Forever or Never

ตอนที่ 6 : Chapter 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,386
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 158 ครั้ง
    2 ธ.ค. 62










Chapter 4


อาจจะบอกไม่ได้ว่าสำคัญแค่ไหน
รู้ไว้แค่ว่ายกให้เป็นที่หนึ่งในทุกเรื่องก็พอ











“มาร์ค”

ผมละสายตาจากจอโปรเจ็กเตอร์หน้าห้อง หันไปมองเพื่อนสนิททที่ใช้ศอกสะกิดแขนเรียก “ว่า”

“มึงทะเลาะกับมีนเหรอวะ” บูมกระซิบ

“…”

“มึงตึงกันมาตั้งแต่เช้าแล้วนะ เมื่อเที่ยงก็ไม่คุยกันสักคำ”

ผมถอนหายใจ เรื่องนี้แม่งไม่รู้จะพูดยังไงเลยว่ะ “เออ”

“ทะเลาะไรกันวะ ปกติไม่เห็นเคยโกรธกันเลย” เนี่ย ครั้งแรกไปเลยที่โกรธกูจริงจังขนาดนี้ “เมื่อวานมึงยังไปช่วยไอ้มีนเลือกของขวัญให้แฟนอยู่เลย ไหงทะเลาะกันได้”

พูดแล้วก็อยากถอนหายใจอีก แอบเหลือบมองคนที่นั่งอยู่ริมสุดอีกฝั่ง เห็นว่าเจ้าตัวกำลังตั้งใจฟังอาจารย์ ไม่ได้หันมาสนใจแน่ก็เอ่ยปาก “ก็เรื่องนั้นแหละสัด”

“ทำไมวะ”

“มึงเห็นสตอรี่ไอจีกูเมื่อวานปะ”

มันพยักหน้า “เห็น ก็บิงซูปะ”

“ไม่ดิ อีกอัน”

“ที่ถ่ายไอ้มีนเลือกแหวนอะนะ”

ผมถอนหายใจอีกครั้ง “เออ”

“แล้ว?”

“กูโง่เองอะ” แค่คิดก็อยากจะกระโดดเข้าลิ้นชักโนบิตะ นั่งไทม์แมชชีนนกลับไปกระชากมือถือออกจากมือตัวเองตอนอยู่ที่ร้าน แล้วตบหัวแรงๆ ให้รู้ตัวว่าห้ามทำ “คือเมย์ฟอลโลว์ไอจีกูอยู่”

“…เชี่ย”

“เออ”

ไอ้บูมกลืนน้ำลาย “งี้ที่มันวางแผนดิบดีว่าจะเซอร์ไพรส์…”

“เออ ล่ม เขารู้หมดแล้ว”

“ไอ้สัด เป็นกูก็โกรธ”

“กูไม่ได้ตั้งใจอะไอ้เชี่ย ตอนทำไม่ได้คิดอะไร ก็เล่นสนุกๆ”

“ตอนนี้เป็นไงล่ะ โดนโกรธ หน้ายังไม่มองเลย”

“กูเหงื่อตกแล้ว”

“มึงขอโทษมันยัง”

ขอโทษไปหลายทีแล้วเหอะ “แทบจะลงไปกราบแล้วครับ”

“เมย์รู้แล้วเป็นยังไงต่อ”

“เขาก็ไม่ได้อะไร แต่มีนมันก็เฟลแหละ เหมือนว่าไม่ได้เซอร์ไพรส์เลย”

“มันคิดของมันตั้งนาน เก็บเงินวางแผนเยอะแยะ เห็นว่าสั่งลูกโป่งไว้แล้วด้วย”

“พอได้ละ” ยิ่งพูดกูยิ่งเครียด “แค่นี้กูก็รู้สึกผิดพอแล้วห่า”

“ง้อมันเลย”

แล้วกูก็ง้อคนเก่งเหลือเกิน พูดขอโทษไปไม่หายก็จนปัญญาแล้ว “มีวิธีแนะนำกูป้ะล่ะ” ชี้ทางสว่างที ไปไม่เป็นแล้ว

“ซื้อขนมไปง้อมันไป”

“จะหายเหรอวะ”

“ไม่รู้ นอกนั้นกูนึกออกแค่มึงต้องย้อนเวลาแล้ว”

“ขอบคุณ”

ช่วยกูได้เยอะเลย แม่งเอ๊ย











ผมเม้มปากแน่น มองคนที่เดินนำออกจากอาคารเรียนด้วยความอึดอัด
อย่าว่าแต่ยกโทษเลย เอาให้ยอมมองหน้าผมก่อนดีกว่า

สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะเร่งฝีเท้าให้เดินทันอีกฝ่าย

“มีน”

“…”

“วันนี้ไปนอนด้วยได้ปะ”

