-จุมพิตสิเน่หา-

ตอนที่ 20 : บทที่ 12 (1/2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 191
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    10 ต.ค. 59




E-book จุมพิตสิเน่หา พร้อมเสิร์ฟละน้า
คลิกโลด



+++++++++++++++++


เกวลีมองบุตรสาวโผล่หน้าเข้ามาในครัวด้วยชุดราตรีสั้นสีชมพูหวานด้วยรอยยิ้มกว้าง

“สวยหวานเชียวลูกแม่ ทำไมไม่แต่งแบบนี้ทุกวันนะ”

ชมกึ่งบ่นเพราะมล.กุลยาชอบใส่ชุดทะมัดทะแมงมากกว่า แม้แต่ผมเคยยาวสลวยก็ตัดเสียสั้น...หลังเลิกกับแฟน เข้าตำราตัดผมประชดชีวิตไม่มีผิด แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนทำใจได้ ผู้เป็นแม่หวังจะเห็นลูกไว้ผมยาวแบบที่ชอบอีกครั้งกลับหวังเก้อ ดูเหมือนกุลยาจะชินกับลุคส์นี้ของตัวเองเสียแล้ว

“แหมเรื่องนี้อีกแล้วเหรอคะ”

กุลยาย่นจมูก เข้าไปกอดเอวมารดาในท่าที่มือหนึ่งของท่านจับตะหลิวทำกับข้าวอยู่

“ลูก เดี๋ยวตัวเลอะหมดหรอก ออกไปไป๊ถ้าหัวเหม็นแล้วอย่ามาโทษแม่นะ”

หญิงสาวหัวเราะร่วน เปลี่ยนมาหอมแก้มแม่อีกข้างเป็นที่ชื่นอกชื่นใจของคนถูกหอมค่าที่ลูกจะห้าวหาญยังไงก็ตาม ในบ้านหล่อนยังคงขี้อ้อนไม่เปลี่ยน

“ไปก็ได้ค่ะ เดี๋ยวไม่ทัน”

“ไม่กินข้าวกินปลาเสียก่อนล่ะ”

เสียงมรว.อาทิตย์ จันทร ผู้เป็นบิดาดังขึ้นจากด้านหลัง กุลยาผละจากแม่มากอดพ่อบ้างแถมด้วยหอมแก้มอีกหนึ่งฟอดก่อนผละออก

“ต้องไปแล้วค่ะ นัดเพื่อนไว้เดี๋ยวไม่ทัน”

ทำท่ารีบร้อน เกวลีรีบเรียกไว้แทบไม่ทัน

“กุล เอาแผ่นพรีเซนเทชั่นไปหรือยังน่ะลูก”

กุลยาหยิบแผ่นซีดีออกจากกระเป๋าถืออวดผลงานพรีเซนเทชั่นที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวมาขอร้องให้ช่วยทำไว้ใช้ช่วงเลี้ยงฉลองสมรส

“เรียบร้อยค่ะ ไปนะคะคุณพ่อคุณแม่”

 

“หม่อมหลวงคนสวยของฉันป่านนี้ทำไมยังไม่มาเนี่ย”

ปวีณาผู้กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์กับคนรักที่คบหาดูใจกันมากว่าสามปีบ่นกับเพื่อนสนิทอีกคนพลางชะเง้อหา แขกเริ่มทยอยมาถึงโบสถ์หนาตาขึ้นทุกทีแต่ยังไม่เห็นเพื่อนเจ้าสาวอีกคนของงานแม้แต่เงา

“เมื่อกี้โทร.บอกว่าอีกสิบนาทีถึง” พรพรรณรับหน้าที่เพื่อนเจ้าสาวเช่นเดียวกับกุลยาบอกเพื่อนแล้วเหล่มองไปยังเจ้าบ่าวสุดหล่อที่กำลังคุยโทรศัพท์อยู่อีกมุมหนึ่ง “นี่ยายวีน่า เจ้าบ่าวเธอน่ะแอบมีกิ๊กหรือเปล่า ฉันเห็นคุยโทรศัพท์อยู่ตั้งนานสองนานแล้วไม่สนใจเจ้าสาวเลย”

