่เห็นกล่องยาเล็กๆ ที่เจ้าตัวมักพกอยู่เสมอ


“ให้มันได้อย่างนี้สิ!” เขาสบถ ข้างๆ ภูคือไอ้กานต์ที่กำลังงุนงง ในห้องตอนนี้ก็มีแต่พวกเบต้าที่กำลังพูดคุยหยอกล้อกันอยู่มุมหนึ่ง เขารีบดึงตัวมันมา ถอดเสื้อตัวนอกที่มีกลิ่นอายความเป็นอัลฟ่าคลุมตัวมันไว้แล้วคว้าข้อมือพาออกจากห้อง


รีบร้อนพามันไปส่งห้องพยาบาลแล้วปินก็ยืนมองนิ้วตัวเองรออยู่นอกห้อง ผ่านไปสักพักครูห้องพยาบาลจึงเดินออกมา ขยับแว่นและมองดูเขาอย่างพินิจ


“วันหลังให้เพื่อนโอเมก้าหรือเบต้าพามานะคะ อย่าให้เพื่อนอัลฟ่าพามาอีก”


เด็กหนุ่มหน้าเจื่อน นึกว่าครูจะนึกใจดีออกมาบอกอาการของผู้เป็นเพื่อนเสียอีก แต่ก็ทำให้เขารู้ว่าครูคงฉีดยาระงับอาการให้ภูและเทศนาไปหนึ่งจบเรียบร้อยแล้ว รอจนแน่ใจว่ากลิ่นของเพื่อนทุเลาลงแล้วจึงเข้าไป หลังม่านบังตาแบบขึงกับเสาเขาเห็นร่างเล็กที่คุ้นตาเตะผ้าห่มทิ้งแล้วขดตัวเป็นก้อนกลมๆ ในมือคือเสื้อเขาที่กอดไว้แน่นจนยับยู่ยี่ ลากเก้าอี้เข้าไปนั่งข้างๆ ก็ยังได้กลิ่นหวานจางๆ ราวกับเดินผ่านร้านขนม


“ไอ้ภู”


มันไหวตัว ทว่ายังไม่หันมา ถ้าเป็นแมวก็คงเป็นแมวประเภทที่เรียกแล้วกระดิกหูแต่ไม่สนใจแน่ๆ เขาเดินอ้อมเตียง แกล้งแย่งเสื้อออกจากมือมัน


“ไอ้น้ำผึ้ง มึงมาคุยกับกูเดี๋ยวนี้”


“ปล่อย!” มันทำหน้ายุ่งตามคาดแล้วสะบัดตัวหันไปอีกทาง เขาหัวเราะหึๆ เดินกลับไปทรุดตัวลงนั่งแล้วเท้าคางมองตาดุๆ ของมัน


“วันหลังอย่าลืมพกยาเด็ดขาด ถ้ากูพามาไม่ทันอย่างวันนี้จะเป็นยังไง”


“ไม่รู้โว้ย” หน้าเล็กๆ ของมันซุกอยู่ในเสื้อเขา ดูคล้ายบีเวอร์ตัวกลมๆ ในรัง “กูก็เพิ่งฮีทไปนะ ใครจะไปรู้ว่าวันนี้จะดันฮีทอีกวะ แม่ง...น่ารำคาญ”


“ช่วยไม่ได้...ถ้าเป็นไปได้กูก็อยากช่วยมึงแบ่งมาเหมือนกัน กูฮีทครึ่งรอบ มึงฮีทครึ่งรอบ โอเคไหม?”


“เป็นบ้า” เขาหัวเราะเมื่อมันด่ากลับมาอย่างไร้เยื่อใย มันขยับตัว เลื่อนสายตาขึ้นมามองด้วยวิธีที่มันชอบใช้มองเขา...ตาหรี่ มุมปากคว่ำ ท่าทางไม่ไว้วางใจอย่างแรง


“เซนส์ดีฉิบหาย นี่อัลฟ่าหรือหมา”


เขาหัวเราะอีกรอบ แกล้งดึงผ้าห่มให้ปิดหน้ามัน แต่ผ่านไปสักพักร่างของคนตรงหน้าก็ยังไม่มีวี่แววจะปัดออก ปินจึงเอื้อมมือไปเปิดผ้าห่มให้ และพบว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดมหันต์


พวงแก้มขาวยังคงระบายสีระเรื่อ ดวงตากลมหรี่ปรือช้อนมองเขาอย่างอ่อนแรง กลิ่นหอมจากร่างกายเล็กๆ ถูกไอร้อนจากผิวเร่งเร้าให้ฟุ้งกระจายดุจดอกไม้ผลิกลีบบาน เขานิ่งมองหน้ามันราวกับถูกมนต์สะกดให้จังงัง




หอมจังวะ...




