-จุมพิตสิเน่หา-

ตอนที่ 6 : บทที่ 4 (2/2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 197
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    26 ก.ย. 59




            “ขับดี ๆ หน่อยสิวะไอ้เม่น”

เสี่ยเทิดด่าลูกน้องตามด้วยฟาดศีรษะด้วยทีหนึ่ง เม่นร้องโอ๊ยคลำศีรษะป้อยปากขมุบขมิบบ่นแต่ไม่กล้าออกเสียงกลัวโดนอีกดอกกระทั่งเหลือบเห็นสายตาขุ่นเขียวของผู้เป็นนายนั่นล่ะจึงอดปากไม่ไหวในที่สุด

            “โธ่เสี่ย ผมก็ขับของผมยังงี้ประจำ เสี่ยก็เคยชอบนี่ครับ”

            แน่ล่ะเคยชอบแล้วก็ยังชอบอยู่เพราะเสี่ยเทิดเป็นประเภทรักความเร็ว แต่...เขาก้มมองหญิงสาวสะคราญนอนหนุนตักดวงตาพริ้มหลับราวเจ้าหญิงนิทราน่าทะนุถนอม บอบบางออกอย่างนี้ใครจะอยากให้มีรอย

            “วันอื่นขับยังไงเรื่องของลื้อ แต่วันนี้ขับให้มันดี ๆ  อย่าให้คนสวยของอั๊วมีรอยเชียวไม่งั้นโดน”

เงื้อง่ามือ เม่นรีบหดคอหนี เบี่ยงตัวจนชิดประตูข้างคนขับ ขมุบขมิบปากเถียงลำคอ

“ทำเป็นหวง ตัวเองน่ะตัวดี เดี๋ยวก็ทำเขาช้ำน่วมไปหมด”

“ไอ้เม่น ลื้อว่าอะไรอั๊ว”

“ปะ เปล่าครับ”

“เออดี ขับไปอย่าพูดมาก”

 

ทางด้านคุณนายฉม หล่อนกลับถึงบ้านคลาดกันกับเสี่ยเทิดไม่ถึงสิบห้านาที คุณนายเจ้าของฉายาเจ๊ขาใหญ่ถามหาสามีทันทีที่นั่งลงบนโซฟาเนื้อดีกลางห้องรับแขก

“เสี่ยล่ะ”

“ออกไปข้างนอกค่ะ”

ยอตอบเพียงสั้น ๆ หน้าตาค่อนข้างบูด ยังขุ่นใจไม่หายกรณีเสี่ยเคลมเพื่อนสาวใช้อีกคน หล่อนกำลังนึกถึงอนาคตตัวเอง ถ้าพิณลาออกหนีกลับบ้านนอกเหมือนสาวใช้ส่วนใหญ่ก็คงดี แต่ถ้าเกิดติดใจคิดให้เสี่ยเลี้ยงอย่างจริงจังหล่อนคงตกกระป๋องแน่ พิณอายุอ่อนกว่าหล่อนหลายปี หน้าตาก็นวลเนียนตามประสาสาวแรกรุ่น ร่างกายยังสดบริสุทธิ์ เสี่ยคงหลงไม่น้อยหรอก

“นังยอ!

“ค...คะคุณนาย”

“ฉันถามว่าเสี่ยไปข้างนอกน่ะ ไปไหน”

“ไม่ได้สั่งไว้หรอกค่ะ”

“ดีนะยะ แล้วก็ไม่รู้จักถาม” โง่ยังงี้ถึงต้องเป็นคนใช้มันทั้งชาติ...คุณนายฉมนึกประมาทหน้าสาวใช้อยู่ในใจ “ยกของว่างมาหน่อยซิฉันหิว”

ถ้าเสี่ยเทิดให้ท้ายอีกหน่อย หรือไม่เกรงเมียจนน่าหมั่นไส้อย่างทุกวันนี้ยอคงลุกขึ้นเท้าเอวด่าคุณนายร่างใหญ่เป็นชุดไปแล้ว หล่อนถือว่าหล่อนเป็นเมียคนหนึ่งเหมือนกันถึงจะมาทีหลังแต่...ก็เมียเหมือนกันล่ะวะ