วีน่าตามที่เพื่อนชอบเรียกกันเล่น ๆ สมัยเรียนมหาวิทยาลัยจนติดมาถึงทุกวันนี้หันมองเจ้าบ่าวยิ้ม ๆ

“จะบ้าเหรอยะ ครอบครัวร้าวฉานคืองานของเราหรือไง คุณชาลีเขาคุยกับเพื่อนต่างหาก”

“อุ๊ยตายยังไม่ทันเข้าหอก็ออกรับแทนกันซะแล้ว อีกหน่อยเพื่อนอย่างฉันกับยายกุลคงเป็นหมาหัวเน่า”

พรพรรณแกล้งแหย่ตามนิสัยชอบยั่ว ใครก็รู้ทั้งนั้นว่าชาลีรักปวีณาสุดจิตสุดใจแถมรักเดียวใจเดียวไม่ลดเลี้ยวไปทางไหน กว่าจะถึงวันเข้าพิธีวิวาห์ ฝ่ายชายต้องฝ่าด่านอรหันต์พ่อตาสุดโหดอยู่หลายปีแต่ไม่มีย่อท้อจนพ่อตารามือยอมยกลูกสาวให้ เป็นตำนานรักอีกบทที่ถูกหยิบยกขึ้นมาให้เพื่อน ๆ ได้อิจฉาตาร้อนผ่าวบ่อยครั้ง

“คงงั้นแหละ” ปวีณาทำเป็นเออออ พอดีกับเจ้าบ่าวคุยโทรศัพท์เสร็จ เดินกลับมาหา “เป็นไงคะ เพื่อนคุณว่าไงบ้าง"

“กำลังจะถึง ไอ้นี่มันบ้างาน ขนาดจะมางานแต่งเรายังต้องขอเข้าออฟฟิซก่อน ชาตินี้คงได้แต่งงานหรอก” ลับหลังเพื่อนสนิทชาลีได้ทีนินทา ปวีณารู้จักเพื่อนชาลีแทบทุกคนจึงพลอยหัวเราะผสมโรงเห็นด้วย

 

กุลยาขับรถคันเก่งมาอีกตามเคย ซิตี้คาร์คันนี้หลายคนบอกว่าไม่เหมาะสมกับฐานะมล.กุลยา จันทร บุตรสาวมรว.อาทิตย์ จันทร สักนิด ทำไมไม่เปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดหรือแพงกว่านี้ หล่อนก็ได้อธิบายเหตุผลกึ่งเถียงทุกทีไปว่าเพราะรถคันนี้ได้มาจากเงินเก็บจนพอซื้อรถก้อนแรกในชีวิต มันจึงเหมือนคู่ทุกข์คู่ยากร่วมลุยกันมาจะทิ้งกันง่าย ๆ ก็เหมือนทรยศหักหลังกัน

หญิงสาวเป็นคนขับรถค่อนข้างเร็วมากถึงมากที่สุด ยิ่งเวลารีบไม่ต้องพูดถึง เหยียบกันมิดไมล์ไม่ต้องเกรงใจใครยกเว้นคุณตำรวจ พิธีวิวาห์ของปวีณาจัดขึ้นที่โบสถ์แห่งหนึ่งเพราะบ่าวสาวถือศาสนาคริสต์ทั้งคู่ เมื่อคืนหล่อนมัวแต่เขียนงานเพลินทำให้ตื่นสายกว่าความตั้งใจ ผลคือบึ่งรถแข่งกับสิบล้ออย่างเอาเป็นเอาตาย

อีกไม่ถึงห้าร้อยเมตรจะถึงโบสถ์ มล.กุลยา เลี้ยวรถอย่างไม่ลังเล พอถึงสถานที่จัดงานก็มองหาช่องจอด เห็นว่างอยู่ที่หนึ่ง อารามรีบทำให้ความระมัดระวังลดลง ขณะกำลังขับตรงไปยังช่องจอดที่หมายตาไม่นึกว่ารถอีกคันที่กำลังถอยหลังดันเดินหน้า หลีกกันไม่พ้นจึงถูกชนเข้ากลางลำ

