Naughty Melody...เมโลดี้วุ่นลุ้นรัก

ตอนที่ 4 : ตอนที่ 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,642
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    2 ก.ค. 53



        ถ้าทำอีก จะไม่ใช่แค่นี้...อินรินทร์

          ฉันรู้สึกเหมือนจะได้ยินเสียงนี้ซ้ำ ๆ เป็นเซอร์ราวน์ลูกโซ่อยู่ในสมอง ภาพสีดำสนิทคล้ายห้วงอวกาศที่เห็นอยู่พักใหญ่ตรงหน้าค่อย ๆ ลางเลือนลง ฉันจึงกะพริบตาปริบถี่เพื่อปรับโฟกัสรับภาพของตัวเองให้เข้าที่

        เมื่อกี้..เกิดอะไรขึ้น

          แล้วเหตุการณ์เมื่อสักครู่ก็ไหลเข้ามาปานน้ำป่าทะลัก

          -ตา-นั่น-จูบ-ฉัน!-

          ฉันรู้สึกเหมือนเลือดทั้งหมดในตัวไปรวมกันอยู่ที่ใบหน้า ริมฝีปากยังร้อนวูบวาบ แล้วความโมโหก็วิ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดเมื่อฉันนึกอีกอย่างได้ว่า

          นี่มัน...จูบแรกของฉัน!

          ฉันร้องกรี๊ดออกมาดังสนั่นอย่างไม่สนใจว่าใครจะได้ยินหรือไม่ จูบแรกอันเลิศเลอที่ฉันจินตนาการเอาไว้เสมอว่า มันจะต้องเต็มเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งรัญจวนใจจากคนที่ฉันรัก แต่ทุกอย่างก็มาพังทลายลงเพราะตาปากจัดที่จูบฉันแล้วก็หนีไปนั่นคนเดียว!

          ความโมโหทำให้ฉันลืมสถานะของตัวเองลุกพรวดขึ้นกะเอาไว้ว่าจะไปตามล่าล้างคนขโมยจูบมาซัดให้หนำใจให้ได้ ดังนั้นศีรษะของฉันก็เลยกระแทกเข้าเต็มเปากับโต๊ะทำงานหนาหนักจนได้ยินเสียงโป๊กดังลั่น

          โอ้ย!” ฉันร้องเสียงหลงหดตัวลงมานั่งจุ้มปุ้กใต้โต๊ะเช่นเก่า สองมือกุมศีรษะตัวเองกัดฟันกลั้นความเจ็บเอาไว้

          ซวย...ซวยอะไรเช่นนี้!

          เพราะคิดจะแกล้งเลยมุดเข้ามาใต้โต๊ะ แต่กลายเป็นว่าต้องเสียจูบแรกของชีวิต ทั้งยังต้องหัวโนเพราะความซุ่มซ่ามของตัวเองอีก แล้วยังไม่หมดแค่นั้น เมื่อฉันเพิ่งจะเหลือบไปมองรองเท้าผ้าใบของตัวเองแล้วเห็นว่า

        เชือกรองเท้าของฉันถูกตัด!

          เคยได้ยินมาก็นานสำหรับคำนิยามว่าควันออกหู ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าอาการมันเป็นอย่างไร แต่วันนี้ฉันทั้งรู้ทั้งซึ้ง เพราะตอนนี้หูฉันอื้ออึงอลไม่ได้ยินเสียงใดอีกแล้ว รองเท้าผ้าใบคู่นี้อาปวินท์เป็นคนซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดเมื่อปีก่อนที่ฉันทั้งรักทั้งหวง จะขัดจะล้างยังไม่ค่อยจะกล้าเพราะกลัวสีมันจะซีด

แล้วดูซิ...ดูสิ่งที่ตาบ้านี่ทำ

ฉันเผลอระบายอารมณ์ด้วยการยันเก้าอี้ของตาฆนาการอย่างแรงจนเก้าอี้ล้อเลื่อนตัวหรูแล่นไปกระแทกเข้ากับพนังด้านหนึ่งของห้องดังปึ่ง แม้จะเจ็บที่ศีรษะแต่ตอนนี้ความเจ็บที่ใจมันมีมากกว่า ฉันลุกขึ้นอย่างระมัดระวังก่อนยืนท้าวสะเอวมองดูรอบๆ ห้องทำงานสุดหรูขัดกับนิสัยอุบาทว์ (แน่ๆ) ของเจ้าตัวเป็นอย่างยิ่ง

          ดู...ห้องก็ออกจะกว้าง แต่มีโต๊ะทำงานอยู่แค่ชุดเดียวกับโซฟารับแขกซึ่งก็วางของเอาไว้เสียเต็ม สงสัยจะไม่เคยมีแขกมาพบเป็นชาติ แต่ก็นั่นแหละ นิสัยอย่างนี้จะมีแขกที่ไหนมาหากันเล่า

          ฉันเดินวนเวียนเป็นหนูติดจั่นอยู่หลายรอบ ดูจากเวลาแล้วสงสัยนายฆนากรจะต้องชิ่งหนีไปแล้วแน่ๆ แล้วก็จริงดังคาดเดา เมื่อฉันออกไปถามกับพี่สาวคนสวยที่เจอตอนแรก เธอก็บอกฉันด้วยหน้าตายิ้มแย้มชัดถ้อยชัดคำเลยว่า

        คุณฆนากรกลับแล้วค่ะ

          โอ้ย...ฉันอยากจะกรี๊ดค่ะ คุณโปรดิวเซอร์ขาใหญ่เลิกงานตั้งแต่ยังไม่สี่โมงเย็น!

