-จุมพิตสิเน่หา-

ตอนที่ 4 : บทที่ 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,583
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    25 ก.ย. 59





ริมถนนใหญ่อันเป็นเส้นทางสายหลักแห่งหนึ่งเป็นที่ตั้งของชุมชนการค้าศูนย์รวมร้านค้าปลีกไปจนถึงตลาดตวงทอง...ตลาดสดขนาดใหญ่ มี คุณนายฉม เจ้าของคฤหาสน์สุดซอยเป็นเจ้าของ คุณนายฉมเป็นสาวใหญ่รูปร่างใหญ่สมอายุ ผิวขาวอวบตึงแน่น หน้ากลมแป้นเหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ ดวงตาตี่เล็ก เล็กกว่าปกติเพราะถูกเนื้อแน่นบีบดูคล้ายเมล็ดก๋วยจี๊ นอกจากดวงตาแล้วอื่น ๆ ในร่างกายใหญ่หมดโดยเฉพาะขา สมกับแม่ค้าบางคนแอบเรียกเจ๊ขาใหญ่

“โธ่คุณนายขาผ่อนผันหน่อยไม่ได้เหรอ”

แม่ค้าเขียงหมูถูมือไปมา ทำตาปรอยอ้อนวอนขอผลัดผ่อนจ่ายค่าเช่าแผง

“รู้แล้วยังจะถาม”

คุณนายฉมสะบัดเสียงเหยียด ท่ายืนข่มแม่ค้าเขียงหมู แขนข้างหนึ่งคล้องกระเป๋าถือแบรนด์ดัง มีชายฉกรรจ์สวมสูทสากลสีดำสองคนยืนเยื้องอยู่ทางด้านหลัง สองคนนั้นนั่นล่ะที่ทำให้ไม่มีใครกล้าเบี้ยว

“ฉันกำลังลำบากอยู่จริง ๆ นะ” ยกมือไหว้ปลก ๆ “อีนังลูกสาวคนเล็กมันดันป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ เสียเงินค่ามดค่าหมอไปตั้งแยะ ฉันไม่เบี้ยวหรอก มีเมื่อไหร่จะรีบจ่ายทันที”

“ฮู้ย ก็เห็นอ้างยังงี้ทุกราย อย่าโยกโย้ดีกว่าเสียเวลาฉันเปล่า ๆ ร้อนจะตายอยู่แล้วด้วย เวลาฉันร้อนอารมณ์เสียง่ายระวังจะไม่มีที่ขายของ จะเอางั้นมั้ยฮึ” ”

คุณนายฉมบ่นพลางขู่ มืออีกข้างที่ไม่ได้สะพายกระเป๋าก็โบกพัดสีสวยในมือไปมา แต่ลมจากแรงกระพือไม่สามารถลดทอนความร้อนจากอากาศอบอ้าวได้สักเท่าไหร่ เหงื่อเม็ดโตยังคงไหลย้อยจากไรผมลงมาถึงคางก่อนย้อยลงไปขังตามชั้นลำคอดูเหนียวเหนอะหนะ

“อุ๊ย ไม่เอาจ้ะไม่เอา จ่ายก็ได้ แต่ลดให้นิดนึงได้มั้ย” คนกำลังลำบากไม่ละความพยายามในการต่อรอง ควักเงินไปตาก็มองเงินก้อนสุดท้ายตาละห้อยนึกคำนวณค่ากินอยู่ด้วยความกลัดกลุ้ม

สีหน้าท่าทางแม่ค้าขายหมู นอกจากไม่ช่วยให้รู้สึกเห็นใจเพราะคนอย่างคุณนายฉมไม่เคยเห็นแก่ใครหรืออะไรมากไปกว่าเงินแล้วยังพานให้อารมณ์พุ่งปรี๊ดหงุดหงิดลูกหนี้ยึกยักแถมมาด้วยอารมณ์เสียจากอากาศร้อนอบอ้าวที่หล่อนเกลียดนักหนา มืออวบใหญ่รวบพับพัดตบปังลงบนแผงแผดเสียงลั่น

            “เคยจ่ายเท่าไหร่ก็เท่านั้น เอามาเร็ว ๆ ไม่งั้นฉันให้คนทลายแผงแน่” ไม่ขู่เปล่ายังหันไปส่งสัญญาณให้คนของตนเตรียมพร้อม ลูกน้องสองคนขยับก้าวขึ้นซ้อนหลัง จ้องหน้าแม่ค้าเขียงหมูขึงขัง ฝ่ายนั้นรีบควักเงินนับมือไม้สั่น กระทั่งยื่นให้คุณนายฉมก็ยังสั่น รับเงินมาแล้วเจ้าหนี้ค่อยยิ้มออกหากก็เป็นยิ้มเยาะมากกว่า “ก็แค่เนี้ยะ ให้ฉันเสียเวลา ไป”

            ยัดเงินใส่กระเป๋า ร้องสั่งลูกน้องพากันเดินไปเก็บค่าเช่าแผงร้านอื่นต่อไป

 

            “เจ้าประคุณเอ๊ยอย่าให้กูรวยมั่งก็แล้วกันจะเอาเงินตบหน้าให้สักทีสองที” ลับหลังคุณนายฉม ปิ๋วแม่ค้าเขียงหมูค่อยกล้านินทา หล่อนขยับผ้าถุงให้เข้าที่ระหว่างหันไปพยักพเยิดกับแม่ค้าขายไก่และแม่ค้าขายเนื้อวัวทางด้านขวา-ซ้าย “ดีไหมวะ”

