นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

[Bleach]ไขหัวใจนายตัวประกอบ ตอน หัวใจเดียวกัน(Abarai)

โดย A.pirirn

นานเท่าไรแล้วที่ข้ามองเธอ ไม่ได้เผลอแต่เต็มใจให้หมดใจ...ซึมซับความในใจของอาบาราอิฟุคุไทโชวบุคคลผู้ไร้กองเชียร์ให้สมหวังในรัก(เปิดเรื่องฉลองวันเกิด คิระ อิซึรุ รองหัวหน้าหน่วย 3 ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า)

ยอดวิวรวม

279

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


279

ความคิดเห็น


3

คนติดตาม


6
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  13 ม.ค. 58 / 18:28 น.
นิยาย [Bleach]㨹µǻСͺ ͹ ǡѹ(Abarai)

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
สวัสดีครั้งที่ 3 ขอรับ

ขอต้อนรับเข้าสู่เรื่องสั้นเรื่องสุดท้ายในชุดของข้า
พระเอกก็คือ อาบาราอิฟุคุไทโชว หรือ เร็นจิของพวกเรานั่นเอง!

อ่านๆ ไปแล้วดูเหมือนนายนี่จะสมหวังมากที่สุดใน 3 พระเอก
แต่จริงๆ มันก็แห้วทั้ง 3 คนนั่นแหละ
เสริมนิดหนึ่ง
ข้าเชียร์คุจิกิซังคู่อิจิโกะ (ไม่ใช่หัวหน้าคุจิกินะเออ)
แต่ไม่ส่งผลต่อการเขียนใดๆ (อาจส่งผลต่ออย่างอื่น เหอๆ)

ขอบคุณสำหรับการอ่านนะขอรับ!

หมายเหตุ!!!
เรื่องสั้นชุดนี้มีชื่อว่า ไขหัวใจนายตัวประกอบ
ทั้งชุดมี 3 เรื่อง ได้แก่
ก็เพราะว่าผมรักคุณ (Hisagi)
รอยยิ้มของนางฟ้า (Kira) และ
หัวใจเดียวกัน (Renji)
ตัวละคร

รองหัวหน้าหน่วย 6 อาบาราอิ เร็นจิ


ลำดับ 5 หน่วย 13 (ปัจจุบันเป็นรองหัวหน้าหน่วย) คุจิกิ ลูเคีย
ขอขอบคุณ








 
:)  Shalunla

เนื้อเรื่อง อัปเดต 13 ม.ค. 58 / 18:28


                               นานเท่าไรแล้วที่ข้ามองเธอ

                               ข้าจำไม่ได้หรอกนะว่าตั้งแต่เมื่อไรที่สายใยความผูกพันฉันคนในครอบครัวเดียวกันค่อยก่อตัวขึ้นเป็นความรัก ตั้งแต่เมื่อไรนะ กว่าข้าจะรู้ตัวเธอก็ไปไกลเกินเอื้อม

                               ภาพแรกประทับจับลึกในดวงจิต เด็กหญิงตัวบางหน้าตาน่ารัก ทว่ากลับห้าวกว่าข้าเสียด้วยซ้ำ ตัวแค่นั้นก็เก่งกาจไปเสียทุกเรื่อง น่าหมั่นไส้ชะมัด ข้าเพิ่งรู้ว่าตนเองเป็นเด็กขี้อิจฉาก็ตอนนั้นล่ะ เป็นแค่เด็กผู้หญิง ฮึ! หมั่นเขี้ยวแฮะ ข้านึกอยากขย้ำยัยตัวเล็กเสียตั้งหลายหนแต่เจอบาทาลูบพักตร์ทุกครั้งไป

                               ตอนนี้ความรู้สึกนั้นยังไม่จางหาย เพียงแต่ไม่สามารถทำได้ดังใจคิดเช่นอดีต

                               ยัยตัวเล็กอวดเก่งของข้าสอบเข้าสถาบันวิญญาณได้อย่างง่ายดายสำหรับเด็กจากเมืองลูคอนอย่างพวกเรา อันที่จริง ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าง่ายสำหรับเธอหรือเปล่า เพราะขณะที่ข้าคิดว่ายากเลือดตาแทบกระเด็น ยัยนั่นกลับยิ้มระรื่นเหมือนแค่เรื่องจิ๊บจ๊อย แต่พอจัดห้องจริงๆ ข้ากลับได้อยู่ห้องที่ดีกว่า แทนที่เธอจะร้องไห้ที่ต้องแยกห้องเหมือนเด็กติดพี่ เธอกลับเบ้ปากน้อยใจว่าได้คะแนนน้อยกว่า