ก็ได้แค่คิดโดยไม่กล้าแสดงออกมากนักนอกจากจิกกัดนิดหน่อยถือเป็นการระบายอารมณ์ ยอกวาดสายตามองรูปร่างเบอะบะของคุณนายฉมทีหนึ่งก่อนจีบปากจีบคอถามเสียงหวานจ๋อย

“คุณนายกำลังไดเอทไม่ใช่เหรอคะ”

“ฉันพูดเมื่อไหร่” ปลายเสียงถามสะบัด

“เมื่อวานค่ะ”

“แสดงว่าฉันจะไดเอทเมื่อวาน แต่วันนี้ฉันหิวไปเอามาเร็ว ๆ ก่อนจะมีน้ำโห”

คำตอบเริ่มเพิ่มระดับเสียงขึ้นเรื่อย ๆ ตามระดับอารมณ์ โบกมือว่อนเฉียดหน้ายอนิดเดียว ฝ่ายนั้นรีบหดคอหนีคลานถอย ลุกขึ้นเดินหายไปแทบไม่ทัน

 

เสร็จจากการเก็บค่าเช่า คุณนายฉมมีเวลาว่างเหลือเฟือ หลังรับประทานอาหารว่างพลางดูรายการโทรทัศน์หล่อนโทรศัพท์ชักชวนก๊วนรำพัดมาเต็มบ้านแต่ละคนกระเป๋าหนักสมฐานะเพื่อนกลุ่มเดียวกัน เล่นพลางคุยพลางโอ้อวดความร่ำรวยกันไปพลาง ถึงตรงนี้คุณนายฉมถึงนึกได้ว่าควรจะอวดสมบัติชิ้นใหม่ หล่อนสั่งให้ยอขึ้นไปหยิบผ้าโบราณได้จากการประมูลในงานของบริษัททิพยภูษา ไม่นานยอเดินกลับมาพร้อมสิ่งที่ต้องการแต่ไม่ครบ

“เอ๊ะสไบล่ะ สไบสีม่วงอ่อนน่ะทำไมไม่หยิบมาด้วย”

ผืนอื่นประมูลมาได้ด้วยราคาสูงลิบลิ่วกว่าก็จริงแต่คุณนายฉมกลับถูกใจสไบจีบสีม่วงอ่อนผืนนั้นกว่าเพื่อน เป็นที่รู้กันดีว่านอกจากความเคี่ยวเค็มแล้วคุณนายฉมโมโหร้าย ยอรีบก้าวถอยหลังก่อนตอบตามตรงว่าเห็นเท่านี้จนถูกไล่ให้กลับขึ้นไปหาอีกครั้ง

“ว่าไงนะ! ไม่มีงั้นเหรอ”

หล่อนมองสาวใช้ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ขาไพ่ที่รุมชื่นชมผ้าโบราณผืนอื่น ๆ หยุดมือหันมาช่วยไกล่เกลี่ย

“ใจเย็นก่อนซี่ คุณได้ของมาครบหรือเปล่า”

“ครบสิ ฉันยังเอาออกมาพาดไว้บนเตียง แล้วมันจะหายไปได้ยังไง ไปนะ หาให้เจอไม่งั้นเป็นเรื่องแน่” คาดโทษสาวใช้แล้วบ่นเป็นหมีกินผึ้ง กระพือพัดในมือเป็นการใหญ่ “วันนี้มันวันอะไรผัวรึไม่อยู่ให้เห็นหัว ของยังมาหายอีก”

เส้นเลือดในสมองคุณนายฉมตึงเปรี๊ยะด้วยความเครียด ถ้าผ้าผืนนั้นหายจริงเท่ากับหล่อนสูญเงินจำนวนมากเปล่า ๆ ยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิดโดยไม่ทันรู้เลยว่าบัดนี้สไบสีสวยได้ห่มบนเรือนร่างหญิงสาวคนหนึ่งอย่างเหมาะเจาะ ซ้ำเป็นหญิงสาวที่สามีของหล่อนกำลังพาเข้าโรงแรมกลางวันแสก ๆ เสียด้วย!