            “ดีเลยนังปิ๋ว ฟาดแรง ๆ แต่อย่าให้เงินร่วงนะแม่คงรีบฮุบเชียวแหละ รวยแล้วไม่รู้จักพอ เค็มทะเลเรียกพี่แถมงกอีกต่างหาก” ปีแม่ค้าขายไก่เห็นดีเห็นงามผิดกับเมื่อครู่ที่ยืนหงอคอพับไม่กล้าสู้หน้าเจ๊ขาใหญ่

ข้อดีของตลาดตวงทองคือตั้งอยู่บนทำเลทองสมชื่อตลาด ทำมาค้าขายคล่อง ใครลองได้ลงของค้าขายที่นี่ไม่มีคำว่าขาดทุน เพียงแต่กำไรมากน้อยผลัดเปลี่ยนบ้างตามภาวะเศรษฐกิจ ทว่าข้อเสียอันยิ่งใหญ่ก็มีอยู่ นั่นคือเจ้าของตลาดนั้นสุดเคี่ยว พ่อค้าแม่ขายคนไหนเกิดขัดสนเงินหมุนไม่ทันแกไม่เคยผ่อนผัน เก็บค่าเช่าตรงเวลาเป๊ะ ส่วนแผงไหนขายดีวันดีคืนคุณนายฉมมักคอยหาโอกาสขึ้นค่าเช่าแผง

ลำพังตัวคุณนายฉมไม่มีใครหน้าไหนกลัว ถึงจะตัวใหญ่น้อง ๆ ช้างแต่ก็เป็นเพียงผู้หญิง ลูกสมุนติดหน้าตามหลังต่างหากน่ากลัวกว่า เคยมีคนเห็นแว้บ ๆ ว่าพกปืนด้วย กับที่ไม่มีใครอยากทำให้เป็นเรื่องใหญ่เพราะเสียดายทำเลขายของดี ๆ เลยจำต้องยอมให้แกโขกสับเรื่อยไป

“ว่าก็ว่าเถอะวะเห็นเจ๊แกโหด ๆ ยังงี้ได้ข่าวว่าเอาผัวไม่ค่อยอยู่หรอกนะ”

ปานแม่ค้าขายเนื้อวัวผสมโรง พอได้ยินคำว่าผัวอันเป็นคำเด็ดแสดงว่าประเด็นต่อไปคงไม่พ้นเรื่องในมุ้ง ปีกับปิ๋วจัดแจงเขยิบมาชิด สุมหัวฟังสีหน้ารื่นรมย์ราวกับความร้านฉานของครอบครัวอื่นสนุกกว่าละครหลังข่าว

“จริงเหรอวะ” ปีไม่ค่อยอยากเชื่อ “ข้าเห็นเสี่ยเทิดทีไรแกเดินตามเมียต้อย ๆ ไม่เห็นเคยมีปากมีเสียง เมียว่าไงว่าตามกันตลอดนี่หว่า”

“ฮู้ยยยนังปีเอ๊ยดีแล้วที่เอ็งค้างเติ่งอยู่บนคาน ขืนลงจากคานสำเร็จมีหวังถูกผัวหลอกเอา” ปานทำสุ้มเสียงสมเพชเวทนาเพื่อนรัก ลูกค้าคนหนึ่งมาหยุดยืนหน้าร้านสั่งซื้อเนื้อ หล่อนจึงต้องหยุดเมาท์แตกชั่วคราว กระทั่งรับเงินจากลูกค้าค่อยหันขวับมาเมาท์ต่อจ๋อย ๆ “เอ็งไม่รู้หรอกเหรอเสี่ยเทิดนี่เจ้าชู้ตัวพ่อ เด็กในบ้านกี่คน ๆ ฟาดเรียบ คนไหนทนไม่ไหวก็ขอลาออกกลับไปอยู่บ้านนอก ไอ้ที่พอใจก็หุบปากเงียบกลัวคุณนายฉมรู้เข้าจะโดนฉีกอกเอา”

“เฮ้ยจริงเหรอวะ!” ปิ๋วอุทาน เคยได้ยินแว่ว ๆ เหมือนกันแต่ไม่นึกว่าจะถึงกับ...ฟาดเรียบทุกคนไป

“อุ๊ยก็จริงน่ะสิเอ็ง” กระบอกข่าวยืนยัน

“แล้วเอ็งไปรู้เรื่องเขาได้ไง” ปีไล่เบี้ยอย่างคนไม่รู้แน่ไม่ยอมปักใจเชื่อ

“เอ๊า ฟังจากปากนังเมียน้อยที่อยู่บ้านนั้นน่ะซิ คนใช้บ้านนี้ วันไหนคุณนายไม่อยู่ถ้าไม่หาเรื่องลางานไปอยู่นอกบ้านก็ต้องล็อคห้องกันให้ดีไม่งั้นไม่รอด แต่ไอ้ที่ร้ายนี่เห็นว่าล็อคแล้วก็ยังไม่รอดเพราะเสี่ยเทิดแกหาเรื่องเคลมเด็กมันจนได้ เป็นไงล่ะ ข้าถึงว่าคุณนายฉมแกไม่ได้เรื่องไง ข่มคนอื่นได้หมดยกเว้นคุมผัวตัวเอง”