                               ข้าเสียอีกเป็นฝ่ายเสียดาย แต่เรื่องอะไรจะไปบอกเธอ

                               นับจากวันนั้นเราก็ห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งข้าเกิดอยากเรียกร้องความสนใจจึงไปสักคิ้วมาแบบไม่ได้แย้มให้ใครรู้และเธอก็เห็นเป็นคนแรก น่าเจ็บใจชะมัด ยัยบ้านี่หัวร่องอหายและเก็บมาล้อข้าจนถึงทุกวันนี้ รสนิยมห่วยแตกเป็นบ้า ข้าว่ามันเท่ดีออก แต่ด้วยเพราะมันถูกเธอทักทุกครั้งที่เห็นหน้ากัน ข้าเลยถือว่า การสักครั้งนี้บรรลุจุดประสงค์ของมันแล้ว ข้าภูมิใจจนสุดท้ายก็ไปสักมาทั้งตัว

                               ช่วงเวลาแห่งความสุขช่างผันเร็ว จะเพราะว่ามันเป็นอดีตไปแล้ว หรือเพราะข้ากระหายใช้มันอย่างไม่รู้ค่ากันแน่นะ

                               วันนั้นข้าตาลีตาเหลือกไปหายัยตัวเล็ก กะแจ้งข่าวทำเซอร์ไพรสเล่นๆ แต่กลับโดนเซอร์ไพรสลูกใหญ่ซัดโครมจนหงายหลังล้มตึง!

                               เค้าขอให้ไปเป็นลูกบุญธรรมบ้านคุจิกิ

                               ‘ขอให้ไปเป็นลูกบุญธรรมบ้านคุจิกิ

                               ‘ไปเป็นลูกบุญธรรมบ้านคุจิกิ

                               ‘เป็นลูกบุญธรรมบ้านคุจิกิ

                               ‘บ้านคุจิกิ’              

                               ‘คุจิกิ

                               อ้อ เหรอ

                               ข้าจำไม่ได้หรอกว่าตอนนั้นพูดอะไรออกไป มันเป็นแค่คำพูดโง่ๆ เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกและสนองความคิดโง่ๆ ของข้า ถ้าข้าย้อนกลับไปได้ ข้าคงไม่พูดอะไรโง่ๆ แบบนั้น แต่ในความสับสน ข้าก็คิดว่า ข้าสมควรพูดอะไรโง่ๆ แบบนั้นออกไปดีแล้ว

                               ตัดสายสัมพันธ์น่ะ ง่ายกว่าเชื่อมสายสัมพันธ์เยอะ

                               แต่ข้าไม่เสียใจ ในสิ่งที่ตัดสินใจไปแล้ว

                               เธอกำลังจะได้ครอบครัว เพื่อนของข้ากำลังจะได้ครอบครัว เธอกำลังจะได้ในสิ่งที่เด็กกำพร้าอย่างพวกเราโหยหา เธอกำลังเดินทางไปสู่จุดที่สูงกว่าข้า ไปเป็นดาว อย่างที่เธอเป็นในใจข้าเสมอมา อย่ารั้งเธอไว้แม้แต่จะคิด ข้าไม่มีสิทธิ ข้าย้ำกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ข้าควรจะยินดี

                               แต่ข้ารู้ ลึกๆ ในใจข้ากำลังขู่คำรามอย่างเห็นแก่ตัว น่าสมเพชยิ่งนัก ข้ากระหายชัยชนะ ข้าบ้าคลั่งและมุ่งมั่นฝึกฝน ข้าถีบทะยานตนจากกองขี้เถ้าและซากปรักหักพัง ข้าเพียงต้องการชัยชนะครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อถมหลุมมืดในใจตนเอง ข้าแสร้งแสยะแยกเขี้ยวเหมือนไม่แยแสเพื่อหวังว่าวันหนึ่งข้าจะยืนอยู่ในจุดสูงสุดโดยไร้ความคลอนแคลนของรากฐานเช่นหลุมนั่นอีก

                               ชีวิตข้าคือการต่อสู้ ตลอดมาและตลอดไป

                               ก็เพราะว่า

                               เร็นจิ! รีบๆ สอบเข้าสิบสามหน่วยพิทักษ์ซะสิ ข้ารอจนเหงือกแห้งแล้วนะ!’