 

เสี่ยเทิดตกลงใจจนได้เมื่อเม่นขับรถมาจนใกล้โรงแรมแห่งหนึ่ง เขาสั่งลูกน้องคนสนิทเลี้ยวรถเข้าไป กำชับให้เฝ้าหญิงสาวปริศนาอย่าได้คลาดสายตาก่อนตัวเองจะเข้าไปจัดการเช็คอินห้องพัก โรงแรมแห่งนี้เขาไม่เคยใช้บริการมาก่อน แต่ชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดีด้านการบริการรวมไปถึงมาตรฐานทุกด้าน

เช็คอินเรียบร้อยเขาถือคีย์การ์ดกลับมาที่รถด้วยสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องมองเห็นสวรรค์รำไรอยู่ตรงหน้า ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครก็ช่าง ในเมื่อตกอยู่ในมือแล้วมีหรือจะปล่อยให้หลุดไปโดยไม่เสพความสุข

“อุ้มลงมาซิ”

พอได้รับคำสั่งเม่นทำหน้าตื่นมองรอบลานจอดรถชั้นใต้ดิน ไม่มีใครเดินผ่านมาในเวลานี้ก็จริง แต่ถ้าอุ้มผู้หญิงขึ้นไปถึงห้องคงเป็นที่น่าสงสัยหรือประหลาดเต็มที

“จะดีเหรอครับเสี่ย ผมว่าลองปลุกดูอีกทีดีกว่า”

เสียงมือฟาดศีรษะแรงจนดังเพี้ยะสนั่นหูเม่นแถมศีรษะยังมึนไปวูบหนึ่งเพราะฝีมือเสี่ยเทิด

“ปลุกทำไมล่ะวะ ประเดี๋ยวตื่นมาได้วิ่งหนีให้ตามจับกันเหนื่อย”

“แต่ว่า” กลืนน้ำลายฝืดคอ “ใครมาทักถามเราจะตอบว่าไงล่ะครับเสี่ย”

“ทำเป็นขี้ขึ้นสมองไปได้” เสี่ยเทิดตวาด “เดี๋ยวนี้มีใครสนใจใครที่ไหน หรือถ้าใครถามจริงแค่ตอบว่าอีไม่สบายก็จบ อั๊วมีเงินน่ะ เงินน่ะมันอุดปากคนได้ลื้อไม่ต้องกลัวหรอก อุ้มเร็วเข้า”

“ค...ครับ ๆ”

 

การว่ายน้ำคลายความฟุ้งซ่านช่วยได้มาก เมษราศีเพิ่งอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับเป็นชุดเดิม เหลือบดูเวลาแล้วคิดว่าอีกไม่นานเพื่อนคงคุยงานเรียบร้อย แทนที่จะรอตามตกลงชายหนุ่มเปลี่ยนใจไปรอบวรวิชญ์และบวรพลที่ออฟฟิศแทน ห้องยิม สระว่ายน้ำ แม้แต่สนามแบตมินตันอยู่ชั้น 8 แต่ออฟฟิศอยู่ชั้นบนสุด เมษราศีใช้ลิฟต์ตัวกลางพาตัวเองขึ้นสู่ชั้นสูงขึ้นไป ก่อนถึงมีคนเข้าออกลิฟต์เป็นระยะ ระหว่างไม่รู้จะทำอะไรเขามองตัวเลขเพิ่มเรื่อย ๆ ตามระดับความสูง หลุบต่ำมองคนเข้าออกบ้างเวลาลิฟต์หยุด จังหวะประตูลิฟต์กำลังจะปิดหลังส่งคนที่ชั้น 18 นั้นเอง สายตาเมษราศีมองออกไปเห็นชายคนหนึ่งอุ้มผู้หญิงสวมชุดไทยด้วยอาการทุลักทุเลตามหลังด้วยชายวัยกลางคนอีกคนหนึ่ง เสี้ยววินาทีสั้น ๆ คือแวบเดียวที่เห็นใบหน้าหญิงสาวถนัดเพราะศีรษะหล่อนห้อยหงาย

