[os/sf seventeen] Coffee, Tears, Moonlight

ตอนที่ 24 : [os] And In The End We Known || gyuseok #ถึงคุณกะรัตปริศนา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 358
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    20 เม.ย. 63


Photo by taylor hernandez on Unsplash


มินกยู as เซอร์แลนเซล็อต

ซอกมิน as อาเธอร์ เพนดรากอน




“บางที” จู่ๆ ไนเนียนก็พูดขึ้น “นี่อาจเป็นเวลาอันดีที่เจ้าจะได้เข้าเฝ้าและอุทิศตัวรับใช้กษัตริย์อาเธอร์”


แลนเซล็อตมองนางด้วยความประหลาดใจ ไนเนียนมักทำอะไรโดยไม่มีเหตุผลอยู่เสมอ หรืออันที่จริง นางมักจะมีเหตุผลที่ไม่บอกให้เขารู้อยู่หลายครั้ง บางครานางก็ดูลึกลับเฉกเช่นนางไม้ แต่บางคราก็ดูเอาแต่ใจอย่างเด็กๆ


“ท่านพูดเล่นหรือ?” เขาหัวเราะ ฟันเขี้ยวซี่เล็กที่มุมปากทั้งสองข้างทำให้ชายหนุ่มดูอ่อนเยาว์ แลนเซล็อตเพิ่งผ่านพิธีการแต่งตั้งอัศวินเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาด้วยความเมตตาของเซอร์เควิน อัศวินผู้อบรมสั่งสอนและอภิบาลเขามาตั้งแต่เด็ก ไนเนียนมักพูดคุยกับเซอร์เควินด้วยความห่างเหินอยู่เนืองๆ ไม่ทราบว่าควรอธิบายอย่างไร แต่เขาคิดว่าเซอร์เควินดูจะกลัวไนเนียนอยู่ไม่น้อย


“ข้าไม่ได้พูดเล่น” นางยิ้มอย่างเกียจคร้าน ทอดร่างอันอ่อนระหงพิงกรอบประตูราวกับแมวตัวใหญ่ ไม่บ่อยครั้งที่นางจะลงมาเยี่ยมเยือนเขาถึงคอกม้า นางมักว่าตนเองเข้ากับ ‘สัตว์บก’ ไม่ได้อยู่เสมอ “นี่เป็นโชคชะตาของเจ้า แลนเซล็อต เจ้าต้องเข้าไปอยู่ในราชสำนักของกษัตริย์อาเธอร์และได้เป็นอัศวินผู้ยิ่งใหญ่”


ความจริงจังในน้ำเสียงอ่อนหวานทำให้แลนเซล็อตต้องหยุดมือที่กำลังใช้คีมอันใหญ่คีบเกือกม้าเผาในเตาเพื่อดัดให้เข้ารูปเตรียมไว้ แม้ไม่ทราบว่านางต้องการสิ่งใด ทว่าสิ่งที่ไนเนียนพูดไม่เคยผิดไปจากความจริงเลยสักครั้ง และนี่ไม่ใช่คราแรกที่เขาถูกสิ่งที่นางพูดทำให้ตกใจจนถึงกับจนคำพูดไป


ชายหนุ่มนั่งลงบนเก้าอี้เตี้ย จ้องมองใบหน้าของไนเนียนที่ไม่ทุกข์ร้อนราวกับเพียงพูดถึงอาหารค่ำเย็นนี้ ตั้งแต่จำความได้เขาไม่เคยขัดคำพูดนางได้เลย เพียงแต่เขาต้องการประท้วงก่อนยอมจำนนเท่านั้น “ข้ายังไม่เคยได้ตอบแทนเซอร์เควิน”


“อ้อ ข้าจะให้เขาไปกับเจ้าด้วย เขาคงดีใจที่ได้ไปพ้นๆ จากข้าเสียได้ เจ้าอัศวินเฒ่านั่น” นางยักคิ้ว “อีกประการ เจ้าเป็นอัศวินเต็มตัวแล้ว แลนเซล็อต เจ้าไม่ใช่ผู้ช่วยอัศวินอีกต่อไป แล้วเจ้าก็ไม่ต้องทำงานพวกนี้ด้วย” นางชี้ไปที่คีมดัดเกือกม้าในมือเขา


“นี่เป็นงานของผู้ชาย” แลนเซล็อตร้อง เรื่องเดียวที่นางดูจะไม่เข้าใจคือเกียรติของอัศวินนี่แล “ข้าชอบที่ได้ทำงานพวกนี้ แล้วข้าก็ไม่ต้องการที่จะเป็นอัศวินผู้ยิ่งใหญ่เพื่อให้ใครมารับใช้ด้วย”


“แน่นอน เจ้าจะเป็นอัศวินผู้ยิ่งใหญ่ในแบบของเจ้า” บางทีนางก็ไหลลื่นตามใจเพื่อหลอกล่อ “แต่การเข้าไปอยู่ในราชสำนักของกษัตริย์อาเธอร์นับเป็นเกียรติอย่างหาที่สุดไม่ได้”


แลนเซล็อตหลบตา เขาถูแหวนรูปใบไม้บนนิ้วนางซ้ำๆ อย่างกังวลใจ ตามพื้นนิสัยเด็กที่เติบโตมาในป่าเขาลำเนาไพรและเที่ยวซุกซนตามหมู่บ้านต่างๆ เช่นเขา ไม่เคยนึกฝันว่าจะต้องเข้าไปอยู่ท่ามกลางชนชั้นสูง ราชสำนักของกษัตริย์อาเธอร์มีสิ่งที่เรียกว่าโต๊ะกลมแห่งคาเมล็อตอยู่ ลักษณะของมันคือโต๊ะกลมไม่มีเหลี่ยมมีมุม อัศวินทุกคนที่นั่ง ณ ที่แห่งนั้นนับเป็นมนุษย์เสมอภาคกันทุกผู้ ไม่ว่าจะยากดีมีจน หนุ่มแก่หรือว่าฐานันดรแตกต่างกันเพียงใด ทว่าแลนเซล็อตไม่คิดว่าเขาจะมีฝีมือมากพอที่จะเป็นส่วนหนึ่งของบรรดาอัศวินโต๊ะกลมได้


อีกประการหนึ่ง ไนเนียนอายุไม่น้อยแล้ว แม้ว่านางจะดูสาวและสวยสดตลอดเวลา แลนเซล็อตเคยประมาณอายุนางเทียบกับมารดาของเด็กในหมู่บ้าน เขาเองก็ประหลาดใจเช่นกัน นางไม่เคยดูแก่ลงในแต่ละช่วงปีที่เขาเติบโตขึ้น แต่เขาคิดว่านั่นเป็นเพราะนางมีเวทมนตร์


“ข้าเป็นห่วงท่าน ท่านอยู่คนเดียว ไม่เคยออกไปในหมู่บ้านเลย...”


“อันที่จริงข้าไม่ใช่แม่เจ้า”


“อะไรนะ?”


เขาหันขวับไปมองทันที ดวงตาของนางวาวระยับ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์คล้ายเหยียดริมฝีปากทำให้เขารู้ว่าถูกหลอกเข้าอย่างจัง


“ท่านหลอกข้า!”


“ข้าไม่ได้หลอก” นางปฏิเสธ ทว่ายังคงยกยิ้มเช่นเดิม “ถ้าข้าเป็นแม่เจ้า แล้วไหนล่ะพ่อเจ้า”


“ข้าไม่รู้”


“ข้าไม่เคยสมรส เจ้าอย่ามาแอบอ้างตัวเองเป็นลูกข้าเลย” นางหุบยิ้มแล้วแสร้งโอดครวญ “เลี้ยงดูทารกแล้วยังถูกเจ้าทารกเดินตามต้อยๆ ราวกับลูกเป็ดเพิ่งฟักจากไข่ก็ไม่ปาน น่าสงสารตัวข้าจริงๆ แลนเซล็อต เจ้าปล่อยให้ข้าพ้นภาระเลี้ยงดูเด็กๆ แล้วออกไปผจญภัยตามหาเจ้าชายสักคนเถิดนะ”


“ข้าไม่ใช่ลูกท่านจริงๆ หรือ?”


“ก็จริงน่ะสิ”


“แล้วพ่อกับแม่ของข้าเป็นใคร?”


“นั่น” ไนเนียนย้ายร่างอ้อนแอ้นของตัวเองเข้ามาหา แตะปลายจมูกของเขาด้วยนิ้วเรียวขาวผ่องของนาง “เป็นสิ่งที่เจ้าต้องหาคำตอบเอาเอง เอาล่ะ รีบไปเตรียมสัมภาระและออกเดินทางได้แล้ว”


“ประเดี๋ยวสิ” เขาว่า “แล้วลีโอเนลกับบอร์ส...”


“เจ้าสองเด็กนั่นยังเป็นแค่เด็กรับใช้อัศวิน ไม่ช้าข้าจะให้เขาติดตามเซอร์เควินไปที่คาเมล็อต เขาจะได้เป็นอัศวินที่ทรงเกียรติไม่แพ้เจ้า” นางเร่งรัดเขา “ไปสิ แลนเซล็อต ไปค้นหาอดีตและอนาคตของเจ้าด้วยตัวเจ้าเอง”


และโดยไม่เต็มใจอย่างยิ่ง แลนเซล็อตก็ถูกผลักออกจากบ้านที่เคยอาศัยอยู่มาตลอดชีวิต พร้อมด้วยสัมภาระใบเล็กและม้าคู่ใจอย่างเจ้าเนส เขายืนงุนงงอยู่หน้าประตูบ้าน ทบทวนเสียงของไนเนียนที่เจื้อยแจ้วสั่งให้เขาไปปลุกเซอร์เควินในหมู่บ้านและออกเดินทางเสียตั้งแต่เช้ามืด หารู้ไม่ว่าคนภายในบ้านที่เพิ่งกระแทกประตูใส่หน้าตนยืนหัวเราะคิกคักและกลอกตาไปมาอย่างซุกซน นัยน์ตาสีเขียวราวกับมรกตที่แทรกอยู่ในเนื้อใบไม้วูบวาบราวกับลูกแก้วของนักทำนาย


“เมอร์ลิน ข้าส่งลูกสุนัขตัวใหญ่ไปให้ท่านแล้วนะ...”











ในคราแรก แลนเซล็อตคิดว่าพวกเขามาถูกทางแล้ว


“ไม่ควรมีต้นโอ๊คอยู่ตรงนี้” เซอร์เควินขมวดคิ้ว “ข้าเคยมาคาเมล็อตหลายครั้งแล้ว มันไม่ควรมีต้นโอ๊คใหญ่อยู่ริมทางเช่นนี้”


“ครั้งสุดท้ายที่ท่านมาจนถึงเวลานี้เพียงพอที่จะให้ต้นโอ๊คเติบโตหรือไม่ขอรับ?”


“ข้าคิดว่าไม่...”


กระต่ายตัวหนึ่งถลันตัดหน้าม้า เจ้าพลัม ม้าของเซอร์เควินกรีดร้อง มันยกขาหน้าขึ้นตะกุยอากาศ


“เควิน!”


“ไม่เป็นไร” อัศวินหนุ่มควบคุมสติได้ดีพอที่จะกอดคอม้าไว้แน่น รอกระทั่งเจ้าพลัมสงบลงเขาจึงค่อยๆ ปีนลงจากหลังม้าและผูกมันกับกิ่งต้นโอ๊คที่หักโค่น “ข้าคิดว่าคงต้องใช้เวลาให้พลัมสงบลงอีกหน่อย”


แลนเซล็อตมองดูเนสที่นิ่งสงบอย่างประหลาด สายตาเขาจากระดับเหนือพื้นดินทอดออกไปไกลคล้ายเห็นปล่องไฟของที่พักอาศัยอยู่ไกลๆ เขาเหวี่ยงตัวลงจากหลังม้า จูงเจ้าเนสที่เดินโขยกเข้าไปกินหญ้าไม่ห่างจากเจ้าพลัมนัก


“ตรงนั้นดูเหมือนจะมีบ้านคน ข้าจะไปสำรวจ”


“ระวังตัวด้วยแลนเซล็อต” ผู้เป็นอาจารย์เตือน เขาพยักหน้ารับ


เดินเท้าเพียงไม่ไกลก็พบลานบ้านกว้าง เครื่องมือเหล็กที่ระเกะระกะอยู่ตามพื้นทำให้เดาได้ว่าเป็นกระท่อมของช่างตีเหล็กนั่นเอง เขาปีนข้ามรั้วเตี้ยอย่างระมัดระวัง ในใจรู้สึกยินดี...มีกระท่อมของช่างตีเหล็กย่อมหมายถึงมีหมู่บ้าน พวกเขาเจอชุมชนสำหรับค้างแรมชั่วคราวในคืนนี้แล้ว


“ขออภัยนะขอรับ! มีใครอยู่ไหมขอรับ!?”


เขาเคาะประตูและตะโกนเรียก เดิมทีก็เพียงเรียกอย่างสุภาพ ทว่าเงาจากหน้าต่างกระท่อมไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวทำให้เขาต้องเพิ่มระดับเสียง


“มีใครอยู่…!!”