                               ชิ ข้าไม่ได้อ่อนด้อยขนาดต้องให้เจ้ารอหรอกนะ ยัยบ๊อง

                               แล้วข้าก็สอบเข้าสิบสามหน่วยพิทักษ์จนได้ ท่ามกลางความยินดีแกมหมั่นไส้ของเธอ จำได้ว่าข้ายิ้มกว้างสำทับแล้วใช้นิ้วจิ้มหน้าผากขาวๆ จนเธอหน้าหงาย เสแสร้ง ข้าเป็นเช่นนั้นเสมอและเธอก็รู้ดี กระนั้น เราทั้งคู่ก็ทำเป็นลืมไปก่อน

                               นั่นคือก้าวย่างสู่ความสำเร็จอีกขั้นของข้า ทว่า ข้ากลับรู้สึกว่าตนเป็นเพียงแค่วานรไขว่คว้าดวงดาว ซ่อนตัวตนและสันดานอย่างหมาจรจัด เป็นเพียงแค่หมาบ้าคลุ้มคลั่งไล่กัดทึ้งดวงดาวในผืนน้ำ ทว่า ไม่ว่าจะพยายามอีกสักเท่าใด ดวงดาวก็ยังคงจรัสแสงและส่องประกายอาดูร

                               เพราะอะไรกัน เป้าหมายของข้าอยู่ที่อะไรกันแน่ ข้ามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร ข้าปรารถนาอะไรกันแน่

                               เร็นจิ..’

                               นั่นไง เอาอีกแล้ว แค่เพียงข้าถามตนเองด้วยคำถามนี้ เสียงใสๆ ก็จะลอยสวนขึ้นมาในหัวราวกับจะตอบ

                               เร็นจิ! วันนี้ข้าออกแรงมากกว่าเจ้า! ข้าต้องได้มากกว่าซียะ!’

                               ‘เร็นจิ! ตื่นเต้นจนเหงื่อออกเลยเรอะเจ้า ไก่อ่อนจริงนะ

                               ‘เร็นจิ! เจ้ามันห่วยแตกสุดๆ! ตอนสอบเข้าโชคช่วยใช่ไหมฮึ

                               ‘เร็นจิ! รีบๆ ตามมาล่ะ ข้ารออยู่

                               ‘เร็นจิ! มื้อนี้ข้าเลี้ยงเอง อยากกินอะไรบอกมาเลย!

                               ‘เร็นจิ! ข้าเป็นห่วงนะยะ ฟังกันบ้างหรือเปล่า!’

                               หมั่นไส้

                               แค่นั้นเหรอ ข้าตอบตัวเองไม่ได้ ชีวิตที่เต็มไปด้วยการต่อสู้ของข้า ดูคล้ายจะลบเลือนยามเธอเข้ามาชิดใกล้ เสียงบางๆ ร้องสั่งนู่นนี่น่ารำคาญ แต่ อยากจะรำคาญอย่างนี้ตลอดไป

                               อยากได้ยินเสียงเล็กๆ มากวนใจ

                               เท่านี้ก็คงพอ

____________________________________________________________________________________________

                               เร็นจิ!”

                               เสียงห้าวๆ แต่มีกังวานใสอย่างเสียงผู้หญิงดังขึ้นข้างหลัง ข้ารู้ดีว่าคนเรียกคงจะทำหน้าตาบึ้งตึงเพียงใดจึงแกล้งใส่กุญแจประตูที่ทำการหน่วยช้าๆ

                               เร็นจิ!”

