Naughty Melody...เมโลดี้วุ่นลุ้นรัก

ตอนที่ 3 : ตอนที่ 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,033
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    2 ก.ค. 53




          ปัง!

          ประตูห้องทำงานปิดไล่หลังสะเทือนเลื่อนลั่นด้วยน้ำมือผมเองในภาวะเดือด  ผมไม่แปลกใจหรอกถ้าหากว่าคนข้างนอกจะหันมามองมันเป็นตาเดียวแล้วเดาว่าผมเกิดอาการคลั่ง

          ใช่!

          ผมคนนี้ ฆนากร กำลังจะคลั่งตาย ไม่เคยรู้สึกว่าโลกมันเข้าสู่วิกฤตณ์วินาศสันตะโรเท่าวันนี้มาก่อนเลยจริง ๆ พับผ่า!

          คงเป็นเวรกรรมสักอย่างที่พี่ปวินท์ หัวหน้าและรุ่นพี่ที่ผมนับถือติดธุระที่ต่างจังหวัดทำให้ผมต้องรับหน้าที่สัมภาษณ์งานแทน

          Heart Rhythm กำลังเจริญเติบโตไปอย่างไม่หยุดยั้ง ขณะธุรกิจหลายประเภทซบเซาหรือแม้แต่ค่ายเพลงด้วยกันเองหลายแห่ง หากเพราะที่นี่มีแนวคิดต่างออกไป งานเพลงแบบกล้าคิดกล้าทำไม่อิงตลาดจ๋ากลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และนั่นเป็นจุดเด่นสำคัญให้ Heart Rhythm ครองใจคอเพลง

          เพราะไอ้การเจริญเติบโตนี่แหละ นายใหญ่จึงสั่งลงมาว่าให้รับสมัครโปรดิวเซอร์เพิ่ม อันที่จริงมันก็ดีอยู่หรอก มีคนมาช่วยกันคิด ช่วยทำงาน ชิ้นงานจะได้ละเอียด มีแนวคิดเพิ่มเติม แต่...

          ผมกุมขมับ เดินวนเป็นหนูติดจั่นอยู่ในห้องทำงานสุดหรูส่วนตัวที่ไม่ค่อยย่างก้าวเข้ามาบ่อยนักเพราะชอบเร่ร่อนอยู่ข้างนอกมากกว่า รู้สึกเหมือนไมเกรนจะกินแหล่มิแหล่

        ฆนากรใจเย็น

          ผมสั่งตัวเองทุกภาษาทุกรูปแบบ คนอื่นจะเข้าใจหรือเปล่าผมไม่สนหรอก แต่นี่มันเป็นการกระทำขัดความรู้สึกครั้งร้ายแรงที่สุดในชีวิตเชียวนะ

          รับเด็กเส้น!

          ผู้หญิง!

          ให้ตายเหอะโรบิ้น เห็นแว้บ ๆ ว่าชื่ออินรินทร์คิดว่าผู้ชายดันผ่าเป็นผู้หญิงเสียได้ Heart Rhythm ไม่เคยมีโปรดิวเซอร์หญิงมาก่อน

        มันจะรอดเหรอวะ

          ผมไม่ได้เหยียดชนชั้นแบ่งเพศหรอก แต่...เฮ่อ นึกภาพไม่ออกเลย ผู้หญิง เพิ่งเรียนจบ ขาดประสบการณ์การทำงานในตำแหน่งดังกล่าว จะควบคุมงานอย่างไร

        นี่ไม่ใช่สนามเด็กเล่นนะคู้น

          ตอนสัมภาษณ์นั่นด้วยแค่คำถามแรกเธอก็สอบตกไม่เป็นท่า

ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะอาปวินท์แนะนำค่ะ

เฮอะ! ย้ำจังโว้ย อาปวินท์ ๆ คงนึกว่าชื่อนี้เป็นยันต์หรือเครื่องนำโชคล่ะมั้ง แต่ก็ เออว่ะ ถ้าเอ่ยถึงพี่ปวินท์ ผมขัดได้เสียที่ไหนกัน ทำไมต้องเป็นเด็กเส้นพี่ปวินท์ด้วยฟระ ผมชักรู้สึกเหมือนอกจะระเบิดเพิ่มขึ้นอีกแล้วสิ อ๊าก