กุลยาเหยียบเบรค ดับเครื่องแล้วก้าวลงจากรถปิดประตูโครมวิ่งอ้อมมาดูลูกรักถูกทำร้ายด้วยหน้าตากึ่ง ๆ ระหว่างจะร้องไห้กับอยากฆ่าคน

“ขับรถประสาอะไรฮะคุณ”

น้ำเสียงเอาเรื่องเต็มที่ มือก็ลูบคลำบาดแผลข้างรถน้อยที่บุบบุ๋มลงไปอย่างเห็นได้ชัดโดยรถอีกคันไม่เป็นไรเลยนอกจากมีสีรถของหล่อนกระเทาะติดกับกันชน

“คำ ๆ นั้นผมมากกว่าที่ควรพูด”

            น้ำเสียงเย็นชาแบบนี้ ทำนองพูดเหมือนผีตายซากแบบนี้...คุ้น ๆ กุลยาหันขวับจ้องหน้าคู่กรณีก่อนเบิกตากว้าง

พลาธิป ลักษมีจิรภัทร... Senior Vice President, Human Resources บริษัท ทิพยภูษา จำกัด

ตัวอักษรยาวเป็นขบวนรถไฟที่ปรากฏในนามบัตรลอยขึ้นเตือนความจำ พลาธิปเพิ่งเห็นหน้าคู่กรณีชัดยังถึงกับต้องถอดแว่นกันแดดสีชาออกเพื่อมองให้ชัดกว่าเก่าอีกหน่อย

“คุณ!” น้ำเสียงออกแนวเหนื่อยหน่ายยิ่งขึ้น “ทำไมถึงทำอะไรไม่ค่อยระวัง...”

“หยุดเลยนะ” กุลยาแหว “อย่ามาอบรมเหมือนเป็นพ่อ ฉันต่างหากเสียหาย ดูซิดู โธ่รถฉัน”

“ผมจะเรียกประกัน”

คนทำอะไรตามระเบียบแบบแผนคว้าโทรศัพท์มือถือ กุลยาเหลือกตาขึ้นฟ้าพูดเซ็ง ๆ

“คุณจะเรียกก็เรียกไป แล้วจัดการให้ฉันด้วยนะ ฉันรีบ ไปล่ะ” เพื่อยืนยันว่ารีบจริง หญิงสาวเดินอ้อมไปเปิดประตูรถคว้ากระเป๋าสะพายขึ้นคล้องไหล่ ปิดประตูปังแล้วทำท่าจะเดินหนีดื้อ ๆ พลาธิปกัดฟันกรอด ไม่เคยนึกว่าจะโมโหใครได้เท่านี้

“คุณ!” เดินมาดักหน้า “จะไปได้ยังไง อยู่รอประกันด้วยกันซิ”

“ฉัน-รีบ”

กุลยาพูดช้าทีละคำแถมชี้ปากตัวเองประกอบ เป็นกิริยาขัดลูกตาพลาธิปสุด ๆ

“ผมก็รีบ”

“แต่คุณชนฉันคุณต้องอยู่จัดการสิ”

“รถผมชนรถคุณ แต่เพราะคุณขับไม่ระวังปาดหน้าต่างหาก”

ชายหนุ่มแก้ความเข้าใจผิดเสียงเย็น กุลยาฟังแล้วแทบกรี๊ดไม่ยอมรับผิด

“พูดอย่างนี้จะปัดความรับผิดชอบเหรอคะคุณ Senior Vice President

พลาธิปนิ่วหน้า ไม่ถนัดต่อปากต่อคำ เขานึกถึงน้องชายขึ้นมาตงิด ๆ ถ้าเป็นเมษราศีคงรับมือกับผู้หญิงแบบนี้ได้ไม่ยาก

“เอาเบอร์คุณมาแล้วกัน เสร็จธุระแล้วค่อยนัดกันใหม่”