          แล้วจู่ ๆ ไอเดียอย่างหนึ่งในซอกความคิดอันบรรเจิดของฉันก็สว่างวูบ

          ไม่อยู่อย่างนี้ก็สวยซิ....คุณฆนากร!

 

          ฉันกลับบ้านมานอนลัลล้าอยู่บนเตียงนอนของตัวเองอย่างมีความสุข แม้จะต้องหงุดหงิดกับการที่ต้องทั้งขัดทั้งถูและบ้วนตามด้วยน้ำยาล้างปากล้างซวยอยู่หลายรอบ แต่พอคิดถึงสิ่งที่ตัวเอง ฝาก นายฆนาการเอาไว้แล้วก็ต้องหัวเราะคิกขึ้นมาอีกหน

          ดี...อยากมาขโมยจูบฉันดีนัก

          คิดถึงเรื่องจูบแล้วก็ขยะแขยง หมอนั่นเอาลิ้นเข้ามา...อี๊ ๆ ทำอะไรในปากของฉัน แถมยังทำให้ปากของฉันตอนนี้บวมเจ่อไปหมด โชคดีที่ตอนกลับถึงบ้านป๊ากับแม่ไม่อยู่ ไม่อย่างนั้นอาจจะโดนสอบสวนจนน่วมก็ได้

          แต่จะว่าไปฉันก็รู้สึกหวิว ๆ หัวใจยังไงก็ไม่รู้นะ แถมได้กลิ่นกาแฟจากปากของตานั่นด้วย

          ฉันรีบยกนิ้วดีดหน้าผากตัวเองทันทีเมื่อเริ่มจะฟุ้งซ่านออกนอกเรื่อง ตาบ้านั่นเป็นศัตรูอันดับหนึ่งที่ฉันจะต้องกำจัด อารมณ์วาบหวามแบบนั้นฉันไม่ควรที่จะนึกถึงมันอีกแล้วตลอดชีวิตนี้!

          สรุปได้อย่างนั้นฉันจึงได้นั่งคิดหาวิธีการเอาคืนสารพัดรูปแบบไว้ล่วงหน้า และเพื่อกันลืมฉันก็เตรียมสมุดเอาไว้สำหรับจดทุกวิธีการที่นึกได้ ข้อมูลเกี่ยวกับตานั่นบางส่วนฉันก็ใช้เวลาที่เหลือเมื่อช่วงเย็นจัดการรวบรวมเอาไว้เรียบร้อยแล้วด้วยความสามารถพิเศษเฉพาะตัว ก็หาถาม ๆ เอาจากพี่สาวคนสวย แล้วก็พี่สาวฝ่ายบุคคลนั่นแหล่ะ (แต่ตอนถามฉันก็ต้องเม้มปากตัวเองเกือบแย่ เพราะตอนนั้นมันก็เริ่มบวม ๆ แล้ว อี๊ ๆ อีตาบ้า)

          ฉันเลยเขียนรวบรวมข้อมูลส่วนตัวของหมอนั่นออกมาก่อน แล้วก็ได้เป็นแบบนี้

          ข้อที่ 1.  หมอนั่น ทำงานอยู่ที่ Heart Rhythm มาตั้งแต่เรียนจบใหม่ ๆ มีผลงานดีเป็นที่ยอมรับ ปัจจุบันเป็นโปรดิวเซอร์มือทองคนหนึ่งรองจากอาของฉัน (อันนี้ไม่น่าเชื่อมาก ๆ ว่าจะใช่)

          ข้อที่ 2.  หมอนั่นให้ความเคารพและเชื่อฟังอาของฉันมาก ๆ

ข้อนี้ฉันยิ้มกริ่ม เพราะถ้าเกิดหมอนี่มารังแกฉัน ฉันก็ฟ้องอาได้เลย หึหึ..

ข้อที่ 3.  เวลาทำงานหมอนั่นมักจะจริงจังเสมอ แล้วก็ชอบทำหน้าเข้ม ๆ ดุ ๆ (อันนี้เห็นด้วย) แต่ก็ใจดีกับลูกน้อง และให้ความเป็นกันเองกับเพื่อนร่วมงานทุกคน (ทำไมมีแต่ข้อดีฟร่ะ แต่ไม่เป็นไร ค่อยหาโอกาสใช้ความใจดีของหมอนั่นเอาคืนทีหลัง ทีนี้แหละ เจ็บแสบ!)

ข้อที่ 4.  หมอนั่นฮอตฮิตมากในกลุ่มสาว ๆ ที่สำคัญ ยังไม่มีแฟน!

เอ๊ะ! ข้อนี้เกี่ยวอะไรด้วย

ฉันถามตัวเองก่อนจะต้องมองดูข้อสี่ที่ฉันเขียนเน้นคำว่า ยังไม่มีแฟนเป็นพิเศษ สงสัยจะโดนพี่สาวสองคนนั้นปั่นหูเอาไว้มาก เพราะเท่าที่ถาม ๆ ดูก็รู้สึกได้เลยว่า ทั้งสองคนดูจะปลื้มคุณฆนากรเข้าอย่างแรง

คราวหน้า...เปลี่ยนเป้าหมายถามเป็นผู้ชายบ้างก็ดี...