ชายผู้หนึ่งโผล่ศีรษะออกมาจากระหว่างผนังที่สร้างด้วยหินของตัวกระท่อมกับสุมทุมพุ่มไม้ เขาผงะ ชายหนุ่มผู้นั้นมีใบหน้ามอมแมมเหมือนลูกสุนัขที่เพิ่งเล่นซุกซน เส้นผมหยักศกสีเข้มล้อมรอบกรอบหน้าคมสัน อีกฝ่ายมองดูเขาอย่างฉงน


“ท่านคือผู้ใด?”


แลนเซล็อตเพิ่งตั้งสติได้ แจ้งนามของตนออกไปอย่างรวดเร็ว


“ข้าคือแลนเซล็อตแห่งทะเลสาบ เป็นอัศวินใหม่กำลังเดินทางไปยังคาเมล็อต มิทราบว่าจะรบกวนท่านเอื้อเฟื้อที่พักและอาหารให้ข้ากับเซอร์เควินได้หรือไม่ หากมีสิ่งใดตอบแทนที่ข้าพอทำให้ได้ ข้าจะตอบแทนท่านอย่างเต็มที่ทีเดียว”


ชายผู้นั้นพยักหน้าก่อนจะก้าวล้ำออกมาจากเงาของตัวกระท่อม เขาจึงเห็นว่าอีกฝ่ายสวมชุดเกราะอ่อนและรองเท้าเปรอะเปื้อนโคลนเป็นหย่อม กอปรกับใบหน้าอ่อนวัยทำให้แลนเซล็อตคาดการณ์ว่าเจ้าตัวคงเป็นผู้ช่วยอัศวินที่มาติดต่อธุระกับช่างตีเหล็กมากกว่าจะเป็นเจ้าของบ้าน และก็เป็นไปดังคาด อีกฝ่ายเดินนำเขาอ้อมกระท่อมไปทางด้านหลัง


เมื่อเดินเท้าจนพ้นแนวรกทึบของต้นไม้ ชายในชุดเกราะอ่อนก็เอ่ยขึ้น


“ข้าทำชิ้นส่วนเกราะต้นแขนหล่นลงไป รบกวนท่านช่วยจับมือข้าตอนที่ข้าเอื้อมลงไปเก็บได้หรือไม่?”


แลนเซล็อตรู้สึกประหลาดใจที่อีกฝ่ายไม่ไหว้วานให้เขาเป็นฝ่ายลงไปเก็บ เขาพยักหน้ารับ ถอดหมวกเกราะ และยื่นมือให้ชายผู้นั้นจับ


อากาศในอาณาบริเวณชื้นยิ่งนัก คล้ายได้ยินเสียงน้ำไหลอยู่ไกลๆ พื้นโคลนลื่นใต้ฝ่าเท้าทำให้เขาเข้าใจเหตุผลของอีกฝ่าย ชายในชุดเกราะอ่อนหยั่งเท้ากับพื้นลาดชันซึ่งนำลงไปสู่ที่ราบเบื้องล่าง มือเอื้อมไขว่คว้าชิ้นส่วนเกราะเหล็กซึ่งติดค้างอยู่บนก้อนหินขรุขระ แลนเซล็อตคว้าลำต้นของต้นไม้ต้นหนึ่งเพื่อยึดเหนี่ยว ดูเหมือนชิ้นส่วนเกราะจะหล่นลงไปไกลกว่าที่คิด


“ได้หรือไม่ขอรับ?” เขาถามทั้งที่พอเห็นว่าอีกฝ่ายหยิบไม่ถึง ปลายนิ้วใหญ่เริ่มคลายเพื่อเพิ่มระยะทางให้เอื้อมได้ไกลยิ่งขึ้น


“ใกล้แล้ว…” เสียงตอบกลับยังไม่ทันขาดคำ ชายในชุดเกราะอ่อนก็ลื่นล้มพรืด ดึงให้แลนเซล็อตล้มตามไปด้วย เขารีบกอดศีรษะคนตรงหน้าไว้ ใช้ร่างตนเองเป็นเกราะกำบังให้คนที่ตัวเตี้ยและผอมบางกว่า ร่างทั้งคู่กลิ้งหลุนๆ จนไปหยุดลงตรงที่ราบใกล้ลำธาร อากาศชื้นแฉะจู่โจมโพรงจมูกเขาและช่วยกระชากสติกลับมาอย่างรุนแรง แลนเซล็อตรีบผละออกก่อนที่น้ำหนักเกราะของตนจะเผลอทับอีกฝ่ายจนหายใจไม่ออก


เขาเรียกและแตะตัวอย่างเบามือด้วยเกรงว่าอีกฝ่ายจะได้รับบาดเจ็บ “ท่าน!...เจ็บตรงไหนบ้างหรือไม่ขอรับ?”


ชายในชุดเกราะอ่อนสำลัก คงเพราะน้ำหนักที่กดทับเมื่อครู่ เขาเฝ้าดูอีกฝ่ายหอบหายใจหนักๆ ด้วยความเป็นห่วง ทว่าอีกไม่กี่วินาทีต่อมา อีกฝ่ายก็ระเบิดเสียงหัวเราะห้าวๆ ดังลั่น


แลนเซล็อตเลิกคิ้ว งุนงงสุดขีด ทว่าเสียงหัวเราะเต็มที่อย่างสนุกสนานชวนให้อดหัวเราะตามไม่ได้ ทั้งคู่หัวเราะกันโดยไม่มีเหตุผลจนท้องคัดท้องแข็งและเริ่มรู้สึกเจ็บซี่โครง เขาจำไม่ได้เลยว่าเคยหัวเราะเต็มที่เช่นนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไร 


“ขอบคุณท่านมากนะขอรับที่ช่วยข้าเก็บชิ้นส่วนเกราะขึ้นมาได้”


เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าในมือของชายในชุดเกราะอ่อนคือชิ้นส่วนเกราะที่พวกเขาพยายามเก็บเมื่อครู่ ผู้เป็นเจ้าของเอาชิ้นส่วนมาแปะต้นแขนแล้วหัวเราะอีกครั้ง เสียงหัวเราะของเจ้าตัวคล้ายจะมีเวทมนตร์อย่างวิเศษ แลนเซล็อตยิ้มกว้าง จับมืออีกฝ่ายที่ยื่นมาเพื่อช่วยเขาพยุงตัวให้ลุกขึ้นยืน เขาจึงได้สังเกตใบหน้าของชายผู้ซึ่งร้องขอความช่วยเหลือจากเขาอีกครั้ง โครงหน้าค่อนข้างเรียวเล็ก โหนกแก้มชัด สันจมูกโด่ง ริมฝีปากบาง ล้วนเป็นสิ่งที่เขาเห็นได้ในแวบแรกที่พบหน้า


ทว่าสิ่งที่เขาเพิ่งตระหนักคืออีกฝ่ายมีดวงตาที่งดงามนักยามหัวเราะ...ดวงตาสีฟ้าสดใสที่โค้งลงคล้ายจันทร์เสี้ยว ซ่อนประกายอ่อนละมุนร่าเริงราวกับกวางป่า


แลนเซล็อตรู้สึกได้ว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะ...ตึก...


หากทาบมือทับตำแหน่งอกของตนเอง ก้อนเนื้อข้างใต้ก็คงจะส่งแรงต้านเป็นจังหวะประหลาดมาให้ เป็นเพราะเหตุผลใดกันแน่นะ เขาไม่เคยรู้เลย...ตึก...


ชายผู้สวมเกราะอ่อนไม่ได้ทราบถึงความจริงในหัวใจเขาข้อนี้ ส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตรและไถ่ถาม


“เมื่อครู่ท่านบอกว่าท่านเป็นอัศวินใหม่ที่กำลังเดินทางไปคาเมล็อตใช่หรือไม่?”


เขาหลุดจากภวังค์และพยักหน้ารับ อีกฝ่ายจึงยิ้มให้อีกครั้ง


“ตามข้ามาเถิด ข้ารู้ว่าที่ที่ท่านต้องไปคือที่ใด”











แลนเซล็อตกับชายในชุดเกราะอ่อนวกกลับไปรับเซอร์เควินกับม้าทั้งสองที่ดูจะอารมณ์ดีขึ้นมากแล้ว ก่อนทั้งสามจะขี่ม้าไปตามทางราบเรียบซึ่งถูกปกคลุมด้วยใบไม้แห้งกรอบ ชายในชุดเกราะอ่อนบอกเล่าว่าคาเมล็อตอยู่เพียงไม่ไกลจากนี้ ขี่ม้าอีกไม่กี่ชั่วโมงก็ถึง อันที่จริงฝ่ายนั้นเสนอให้ทุกคนขี่ม้าลัดไปทางทิศตะวันออกและตัดข้ามทุ่งกว้าง ทว่าเซอร์เควินคล้ายจะไม่ไว้วางใจจึงปฏิเสธอย่างสุภาพ


เพียงไม่กี่ชั่วโมงอย่างที่ชายในชุดเกราะอ่อนว่า พวกเขาก็มาถึงประตูเมืองซึ่งพาดข้ามคูเมืองกว้าง มีผู้คนสัญจรอยู่ประปราย ปราสาทอันเป็นที่พำนักแห่งกษัตริย์และเหล่าอัศวินผู้กล้า บัดนี้เห็นได้จากชายธงที่ปลิวไสวเหนือยอดหอคอยไกลลิบตา ชายในชุดเกราะอ่อนชักม้าสบายๆ ท่าทางเจ้าตัวจะคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้เป็นอย่างดี เซอร์เควินกล่าวขอบคุณอีกฝ่ายด้วยใจจริง


“ฝ่าบาท!”


ณ ประตูเมืองซึ่งมีทหารเวรยามเฝ้าตรวจตราคนเข้าเมือง อัศวินผู้หนึ่งวิ่งตัดหน้าผู้อื่นมาหาชายในชุดเกราะอ่อนด้วยความร้อนใจ เครื่องแต่งกายที่เป็นเหล็กในตัวกระทบกันส่งจนเสียงก๊องแก๊งไปหมด


“ฝ่าบาทเสด็จประพาสไปหนใดหรือพ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมส่งคนไปตามหา...”


“เงียบเสียกาเวน เจ้ากำลังทำให้สหายของเราตกใจ” ชายในชุดเกราะอ่อนตัดบท เหวี่ยงตัวลงจากหลังม้าด้วยท่วงท่าสง่างาม


ในขณะที่แลนเซล็อตกำลังตะลึงงัน เซอร์เควินที่อยู่บนหลังม้าเคียงข้างเขาก็ตวัดร่างลงจากหลังม้าลงไปคุกเข่าอยู่กับพื้น


“กระหม่อมขอประทานอภัยที่เสียมารยาทต่อหน้าองค์กษัตริย์อาเธอร์แห่งคาเมล็อตผู้กล้าหาญ ขอพระองค์โปรดเมตตา”


“ให้ตายเถิด นี่ข้าไม่มีพรสวรรค์ในการหลอกใครเลยหรือนี่” ชายในชุดเกราะอ่อนอุทาน เหลือบตามองแลนเซล็อตที่เพิ่งตั้งสติได้และคุกเข่าลงกับพื้น “อย่างน้อยหนุ่มน้อยตรงนี้ก็ถูกข้าหลอกสำเร็จอยู่หนึ่งรายนะ”


เขาหน้าร้อนวาบ ในยามที่องค์กษัตริย์เสด็จเข้าเมืองและขึ้นขี่ม้าเหยาะย่างอีกครั้ง แผ่นหลังของผู้สูงศักดิ์กว่าตกอยู่ในเงามืดแห่งแสงอาทิตย์สุดท้ายที่ตกกระทบใบหน้าเสียจนพร่ามัวในสายตาของผู้ที่ขี่ม้าตามหลัง สว่างไสวพร่างพราวและขับเน้นให้อีกฝ่ายดูสูงส่งเกินเอื้อม




แลนเซล็อตรู้สึกว่าเขาคงไม่มีวันลืมภาพตรงหน้าได้เลย











โคมระย้า น้ำตาเทียน จอกเหล้า อัศวิน และหนึ่งกษัตริย์


แลนเซล็อตไม่แปลกใจเลยหากเขาจะตื่นเต้นจนเป็นลมไปเสียก่อน


“ประกาศนามแห่งเจ้า”


“เซอร์แลนเซล็อตแห่งทะเลสาบ”


เขารู้ดีว่าตนออกจะน่าอับอาย แต่ต้องสารภาพว่าเขาอยากกลับบ้านจับใจ


“ข้าอาสาขอท้าประลอง” อัศวินผู้มีใบหน้าเป็นรอยปุปะและมีรอยยิ้มมั่นอกมั่นใจในตัวเองพูดขึ้น เขามองแลนเซล็อตอย่างพิจารณา “หากถึงตัวข้าได้ด้วยคมดาบนั่นก็นับว่ามีฝีมือแล้ว อย่าคาดหวังว่าจะล้มข้าได้หรอก”


“ข้ายินดีรับคำท้า” อัศวินหนุ่มเกราะเงินตอบรับอย่างเด็ดเดี่ยว


เด็ดเดี่ยวบ้าอะไร...ในใจแลนเซล็อตผู้อ่อนต่อโลกสั่นรัวด้วยความถี่ระดับเดียวกับจักรเย็บผ้า แต่เขาสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้คนแรกได้ด้วยความได้เปรียบด้านส่วนสูง ทว่าคู่ต่อสู้คนต่อไปคืออัศวินผู้มีหนวดเคราสีแดงเพลิงและสูงท่วมหัว เขาก็ยังเอาชนะได้...และยังเอาชนะได้อีกเรื่อยๆ...