จู่ๆ ในสมองเขาก็มีภาพตัวเองกำลังจูบกับมันตอนที่กลิ่นกายหอมๆ ของมันคละคลุ้งยั่วเย้า...เขาผุดลุกขึ้นทันที รับรู้ว่าสัญชาตญาณดิบของตนออกจะทำงานเกินกำลังไปหน่อย


“ไปไหน ไอ้ปิน” เจ้าตัวต้นเหตุยังไม่รู้เรื่อง ยุดเสื้อเขาไว้ด้วยมืออ่อนแรงของมัน


“ไปเข้าคาบ มึงทำกูสายเนี่ย”


“เคมีอาจารย์วรรณพร มึงจะรีบไปทำไม” ผู้เป็นเพื่อนย้อนด้วยรู้ใจเขาดีว่าเป็นวิชาที่เขาเกลียดแค่ไหน “อยู่เป็นเพื่อนกูก่อนสิ...”


ปินคิดจะโกหกไร้สาระเพื่อหลบออกไป แต่พอได้ยินประโยคสุดท้ายของมันก็ยอมนั่งลงตามเดิมแต่โดยดี


“มึงระวังตัวบ้างนะภู กูเป็นอัลฟ่า มึงเป็นโอเมก้า ขนาดกูยังไม่รับประกันเลยว่าตัวเองจะทนไหว มึงก็อย่าไปคิดว่าคนอื่นเขาจะทนอย่างกูแล้วกัน”


“ทำไม กลิ่นน้ำผึ้งของกูมันน่ากินขนาดนั้นเลยเหรอ?” มันหัวเราะอย่างอ่อนระโหย


อันที่จริงปินแกล้งขู่เพื่อนไปอย่างนั้น พวกอัลฟ่าไม่ได้ความอดทนต่ำขนาดนั้นหรอก เพียงแต่เจ้าโอเมก้าตัวเล็กนี่ต่างหากที่ไม่ค่อยระมัดระวังตัวกับเพศอื่น และ...มีแค่เจ้าโอเมก้าคนนี้ที่หอมยวนใจยิ่งกว่าใครๆ จนรบกวนขีดจำกัดความยับยั้งชั่งใจของเขาอยู่หลายครั้ง


“กูเคยบอกว่ามึงกลิ่นน้ำผึ้ง แต่กูยังบอกไม่หมดสักหน่อย” เขาโน้มหน้าไปหา จ้องตากับมันที่มองเขาอย่างท้าทาย


“แล้วมันเป็นยังไง?”


เด็กหนุ่มโน้มเข้าไปใกล้จนได้กลิ่นชัด ผิวเนื้อที่หอมกรุ่นและอบอุ่นของมันอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร ภูคงไม่รู้ตัวว่าสายตาของตัวเองบ่งบอกว่าเจ้าตัวกำลังหวั่นไหวแค่ไหน แต่ก็ยังทำเก่งนิ่งอยู่จนปินได้แต่นึกขำในใจ


“กลิ่นน้ำผึ้ง กลิ่นเปลือกไม้ ไม้หอม หอมสะอาดแล้วก็...เซ็กซี่”


มันหน้าแดงจัด เผลอปล่อยมือจากเสื้อเขาแล้วรีบดึงขึ้นมาคลุมหน้า ปินหัวเราะดังลั่น เท้าในถุงเท้าของมันเตะออกมานอกเตียงทั้งๆ ที่ยังไงก็ไม่มีทางโดนเขาอยู่แล้ว เขาขยี้หัวมันใต้เสื้อวอร์มของตัวเองอย่างเอ็นดู


“ออกไปไกลๆ เลย! เหม็นกลิ่นอัลฟ่า!”


“แล้วทีเมื่อกี้บอกให้กูอยู่เป็นเพื่อน” เขาแหย่ล้อ รู้ซึ้งถึงความปากไม่ตรงกับใจของเพื่อนดี แต่แล้วก็เอะใจ


“ภู สมัยเรายังเด็กๆ มึงยังไม่ฮีทจนกลิ่นแรงขนาดนี้ มึงเคยถามกูว่ากูได้กลิ่นมึงเป็นยังไงแล้วกูตอบว่าเหมือนน้ำผึ้ง มึงจำได้ไหม”


“จำได้”


พอเรื่องใหม่มา ภูก็ยอมมุดหน้าออกมานอกเสื้อวอร์ม ความตระหนักที่เริ่มเข้ามาในหัวเขาทำให้ปินชักจะยิ้มไม่ค่อยออก จ้องหน้าผู้เป็นเพื่อนราวกับจะขอคำยืนยันทฤษฎีไร้สาระที่สุดในโลกที่เขาเพิ่งคิดได้


“ปกติคนอื่นได้กลิ่นมึงฮีทก็แค่บอกว่ากลิ่นโอเมก้าหอมๆ ทำไมกูแยกออกว่ากลิ่นมึงเป็นกลิ่นน้ำผึ้งวะ?”