“…” ไม่รู้โกรธแล้วทำไมต้องใบ้ด้วย

“คุยกับกูหน่อยดิ” ผมเอ่ยเสียงอ่อน “กูขอโทษ”

“มึงกลับไปนอนบ้านเหอะ”

พูดประโยคแรกก็แบบนี้เลยนะครับวรภัทร “อย่าโกรธกูเลย กูไม่ได้ตั้งใจ อูย…” ไม่เห็นต้องหันขวับมาค้อนตาเขียวแบบนี้เลย “ขอโทษๆๆๆ”

“…เออ”

“เออแล้วก็หายโกรธด้วยดิ” ผมยิ้มแห้งเมื่ออีกฝ่ายเงียบอีก “เดี๋ยวกูเลี้ยงขนม บิงซูบราวนี่ภูเขาไฟแบบเพิ่มวิปพิเศษร้านเจ้พรไหม”

“…”

“ต่อด้วยเครปเย็นกล้วยนูเทลล่าร้านข้างๆ”

“…”

“ชานมไข่มุกแก้วใหญ่ปิดท้าย แถมบานอฟฟี่เจ้าประจำกลับไปกินห้องด้วยเลยเอ้า”

“เห็นกูเป็นเด็กเหรอ เอาขนมมาล่อเนี่ย”

“นี่กูง้อไง หายโกรธเหอะ นะ”

“มึงมันคนโง่”

“ตีกูเลยก็ได้เอ้า”

“เสียมือ”

อะ ได้ทีเอาใหญ่ “เลี้ยงขนมนะ หายโกรธนะ” แต่นาทีนี้อะไรก็ยอมทั้งนั้นแหละครับ ไม่เคยโดนโกรธจริงจังแบบนี้เท่าไหร่ ล่าสุดก็สมัยประถมตั้งแต่ผมไม่ยอมให้ลอกการบ้านนั่นเลยมั้ง “นะ”

“เออ พาไปให้ครบที่บอกด้วย”

ได้ยินแบบนั้นแล้วก็ยิ้มกว้าง พยักหน้ารับอย่างยินดี “อยากกินอะไรเพิ่มบอกได้เลย เดี๋ยวกูจัดให้”

“คนมีความผิดมึงอะ”

“ครับผมผิดเองครับ”

ว่าแล้วก็พรูลมหายใจออกยาวอย่างโล่งอก เห็นมันยิ้มออกแล้วก็เบาใจ ต่อไปไม่กล้าแล้ว ทำอะไรคิดเยอะๆ สักหลายๆ ตลบ


โกรธทีน่ากลัวฉิบหายเลย…














“อิ่มมม”

ผมหัวเราะเมื่อคนตัวเล็กทิ้งตัวลงนอนบนเตียงแล้ววางมือลงบนท้องลูบไปมา “ไม่อิ่มก็แย่แล้ว มึงไปตรวจน้ำตาลจริงจังได้แล้วนะ”

“บ่นกู แต่คนพาไปก็คือมึง”

“แต่คนสั่งไม่ใช่กูไง”

“ถ้ามึงช่วยกิน กูก็ไม่ต้องกินเยอะขนาดนี้ปะ”

ผมส่ายหน้า นั่งลงบนเตียงก่อนจะทิ้งตัวลงนอนข้างๆ “มึงก็รู้ว่ากูไม่ถนัดของหวาน” ปกติถ้าเป็นอาหารก็ช่วยเกินครึ่งตลอด ยังจะบ่นอีก

“มาร์ค”

“ว่า?”

“กูงี่เง่าปะ”

ผมเลิกคิ้ว พลิกตัวตะแคงหันไปมองมัน “หมายถึงอะไร”

“ก็ที่โกรธมึง”

“ก็กูทำผิด ไม่แปลกที่มึงจะโกรธ” ผมยิ้ม “คิดมาก”

“…อือ”

ผมยิ้มมุมปากเมื่อเห็นคนข้างๆ เริ่มดึงผ้าห่มมาใกล้ กลิ้งไปมาจนพันรอบตัวโผล่มาแต่เท้ากับหัว “ยังไม่เลิกอีกเหรอ ไอ้ท่าแมวน้ำมึงเนี่ย”

“แมวน้ำไรของมึง ซูชิ”

“คนบ้าไรอยากเป็นซูชิ” ผมหัวเราะ “แมวน้ำชัดๆ” ดึงปลายผ้าห่มมันแล้วกระชากเข้าหาตัว

“อย่าดึงดิ!”