“พอเถิด เราไม่อยากให้อัศวินของข้าบาดเจ็บไปมากกว่านี้อีกแล้ว” อาเธอร์หัวเราะ ผายมือไปยังเก้าอี้ในโต๊ะกลมที่ยังว่าง “เชิญ ท่านเซอร์แลนเซล็อต โต๊ะกลมแห่งนี้เปิดรับท่านแล้ว”


ห้องโถงใหญ่คล้ายลืมหายใจกันไปชั่วขณะหนึ่ง แลนเซล็อตเก็บดาบใส่ฝัก ก้าวยาวๆ ตัดข้ามห้องโถง บนพนักเก้าอี้สูงที่รายล้อมโต๊ะกลมหากไม่มีอัศวินผู้องอาจจับจองอยู่ ก็จะมีชื่อสลักปรากฏบ่งบอกว่าผู้เป็นเจ้าของจากไปทำภารกิจในแดนไกล แลนเซล็อตเดินผ่านเก้าอี้เหล่านั้นจนกระทั่งพบว่าเก้าอี้ด้านขวามือขององค์กษัตริย์ว่างอยู่


ทันทีที่เขาแตะมัน อักษรเปลวเพลิงก็ผุดวาบขึ้น ประทับจารชื่อเขาไว้บนพนักนั้น ชายหนุ่มเก็บอาการตกใจแสร้งทำเป็นรู้ดีอยู่แล้วขณะนั่งลง มิได้สังเกตว่าวินาทีนั้นเสียงซุบซิบได้ดังไปทั่วห้องโถงกว้างอีกระลอก


“มีชื่อสลักปรากฏอยู่...”


“เซอร์แลนเซล็อตคืออัศวินโต๊ะกลมที่แท้จริง...”


อาเธอร์ยิ้ม หันไปถามไถ่และพูดคุยกับอัศวินที่ประมือกับเขาด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะสอบถามความเป็นอยู่ของเขาและให้คนจัดห้องพักของเขาในปราสาทให้ อาจเป็นเพราะเพิ่งได้รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นกษัตริย์ไม่นานมานี้ แลนเซล็อตจึงรู้สึกตื่นๆ ไม่กล้าสบตาคู่สีฟ้าใสตรงหน้า จนกระทั่งไม่ได้สังเกตว่าคนข้างกายยิ้มขำและโน้มตัวลงมากระซิบ


“ไม่ต้องเกรงใจข้ามากก็ได้ คิดเสียว่าข้าเป็นผู้ช่วยอัศวินตัวมอมแมมที่ท่านเจอในวันนั้นก็ได้”


“ท่านรู้ได้อย่างไร!?” เขาเผลอส่งเสียงดัง


เสียงพูดคุยเซ็งแซ่ในห้องโถงเงียบกันไปอีกอึดใจหนึ่ง มีทั้งสายตาขบขันและสมเพชจ้องมองเขา ชายหนุ่มกวาดตามองไปทางอื่นอย่างเก้อกระดาก จึงได้สบตากับบุคคลที่ยืนอยู่ทางซ้ายมือของกษัตริย์อาเธอร์เยื้องไปด้านหลัง บุคคลผู้นั้นสวมชุดสีฟ้าอ่อนและมีเครายาวสีเงิน...พ่อมดเมอร์ลินนั่นเอง เขาสะดุ้ง ถึงแม้จะไม่ทราบเรื่องในราชสำนักสักเท่าใด แต่ชื่อเสียงของคนผู้นี้ขจรขจายจนอาจกล่าวได้ว่าไม่มีผู้ใดไม่รู้จัก


แลนเซล็อตไม่เคยเห็นบุคคลดังกล่าว แต่เขามั่นใจจากท่าทีและวิธีที่ชายชรายืนอยู่ข้างองค์กษัตริย์อย่างมีความสำคัญ เวลานี้เมอร์ลินกำลังจ้องเขาเขม็ง ดวงตาสีฟ้าคมกล้าที่ไม่เหมือนองค์กษัตริย์แม้แต่น้อยหรี่ลงด้วยความไม่พอใจอย่างยิ่ง











นานนับปีที่แลนเซล็อตได้เข้ามาอยู่ในราชสำนักของกษัตริย์อาเธอร์ ความตื่นคน ความไม่มั่นใจอย่างเด็กเริ่มจางหายไป อาจเป็นเพราะไม่ช้าเขาก็เรียนรู้ว่าฝีมือตนอยู่ในอันดับต้นๆ ไม่เพียงแค่ประมือกับอัศวินในเมืองหลวง แต่บางทีแลนเซล็อตก็ออกท่องไปในอาณาจักรกว้าง ช่วยเหลือผู้คนตามประสาคนที่ไม่ถือตัว ชื่อเสียงของเขาแผ่ไพศาลเสียจนบางครั้งเพื่อนอัศวินก็ยังออกปากหยอกล้อไม่ได้


อาจมีแค่คนผู้เดียวที่เขาไม่อาจสู้ได้


“แลนเซล็อตกลับมาหรือ?” เสียงห้าวที่เขาคุ้นเคยดังมาก่อนที่เขาจะก้าวเท้าเข้าไปในลานประลองเสียอีก ลานเซล็อตยิ้ม ทั้งเนื้อทั้งตัวขององค์กษัตริย์หนุ่มมองอย่างไรก็คล้ายเด็กหนุ่มอายุยี่สิบต้นๆ ยิ่งยามที่เจ้าตัวทำเสียงตื่นเต้นราวกับเด็กได้ของขวัญเช่นนี้อีก “เขาอยู่ไหน? เรียกเขามาพบข้า?”


“กระหม่อมอยู่นี่พ่ะย่ะค่ะ” แลนเซล็อตกำลังจะลงจากม้าเพื่อคำนับกษัตริย์ของตน ทว่าอาเธอร์ที่ขี่ม้าสวนมากลับตีที่ไหล่เขาอย่างรวดเร็วก่อนควบม้านำไป อัศวินหนุ่มรีบกลับตัวม้าและควบตาม บางครั้งระหว่างทั้งคู่ก็ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูด


ม้าสีขาวของอาเธอร์โลดถลาผ่านป้อมปราการต่างๆ ผ่านบ้านเรือน ผ่านกำแพงและคูเมืองที่ปกป้องเมืองหลวงอันเจริญรุ่งเรืองรองน่าภาคภูมิใจของพวกเขา สู่ป่ารกทึบซึ่งซุกซ่อนความลี้ลับต่างๆ ไว้มากมาย ผ่านผืนดินอุดมสมบูรณ์ ผ่านใบไม้เขียวขจีที่ซ่อนเสียงเพรียกกระซิบแห่งภูตพรายไว้ อากาศเย็นทำให้เขารู้สึกสดชื่นและฟื้นคืนพละกำลังวังชา ความตื่นเต้นกลับคืนมาราวกับได้ย้อนกลับไปครั้งที่เขายังเป็นเด็กไม่รู้ประสา เที่ยวซอกซอนในพงไพรและเฝ้าฝันถึงวันที่จะได้เป็นอัศวินใหญ่...


จู่ๆ ม้าของพวกเขาก็ทะลุมายังลานกว้าง เขารั้งม้า เกือบไม่ทันเห็นคนที่ขี่ม้านำอยู่ข้างหน้ากลับตัวและเหวี่ยงดาบเข้าฟาดฟัน


เคร้ง!


“เหม่อลอยหรือ? ไม่สมกับเป็นเจ้าเลยนะ” เสียงหัวเราะที่คุ้นเคยดังกังวาน และแลนเซล็อตต้องกระตุกยิ้มมุมปาก ขอบคุณปฏิกิริยาอันว่องไวของตนเองที่ยังไม่เสียท่าให้เด็กเจ้าเล่ห์คนนี้


“อย่าลืมไปเสียเล่าว่าการประลองระหว่างเรายังไม่มีผู้แพ้ชนะ”


อีกฝ่ายกระซิบ ก่อนจะตวัดอาวุธเข้ารุกไล่ทันที แลนเซล็อตร้องออกมาดังลั่น หมดมาดอัศวินผดุงคุณธรรมที่ชาวบ้านนับถือโดยสิ้นเชิง


“เดี๋ยวพ่ะย่ะค่ะ! ฝ่าบาท! กระหม่อมทูลแล้วว่า...”


“เรื่องที่เจ้าไม่ถนัดสู้บนหลังม้าหรือ? ตลกน่า ข้าบอกให้เจ้าไปฝึกเพิ่มเติมมาตั้งนานแล้ว ตอนนี้เจ้าก็เป็นอัศวินที่เก่งกาจที่สุดในอาณาจักรข้าไม่ใช่หรือ!?”


“ไม่ถนัดก็คือไม่ถนัดพ่ะย่ะค่ะ!”


เมื่ออัศวินหนุ่มยืนยัน ผู้สูงศักดิ์กว่าจึงยินยอมลงจากหลังม้าอย่างไม่เต็มใจนัก ท่วงท่าจับดาบสูงระดับสายตาของกษัตริย์หนุ่มถูกต้องสวยงามทุกระเบียบนิ้ว ทว่าไม่ทันได้นึกชมไปมากกว่านี้ อีกฝ่ายก็ยกดาบและพุ่งเข้าใส่


คราวนี้แลนเซล็อตตั้งตัวทัน ยกดาบขึ้นมากันและจู่โจมกลับไปทันที พวกเขาประดาบกันหลายท่า ผลัดกันได้เปรียบและเสียเปรียบ ฝีมือของอาเธอร์ไม่ใช่เพียงแค่พอไม่ให้ขายหน้า แต่อีกฝ่ายถนัดการโจมตีระยะประชิด อาศัยสติและความว่องไวในการแก้สถานการณ์ เทียบกันแล้วเขาออกจะแพ้ทางดาบของอีกฝ่าย แต่แท้จริงแล้วอาจเป็นเพราะดวงตาสีฟ้าคู่นั้น...ดวงตางดงามคู่คุ้นเคยที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานอย่างเด็ก ทั้งไร้ซึ่งความกังวลและปราดเปรียวยิ่งนัก แลนเซล็อตรู้สึกว่าตนเองกำลังหลงลืมทุกสิ่ง รอยยิ้มปรากฏบนริมฝีปากอย่างโง่งม...ไม่อยากให้ช่วงเวลานี้สิ้นสุดลงเลย ไม่ใช่เพราะความเห็นแก่ตัว แต่เพราะการที่ได้มาเห็นกับตาว่าอีกฝ่ายยังคงสุขสบายดีนั้นเป็นยอดปรารถนาสำหรับเขา


รู้สึกตัวอีกทีตอนที่ดาบถูกฟันกระเด็นหลุดจากมือ และคมเขี้ยวของดาบศักดิ์สิทธิ์จี้คอเขา


“เจ้าออมมือให้ข้าอีกแล้ว!” อาเธอร์ร้อง เดินเข้ามาหาจนปลายดาบกดลึก ทำให้แลนเซล็อตยิ้มไม่ออกชอบกล “ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าในการประลองข้าเป็นเพียงคู่มือของเจ้า เป็นอัศวินที่มีฐานันดรทัดเทียมกัน”


“ข้ารู้” อัศวินหนุ่มเปลี่ยนมาใช้ภาษาไม่เป็นทางการดังเช่นยามที่พวกเขาอยู่กันเพียงลำพัง “แต่ข้าไม่ได้จงใจออมมือให้ท่านนะขอรับ”


“เช่นนั้นเรียกว่าอะไร?”


กษัตริย์หนุ่มกระทุ้งปลายดาบใส่เขาอีกครั้ง และโดยไม่เว้นจังหวะให้ตั้งตัว แลนเซล็อตก็ก้มตัวลงกะทันหัน กวาดเท้าออกไปเตะตัดขาคนตรงหน้าที่ไม่ทันคาดคิด อาเธอร์อุทาน เสียหลักล้มหงายหลัง แต่แล้วสัญชาตญาณก็ทำให้เขารีบผวาเอื้อมมือไปรับ เกี่ยวเอวอีกฝ่ายไว้ได้ทันเวลา


ดวงหน้าของกษัตริย์หนุ่มในระยะประชิดคือสิ่งที่เขาไม่เคยคาดฝันมาก่อน เสียงหอบหายใจเบาๆ ดังอยู่ข้างหู และดวงตาคู่งามที่เบิกมองเขาอย่างแตกตื่น ความถนอมเอ็นดูท่วมท้นหัวใจเขาอย่างกะทันหัน ทว่ากลับผสมปนเปด้วยบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ เราอยู่ใกล้ชิดกันมาก จนเขาแทบจะเห็นทุกรายละเอียดของรอยกระบนสันจมูกโด่ง...