เงียบกันไปหลายอึดใจ ทั้งเขาและมันได้แต่มองหน้ากันตาปริบๆ รู้สึกอยากหัวเราะแต่ก็หัวเราะไม่ออก อีกอึดใจต่อมาปินก็รู้สึกอยากจะร้องไห้ชอบกล


“ไม่น่า อย่าคิดอะไรบ้าๆ น่า...”











ผลสรุปของการกลับไปเยี่ยมบ้านในช่วงปีใหม่คือทั้งคู่เป็นคู่แห่งโชคชะตากัน


การสอบถามค่อนข้างทุลักทุเลหน่อยเพราะต่างคนต่างก็เคยชินกับอีกฝ่ายจนไม่รู้สึกว่าอีกฝ่ายแตกต่างจากคนอื่นตรงไหน ปินก็ตอบคำถามของพ่อกับแม่ตามตรง...ดูเหมือนไอ้การที่เขาคิดว่าไอ้ภูมันกลิ่นแรง ฮีทแรง รวมถึงการที่เขาไวต่อกลิ่นของมันจะเป็นลักษณะพิเศษของการเป็นคู่แห่งโชคชะตา มองหน้ามันแล้วก็ยังไม่รู้สึกแวบวาบแปล๊บปล๊าบอะไรอย่างที่คนอื่นบอก ก็ยังเห็นเป็นไอ้ภูที่ทำหน้าตายใส่ และเป็นหน้าที่ที่เขาต้องตีหน้าเบื่อหน่ายสุดชีวิตกลับไปให้มันรู้ว่าเขาไม่ได้ดีใจกับการได้มันเป็นคู่สักนิด


แต่เอาเข้าจริงเขาก็ต้องยอมรับว่ามันแตกต่าง...ผลตรวจจากสถาบันให้คำปรึกษาด้านครอบครัวก็บ่งชี้เช่นนั้น ซ้ำยังโดนดุว่าทำไมไม่บอกผู้ใหญ่ตั้งแต่แรก งานหมั้นถูกจัดขึ้นอย่างรวดเร็วและเชิญเพียงญาติผู้ใหญ่ไม่กี่คน ปินมีสีหน้าเรียบเฉยตลอดพิธี...หรือความจริงก็เป็นเพราะภูก็ทำหน้าเฉยไม่แพ้กัน ดูเหมือนมันจะหัวเสียอย่างหนัก แน่ล่ะ เฝ้ารอให้คู่แห่งโชคชะตาปรากฏตัวมาตั้งนาน ใครจะไปคาดคิดว่าเจ้าชายผู้งดงามที่เฝ้าฝันจะกลายมาเป็นไอ้เพื่อนหน้าซังกะบ๊วยที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่อนุบาล ปินก็รู้สึกหงุดหงิด แต่เป็นเพราะมัวแต่คิดว่าถ้าเป็นเขาแล้วมันจะทำไม คงน่าหงุดหงิดใจสำหรับมันน่าดูสินะ


เกือบสัปดาห์ที่วุ่นวายอยู่กับเรื่องบ้าๆ นี่ทำให้เขาแทบไม่ได้คุยกับมันเลย พอเปิดเรียน ภูก็ไปขลุกอยู่แต่กับพอร์ชที่คืนดีกับกานต์แล้ว ความหงุดหงิดยิ่งสั่งสมในใจเขา ปินรู้ดีว่าหัวข้อรายงานวิชาหน้าที่พลเมืองของภูคือสิทธิมนุษยชนกับการเลือกคู่ครอง มันเป็นพวกต่อต้านการจับคู่แห่งโชคชะตาแต่งงานโดยปราศจากความเต็มใจ...แต่ปินก็ไม่ได้จงใจยัดเยียดตัวเองให้มันสักหน่อย แล้วเขาไม่อยากเสียมันในฐานะเพื่อนไปเพียงเพราะตนเป็นคู่กับมันด้วย


ปินหอบผ้าหอบผ่อนไปเคาะประตูห้องภูกับพอร์ชตอนทุ่มครึ่ง แกล้งทำหน้าซื่อเมื่อเห็นภูมาเปิดประตูรับ ความจริงเขาเองเป็นคนส่งข้อความไปบอกให้ไอ้พอร์ชแลกเตียงกันตั้งแต่เมื่อกลางวันแล้ว


“มาทำไม?”