เหนื่อยว่ะ

          ผมหยุดเดิน กระแทกตัวนั่งโครมลงบนเก้าอี้นุ่มพนักสูงสีดำที่แม่บ้านประจำออฟฟิศขัดเสียมันแว้บชนิดถ้านั่งไม่ระวังมีหวังได้ลื่นหล่น (เว่อร์ไปงั้น) คว้าปากกาด้ามทองออกจากแท่นสลักชื่อบริษัทโฆษณายักษ์ใหญ่ผู้เป็นเจ้าของของที่ระลึกชิ้นนี้ แน่ล่ะ ผมน่ะเหรอใช้ปากกาด้ามทอง ด้ามกุด ด้ามหักยังไงก็ใช้ได้หมดแหละขอแต่ให้มันมีหมึกกับหัวไม่แตกพอแล้ว

          หมุนปากกาควงสว่านอันเป็นท่าใช้ความคิดประจำตัว ไล่เลียงเหตุผลที่ไม่ชอบ แม่คนนั้น ออกมาความยาวเกือบเท่าพงศาวดารได้มั้ง

          ข้อ 1. คุณเป็นเด็กเส้น (ผมเกลียดโคตร)

          ข้อ 2. มารยาทในการสมัครงานมีไหมคุณ ผมเผ้างี้ยุ่งเหยิงเหมือนไม่เคยเจอหวี เสื้อยืดคอกลมแน่นบีบหุ่นเปรี๊ยะประเมินจากสายตาคาดว่าหากหายใจแรงอีกนิดเดียวเสื้อปริชัวร์ กางเกงเหรอ ยีนส์ครับท่าน ตบท้ายด้วยรองเท้าผ้าใบซึ่งรับประกันได้...ไม่ผ่านการซักอย่างน้อยสองสัปดาห์ อันที่จริงผมไม่ได้เรื่องมากอยากให้เนี๊ยบอะไรนักหรอก แต่หลักการแต่งกายมาสัมภาษณ์งานนี่มันพื้นฐานเสียจนไม่นึกเลยว่า ผู้หญิง จะลืม อ้อ สงสัยรู้ตัวว่ายังไงก็ได้งานแน่ เส้นใหญ่ยักษ์ขนาดนั้นเลยไม่แคร์ เห็นไหม เด็กเส้นไม่น่าคบตรงนี้ และคงมีปัญหาตามมาอีกเป็นพรวน ผมพนันได้ คุณอินรินทร์เธอคงกร่างเต็มที่แหละ ก็พูดเสียเต็มปากเต็มคำขนาดนั้น...หลานคุณอาปวินท์ เหอะ อยากอ้วกว่ะ

          ข้อ 3. อ้อ อันนี้สำคัญ ถามอะไรวนไปวนมาต้องเอ่ยอ้าง อาปวินท์ กี่ขวบแล้วนั่นยืนหยัดด้วยตัวเองไม่ได้สินะถึงต้องพึ่งบารมีผู้ใหญ่ตลอดเวลา

          ข้อ 4. ท่าทางใช่ย่อย เถียงคำไม่ตกฟาก

          คิดถึงข้อล่าสุด ผมขมวดคิ้วพันเกลียวสิบแปดตลบ เจอหน้าวินาทีแรกเธอมองผมเหมือนเห็นมนุษย์อวกาศหรือไม่ก็วัตถุนอกโลก ปากงี้อ้าหวอรอแมลงวันเข้าไปไข่สักล้านฟอง แล้วพอผมเริ่มถามคำถามจากหน้าเอ๋อ ๆ ก็แดงก่ำขึ้นโดยเจ้าตัวคงไม่รู้ แต่ผมเห็น เห็นเต็มสองตาเชียวล่ะ คุณเธอเดือดง่ายเป็นบ้าผมเลยได้ความคิดใหม่

        เด็กเส้น...เส้นก๋วยจั๊บ ไม่รับไม่ได้ แต่อาจทำให้เจ้าตัวเปลี่ยนความตั้งใจเองได้ ฮ่า ๆ ๆ

          เลยแกล้งถามแทงใจดำไปเรื่อย ๆ แม่เจ้าประคุณดันตั้งรับได้ทุกดอกเพียงแต่อยู่ในระดับไม่กล้าแทงผมบาดเจ็บมากนัก คงรู้ตัวอยู่เหมือนกันว่าถูกสัมภาษณ์งานอยู่ แต่ผมเห็นนะ แววตาวับ ๆ นั่นส่งรังสีอำมหิตออกมามากมายแค่ไหน

          ผมหยุดหมุนปากกาวางแกร่ก ข้อสี่นี่บรรยายยังไงคงไม่หมด ฤทธิ์มากขนาดนี้จะร่วมงานกันได้จริงเหรอ ผมสงสัยแกมกังวลพิลึก อย่างว่านะ ผู้ชายด้วยกันทำงานง่ายกว่า ถ้ากระทบกระทั่งกันบ้างสุดท้ายก็จบที่วงเหล้า มิตรภาพก่อเกิดกลางวงเหล้านั่นแหละ แล้วกับผู้หญิงจะไปเกิดตอนไหนได้ว้า

        เหอะ บังเอิญ ผมไม่มีความคิดอยากเป็นมิตรกับคุณอินรินทร์เธอด้วยน่ะสิ!