“ไปอาบน้ำก่อนไป เดี๋ยวกูอาบต่อ”

“มึงอาบก่อนเลยก็ได้ กูนอนพักแป๊บ อิ่ม”

“เออๆ” ผมตอบกลับ ลุกขึ้นนั่ง หยิบหมอนใบใหญ่ที่ตกลงไปนอนนิ่งอยู่บนพื้นขึ้นมาโยนไปกองรวมกับใบอื่นตรงหัวเตียง มีนเป็นพวกชอบเอาหมอนหนุน หมอนข้าง และผ้าห่มมากองเต็มเตียง รกไปหมด นอนทีแทบจมไปกับเครื่องนอนนานาชนิด

ไม่เหมือนห้องผม หมอนใบนึง ผ้าห่มผืนนึง จบแล้ว ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก
ไม่ต้องคอยรำคาญเวลาหมอนใบนั้นใบนี้หล่นพื้น เดี๋ยวก็มีเสียงโวยวายให้เก็บขึ้นมามันสกปรกทุกห้านาทีสิบนาที

แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ชอบมานอนเตียงรกๆ นี่เหลือเกิน…






.



.



.







มีนเป็นคนใจร้อน

ด้วยรอยยิ้ม ด้วยบรรยากาศ และภาพลักษณ์ภายนอกอาจจะมองไม่ออก
แต่สำหรับคนที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เล็กอย่างผมแล้วรู้ดีที่สุด
อีกฝ่ายใจร้อนมาก เวลาคิดหรือตั้งใจจะทำอะไรแล้ว ถ้าไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรั้งก็จะลุยทำไม่มีหยุด
ยิ่งกับสิ่งที่คิดว่าตัวเองถูก เอาวัวเอาช้างมาฉุดไว้ก็ไม่อยู่

ไม่รู้ว่านั่นเป็นข้อดีหรือข้อเสียมากกว่ากัน แต่ก็มีไม่น้อยที่สร้างผลร้ายให้มากกว่า

ผมจอดรถเข้าซองอย่างรวดเร็ว ดับเครื่องโดยการกดปุ่มข้างพวงมาลัยทีเดียวโดยไม่กดปิดแอร์
คว้ากุญแจรถจากช่องเสียบแล้วรีบลง สับขาขึ้นบันไดไปหาคนที่เพิ่งติดต่อกันเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน

พอโผล่เข้าไปในโรงพักก็เห็นเจ้าตัวดีนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตรงข้ามตำรวจ ข้างๆ มีคู่กรณีนั่งหน้าบึ้งอยู่

มันหันมามองผม พยักหน้าแล้วชี้ให้นั่งรออยู่ตรงเก้าอี้แถวทางเข้าก่อน
ผมทำตาม นั่งมองคนตรงนั้นคุยกันอีกเล็กน้อย ไม่นานมีนก็ยกมือไหว้คุณตำรวจแล้วเดินตรงมาหาผม

“คุยกันบนรถมึง” มีนเอ่ยปากขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นผมลุกยืนแล้วทำท่าจะอ้าปากพูด

พอมีนว่าแบบนั้นผมเลยได้แต่ปิดปากแล้วพยักหน้ารับ

ดักมาขนาดนี้แล้วจะทำไงได้…











“ตกลงมันยังไง” ผมเอ่ยปากถามทันทีที่เริ่มออกรถ

อีกฝ่ายยังคงมีสีหน้าเหมือนขัดเคือง ถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วเริ่มเล่า “กูจะเดินไปขึ้นบีทีเอส วันนี้ไม่ได้ขับรถ”

“อ่าฮะ อันนั้นมึงบอกกูแล้ว”

“ก็เดินมาตามฟุตบาธ แต่พอเลี้ยวขวาตรงทางโค้งก็มีมอไซค์ขับพุ่งมา กูหลบจนเสียหลักเลยล้ม ทางนั้นก็หักพวงมาลัยเบี่ยงออกข้างเร็ว รถก็เลยล้มเหมือนกัน”

“…”

“เชี่ยแม่ง คนมักง่าย ฟุตบาธคือมีไว้ให้คนเดิน ไม่ใช่รถวิ่ง”

เอาแล้ว ยิ่งเล่ายิ่งขึ้นเลยงี้ “อ่าฮะ”

“แล้วความปลอดภัยของคนเดินถนนแม่งอยู่ตรงไหนวะ ขนาดทางเท้ายังโดนชนได้ แล้วจะให้ไปเดินที่ไหน จะข้ามถนนทางม้าลายมีก็จริงแต่รถก็ไม่จอด จอดทีก็ทับเส้น สะพานลอยหลายจุดก็เปลี่ยว มีคนคอยจี้ปล้น กูแม่งโคตรเกลียด”

“กูเข้าใจ” ผมว่า “แต่มึงอยู่คนเดียว ไปมีเรื่องกับเขาก็ไม่ได้ มันอันตราย” ตอนมันโทรมาว่าขึ้นโรงพักนี่ผมตกใจแทบตายแล้ว

“แล้วจะให้กูทำไงอะ ให้กูยอม?”