“มานอนด้วย”


มันเดาะลิ้นใส่เขา ท่าทางหงุดหงิดและชั่งใจอย่างหนัก


“ไอ้พอร์ชอะ”


“ไปนอนห้องเพื่อน” เสียงมันแผ่วค่อยลง เขาที่รู้จุดอ่อนของผู้เป็นเพื่อนดีจึงรีบโจมตีหน้าตาย


“อ้าว แล้วมึงจะนอนยังไงอะ มึงนอนคนเดียวไม่ได้นี่”


ภูหลุบตาต่ำ เป็นท่าทางประจำยามถูกพูดถึงจุดอ่อนที่เถียงไม่ได้ ปินรู้ดีว่าใกล้ถึงจุดหมายแล้วจึงลองยิงประตูอย่างเนิบๆ รู้ว่ายังไงก็ไม่พลาดเป้า


“กูนอนด้วยคนนะ?”


“เออ! จะเข้ามาก็มา!”


มันกระแทกประตูให้เปิดกว้างแล้วสะบัดหน้าเข้าห้องไป ปินเดินตาม ดูเหมือนภูกำลังจะไปอาบน้ำเพราะมีผ้าขนหนูพาดบ่าอยู่ ระหว่างที่เขาวางของลงบนโต๊ะข้างเตียง หางตาก็เห็นเงาสะท้อนจากกระจกตู้เสื้อผ้าพอร์ชว่าไอ้ภูเริ่มทำตัวตามสบายเหมือนอยู่คนเดียวในห้อง มือเรียวปลดกระดุมเสื้อนักเรียนแล้วโยนใส่ตะกร้าผ้า ปลดเข็มขัดรูดกางเกงออกทางปลายเท้าจนเหลือเพียงบ็อกเซอร์ก่อนเปิดตู้เสื้อผ้าพลางผิวปาก ไม่ได้รู้ตัวว่าเรือนร่างขาวผุดผาดของตัวเองกระแทกสายตาของใครบางคนอย่างรุนแรง ปินกัดริมฝีปาก พยายามบอกตัวเองให้ละสายตาจากร่างขาวๆ ของผู้เป็นเพื่อน แต่เขาทำไม่ได้ ผิวใต้ร่มผ้าของมันปลุกสัญชาตญาณความใคร่รู้ในตัวเขา เขาอยากรู้ว่าจะเป็นอย่างไรถ้าได้กอดมันแบบนั้นไว้ทั้งตัว...


“มองเหี้ยไร หันไปทางนู้นเลย”


“...’โทษที”


ปินตัดสินใจหันหน้าไปทางเตียงตามที่เพื่อนบอก ได้ยินเสียงสวบสาบอีกสักพักมันก็เดินเข้าห้องน้ำไป เขาถึงได้ทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟา ถอนใจยาว


เขาว่าเขาต้องพิจารณาตัวเองได้แล้ว ถ้าขืนยังมองแก้ม มองปาก มองตัวขาวๆ ของเพื่อนด้วยสายตาคิดไม่ซื่อแบบนี้ เขาน่าจะจับตัวเองขังคุกไปเลยดีกว่า หยิบรีโมทมาเปิดโทรทัศน์และพยายามจดจ่อกับเนื้อหาในนั้น ทำจิตใจว้าวุ่นให้สงบลง เรื่องที่เขาต้องการพูดกับมันวันนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่ปินตั้งใจซ้อมกับตัวเองมาเยอะแล้ว...พอเผลอก็อดทบทวนในหัวอีกรอบไม่ได้ มือที่กำรีโมทอยู่มีเหงื่อซึมออกมา


“มึงดูอะไรอะ?”


“ห้ะ...อ๋อ ดู—”


เพราะจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวจึงไม่ทันได้ยินเสียงเปิดประตูห้องน้ำหลังจากเสียงน้ำไหลเงียบไปสักพัก ปินเอี้ยวตัวไปตอบ แล้วก็ต้องชะงักค้างไปทันที


ไม่รู้ว่ามันไม่รู้ตัวหรือไง...ปินรู้ว่าบ้านไอ้ภูมันตระกูลผู้ดี ข้าวของเครื่องใช้ล้วนตระเตรียมอย่างประณีตพิถีพิถัน ภูก็ถูกเลี้ยงมาอย่างคุณชาย ใส่เสื้อผ้าสะอาดสะอ้านดูดี ไม่เคยแตะชุดอยู่บ้านประเภทเสื้อยืดกางเกงบอลจนกระทั่งเข้าโรงเรียนประจำมาคลุกคลีกับพวกเขานี่แหละ แต่ส่วนใหญ่ในตู้เสื้อผ้ามันก็ยังเป็นชุดนอนที่ตัดเย็บอย่างดีมาโดยเฉพาะ และเวลานี้มันก็เดินออกมาจากห้องน้ำในชุดเสื้อคอวีผ้าซาตินลายกระต่ายขาวสีน้ำเงินเข้มขับเน้นผิวขาวเนียนนุ่มของมัน กางเกงขาสั้นลายเดียวกันเกาะอยู่บนสะโพกกลมมน และที่เขาบอกว่ามันไม่รู้ตัวคือกางเกง - แม่ง - สั้นมาก! หรือพูดให้ถูกคือสั้นมากพอที่จะทำให้จิตใจคนบาปอย่างเขาเตลิดไปไกล รู้ตัวอีกทีมันก็ปีนขึ้นเตียงไปโดยไม่สนใจรอคำตอบจากเขาแล้ว


“มึงว่างคุยกับกูแปบนึงเปล่าภู?”