หลังจากลิสต์รายละเอียดคร่าว ๆ เกี่ยวกับตัวหมอนั่นเอาไว้ ฉันก็หันกลับมาคิดหาวิธีการเอาคืนสารพัดวิธีที่พอจะคิดได้ในเวลานี้บ้าง

เอ๋...เอาแบบไหนดีหว่า

ฉันนึกไปถึงละครทีวี ที่พระเอกนางเอกไม่ถูกกัน แล้วก็ชอบแกล้งกันไปแกล้งกันมาให้คนดูปวดหัวเล่น  แต่เท่าที่นึก ๆ ได้ก็มีแค่ชิงไหวชิงพริบทางฝีปาก (ซึ่งอันนี้ฉันถนัดอยู่แล้วไม่ต้องพึ่งตัวอย่าง) ดูแล้วก็ไม่มีอะไรหนักข้อเป็นพิเศษที่พอให้หอมปากหอมคอกับความผิดของหมอนั่น เอาเป็นว่า ฉันคิดของฉันเองสด ๆ ดีกว่า

วิธีที่ 1.  อืม ๆ ทากาวดักหนูไว้ที่เก้าอี้ตัวงามนั่น แล้วก็ให้เจ้าตัวนั่งหมุนเล่น ๆ สักสองสามรอบ จากนั้นก็ หุหุ....ติดกับเก้าอี้ไปซ้า...

วิธีที่ 2.  หรือว่า...จะเจาะลมยางรถหมอนั่นดี (แต่คันไหนว่า ไม่เคยเห็น จดเอาไว้ว่าต้องไปหาถาม)

วิธีที่ 3.  ใส่สรอทในน้ำหรือกาแฟให้วิ่งจู๊ด ๆ แล้วก็ล๊อคห้องน้ำ (อุ้ย อันนี้มุกในละคร จำได้ๆ)

วิธีที่ 4.  ส่งกล่องของขวัญที่ใส่นาฬิกาปลุกดังติ๊ก ๆ ไว้ข้างในไปให้ แล้วให้หมอนั่นเปิดท่ามกลางใจเต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ

ไม่เอา ๆ อันหลังนี่อึกทึกเกินไป เดี๋ยวเป็นเรื่องใหญ่ตกใจกันทั้งตึก

ฉันส่ายหัวพร้อมกับขีดฆ่าตรงวิธีที่สี่ คิดตั้งนานเพิ่งจะหาวิธีใช้ได้แค่สามข้อ...ก็ฉันเป็นคนดีนี่นะ เคยแกล้งใครเป็นเสียที่ไหนกัน

แล้วเสียงเคาะประตูห้องนอนก็ดังขึ้นขัดจังหวะการคิดหาวิธีแกล้งนายโปรดิวเซอร์ขาใหญ่ ฉันกระเด้งตัวอย่างอัตโนมัติขึ้นจากเตียง เก็บสมุดจดวิธีการไว้ใต้หมอนแล้วรีบวิ่งไปส่องดูริมฝีปากตัวเองที่หน้ากระจก ก่อนจะโล่งใจเมื่อเห็นมันเข้าสู่สภาวะปกติจึงเดินไปเปิดประตู

ทำอะไรอยู่ อาปวินท์โทรหาตั้งหลายรอบทำไมไม่รับโทรศัพท์ แม่จ้องหน้าฉันอย่างสงสัยตอนที่ถาม ทำเอาฉันร้อน ๆ วูบ ๆ เพราะกลัวคนตาดีอย่างแม่ฉันจะสังเกตเห็น

โทรศัพท์หนูไม่ได้เปิดเสียงเอาไว้ค่ะ สงสัยจะลืมตั้งแต่ตอนเข้าไปสัมภาษณ์ ฉันตอบตามความจริงเพราะฉันไม่ได้เปิดเสียงโทรศัพท์เอาไว้จริง ๆ นั่นแหละ...ว่าแต่ มือถืออยู่ไหนหว่า...

อ้าว ไปมาวันนี้เหรอ นึกว่าจะรออาปวินท์กลับจากต่างหวัดเสียอีก แม่ชวนคุยพร้อมกับเดินแทรกตัวเข้ามาในห้อง ทำเอาฉันใจเต้นเพราะลองอีหรอบนี้แม่คุยยาวแน่ แล้วก็เป็นอย่างที่คิด เมื่อแม่ลากสตูหน้าโต๊ะเครื่องแป้งมานั่งเรียบร้อย ฉันเลยไปนั่งลงบนเตียงของตัวเองบ้างก่อนตอบ

คุยกับอาปวินท์ว่าไปวันนี้ค่ะ

แล้วเป็นไง? แม่ถามท่าทางลุ้น ๆ ทำให้ฉันเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้บอกใครเรื่องนี้เลย

เรียบร้อยแล้วค่ะ พรุ่งนี้เริ่มงาน

เหรอ... แม่ทำเสียงคล้ายเสียดาย ก่อนจะรีบยิ้มให้ฉันเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าควรจะดีใจที่ลูกได้งานทำ

ยินดีด้วยนะลูก แล้วก็ตั้งใจทำงาน อย่าไปป่วนอาปวินท์เขาล่ะ

โธ่ แม่...หนูไม่ใช่เด็กเล็ก ๆ แล้วนะคะ ฉันเอ่ยด้วยน้ำเสียงงอน ๆ ทำหน้าย่น แม่เลยลุกขึ้นยืนเดินมาเอามือวางลงบนศีรษะของฉันแล้วโยกเบา ๆ

ไม่ใช่เด็กนี่ล่ะตัวดี ยิ่งโตยิ่งวุ่น

สัญญาเลยค่ะว่าจะไม่ป่วนให้อาปวินท์ปวดหัว ฉันฉีกยิ้มชูสามนิ้วปฏิญาณประกอบเลยทีเดียว แต่ฉันสัญญาว่าจะไม่ป่วนอาปวินท์นะ ไม่ใช่ไม่ป่วนโปรดิวเซอร์คนอื่น!