“หูยนังปาน คนอื่นก็คนอื่นสิวะ เอามาเทียบกับผัวไม่ได้ ข้าว่าคุณนายแกคงรู้ ๆ อยู่หรอก มีอย่างรึอยู่ในบ้านเดียวกันจะไม่มีข่าวถึงหู แต่คงทำเฉย ๆ ซะบ้างหวังให้ผัวเกรงใจ แก่ ๆ กันแล้วแถมหุ่นอย่างกับช้างน้ำ ถ้าไม่หาวิธีมัดใจท่าทางจะไม่รอด”

“น่าสงสารคุณนายแกเหมือนกันนะ” ปีใจอ่อนกว่าเพื่อนปรารภเสียงละห้อย “โชคดีของข้าสิเนี่ยที่ไม่มีผัวเป็นตัวเป็นตนกะใครเขา ขืนมีแล้วนอกใจแบบนี้ข้าอกแตกตายแน่ ๆ”

“น้ำเน่าอีกแล้วเรอะเอ็ง” ปิ๋วร้องขัด “คนเราอยู่ ๆ กันไปนานเข้าจากรักจี๋จ๋าก็กลายเป็นเพื่อน แล้วผู้ชายในโลกนี้ข้าไม่เห็นคนไหนรักเดียวใจเดียวสักคน รายไหนรายนั้นเจ้าชู้ขาดใจ แค่มันจะแสดงออกหรือเปล่าก็เท่านั้น”

“เอ็งมันมองโลกแง่ร้าย” เจ้ากรมข่าวปานขัดทะลุกลางปล้อง “คนเขารักกันจนแก่เฒ่าเยอะแยะ อย่างเอ็งอย่างข้า ทะเลาะกันบ่อย ๆ แต่ก็มีลูกด้วยกันเป็นพรวนไม่เห็นมันไปมีใครให้ช้ำใจไม่ใช่เหรอวะ”

“เออก็จริง”

คิดถึงสามียึดอาชีพขับแท็กซี่แต่หนุ่มใบหน้าค่อยเปื้อนยิ้ม ความรักประสาคนหาเช้ากินค่ำ ถึงไม่สวยหรูเลิศเลอ แต่ถือว่าโชคดีนักหนาถ้าสามีซื่อสัตย์ พอเห็นสีหน้าเหมือนคล้อยตามของปิ๋ว ปานจึงสำทับว่า

“อย่างคุณนายข้าว่าเป็นกรรม แกมีเงินทองท่วมหัวแต่ไม่เคยทำบุญสักแดง เคี่ยวทะเลเรียกพี่ ใครเดือดร้อนไม่เคยช่วย กรรมเลยไปเกิดกับครอบครัว มีผัวเจ้าชู้หน้าไหว้หลังหลอก มีหลานกับเขาคนนึงก็ทนอยู่ด้วยไม่ไหวจนต้องหนีออกจากบ้านไป”

“เอ๊ะ? คุณนายแกเคยมีหลานด้วยเหรอ” ปีดูท่าทางอัพเดทข่าวช้ากว่าเพื่อนสงสัย

“เคยซิ นังคนนี้จะรู้อะไรกับใครเขามั่งมั้ยฮึ” ปิ๋วชิงตอบ “หลานสาว ชื่ออะไรจำไม่ได้แล้ว มาอยู่ด้วยหลายปีอยู่ แต่พอเข้ารุ่นสาวเห็นว่าหนีออกจากบ้านแล้วไม่กลับมาอีกเลย”

“คุณนายแกคงเหงาน่าดู” ปีรำพึง

“ไม่ต้องไปสงสารเขาหรอก สงสารตัวเองไว้ก่อนเถอะเอ็ง อย่างคุณนายฉมแกจะแคร์เรอะ หลานหนีออกจากบ้าน ดีเสียอีกไม่ต้องเลี้ยงดู ส่วนเรื่องผัว ข้าว่ายังไงเสี่ยเทิดแกคงไหลไปได้เรื่อย ข้ารอดูแต่ว่าวันไหนคุณนายแกฮึดขึ้นมาจับได้คาหนังคาเขาแล้วจะทำยังไงนี่แหละ”

 

คฤหาสน์หลังใหญ่รูปทรงเลขาคณิตตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นที่กว่าห้าไร่หลังหนึ่งปลูกอยู่สุดซอยที่ตั้งตลาดตวงทอง คุณนายฉมเจ้าของบ้านผู้ตกเป็นหัวข้อสนทนาแม่ค้าสามเกลอ ปิ๋ว ปี ปาน ยังคงไล่เก็บค่าเช่าแผงในตลาดสดไปจนถึงค่าเช่าอาคารพาณิชย์ทั้งสองฝั่ง ในบ้านนอกจากคนขับรถ บอดี้การ์ด และเด็กรับใช้ จึงเหลือเพียงประมุขชาย...เสี่ยเทิด

            “ร้อนโว้ย ใครเอาเบียร์เย็น ๆ มาเสิร์ฟอั๊วหน่อยซิ” เสียงตะโกนสั่งดังมาจากชายกลางคนร่างอ้วนฉุ ศีรษะล้านที่เจ้าตัวหวีปาดเอาเส้นผมพอมีหลงเหลือป้ายแปะไว้หากยังคงเห็นความมันเลี่ยนจากน้ำมันใส่ผมผสมเหงื่อ เด็กรับใช้ได้ยิน หลายคนรีบกุลีกุจอแย่งกันเข้าไปในครัวคว้าขวดเบียร์กับแก้วแช่เย็นวางใส่ถาดหวังเอาใจคุณผู้ชายก่อนมีอันหยุดชะงักทำหน้าเซ็ง ค้อนปะหลับปะเหลือกเมื่อเสี่ยเทิดสำทับตามหลังมาอีกว่า “พิณแน่ะ ยกมาให้อั๊วซิ”

