-จุมพิตสิเน่หา-

ตอนที่ 5 : บทที่ 4 (1/2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 261
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    26 ก.ย. 59




“ผู้หญิง”

เสียงปืนดังพร้อมกับคำทวนถามของบวรวิชญ์ ผู้บริหารหนุ่มทายาทเจ้าของโรงแรมชื่อดัง

“ในฝันเหรอวะ” บวรพลหรือแบงก์ น้องชายบวรวิชญ์ทวนถามบ้างก่อนที่สองพี่น้องจะมองหน้ากันแล้วระเบิดเสียงหัวเราะอย่างห้ามไว้ไม่อยู่ทำเอาเมษราศีหยุดเล็งปืน หันมาทำหน้าบูดใส่สองเพื่อนสนิทแทน “ไอ้เสือเมษเอ๊ย ขนาดฝันยังฝันถึงผู้หญิงอีกไม่ทิ้งลายจริง ๆ ว่ะ”

กระสุนนัดแรกนับจากมาถึงสนามยิงปืนส่วนตัวในโรงแรมชื่อดังถูกลั่นออกไป วิถีกระสุนพุ่งออกไปอย่างเร็วแรงฝังเข้ากับจุดกึ่งกลางเป้าพอดิบพอดีทั้งที่เมษราศีเพียงแค่สะบัดมือขึ้น มองเป้าชั่วแวบก่อนลั่นไก สองพี่น้องทายาทเจ้าของโรงแรมวางปืน ปรบมือ

“แม่นเหมือนเดิมนะมึง” บวรพลชมลงท้ายด้วยภาษาพ่อขุนราม อาจฟังหยาบคายสำหรับหลายคนแต่สำหรับพวกเขาที่เล่นหัวกันมาแต่เด็กเป็นการแสดงออกถึงความแน่นแฟ่นมากกว่า สรรพนามเรียกขานทั้งแทนตัวกูมึงจึงถูกใช้เรื่อยมาแต่ก็เป็นไปเฉพาะอยู่กันตามลำพังหรือต่อหน้าคนสนิท น้ำเสียงนั้นปะปนอารมณ์หมั่นไส้ ยิ่งเห็นสาว ๆ หลายคนในสนามยิงปืนทิ้งสายตาให้เมษราศี อารมณ์นั้นยิ่งมากขึ้นจนต้องแขวะซ้ำ “เนื้อหอมไม่เผื่อเพื่อน แบ่ง ๆ มาบ้างสิวะ”

“พูดเป็นเล่น” เมษราศีวางปืน ถอยกลับไปนั่งยังเก้าอี้สีขาวด้านหลัง สนามยิงปืนแห่งนี้อยู่ด้านหลังสุดของตัวโรงแรมติดกับสนามกอล์ฟ ผู้ริเริ่มคิดสร้างสนามยิงปืนขึ้นมาเพื่อเพิ่มกิจกรรมสันทนาการให้แขกคือสองพี่น้อง บวรวิชญ์กับบวรพลชอบกีฬายิงปืนทั้งคู่ นิสัยนี้เหมือนกันกับเมษราศี สามเพื่อนซี้ว่างเมื่อไหร่จึงจบลงที่สนามยิงปืน ชายหนุ่มหันไปก้มศีรษะให้หญิงสาวหลายคนทีหนึ่ง ไม่มากไม่น้อยไปแต่พอให้ฝ่ายตรงข้ามใจละลาย พูดถึงไมตรีจากหญิงสาว น้อยครั้งนักที่เมษราศีจะเป็นฝ่ายขวนขวายเข้าไปจีบ มีแต่ฝ่ายหญิงเข้ามาและเขาก็ไม่เคยปฏิเสธเสียด้วย แต่วันนี้หัวใจเขากลับต้องการเพียงยิ้มตอบโดยไม่สานต่อเหมือนอย่างเคย “ได้ข่าวว่ามีคู่ดูตัวไม่เว้นสัปดาห์เลยไม่ใช่เรอะ”