ก็ดีจ้ะ งั้นรีบนอนล่ะ พรุ่งนี้จะได้ตื่นแต่เช้า

ค่ะแม่

เสียงประตูที่ปิดสนิทลงทำให้ฉันถอนหายใจเฮือกล้มตัวลงนอนแผ่หลา โชคดีที่แม่ไม่ได้ถามลงรายละเอียดมากเหมือนทุกครั้ง ไม่อย่างนั้นหากเล่าถึงตอนสัมภาษณ์ ฉันจะต้องเผลอหลุดอะไรเป็นพิรุธให้ถูกซักไซ้ไล่เลียงเป็นแน่

ฉันหยิบเอาสมุดจดวิธีการแกล้งนายโปรดิวเซอร์ขาใหญ่คนนั้นขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเมื่อสักครู่นี้แม่บอกว่าอาปวินท์โทรมานี่นา

ฉันจึงกระโดดลงจากเตียงอีกหน หันซ้ายหันขวาอยู่สองสามรอบก่อนมองหาโทรศัพท์ของตัวเอง

อยู่ไหนหว่า

ฉันรีบวิ่งไปที่กางเกงยีนส์ตัวโปรดก่อนล้วงไปที่กระเป๋าหลัง ปกติฉันชอบลืมเอาโทรศัพท์กับบรรดาของในกระเป๋าออกมาเป็นประจำ

เฮือกกก ไม่มี

ใจหายวาบ หน้าฉันซีดเหลือสองนิ้ว ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตอนกลับมาถึงห้อง เพื่อนฉันที่อยู่อเมริกาโทรมาคุยด้วยนี่นา แล้วฉันก็เข้าห้องน้ำไปอาบน้ำเลย

พอคิดถึงตอนนี้ฉันจึงรีบวิ่งเข้าไปในห้องน้ำ แล้วก็พบมันนอนแอ้งแม้งอยู่ตรงข้างอ่างล้างหน้า

เฮ้อ...ตกใจ นึกว่าหล่นใต้โต๊ะตอนนั้นเสียอีก

เปิดโทรศัพท์ดูก็พบมีสคอลอยู่สามสายจริง ๆ เป็นของอาปวินท์คนเดียวเสียด้วย ฉันจึงรีบกดต่อสายกลับ ไม่นานอาปวินท์ก็รับสายด้วยเสียงทุ้มรื่นหูที่คุ้นเคย

[ไงคะคนเก่ง ได้งานทำแล้วไม่บอกอาคนนี้เลยนะ]

ขอโทษค่ะอาปวินท์ พอดีหนูอินคิดอะไรเพลินไปหน่อยเลยไม่ได้โทรหา

[คิดเรื่องเตรียมตัวไปทำงานพรุ่งนี้อยู่เหรอหนูอิน]

ฉันขมวดคิ้วอย่างสงสัยทันทีพออาปวินท์พูดประโยคนี้จบ

เอ๋...อาปวินท์รู้ได้ไงคะ

[คนสัมภาษณ์เราเค้าโทรมาบอกน่ะ เห็นว่าเราฟิตอยากเริ่มงานพรุ่งนี้เลย]

หู้ยยย อีตาขี้ฟ้อง ต้องไปจดเพิ่มอีกเรื่องซะแล้ว

แหม อาปวินท์ก็...หนูอินไม่ฟิตขนาดนั้นหรอกคะ

[เห็นชมหนูอินด้วยนะว่าท่าทางครีเอทดี ไปทำอะไรหรือเปล่าเนี่ยเรา]

ไม่มีอะไรนี่คะ ฉันรีบกัดฟันตอบทันทีก่อนคิดในใจ

ไม่ได้ทำอะไรเลย แค่มุดเข้าไปใต้โต๊ะ ผูกเชือกรองเท้าไว้ด้วยกัน แล้วก็โดนจูบ...แค่นั้นเอ๊งงงง

[ก็ดีแล้ว อาฝากเขาให้ดูแลสอนงานเอาไว้แล้วนะ ยังไงก็เรียนรู้จากเขาเอาไว้ เพราะนั่นก็มือทองคนหนึ่งเหมือนกัน]

ค่ะ อาปวินท์ หนูอินจะตั้งใจเรียนรู้อย่างเต็มที่เลยค่ะ

แล้วก็ตั้งใจเอาคืนอย่างเต็มที่ด้วย

[ดีแล้ว เอาไว้อากลับไปจะแบ่งงานให้ชัดเจนอีกที แค่นี้นะหนูอิน เจ้าตัวเล็กเรียกให้ไปเล่านิทานแล้ว]