“ไม่ใช่ว่ายอม แต่ก็อย่าไปด่าเขาขนาดนั้น” เท่าที่ได้ยินตอนมันคุยโทรศัพท์นี่ผมเสียวสันหลังฉิบหาย

“ก็ดูแม่ง บอกกูเดินยังไงไม่ยอมดูรถ ไอ้สัดนี่ฟุตบาธ” คนกำลังหงุดหงิดเริ่มเสียงดัง “มันใช่เหรอวะ”

“เออมันไม่ใช่”

“เออ คนห่าไรตรรกะพังไปหมดแล้ว”

“แล้วถ้าตอนนั้นเขาสติแตกต่อยมึงทำไง”

“ต่อยกลับดิ รอไร”

ผมถอนหายใจ “ถ้าหยิบมีดมาจ้วงทำไง”

“…”

“มึงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่มึงเจอคือใคร มีอาวุธหรือเปล่า อาจจะเป็นนักเลง หรือแก๊งอันธพาลก็ได้” ผมว่าเสียงจริงจัง ไม่อยากให้อีกฝ่ายใจร้อนอย่างวันนี้อีก “กูไม่อยู่ ระวังเยอะกว่านี้หน่อยได้หรือเปล่า”

“…”

“กูถาม”

“เออ รู้แล้ว ครั้งหน้าจะคิดเยอะๆ”

“ดี”

“แต่แม่งน่าโมโห เอาจริงเป็นมึงปล่อยไปได้เหรอวะ ตัวเองทำผิดแท้ๆ ยังไม่รู้ตัวอีก”

นั่นไง อารมณ์ไม่จบ “นี่มึงเข้าใจจริงปะเนี่ย”

“กูเข้าใจ แต่มึงอะไม่เข้าใจ”

“กูเข้าใจสิวะ คนแบบนั้นมีเยอะแยะ แต่มึงเปลี่ยนแปลงเขาด้วยการด่าไม่ได้ปะ”

“เผื่อคำด่ากูจะซึมเข้าสมองมันบ้าง” มีนขมวดคิ้ว “สักคำก็ยังดีวะ จะได้ฉลาดขึ้น”

เหนื่อยใจฉิบหาย “ไม่รู้ล่ะ” ความปลอดภัยของมึงก็ต้องมาก่อน เรื่องอื่นกูไม่สน “ยังไงครั้งหน้าก็ห้ามใจร้อนแบบนี้อีก มึงอาจจะไม่ได้เจ็บตัวแค่นี้ก็ได้” พูดถึงรอยแผลที่ศอกกับแขนของอีกฝ่าย

มีนยกแขนขึ้นมอง “เออ แสบฉิบหายเลยอะ” มันมุ่ยหน้า “ล้มกระแทกแล้วยังโดนกิ่งไม้เกี่ยวอีก ไม่อยากคิดถึงตอนอาบน้ำเลย”

“เดี๋ยวกลับไปทำแผลให้”

“ล้างๆ ก็พอมั้ง”

ผมส่ายหน้า “ไม่ ทำแผลใส่ยา”

“ไม่เอา แอลกอฮอล์แม่งแสบ”

“ไม่แสบหรอกน่า กูเช็ดแค่รอบๆ”

มีนเลิกคิ้ว “ไม่ใช่ราดแผลเหรอวะ”

ผมหัวเราะ “จำมาจากไหน”

“การ์ตูน”

ส่ายหน้าให้กับแหล่งความรู้ของอีกฝ่าย ของแบบนี้มันเอาเป็นตัวอย่างได้แค่บางเรื่อง
มีหลายเล่มที่คนวาดก็เอาโอเวอร์เข้าว่าจะได้สนุก ยิ่งกับการ์ตูนต่อสู้แนวที่มันอ่านก็แล้วใหญ่ จะให้เรียลไปหมดก็คงจืดชืด

“เดี๋ยวกูกลับไปทำแผลให้ ไม่ต้องเถียงแล้ว” ผมเอ่ยปาก และรีบพูดดักเมื่อทำตั้งท่าจะแย้ง

อีกฝ่ายพ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างหงุดหงิด ก่อนจะเบนสายตาออกนอกหน้าต่าง


สงสัยอารมณ์โมโหจะยังค้าง ลมออกหูหมดแล้วนั่น…












“แสบ!”