“ถ้าข้าเป็นงู ข้าคงฉกเจ้าตายไปแล้วนะเนี่ย”


มีดเล่มบางเฉียบ จ่อแทงอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างเกราะพอดิบพอดี แลนเซล็อตคล้ายได้สติจึงปล่อยหัวเราะเต็มเสียง ปล่อยเอวเจ้างูพิษให้เป็นอิสระ อาเธอร์โยนมีดทิ้ง ทรุดตัวลงนอนบนพื้นหญ้านุ่มๆ พลางตบๆ ข้างกายให้เขานอนลงบ้าง


“ท่านขี้โกง” อัศวินหนุ่มพยายามขันเกราะบางชิ้นออกก่อนทิ้งตัวลงนอน กอดอกพลางหันไปทักท้วงคนข้างๆ ด้วยท่าทีที่แสร้งทำเป็นขึงขัง


 “เจ้าก็ขี้โกง มีอัศวินมีเกียรติที่ไหนเขาเตะตัดขากัน ลูกไม้ชาวบ้าน” อีกฝ่ายย่นจมูกใส่เขาก่อนแยกเขี้ยว “ออกรบคราวหน้าเมื่อไร เจ้าไม่มีโอกาสร่ำร้องให้คู่ต่อสู้ลงจากหลังม้ามาสู้ตัวต่อตัวอย่างที่เจ้าถนัดแน่!”


“ข้าไม่ขอให้ใครทำเช่นนั้นนอกจากท่านหรอก” เขาหัวเราะ


อาเธอร์หันมาตะแคงมองเขา ปากเม้ม ดูราวกับกำลังปรึกษาปัญหาบ้านเมือง


“เช่นนั้นข้าควรดีใจใช่หรือไม่ที่เจ้าให้เกียรติต่อรองขอสู้ด้วยวิธีที่ตัวเองถนัดที่สุด และข้าก็ชนะเสียด้วย ชื่อเสียงอัศวินที่เก่งกาจที่สุดในคาเมล็อตของเจ้าเนี่ย ข้าควรขอคืนใช่หรือไม่”


“ท่านเป็นกษัตริย์ ท่านจะเอาอันใดอีก” เขาหัวเราะอีกครั้ง


“เป็นกษัตริย์ไม่ได้แปลว่าข้าเก่งที่สุด เป็นกษัตริย์ก็ยังต้องพึ่งพาแรงและฝีมือจากพวกเจ้า พึ่งพาความเฉลียวฉลาดของเมอร์ลิน พึ่งพาความชำนาญของช่างฝีมือ พึ่งพาความขยันขันแข็งของชาวบ้าน พึ่งพาโชคชะตา...”


เสียงจริงจังของคนข้างกายเงียบแผ่วไป แลนเซล็อตหันไปมอง เห็นอีกฝ่ายกำลังหลุบตาต่ำอย่างมีบางอย่างในใจ


แม้เขาจะไม่ได้อยู่คาเมล็อตข้างกายอาเธอร์ตลอดเวลา แต่ทุกครั้งที่เข้าเมือง การไปพบอีกฝ่ายเป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับเขาเสมอ การครุ่นคิดในยามว่างว่าอีกฝ่ายจะเป็นเช่นไรก็เป็นเรื่องสำคัญสำหรับเขาเช่นกัน เขามักจะสังเกตทุกรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และการแสดงออกที่พยายามเก็บซ่อนอารมณ์ของกษัตริย์หนุ่มผู้ทรงภูมิและพลาวุธประดุจรูปเคารพ จนบางครั้งก็อาจเอื้อมเผลอนึกไปว่าตนเข้าใจชายหนุ่มผู้นั้นดี


กระแสนัยน์ตายิ่งเจือความอ่อนโยนเท่าไร น้ำเสียงก็ยิ่งอ่อนละมุนเท่านั้น


“แต่การที่ท่านยืมมือพวกเราไปใช้ในทางที่เหมาะสม บริหารจัดการอย่างชาญฉลาดและเห็นค่าของทุกๆ คนในอาณาจักร นั่นก็เป็นความเก่งกาจของท่านเหมือนกันไม่ใช่หรือ”


เขารู้ดี...อาเธอร์เป็นกษัตริย์ท่ามกลางข้อครหามากมาย มีเพียงคำยืนยันจากเมอร์ลินว่าเด็กหนุ่มเล็กๆ ผู้ดึงดาบออกจากศิลาได้ในวันนั้น คือบุตรชายแห่งกษัตริย์อูเธอร์และจะกลายเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ในภายภาคหน้า จึงจะทำให้ทุกคนยอมรับในฐานะของเจ้าตัว กระทั่งในต้นรัชสมัยยังมีพ่อค้าชนชั้นกลางพูดกันทั่วไปว่าองค์กษัตริย์เด็กมีพ่อมดเมอร์ลินคุ้มหัว อาเธอร์ที่ฝ่าฟันถ้อยคำติฉินนินทาและสบประมาทมากมายเพียงใดกว่าจะกลายเป็นกษัตริย์อาเธอร์ที่ทุกคนยอมรับนับถือ อย่างไรเขาก็ไม่อาจจินตนาการได้และรู้สึกเลื่อมใสอยู่มาก


นอกเหนือจากความเคารพเลื่อมใสนั้น แลนเซล็อตยังรู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งเจือปนอยู่ บางสิ่งที่คล้ายคลึงกับ...ความสงสาร?


นัยน์ตาสีฟ้าใสของอีกฝ่ายยังบริสุทธิ์อยู่มาก คล้ายกับนัยน์ตาของเด็กเล็กๆ เขากำลังจมดิ่งลงไปอีกครั้ง...หลงอยู่ในความใสกระจ่างของลูกแก้วดวงน้อย ความยุ่งเหยิงของเส้นผมสีดำขลับหยักศกที่เกาะเกี่ยวและพันปลายกับพื้นหญ้าอย่างเป็นธรรมชาติ รอยกระที่พาดผ่านสันจมูกโด่งราวกับทางช้างเผือก และรอยยิ้มละมุนละไมที่คลี่ออกช้าๆ สอดรับกับประกายยินดีในดวงตาที่บ่งบอกว่าความรู้สึกนี้ส่งผ่านมาจากใจจริง


“ขอบใจนะ”


คงไม่แปลกหากนาทีนั้นแลนเซล็อตจะนึกอยากปกป้องรอยยิ้มนั้นไว้...ด้วยชีวิต




“คราวนี้เจ้าจะอยู่ที่คาเมล็อตนานเท่าใด?”


“อืม...จนกว่าท่านจะส่งข้าไปทำภารกิจอื่นใด ดีหรือไม่?”


“ไม่เชื่อ เจ้าหมาป่าหนุ่มค่ำไหนนอนนั่นเช่นเจ้า มีหรือจะยอมหมกตัวอยู่ในปราสาท”


“โธ่ หมาป่าเช่นข้าก็มีหัวใจนะขอรับ”


“หัวใจเจ้าอยู่ที่ใดเล่า?”


“...ในที่ที่ไม่มีผู้ใดรับรู้ หากแต่ขอให้ท่านรับรู้ไว้แค่ว่า หมาป่าอย่างข้าจะกลับมาตายรังเสมอ”











ระหว่างทางกลับสู่ห้องพักในปราสาทแลนเซล็อตผิวปากอย่างรื่นเริงตลอดทาง ก้าวเดินฉับไวแทบเปลี่ยนเป็นก้าวกระโดด กระทั่งม่านประดับตามทางเดินก็ยังดูรื่นหูรื่นตา เขาเลี้ยวหัวมุม เกือบโผล่ออกไปยังห้องโถงเล็กหากหางตาไม่สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง


ไนเนียน?


เขาเกือบจะเรียกนางด้วยความดีใจ กระโดดเข้าใส่อย่างแลนเซล็อตในวัยเจ็ดปีมักทำยามนางกลับจากธุระนอกบ้าน ทว่าเสียงทะเลาะโต้เถียงของไนเนียนกับใครบางคนทำให้เขาชะงักกึก รีบชักเท้าหลบหลังเสาหินขนาดใหญ่ทันก่อนที่ทั้งคู่จะสังเกตเห็น


“ข้าบอกว่าให้เจ้ารอก่อน!”


“คิดว่าข้าจะเชื่อฟังคำสั่งอันชาญฉลาดของท่านหรือ? เมอร์ลิน?”


เคราสีเงินยวงทำเอาเขาสะดุ้ง เมอร์ลิน? เขาไม่ใคร่ได้เสวนากับราชครูประจำราชสำนักผู้ลึกลับเสียเท่าใด เมอร์ลินพูดอะไรก็ดูเป็นปริศนาไปเสียหมด ถ้อยคำที่ฟังดูเรียบง่ายอาจเป็นคำทำนายชะตาอาณาจักรก็เป็นได้ ทว่าสิ่งที่แลนเซล็อตมั่นใจคือเขาไม่เคยเห็นเมอร์ลินโกรธจัดเช่นนี้มาก่อน มือเหี่ยวย่นกำรอบท่อนแขนอันเรียวเสลาของไนเนียนไว้แน่น


หญิงสาวสะบัดตัว ทว่าไม่หลุดจากมือที่แข็งแกร่งราวปลอกเหล็ก จึงปัดเรือนผมสีทองให้พ้นตาอย่างรุ่มร้อน “โชคชะตาถูกกำหนดไว้แล้ว เมอร์ลิน ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว ข้าไม่รั้นเอาตัวเข้าไปขัดโชคชะตาอย่างท่านหรอกนะ”


“เพียงแต่เจ้าเลิกหัวดื้อแล้วทำตามคำสั่งข้าเสียบ้าง—” ชายชรากระชากร่างแบบบางเข้ามาใกล้และก้มลงกระซิบ ทว่าไนเนียนขืนตัวออก เสียงแหบพร่าจึงสั่นเป็นห้วงได้ยินไม่ถนัด แลนเซล็อตเงี่ยหูฟัง วาจาศักดิ์สิทธิ์ของผู้เป็นราชครูและพ่อมดอันดับหนึ่งแห่งราชอาณาจักรเสียดแทรกลงกลางความรู้สึกอันเย็นเยียบเป็นน้ำแข็งของเขาอย่างเหี้ยมเกรียม


“อัศวินผู้นั้น...จะนำความหายนะสู่บัลลังก์กษัตริย์...”











“แลนเซล็อต” อาเธอร์เรียก


แลนเซล็อตกะพริบตา เป็นรอบที่เท่าไรมิอาจนับได้แล้วที่เขาหันไปและเห็นกษัตริย์หนุ่มจ้องมองกลับมาด้วยความสงสัย


“เราบอกให้เจ้ารับไป”


“ขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ” เขาลนลานรับคันธนูสีเขียวมรกตจากมืออีกฝ่าย


บทสนทนาของไนเนียนและเมอร์ลินที่เขาไปบังเอิญได้ยินเข้าวนเวียนอยู่ในหัวของแลนเซล็อตอยู่ตลอดทั้งสัปดาห์ อัศวินผู้นั้น...? หัวใจเขาเย็นยะเยือกทุกครั้งที่หวนคำนึงถึง อัศวินผู้นั้นคือผู้ใด หากพ่อมดเฒ่าจะกราดเกรี้ยวด้วยเหตุที่เกี่ยวข้องกับไนเนียน ก็คงไม่พ้นการที่นางชักนำอัศวินสามคนเข้ามาอยู่ในราชสำนัก ลีโอเนล บอร์ส และเขา


หากเป็นเขา?


“แลนเซล็อต”


“พ่ะย่ะค่ะ!” เขาทำคันธนูหลุดมือตกพื้นด้วยความตกใจ แลเห็นประกายขบขันในแววตาของอาเธอร์ก่อนเจ้าตัวจะหันไปสั่งให้คนเก็บขึ้นมา


“หากเจ้าเหม่อลอยอีกแม้แต่ครั้งเดียว ข้าจะปล่อยให้หมูป่าขวิดเจ้าตายซะ” ผู้เป็นนายเหนือหัวโน้มตัวเข้ามากระซิบยามชักม้าออกวิ่งขึ้นแซง เสียงหัวเราะหยอกล้อและเป่าปากดังขึ้นอันเป็นปกติในขบวนล่าสัตว์ขององค์กษัตริย์ซึ่งนับเป็นสัญลักษณ์แห่งการผันเปลี่ยนฤดูกาลและความอุดมสมบูรณ์ ธงสีแดงสดปลิวไสวในอากาศที่แจ่มใส ทิวเมฆแตะต้องยอดปราสาทไกลลิบตายามชะโงกผ่านม่านแมกไม้สูงชะลูด เสียงแตรเขาสัตว์ลอยมาแต่ไกล...มีผู้สังหารเหยื่อได้อีกแล้ว


“เจ้ารีบตามไปสิ” กาเวนซึ่งยืนม้าอยู่ข้างๆ หันมากระตุ้นอย่างกึ่งขันกึ่งรำคาญใจ แลนเซล็อตรีบชักม้าตาม


ไล่ล่ากวางตัวผู้วัยฉกรรจ์จนเกือบเที่ยงวัน ขบวนล่าสัตว์ก็เป็นอันต้องเรรวนเพราะการมาถึงของบุคคลแปลกหน้า ร่างอรชรที่บ่งบอกความเป็นอิสตรีอยู่บนหลังม้าสีขาวที่มีดาวสีน้ำตาลบนหน้าผาก นางประกาศว่าต้องการความช่วยเหลือจากกษัตริย์อาเธอร์


“มีอันใดที่เราช่วยเหลือท่านได้หรือ เลดี้?” อาเธอร์ลงจากหลังม้า รอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า แลนเซล็อตรู้ดีว่ายิ้มเช่นนี้แตกต่างจากรอยยิ้มกว้างที่มีให้เขายามทั้งคู่ออกไปประลองฝีมือกันเพียงลำพังนัก


สตรีชุดขาวลงจากหลังม้าและถอนสายบัวอย่างอ่อนช้อย “เรียกหม่อมฉันว่าเลดี้แห่งโนฮาวต์เถิดเพคะ”


แลนเซล็อตลงจากหลังม้าตอนที่หญิงผู้นั้นเริ่มขยับเข้ามาใกล้กษัตริย์ของเขามากเกินไป อาเธอร์มีจิตใจกว้างขวางและไม่ยินดียินร้ายกับมารยาทของผู้คนรอบข้างมากเกินไป จึงสมควรที่จะต้องมีอัศวินข้างกายอย่างเขาดูแลปกป้องไม่ให้ผู้ใดมาหมิ่นเกียรติได้โดยง่าย


“ท่านต้องการสิ่งใด?”


