-จุมพิตสิเน่หา-

ตอนที่ 21 : บทที่ 12 (2/2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 163
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    11 ต.ค. 59

E-book จุมพิตสิเน่หา พร้อมเสิร์ฟละน้า
คลิกโลด



+++++++++++++++++



“ผมช่วย”

เมษราศีโผล่เข้ามาถึงครัว แย่งจานใส่ขนมไทยสีสวยจากมือมุก

“ไม่เป็นไรค่ะคุณพี่ น้องยกได้”

งานครัวเป็นหน้าที่ของผู้หญิง มุกถูกอบรมมาอย่างนี้ แต่เมษราศีไม่ยอม ช่วยยกออกมาวางกลางโต๊ะทานอาหารจนได้ จันทกานติ์กับพลทัตนั่งอยู่ก่อนแล้ว ป้าสะใภ้เมษราศีถึงกับโงกมองขนมไทยหลากชนิดในถาดด้วยแววทึ่งกึ่งพิศวง

“นี่อะไรจ๊ะ”

ถามมุกที่กำลังนั่งลงข้างเมษราศี ชี้นิ้วไปยังขนมไทยสีเหลืองอร่ามปั้นเป็นก้อนหน้าแบนพิมพ์ลายดอกไม้ปิดทับด้วยแผ่นทองเปลว

“ทองเอกเจ้าค่ะ”

นอกจากทองเอกยังมีทองหยิบเม็ดขนุนและที่ละลานตากว่าเพื่อนเห็นจะเป็นลูกชุบสีหวานลูกเล็กน่ารักปั้นเป็นรูปผลไม้ ดูราวกับของจริงย่อส่วนลงมา จันทกานติ์หยิบชิ้นหนึ่งขึ้นพินิจใกล้ ๆ เห็นเคลือบวุ้นบางเฉียบ ลองกัดคำหนึ่งก็รู้สึกถึงความหนุบหยุ่นจากผิววุ้นด้านนอกตามด้วยหวานมันจากเนื้อด้านใน เวลาเคี้ยวมีกลิ่นหอมขึ้นจมูก

“อร่อยมาก ลองกินดูสิคะคุณ”

ชมแล้วหันไปชักชวนสามีต่อด้วยเมษราศี ต่างชมเป็นเสียงเดียวทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่มีใครสันทัดกรณีด้านกินขนมไทยสักคน เห็นคนกินชมไม่ขาดปาก มุกยิ้มน้อย ๆ ตามประสาแม่ครัวดีใจเพราะเห็นคนกินเจริญอาหาร จันทกานติ์ลองชิมอย่างอื่น พบว่ารสชาติอร่อยไม่แพ้กัน เป็นความอร่อยไม่เหมือนเคยชิมที่ไหนเลย

“หัดทำมาจากไหนน่ะลูก ป้าจะได้ไปขอเรียนบ้าง”

จันทกานติ์ชอบหัดทำทั้งของคาวหวานในครัวจึงมีอุปกรณ์ครบ ได้ยินคำถาม สีหน้าหญิงสาวก็สลดลงนิดหนึ่งอย่างคิดถึงมารดา

“คุณแม่เจ้าค่ะ” ในบ้าน มุกยังใช้คำลงท้ายตามความเคยชิน

“แม่เหรอจ๊ะ เป็นครูที่ดีทีเดียวนะเนี่ยลูกศิษย์ถึงเก่งนัก ขอโทษนะจ๊ะ ที่บ้านขายขนมเหรอ”

ถึงจะถูกชะตาอยู่มากหากจันทกานติ์ยังไม่ละความพยายามซักถามประวัติเผื่ออีกฝ่ายเผลอหลุดปาก

“ไม่ใช่เจ้าค่ะ แต่คุณแม่ท่านถวายตัวรับใช้ในวังแต่เด็กเลยได้เรียนรู้วิชาหลายอย่าง พอออกเรือนและมีหลานจึงถ่ายทอดให้จนหมดภูมิ แต่หลานก็ยังทำได้ไม่ดีเท่าคุณแม่อยู่ดี”