ท่าทางเหมือนจะตัดความรำคาญเรียกรอยยิ้มจากกุลยา หล่อนชอบความท้าทายและการเอาชนะ ดูท่ายกนี้พลาธิปใกล้แพ้แล้วเพราะขี้เกียจเถียงหรืออะไรก็ช่าง...ถือว่าชนะแล้วกัน หญิงสาวส่งนามบัตรให้ พลาธิปอ่านปราดแล้วย้อนศรเสียงเรื่อย ๆ หน้าตาย

“แล้วผมจะโทร.ไป คุณ...หม่อมหลวงกุลยา จันทร”

คนฟังเม้มปาก ความรู้สึกเหมือนเมื่อครั้งก่อนเกิดขึ้นอีกครั้ง ผู้ชายคนนี้ถนัดตำหนิคนเสียจริงแถมไม่มีทีท่าสนใจหล่อนสักนิดเหมือนผู้ชายอื่น สัญชาตญาณชอบความท้าทายก่อตัวสูงขึ้นอีกนิด

“ก็ดี หวังว่าคุณจะไม่เบี้ยว” กล่าวทิ้งท้าย ก้าวเท้าเตรียมผละจากไป

“เดี๋ยว”

เสียงเรียกทำให้กุลยาจำต้องหันกลับมาอีกครั้ง

“อะไรอีกล่ะคะ”

“คุณควรเลื่อนรถ จอดแบบนี้ใครจะเอารถออกได้”

กุลยามองรถสองคันที่จูบกันอย่างดูดดื่มนิดหนึ่ง ความจริงหล่อนจะเลื่อนจอดเข้าที่เสียก็ได้ แต่ทำไมจะต้องทำตามคำสั่งตาซอมบี้ด้วย

“ไว้อย่างนี้ล่ะดีแล้ว ฉันจะได้แน่ใจว่าคุณขยับรถได้ลำบากหน่อย”

 

“กุล ๆ ทางนี้” พรพรรณโบกมือไหว ๆ เรียกหม่อมหลวงแสนสวยแต่เดินหน้าหงิกเข้ามาในงาน พรพรรณเห็นสีหน้าชัด ๆ ถึงกับออกปากถาม “เป็นอะไรน่ะ มาช้าแล้วแกล้งตีหน้าเครียดดักทางหรือไง”

“เปล่า”

ตอบเสียงอ่อย พอหมดช่วงเวลาต่อปากต่อคำอารมณ์รักรถก็เข้ามาแทนที่ รถเพื่อนยากของหล่อนคงเจ็บแย่...ก็บุบลงไปตั้งเยอะ

“อ้าวแล้วไง ทำหน้าดี ๆ ซิ มางานแต่งนะยะ นี่ยายวีน่าก็ถามหาเธอแทบทุกห้านาที” พยักพเยิดไปทางบ่าวสาวที่ยืนอยู่อีกมุมหนึ่ง

“รถโดนชนน่ะ”

“หา! แล้วเธอเป็นอะไรมากหรือเปล่า”

จับตัวเพื่อนหมุนซ้ายขวาเป็นพัลวัน กุลยาส่ายหน้า

“เปล่า สบายดี แต่รถบุบ” ตอบพลางถอนใจก่อนเปลี่ยนสีหน้าเป็นร่าเริง “ใกล้ได้เวลาแล้วนี่ ไปเถอะ ไปหาวีน่ากัน”

 

“ฉันนึกว่านายจะมาไม่ทันซะแล้วสิ” ชาลีกำลังยืนคุยกับเพื่อนสนิทที่ยิ่งเดินเข้าไปใกล้กุลยายิ่งคุ้นตา พอเจ้าบ่าวหันมาเห็นก็รีบจับตัวเพื่อนหมุนกลับหลัง เกาะไหล่แนะนำให้รู้จัก “เพื่อนเจ้าสาวมาพอดี ผมขอแนะนำให้รู้จักครับ นี่พลาธิปเพื่อนผมที่จะมารับหน้าที่เพื่อนเจ้าบ่าววันนี้ ส่วนสุภาพสตรีสองคนนี้เป็นเพื่อนสนิทเพื่อนฉันเอง”

“เพื่อนเจ้าสาวด้วยค่ะ” ปวีณาเสริม ผายมือแนะนำ “นั่นพรพรรณ ส่วนคนนี้กุลยา”

“ยินดีที่รู้จักค่ะคุณพลาธิป”

พรพรรณทักทายเสียงใส พลาธิปทักตอบเป็นกันเองก่อนทักทายกุลยาด้วยน้ำเสียงแตกต่างราวฟ้ากับเหว

“ยินดีที่รู้จักครับ มล.กุลยา จันทร”

“อ้าว?