ผมกระตุกมุมปาก จับแขนคนที่พยายามจะดึงหนีไว้ “เฉยๆ”

“เชี่ย ไหนมึงบอกไม่แสบ หลอกกู”

“มันก็ต้องแสบบ้างปะ ไกลหัวใจ”

“มึงลองเอาศอกไปไถกับถนนคอนกรีตหน้าหอกูดิ แล้วเดี๋ยวกูทำแผลให้” มันมุ่ยหน้า “ถ้ามึงร้องแม้แต่แอะเดียวกูจะเอาสำลีใช้แล้วยัดปากมึง”

“โหดจังวะมีน”

“โอ๊ย พอแล้วเชี่ย”

“เออๆ เสร็จแล้ว” ผมว่า “แขนอีกข้าง”

“ไม่เอา”

“ส่งแขนอีกข้างมา”

“มันเกี่ยวนิดเดียว”

“มึงเลือดออก”

คนตัวเล็กส่ายหน้าดิก ดื้อไรขนาดนั้นวะ “แผลแค่นี้ปกติเลียก็หายแล้ว”

“เออ เดี๋ยวกูเลียให้ ส่งมา”

“สัด”

ผมหัวเราะ แบมือแล้วพยักหน้าย้ำ “ส่งแขนมาเร็ว”

“ไม่ทำได้ปะวะ”

“…”

“ไม่ได้สินะ” มันถอนหายใจ ทำหน้าเหมือนฝืนใจสุดชีวิต แต่สุดท้ายก็ยอมยื่นแขนข้างที่โดนกิ่งไม้เกี่ยวมาให้ผม ไม่รู้จะลีลาทำไม เดี๋ยวเป็นหนองขึ้นมาก็นั่งโอดโอยอีก

“เสร็จละ” ผมเอ่ยปาก มองมันนั่งหลับตาปี๋แล้วอมยิ้ม ดูมีเหลือบมองด้วย “แสบไรขนาดนั้นวะ นิดเดียวเอง ตอนล้มไม่เห็นจะเป็นไร ยังซ่าลุกขึ้นโวยวายได้” เอาแรงไปลงที่โรงพักหมดแล้วมั้ง

“ตอนนั้นอะดรีนาลีนมันหลั่ง”

“ตอนนี้หมดแล้วว่างั้น”

“เออ”

น่าตีจริง “ตอนอาบน้ำก็ระวังอะ”

“จะระวังยังไง”

“หรือให้กูห่อถุงพลาสติกให้”

มีนหยุดคิด ก่อนจะยกมือปัดไปมา “ไม่เอาอะ ขี้เกียจ”

“ก็บอกจะทำให้อยู่นี่ไง”

“ก็ขี้เกียจอยู่ดี”

ส่ายหน้าไปมา แล้วเอื้อมมือไปยีหัวมัน ก่อนจะเก็บของใส่กล่อง

“เออมาร์ค”

“ว่า”

“ใกล้วันเกิดมึงละนะ” อ่าใช่…อีกไม่กี่วัน

“เออ จะแก่ขึ้นอีกปีละ”

“คือมึงกับเมย์เกิดวันเดียวกันเลยว่ะ”

ผมชะงัก หันไปมองหน้ามัน ติดอึ้งไปชั่ววินาทีก่อนจะรีบยิ้มขำ “เหรอวะ บังเอิญฉิบหาย” ทำเป็นตลกทั้งที่ในใจไม่ได้คิดแบบนั้น “งี้แหละ คนหน้าตาดีๆ เขาเกิดวันนั้นกัน”

“จะบอกว่าอยากอ้วกก็ไม่ได้ แฟนกูหน้าตาดีจริง”

ผมหัวเราะ “กูไปอาบน้ำก่อนเลยนะ”

“เออ” มีนพยักหน้า เอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือมากด ผมเลยใช้จังหวะนั้นหยิบผ้าเช็ดตัวกับเสื้อนอนมาถือ หันไปมองคนที่กำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่บนเตียง





ผมกับมีนเป็นเพื่อนกันตั้งแต่ประถม รู้จักกันมาเข้าปีที่สิบสามแล้ว
อยู่ด้วยกันมาแทบจะทุกช่วงของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นรั้วประถม มัธยม และมหา’ลัย
ตัวติดกันจนแทบจะกลายเป็นคนคนเดียว สนิทกว่าเพื่อน ผูกผันกว่าพี่น้อง
รักกันยิ่งกว่าครอบครัว ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน

ในทุกวันสำคัญของใครสักคนมักจะมีฝ่ายตรงข้ามอยู่เป็นส่วนร่วมด้วยเสมอ


แต่เหมือนว่าปีนี้คงจะเป็นปีแรก…ที่ผมจะไม่มีมัน































ผมถอนหายใจ เลื่อนหน้าจอมือถือดูฟีดข่าวในเฟซบุ๊กเรื่อยๆ มะรืนนี้จะวันเกิดผมแล้ว
จริงๆ ก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรเท่าไหร่ มันก็แค่วันธรรมดาวันนึง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังแอบคาดหวัง

อ่า…

หมายถึงก่อนที่จะรู้วันเกิดของแฟนมีน

“ดูไรวะมาร์ค ถอนหายใจอยู่นั่นอะ” นนท์ที่นอนยาวอยู่บนเตียงเอ่ยปากถาม วันนี้ผมมาเล่นที่ห้องมันหลังจากเลิกเรียนแล้ว