            เด็กสาวอายุราวสิบเก้านามว่าพิณได้ยินชื่อตัวเองแล้วสะดุ้งโหยง หล่อนเพิ่งมาจากบ้านนอกได้สองเดือน เที่ยวสมัครงานจนทั่วสุดท้ายได้งานสาวใช้ที่นี่ อยู่แรก ๆ หล่อนสนุกตื่นเต้นกับเมืองกรุง เพื่อนร่วมงานก็ดี เจ้านายอย่างคุณนายฉมถึงจะเคี่ยวเค็มไปหน่อยแต่ไม่ถึงกับเลวนัก จะแหม่ง ๆ ก็แต่เสี่ยเทิดที่ระยะหลังมานี้มองหล่อนตาเป็นมัน

            “เอ้าหูแตกหรือไงวะ เสี่ยเรียกยังไม่ไปอีก”

ยอ...สาวใช้หนึ่งในอีหนูเสี่ยเทิดผลักไหล่พิณ แสดงสีหน้าหมั่นไส้เด็กใหม่เต็มที่แต่ไม่กล้าทำอะไรมากเพราะรู้ว่าถ้าอยากอยู่กินสบาย ๆ อย่าได้ขัดใจเสี่ยและ...อย่าให้ฐานะเกินจากสาวรับใช้รู้ถึงหูคุณนาย

            “ได้ยินแล้วพี่ พี่ไปแทนฉันไม่ได้เหรอ ฉัน...ปวดท้อง”

            “ปวดบ้าปวดบออะไรยะ ก็เห็นดี ๆ อยู่ อย่ามากระบิดกระบวน ยกไปเร็ว ๆ เข้า”

            ถ้าเลือกได้พิณอยากวิ่งหนีออกไปเลยมากกว่า แต่กลัวตกงานเลยได้แต่ถือถาดไปด้วยมือไม้สั่นจนถึงห้องรับแขก เสี่ยเทิดเห็นหล่อนมาตามคำสั่งก็ยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ย เลียปากแผล็บมองรูปร่างสาวใช้ตาเป็นมัน ตบเบาะโซฟาหนังแท้นุ่มข้างตัวพลางสั่ง

            “วางไว้บนโต๊ะแล้วมานั่งนี่แน่ะ”

            นี่ ที่ว่าใกล้ชิดเสี่ยเทิดเกินไป พิณก้มหน้างุด ปฏิเสธปากคอสั่น

            “หนู...ไม่...หนู”

            “อะไรวะสั่งไม่รู้เรื่องรึไง มานั่งนี่!” เห็นท่าไม่ได้ดั่งใจเสี่ยเทิดแผดเสียงลั่น อาศัยเสียงดังเข้าข่ม พิณตามเล่ห์เหลี่ยมเสือเฒ่าไม่ทันรีบลนลานปีนขึ้นนั่งตัวลีบ ได้ยินเสียงหัวเราะถูกใจอยู่ข้างหูก่อนตัวจะถูกรวบเข้าหาร่างอ้วน “ว่าง่าย ๆ ยังงี้แหละดี”

            เสียงพูดดังชิดริมหู ลมหายใจคนพูดเป่าพรูเข้ามา พิณตัวสั่น พยายามยกมือกอดอก ขืนตัว ความกลัวทำให้ไม่กล้าส่งเสียงร้อง อาการขัดขืนเรียกเสียงหัวเราะถูกใจจากเสี่ยเทิด มือไม้โอบเฉยแต่แรกเริ่มอยู่ไม่สุขสอดเข้าใต้ชายเสื้อควานหาเนื้อนุ่มนิ่ม พอมือหยาบสัมผัสถูกเนื้อตัวพิณสะดุ้งโหยง ยกมือยันหน้าอกเสี่ย ร้องประท้วง

            “เสี่ยคะ อย่าค่ะหนูกลัว”

            “ลื้อจะกลัวอะไร ของพวกนี้อีกหน่อยแต่งงานไปก็ต้องเจอ”

            “ไม่เอาหนูกลัว”

            ดูเหมือนคำว่ากลัวแต่ละคำของเด็กสาวจะยิ่งเพิ่มความพึงใจให้คนฟัง เสี่ยเทิดหัวเราะร่วนจัดการช้อนร่างเล็กขึ้นซ้อนตักทำให้เจ้าของร่างปัดป้องไม่ถนัดมากเข้าไปอีก

            “เสี่ยอยากกินเบียร์ รินป้อนหน่อยซิ” เสี่ยเทิดสั่งพลางซุกไซ้ใบหน้าไถลไปตามแก้มซอกคอเด็กสาว พิณอยากจะผลักหน้าสาก ๆ นั้นออกแต่มือถูกยึดไว้ด้านหลัง พลิกหน้าหนีจะขอความช่วยเหลือก็เห็นแต่เม่นคนสนิทเสี่ยเทิดยืนคุมเชิงทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้อยู่ใกล้ประตูทางเข้าราวกับดูต้นทาง “เร็วซี่ ตามใจเสี่ยแล้วเสี่ยจะตามใจลื้อ”

            พิณเชื่อตามประสาซื่อ ยอมขยับตัวขึ้นรินเบียร์แล้วยกแก้วจรดริมฝีปากป้อน เสี่ยเทิดวางมือทับมือพิณกระดกแก้วดื่ม ส่งนัยน์ตาเจ้าชู้ จนหมดเขาค่อยวางมันลงที่เดิมเพื่อเอนตัวลง ดันพิณให้ราบลงกับโซฟาหนังสีดำสนิท

            “เสี่ย!