                               ข้าหันกลับไป ตั้งใจจะทำเป็นไม่เห็น

                               แอ๊ฟ!”

                               ก่อนจะได้ทำดังใจคิด หมัดเล็กๆ แต่ทรงอาณุภาพก็เสยเข้าที่กรามซ้ายข้าจนเกือบลงไปนอนนับดาว!

                               ลูเคีย! ทำอะไรของเจ้าฟะ!!!”

                               “ข้าสิต้องถามเจ้า! เรียกเป็นสิบรอบไม่หันหมายความว่ายังไงยะ?!”

                               “สิบที่ไหน สองต่างหาก

                               “รู้แล้วทำไมยังแกล้งไม่ได้ยิน”              

                               “ใครบอกเจ้าว่าข้าไม่ได้ยิน

                               “แล้วทำไมไม่หัน

                               “ไม่หันไม่ได้แปลว่าไม่ได้ยินสักหน่อย

                               ฯลฯ

                               เราทั้งคู่สรรหาถ้อยคำร้อยแปดมาเถียงกันหน้าดำหน้าแดงอีกนานสองนาน จนกระทั่งยัยตัวเล็กหมดแรงพูดข้าจึงลากเรื่องเข้าประเด็นเดิมได้

                               เจ้ามาหาข้ามีธุระอะไรฮึ

                               “ต้องมีธุระหรือไงข้าถึงมาหาเจ้าได้เธอเชิดจมูกจนน่าแกล้งเล่น ข้าต้องยับยั้งตนเองเป็นอย่างมากไม่ให้จิ้มปลายจมูกเล็กๆ นั่น

                               อย่าพาลเป็นเด็กสองขวบได้มะ ทุเรศฟ่ะปากสุนัขพลันตอบไปเสียแล้ว

                               เร็นจิ! เจ้าบ้า!”

                               “เออๆ รีบๆ พูดมาเหอะ

                               “ข้า เออ ข้า…” จู่ๆ เธอก็กระพริบตาเหมือนเพิ่งนึกได้ แล้วเงยหน้าให้ดวงตากลมๆ สบกับตาข้า

                               เจ้ารู้แล้วใช่ไหมว่าพรุ่งนี้ข้าจะไปประจำที่เมืองคาราคุระ

                               ความเงียบเข้าปกคลุมเราสองคนอยู่ชั่วครู่แทนบรรยากาศสีทองของยามเย็น ข้ามองหน้ายัยตัวเล็ก จ้องลึกเข้าไปในลูกตาสีเข้มประกายใสเพื่ออ่านความคิดคำนึงที่ค่อยๆ เผยโฉมวับแวมราวกับเงาของนางไม้

                               นิ่งมุ่งมั่นภาคภูมิ และไม่แน่ใจ

                               รู้ดิ

                               “โธ่โว้ย มองหน้าข้าตั้งนานได้เท่านี้เองเรอะ

                               “ก็เจ้าถามว่าข้ารู้หรือเปล่า

                               “ข้าถามความเห็นเจ้า

                               “ก็ดีอ่ะเด่ะ ไปออกภาคสนามซะบ้าง สนิมจะกินหัวหมด เผื่อกลับมาจะได้พัฒนาฝีมืออันอ่อนด้อยของเจ้าให้กระเตื้องขึ้นมาได้บ้าง อ่อนหัดชะมัด

                               “เจ้าคิดอย่างนั้นจริงๆ เหรอ

                               ลูเคียหน้ามุ่ยไป แววตามีเงาดำมาพาดผ่าน ยัยนี่คงสัมผัสได้ถึงความเสแสร้งที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำเสียงยินดีและดูถูกดูแคลนของข้า

                               ข้าอยากจะตีหน้าอย่างนั้นต่อไปหรอก อยากแสร้งพูดเพื่อขับไล่เธอออกไปจากชีวิตอันต่ำต้อยของข้า

                               แต่อย่าทำหน้าแบบนี้สิ ให้ตายเหอะ ข้าไม่เห็นชอบเลย

                               อ้ะเร็นจิ ทำอะไรของเฮ้ย!”