ค่ะ...ฝากความคิดถึงอาสาวกับเจ้าหนูด้วยนะคะ สวัสดีค่ะ

ฉันกดวางสายก่อนจะยิ้มให้กับความน่ารักของครอบครัวอาปวินท์ อาสาวเป็นคนน่ารักมาก ๆ เป็นผู้หญิงสวย หวาน แต่เข้มแข็งเด็ดเดี่ยว (ผิดกับฉันลิบลับเลยแฮะ) ฉันคิดว่าหากใครได้เป็นภรรยาคงจะโชคดีเอามาก ๆ (ก็อาฉันยังไงล่ะที่โชคดี) แถมยังมีเจ้าหนูตัวเล็กที่น่ารักนิสัยดีไม่แพ้พ่อกับแม่อีกด้วย

คิดแล้วก็เลยเถิดมาถึงเรื่องของตัวเอง โตมาจนป่านนี้ฉันยังไม่เคยรู้สึกรักใครจริง ๆ จัง ๆ เลยสักหน ไอ้ที่ชอบพอกันอยู่ก็มีบ้าง แต่ไป ๆ มา ๆ ก็หายเกลี้ยง ไม่มีใครทนนิสัยฉันได้เลยสักคน ก็ยอมรับนะว่าตัวฉันเองเอาแต่ใจ แต่จะให้แก้ตอนนี้มันก็คงจะสายเกินไปเสียแล้ว

ชาตินี้ จะมีใครไหมนะที่รับฉันได้

ภาพของนายฆนากรอยู่ ๆ ก็โผล่ขึ้นมาทำเอาฉันร้อนวูบวาบ หัวใจเต้นตูมตามตึกตักขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ แถมสมองยังย้อนฉายเหตุการณ์เมื่อตอนบ่ายซ้ำอีกครั้ง

จูบวาบหวาม...รสกาแฟ

อ๊างงงงงงงงงงงงงงงงงง!

 

ฉันตื่นแต่เช้าเพราะเมื่อคืนเล่นเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ หลังฟุ้งซ่านแปดตลบจนต้องตบเรียกสติตัวเองไปหลายหน  หมุนซ้ายหมุนขวาดูผู้หญิงสวยในกระจก (ชมตัวเองก็เป็น) ก่อนวิ่งลงบันไดไปชั้นล่างตรงไปยังโต๊ะอาหารที่ป๊ากับแม่นั่งประจำที่กันเรียบร้อย

อรุณสวัสดิ์ค่ะป๊า ค่ะแม่

 ตื่นเช้าเชียวนะหนูอิน ดีใจที่ได้งานทำจนนอนไม่หลับหรือไง ป๊ามองดูฉันแล้วยิ้ม ๆ ตอนถาม 

ก็นิดหน่อยค่ะป๊า เลยรีบตื่นหน่อยเพราะไม่อยากไปสายตั้งแต่วันแรก

แล้วก็ต้องรีบไปเตรียมการแกล้งคนเอาไว้ด้วย

ดีแล้วล่ะ ทำงานที่ไหนก็อย่าสาย ยิ่งเป็นหลานอาปวินท์ด้วยแล้ว ก็ยิ่งต้องทำให้ดีมากกว่าคนอื่นหลายเท่า คนเขาจะได้ไม่ว่าเอาว่าได้ทำงานเพราะเส้น

ป๊าพูดแทงใจดำมิด ทำเอาฉันเอ่ยตอบรับคำหนัก ๆ โดยไม่รู้ตัว

ค่ะป๊า...รับรองว่าหนูอินไม่มีทางทำให้อาปวินท์เสียชื่อแน่นอน!”

หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ ฉันก็ลังเลระหว่างการนั่งรถเมล์ไปทำงานกับขับรถไปเองอยู่ชั่วครู่ ในที่สุดฉันก็ตัดสินใจที่จะขับรถไปเอง เพราะจำเป็นต้องรีบไปดูผลงานที่ทำเอาไว้ก่อนที่คนถูกแกล้งจะมาเห็น

โชคดีที่รถไม่ได้ติดมากมายเท่าไหร่ ครู่ใหญ่ ๆ ฉันก็ขับรถมาถึงที่ทำงานใหม่วันแรก ฉันสูดหายใจลึก ๆ ลงไปในปอดก่อนก้าวลงจากรถด้วยความมาดมั่น บริกรรมคาถาป้องกันภัยเอาชนะศัตรูที่แม่เคยสอนเอาไว้หนึ่งรอบแล้วต้องรีบฉีกยิ้มทักทายเมื่อเจอพี่สาวฝ่ายบุคคลตั้งแต่ยังไม่ได้ทันขึ้นลิฟท์

มาแต่เช้าเลยนะคะน้องอินรินทร์

สวัสดีค่ะพี่แบม ฉันยกมือกระพุ่มไหว้ก่อนจัดการตีสนิท เรียกอินเฉย ๆ ก็ได้ค่ะพี่แบม

จ้ะ...น้องอิน

จากนั้นฉันก็เดินคุยกับพี่แบมไปเรื่อย ๆ จนพี่แบมแยกไปที่แผนกของตัวเองเมื่อเข้ามาถึงออฟฟิศ ส่วนฉันก็เดินตรงไปยังห้องทำงานของตัวเอง

ไม่ต้องงง ห้องทำงานใหม่ของฉันจริง ๆ

ห้องทำงานใหม่ที่ฉันว่า ก็คือห้องที่เมื่อวานมีคนใจดีบอกให้นั่งด้วยนั่นแหละ แต่เวลานี้จากห้องทำงานที่มีเพียงโต๊ะทำงานหนึ่งตัว กับโซฟารับแขกแค่ชุดเดียว กลับมีโต๊ะทำงานเพิ่มขึ้นมาอีกตัวซึ่งตั้งอยู่ในตำแหน่งตรงข้าม เงยหน้าจากกองเอกสารขึ้นมาก็จ้ะเอ๋กันพอดิบพอดี