ทายาทเจ้าของโรงแรมคนโตหยุดยิง ทำหน้าเซ็ง กลับมานั่งสมทบ ตามด้วยบวรพล ชายหนุ่มคนหลังกวักมือเรียกบริกรขอเมนูเพื่อสั่งอาหารและเครื่องดื่มเพิ่ม บริกรถอยหลังจากไป สนามยิงปืนวันนี้มีแขกมาใช้บริการค่อนข้างหนาตา เสียงยิงดังขึ้นเป็นระยะ สำหรับคนเกลียดเสียงดังหรือไม่คุ้นเคยคงหนวกหู แต่สำหรับชายหนุ่มทั้งสามมันช่างเป็นเสียงอันรื่นรมย์

“ถามน่าโดนถีบ ก็รู้นิสัยกันอยู่นี่หว่า”

บวรวิชญ์ว่า มือคว้าเหล้าชั้นดีรินใส่แก้วตัวเอง น้องชาย และเพื่อน ตามปริมาณความชอบได้โดยไม่ต้องเอ่ยถามเพราะความสนิทสนมมานานแต่เล็กจนโต

ชีวิตพวกเขาเหมือนในละคร เริ่มจากสองครอบครัวเป็นเพื่อนเรียนกันมาก่อน จนแต่งงานมีครอบครัวยังไปมาหาสู่กันเสมอ กระทั่งมีลูก ลูก ๆ ยังสนิทสนมกันอีกทอด เมษราศีมีเพื่อนมากตามประสาชอบสังสรรค์แต่เพื่อนสนิทที่สุดคือบวรวิชญ์กับบวรพล เขาเรียนกับสองหนุ่มตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงระดับปริญญาตรี หลังเรียนจบมีความคิดอยากไปเรียนเมืองนอก เพื่อนสองคนก็อุตริบินตามไปด้วยทั้ง ๆ ยังไม่รู้จะไปทำงานหรือเรียนอะไร สุดท้ายก็ได้เรียนที่เดียวกันแม้คนละสาขาก็ตาม

“อ้าวจะไปรู้เรอะพี่ใหญ่ ผมก็นึกว่าพี่ชอบ”

บวรวิชญ์อายุมากกว่าบวรพลหนึ่งปีแต่พ่อแม่อยากให้ลูกดูแลซึ่งกันและกันบวรวิชญ์จึงเรียนช้ากว่าคนอื่นเพราะเข้าเรียนพร้อมน้องชาย เผลอเมื่อไหร่เมษราศีมักแกล้งเรียกย้ำอายุบวรวิชญ์ คนถูกแซวดันแก้วเหล้ามาตรงหน้าเพื่อนรักพลางชูกำปั้นหรา

“ไอ้นี่วอน”

“นั่นสิ คนยิ่งเซ็ง ๆ กันอยู่”

ตามประสาคนรวยส่วนมาก การแต่งงานมักเกี่ยวข้องกับธุรกิจ เมษราศีเคยนึกว่าบิดามารดาเพื่อนสนิทจะแตกต่างเพราะพวกท่านใจดี ทำธุรกิจอย่างตรงไปตรงมา เข้ากับคนได้ทุกชนชั้น กระทั่งได้ยินเพื่อนบ่นว่าจะถูกคลุมถุงชนนั่นล่ะจึงรู้ว่าคิดผิดไป

“จะยากอะไรวะ หลับตาจิ้มเข้าสักคนสิ แค่นี้ก็สิ้นเรื่อง”

“ถุยไอ้ปากเก่ง” บวรวิชญ์ทำท่าทางเหมือนจะถ่มน้ำลายประกอบแต่ก็ไม่ได้ทำ “อย่าได้พูดให้ได้ยินถึงหูพ่อแม่กูเลยนะ เป็นเรื่อง”

“พูดเล่น ๆ มันตลก แต่เอาเข้าจริงไม่ขำว่ะ” บวรพลเสริม

ทำไมเมษราศีจะไม่เข้าใจ หัวใจอิสระของเขาคงร้อนรนน่าดูถ้าตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันบ้าง ปฏิเสธคงปฏิเสธแน่แต่ทำไปทั้ง ๆ ไม่สบายใจเพราะคงเป็นเรื่องขุ่นใจกันของตนกับครอบครัว