เมษราศี จันทกานติ์ และพลทัต มองหน้ากันตาปริบ ยิ่งแป้วยกน้ำลอยดอกมะลิมาเสิร์ฟตามคำสั่งคุณมุก ยิ่งรู้สึกว่ามุกทำตัวเป็นสาวโบราณได้แนบเนียนเหลือเกิน

หนึ่งในสามเพียงแต่กังวลแทนหญิงสาว เกรงคนนอกจะมองหล่อนแปลก ๆ สำหรับเขา...เมษราศี หล่อนจะเป็นอย่างไร ความปรารถนาในหัวใจไม่เปลี่ยนแปลง พลทัตทำหน้าแปลก ๆ แต่ไม่พูดอะไร ส่วนจันทกานติ์ชักไม่แน่ใจ นับวันความเชื่อที่ว่ามุกมาจากอดีตจะน่าเชื่อถือขึ้นทีละน้อย

 

พิธีสาบานรักจบลงท่ามกลางสักขีพยานจำนวนมาก ชาลีควงคู่ปวีณาออกมายืนหน้าโบสถ์ ผ่านกลีบกุหลาบโปรยปรายขึ้นเหมือนแทนคำอวยพรว่าต่อจากนี้ขอให้ชีวิตคู่ทั้งสองราบรื่นราวกับเดินอยู่บนเส้นทางโรยด้วยกลีบกุหลาบ

“ทางนี้ ๆ”

สาว ๆ กลุ่มใหญ่ส่งเสียงบอกให้ปวีณาที่กำลังหันหลังชูช่อดอกไม้ขึ้นโยนมาทางตนตามความเชื่อที่ว่าใครได้รับดอกไม้จากเจ้าสาวในวันแต่งงานจะเป็นคนต่อไปที่ได้เข้าพิธีวิวาห์

พลาธิปยืนกอดอกมองอยู่ห่าง ๆ เห็นกุลยาแยกตัวออกมายืนอีกฟากหนึ่งของเขาอย่างไม่สนใจร่วมแย่งชิงช่อดอกไม้เหมือนคนอื่น ถ้าสนิทกันหรืออยากตอแยสักหน่อยคงเดินเข้าไปถามว่าไม่อยากเป็นเจ้าสาวหรือกลัวได้รับแล้วแต่ก็ยังมีใครมาขอแน่

ช่อดอกไม้ลอยคว้างจากมือเจ้าสาว เสียงกรี๊ดกร๊าดดังขึ้นอย่างสนุกสนาน สาว ๆ กระโดดชูมือแย่งดอกไม้ช่อเดียวราวกับเป็นสมบัติค่ามหาศาลแต่ดอกไม้เจ้ากรรมดันลอยสูงแถมไกลไปตกปุอยู่ในอ้อมแขนกุลยาที่ยืนทำหน้างง ๆ

“ยายกุล ฉันแย่งแทบตายทำไมไม่เป็นฉันนะฮือ ๆ”

พรพรรณกรีดร้อง วิ่งมาทุบแขนเพื่อน ตีโพยตีพายเหมือนใกล้ขาดใจตาย กุลยาเห็นท่าไม่ดีเลยยื่นช่อดอกไม้ให้ดื้อ ๆ

“เอาไปซิ ฉันไม่ได้อยากได้สักหน่อย”

คนแย่งดอกไม้ไม่สำเร็จแยกเขี้ยว ตอบเสียงสะบัด

“ยายบ้า ให้กันได้ที่ไหน คนไหนได้รับก็เตรียมเป็นเจ้าสาวคนต่อไปเถอะย่ะ”

 

งานเลี้ยงฉลองสมรสจัดขึ้นในช่วงค่ำวันเดียวกัน พรพรรณกับกุลยาตามติดเจ้าสาวมาที่โรงแรมได้ทันทีเพราะชุดที่สวมเลือกแล้วว่าใช้ได้ทั้งกลางวันกลางคืน

กุลยาในฐานะรับทำพรีเซนเทชั่นลองเอาแผ่นออกเปิดตรวจเช็คเป็นรอบสุดท้ายต่อหน้าบ่าวสาว ทุกอย่างราบรื่น ขัดใจนิดเดียวตรงที่มีผู้ชายหน้าตายยืนร่วมกลุ่มอยู่ด้วย