ชิ! นึกว่าฉันจะไม่กล้าเรอะ

เมื่อวานหลังจากรู้ว่าตานั่นเผ่นไป ฉันก็จัดแจงหาตัวช่วยด้วยการขยับคำพูดอนุญาตให้นั่งของตานั่นเล็กน้อยเอาไปโม้กับพี่สาวแผนกบุคคล จากนั้นโต๊ะทำงานของฉันก็โผล่เข้ามาตั่งเด่อยู่ในห้องนี้ตามความประสงค์และสะใจของฉัน

เก้าอี้นุ่ม ๆ ที่ฉันเพิ่งหย่อนก้นลงนั่งกับทำเลทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นมาไม่น้อย คุณฆนากรคงจะอกแตกตายแน่ที่เห็นฉันนั่งสบายอารมณ์อยู่ในห้องทำงานของเขา

แต่สาบานได้! ฉันไม่ได้คิดหาเรื่องให้โดนจูบอีกรอบนะ

แม้จะกลัวกับคำขู่ที่ตานั่นพูดเอาไว้ก่อนหนีไปเมื่อวานอยู่เล็กน้อย แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เจตนารมณ์ในการแกล้งของฉันเปลี่ยนไป แล้วเมื่อคืนหลังฟุ้งซ่านเสร็จ ฉันยังหาวิธีการป้องกันการโดน..เอ่อ...จูบ แบบเมื่อวานแล้วด้วย

พอคิดถึงตรงนี้แล้วฉันก็ยิ้ม เพราะการเอาคืนเรื่องจูบแรกของฉัน มันไม่ได้มีแค่นี้!

ฉันฮัมเพลงอย่างสบายอกสบายใจก่อนเดินไปดูสิ่งที่ทำไว้เป็นที่ระลึกให้นายฆนากร มันยังคงอยู่ดีเรียบร้อยเหมือนเมื่อวานเปี๊ยบ พอเหลือบดูโดยรอบ ฉันก็เห็นร่องรอยการทำความสะอาดห้อง ทำให้ต้องยิ้มกริ่มขึ้นอย่างถูกอกถูกใจ

แม่บ้านที่นี่ทำความสะอาดห้องทุกห้องทุกวันค่ะน้องอินรินทร์ เสียงพี่สาวฝ่ายบุคคลบอกหลังจากที่ฉันถามถึงเรื่องการทำความสะอาดออฟฟิศ ตามมาด้วยเสียงขำ ๆ ของพี่สาวคนสวยตรงโต๊ะประชาสัมพันธ์

อ๋อ...ถ้าน้องอินรินทร์อยากรู้เรื่องอะไรที่นอกเหนือจากเรื่องงานที่พี่เล่าให้ฟังนะคะ ลองไปหาข้อมูลแถว ๆ ห้องกาแฟที่ติดกับห้องพักแม่บ้านประจำออฟฟิศตอนเช้า ตรงนั้นล่ะค่ะ แหล่งข่าวอย่างดี

ไม่น่าเชื่อว่าฉันจะจับเอาสองเรื่องที่ได้ฟังต่างเวลากันมาผสมเป็นสูตรสำเร็จในการแกล้งคนได้อย่างลงตัว แต่เดี๋ยวฉันจะต้องไปเช็คสักหน่อยว่าได้ผลหรือไม่แล้วก็น่าพอใจอยู่ในระดับไหน

ฉันเดินมาถึงแล้ว ห้องกาแฟของที่นี่ไม่ใหญ่แล้วก็ไม่เล็กมาก อยู่ในระดับกลาง ๆ แต่ก็จัดเอาไว้ได้อย่างเก๋ไก๋ไม่แพ้ห้องอื่น มีมุมชงกาแฟ แล้วก็มีชุดเก้าอี้หลากสีสันสดใสสำหรับนั่งพักอยู่สามชุด พนักงานที่มาถึงแต่เช้าเริ่มจับกลุ่มคุยกันฆ่าเวลาก่อนทำงาน และหนึ่งในจำนวนนั้นก็มีแม่บ้านประจำออฟฟิศที่ฉันแอบดูหน้ามาแล้วเมื่อวานรวมอยู่ด้วย

ฉันยิ้มทักทายเมื่อมีหลายคนยิ้มให้เพราะจำได้ว่าฉันคือใครและเป็นหลานใคร ก่อนที่ฉันจะหันไปชงกาแฟแกล้งทำเป็นไม่สนใจฟังเรื่องที่เค้ากำลังนั่งเม้าท์กันอย่างเมามันอยู่

จริงเหรอป้า...ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าคุณฆนากรสุดหล่อจะเป็นแบบนั้น

ป้าเห็นมากับตาเลยนะ เสียดายจัง

นั่นซิป้า...มิน่า ถึงไม่ยอมมีแฟนสักที

ฉันแทบจะหัวเราะก๊ากออกมาทันทีเมื่อได้ยินแบบนั้น แต่ก็พยายามกลั้นเอาไว้ทำหน้าเฉย ๆ แล้วเดินถือกาแฟหอมกรุ่นถ้วยพอเหมาะออกมาเงียบ ๆ

แต่พอออกมานอกห้องได้ ฉันก็ต้องเอามือข้างหนึ่งกุมท้องหัวเราะคิก

สมน้ำหน้า นายฆนาการ!