ตกใจแทบสิ้นสติ อายก็อายกลัวก็กลัว ไม่นึกว่าเสี่ยเทิดจะกล้าทำแบบนี้กับหล่อนต่อหน้าคนของตัวเองในห้องโล่ง ๆ อย่างห้องรับแขก

เสี่ยเทิดชอบเสียงกรีดร้องกับแววตาตื่นตระหนกของเด็กสาวมากที่สุด เขาก้มลงปิดปากหล่อน มือตะโบมลูบทั่วตัวอย่างกักขฬะ เขาชอบกิจกรรมเร้าใจยิ่งในเวลากลางวันเห็นชัด ๆ ยิ่งดี เนื้อตัวสั่นเทาของพิณนุ่มนิ่มไปหมดทุกแห่ง เสี่ยเทิดแทบทนไม่ไหวอยากระเบิดตัวเองในตัวหล่อนเต็มทีแต่แล้วก็ต้องเงยหน้าขึ้นอย่างหงุดหงิดเพราะถูกขัด

“เสี่ยครับ ผมว่าที่อื่นเถอะ”

เม่นเตือน ในบ้านนี้ไม่มีใครอ้าปากพูด แต่คุณนายฉมไปเก็บค่าเช่าที่ตลาดไม่รู้จะโผล่กลับมาเมื่อไหร่ ถ้าขืนกลับมาทันเห็นเสี่ยกำลังนัวเนียสาวรับใช้มีหวังบ้านแตกแน่ทีเดียว

ไฟราคะกำลังลุกแรง เสี่ยเทิดเองไม่อยากหยุดสักนิดเดียว แต่เมื่อคนสนิทเตือนแล้วตัวเขาก็เกรงอยู่เหมือนกันเลยจำใจต้องหยุด ลุกขึ้นช้อนร่างเด็กสาวเดินขึ้นชั้นบน พิณทั้งร้องทั้งดิ้นขอให้เม่นช่วย แต่นอกจากไม่ได้รับความช่วยเหลือยังเจอเข้ากับแววตาที่เหมือนจะบอกว่า...ยอม ๆ เถอะวะแล้วจะดีเอง

สุดท้ายเสี่ยเทิดพาพิณมาห้อง ๆ หนึ่งในจำนวนห้องมากมายในคฤหาสน์ ในนั้นตกแต่งไว้เหมือนห้องนั่งเล่นชั้นล่างเปลี่ยนแต่โซฟายาวเป็นโซฟากลมขนาดใหญ่สีขาวสะอาด เสี่ยเทิดโยนร่างสาวใช้อย่างไม่ปรานีปราศรัยจากนั้นโถมตามลงมาทาบทับ กอดฟัด ฉีกเสื้อกางเกงราคาถูกออกจากเนื้อตัวพิณ

พิณตกใจทำอะไรไม่ถูก แรงขัดขืนใช้ไม่ได้ผลกับคนบ้าตัณหาพลังมหาศาลอย่างเสี่ยเทิด หล่อนถูกเจ้านายบ้ากามย่ำยีด้วยความรุนแรง ที่เคยได้ยินว่าเสี่ยเทิดเจ้าชู้หล่อนได้ประจักษ์แล้ว แต่ที่ไม่เคยรู้และเพิ่งรู้สึกด้วยความเจ็บปวดคือเสี่ยเทิดเป็นพวกซาดิสม์ ชอบใช้ความรุนแรงจนร่างกายหล่อนน่วมบอบช้ำ

ผ่านไปกว่าสามชั่วโมงกว่าเสี่ยเทิดจะตักตวงความสุขสมใจ เด็กสาวเนื้อแน่น ข้างในยังบริสุทธิ์ ให้ความสุขแก่เขาไม่น้อย ใบหน้าอ้วนฉุประดับรอยยิ้มกึ่งเพลีย ท่อนแขนใหญ่พาดอยู่กับเอวคอดกิ่วของพิณที่นอนตะแคงร้องไห้เงียบ ๆ

“เอ้าเอาไป” แบงก์พันจำนวนสิบใบถูกยัดใส่มือพิณ “อยากซื้ออะไรก็ตามใจ แล้วถ้าคราวหน้าตามใจอั๊วมากกว่านี้จะได้มากขึ้น”

สั่งแล้วลุกขึ้นแต่งตัวด้วยความรวดเร็วแตกต่างจากพิณที่ยังไร้เรี่ยวแรงพยุงตัว ก่อนออกจากห้องเสี่ยเทิดหันมาสั่ง สีหน้าไร้ความเห็นอกเห็นใจ

“รีบแต่งตัวแล้วกลับห้องไปซะก่อนคุณนายจะกลับมา”

เสี่ยเทิดเดินออกไปทันทีที่พูดจบ พิณมองตามน้ำตาไหลเปื้อนหมอน ดวงตาเจ็บช้ำ

 