บริกรยกอาหารมาเสิร์ฟ ส่วนใหญ่เป็นกับแกล้มประเภทของทอด เมษราศีเอาส้อมจิ้มไก่ทอดราดซอสสูตรพิเศษเข้าปากรสชาติอร่อยสมคำคุยผู้บริหารทั้งสอง

“เออ ๆ พูดเล่น ซีเรียสกันทำไม หรือมีกำหนดนัดดูตัวอีกแล้ว”

สีหน้านิ่ง ๆ ของสองพี่น้องบอกเมษราศีว่าใช่ ชายหนุ่มถอนใจก่อนสะดุ้งโหยงกับคำพูดแหย่ของบวรวิชญ์

“ลองสักครั้งไหมล่ะมึง เดี๋ยวกูแค่กริ๊งไปบอกคุณป้าว่ามีหมอดูทัก ถ้ามึงไม่รีบแต่งงานภายในสามวันเจ็ดวันดวงจะถึงฆาต พนันไหมไม่เกินยี่สิบสี่ชั่วโมงโดนจับยัดเข้าหอแทบไม่ทัน”

“ลองสิกูฆ่ามึงแน่ไอ้เบียร์” เมษราศีแกล้งยกเท้าขึ้นครึ่ง ๆ ส่วนบวรวิชญ์ก็แกล้งเขยิบหนีจริงจัง เล่นกันเหมือนยังเป็นเด็กนักเรียนหัวโจกสมัยมัธยมไม่ผิด “แต่อันที่จริงคุณป้าก็พูดทำนองนี้เหมือนกัน”

“หา!” บวรพลร้อง “คุณป้าว่าไง”

“เห็นว่าถูกหมอดูทัก บอกให้หลานชายรีบแต่งงานไม่งั้นจะมีเคราะห์หรือตายอะไรนี่ล่ะ” เล่าไปจิบเหล้าไปสลับกับกับแกล้ม

“จริงเหรอวะ” บวรวิชญ์เขยิบเก้าอี้กลับเข้ามาใกล้ “ระวังไว้หน่อยก็ดีนะไอ้เมษ โบราณเขาว่าจิ้งจกทักยังต้องฟังนี่คนทั้งคนจะไม่ฟังได้ไง”

“หมอดูมันคู่กับหมอเดา มึงจะให้กูสนเรื่องพวกนี้เนี่ยนะ”

“ถ้าไม่เพราะหมอดูทักก็น่าจะคุณป้าเบื่อข่าวมึงกับสาว ๆ หรือเปล่า” บวรพลเดา

“ก็คงด้วย เห็นว่ากูจะได้สุขุมขึ้น”

เล่าแล้วก็หัวเราะ คนไม่เคยทิ้งหัวใจให้ใครหรือจะเจอผู้หญิงคนนั้น แล้วผู้หญิงคนเดียวจะเปลี่ยนนิสัยเขาที่เป็นมาทั้งชีวิตได้อย่างไรกัน

“ทำเป็นหัวเราะ เขาว่าคนมีครอบครัว ความรับผิดชอบมากขึ้นมักจะใจเย็น รู้จักยั้งคิดขึ้น บางทีคุณป้าอาจคิดถูกนะ กูยังสงสัยกับไอ้แบงก์มันทุกวันว่าเวลาทำงาน ลูกน้องคนไหนไม่ได้ดั่งใจมึงมิออกเดชกับเขาจนกลัวหัวหดไปเลยเหรอ”

ในบรรดาความหัวโจกไม่มีใครเกินเมษราศี ช่วงชั้นมัธยมต้นถึงมัธยมปลาย โรงเรียนมีกฎข้อห้ามกี่ข้อเมษราศีทำผิดมาแล้วทุกข้อ เรื่องเจ็บเนื้อเจ็บตัวก็พอกัน ถ้าไม่ถูกหาเรื่องวัดกำลังตามประสาวัยคะนองก็เพราะเมษราศีโดดเข้าช่วยเพื่อนที่ถูกทำร้าย