“ดินแดนของหม่อมฉันอยู่ทางเหนือในดินแดนของพระองค์” นางเริ่มคร่ำครวญ “กษัตริย์แห่งนอร์ธัมเบอร์เคลื่อนพลมารุกรานดินแดนของหม่อมฉัน ฉกชิงเอาแผ่นดินและประชาชนที่รักของหม่อมฉันไปเป็นของตน ได้โปรดเถิดเพคะ ฝ่าบาท ได้โปรดส่งอัศวินฝีมือดีสักคนไปช่วยหม่อมฉันต่อต้านการรุกรานของกษัตริย์ป่าเถื่อนนั่น!”


“แน่นอน ดินแดนของเจ้าก็คือดินแดนของเรา” อาเธอร์ตกปากรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะก่อนหันมาพิจารณาอัศวินของตนทีละคน แลนเซล็อตรู้สึกวูบวาบไปทั้งกายเมื่อนัยน์ตาแฝงแววจริงจังของอีกฝ่ายมาหยุดลงที่เขาอย่างเปิดเผย


“เจ้ายังไม่เคยรับภารกิจหลวงจากเรานี่ แลนเซล็อต?”


“ฝ่าบาท” เขาคุกเข่าลง จนปัญญาด้วยมิใช่ไม่อยากช่วยเหลือสตรีผู้นี้ เพียงแต่เขารู้สึกว่าเพิ่งกลับมาอยู่ข้างกายผู้เป็นนายเหนือหัวไม่กี่วันมานี้เอง


“ทำไมเล่า? หรือเจ้ามีเหตุผลใดที่ไม่สามารถออกเดินทางได้?”


“มิใช่หรอกพ่ะย่ะค่ะ—”


“ภารกิจนี้ใหญ่หลวงยิ่ง ฝ่าบาทประทานรางวัลจูงใจให้เขาสักหน่อย เขาจะได้ฮึกเหิมในการเอาชัย ดีหรือไม่เพคะ?”


ม้าสีน้ำตาลตัวเปรียวย่างหยุดลงข้างกายเขา


อัศวินหนุ่มรู้ว่าม้าตัวดังกล่าวเป็นขององค์ราชินี แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเงยหน้ามองอีกฝ่ายเต็มตา


ใบหน้าอ่อนหวาน ริมฝีปากอิ่มเต็มรูปกระจับ คิ้วโก่งปานวาด ดวงตากลมโตสีอำพันซุกซนยิ่งนัก หมวกคลุมศีรษะเลื่อนหลุดตามแรงลม เผยให้เห็นเรือนผมสีน้ำตาลเป็นลอนอ่อนและเงางาม ห่วงโลหะเล็กๆ คล้องเปียและปักขนนกย้อมสีละลานตา นางดูงามสง่าราวกับเทพธิดาผู้พิทักษ์พงไพร ทำให้คนมองตะลึงงันราวกับต้องมนต์สะกด


ทว่า...มนต์อันร้อยรัดนั้นกลับกระทำโดยมิได้เป็นไปตามความเห็นชอบของเขาแม้สักนิด จิตใต้สำนึกของเขากำลังกรีดร้องขอความช่วยเหลือ ตื่น...ตื่น...ตื่นเสีย...แลนเซล็อต เสียงสุดท้ายของสติสัมปชัญญะกลับกลืนหายเข้าไปใต้วังวนคลื่นแห่งความปรารถนาอันเชี่ยวกราก และดำดิ่งลงไปในความงามหยาดเยิ้มราวกับปีศาจ หลงใหล...ใคร่อยาก...และติดอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ทรมานตลอดไป ชั่วขณะหนึ่งแลนเซล็อตคล้ายได้ยินเสียงสาปแช่งของหญิงสาว...หญิงสาวที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้น ถูกทำร้ายและบังคับแย่งชิงทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเป็นของนางไป




จงทรมาน...จงทุกข์ทรมานกว่านี้ เป็นร้อยเท่า พันเท่า

หากเจ้ากำเนิดมาด้วยการผิดประเวณีระหว่างกษัตริย์วิปริตกับภริยาของผู้อื่น ก็จงทุกข์ทรมานเมื่อภริยาแห่งเจ้ามีใจให้แก่ชายอื่น จงทุกข์ทรมานดุจตกอยู่ในกองฟอนโหมไหม้ ยิ่งกว่าที่ข้ารู้สึก...อีกร้อยเท่า พันเท่า




“แลนเซล็อต?”


แลนเซล็อตหลุดออกจากภวังค์ เพิ่งรู้ตัวว่าตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนทั้งลาน เขารีบก้มหน้าลง สะกดกลั้นบางอย่างที่ปะทุขึ้นในหัวโดยที่เขามิได้ยินยอม


“เราเห็นด้วยกับกวินิเวียร์นะ มีสิ่งใดที่เจ้าปรารถนาหรือไม่? เราจะประทานให้เมื่อเจ้าช่วยเหลือเลดี้แห่งโนฮาวต์ได้สำเร็จ” อาเธอร์กล่าว


สิ่งที่ปรารถนาหรือ...ในหัวเขาตอนนี้อาบย้อมไปด้วยสีแดงฉานแห่งการต่อสู้ ห้วงอารมณ์เคียดแค้นที่ไม่ใช่ของเขาชัดเจนเกินไป...ราวกับมีดวงวิญญาณอาฆาตเข้าสิงสู่ แลนเซล็อตดิ้นรน พยายามแย่งชิงการควบคุมร่างกายมาเป็นของตน แต่ปากเขากลับขยับพูดโดยที่เขาควบคุมไม่ได้แม้แต่น้อย


“ทรงโปรดให้ข้าได้เป็นองครักษ์แห่งองค์ราชินีด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”


องค์ราชินีแย้มยิ้ม งดงามยิ่งนัก ในขณะที่เขาไม่อาจเห็นสีหน้าของคนที่ตนห่วงหาโดยแท้จริงได้เลย






ค่ำคืนนั้นองค์ราชินีทรงเรียกหาเขา ตรัสว่ามีสิ่งที่ช่วยคุ้มครองเขาให้รอดพ้นจากอันตรายทั้งปวงจะมอบให้ แลนเซล็อตซึ่งพำนักอยู่ในกระโจมของตนยังไม่สร่างจากความรู้สึกแปลกๆ ที่เข้าจู่โจมเมื่อตอนกลางวัน ทว่าสัญชาตญาณอันเฉียบคมของเขารู้ดี…นี่ไม่ใช่การเรียกหาปกติ


แต่เขาไม่อาจขัดขืนได้ อาจเป็นเพราะเพียงเสี้ยววินาทีที่ความสงสารแทรกเข้ามาท่ามกลางการต่อสู้ยื้อแย่ง ราวกับจิตใต้สำนึกลึกๆ เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายคือใคร นับแต่นั้นแลนเซล็อตก็ไม่อาจแยกออกได้ว่าสิ่งใดคือความต้องการของตน สิ่งใดคือความต้องการของผู้อื่น เขาตกเป็นเครื่องมือของบุคคลผู้นั้นโดยสิ้นเชิง


และแล้วค่ำคืนนั้นเขาก็ได้ก้าวลงไปในบ่วงบาปอันดำมืด...จมดิ่งกับความมัวเมาไร้สติสัมปชัญญะโดยมิได้เต็มใจแม้แต่นิดเดียว











แลนเซล็อตไม่เคยมีความสุขอีกเลยแม้แต่วันเดียว


“ได้ข่าวว่าท่านทำพิธีศพให้สหายของท่านที่ปราการโดโรรัส”


หญิงสาวร่างเพรียวข้างกายเขาช่างแสนงอนยิ่งนัก ยามนางไม่พอใจ ปากอิ่มแดงก่ำก็จะยื่นออกมาอย่างแง่งอน ยามนางยินดี ดวงตาสีอำพันก็จะเปล่งประกายวิบวับ ยามวางตัวต่อหน้าอัศวินอื่น นางก็สุขุมอย่างมีขัตติยมานะยิ่งนัก กระทั่งเขาเองก็ยังไม่แน่ใจว่านอกเหนือจากเขาแล้วยังมีผู้ใดที่นางแสดงออกด้วยจากใจจริง


“เขาตายเพราะกระหม่อม” เขาตอบเรียบๆ


มือเรียวคล้องอยู่กับแขนเขาอย่างเปิดเผย กวินิเวียร์ไม่เคยโกหกความรู้สึกตัวเอง ความตรงไปตรงมาของนางกลับทำให้เขาหวาดหวั่น...นางเป็นดั่งอาทิตย์อันคมกล้า แผดเผาผู้คนรอบข้างด้วยความปรารถนาของตนเองและกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง


“ข้าก็แทบขาดใจตายเพราะท่านเช่นกัน มีหรือหายไปตั้งเป็นเดือน ท่านรู้หรือไม่ว่าข้าห่วงท่านมากเพียงใด” หญิงสาวประคองใบหน้าของชายผู้เป็นที่รักขึ้นมาสำรวจอย่างละเอียดลออ “อย่าไปไหนไกลจากข้าอีกเลยนะแลนเซล็อต อย่าหนีข้าไปไหนเลย”


น้ำเสียงจริงจังของอีกฝ่ายทำให้แลนเซล็อตต้องหลบตา หากนางเป็นผู้ตรงไปตรงมาแล้วไซร้ แลนเซล็อตก็คือผู้ที่ไม่อาจตอบคำถามใดเกี่ยวกับหัวใจตนได้เลย ความรู้สึกผิดบาปที่ทับถมในใจผสมผสานกับความลุ่มหลงใคร่อยากในตัวหญิงสาวตรงหน้าเสียจนเขาได้แต่ปล่อยให้ทุกอย่างไหลไปตามครรลองราวสายธารโดยไม่อาจเข้าใจได้เลย


เสียงเคาะประตูดังหนักๆ เขารีบแกะมือเรียวออกจากแขนตนอย่างนุ่มนวลและถอยห่าง กวินิเวียร์เองก็รู้หน้าที่พอที่จะเอนกายกลับไปประจำยังเก้าอี้ของตน จัดเสื้อผ้าก่อนขานรับ ประตูเหวี่ยงเปิดออกและอัศวินผู้หนึ่งก้าวเข้ามา เขามีรูปร่างเตี้ยเล็ก มีดวงตาสีดำขลับวาววับและสวมเกราะตอกดุนนูนเป็นลายแบดเจอร์


“กษัตริย์อาเธอร์ส่งกระหม่อมมารายงานองค์ราชินีว่าเวลานี้รถม้าที่จะเสด็จไปประพาสชานเมืองร่วมกันพร้อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ”


“ตายจริง เจ้าไม่จำเป็นต้องมาด้วยตนเองเลย มอร์เดรด” กวินิเวียร์ตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ ในขณะที่เจ้าของชื่อเพียงยิ้มเอื่อยๆ มอร์เดรดไม่ใช่อัศวินธรรมดา หากแต่เป็นหลานชายแท้ๆ ของอาเธอร์ “ข้าจะตามไปในไม่ช้า ขอบใจเจ้ามากที่มารายงาน”


มอร์เดรดคำนับก่อนถอยกลับ ประกายตาสีเขียวขุ่นข้นคล้ายตะไคร่น้ำปราดมองเพียงชั่วครู่ก่อนก้มหน้าลงไป แลนเซล็อตรู้สึกตัวชาวาบคล้ายตกลงไปในถังน้ำแข็ง ราวกับใครเอาความชั่วของตนมาประจาน ประตูงับปิดลงจังหวะเดียวกับที่กวินิเวียร์หันมาทางเขาและสังเกตเห็นท่าทีผิดปกติ


“มีอันใดหรือ? แลนเซล็อต?”