หลังส่งป้าสะใภ้กลับถึงบ้าน เมษราศีขับรถออกทันทีโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปไหน เพียงแต่อยากขับรถเล่นไปเรื่อยเพื่อคิดอะไรเพลิน ๆ เช่นเรื่องความฝันกับผู้หญิงในภาพจิตรกรรมฝาผนัง แปลก...เขามันพวกหลับง่ายตื่นยาก ไม่ค่อยใส่ใจกับความฝันแต่คราวนี้กลับจำแม่นเหมือนความทรงจำนั้นเป็นกาวชนิดเหนียวพิเศษแกะเท่าไหร่ไม่ยอมออกพ้นจากสมอง เธอคนนั้นสวย จะว่าสวยที่สุดเท่าที่เคยเห็นหรือก็ไม่ใช่ ระดับเมษราศีควงผู้หญิงมาเท่าไหร่ทำไมจะไม่มีสวยกว่านี้ หากเธอกลับติดอยู่ในความทรงจำ และเขาคงเพ้อไปจนเห็นภาพจิตรกรรมฝาผนังนั้นเป็นใบหน้าเดียวกัน

จะเป็นไปได้อย่างไร ลายเส้นส่วนใหญ่แม้แตกต่างกันบ้างก็ไม่ถึงกับเห็นรายละเอียดใบหน้าชัดจนรู้สึกว่าเหมือนคนจริงได้ ภาพพวกนั้นมันกลับลอย ๆ ฟุ้ง ๆ แล้วยังเหมือนจะดึงดูดเขาเข้าหา

“ท่าจะบ้าไปใหญ่”

คิดถึงหล่อนไปก็ไม่ได้อะไรรังแต่จะเสียสมาธิเปล่า ๆ ถ้าพบ อยากพบตัวจริงมากกว่าไล่คว้าเงาในความฝัน นึกได้อย่างนี้เมษราศีรีบพาตัวเองออกจากภวังค์ความคิด โทร.หาเพื่อนสนิท

“เฮ้ยอยู่ไหนวะ”

“อยากให้อยู่ไหนก็อยู่ที่นั่นแหละ” บวรวิชญ์หรือเบียร์ตอบกวน ๆ มาตามสาย

“อ้าวกวนทีนนี่หว่า บอกมา เบื่อ ๆ อยู่จะตามไปสมทบ”

“อะไรวะเห็นเพื่อนเป็นศาลาริมทางรึไงมึง”

“พูดยังกะผู้หญิง ไอ้แบงก์ล่ะอยู่ด้วยกันหรือเปล่า”

“เอออยู่” เจ้าของชื่อตอบแทรกบอกให้รู้ว่าเจ้าของเครื่องเปิดเสียงให้ได้ยินทั่ว “ตามมาสิ ที่สนามยิงปืนนะโว้ย”

“โอเค”

 

            หลังเสร็จกิจกรรมใคร่ เสี่ยเทิดไม่สนว่าพิณจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร มัวแต่อิ่มเอมกายใจที่ได้เคลมเด็กสาว เขาย้อนกลับไปยังห้องส่วนตัวของตนกับภรรยา พอเปิดประตูเข้าไปเห็นสไบจีบสีม่วงอ่อนพาดขวางอยู่บนเตียงก็เดินเข้าไปใกล้ หยิบ ๆ จับ ๆ ดู

            ผ้านิ่มมือยามสัมผัสให้ความรู้สึกนุ่มนวลไม่น้อย ถ้าเป็นนักสะสม สังเกตครู่เดียวคงพอรู้ถึงค่าราคาผ้าโบราณของแท้ไม่ใช่ทำเทียม เสี่ยเทิดหยิบแล้ววางอย่างคนไม่รู้คุณค่า นึกรู้ว่าภรรยาคงใช้จ่ายไปไม่น้อยกว่าจะได้มา ใช่ว่าดูเป็นเพียงแต่คนอย่างคุณนายฉมขี้อวด ใช้ของแต่ละชิ้นต้องแพงต้องเด่น ของสะสมแต่ละอย่างถ้าไม่รุ่นลิมิเต็ดอิดิชันก็ต้องแพงหูดับตับไหม้ สไบจีบในสายตาเสี่ยเทิดก็...สวยดี แต่ถ้าอยู่บนตัวคุณนายฉม เขากลับเห็นว่า

“แก่แล้วยังเชย จะห่มสไบไปรำแก้บนที่ไหน!

แล้วอย่างไม่อยากสนใจไยดี เขาเดินเข้าห้องน้ำรีบชำระล้างคราบตัณหาไม่ให้เหลือรอย ในห้องน้ำกว้างตกแต่งทันสมัยทั้งอ่างน้ำ ฝักบัว อ่างล้างหน้า ไปจนถึงกระเบื้องปูพื้นผนังแต่ละชิ้น เสี่ยบ้าตัณหาอาบน้ำโดยไม่รู้สักนิดว่าด้านนอก ภายในห้องนอนเกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง

 

กลางห้องนอนคุณนายฉมกับเสี่ยเทิด บนเตียงนอนอันมีสไบจีบสีม่วงอ่อนพาดอยู่เกิดลำแสงเรืองรอง แรกนั้นยังอ่อนเท่าแสงหิ่งห้อย รัศมีจับรอบผ้าสไบก่อนความจัดจ้าค่อยเพิ่มระดับขึ้น สีของรัศมีเปลี่ยนจากเหลืองนวลเป็นสว่างจ้าจนมองเห็นเป็นสีขาวสุดท้ายสว่างจนบาดตาไม่สามารถมองตรง ๆ ได้