          ว่าต่อ

          ผมชักสนุกแฮะที่ได้นึกข้อเสียทั้งหมดทั้งมวลของแม่เด็กเส้นออกมาเรียงรายในสมอง ต่อมา ๆ อืม

          ข้อ 5. ผลการเรียน อืม (คิดก่อน) ก็...งั้น ๆ แค่ 3.8 เอ๊งงง เห่อ เรียนกับทำงานไม่เหมือนกันหรอกนะน้อง เอาไว้ผมจะพูดคำนี้แน่นอน สัญญาสิเอ้า!

          ข้อ 6. อวดเก่ง โถ แม่คนไฟแรง ประสบการณ์ก็ไม่มีเดาะบอกว่าพร้อมทำงานทันที ไม่เรียกอวดเก่งแล้วเรียกว่าอะไร(วะ)

          ข้อ 7. อะไรดีหว่า ยังนึกไม่ออกหรอก แต่ผมเชื่อว่ามันต้องมีอีก ฮึ่ย!

          ไม่มีดีสักอย่าง ดูซิจะไปได้สักกี่น้ำ

          ผมพูดคนเดียวเหมือนคนบ้า ท่าทางใกล้บ้าแล้วจริง ๆ นั่นแหละตั้งแต่เจอคุณอินทร์เธอน่ะ

ไม่มีดี

แน่เหรอ?

          ไฟปะทุพรึ่บพรั่บในกายผมเริ่มเย็นตัวลงจนมีอารมณ์เอนศีรษะพิงพนักยันปลายเท้าบังคับเก้าอี้หมุนซ้ายขวา นี่ผมตาลอยด้วยหรือเปล่านะ ไม่รู้สิ ใครจะเห็นตาตัวเองกัน

          ผมนึกย้อนใหม่ เริ่มตั้งแต่ต่างฝ่ายยังไม่เริ่มอ้าปากพูด

          ก้าวแรกนั่น คุณอินรินทร์เด็กเส้นคนเก่ง (ยาวสะใจดี) หันมา ผมว่าผมตาพร่าไปหลายวิเหมือนกันนะ ผมซอยสั้นระต้นคอที่ไม่ได้เรียบตรงซ้ำค่อนข้างยุ่งล้อมกรอบวงหน้าเนียนประดับด้วยเครื่องหน้าที่หยิบเอาส่วนดีทั้งหมดทั้งมวลในโลกมารวมกัน(มั้ง)

          คิ้วเธอเรียวสวย ผมแน่ใจนะเธอไม่ได้เขียนคิ้ว แต่มันเข้มหนาพอเหมาะพอเจาะและพาดอยู่บนดวงตาสีน้ำตาลส่งประกายสดใส พอบวกกับจมูกโด่งยิ่งดูดี ผมไม่ลืมหรอกว่าจ้องเรียวปากอวบอิ่มนั่นนานแค่ไหน ตาผมชักโค้งเป็นสระอิซะแล้วสิ ก๊ากก ถ้าวาดเป็นการ์ตูนคงแถมน้ำลายหยดย้อยเพิ่มอีกหน่อย ก็...เอิ๊ก แค่อยากรู้เท่านั้นแหละ ปากน่าจูบนั่นน่ะทาลิปสติกกลิ่นอะไร สีชมพูอ่อนวาวแบบนั้น เชอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ หรือแอปเปิ้ลกันหว่า

          อยากรู้เหรอคะ มาชิมเอาสิเร้ว

          ก๊ากกก หน้าตาสวย ๆ ยื่นมาใกล้ผมแล้ว ปากอิ่มเซ็กซี่เป็นบ้าใกล้จนเหมือนจะได้กลิ่นลิปสติกขึ้นมาจริง ๆ

จ๊วบ โอ้...หอม...หวาน

แค่นั้นยัง ผมหยุดจิ้นแค่นี้มันจะพออะไรล่ะ

เสื้อยืดคอกลมนั่นน่ะ แนบแน่นรัดทรวดทรงแค่ไหน คุณอินรินทร์เด็กเส้นคนเก่ง รู้ตัวหรือเปล่า เอ หรือจงใจมายั่วผมโดยเฉพาะ เออ มีสิทธิ์

มันแบบว่านะ...ตู้ม ๆ ร้องขอความช่วยเหลือให้ใครสักคนเอาออกจากเสื้อแทบทุกวินาที มันคงอึดอัดล่ะนะ ผมว่า จ๊ากกก ผมควบคุมไม่ได้แว้ว ดวงตาสระอิมันโค้งโคตร ๆ เข้าไปอีกยามจิ้นว่าหากลองเอา เอ่อ มือทาบลงไป จะให้ความรู้สึกดีแค่ไหนกัน คงจะ เอิ่ม เด้งดึ๋ง ฮ่า ๆ ๆ

โฮก หัวใจผมจะวายอยู่แล้วนะนี่ ผู้หญิงบ้าไรฟระ

Sex appeal ชะมัด!