ฉันนั่งจิบกาแฟรอเจ้าของห้องตัวจริงมาอย่างสบายอกสบายใจ ตอนแรกที่คิดวิธีการนี้ได้ฉันก็รู้สึกเสี่ยงอยู่ไม่น้อย เพราะพี่สาวฝ่ายบุคคลนั้นบอกว่าส่วนใหญ่แล้วนายฆนาการจะไม่ค่อยเข้ามานั่งทำงานในห้อง แล้วถ้าหากเป็นอย่างนั้นแผนการของฉันก็คงจะไม่สำเร็จ ดังนั้นฉันเลยจัดการขอความร่วมมือจากพี่สาวฝ่ายประชาสัมพันธ์คนนั้นให้ช่วยอีกแรง ด้วยการให้ช่วยบอกตานั่นด้วยว่า เช้านี้ฉันจะเข้ามารอเขาที่ห้อง ซึ่งรับรองได้เลยว่าเขาจะต้องรีบมาทันทีอย่างไม่ต้องสงสัยแน่ ๆ

เห็นไหม ฉันออกจะนิสัยดี มาทำงานวันแรกก็ได้ตีสนิทได้ถึงสองคนแล้ว

ฉันเหลือบมองดูนาฬิกาบนข้อมือตัวเองก่อนจะยิ้มกริ่ม ข้อมูลที่เพิ่งจะได้มาอีกอย่างก็คือ นายฆนากรเป็นคนมาทำงานตรงเวลาทุกวัน แล้วเวลานี้ก็... แปดโมงห้าสิบเก้านาที...

อีกหนึ่งนาที

แล้วก็...เก้าโมงตรง!

ประตูห้องเปิดพร้อมกับร่างสูงที่เดินลิ่ว ๆ เข้ามาปานพายุหมุน ก่อนจะมาหยุดตรงยืนหน้าเข้มที่โต๊ะทำงานของฉัน

ใครให้คุณยกโต๊ะเข้ามาในห้องผม เสียงถามเข้มมาก จนฉันต้องวางกาแฟในมือที่คิดว่าเข้มแล้วลง

ก็คุณไง

ผมบอกเมื่อไหร่

เมื่อวานไง ตอนที่คุณบอกว่า นั่งในห้องผมก่อนแล้วกัน ไง ฉันทวนคำพูดเหมือนเป๊ะที่เมื่อวานเขาพูดเอาไว้ตอนกวนประสาทฉัน วันนี้ฉันเอาคืนบ้างล่ะ!

          ดวงตาคมดุบนใบหน้าเข้ม ๆ นั้นจ้องฉันปานจะกลืนเข้าไปทั้งตัวได้

เล่นแบบนี้เหรอ อินรินทร์

ไม่ได้เล่น มาทำงานค่ะ ฉันตอบ แบบไม่ได้กวนด้วยนะ ก็ฉันมาทำงานจริงจริ๊ง ไม่ได้โม้...

ดี! ดูซิว่าเธอจะทนได้ซักกี่น้ำ อินรินทร์!”

หมอนั่นเรียกชื่อฉันเต็ม ๆ เป็นหนที่สองตั้งแต่เจอหน้า ก่อนเดินกระแทกเท้าหนัก ๆ ไปนั่งที่โต๊ะทำงานของตัวเอง

ตอนนี้แหล่ะ ที่ฉันรอคอย!

ฉันจ้องมองใบหน้าเข้มที่เริ่มขึ้นสีมากขึ้นเรื่อย ๆ จนมันแดงก่ำไปหมดไม่เว้นกระทั่งใบหู แล้วเสียงกำปั้นทุบโต๊ะก็ดังขึ้นปั่ง! ก่อนเสียงเข้มยิ่งกว่ากาแฟยังไม่ได้สกัดจะดังสนั่นตามมาติด ๆ

นี่มันอะไรกัน อินรินทร์!”

อะไรเหรอคะ คุณฆนากร ฉันถามกลับทำหน้าใสซื่อ ขณะที่นายฆนากรนั่นลุงพรวดขึ้นจากเก้าอี้ชี้นิ้วไปยังหน้าจอคอมพิวเตอร์สลับกับกรอบรูปที่ตั้งอยู่บนโต๊ะทำงานของตัวเอง

อะไรงั้นเหรอ ฝีมือเธอใช่ไหมไอ้ข้อความกับรูปอุบาทว์ ๆ เนี่ย!”

ไหนคะ แล้วอะไรที่อุบาทว์ ๆ ฉันถามขณะทำหน้าใสสื่อเช่นเก่า ทำให้เขาที่กำลังจ้องหน้าฉันอย่างเอาเป็นเอาตายตะโกนลั่นขึ้นอย่างเหลืออด

ก็มาดูซิ! มาดูฝีมือเธอ อินรินทร์!”