“มอร์เดรดรู้เรื่องของเรา...เขาเคยข่มขู่ข้า”


กวินิเวียร์นิ่งอึ้งไปพักหนึ่งก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะ น้ำเสียงกังวานแหลมใสทิ่มแทงและเย็นเยียบ


“เจ้าคิดว่าข้าต้องกลัวอัศวินเล็กๆ ผู้นั้นด้วยหรือ?” นางย้อนถามราวกับไม่ได้เพิ่งแสดงออกต่อมอร์เดรดอย่างกึ่งเคารพ “เขาเป็นหลานชายของอาเธอร์ ใช่ ข้าให้เกียรติเขาด้วยเหตุนั้น แต่เขาไม่กล้าเสนอตนขึ้นไปให้อาเธอร์ขัดตาหรอก เจ้าคิดว่าฐานะของเขามั่นคงนักซี?”


มอร์เดรดอยู่ในฐานะผู้สืบทอดบัลลังก์อันดับหนึ่งแห่งคาเมล็อตด้วยในข้อที่อาเธอร์ไม่มีทายาท ทว่าใครๆ ก็ต่างรู้ดีว่ามารดาของมอร์เดรดเป็นเพียงพี่สาวต่างบิดาของอาเธอร์ มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบัลลังก์แม้แต่น้อย ความเมตตาที่อาเธอร์มีต่อมอร์เดรดเป็นเรื่องจริงแท้ ทว่าไม่ต่างอะไรกับอาคารไร้เสาค้ำยัน


เพียงแต่แลนเซล็อตไม่ได้หวาดกลัวเพียงเพราะใครจะเอาเรื่องระหว่างทั้งคู่ไปเปิดโปง เขารู้ด้วยซ้ำว่าในหมู่อัศวินโต๊ะกลมมีคนเอาเรื่องของทั้งคู่ไปพูดคุยสนุกปาก แต่...สิ่งที่เขากลัวคือการที่อาเธอร์รับรู้เรื่องทั้งหมด


อาเธอร์เปรียบเสมือนรูปเคารพที่ควรวางไว้สูงสุด ไม่ควรมาเกลือกกลั้วกับเรื่องโสมมใดๆ ยิ่งเวลาผ่านไป แลนเซล็อตก็ยิ่งรู้สึกว่าอาเธอร์ผู้นั้นอยู่ไกลห่างเขา...สูงส่งยิ่งนัก บริสุทธิ์ยิ่งนัก แตกต่างจากอัศวินชั่วช้าเช่นเขา...


“เจ้าอย่าคิดมากไปเลย” กวินิเวียร์เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นเขานิ่งไปนาน “อาเธอร์กำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมทัพเพื่อข้ามไปยังแผ่นดินใหญ่ ไม่มีใครกล้าเอาเรื่องพรรค์นี้ไปกวนใจเขาหรอก”


เขาจ้องมองหญิงสาวผู้งดงามปานรูปสลักเทพีหินอ่อน...ภายในใจมืดมนปั่นป่วน อยากรู้นักว่าแม้ด้วยเหตุที่นางอภิเษกสมรสด้วยเหตุผลทางการเมืองทำให้นางไม่เคยมีใจให้สามีผู้สูงศักดิ์ แต่ความสำนึกบาปเช่นที่เขารู้สึกอยู่นางจะเคยสัมผัสถึงบ้างหรือไม่


ความมืดมนนั้นจางหายไปเมื่อเขาสบตาสีอำพันของนาง และแลนเซล็อตก็ควบคุมตนเองไม่ได้อีกครั้ง เขาโน้มหน้าลงไป




...จมลงไปในความผิดบาปซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้เขาจะพยายามบอกตัวเองให้หยุด...




เคร้ง!


เสียงโลหะตกกระทบพื้นฉุดเขาให้หลุดจากมนต์สะกด เขาเบือนหน้าไปทางต้นเสียงและตะลึงงัน


“อาเธอร์...”


ในที่สุด...ฝันร้ายของเขาก็เป็นจริง




คนผู้นั้นยืนอยู่เบื้องหน้า มือยกค้างในอากาศ ด้ามโลหะที่ร้อยโซ่สำหรับเตรียมประกอบกับลูกตุ้มเหล็กหล่นอยู่ปลายเท้า แม้จะอยู่ไกลแต่เขากลับเห็นดวงตาคู่งามแตกสลายออกเป็นเสี่ยงๆ ราวกับวิญญาณภายในภินท์พังเป็นเถ้าธุลี และเหลือไว้เพียงร่างกายที่กลวงเปล่า


แต่แล้วเขาก็เห็นคนตรงหน้าสร้างกำแพงขึ้นอย่างรวดเร็ว...กำแพงที่กางกั้นระหว่างเขากับอาเธอร์คนที่เขารู้จัก และสวมหน้ากากกษัตริย์แห่งคาเมล็อตขึ้นแทนที่


“โทษของราชินีผู้คบชู้สู่ชาย” ชายหนุ่มเอ่ยอย่างหนักแน่น ไร้ร่องรอยความรู้สึกในน้ำเสียงเยียบเย็น “ประหาร”


แลนเซล็อตกระโจนเข้าขวางเมื่ออัศวินข้างกายอาเธอร์ชักดาบ เขาร้องตะโกน คนที่ดาหน้าเข้ามาล้วนเป็นอัศวินสหายในราชสำนักของเขา คนที่เคยกินดื่ม เคยหัวเราะสรวลสำราญด้วยกัน เขาร้องเรียกคนที่หันหลังจากไปอย่างไม่ไยดีราวกับเพิ่งออกคำสั่งทำลายซากปรักหักพังที่กวนใจสักชิ้น คมดาบตวัดหยดเลือดฟุ้งกระจายขึ้นฟ้า


“อาเธอร์! ถ้าจะประหาร ก็จงประหารข้า!” แลนเซล็อตคำราม มือหนึ่งกุมดาบ มือหนึ่งปกป้องหญิงสาวข้างกาย “ท่านก็รู้ว่านางเป็นใคร...!”


เสียงของเขาขาดหายไปเมื่ออาเธอร์เบือนหน้ามาหา ท่ามกลางฝูงชนมากมายที่พร้อมทำตามคำสั่งของอีกฝ่ายอย่างจงรักภักดีเขากลับเห็นประกายแวววาวที่หัวตาคู่คมที่เคยเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา




เขาเหมือนคนที่ตายไปแล้วทั้งยังมีลมหายใจ






สงครามขนาดย่อมปะทุขึ้นภายในปราสาท แลนเซล็อตจัดว่าเป็นคนมีฝีมือ อัศวินฝีมือดีเท่าไรก็ไม่อาจเทียบชั้นได้ ทว่าในราชสำนักของอาเธอร์ก็ประกอบไปด้วยอัศวินผู้มีฝีมือฉกาจฉกรรจ์แตกต่างกันนับไม่ถ้วน เขาต่อสู้พลางละล้าละลังปกป้องหญิงสาวไปพลาง จึงถูกรุกไล่กลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด กวินิเวียร์ถูกดึงตัวออกไป นางปกป้องตัวเองสุดกำลัง แต่ก็ต้องร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่อถูกกระชากผม แลนเซล็อตพยายามชิงตัวกลับมา ทว่ากลับถูกขัดขวาง


นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการเลย...เขาไม่เคยคิดฝันสักครั้งว่าจะต้องหันดาบเข้าหาพวกเดียวกันเอง ฆ่าฟันพวกพ้องที่เคยวาดฝันว่าจะยกทัพไปช่วงชิงดินแดน นอนกลางดินกินกลางทราย ร่วมทุกข์ร่วมสุขตราบจนนาทีสุดท้ายหรือแม้แต่นอนตายในสนามรบเคียงกัน เขาเห็นนัยน์ตาของกาเวนที่ลุกเป็นไฟเมื่อญาติสนิทของตนถูกฟาดฟันจนดับดิ้น แลเห็นพรรคพวกของตนกู่ร้องด้วยความแค้นใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในใจเขาร้องตะโกนอย่างบ้าคลั่ง บอกตัวเองให้หยุดเถิด อย่าทำร้ายเพื่อนพี่น้องไปมากกว่านี้ อย่าทำให้ใครสูญเสียเพื่อน พ่อ พี่น้องไปมากกว่านี้แม้แต่สักคนเดียว เขาเป็นอัศวินด้วยหวังว่าจะช่วยพิทักษ์คนเหล่านั้นมิใช่หรือ...


“ยอมจำนนซะ! แลนเซล็อต!” เบดิเวียร์ตะโกนเมื่อดาบในมือแลนเซล็อตถูกสะบั้นหักเป็นชิ้นๆ “เจ้าทำผิดเกียรติแห่งอัศวิน จงยอมรับโทษทัณฑ์เสีย!”


เขามองข้ามบ่าเบดิเวียร์ ไม่อาจเห็นทั้งอาเธอร์หรือกวินิเวียร์ ม่านหมอกดำมืดบางๆ ในใจเขาคลี่คลายให้เห็นคำตอบเพียงเล็กน้อย เขาไม่อาจยอมให้กวินิเวียร์ถูกประหารชีวิตได้...นางเป็นบุตรีแห่งกษัตริย์ลีโอเดกรานซ์ เป็นราชินีที่อภิเษกสมรสอย่างมีเกียรติ ความตายของนางอาจทำให้เกิดสงครามสองเมือง


เขาคำรามลั่น อาศัยจังหวะที่ไม่มีใครคาดคิดวิ่งทะยานและโผตัวขึ้นม้าควบหนีไปอย่างรวดเร็ว











ชื่อของอัศวินแลนเซล็อตหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์นานหลายปี มีผู้กล่าวอ้างว่าพบเห็นอัศวินเลื่องชื่อในสถานที่ต่างๆ บ้างก็ว่าเขากำลังค้นหาจอกศักดิ์สิทธิ์เพื่อถวายกษัตริย์อาเธอร์แทนความภักดี บ้างก็ว่าเขาช่วยเหลือชาวบ้านต่อสู้กับมังกรร้ายที่ไอน์ บ้างก็ว่าเขาได้กลายเป็นชายหนวดเครารุงรัง เร่ร่อนพูดคุยกับสัตว์ป่าอยู่แถวคอร์นวอลล์


หากแต่อัศวินแลนเซล็อตตัวจริงอยู่ที่ใด ก็สุดแท้แต่เจ้าตัวจะทราบอยู่แก่ใจ


ชายผู้ถือคัมภีร์ไว้ในมือ มีมาลัยคล้องคอ และสวมเสื้อป่านเก่าๆ ก้มลงเหนือร่างหญิงชราซึ่งนอนอยู่ใต้ผ้าห่มทอสีมอซอ ปากของชายผู้นั้นขมุบขมิบท่องคาถา นิ้วใหญ่ลากจากหน้าผากของหญิงผู้นั้นไปยังกลางอก แตะไหล่ทั้งสองข้าง จรดมือพนมแล้วจึงชูขึ้นสูง สีหน้าของครอบครัวหญิงผู้นั้นซึ่งยืนดูอยู่เบื้องหลังค่อนข้างโล่งใจ เมื่อชายหนุ่มลุกและขอตัวลากลับจึงเข้าไปขอบคุณเสียยกใหญ่


“ดีที่เจ้ามานะ แลน” ชายหนุ่มผู้สวมเสื้อคลุมสีน้ำตาลและยืนรวมกลุ่มกับครอบครัวหญิงชราแทรกออกมาหาเมื่อพิธีเสร็จสิ้นลง เขายิ้มกว้างพลางกอดคอเพื่อนผู้ซึ่งถอดมาลัยออกไปและสลัดคราบกลายเป็นชาวบ้านธรรมดา “ฤดูเก็บเกี่ยวกำลังจะสิ้นสุด ช่วงนี้บาทหลวงยุ่งอยู่กับการคัดลอกหนังสือยิ่งนัก แถวนี้ก็มีแต่เจ้าที่อ่านหนังสือออกคนเดียว ดียิ่งนักที่เจ้าช่วยมาทำพิธีปัดเป่าให้ท่านยายได้ ท่านพ่อท่านแม่ข้าจะได้สบายใจ”


“เจ้าก็อ่านได้นี่ เบน” อีกฝ่ายประหลาดใจปนขำ


เบนส่ายหน้า “ข้าอ่านออก แต่ข้าทำไม่ได้หรอก ไหนเลยจะสู้เจ้าที่เคยร่ำเรียนมาในราชสำนักที่มีพิธีกรรมเคร่งครัดถูกต้องตามแบบแผน ใช่หรือไม่ แลนเซล็อต” ประโยคสุดท้ายชายหนุ่มลดเสียงลงกระซิบอย่างซุกซน


แลนเซล็อตเบือนหน้าไปยังลานตัดฟืน อดีตที่เขาทิ้งไว้ห่างไกลราวกับเป็นเพียงความฝัน สามปีก่อนเขายังหลบหนีการตามล่าของกาเวน ยังหัวซุกหัวซุนไปตามเมืองน้อยใหญ่ต่างๆ อันที่จริงเขายังคิดจะแย่งชิงตัวกวินิเวียร์ออกมาอีกรอบ แต่ก็ต้องล้มเลิกความคิดเมื่อได้ข่าวว่าอาเธอร์เลิกล้มการประหารชีวิตนางท่ามกลางเสียงคัดค้านมากมาย บางทีอาเธอร์อาจจะยังรักนางอยู่...บางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลเดียวที่เขาตัดสินใจลงหลักปักฐานและใช้ชีวิตสามัญธรรมดาโดยไม่สนความเป็นไปในราชสำนักอีก