อีกครับอีก ผมมันคนละเอียด ช่วงล่างผ่านการสำรวจเหมือนกัน ไม่ได้ลามกนะ แต่มันเห็นนี่นา กางเกงยีนส์ซีดปลายขาคลุมเกือบมิดหัวรองเท้าผ้าใบเข้ากับเธอดีอยู่หรอก แต่ทว่า...ก๊าก ทำไมผมไม่เห็นมันชัดนักหว่า รู้สึกเหมือนมันอันตรธานหายไปเหลือแต่ปลีน่องนวลข้างใน

โอ้จอร์จ ผิวภายนอกเธอผ่องออกอย่างนั้น คงไม่ต้องวิเคราะห์กันนานหรอกว่าภายในจะสักแค่ไหน

พรวด!

ผมสะดุ้ง อุปาทานทำให้ยกมือขึ้นอุดจมูกแล้วพบกับความว่างเปล่า เอ่อ เลือดกำเดายังไม่ไหล แต่ใจที่ยังไม่กลับมาเต้นด้วยจังหวะปกตินี่สิ

Calm down...Calm down

ท่องยุบหนอพองหนอข่มจิตอยู่สักพักผมค่อยกลับสู่โหมดปกติ ตาสระอิกลับมานิ่งสนิทคมเข้มกระชากใจสาวเหมือนเดิม (อันนี้คนอื่นบอก ผมไม่รู้หรอกกระชากหรือเปล่า)

แต่ที่ยังค้าง ไม่รู้สิ รู้แต่เธอต้องรับผิดชอบ...อินรินทร์!

          เสียงโทรศัพท์สายภายในดัง ดึงผมออกจากความนึกคิด ยกขึ้นรับสายกรอกน้ำเสียงโทนปกติตอบไป

          ฆนากรครับ

          ดิฉันจะรบกวนถามน่ะค่ะ โต๊ะทำงานคุณอินรินทร์ให้จัดตรงไหนคะ

          พนักงานสาวฝ่ายบุคคลถามเสียงอ่อนเสียงหวาน

          ปิ๊ง!

          มันดังขึ้นหลังจากผมขบคิดอยู่หนึ่งวินาทีครึ่ง โลกแห่งนี้ ที่นี่มันถิ่นผม โชค ย่อมเข้าข้างผมเป็นธรรมดา เหอ ๆ

        เสร็จแน่...อินรินทร์

          ให้เข้ามาพบผมในห้องนะครับ

          ผมตอบเสียงสุภาพ มันคงไปทำปฏิกิริยาสักอย่างในสมองอีกฝ่าย เสียงตอบรับจึงหวานชวนให้นึกถึงกิริยาอ่อนปวกเปียกขึ้นได้ทันทีในสมอง สะพานเสริมใยเหล็กทอดมาแรมปีทำไมผมจะไม่รู้ นี่ไม่ใช่รายแรกหรอก สาว ๆ หลายคนของ Heart Rhythm ทิ้งสายตาแปลก ๆ ให้เรื่อย แต่ผมมันประเภทคุยไปได้เรื่อย ยังไม่อยากชอนรากลึกแห่งใดแห่งหนึ่งเพียงที่เดียว แต่ถ้าปฏิบัติการตัวติดกันล่ะก็ไม่แน่ อันนี้น่าสน!

          ห้านาทีต่อมาประตูห้องทำงานผมถูกเคาะพร้อมเสียงขออนุญาตเหมือนนักเรียนเอ่ยกับคุณครู ผมคุ้นเคยกับเจ้าของเสียงจึงเอ่ยอนุญาตง่าย ๆ

          เชิญครับ

          พนักงานสาวฝ่ายบุคคลเจ้าของเสียงเมื่อครู่ส่งพนักงานใหม่เข้ามาแล้วผละไป ผมว่าเธอเอากลับไปไม่หมดนะ รู้สึกจะทิ้งหูทิ้งตาไว้ที่นี่เหมือนทุกทีพบหน้าผมนั่นแหละ

          ผมแกล้งทำหน้าขึงขังแล้วมันคงใช้ได้ผลทีเดียวล่ะ เวลาทำหน้าแบบนี้ทีไรพวกลูกน้องหัวหดกันหมดทุกที หันกลับมาสนใจโปรดิวเซอร์คนล่าสุด โอ้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไอ้ฆนากรจูเนียร์ในสมองผมทำงานอีกแล้วสิ เมื่อกี้ผมแค่นึกย้อนพลางจิ้นพลาง แต่นี่เธอกำลังยืนอยู่ตรงหน้า

        ขอยืนยันความคิดเดิม ผมเกลียดเด็กเส้น!