                               ข้าคว้าไหล่บอบบางของลูเคีย มืออีกข้างสอดใต้เข่าอุ้มเธอตัวลอยอย่างรวดเร็ว ยัยจอมโวยวายประท้วงเสียงดังลั่นๆ แต่ข้าไม่สนใจ เท้าทั้งสองวิ่งขึ้นในอากาศจนแตะหลังคาที่ทำการหน่วยแล้วจึงกระโดดไปตามหลังคาอาคารอื่นๆ อย่างคล่องแคล่ว คนในอ้อมแขนข้าเงียบไปแล้วเมื่อรู้ว่าข้าพาเธอออกมานอกเมืองไกลเพียงใด เลยเขตกำแพงเซย์เรย์เทย์ สู่เขตฟุไก สู่ป่า

                               ทีนี้ข้าจะฆ่าเจ้าหมกป่าก็ไม่มีใครรู้แล้วสินะ

                               “หุบปากไปเลยเจ้าน่ะ

                               ยัยลูเคียแหวเสียงเขียวเมื่อข้าเข้าสู่เส้นทางที่เราทั้งคู่เริ่มคุ้นเคย สายตาของเรากวาดมองพร้อมกันราวกับใช้ตาคู่เดียวกัน ต้นไม้ต้นนี้ แล้วก็ต้นนั้น ต่อไปต้องเป็นต้นนั้นทุกต้นพวกเราล้วนแต่เคยปีนป่ายเป็นลิงเป็นค่างด้วยกันทั้งสิ้น

                               พวกเรานั่นเอง

                               ข้าหยุดฝีเท้าลงที่หน้าผา ลานโล่งริมขอบฟ้า ณ ที่นั้นมีเนินดินสามเนินตั้งอยู่

                               เร็นจิ นั่นใครน่ะ?

                               ‘ลูเคียเนี่ยสุดยอดไปเลยเนอะ แน่กว่าเร็นจิอีก!’

                               ‘หวา! อย่าทำข้าเลยนะ!’

                               ข้าค่อยๆ ปล่อยยัยตัวเล็กลงกับพื้น เธอจรดปลายเท้าเบาๆ คล้ายกลัวว่าใครบางคนจะตื่น จากนั้นจึงก้มลงไปถอดถุงเท้ารองเท้าทิ้งไว้กับพื้น ข้าทำตามโดยที่เธอไม่ต้องอธิบาย สุดท้ายขาของเราทั้งคู่ก็ไปหยุดอยู่หน้าเนินดินทั้งสามนั่น

                               แม้ชื่อที่สลักไว้จะลบเลือนแต่สลักลึกในใจเรา

                               คิดถึงหนึ่งคำสั้นๆ จากลูเคีย

                               ใช่ คิดถึง จากห้าเหลือสอง พวกเราจะคิดถึงกันแค่ไหนนะ

                               คิดถึง ความรู้สึกอย่างหนึ่ง ไม่มีมาตราวัด มีแต่ความรู้สึกท่วมท้นหัวใจ

                               นี่แหละคือคำตอบของข้า ลูเคีย

                               “อะไรเธอถามอย่างเลื่อนลอย

                               คำตอบของข้า!” ข้าขึ้นเสียงจนลูเคียสะดุ้งโหยง ข้าไม่ได้ตวาดใส่ แต่เป็นเสียงอันดังและทรงอำนาจราวกับจะกล่าวสุนทรพจน์ ข้าเชื่อว่า ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ไม่มีวันใดที่เจ้าไม่ถามตัวเองว่า ทำไมพวกเขาต้องตาย!”

                               “เร็นจิ…”

                               “ข้า! ในฐานะสมาชิกครอบครัวโกโรโกโสแห่งนี้ ขอกล่าวแทนใจทุกๆ คน รวมถึงเจ้า! ข้าขอเปิดคำถามที่ค้างคาอยู่ในใจพวกเราตลอดมา!”