สามปีที่ผ่านมาทำให้เขาได้คิดทบทวนเรื่องต่างๆ มากมาย ความรู้สึกที่แท้จริงที่เขามีต่อกวินิเวียร์ ถูกปกปิดไว้ด้วยความลุ่มหลงมัวเมาผิวเผินราวกับม่านหมอกมนตราซึ่งบัดนี้สลายหายไป แลนเซล็อตจึงตอบตัวเองได้ว่าสิ่งที่เขารู้สึกกับนางมีแค่ความสงสารหญิงสาวตัวคนเดียวที่จากบ้านจากเมืองมาไกล จำต้องแต่งงานกับชายที่ตนไม่ได้รักด้วยผลประโยชน์ทางการเมืองและโดดเดี่ยวยิ่งนัก แลนเซล็อตจึงไม่อาจปฏิเสธได้เมื่อนางมอบใจให้เขา...หากแท้จริงแล้วเขาไม่อาจรู้สึกกับนางได้อย่างที่นางรู้สึกกับเขาเลย ไม่มีวันเทียบเท่า


เบดิเวียร์พูดถูก เขาทำผิดเกียรติแห่งอัศวิน...เพื่อนายเหนือหัว ประชาชน และหญิงสาวอันเป็นที่รัก เขาทรยศนายเหนือหัวด้วยใจที่โลเลของตนเองและไม่อาจกลับไปแก้ไขได้ แลนเซล็อตตัดสินใจจากมาเพื่อเชื่อมประสานรอยร้าวระหว่างอาเธอร์กับกวินิเวียร์ ยอมให้ตนเป็นเพียงฝันร้ายตื่นหนึ่งที่พัดพาชีวิตของทั้งคู่...เขาเชื่อว่าทุกอย่างจะดีขึ้น เชื่อว่าอาเธอร์ที่อ่อนโยนและเป็นสามีที่ดีเสมอมา สักวันจะเข้าไปอยู่ในหัวใจของกวินิเวียร์ผู้อ้างว้างได้


เพราะสิ่งเดียวที่แลนเซล็อตพ่ายแพ้คือหัวใจที่ยิ่งใหญ่ของกษัตริย์ผู้นั้น


ยามน้ำตาของชายหนุ่มตกต้องพื้น สติอันพร่ามัวของแลนเซล็อตก็ประดุจถูกกระชากกลับมา ภายในอกเจ็บร้าวลึก...ทั้งหมดนี้เขาเป็นผู้ผิด เป็นผู้พ่ายแพ้แก่ใจตนและทำร้ายคนผู้นั้น แลนเซล็อตเคยสาบานแก่ตนด้วยซ้ำว่าจะไม่ยอมให้อันตรายใดมากล้ำกรายรอยยิ้มของคนผู้นั้น แต่แล้ววันนี้การมีตัวตนของเขากลับทิ่มแทงชีวิตอีกฝ่าย เขาไม่ได้จากมาเพราะทำผิดต่อนายเหนือหัว แต่เขาจากมาเพราะไม่อยากเป็นเหตุผลที่ทำให้อาเธอร์เสียใจ




ถ้าอาเธอร์ยังรักกวินิเวียร์ เขาก็ทำได้เพียงแค่จากมา


แม้จะรู้ดีว่าจังหวะหัวใจของเขา...มีแค่ใครคนเดียวในโลกใบนี้ที่ทำให้มันผิดแผกไปได้อย่างน่าฉงนใจ




“อ้อ จริงสิ มีจดหมายถึงเจ้า” เบนทำท่าเพิ่งนึกขึ้นได้ หยิบซองจดหมายที่ดูสกปรกออกมาจากอกเสื้อ


แลนเซล็อตพยักหน้า รับจดหมายจากอีกฝ่าย กล่าวขอบคุณก่อนตรงกลับบ้าน


ค่ำคืนนั้นเทียนไขบนโต๊ะในบ้านหลังน้อยส่องแสงยาวนานจนน้ำตาเทียนละลายหยดบนโต๊ะไม่เป็นรูปร่าง เช่นเดียวกับแสงจากกองไฟใหญ่กลางหมู่บ้านซึ่งทุกคนมารวมตัวกัน ดื่มกิน หัวเราะ ฟังเรื่องเล่าจากกวี บ้างก็พูดคุยถึงสงครามที่ห่างไกลออกไปพลางวิพากษ์วิจารณ์อย่างเห็นเป็นเรื่องไกลตัว เสียงดนตรีและเสียงสรวลเสเฮฮารบเร้าหยอกล้อยังคงดังทั่วไป จวบกระทั่งเสียงดังกล่าวนั้นแผ่วลงไปเพราะการปรากฏตัวของใครบางคน


อัศวินหนุ่มขี่ม้ารัดเกราะ  โล่สีทองแดงในมือถูกขัดจนแวววาว ร่างสูงใหญ่ดูตระหง่านอยู่บนหลังม้าราวกับรูปสลักหิน ทว่าพอชายหนุ่มปลดหมวกเกราะออก ชาวบ้านจึงจดจำได้ว่าเป็น ‘แลน’ ชายตาเศร้าที่ปลูกบ้านอยู่ริมป่านั่นเอง


เบนปราดเข้ามาถึงก่อนใคร ในมือเขายังมีจอกเขาสัตว์บรรจุไวน์อยู่ เขาถามรัวเร็วอย่างตื่นตกใจ


“แลน เจ้าจะไปไหน!?”


“ขอบคุณมากนะเบน...ขอบคุณพวกท่านทุกคน”


ศีรษะของอัศวินหนุ่มก้มต่ำด้วยความรู้สึกเคารพนับถือผู้คนรอบข้างจากใจจริง ตลอดหลายปีที่เขาปักหลักอยู่ที่นี่ ได้รับความช่วยเหลือจากผู้คนมากมาย ทั้งที่ควรถูกระแวงสงสัย ถูกขับไล่ด้วยซ้ำ ทว่าเขาไม่เคยเป็นคนของที่นี่ ใจเขาวนเวียนคิดถึงแต่คนผู้นั้นที่อยู่ห่างไกลเรื่อยไป


แลนเซล็อตสาบานไว้ด้วยวิญญาณของตน ไม่ว่าจะที่ไหน...เมื่อใด หากอีกฝ่ายยังต้องการ เขาจะไปหาเสมอ จดหมายจากกาเวนที่ใกล้สิ้นชีวิตระบุข้อความที่ช่วยให้ข่าวลือต่างๆ นานาเกี่ยวกับราชสำนักกระจ่างแจ้ง มอร์เดรดกบฏตามคาด เขาจับกวินิเวียร์เป็นตัวประกันและสถาปนาให้นางเป็นราชินีของตน คนที่ไม่คาดคิดเรื่องนี้คืออาเธอร์ที่กำลังรบห่างออกไปหลายพันไมล์จากเมืองหลวง กษัตริย์หนุ่มยกทัพกลับมาปะทะกับมอร์เดรดหลายครั้งทว่าไม่มีฝ่ายใดแพ้ชนะ ในขณะที่ก่อนหน้านี้อาเธอร์สูญเสียอัศวินฝีมือดีและพละกำลังไปกับการตีเมืองต่างๆ กาเวนเขียนสาส์นนี้ด้วยลายมืออันสั่นเทา...กษัตริย์ของพวกเขาอาจเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ กาเวนผู้ทระนงจึงกล้ำกลืนฝืนทิฐิขอความช่วยเหลือจากอัศวินที่เก่งกาจที่สุดคนสุดท้ายที่รู้จักก่อนตนจะสิ้นลม


ทว่ากว่าสาสน์นี้จะเดินทางมาถึงแลนเซล็อตก็ใช้เวลาร่วมหลายสัปดาห์ และกว่าแลนเซล็อตจะควบม้าเร็วผ่านเมืองต่างๆ ผ่านสนามรบเก่า สอบถามความเป็นไปกับชาวบ้าน และได้ความว่าทัพของอาเธอร์และมอร์เดรดรบพุ่งกัน ฝ่ายมอร์เดรดเสียท่าและถูกรุกไล่ไปจนถึงแม่น้ำแคมแบลม


เขาแกะรอยจนเจอสมรภูมิรบ ทหารในชุดเกราะคาดทับด้วยตราสิงห์สีทองบนพื้นแดงกำลังโรมรันกับทหารในชุดเกราะสีดำสนิท ฝุ่นแดงตลบอบอวลมืดฟ้ามัวดิน เสียงร้องตะโกนและกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังไปทั่ว แลนเซล็อตบุกฝ่าเข้าไปโดยไม่ลังเล ทวนยาวถูกใช้เป็นอาวุธทิ่มแทงฝ่ายตรงข้ามที่ขวางหน้า เขาแลเห็นเพื่อนอัศวินในชุดเกราะคุ้นตาหลายคน กำลังต่อสู้ไม่ก็เพลี่ยงพล้ำตกเป็นรอง ทว่าเขาไม่มีเวลาไปช่วย...เขามองหาแต่เพียงคนผู้นั้น


การตามหาคนในสนามรบเป็นเรื่องยากแสนสาหัส ในที่สุดแลนเซล็อตก็พบจนได้ ทว่าภาพตรงหน้ากลับเป็นวินาทีที่ชายร่างสูงในชุดเกราะเต็มยศแห่งกษัตริย์แทงดาบเข้าใส่ช่องระหว่างตะแกรงตาของอัศวินร่างเตี้ยผู้แต่งกายอย่างจอมทัพ ดาบนั้นเสียบทะลุกะโหลกศีรษะอัศวินผู้นั้น และร่างของเขาก็มีลูกธนูปักอยู่บนบ่าเช่นกัน


แลนเซล็อตโผกระโจนออกไป รับร่างที่โงนเงนไปมาจนร่วงหล่นจากหลังม้าได้ทันท่วงทีและพากลิ้งหนีจากรัศมีม้าเหยียบ ท่ามกลางฝุ่นและโลหิตแดงฉานกลางสนามรบเขาเห็นดวงตาสีฟ้าผ่านกะบังหน้าหมวกเกราะฉายแววลิงโลดอย่างไม่เคยเห็นมาก่อนเมื่อจับมองที่ใบหน้าเขา เสียงตะโกนอย่างเสียขวัญดังขึ้นเป็นทอดๆ มอร์เดรดตายแล้ว...กษัตริย์อาเธอร์สิ้นพระชนม์แล้ว สงครามจบแล้ว


แลนเซล็อตคิดจะตะโกนกลับไป ทว่ามือของอาเธอร์คว้ายุดเขาเอาไว้ เขาสบตาอีกฝ่ายด้วยความสับสน


“อย่าไป...”


เพียงวลีสั้นๆ เพียงชั่วเสี้ยววินาทีที่เราสบตากัน ความเข้าใจทั้งหมดก็แผ้วพานเข้ามาในใจเขาอย่างไม่เคยมีครั้งใดที่ชัดเจนเพียงนี้ จนเขาได้แต่นึกรำพัน...ถ้าหากก่อนหน้านี้เขาไม่หุนหันพลันแล่นออกจากปราสาท ถ้าหากก่อนหน้านี้เขาได้สบตาอีกฝ่ายสักครั้ง...รับรู้ความรู้สึกที่แท้จริงของอีกฝ่ายสักครั้ง


จากมาไกลแสนไกลในใต้หล้า ตราบเท่าที่ลมหายใจรวยรินของคนในอ้อมแขนเขาจะอนุญาต ทิ้งทุกอย่างที่เคยแบกรับไว้บนบ่า ตำนานมากมายมักเล่าขานถึงวีรบุรุษผู้พลิกสงครามและกอบกู้บ้านเมือง เพียงแต่แลนเซล็อตไม่ใช่วีรบุรุษ...เขาเคยช่วยเหลือผู้คน เคยมีใจเมตตาต่อมวลมนุษย์มหาศาล ทว่าเวลานี้ไม่มีอะไรสำคัญอีกต่อไปเมื่อเทียบกับคนที่ทอดร่างพิงอกเขาอย่างอ่อนล้า


ริมลำธารที่ห่างไกลจากความวุ่นวายทั้งปวง เขาอุ้มอาเธอร์ลงจากหลังม้า ปลดเกราะที่เหลือออกจากร่างเปียกชุ่มเลือดทีละชิ้น บาดแผลฉกรรจ์บนท้องและไหล่ของอีกฝ่ายทำให้เจ้าตัวหน้าซีด ทว่ายังคงยิ้มและกุมมือเขาราวกับบอกว่าไม่เป็นไร...ไม่เจ็บเลยแม้แต่น้อย


“อาเธอร์...”