          เอ่อ แต่มันคนละเรื่องกับองค์ประกอบทั้งหมดของมนุษย์ผู้หญิงคนหนึ่งที่มีผลต่อเคมีในร่างกายผมอย่างหนักนี่นะ

          ผมสำรวมกิริยา เก๊กขรึมได้อย่างยอดเยี่ยมหลบซ่อนจิตกระเจิดกระเจิง ลากสายตาตามจังหวะก้าวเดินเข้ามายืนหน้าโต๊ะค้ำหัวผมโด่เด่ แววตาเธอเขียวปัดเอาเรื่องสงสัยไม่ยอมเลิกรากับผมง่าย ๆ เอาซี้...

ถ้าอยากวัดกับฆนากร...เราจะได้เห็นกัน!

วันพระใหญ่ที่จะถึง ผมจะรีบซื้อสังฆทานแจ้นเข้าวัดทำบุญให้พ่อแม่ ขอบคุณสำหรับสมองอัจฉริยะที่ท่านทั้งสองมอบให้ ก็ขนาดซีกหนึ่งผมหมายหัวอินรินทร์ อีกฝากมันยังอุตส่าห์จิ้นต่อไปได้สิเอ้า

ผมว่าผมไม่ผิดนะ ผู้หญิงตรงหน้านี่ต่างหาก แต่งตัวแบบนี้ผมไม่มองให้โง่เด่ะ เดินทีงี้อะไรต่อมิอะไรขยับรีวิวจน...โอย เลือดกำเดาผมจะทะลัก

ไม่ทราบจะให้ดิฉันนั่งตรงไหน...คะ

ถ้าไม่เต็มใจเอ่ยคำลงท้ายก็ไม่ต้องกัดฟันก็ได้มั้ง

          หมดเลย หมดมู้ด พออ้าปากพูดภาพอิมเมจิ้นในหัวหายวับไปกับตา ผู้หญิงไรฟระ พอเปิดปากพูดก็กลบอิมเมจร่างกายได้สนิทซะ

          ผมไม่ใช่ฝ่ายบุคคล

          โอกาสทองเป็นของผมแล้ว พี่ปวินท์ไม่อยู่ ในเมื่อต้องจำใจรับเด็กเส้นเข้าทำงาน นั่นถือว่าผมได้หย่อนอุดมคติของตัวเองไปมากแล้ว ทีนี้ก็เหลือแต่บริการหลังการขาย ทำมาให้ขนาดนี้ ผมก็เต็มใจทำต่อแบบไม่ขัดข้องทีเดียว

          ผมยิ้มแบบเต็มใจจริงใจสุดชีวิต คาดว่าคุณอินรินทร์เด็กเส้นคนเก่งจะแพ้รอยยิ้ม นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนลง แถมทำท่าชะงักเหมือนแปลกใจเอามาก ๆ อ้อ ก่อนหน้านี้เราเหมือนศัตรูคอยดูเชิงกันอยู่นี่ พอเจอผมยิ้มให้หน่อยอึ้งไปเลย

          แต่เมื่อกี้พี่ฝ่ายบุคคลบอกว่าคุณให้เข้ามาพบ

          หลังจากอึ้งกิมกี่เกือบนาทีผมจึงได้ยินเสียงแข็ง ๆ ค้านมา ก็เลยยิ้มส่งไปอีกดอก เพื่อเปิดฉาก...

          ใช่ครับ

          แล้ว?”

          ผมรำคาญลูกตาตงิด ๆ เมื่อไหร่อินรินทร์จะนั่งลง ไม่อยากเชื่อเลย นี่หลานสาวพี่ปวินท์จริงเหรอ พี่ปวินท์ที่ผมนับถือน่ะ สุภาพ อารมณ์ดี สุภาพบุรุษโคตร ไหงหลานสาวตรงข้ามขนาดนี้ อินรินทร์ไม่หยาบคายหรอก แต่ไอ้การยืนคุยกับผมโดยไม่ยอมนั่งลงด้วยน้ำเสียงแข็งโป๊กนี่มัน... เฮ่อ ผมบ่นในใจไปเรื่อยแต่เรื่องอะไรจะเตือนให้เธอนั่งล่ะ อยากยืนค้ำหัวดีนักก็จงยืนเมื่อยต่อไป ผมไม่เอ่ยอนุญาตแน่นอน!