ถ้าถามว่าทำไมถึงเหลือกันแค่นี้ ก็ไอ้บูมไปหาสาวที่คุยอยู่
ส่วนมีนไม่ต้องพูดถึง ป่านนี้อยู่ในโรงหนังผลัดกันป้อนป๊อบคอร์นกับแฟนแล้วมั้ง
เหลือก็แต่ผมกับเจ้าของห้องสี่เหลี่ยมสีขาวนี่ที่มาขลุกอยู่ด้วยกันในเย็นวันศุกร์ตามประสาคนโสด

“ดูไรเรื่อยเปื่อย”

มันขยับมาใกล้ ชะโงกหน้ามอง “เค้ก?”

“อืม ศิลปะดี”

“พูดถึงจะวันเกิดมึงแล้วนี่หว่า กินไร”

“ไม่รู้ดิ ไอ้มีนน่าจะมาไม่ได้”

“ทำไมวะ วันเกิดผัว เมียจะพลาดได้ไง”

ผมหัวเราะ “สัด” มันก็ไม่เคยเข็ด ล้อทีไรก็โดนด่าตลอดแต่ก็ไม่ยอมเลิก “วันเกิดเมย์วันเดียวกับกู”

“เอ้า ใช่เหรอวะ”

“อืม”

“งี้จะฉลองกันวันอื่นปะ หรือมึงยังไง”

“วันอื่นเลยก็ได้ จะได้ไปครบๆ ทีเดียว” เซ็งไปแล้วว่ะ “วันนั้นกูน่าจะไปกินข้าวกับที่บ้านก่อน”

“เค เอางั้นละกัน”

“เออ”

“เล่นเกมสักตาไหมมึง”

ผมพยักหน้า “เปิดเลย เดี๋ยวฉี่แป๊บ” พูดจบก็ลุกจากเตียง เดินตรงไปเข้าห้องน้ำ














ถึงจะบอกตัวเองว่าเป็นวันธรรมดาวันนึง แต่สุดท้ายแล้วก็ยังรู้สึกแย่อยู่ดี…

ผมวางกล่องของขวัญที่ได้รับจากครอบครัวที่ร้านอาหารหลังกินข้าวเสร็จลงบนโต๊ะ
เดินไปทิ้งตัวลงนอนที่เตียงแรงๆ เหลือบตามองนาฬิกาแล้วถอนหายใจ

อีกไม่ถึงสี่ชั่วโมงก็จะหมดวันแล้ว…

มึงจะไม่ส่งข้อความมาอวยพรกูหน่อยเหรอวะ รูปก็ไม่ลง

จากตอนแรกจะไม่อะไร นี่เริ่มน้อยใจแล้วนะเว้ย

ก๊อก ก๊อก

ผมเลิกคิ้ว ลุกขึ้นนั่งเมื่อได้ยินเสียงเคาะ ยังไม่ทันจะได้ทำอะไรประตูก็เปิดออก
เพื่อนสนิทตัวแสบที่เป็นเหตุผลให้นอยด์มาทั้งวันโผล่หน้าเข้ามาแล้วยิ้มเผล่

เห็นแค่ยิ้มเดียวก็รู้สึกดีขนาดนี้ได้ไงวะตัวกู…

“หน้าบึ้งเชียวเจ้าของวันเกิด” มีนว่าเสียงใส

“สัด”

มีนหัวเราะ “เอ้า ด่าเฉย”

ผมขมวดคิ้ว ทิ้งตัวลงนอนแล้วหันหลังให้ ไม่อยากเผลอยิ้มกับมันเลย ควรรู้หน่อยไหมว่ากูน้อยใจเนี่ย

“งอนเป็นเด็กเลยมึงอะ”

“งอนห่าไร” ยังมีหน้ามาหัวเราะอีก

“ลุกหน่อยดิ กูมาแฮปเนี่ย”

“…ไม่อยู่กับแฟนมึงไปอะ”

“ก็ต้องมาหามึงนี่ไง วันเกิดมึงกูไม่มาได้เหรอ”

“…”

“ลุกได้ละ กูซื้อเค้กมาให้”

“กูไม่แดกของหวาน” อยากกินเค้กก็เอาไปเป่ากับแฟนมึงโน่น อ่อ มันเป่ากันแล้วนี่เนอะ เค้กช็อกโกแลตรูปหัวใจก้อนใหญ่ที่มีน้ำตาลปั้นรูปตัวเองคู่กันวางตรงกลาง ลงอวดชาวบ้านในไอจีสตอรี่เยอะจนเป็นจุดไข่ปลาขนาดนั้น

“ลุกมาแหกตาดูก่อนแล้วค่อยพูด”

“…”

“มาร์ค กูถือมาหนักมากเลยนะ…”