เมษราศีแทบกระโจนออกไปทันทีที่เห็นชัด ใช่แล้ว...นั่นคือผู้หญิงคนเดียวกันกับในความฝันไม่มีผิด ไม่รู้ทำไมหล่อนจึงมาอยู่ที่นี่ แต่ในสภาพที่เห็นดูเหมือนผิดปกติแน่เพราะถูกอุ้มแทนการเดินเอง ประตูลิฟต์ปิดก่อนร่างทั้งร่างจะพุ่งออกไป ชายหนุ่มรีบมองตัวเลขว่าคือชั้นไหน จิตใจร้อนรุ่มจนยืนอยู่ไม่สุขเดินซอยเท้าเดินวนกลับไปกลับมาสั้น ๆ จนถึงชั้นที่ต้องการ

“ขอการ์ดสำรอง ขอการ์ดสำรองให้กูที”

แทบเรียกอาการนั้นว่ากระโจนได้เพราะทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออกไม่ถึงครึ่งเมษราศีก็พุ่งตัวออกไป เดินลิ่วไปยังห้องทำงานเพื่อน ทั้งสองอยู่กันตามลำพังแสดงว่าคงสั่งงานเรียบร้อยจึงไม่จำเป็นต้องเบาเสียงในเวลาอกกำลังจะระเบิด

“การ์ดอะไรวะ”

บวรวิชญ์ถามงง ๆ ไม่เข้าใจปฏิกิริยาเพื่อนรัก เมษราศีไม่ตอบแถมยังคร่อมตัวเหนือโต๊ะทำงาน ชะโงกมาหน้าแทบชิด ขอร้องเสียงเครียด

“เช็คให้ทีผู้ชายตัวอ้วนหัวล้านที่พักชั้น 18 อยู่ห้องไหน”

“เฮ้ย!” สองพี่น้องอุทานพร้อมกัน แล้วเป็นบวรพลเอ่ยขึ้นบ้าง “เกิดอะไรขึ้นวะ ใจเย็นก่อนแล้วค่อยพูดซิ ฟังไม่เข้าใจ”

“กูเจอผู้หญิงคนนั้นแล้ว” คนนั้นคือคนไหนสองหนุ่มยังงงอยู่มากหากแต่เมษราศีเวลานี้ใจจดจ่ออยู่กับการตามไปให้ทัน “คนพวกนั้นท่าทางแปลก ๆ ช่วยหน่อยเถอะกูจะไปพาผู้หญิงคนนั้นออกมา”

“มึงใจเย็นก่อน” บวรวิชญ์ยืนขึ้นเต็มความสูง ตบไหล่เพื่อนอย่างพยายามปลอบ “จะทำงั้นได้ไง ใครก็ไม่มีสิทธิ์รบกวนแขกทั้งนั้นถ้าไม่ได้รับอนุญาต”

คำตอบนั่นทำให้เมษราศีปัดมือบนไหล่ออก สาวเท้าเร็ว ๆ ไปหยุดอยู่หน้าประตูเพื่อบอกให้รู้ถึงการตัดสินใจสุดห่ามสมกับชายหนุ่มสองพี่น้องคิดไว้ไม่ผิดว่าอย่างไรนิสัยนี้จะยังคงติดตัวเมษราศีอยู่

“ก็ได้ งั้นกูจะเคาะทุกห้องจนกว่าจะเจอ ขอโทษจริง ๆ ที่ต้องทำแบบนี้” 


โปรดติดตามตอนต่อไป...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

26 ความคิดเห็น