          ไม่แล้วไงหรอก

          เอ๊ะนี่คุณ!”

          หน้าร้อน จ๊าก ผมต้องระวังโปรดิวเซอร์คนใหม่เป็นพิเศษ หน้าร้อนแบบนี้พิษสุนัขบ้ายิ่งระบาดอยู่ เห็นท่าฮึ่มแฮ่ขู่ผมแล้วมั่นใจเลย อาการกำเริบ

          แต่ถ้ากลัว จะใช่ผมเรอะ

          ใจเย็น ผมโบกมือไกล่เกลี่ย ทำทีเหมือนยอมลงให้ สาวอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ เม้มปาก ดวงตาสีน้ำตาลวะวับเหมือนกับว่าถ้าผมพูดผิดหูสักนิดล่ะได้มีกระโดดกัดหู ผมไม่รู้จริง ๆ นี่ว่าโต๊ะทำงานคุณอยู่ตรงไหน ฝ่ายบุคคลคงไม่รู้เหมือนกันนั่นแหละ สมัครงานข้ามขั้นตอนแบบนี้ ทำใจหน่อยนะคุณ

          อินรินทร์หายใจแรงมาก ผมทราบเพราะเครื่องวัดแรงดันหายใจคือแอร์แบ็กของเธอนั่นแหละมันกระเพื่อมขึ้นลงบ่งให้ผมรู้ว่าเจ้าตัวกำลังโกรธมาก ผมเกือบหัวเราะเพราะมีความสุขได้แกล้งคนแต่ตีหน้าขรึมต่อไปเอ่ยแบบแสดงน้ำใจ(จอมปลอม)

          นั่งในห้องผมก่อนแล้วกัน

          นี่ผมใจดีมากเลยนะ ห้องทำงานผมน่ะหรูหราน้อง ๆ ห้องเจ้าของค่ายกับพี่ปวินท์เชียว เพียงแต่... ผมกอดอกสบายอารมณ์จับปฏิกิริยาอินรินทร์ที่หันรีหันขวางมองรอบห้อง นอกจากโต๊ะทำงานของผม ยังมีโซฟารับแขกชิดริมกระจกบานใหญ่แบบซีวิว แต่สิ่งมีชีวิตที่นั่งตรงนั้นได้คงต้องเป็นหมาแมวแล้วล่ะเพราะผมเพิ่งรื้อเอกสารเก่า ๆ ออกมากองไว้เต็ม

        ดูซิจะทำยังไง

          ผมเลิกคิ้วคล้ายจะถามอินรินทร์ที่หันมาทำตาวาวใส่ กะไว้เหมือนกัน คนเก่งอินรินทร์ต้องต่อล้อเถียงผมแน่ ผมพร้อม มาเลยแม่สาวสะบึม

          ใจคอคุณจะให้ชั้นนั่งพื้นหรือ

          นั่น พอควันออกหูที่เคย ดิฉัน ทุกคำสั้นเหลือแค่ ชั้น แต่ผมว่าจะคำไหนก็ไม่น่าฟังทั้งนั้น เพราะอะไร กิริยามั้ง ไม่รู้จักทำตัวอ่อนหวานให้สมกับความหวานทั้งเนื้อทั้งตัวซะมั่ง

          อือฮึ

          ผมกวนประสาทต่อไปเรื่อยอย่างสนุก ลุกขึ้นเดินผละจากโต๊ะทำงาน

          หวังว่าคนเก่งอย่างคุณคงไม่หนีกลับบ้านฟ้องคุณอาซะก่อนหรอกนะ ผมมีธุระเดี๋ยวกลับมา หาที่นั่งให้เรียบร้อยจะได้เริ่มงานสักที

          เปล่า ไม่มีธุระหรอก ผมเดินออกมาข้างนอก ปิดประตูปั๊บก็ปล่อยก๊ากสุดช่วงปอด

          สะใจ!

          อยากเกิดเป็นเด็กเส้นก็ต้องเจอกับผม ไม่รู้บ้างหรือ เพราะเด็กเส้นนี่แหละทำให้คนเก่ง ฝีมือดีและมีความตั้งใจเสียโอกาสทางการงานปีละกี่แสนกี่ล้านคน

        ผม...ฆนากรแมน จะปราบเหล่าเด็กเส้นให้สิ้นซาก!