“จะงั้นได้ไงล่ะครับพี่ ผมไม่ใช่เด็กมัธยมคนเดิมแล้วนะครับ”

แบงก์กับเบียร์เบะปากใส่ พูดพร้อมกัน

“เชื่อยากว่ะ”

 

สองผู้บริหารโรงแรมหนุ่มนั่งคุยกับเมษราศีอีกครู่ใหญ่พวกก่อนขอตัวขึ้นไปสั่งงาน เมษราศีกะใช้เวลากับเพื่อนอยู่แล้วจึงอยู่รอ ชายหนุ่มออกจากสนามยิงปืน ลัดเลาะเข้าสู่ตัวโรงแรมตกแต่งสไตล์โคโลเนียลเน้นการผสมผสานศิลปะเก่าใหม่เข้าด้วยกันไว้อย่างลงตัว

จากทางด้านหลังชายหนุ่มผ่านสวนหย่อมตรงกลางประดับน้ำพุรูปนางฟ้าเข้ามายังตึกด้านหน้า นึกขำขณะเดินผ่านประตูกระจกแบบหมุนที่ครั้งหนึ่งในวัยเด็กเขากับเพื่อนชอบมาวิ่งเล่นวนไปวนมาอยู่ในประตูกระจกแบบหมุนสามร้อยหกสิบองศาไม่ยอมเลิกจนถูกดุ

ถึงโถงโล่ง ผนังหันหน้าสู่ทางออกประตูกระจกอัตโนมัติประดับงานไม้แกะสลักขนาดใหญ่ ลวดลายไทยอ่อนช้อยยิ่ง เมษราศีมองมันทั้งที่ไม่ค่อยสนใจมองแล้วไพล่นึกถึงศิลปะอีกอย่างหนึ่ง...จิตรกรรมฝาผนัง นึกอย่างนอกเหนือจากความหลงใหลแบบเดิม ๆ เพราะภาพที่ปรากฏในสมองเป็นดวงหน้าหญิงสาวในยุคต้นรัตนโกสินทร์

ส่วนใหญ่ภาพบนจิตรกรรมฝาผนังมักบอกเล่าเรื่องราวทางพุทธชาดกมากกว่าอย่างอื่น ถัดมาก็เป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ในแต่ละยุค

...ผู้หญิงคนนั้นเล่า เธอเคยมีตัวตนจริงไหม...

หรือเป็นเพียงจินตนาการเพริศแพร้วของช่างเขียน

หรือหากมีตัวตนจริง...

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเขาล่ะ! ผู้หญิงยุคต้นรัตนโกสินทร์ กับเขาผู้ชายยุคน้ำมันใกล้หมดโลก ความเกี่ยวข้องอย่างเดียวที่พอนึกออกมีแต่เป็นประชาชนบนผืนแผ่นดินเดียวกัน

ความหงุดหงิดเริ่มก่อตัวจนอยากชกหน้าใครสักคน เหตุผลเพียงแค่เขาเอาแต่คิดถึงผู้หญิงไม่มีตัวตนคนหนึ่งเท่านั้น มันเป็นสถานการณ์ยากหาทางออก ถ้าหากเธอมีชีวิตอยู่จริง เขาคงไม่ต้องเพ้อเป็นบ้าอยู่อย่างนี้ คงเข้าไปทำความรู้จักและพยายามคว้าหัวใจเธอมาให้ได้

เมษราศีชะงัก แปลกใจตัวเอง เขาพอใจในผู้หญิงสวยเพียบพร้อม ที่ผ่านมาเวลาพึงใจใคร ความนึกคิดมีแค่...อยากได้ตัว...ไม่ใช่หัวใจ

“เฮ้ยแบงก์ เสร็จแล้วไปเจอกันที่สระว่ายน้ำนะ” โทร.บอกเพื่อน รีบจ้ำเดินเหมือนจะหนีอะไรสักอย่าง

บางทีน้ำเย็น ๆ อาจช่วยดับอารมณ์เพ้อ ๆ ลงได้บ้าง...


โปรดติดตามตอนต่อไป...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

26 ความคิดเห็น