แสงดังกล่าวกำเนิดจากผ้าสไบ สาดจับไปทั่วทั้งห้องราวกับใครฉายสปอร์ตไลท์ ระหว่างเกิดแสงประหลาด เสียงหนึ่งดังจากเบาเป็นดังขึ้น ๆ

สพฺพเทวตา      อธิฏฺฐิโต มยฺหํ

สพฺพ เปมํ         ปณโย สพฺพโต

อยฺย ภนฺเต       ธรติ ปิยํ

สพฺพเทวตา      อธิฏฺฐิโต อุปกปฺปติ

เสี่ยเทิดที่อาบน้ำอยู่ ตอนแรกยังไม่ทันได้ยิน มาได้ยินชัดอีกทีเสียงนั้นก็ดังสนั่นปวดแก้วหูจนเจ้าตัวโมโหร้องตะโกนออกไป

“ใครมันเปิดโทรทัศน์วะหนวกหู หรี่เสียงลงหน่อย”

เสียงเสี่ยเทิดที่ว่าดัง ยังไม่เท่าเสียงท่องบริกรรมคาถาสูงต่ำ ฟังแล้วเย็นฉ่ำผสมวังเวงในบางจังหวะ เสี่ยเทิดโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยง คว้าผ้าขนหนูพันตัวท่อนล่างก้าวอาด ๆ ออกจากห้องน้ำ

เสี้ยววินาทีก่อนประตูห้องน้ำเปิดออกนั้นเองที่เสียงสวดคาถาจบลงพร้อมแสงประหลาดดับวูบ ผ้าสไบจีบพาดกลางเตียงหายไปจากที่ ๆ มันเคยอยู่โดยเปลี่ยนที่ไปห่มคลุมที่อื่นแทน

กลิ่นหอมชื่นจมูกของดอกไม้ไทยไม่ทราบชนิด อาจเป็นมะลิ จำปี หรือจำปา ต้องจมูกเสี่ยเทิดเป็นสิ่งแรกก่อนภาพงดงามจะตรึงสายตาหยุดความเคลื่อนไหวของเจ้าตัวไว้จนแทบก้าวขาไม่ออก

“แม่เจ้าโว้ย!!! สวยฉิบหาย” เสี่ยเทิดเอ่ยปากชมน้ำเสียงตื่นเต้น เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็นนางฟ้าก็ได้เจอเอาวันนี้ “ไอ้เม่นนี่มันรู้ใจจริง ๆ”

ผู้หญิงสาว...สวย นอนสลบสไลอยู่กลางเตียง ผิวหล่อนเหลืองนวล ใบหน้าสวยหยาดฟ้ามาดิน แพขนตางอนเรียงตัวอยู่เหนือแก้ม เสี่ยเทิดเดินเข้าไปใกล้ เป็นครั้งแรกอีกที่พบเจอผู้หญิงสวยจนไม่กล้าแตะต้องในนาทีแรก เหมือนกลัวว่าถ้าแตะต้องแล้วหล่อนจะสลายไปเหมือนกลุ่มควัน ผู้หญิงคนนั้นนอนทอดร่างตะแคงนิ่งไม่ได้สติ หล่อนสวย ผิวเนียนคงนุ่มมือยามสัมผัส ผมยาวดกดำนั่นเข้ากันดีกับรูปหน้า ประหลาดก็แต่การแต่งกาย เสี่ยเทิดเพิ่งสังเกตว่าหล่อนนุ่งโจงกระเบน ห่มผ้าแถบทับด้วยสไบจีบสีม่วงอ่อนที่เมื่อครู่ยังพาดนิ่งอยู่กลางเตียง เขายกมือขึ้นลูบริมฝีปาก ถูกใจจนอยากตบรางวัลลูกน้องตัวดีอย่างเม่น นี่คงดูต้นทางแน่แล้วว่าคุณนายฉมยังไม่กลับถึงบ้านเร็ว ๆ นี้จึงจัดส่งผู้หญิงมาให้อีก แถมเดาะพิเรนทร์ให้ใส่ชุดไทยเร้าอารมณ์แปลกใหม่เสียด้วย

“หนู” มือหยาบ ๆ แตะลงบนท่อนแขนกลมกลึง เขย่าเรียก ร่างอ้วนฉุลดลงนั่งบนเตียงข้างกายหญิงสาว “ตื่นได้แล้วจะแกล้งหลับไปถึงไหน”

ไม่มีทีท่าว่า หนู จะตื่น เสี่ยเทิดนิ่วหน้าหงุดหงิด เขาชอบให้ผู้หญิงขัดขืน ส่งเสียงร้องยิ่งมากยิ่งดี สีหน้าแววตาเวลาเจ้าตัวแสดงความเจ็บปวดทำให้เขามีความสุขมากที่สุด

แล้วหลับแบบนี้จะสนุกอะไร!