“เอ๊ะ?”

บ่าวสาวอุทานแปลกใจแล้วเป็นเจ้าบ่าวที่เอ่ยถามเพื่อนสนิท

“รู้จักกันเรอะ”

“ไม่เชิง แต่รถเราเพิ่งชนกันหน้างานนี่เอง”

คำว่ารถชนกันขวางหูกุลยา หล่อนปรายตาใส่พลาธิป เกือบจะบอกให้ช่วยแก้ความเข้าใจคนฟังเสียใหม่ด้วยการบอกว่าเขาขับรถชนรถหล่อนต่างหากแต่หุบปากไว้ทันกลัวลุกลามทำลายบรรยากาศงานแต่ง

“รถชน!” เจ้าสาวอุทาน ปราดมาเกาะแขนเพื่อน “เป็นไรมากรึเปล่าน่ะกุล”

“ไม่เป็นไร สงสัยได้เวลาแล้วมั้งคุณพ่อคุณแม่เดินมานั่นแล้ว”

จริงอย่างกุลยาว่า บิดามารดาเจ้าสาวเรียกให้บ่าวสาวเตรียมตัว ศึกระหว่างมล.กุลยากับพลาธิปจึงยุติลงชั่วคราว

 

ปกติดีทุกอย่าง ผลการตรวจจากโรงพยาบาลด้านจิตเวชระบุชัดเจน เมษราศีอ่านจบจึงส่งต่อให้จันทกานติ์ที่นั่งอยู่ถัดไปบนโซฟาใหญ่กลางห้องรับแขก

“ไม่ได้บ้า”

จันทกานติ์พึมพำ โล่งใจกึ่งกังวลตามประสาคนสมัยใหม่ที่ไว้ใจใครไม่ค่อยได้ เพราะถ้ามุกปกติดีทุกอย่าง หล่อนมีจุดประสงค์อะไรจึงพยายามเอาตัวเข้ามาอยู่ในลักษมีจิรภัทร

“ครับ”

“แล้วมุกเขาว่าไง มีทีท่าแปลก ๆ หรือเปล่า”

จันทกานติ์ลดเสียงลง เกรงหญิงสาวที่ถูกพาดพิงจะได้ยินทั้ง ๆ แน่ใจว่าห้องนั่งเล่นห่างจากครัวเกินกว่าหญิงสาวจะได้ยินบทสนทนา เมษราศีแทบถอนใจระหว่างถ่ายทอดคำพูดหญิงสาวให้ป้าสะใภ้ฟัง

“บอกกับผมว่าเชื่อหรือยังว่าไม่ได้บ้า ยังยืนยันอีกว่ามาจากอดีตจริง ๆ”

“คุณท่านคุณหนู” ป้าทองเข้ามายอบเข่าข้างคนทั้งสอง “ของว่างเสร็จแล้วให้ตั้งที่ไหนดีคะ”

“คุณมุกล่ะ”

เมษราศีถาม ราวกับหญิงสาวคือลมหายใจเข้าออก พอเอ่ยชื่อหญิงสาวเท่านั้น หัวหน้าแม่บ้านก็ยิ้มแต้ ชมเปาะ

“ในครัวนั่นล่ะค่ะ กำลังจัดของว่างใส่จาน เดี๋ยวคุณดูเองเถอะค่ะ ขนมแต่ละอย่างงี้อย่างกับชาววังทำเอง หอมหวานน่ารับประทานจริง ๆ เชียว”


โปรดติดตามตอนต่อไป...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

26 ความคิดเห็น