Forever or Never

ตอนที่ 7 : Chapter 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,889
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 132 ครั้ง
    9 ธ.ค. 62










Chapter 5


หากอยากรู้ว่าคิดอะไรทุกครั้งที่ร้องเพลง
ไม่ต้องขนาดฟังความหมาย แค่มองตาก็พอ











ปกติแล้วคนทั่วไปมักตื่นสายกว่าปกติในวันหยุด แต่สำหรับผมวันที่ไม่ได้ไปเรียนก็ยังต้องตื่นเช้าอยู่ดี
เพราะทุกวันเสาร์อาทิตย์ หากไม่มีธุระทุกคนที่อยู่บ้านจะต้องกินข้าวเช้าพร้อมกันบนโต๊ะอาหาร
แม้ว่าจะไม่หิว หรือจะง่วงแค่ไหน ก็ต้องแหกขี้ตาตื่นขึ้นมา ซึ่งหลังจบมื้ออาหารจะแยกย้ายไปนอนต่อก็ไม่เป็นไร

เพราะแบบนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่จะเห็นผมตื่นขึ้นมาล้างหน้าแปรงฟันแล้วลงมานั่งกินข้าวเช้าทั้งที่ยังใส่ชุดนอนในสภาพซอมบี้บ่อยๆ

“กินเยอะๆ นะมีน ตัวนิดนึง”

“ขอบคุณครับแม่” คนตัวเล็กยิ้มรับ ผงกศีรษะขอบคุณแม่ผมที่ตักกับข้าวใส่จานให้ ถ้าลองคิดดูดีๆ มีนไม่ได้มาค้างบ้านผมนานมาก ครั้งล่าสุดน่าจะประมาณสามสี่เดือนที่แล้ว

“ช่วงนี้มีนเป็นยังไงบ้าง” แม่ผมถาม

“มีนสบายดีครับ คุณแม่ก็สบายดีนะครับ?”

“ก็เรื่อยๆ จ้ะ มีปวดนั่นปวดนี่บ้างตามประสา” แม่หัวเราะ “เห็นเมื่อวานตอนไปกินข้าวมาร์คบอกมีนมาไม่ได้เพราะแฟนก็เกิดวัน
เดียวกับมาร์คพอดี”

มีนพยักหน้า “ครับ บังเอิญมากเลย”

“เห็นโตเป็นหนุ่มแบบนี้แล้วก็ปลื้มใจแทนคุณแม่มีน”

“มาร์คโตกว่าผมอีกครับ เรียนไปทำงานไปด้วย”

“ถ่ายแบบเล่นๆ นั่นนับเป็นงานตรงไหน อย่าเอามารบกวนเรื่องเรียนเชียว” ประมุขของบ้านเอ่ยปากแทรก พอเห็นท่าไม่ดีมีนก็เงียบแล้วยิ้มแห้ง ก็ป๊าน่ะไม่ปลื้มเท่าไหร่หรอกที่ผมรับงานถ่ายแบบ เพราะกลัวว่าผมจะรักจะชอบจนไม่เอาอย่างอื่น เขาไม่อยากให้ไปทางอาชีพนั้น แต่อยากให้มาดูแลธุรกิจที่บ้านมากกว่า

“โตอะไรกัน” แม่ยิ้ม “ไม่เห็นจะพาสาวๆ มาให้แม่รู้จักสักที จะรอหาแฟนหลังเรียนจบเลยหรือไงเราน่ะ”

“มาร์คไม่รีบเลยแม่ ไม่มีแฟนก็ได้”

“จะไม่มีได้ยังไง เราไม่สนใจสาวเลยเหรอ”

ผมรีบส่ายหน้าปฏิเสธ “ยังอะแม่ มาร์คเรียนก่อนดีกว่า” แม่พูดเรื่องนี้ทีไรอึดอัดทุกที จะให้มีแฟนได้ไง มีคนข้างๆ อยู่ทั้งคนเนี่ย “ถ้าเรื่องหลานแม่ไม่ต้องห่วงหรอก ฝากความหวังไว้ที่พี่มายด์ก่อนเลย”

“ได้ยังไง มาร์คเป็นลูกชายคนเดียวของบ้านนะ”

“แฟนอะไรนั่นน่ะไม่มีก็ช่างเถอะ เรียนน่ะเป็นยังไงบ้าง”

ผมชะงักมือที่กำลังจะตักอาหารเข้าปาก หันไปมองป๊าที่เอ่ยถามขึ้นมาเรียบๆ “ก็ดีครับ ปีสุดท้ายแล้วหนักทำธีสีสหน่อย”

“ที่กลับดึก หรือบางวันก็ไม่กลับเพราะพากันเรียนหรือพากันเที่ยว”