“คุยห่าอะไร” มันบ่น เล่นมือถืออยู่สักพักกว่าจะปีนลงมา ปลายผมชื้นสะบัดโดนหน้าเขา


“ผมเปียกแบบนี้ขึ้นไปนอนเดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก มึงมานั่งนี่มา” เขาจับให้มันนั่งหันหลังให้บนโซฟาแล้วหยิบผ้าขนหนูจากคอมันขึ้นมาเช็ดให้ มุมนี้ทำให้ไม่ต้องเห็นขาอ่อนบาดตาของมัน แต่ไม่กี่นาทีต่อมามันก็ชันเข่าขึ้นมากอดและมองหน้าเขาอย่างไม่รู้สึกรู้สา


“มีอะไร?”


ปินจ้องหน้าเพื่อนเขม็งเพื่อจะได้ไม่ต้องมองอย่างอื่น “มึงคิดจะบอกเรื่องนี้กับเพื่อนยังไง?”


แม้จะไม่ระบุให้ชัดว่า ‘เรื่องนี้’ คือเรื่องไหน แต่ภูก็มีท่าทีอารมณ์เสียทันที “มึงจะบอกทำไม?”


“ใส่แหวนคู่แบบนี้ไม่พิรุธเลยมั้ง”


“ก็แค่แหวน กูจะถอด” มันตอบดื้อๆ


บางทีปินก็เหนื่อยใจกับความดื้อของเพื่อน ทว่าคราวนี้กลับมีความรู้สึกโกรธปนน้อยใจอยู่ด้วย


“เออ มึงจะถอดก็ได้ แต่อย่างน้อยไอ้กานต์ไอ้พอร์ชก็เพื่อนสนิทกูกับมึงนะเว้ย ยังไงก็ต้องบอกเปล่าวะ”


“กูไม่บอก ทำไมกูต้องบอก มันสองคนมีเรื่องอะไรกันมันยังไม่บอกกูทุกอย่างเลย มึงอยากป่าวประกาศเรื่องนี้นักเหรอปิน”


คำพูดของมันเชือดเฉือนจิตใจคนฟังอย่างรุนแรง และในที่สุดความโกรธก็กลายมาเป็นอารมณ์หลัก เขาแค่นเสียงเยาะๆ


“ไอ้การเป็นคู่แห่งโชคชะตากับกูมันคงทำมึงอายมากสินะ มึงคงไม่กล้าบอกใครๆ ไม่อยากกลืนน้ำลายที่เคยด่ากูไว้ว่าจะไม่มีใครเอาหรือไง เออ ขอโทษที่สุดท้ายกูก็ได้มึงแล้วกัน”


“เออ! กูอาย! มึงก็คงดีใจมากสินะ ต่อไปนี้มึงจะทำอะไรกับกูคงไม่มีใครว่าแล้วนี่! ก็มึงเป็นคู่โชคชะตาบ้าบอคอแตกของกูนี่—”


ปินโน้มตัวเข้าไปหาอีกฝ่ายกะทันหัน เท้าแขนคร่อมร่างเล็กของผู้เป็นเพื่อนตรึงไว้กับพนักโซฟา ภูรีบก้มหน้า สองแขนกอดรัดตัวเองแน่น เขานิ่งค้างอยู่สักพัก จับสังเกตได้ว่าอีกฝ่ายตัวสั่นน้อยๆ จึงยอมถอยห่าง กระแสความรู้สึกอ่อนจางโชยผ่านเข้ามาในใจเขาขณะทอดมองร่างน้อยที่ขดตัวราวกับพยายามทำตัวให้เล็กที่สุด


“ภู มองกูนะ...”


น้ำเสียงทอดอ่อนโยนโดยไม่รู้ตัว


ร่างสันทัดเลื่อนตัวลงมาจากโซฟา คุกเข่าอยู่ตรงหน้าคนที่ยังขดตัวหลับตาปี๋ ปินอยากลูบหัวอีกฝ่าย แต่รับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าคงดีกว่าหากเขาไม่แตะต้องตัวมันสุ่มสี่สุ่มห้า เด็กหนุ่มค่อยๆ กล่อมเพื่อนด้วยเสียงอ่อนหวาน


“บอกกูได้ไหมว่ามึงกลัวอะไร?”