         

          เดินยืดเส้นยืดสาย พักดื่มกาแฟ แวะไปห้องอัดเสียงทั้งหมดครึ่งชั่วโมงผมถึงได้วกกลับเข้าห้องทำงาน สิ่งแรกที่ผมรู้สึก

          -เงียบ-

          ไม่มีใครอยู่ ผมยักไหล่ เหอะ สงสัยวิ่งแจ้นกลับบ้านไปแล้วสิท่า คิดแค่นี้ผมก็สบายอุราซะไม่มี ผิวปากฮัมเพลง นั่งเก้าอี้หยิบเอกสารงานคั่งค้างขึ้นทำสมาธิทำงานอีกครั้ง

          ผ่านไปนานเท่าไหร่ผมไม่ทันสังเกต รู้สึกแต่ว่าเมื่อยเลยลุกขึ้นแล้วเหมือนแรงดึงดูดของโลกเพิ่มขึ้นกะทันหัน รุนแรงจนขาผมก้าวไม่ออกก่อนที่จะหน้าคะมำล้มโครม

          เฮ้ยไรวะ

          บ่นพลางหันหลัง แล้วสายตาผมก็ปะทะกับอะไรอย่างหนึ่ง นี่ถ้ามืด ๆ ได้นึกว่าเป็นผีจูออน      

          อินรินทร์!”

          ไอ้ที่ผมล้มคว่ำไม่เป็นท่าไม่ใช่แรงดึงดูดโลกอะไรหรอก คุณเด็กเส้นนั่นต่างหาก เข้าไปนั่งอยู่ใต้โต๊ะ ผูกเชือกรองเท้าผ้าใบตัวเองกับผมไว้แน่น ร่างกายผมเหมือนขยายใหญ่ขึ้นสักร้อยเท่า โกรธ โมโห แน่นอน ผมต้องเอาคืน!

          มานั่งทำไมตรงนี้

          ก็ชั้นไม่มีที่นั่งนี่

          ผมเห็นแต่หน้าผากมนของคนปากเก่ง เพราะอินรินทร์กำลังขมักเขม้นแกะเชือกรองเท้าที่ดันผูกไว้ด้วยเงื่อนตายมันเลยแกะออกยาก ผมอารมณ์ขึ้นเป็นกอง คลานดัวะเดียะเข้าหาร่างเต็มตึง อินรินทร์ไหวตัวเงยหน้ามองผมแบบหวาดระแวง ช้าไปแล้วล่ะ...ช้าไป

          กอดผู้หญิงใต้โต๊ะผมไม่เคยเลยแฮะ ลองสักทีคงไม่เสียหลาย อินรินทร์ขยับจะหนีแต่ด้วยผมนั่งอุดทางเธอจึงตกอยู่ในวงล้อมผมอย่างไม่มีทางเลี่ยงหนี

          ถอยออกไป

          เรื่องเด่ะ ผมเขยิบเข้าไปอีก วางมือลงบนไหล่มนที่เริ่มสั่น

          ชั้นจะฟ้องอาปวินท์ คอย...

          นัยน์ตากลมโตที่ผมมองไม่ชัดนักเพราะมันใกล้ดวงตาผมจนเกินไปในเวลานี้ขยายกว้างมาก ผมไม่สนอะไรแล้วรู้แต่ผมต้องเอาคืนเธอและลิ้มรสหวานกับพิสูจน์กลิ่นลิปสติกจากผู้หญิงคนนี้ให้ได้

          ผมเคยเห็นแว้บ ๆ นะในละคร เวลาถึงฉากแบบนี้นางเอกมักทุบตีพระเอกพอเป็นพิธีก่อนมือไม้จะอ่อนปวกเปียก แต่อินรินทร์ไม่ใช่ เธอค้างไปเลยสงสัยช็อก ผมยิ่งได้ใจเคล้าคลึงเรียวปากอิ่มนั้นนานจนหนำใจ

          อ่า...หอม

          กลิ่น...เอ...กลิ่นสตรอเบอร์รี่...

          นึกเสียดายตอนที่ผมเลื่อนหน้าห่างออกมา ไม่อยากหยุดเลย ทำไมจูบไร้ประสบการณ์ของอินรินทร์หวานอย่างนี้หว่า

          เธอกะพริบตาปริบ ท่าทางกำลังจะได้สติ ผมเลยรีบคว้ากรรไกรในลิ้นชักตัดเชือกรองเท้าขาดออกจากกัน ลุกขึ้นแล้วเอ่ยทิ้งท้ายก่อนเดินออกจากห้องและไม่กลับเข้ามาอีกเลย