ไม่ต้องทำเสียงงี้ใส่กูเลย

“เร็ววว จุดเทียนแล้วเนี่ย”

แล้วสุดท้ายคนใจอ่อนจะเป็นใครได้อีก ก็ผมเองเนี่ยแหละ

“อะ ยิ้มมม”

ผมเม้มปาก พยายามซ่อนยิ้มสุดชีวิตเมื่ออีกคนแซว เค้กแซลมอนบ้าอะไรไม่เห็นน่ากินเลย
อย่ามาทำเป็นรู้ใจกันนะเว้ย ไม่หายน้อยใจหรอก

“เอ้า อธิษฐานแล้วเป่าดิ”

ผมกัดริมฝีปาก มองรอยยิ้มกว้างของคนตรงหน้าแล้วก็ยอมแพ้ ก็ได้วะ

ไหนๆ ก็มาอวยพรพร้อมเค้กที่โดนใจขนาดนี้แล้ว ขอให้คำขอสัมฤทธิ์ผลสักหน่อยเถอะ

ขอให้มึงเข้าใจความรู้สึกกูสักที

ขอให้มึงรู้สึกตรงกับกูสักนิด

ขอให้เราไม่ต้องเป็นไปตามคำกล่าวของนักจิตวิทยาอะไรนั่น

ขอให้คำว่าเพื่อนมันไม่ต้องคงอยู่ตลอดไปก็ได้…

“มึงกะขอเผื่อปีหน้าเลยปะเนี่ย”

ไอ้สัด ยังจะขัดกูอีก

“เออๆๆ” ผมพูดตัดรำคาญ ก่อนจะเป่าเทียนเล่มเล็กตรงหน้าให้ดับ

“เฮฮฮ~ สุขสันต์วันเกิดครับเพื่อน”

นั่นไง ประโยคแรกหลังกูเป่าเทียนเสร็จก็มีคำว่า ‘เพื่อน’ เลย “เออ แต๊ง”

“กินเลยปะ กูหยิบช้อนจากในครัวขึ้นมาด้วย”

ผมยิ้มมุมปาก พยักหน้าแล้วรับช้อนจากไอ้มีนมาหนึ่งคัน ตัดเค้กแซลมอนง่ายๆ แล้วเอาเข้าปาก ก่อนจะมองคนที่ซื้อมากินอย่างร่าเริง
















ผมเดินออกมาจากห้องน้ำในชุดนอน ใช้ผ้าผืนเล็กคลุมผมเปียกของตัวเองไว้ แล้วเดินมานั่งบนเตียง
เพื่อนสนิทตัวแสบของผมหลับปุ๋ยไปแล้ว สงสัยวันนี้จะเหนื่อย
เห็นจากในไอจีตะลอนไปหลายที่จัด เปลี่ยนร้านอาหารเยอะจนนับแทบไม่หมด อะไรจะเซอร์วิสแฟนขนาดนั้นก็ไม่รู้

ดึงผ้าห่มที่หล่นลงไปถึงเอวขึ้นมาคลุมอกให้คนหลับ
ก่อนจะเอนหลังพิงหัวเตียงแล้วหยิบโทรศัพท์ที่ยังมีแจ้งเตือนเด้งขึ้นมาไม่หยุด
ส่วนใหญ่เป็นข้อความอวยพรวันเกิดในไลน์ และไอจี

กดเข้าแอพพลิเคชั่นรูปกล้องสีชมพูม่วง เลื่อนดูไอจีสตอรี่ที่แท็กตัวเองมาด้วยรอยยิ้ม
ก่อนสะดุดกับเมนชั่นสตอรี่นึงที่เพิ่งแจ้งเตือนไม่นาน



mean_nevernika 35m ago
Mentioned you in their story




แค่เห็นชื่อไอจีมุมปากก็ยกขึ้นแล้ว ยิ่งกดเข้าไปดูก็ต้องยิ้มกว้างหนักกว่าเดิม

มันเป็นภาพตอนผมกำลังตัดเค้กแซลมอนลวกๆ ดูธรรมดาไม่ได้พิเศษอะไรเลย
แต่สิ่งที่ทำให้ยิ้มได้คือข้อความเล็กๆ ที่มุมขวาของหน้าจอด้านบนแท็กไอจีของผมนั่นแหละ



แฮป แก่ขึ้นอีกปีแล้ว
ตั้งใจเรียน อยากจบ4ปีพร้อมมึง
ขอบคุณที่ยังอยู่ตรงนี้
ยิ้มแบบนี้ถูกใจเค้กล่ะสิ
รู้ว่าไม่แดกของหวาน แสนดีขนาดนี้รักกูมากๆ ล่ะ