ดวงตากลมๆ ช้อนมองเขา ม่านน้ำเคลือบแก้วตาใสแจ๋วและเอ่อคลอหน่วยตายิ่งทำให้ใจเขาอ่อนยวบเข้าไปใหญ่ ภูมองดูเขาเพียงไม่กี่วินาทีก็ก้มหน้า ส่งเสียงที่ฟังดูอู้อี้ออกมา




“...มึงจะบอกคนอื่นว่าเราเป็นคู่กันเพียงเพราะมึงอยากทำเรื่องแบบนั้นกับกูไม่ได้นะ”




ปินอึ้งไป พอรู้มาจากคนอื่นอยู่บ้างว่ากระแสสายตาของคนเป็นอัลฟ่าทรงอำนาจตามธรรมชาติโดยเฉพาะยามที่ถูกยั่วยุโดยฟีโรโมนของเพศตรงข้าม แต่เขาก็ไม่เคยอยากให้ภูรู้สึกกลัวเขาเลย ความคิดเตลิดออกนอกลู่นอกทางถูกกำจัดไปจากสมองเขาทันที นาทีนี้เขากลับสงสารเพื่อนจับใจ



“ขอโทษนะ กูทำให้มึงรู้สึกแบบนั้นเหรอ”


มันค่อยๆ ลดแขนลง คงประหลาดใจที่เขาไม่เถียงกลับ ตอนนั้นเองที่ปินรู้สึกปลอดภัยพอที่จะลูบหัวมันได้แล้ว เรือนผมสั้นนุ่มนิ่มสีดำสนิทในฝ่ามือเขาให้ความรู้สึกดี


“กูขอโทษจริงๆ”


“มึงขอโทษทำไม?”


“มึงคิดว่ากูแค่อยากทำเรื่องแบบนั้นกับมึงเหรอ?”


หน้าตาเหลอหลาของมันทำให้เขายิ้ม ยังคงเป็นไอ้ภูเพื่อนตัวแสบของเขาจริงๆ ด้วย ดุเป็นหมา แต่ก็น่ารักน่าแกล้งจนวางมือไม่ได้ ดีที่สุดแล้วที่เขาเป็นคนเดียวที่เข้าถึงความน่ารักของมันได้ ไม่งั้นคงต้องมานั่งหวงนั่งเฝ้าทั้งวันกันพอดี


“กูไม่ได้อยากได้แค่ตรงนี้” นิ้วใหญ่ชี้ริมฝีปากบาง เว้นระยะห่างให้อย่างใส่ใจ “แต่กูอยากได้ใจมึงนะภู ให้โอกาสกูได้ไหม”


“ทำไม...?”


“เพราะกูชอบมึงไง”


ถ้อยคำนั้นไหลลื่นออกจากปากโดยง่ายดาย ราวกับเป็นเพียงข้อเท็จจริงทั่วไปเท่านั้น


ภูมองหน้าเขาอย่างอึ้งๆ


“ล้อเล่นน่าปิน...”


“ไม่ล้อเล่น” เขาย้ำ “กูชอบมึงไม่ใช่เพราะมึงเป็นคู่กับกู แต่กูชอบมึงจริงๆ นะภู กูชอบมึงเยอะแยะไปหมด แต่พอเห็นไอ้กานต์กับไอ้พอร์ชทะเลาะกันแล้วกูถึงมานั่งคิดว่าแบบที่กูชอบมึงคือชอบแบบเพื่อนหรือมากกว่าเพื่อนนะ...”


“มึงอย่ามาพูดให้กูงงนะ” ภูตอบโต้อย่างว่องไว “สำหรับกู มึงก็เป็นเพื่อนคนสำคัญเหมือนกัน แต่มันต่างกับคบกันแบบนั้น มึงแยกแยะให้ได้นะปิน ถ้าตอนนี้มันโอเคอยู่แล้ว...”


“ไม่ กูไม่โอเค”


ปินวางแขนทั้งสองข้างทับกันบนเบาะโซฟา ทั้งๆ ที่ควรว้าวุ่นใจ แต่เขากลับยิ้มเมื่อต้องมาอธิบายเรื่องที่ตัวเองคิดทบทวนไปมาหลายร้อยครั้งให้คนตรงหน้าฟัง...คนที่เป็นใจกลางความรู้สึกทั้งหมดของเขาเสมอมา


“เพราะกูอยากให้มึงชอบกูเหมือนกันไง”


“...”