          ถ้าทำอีก จะไม่ใช่แค่นี้...อินรินทร์


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,138 ความคิดเห็น

  1. #1022 nunpanu (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2553 / 13:24
    ฮาดี ทันกัน ร้ายทั้งคู่
    #1,022
    0
  2. #928 ACLS (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2553 / 20:11
    พระเอกนี่ตลกจัง
    นางเอกก็ดูไม่ธรรมดานะคู่นี้
    #928
    0
  3. #911 Princess moon (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 กันยายน 2553 / 19:35
    ตลกค่ะตลก 55555555555
    #911
    0
  4. #887 little sugar (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2553 / 20:52
    คู่กัดคู่นี้น่ารักจริง ๆ แต่พระเอกจะหื่นไปไหนเนี่ย
    #887
    0
  5. #849 แมวลูกหิน (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2553 / 02:49
    หึหึ ฆนากร  ดันอ่านเป็นฆาตกร  ตกกะใจเยย
    #849
    0
  6. #806 ลูกตาลแช่แข็ง (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2553 / 19:32
    พระเอกหื่น
    #806
    0
  7. #781 saber (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2553 / 21:37
    โอ้ ทำไมพระเอกถึงหื่นได้ใจขนาดนี้

    ไหนบอกว่าตัวเองไม่หื่นไง

    หลวกมาก(หลวก=หลอกลวง)
    #781
    0
  8. #494 Tอ้!อ้ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 เมษายน 2553 / 11:57
    พระเอกหื่นได้อีกเน้อ
    #494
    0
  9. #445 nupuka (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 มีนาคม 2553 / 21:15
    เว้ย ไมพระเอกหื่นจัง
    #445
    0
  10. #405 N_นางมาร_N (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 มีนาคม 2553 / 15:18
     5555


    ทำเป็นเกลียดเด็กเส้นน่ะคุณหล่อ


    แต่จากท่าท่างที่แสดงออกน่ะ


    มันเข้าตำรา เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง
    #405
    0
  11. #361 แม่ม๑น้oe (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553 / 06:31
    อ่านแล้วหัวใจจะละเลย

    ชอบพระเอกแบบนี้จริงๆ

    กวนๆดี
    #361
    0
  12. #283 nuri.j (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2552 / 20:01
    ฆนากร ทำไมคิดเล็กคิดน้อยจังเลย
    อินรินทร์ ชีแสบจริงจัง..คิดได้ไง ผูกเชือกรองเท้าติดกัน
    เลยได้รู้เลยว่า ลิปติคกลิ่น สตรอเบอร์รี่
    หอม หวาน ชวนรับประทาน เจงๆเลย
    #283
    0
  13. #278 SilverbambooLeaf (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2552 / 17:08
    อ๊ายยยยยยยยยยยยยย สุดๆ ไปเลยฮะ

    ขิงก็รา ข่าก็แรงกันจริงๆ คู่นี้
    #278
    0
  14. #275 สเลเต (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2552 / 11:49
    พึ่งเข้ามาอ่านค่ะ ชอบบบบบบบบบบบบบบ นางเอกเราแสบสันได้ใจ แต่พระเอกแสบกว่า 555
    #275
    0
  15. #231 pretty-p (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2552 / 12:17

    5555+ เวรย่อมระงับด้วยการเก็บเอาไว้หาโอกาสจองเวร
    คำพูดได้อารมณ์มากกกกกกกกกกกกก
    ต้องจำไปใช้
    พีเม้นท์บท 2 ฮะ

    #231
    0
  16. #135 eternitypaiir (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2552 / 19:55
    เป็นคู่ที่แบบว่า 55+
    #135
    0
  17. #134 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2552 / 22:27
    กวนแบบนี้ซิค่ะถึงจะสนุก

    "เวร ... ย่อมระงับด้วยการเก็บเอาไว้หาโอกาศจองเวร"

    ช่างเป็นประโยคี่โดนใจมาก   ขอเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันนะ
    #134
    0
  18. #133 Super_แม่ชี^_^ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2552 / 18:21

    คู่นี้เค้ากวนกันไปกวนกันมา น่ารักจริงๆ
    แต่รู้สึกพี่อัคใช้คำว่า อาหนุ่มบ่อยจังเลยค่ะ
    อ่านแล้วรู้สึกแปลกๆ หรือฝนคิดไปเอง

    เรื่องนี้น่ารักดีนะคะ ไม่เหมือนเรื่องที่ผ่านๆ มา 
    เครียดตลอด อันนี้คงเป็นสงครามประสาท
    555+ ชอบค่ะ

    #133
    0
  19. #132 +..+ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2552 / 14:59
    5555 55+



    น่ารักจริงๆ คู่นี้ กร๊ากๆ
    #132
    0
  20. #131 คนธรรมพ์ตัวจิ๋ว (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2552 / 15:07
    ชอบๆๆๆๆ "เวร....ย่อมระงับด้วยการเก็บเอาไว้หาโอกาสจองเวร" ซื้อเลยค่ะประโยคนี้ ชอบจริงๆ
    #131
    0