            “ไอ้เม่น ไอ้เม่นโว้ยมานี่ซิ” เดินข้ามห้องไปเปิดประตูตะโกนเรียงคนสนิท เม่นได้ยินรีบเดินกึ่งวิ่งขึ้นมาหา

            “ครับเสี่ย”

            “ลื้อพาใครมาให้อั๊ว ทำไมจนป่านนี้ยังหลับไม่ได้สติ”

            “ครับ? ผมไม่ได้พาใครมาให้เสี่ยนี่ครับ”

            “ไม่มีเรอะ ก็นั่นไงเล่า”

เบี่ยงตัวให้ลูกน้องได้ชะโงกหน้ามองเข้าไปในห้อง เม่นเห็นหญิงสาวบนเตียงแล้วเหมือนลมหายใจจะหยุด ครางเหมือนคนละเมอ

            “ใครน่ะเสี่ย สวยจัง”

            “อย่ามาอำ รีบไปทำให้ตื่นเร็ว ๆ อั๊วไม่ชอบนอนกับหุ่น”

            เม่นเกาศีรษะ งงเหมือนกันว่าเจ้านายมาไม้ไหน เขาเห็นแต่เสี่ยเทิดหิ้วพิณขึ้นมาชั้นบน ตัวเขาดูต้นทางอยู่หน้าบ้านเผื่อว่าคุณนายฉมกลับมาจะได้ส่งข่าวทัน ชายหนุ่มจรดปลายเท้าเข้าไปจนใกล้หญิงสาวปริศนา เอานิ้วจิ้มดูอย่างหวาด ๆ เมื่อนึกว่าสวยขนาดนี้อาจไม่ใช่คน เสี่ยเทิดทำไม่ดีกับคนในบ้านหลายคนผีบ้านผีเรือนท่านอาจไม่พอใจออกมาแผลงฤทธิ์เอาก็ได้ แต่พอนิ้วจิ้มท่อนแขนเรียว เนื้อตรงนั้นบุ๋มลงไปตามแรงกด ทั้งยังสัมผัสถึงความอุ่นของเลือดเนื้อ

            “คนนี่หว่า”

            “ก็เออสิวะ ช่วยกันปลุกเร็วเข้า”

เสี่ยเทิดตะคอก เม่นสะดุ้ง ตาเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ คำนวณแล้วถ้าเสี่ยเสียเวลากับผู้หญิงอีกคนซึ่งสวย ๆ ขนาดนี้เสี่ยคงไม่ยอมรามือง่าย ๆ ท่าทางจะไม่ทันจบสิ้นก่อนคุณนายฉมกลับมา

            “เสี่ย คุณนายใกล้กลับมาแล้วนะครับ ผมว่าเอาไว้ก่อนเถอะ”

            “เอาไว้ยังไง แม่กลับมาเห็นอั๊วซี้แหงแก๋น่ะสิ”

            นั่นน่ะสิ คุณนายฉมแกคงรู้ ๆ อยู่เหมือนกันเกี่ยวกับความเจ้าชู้ของสามี เพียงแต่นาน ๆ ออกฤทธิ์ที กรณียกเว้นอย่างเดียวคืออย่าให้เห็น ถ้าเห็นรายไหนตายกันไปข้างรายนั้น กระเจิงไปทั้งอีหนูทั้งเสี่ย ดีหน่อยตรงเสี่ยเทิดปากหวาน อ้อนเอาใจนิด ๆ หน่อย ๆ ก็เอาคุณนายฉมอยู่หมัด

            เสี่ยเทิดมองของหวานบนเตียงด้วยความเสียดาย ใจอยากเสพสุขเสียเดี๋ยวนี้ เกรงแต่ภรรยาจะกลับมาเห็น

            “เอาไปซ่อนก่อนดีไหมครับ”

            “ซ่อนที่ไหนของลื้อวะ ในบ้านนี้ยังไงคุณนายก็ต้องเห็น”

            “โธ่เสี่ย ก็พาไปเก็บไว้ข้างนอกสิครับ”

            “เอ้อลื้อนี่มันฉลาดถูกใจอั๊ว”

            แล้วสองนายบ่าวก็จัดแจงโยกย้ายร่างอ้อนแอ้นบนเตียงโดยด่วน เสี่ยเทิดรีบสวมเสื้อผ้าเดินตามเม่นที่แบกหญิงสาวปริศนาพาดบ่าลงมาจับยัดใส่รถก่อนขับออกจากบ้านเร็วราวกับจรวด

โปรดติดตามตอนต่อไป...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

26 ความคิดเห็น

  1. #23 หนอนชาแดง (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2554 / 20:44
    ผู้หญิงโบราณไม่น่าจะเรียกคนอื่นว่าคุณนะค่ะ
    #23
    0
  2. #22 『SugarCafe』 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2554 / 08:58
    สนุกค่า น่าอ่านมากๆ
    #22
    0
  3. #21 อัคนี (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2554 / 03:25
    ตอบคห. 15 เรื่องนี้ตีพิมพ์เป็นรูปเล่มแล้ว ฝากติดตามกันต่อในหนังสือนะคับ ^ ^ อันนี้เอาน้ำจิ้มมาลงให้อ่านเป็นตัวอย่างคับผม
    #21
    0
  4. #20 rinchie (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 เมษายน 2554 / 23:10
    รออ่านตอนต่อไปอย่างจดจ่อนะค้า writer

    มาอัพต่อเร็วๆ นะคะ ^ ^
    #20
    0
  5. #19 นวีร์* (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 เมษายน 2554 / 16:33
     เนื้อเรื่องน่าอ่านมากค่ะ  รอติดตามตอนต่อไปนะคะ
    #19
    0