@marnikaz




ก็นั่นแหละ ทิ้งผมให้นอยด์แม่งทั้งวัน ลงรูปลงคลิปหวานแหววกับแฟนตั้งแต่เช้ายันเย็น
ไม่มีส่งข้อความอวยพรให้กันสักประโยคกระทั่งฟ้ามืด แต่แค่มันมาหาพร้อมเค้กแซลมอนง่ายๆ
ถ่ายรูปผมแบบโคตรไม่ตั้งใจลงไอจีสตอรี่พร้อมคำอวยแบบสรรเสริญตัวเองนิดเดียวก็ทำให้ความรู้สึกผมดีดขึ้นมาจากเหวได้

ซึ่งต่อให้มันจะลงอวยพรแฟนจนไอจีสตอรี่เป็นจุดไข่ปลา

แต่ขอแค่สตอรี่สุดท้ายของมันในวันนี้เป็นผม…แค่นั้นก็มีความสุขฉิบหายแล้ว





นายจิรันธนิน ตรัยรัตนยนต์

สถานะ : แพ้(มัน)เหมือนเดิม เพิ่มเติมคืออายุยี่สิบเอ็ดแล้วครับ













to be continued....

เหมือนว่านอกจากอายุแล้วสถานะของมาร์คก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนไปตลอดชีวิตนั่นแหละเนอะ  ^^

*** หนังสือรอบพรีออเดอร์สามารถสั่งซื้อได้ถึงแค่วันพรุ่งนี้นะคะ ใครยังไม่ได้กดสั่งอย่าลืมมมมม 
ของพรีเมี่ยมน่ารักๆ และกิจกรรมฟินๆ พร้อม7หนุ่มคอนเวอรอเจอทุกคนในวันที่7 ธค นี้อยู่น้า

จิ้มเลยยยย > https://jamshop.jamsai.com/product/5139


#Realguysfiction
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 158 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

110 ความคิดเห็น

  1. #97 Mook sawon (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2562 / 22:26

    ออยากอ่านเล่มแล้ววววว

    #97
    0
  2. #89 อีนางน้อย (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2562 / 04:31

    น้ำตามาเลยจ๊ แบบอินมากก ไม่ไหว ฉันน้อยใจ สุขใจ คือทุกอารมณ์ ไปกับ มาร์คหมดเลย แบบนอนไม่หลับ สู้นะมาร์คถึงสถานะจะไม่เปลี่ยน แต่เรายัง "รัก" รักเขาได้เหมือนเดิม ยังรักได้เท่าเดิมหรืออาจจะมากกว่าเดิม ถ้า มาร์คมิน คือ "เพื่อน" คู่จิ้นฉัน ก็คงได้สถานะนี้จริงๆๆๆ "พี่น้อง" ดราม่าเฉย ปีหน้ารู้สึกนานจัง.

    #89
    0
  3. #81 Yuiiii (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2562 / 20:23

    ฉันแพ้ให้เธอทุกทาง โอ้ที่รัก

    #81
    0
  4. #78 Piriyaporn_YJ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2562 / 11:11
    เป็นสงสารน้องมาร์ค อย่าให้มาร์คเป็นฝ่ายงอนบ้าง
    #78
    0
  5. #77 aiaic (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2562 / 22:58
    ชั้นละชอบเมะแพ้เคะขริงๆ
    #77
    0
  6. #76 shinjii_____ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2562 / 13:28
    น่ารักกก
    #76
    0
  7. #75 nuttynuch (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2562 / 08:57
    real อีดล้าว HBD to u
    #75
    0
  8. #74 🍉Natty🍉 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2562 / 01:21
    แฮปปี้เบิร์ธเดย์ น๊าาา
    #74
    0
  9. #73 Sujulala blah (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2562 / 23:14
    เห็นทอล์คไรท์แล้วเป็นเส้าค่ะ
    #73
    0
  10. #72 ศรีไงศรีเองงงง (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2562 / 22:22
    น้ำตาไหลรอแล้ว แงงงงงงงง
    #72
    0
  11. #71 SII2 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2562 / 20:09
    กระดาษเล่มนิยายควรเป็นกระดาษกันน้ำค่ะ แงงงงงงง
    #71
    0
  12. #70 PaPiz (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2562 / 19:24
    ฮื่อออออออหิวแซลม่อนเลยยย
    #70
    0
  13. #69 SevenCats (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2562 / 19:08

    กดเรียบร้อยแล้วคุณเดย์ขาาา

    เนี่ย น่ารักแบบนี้ไม่ให้มาร์คเขาหลงได้ไง ต่อให้น้อยใจมาทั้งวัน ยื่นเค้กแซลม่อนทีเดียวก็หายไหมล่ะ ชนะทุกอย่างอะมาร์ค แต่แพ้แค่คนคนนี้คนเดียวแล้ว
    #69
    0
  14. #68 Sunday01-pp (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2562 / 18:52
    รอมากๆในที่สุดก็อัพ!❤️
    #68
    0