“อยากให้มึงชอบกู...แต่ก็กลัวว่ามึงจะไม่ชอบกู แต่ถึงมึงจะปฏิเสธกูก็ไม่อยากทำให้มึงอึดอัดใจ กูอยากเห็นมึงเป็นมึงที่ไม่ค่อยแคร์โลกต่อไปอยู่อย่างนี้ ไม่ต้องมาคิดมากอะไรเรื่องคนอื่นก็สมกับเป็นมึงดีอยู่แล้ว แต่ถึงกูรู้ทั้งรู้ว่าอาจจะทำให้มึงอึดอัด...แต่กูก็ยังอยากบอก กูดูเห็นแก่ตัวไหมวะ? ไม่รู้สิ...กูไม่รู้อะไรสักอย่าง กูนั่งคิดแบบนี้ทั้งวันมาตั้งนานแล้ว มึงคิดว่ามันต่างจากการเป็นเพื่อนกันไหมภู...”


จนถึงตอนนี้ปินก็อดรู้สึกเห็นแก่ตัวไม่ได้ที่พูดโพล่งความรู้สึกออกไปจนหมด


บางทีคนตรงหน้าก็เหมือนแก้วน้ำ หากเทน้ำลงไปโดยไม่ระวังก็อาจทำให้แตกร้าว แต่น้ำที่ปินเทลงไปเป็นเพียงปลายยอดของความรู้สึกทั้งหมดเท่านั้น เขาไม่อาจพูดได้ว่าเขาชอบมันมากแค่ไหน เขาชอบมันมากกว่าที่มันรู้ ถึงจะมีทะเลาะตบตีกันตามประสาเพื่อนแต่ก็ไม่เคยทำให้เขาชอบมันน้อยลงไปเลย มีแต่จะชอบมากขึ้นไปทุกวัน


ภูนิ่งไปนาน เปลือกตาหลุบต่ำซ่อนความรู้สึกไว้


“ตั้งแต่เมื่อไหร่?”


“นานแล้ว ตั้งใจจะสารภาพวาเลนไทน์ปีนี้ แต่ดันเกิดเรื่องก่อนจนได้”


ท่าทีของมันทำให้ปินยิ้ม ในใจคาดเดาคำตอบไว้เรียบร้อย เขารู้ว่ามันมองเขาเป็นแค่เพื่อนคนนึงมาโดยตลอด หรืออาจจะเห็นเป็นเชิงญาติสนิทด้วยซ้ำ เพราะงั้นแม้วางแผนไว้ว่าจะสารภาพความในใจแต่เขาก็ทำใจรอไว้แล้ว


“ถ้ามึงไม่ชอบ มึงปฏิเสธกูคำเดียวก็พอแล้วภู มึงไม่ต้องมานั่งคิดว่าพูดยังไงให้กูเจ็บน้อยที่สุดหรอก กูจัดการตัวเองได้”


“อืม”


อื้อฮือ...ขนาดทำใจไว้แล้วนะ


ปินแกล้งกุมหน้าอกกลิ้งไปข้างๆ คิดจะพูดอะไรขำๆ สองสามคำเพื่อกอบกู้หน้า แต่อีกฝ่ายกลับร้องขัดไว้


“มะ...ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นนะ!”


เอ๊ะ...?


เขากะพริบตา รู้สึกว่าท่าทีไอ้ภูแปลกๆ มันเลิ่กลั่กใส่เขาแล้วก้มหน้า มือที่เคยกอดตัวเองเปลี่ยนมากุมไว้ด้านหน้าแล้วบิดไปมา


“เข้าใจแล้ว เรื่องที่ชอบน่ะ...”


เสียงของผู้เป็นเพื่อนแผ่วลงจนเขาต้องชะโงกหน้าไปฟัง


ปลายเส้นผมที่แตะต้องกัน กลิ่นน้ำผึ้งที่หอมหวาน และลมหายใจสับสนที่ผสมปนเปในอากาศ


คล้ายจะเห็นใบหูเล็กแดงแจ๋ยามที่ภูงึมงำประโยคสุดท้ายออกมาราวกับเด็กสารภาพผิด




“ถ้ามึงทำตัวดีแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็...สักวันนะ”




















#ฟิคไม่มีเหตุผล

___________________________


เป็นเรื่องที่มาแรงแซงทางโค้งจนตกใจตัวเองเลยครับ งานราษฎร์ งานหลวงอะไรทิ้งไว้ก่อนหมด5555555

เรื่องนี้มีชื่อที่ตั้งในเวิร์ดว่า ‘อย่านะปิน’ เป็นเรื่องที่เริ่มเขียนด้วยแนวคิดที่ว่า ถ้าคู่แห่งโชคชะตาอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็กจนไม่รู้ตัวว่าเป็นคู่กันจะเป็นยังไงนะ (มันก็จะป่วนกันหน่อยๆ งี้เอง55555)