ตรวจเช็คเรียบร้อยสองสาวก็ปล่อยให้เจ้าสาวได้พักผ่อนเพราะการเตรียมงานแต่งงานมาราธอนทำให้ปวีณาแทบไม่ได้หยุดพักเนื่องจากต้องเจียดเวลาจากการทำงานที่ปกติก็ยุ่งอยู่แล้ว

“คุณ Senior Vice President คะ เรียกประกันสิ ตอนนี้ฉันว่างแล้ว”

พรพรรณทำตาโตทันทีที่ได้ยินกุลยาเรียกพลาธิปเสียยืดยาว ท่าทางเหมือนคนชอบหาเรื่องมากผิดปกติเรียกรอยยิ้ม ส่วนคนถูกเรียกดูจะไม่ค่อยชอบใจนักถึงกับลงเสียงหนัก

“เลิกเรียกผมแบบนั้นสักที”

ถ้ากุลยาเป็นพนักงาน เขาจะแจกทัณฑ์บนให้เข็ด กุลยาไหวไหล่อันเป็นกิริยาที่พลาธิปลงความเห็นอีกว่าไม่เข้ากับผู้หญิงจะทำอย่างยิ่ง

“ก็ได้ค่ะ เรียกประกันเถอะ ตอนนี้เรายังพอมีเวลา”

ต่างฝ่ายต่างเรียกประกัน ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงพนักงานจากบริษัทประกันภัยก็มาถึง แล้วแทนที่เรื่องจะจบลงด้วยดีกลายเป็นว่าบานปลายใหญ่โต

“เขาต่างหากชนรถฉัน”

กุลยาตวัดสายตาขุ่นใส่พลาธิปที่ยืนกรานหาว่าหล่อนผิด

“ซึ่งมันเป็นเพราะคุณขับรถตัดหน้า”

“ใจเย็นก่อนครับ”

พนักงานเคลมสองคนเกาศีรษะแกรกแทบหมดปัญญาเพราะคู่กรณีทะเลาะกันเอง

“ไม่เย็น!

สองฝ่ายหันมาเล่นงาน พรพรรณที่ยืนอยู่ด้วยคอย่น ยิ่งเห็นสีหน้าพลาธิปถมึงทึงเหมือนจะฉีกเนื้อกุลยายิ่งกลัวเข้าไปใหญ่ แอบกระซิบบอกเพื่อน

“ยายกุล ยอม ๆ เขาไปเถอะ ยังไงประกันก็จ่ายเธอไม่ต้องควักตังค์เองสักหน่อย”

“เรื่องอะไรล่ะ”

ตอบเสียงไม่เบานักให้ได้ยินกันไปเลย...ไม่เห็นจะกลัว แต่พรพรรณเสียวสันหลังแทน

“โธ่ยายนี่ เชื่อฉันสิ เธอไม่เห็นหน้าเขาหรือไง แทบจะหักคอเธอจิ้มน้ำพริกอยู่แล้วนะ”

สรุปสุดท้ายก็จบลงด้วยชัยชนะของกุลยา ประกันฝ่ายพลาธิปต้องเป็นฝ่ายจ่ายค่าเสียหาย คนขับรถไม่ระวัง ตัดหน้าคนอื่นเลยได้ทียิ้มเยาะ

“มานี่เลย” พรพรรณลากแขนเพื่อนออกห่างจากคู่กรณีหลังตกลงกันเรียบร้อย “เธอเป็นอะไรน่ะทำไมถึงหาเรื่องคุณพลเขานัก”

กุลยาค้อนใส่เพื่อนโทษฐานเรียกคู่อริเสียสนิทสนม แล้วสะดุ้งเพราะถูกแซวมั่วซั่ว

“เอ๊ะหรือว่าเธอปิ๊งเขาเลยหาเรื่องให้เขาสนใจ”

คนฟังทำหน้าตูมไม่ยอมรับ ใครจะสนใจผู้ชายพรรค์นั้น หล่อนก็แค่หมั่นไส้ซอมบี้หน้าตาย ชอบอบรมคนอื่นอย่างกับตัวเองเป็นผู้ปกครอง แถมสายตาเวลามองกันเหมือนหล่อนไม่มีดีสักอย่าง...เท่านั้นเอง


โปรดติดตามตอนต่อไป...
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

26 ความคิดเห็น