                               “เร็นจิ ข้าไม่…”

                               “นั่นเพราะว่า…” น้ำเสียงข้าอ่อนลง แต่ประกายตาแข็งกร้าวยามประจันหน้ากับเธอมิได้ลดความร้อนแรงลงแม้แต่นิดเดียว “…ถ้าพวกเขายังอยู่เราก็คงไม่มีวันได้เป็นยมทูต ถ้ายังมีพวกเขาเราคงไม่ได้ใช้ชีวิตสุขสบายในเซย์เรย์เทย์ พวกเขาไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อเรา ลูเคีย แต่พวกเขาตายเพื่อพวกเรา นั่นเพราะว่าเจ้าผู้เป็นที่รักของทุกๆ คน ทั้งข้าและพวกเขาทั้งสามยินดีจะเสียสละเพื่อให้เจ้าได้มีความสุข

                               แม้จะจับจ้องที่ดวงหน้าเรียว แต่กระแสความรู้สึกในน้ำเสียงค่อยแปร

                               เจ้าจะใช้ความลังเลหรือเข้มแข็งตอบแทนการเสียสละของพวกเขา ลูเคีย?!”

                               แวบแรกที่เธอเงยหน้า แสงสุดท้ายจากขอบฟ้าคงเล่นตลกกับภาพตรงหน้าจึงเห็นเป็นเงาประกายวาวที่ขอบตาของลูเคียก่อนเธอจะตอบเสียงดังฟังชัดเหมือนทหารตอบผู้บังคับบัญชา

                               ความเข้มแข็ง!”

                               ภายใต้แสงสุดท้ายของตะวัน ข้าและลูเคียโผกอดกันแน่นราวกับจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน

                               แม้จะอยู่ไกลกันแค่ไหน แต่พวกเราคือครอบครัวเดียวกัน

                               ไม่ว่าจะต่างคนต่างทางเดิน ต่างเป้าหมายหรือต่างประสบการณ์ พวกเราคือจิตวิญญาณอันรวมเป็นหนึ่ง มิอาจแยกจาก มาจากพื้นฐานและสัญชาตญาณดิบเดียวกัน สักวันก็จะเดินไปสู่หลุมอันมืดมิดหลุมเดียวกัน

                               ข้าต่อสู้ กัดทึ้งฉีกกระชาก เพื่อแย่งชิงดวงดาว หรือเพื่อปกป้องหัวใจตัวเองกันแน่?

                               ไม่รู้ล่ะ

                               ไม่ว่าข้าจะจงใจทำลายสายสัมพันธ์นั้นด้วยมือตนเอง ทว่า สายใยบางๆ แต่เหนียวแน่นนั้นมิมีวันขาดออก ช่างเป็นความยินดีที่แปลกประหลาดท่วมท้นในอกข้า

                               ไม่ว่าข้า ลูเคีย หรือความรักของพวกเราจะเป็นไปในทิศทางใด ข้าก็พอใจที่รู้ว่าหัวใจของลูเคียยังเป็นหนึ่งเดียวกับข้า

                               เท่านี้ก็พอ

                               วันนี้ท่านพ่อบ้านเซเกะจะเลี้ยงส่งข้านิดหน่อย เจ้าไปด้วยกันสิ

                               “ตาเฒ่านั่นน่ะนะ แล้วหัวหน้าคุจิกิล่ะ?

                               “ท่านพี่คงมาไม่นานหรอก

                               “แหวะ ไม่ไปหรอก ฟังเหมือนงานเลี้ยงคนแก่เลยฟ่ะ

The End.

________________________________________________________
ส่งท้ายนิดหน่อยว่า
ตอนนี้คุจิกิซังยังไม่รู้ว่าเร็นจิได้เป็นรองหัวหน้าหน่วยแล้ว

:)  Shalunla

ผลงานอื่นๆ ของ A.pirirn

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

ยังไม่มีรีวิวของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

3 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 4 มีนาคม 2558 / 22:36
    ชอบๆๆๆ
    #3
    0
  2. วันที่ 14 มกราคม 2558 / 14:14
    ขอบคุณนะคะ ที่แก้ไขให้ ได้อ่านแล้ว ชอบมากกก ใช้ภาษาสวย แต่งเก่งจังค่ะ
    อยากอ่านต่ออีก 555555555
    #2
    0
  3. วันที่ 10 มกราคม 2558 / 14:24
    ง่ะอยากอ่านจังแต่ ตัวหนังสือสีขาว มองไม่เห็นเลยยย TT^TT
    #1
    0