“เจ้า...ขี้โกง”


คงเป็นเรื่องพิลึกที่แลนเซล็อตรู้สึกอยากหัวเราะขึ้นมากะทันหัน เขาเงยหน้าขึ้นฟ้า ไม่อาจทำเสียงใดได้นอกจากเสียงที่คล้ายกับสำลักน้ำ แววตาที่อาเธอร์ทอดมองเขาอ่อนโยนยิ่งนัก จนทำให้เขารู้สึกทั้งอยากหัวเราะและร้องไห้ในขณะเดียวกัน


“ข้าขอโทษ...” พอได้เอ่ย น้ำตาก็เอ่อทะลัก “ข้าขอโทษ อาเธอร์ ข้าขอโทษที่ไม่ได้อยู่ข้างท่าน ข้าขอโทษ...”


ปลายนิ้วอันบอบบางและสั่นระริกลูบไล้เส้นผมของแลนเซล็อตอย่างเบามือ อาเธอร์ผู้เกิดมาเปี่ยมด้วยคุณธรรมและใจเห็นแก่ส่วนรวมอันเป็นคุณสมบัติในอุดมคติของผู้เป็นกษัตริย์ เวลานี้กลับอ่อนแรงเกินกว่าจะแบกรับภาระใดได้ นัยน์ตาสีฟ้าที่เคยสดใสเปิดเปลือยความรู้สึกจริงแท้และความปรารถนาที่ซ่อนเร้นมิดเม้นในใจหมดสิ้น เขากำลังยิ้มทั้งน้ำตา


“ไม่เป็นไร...”


มือที่กระชับเข้าหากันแนบแน่น และสายตาที่ประสานกันราวกับไม่มีวันแยกจาก ความรู้สึกที่สอดรับเป็นหนึ่งเดียวตั้งแต่คราที่ยังเป็นหนึ่งกษัตริย์และหนึ่งอัศวินใต้บัญชา ทว่าถูกปิดบังไว้ด้วยหน้าที่และฐานันดร ยามนี้หลั่งไหลออกมาพร้อมหยาดน้ำตาที่สังเวยให้แก่เวลาและบางสิ่งที่สูญเสียไปโดยที่ทั้งคู่ไม่อาจไขว่คว้า เวลานี้ไม่มีทั้งอัศวินและกษัตริย์ ไม่มีราชินีและอาณาจักร มีแต่เราสองคน...แค่เราสองคน...




“ดีแล้วที่เจ้ากลับมา...กลับบ้านเรา...”




ตราบจนแววตานั้นลับสิ้นประกายแห่งชีวิต ท้องฟ้าไร้สิ้นแสงตะวัน มืออันสั่นเทาค่อยๆ ปิดเปลือกตาคู่นั้นให้อย่างอ่อนโยนที่สุด เงาของเขาไหววูบท่ามกลางความมืดแห่งรัตติกาลที่โรยตัวเข้าปกคลุม และหยดน้ำตาก็กลายเป็นเพียงประกายวาวใสที่สะท้อนแสงดาวห่างไกล ดุจลำนำขับขานส่งผู้ล่วงลับ




แล้วเราคงได้พบกันใหม่...สักวันใดวันหนึ่ง ข้าจะหาท่านให้พบ และจดจำท่านได้แน่นอน










“จบแล้วเหรอครับ?”


หน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยภาพประกอบหลากสีสวยสดพลิกปิดลง เรียกเสียงใสๆ ให้แจ้วถามทันที เจ้าของมือแกร่งไม่ตอบ แต่กลับวางหนังสือนิทาน ‘ตำนานจอมกษัตริย์’ ไว้บนโต๊ะข้างเตียงแล้วเอื้อมไปกดสวิตช์ข้างเตียงทำให้แสงไฟที่ส่องสว่างไปทั่วห้องนอนใหญ่ดับลง เหลือเพียงแสงสีเหลืองนวลจากโคมข้างเตียงที่ส่องให้เห็นเพียงเสี้ยวหน้าของเจ้าตัวเท่านั้น


“พี่มิง...”


“นอนได้แล้ว ซอกมิน” มินกยูบอกห้วนๆ จับจ้องใบหน้าเล็กกระจ้อยร่อยของเด็กน้อยที่นั่งเหยียดขาบนเตียงอย่างเอาจริงเอาจัง


ซอกมินยู่ปาก “จบไม่ได้นะครับ ต้องมีใครมาช่วยคุณอาเธอร์ก่อนสิ คุณพ่อมดไง ไม่ก็จอกศักดิ์สิทธิ์นั่นต้องช่วยได้แน่ๆ เลย พี่มิงกลับมาเล่าต่อให้จบก่อนสิครับ”


“จบแค่นี้นั่นล่ะ” คนอายุมากกว่าตัดบทอย่างปวดหัว แค่ให้มาดูแลลูกชายของเพื่อนพ่อเขาก็ปวดหัวจะตายอยู่แล้ว เจ้าเด็กนี่ยังเป็นเจ้าหนูจำไมที่ถามซอกแซกไปเสียทุกเรื่อง ให้ตายเถอะ!


ถ้าไม่ติดว่าเจ้าเด็กตัวกะเปี๊ยกสูงยังไม่ถึงเอวเขาเป็นถึงว่าที่หัวหน้าตระกูลอีที่เก่าแก่และยังคงน่าเกรงขาม ไม่เหมือนกับตระกูลคิมของเขาที่เพิ่งเรืองอำนาจในเวลาไม่ถึงสิบปีนี้ มินกยูก็ไม่อยากคบเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมน่ารำคาญแบบนี้หรอก เพียงแต่คิมมินกยูไม่ได้รู้ตัวว่าเพียงไม่กี่สัปดาห์ที่เขารับหน้าที่ดูแลซอกมิน ชายหนุ่มก็เริ่มหวงแหนหน้าที่ดูแลคนตัวเล็ก ไม่ยอมให้ใครมาแตะต้องแม้กระทั่งอาหารการกินของเด็กน้อย ทำให้บรรดาผู้ใหญ่ที่สังเกตการณ์อยู่มองดูด้วยความพอใจอย่างยิ่ง


“พี่มิงใจร้าย” ซอกมินยังคงตัดพ้อต่อไป ปากยู่ๆ ถูกคนเป็นพี่ดีดด้วยความหมั่นไส้จนร้องโอ๊ย มินกยูจัดท่าให้เด็กชายนอนลงและเหน็บผ้าห่มไว้ใต้คางให้ ดวงตากลมใสแจ๋วสีน้ำตาลเข้มจ้องมองอีกฝ่ายอย่างคาดหวังจนชายหนุ่มต้องเอ่ยปากอย่างเสียไม่ได้


“พรุ่งนี้จะเล่าเรื่องใหม่ โอเคไหม?”


“โอเคครับ!”


ซอกมินหัวเราะเต็มเสียง นำพารอยยิ้มมุมปากมายังผู้ฟังโดยไม่ทันควบคุมตัวเอง พอจะลุกขึ้น มือเล็กๆ ก็กอดแขนเขาไว้แน่น หันไปหาก็พบว่าเด็กน้อยจิ้มๆ ที่แก้มทั้งสองข้างของตน พลางยิ้มหวานอย่างกระหยิ่ม


มินกยูกลอกตาอย่างเบื่อหน่าย แต่ก็ยินยอมโน้มตัวไปหา ฝากจุมพิตหนักๆ เสียจนแก้มเล็กบู้บี้ ซอกมินร้องโวยวาย ทว่าอย่างไรก็ไม่ชนะคนเป็นพี่ที่จับอีกฝ่ายยัดใส่ผ้าห่มและเดินไปปิดไฟ


“ใจร้าย...ไม่เห็นบอกฝันดีกับผมเลย พี่มิงใจร้าย”


แหวนโลหะรูปใบไม้บนนิ้วนางที่มัวหมอง กลับส่องประกายวูบวาบเมื่อกระทบแสงไฟจากนอกหน้าต่าง ความอบอุ่นที่จางหายไปจากหัวใจมานาน กลับเข้ามาโอบล้อมด้วยถ้อยคำและการกระทำ...หรือความจริงแล้วอาจเป็นเพียงตัวตนของคนตรงหน้า ที่ทำให้ดวงตาเย็นชาของบุรุษร่างสูงฉายแสงอ่อนโยนด้วยความคะนึงหาที่ข้ามผ่านกาลเวลาทั้งปวง


“ฝันดีครับ”




และถึงแม้จุดจบนั้นจะมาถึงไม่ช้าก็เร็ว

เราก็ได้รู้ถึงหัวใจของกันและกัน








The End.














#ฟิคไม่มีเหตุผล

___________________________


สารบัญตัวละครในเรื่องตำนานจอมกษัตริย์


อาเธอร์ เพนดรากอน กษัตริย์แห่งคาเมล็อต

เซอร์แลนเซล็อตแห่งทะเลสาบ

กวินิเวียร์ ราชินีแห่งอาเธอร์

เมอร์ลิน พ่อมดแห่งราชสำนัก

ไนเนียน นางไม้แห่งทะเลสาบ ผู้อภิบาลเซอร์แลนเซล็อต

เซอร์เควิน อัศวินผู้สั่งสอนเซอร์แลนเซล็อต

กษัตริย์อูเธอร์ เพนดรากอน พระบิดาแห่งกษัตริย์อาเธอร์

ลีโอเนลและบอร์ส สองพี่น้องลูกพี่ลูกน้องของเซอร์แลนเซล็อต อัศวินแห่งโต๊ะกลม

กาเวน อัศวินแห่งโต๊ะกลม คนสนิทของกษัตริย์อาเธอร์

เบดิเวียร์ อัศวินแห่งโต๊ะกลม ผู้นำดาบเอ็กซคาลิเบอร์กลับคืนสู่ทะเลสาบ

มอร์เดรด อัศวินแห่งโต๊ะกลม บุตรแห่งพี่สาวร่วมมารดาของกษัตริย์อาเธอร์

กษัตริย์ลีโอเดกรานซ์ พระบิดาขององค์ราชินีกวินิเวียร์

เลดี้แห่งโนฮาวต์ ผู้ปกครองดินแดนหนึ่งในอารักษ์ของกษัตริย์อาเธอร์

เบน ชาวบ้าน สหายของเซอร์แลนเซล็อต

เนส ม้าของเซอร์แลนเซล็อต

พลัม ม้าของเซอร์เควิน


_____________________


OS เรื่องนี้เป็นหนึ่งในโปรเจ็คซีเครทซานต้าของคุณคคล. ครับ \\ ขอบคุณมาในที่นี้ด้วย

ถ้าอยากติดตามผลงานนักเขียนนักวาดท่านอื่นสามารถตามไปได้ที่แอค secretcarat_th ครับ!

ส่วนเราเป็นซานต้าที่ส่งของขวัญให้ตามรีเควสของคุณ @ScaletFIN ครับ ต้องขอบคุณพล็อตดีๆ แบบนี้ด้วย ท้าทายมากเพราะไม่เคยเขียนกยูซอกแต่ว่าพล็อตน่าสนมากเลยออกมาเป็นเรื่องนี้ครับ! อยากให้จบลงแบบน่ารักน้า คุณลูกชายมาเฟียปากแข็งแต่แอบหวงน้อง น้องยิ่งโตพี่ยิ่งหวงแน่ๆ55555

\\เราน่าจะบ่นขิงข่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ลงในแท็กฟิคเหมือนเดิม มาอ่านได้นะครับ ถ้าว่าง55555

B
E
R
L
I
N
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

189 ความคิดเห็น

  1. #186 youthisyours (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2563 / 14:51
    โอ้ย อุแง ปวดจึย
    #186
    0
  2. #185 youthisyours (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2563 / 14:51
    โอ้ย อุแง ปวดจึย
    #185
    0
  3. #150 saandyy (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:28
    แงดีมากกก ดีที่สุดเลย เนื้อเรื่องเกี่ยวกับกษัตริย์มันละเอียดอ่อนมากกกก แบบจะแต่งให้แสดงออกมากก็ไม่ได้ จะแต่งให้แสดงออกน้อยเกินไปก็ดูไม่ออกอีก แบบนี้คือพอดีมาก ส่วนตัวไม่ใช่ชิปกยูซอก(คือมองเป็นน้องทั้งคู่)แต่อ่านเรื่องนี้แล้วไม่รู้สึกต่อต้านเลย คุณไรต์เก่งมากๆๆๆเลย ชอบจนต้องกลับไปเปิดหนังดู แง้งงง
    #150
    0
  4. #135 006 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 13:02

    มันดีมากเลยค่ะ ถึงจะเศร้าแต่ก็อบอุ่น ไม่รู้จะอธิบายยังไง เป็นงานที่ละเอียดอ่อนมากค่ะ

    #135
    0
  5. #134 PanKunMuMiEiEi (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 00:25

    แง้ อินมากเลยค่ะ อ่านแล้วน้ำตาไหลเป็นสายเลย ; ; แต่พออ่านถึงตอนสุดท้ายนี่เหมือนได้ฮีลลิ่งเลยค่ะ น่ารักมากๆ!

    #134
    0
  6. #133 littlesoon (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 23:58
    เขียนได้ดี และลึกซึ้งมากๆเลยค่ะ เราน้ำตาซึมเลยล่ะค่ะ แต่ตอนท้ายน้องซอกน่ารักมาก ยิ้มได้เลยล่ะค่ะ555
    #133
    0