ฉันจึงได้ลุกจากโต๊ะทำงานตัวเอง ก่อนค่อย ๆ เยื้องย่างไปยังโต๊ะทำงานของเขา ยังไม่ทันจะเดินถึงดี กรอบรูปบานขนาดเท่าหนังสือเล็ก ๆ ก็ถูกโยนมาให้รับก่อนทั้งบาน

ไม่ต้องพลิกขึ้นมาฉันก็รู้ว่ามันเป็นรูปอะไร แต่เพื่อความสมจริงและสะใจ ฉันจึงได้กรีดกรายใช้นิ้วสวย ๆของตัวเองหยิบมันชูขึ้นมาดู

ในกรอบรูปที่เคยมีภาพของนายฆนากรแอ๊คท่าหล่ออยู่คนเดียว บัดนี้มีภาพชายหนุ่มอีกคนที่ดูยังไงก็รู้ว่าสังกัดเพศที่สามมายืนอยู่ใกล้ ๆ ส่งยิ้มให้ฆนากรในภาพด้วยสายตายั่วยวน ใต้ภาพมีคำบรรยายที่สุดแสนจะน่ารักว่า

Love you…my darling

 

          ฉันเกือบจะหัวเราะพรวดแต่ก็ยังสะกดกลั้นเอาไว้ได้ เพราะนายฆนากรยังยืนหน้าแดงหน้าเขียวจ้องฉันอยู่ตาไม่กะพริบ

          คิดได้ยังไง ใครนะ เก่งจริง ๆ

          ยังมีนี่อีก...ผลงานของคุณ อินรินทร์!

          เสียงตะคอกที่ดังขึ้นทำให้ฉันต้องหันไปมองตามสิ่งที่นายฆนากรกำลังชี้นิ้วให้ดู

          ...ไม่เห็นมีอะไรเลย ก็แค่หน้าจอคอมพิวเตอร์บนโต๊ะของเขา มีข้อความตัวโต ๆ ว่า

          รักเกย์นะ แต่ไม่แสดงออก



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,138 ความคิดเห็น

  1. #1023 nunpanu (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2553 / 15:06

    โห อย่างนี้ใครโดน ลมไม่ออกหูก็แปลก

    #1,023
    0
  2. #955 aoistar (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2553 / 13:56
    555+ แสบจริงๆ นู๋อิน หรือต๊องก็ไม่รู้ เหอะๆ
    #955
    0
  3. #929 ACLS (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2553 / 20:33
    นางเอกนี่ขำจริงๆ
    ทำไปได้ อิ อิ
    #929
    0
  4. #850 แมวลูกหิน (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2553 / 03:01
    แบบเนี้ยดีแล้ว พระเอกต้องหื่นเข้าไว้ ถึงจะได้ใจนางเอง
    #850
    0
  5. #807 ลูกตาลแช่แข็ง (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2553 / 19:44
    แสบเชียวนะ
    #807
    0
  6. #782 saber (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2553 / 21:56
    แรง! มากคิดได้ไงเทพจริงๆ
    #782
    0
  7. #284 nuri.j (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2552 / 20:12
    ยกนี้คะแนนเป็นของอินรินทร์
    แต่คราวนี้จะถูกแก้คืนอย่างไรน้า
    อยากรู้ อยากรู้
    #284
    0
  8. #276 สเลเต (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2552 / 11:57
    หนุกๆ แสบขึ้นเรื่อยๆนะหนูอิน
    #276
    0
  9. #143 Little_Tiger (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2552 / 22:05

    เอ่อ... มีโหวดความหื่นของพระเอกเกิน 100 % ไหมคะ  จะให้ไปเลย  100 % +++  

    555 ความอ่านกินผู้หญิงของท่าน สุดยอดดดดด

    #143
    0
  10. #142 คนธรรมพ์ตัวจิ๋ว (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2552 / 16:48
    พระเอกเรา จิตอกุศลสุดๆ นี่ขนาดเจอหน้ากันครั้งแรกอยู่นานกว่านี้จะโดนปล้ำทางสายตาไหมนั่น ดีไม่ใช่ปลากัด
    #142
    0
  11. #141 +..+ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2552 / 18:13
    555555+



    ดูความคิดพี่แก
    #141
    0
  12. #140 `oนู๋_นิ่มo` (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2552 / 10:09
    เหอะๆ จิ้นได้ใจนะคุณฆนากร

    มาต่ออีกนะจ๊ะ
    #140
    0
  13. #139 Super_แม่ชี^_^ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2552 / 17:35
    ฆนากรจะหื่นไปไหน
    555+
    ฟังพระเอกบรรยายแล้วแอบขำปนๆ ไปหน่อย
    ช่างละเอียดลออและเก็บรายละเอียดได้ดีสุดๆ ไปเลย
    นี่ถ้าหนูอินรินทร์มารู้ความคิดของหมอนี่มีหวังหน้าแดงด้วยความโกรธปนอายแน่ๆ
    ที่ตอนแรกบอกไม่หื่นนี่โกหกชัดๆ

    รอตอนต่อไปนะคะพี่อัค
    #139
    0
  14. #138 oss-spy (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2552 / 19:40
    ท่าทางจะไม่ยอมลงด้วยกันทั้งคู่

    งานนี้แหละ ... สนุกแน่นอนพี่น้องคร๊าบ
    #138
    0
  15. #137 ติดหนึบ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2552 / 16:34
    โห....แรกกันทั้งคู่เลยนะคะเนี่ย
    อัพต่อไวๆนะคะ
    #137
    0
  16. #136 Saint Aquila (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2552 / 13:38
    อ๊ากกกกกกก

    อัพต่อไวๆนะค้าาา

    ฮาดีอ่ะ ดวงตาสระอิ ฮิๆๆๆ
    #136
    0