อนึ่ง ปินทำไม่ถูกอย่างมากเรื่องที่บังคับจูบภูนะครับ ถือว่าเป็น sexual harassment ทำให้ภูเสียใจแล้วก็กลัวไปหลายเดือน ต่อให้ชอบกันแต่ภูก็รู้สึกลึกๆ ว่าคนชอบกันเขาไม่ทำกันแบบนี้ เลยเกลียดปินไปสักพักเลย กลายเป็นเรื่องเดียวที่ปินเสียใจที่ทำลงไปอีกนาน เพราะฉะนั้นอย่าทำเรื่องที่จะมาเสียใจภายหลังเถอะครับ ถ้าชอบกันก็ควรถามความเต็มใจกันก่อนนะ


สุขสันต์วันปีใหม่ย้อนหลังครับ (ขออีกรอบ5555)

TB
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 74 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

189 ความคิดเห็น

  1. #184 youthisyours (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2563 / 14:20
    โง้ย ยันน้องน้ำผึ้ง น่ารีกจริงๆ;-;
    #184
    0
  2. #151 HoshHoon96 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 5 มีนาคม 2563 / 04:38
    แงง น่ารักมากเลยค่ะ -เจ้ากลิ่นน้ำผึ้งมันเป็นน่ารักนะ ปินต้องหมั่นดูแลเอาใจใส่น้า สักวันแหละ555 สู้ๆนะคะไรท์ ถ้าต่อจะดีนะคะ ชอบบบ
    #151
    0
  3. #132 fernfern_br (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 6 มกราคม 2563 / 22:21
    แอแงงงงงงว น่ารัก
    #132
    0
  4. #131 jungleshinn (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 3 มกราคม 2563 / 08:01
    ต่อเถอะค่ะ แง ดีมาก เขินจนจะตาย
    #131
    0
  5. #130 JjjjjB (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 3 มกราคม 2563 / 01:46
    ไอ่รู้กกก ไอ่คนเถื่อนน ไอ่คนน่ารัก ภูหมี พีหมู หมีพูร์ เลยเป็นกลิ่นน้ำผึ้งหรอคะ? (ไม่หรอก จริงๆคงไม่เกี่ยว55555555) btw สู้เค้านะปิน 5555555555
    #130
    0
  6. #129 Grizzlyjh. (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 3 มกราคม 2563 / 00:01
    โฮกก อยากจะวิ่งไปกรี๊ด i - i น้องภูถึงเทอจะดื้อจะแก่นจะซนแค่ไหนสุดท้ายเทอก็ยังเปนพิ้กกี้บูบูน่าเอ็นดูที่สุดเลย ละตอนปินบอกความในใจให้ภูฟังนี่รู้สึกได้ถึงความอ่อนโยน ทะนุถนอมเลยค่ะ ค่อยตะล่อมๆเข้าไป จนเข้าไปถึงภู ต่อไปนี้ก็ดูแลกันดีนะคะ! แฮปปี้นิวเยียร์คุณพิริณด้วยนะคะ ปีนี้จะต้องเปนปีที่ดีแน่นอนค่ะ
    #129
    0
  7. #128 LoveD.O. (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 มกราคม 2563 / 23:35
    แงงงงงน่ารักมากกกกกก
    #128
    0
  8. #127 Zantax_ (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 มกราคม 2563 / 22:32
    เขินมากน้องน้ำผึ้งเป็นน่ารักจัง;_____; เกือบไปแล้วนะพี่ปินใจร่วงไปตาตุ่มเลย ทำตัวดีๆนะ
    #127
    0
  9. #126 E_choom80 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 มกราคม 2563 / 21:51
    เจ้าน้ำผึ้งงง เจ้าคนตังเร้กน่ารักกกกก กะแล้วล่ะว่าทั้งคู่ต้องเป็นโซลเมทกันแน่เลย แต่ชอบความปินที่บอกให้ภูฟังปินมาก อ่อนโยนจังเลยนะคะ เข้าใจที่ภูจะกังวลเลย แต่ปินเองก็ดูจะชอบภูจริง ๆ นะ หวังว่าความสัมพันธ์จะพัฒนาไปในทางที่ดียะคะทั้งสองคน ;;-;;
    #126
    1
    • #126-1 E_choom80(จากตอนที่ 23)
      2 มกราคม 2563 / 21:52
      ตัวเร้ก* นะคะ* พิมพ์ผิดไรเนี่ย !!!
      #126-1
  10. #125 อองอองเอง (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 มกราคม 2563 / 21:51
    แงแอออ แสนจะน่ารัก อ่านตอนแรกๆ ถึงกลางๆ ก็ยังคิดอยู่เลยค่ะว่าเป็นปินมันเหน่อยเนอะ 55555555555 แต่พออ่านจนจบก็เออ คุ้มเหนื่อยแล้วเนอะพี่ปิน 55555555555 สุขสันต์ปีใหม่นะคะไรท์ ขอให้เป็นปีที่ดีค่ะ ขอบคุณสำหรับวันช็อตน่ารักๆ ด้วยนะคะ
    #125
    0