มีนหันมองผมกับป๊าสลับกัน “เอ่อ…จริงๆ วันไหนที่มาร์คไม่กลับ มาร์คไปนอนห้องมีนเองครับป๊า พอดีว่าช่วงหลังงานเยอะ พอทำเสร็จดึกๆ เลยนอนหอมีนดีกว่า ใกล้มหา’ลัย”

“รถก็มีขับ ถ้าขับไม่ไหวก็ไม่ต้องมีรถ”

“…”

“ใกล้จะเรียนจบแล้ว วางแผนชีวิตหรือยัง จะเรียนต่อบริหารหรือจะเข้ามาเรียนรู้งานก็คิดซะ”

“ช่วงนี้งานเยอะ มาร์คทำธีสีสอยู่ครับ อยากให้ออกมาดีที่สุด ยังไม่ได้คิดเรื่องอื่นเลย”

“ก็เริ่มคิดซะ คนเราคิดอะไรทีละอย่างทันที่ไหน” ชายวัยกลางคนขมวดคิ้ว “ยุคนี้แล้วทำอะไรได้หลายๆ อย่างถึงจะดี”

ผมเม้มปาก ตอนยังเล็กเวลาป๊าพูดหรือสั่งอะไรที่ไม่เห็นด้วยก็เคยคิดอยากเถียงเต็มแก่
แต่มาถึงตอนนี้ก็เลิกล้มความตั้งใจแบบนั้นไปหมดแล้ว
การพยักหน้ารับคำง่ายๆ ดูจะเป็นทางออกที่ไม่ยุ่งยากและจบเรื่องได้อย่างรวดเร็วที่สุด

“ครับ”

เพราะยังไงเราก็ไม่มีทางเข้าใจกันได้มากไปกว่านี้หรอก













“มึง”

ผมเงยหน้าจากโทรศัพท์เมื่อคนที่เข้าไปอาบน้ำต่อจากผมเมื่อครู่เอ่ยปากเรียก “ว่า”

“ออกไปข้างนอกกันปะ”

“ไปไหน” รู้เลยว่าทำไมอยู่ๆ ชวน “ไม่ไปหาแฟนเหรอมึงอะ”

“วันนี้ไม่ไป จะไปเที่ยวกับมึงเนี่ย”

“มึงอยากไปไหนล่ะ”

มันทำหน้านึก กระโดดขึ้นมานั่งบนเตียงด้วย “ไปสยามปะ อยากดูหนัง”

“แล้วแต่มึงอะ”

“เอากล้องไปถ่ายรูปด้วย อยากถ่ายวิวกลางคืน”

“จะไปถ่ายที่ไหน”

“จริงๆ อยากไปตลาดคนเดิน อยากเดินกินเรื่อยๆ”

“พรุ่งนี้เรียนนะ จะกลับดึก?”

“ก็คงไม่ดึกมากปะ ไปนอนหอกูเลยก็ได้ พรุ่งนี้จะได้ไม่ต้องตื่นเช้ามาก” พูดขนาดนี้แล้วจะปฏิเสธอะไรได้วะ “ดีล?”

“จริงๆ มึงไม่ต้องชวนกูไปนั่นไปนี่ก็ได้นะมีน กูไม่เป็นไร”

“ใครบอกกูกลัวมึงเป็นไร กูแค่อยากไป” มันทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจ “ไปเป็นเพื่อนอะ ทำได้ปะ”

ส่ายหน้าให้กับความปากแข็งแต่ใจดีของอีกฝ่าย รู้หรอกว่ามันอยากทำให้ผมสบายใจขึ้น
เวลาคุยกับพ่อทีไรผมมักจะซึมทุกที แต่ก็มีแค่มันนี่แหละที่ดูออก
เหนื่อยแล้วกับการซ่อนความรู้สึกกับอีกฝ่าย เล่นรู้ทันกันหมดทุกเรื่อง


อ้อ..ก็เห็นจะมีอยู่อย่างเดียวที่ไม่รู้สักทีว่าผมคิดอะไร ซึ่งก็ไม่แน่ใจ…


“ตกลงยังไง ไปไม่ไป”

ผมพยักหน้า “เออ ไป”


ว่ามันไม่รู้ หรือแกล้งไม่รู้กันแน่












อันที่จริงผมชอบมากเวลาได้มองมีนกิน

เจ้าตัวเป็นคนกินไม่ได้เก่งมาก แต่เป็นคนชอบกิน จะบอกว่าเน้นความหลากหลายไม่เน้นปริมาณก็ว่าได้
อารมณ์ประมาณว่าไม่ต้องกินเยอะๆ ให้อิ่ม ต่อให้อร่อยแค่ไหนก็ไม่ได้อยากกินจนหมดจาน
แค่ได้ซื้อมาหลายๆ อย่าง ขอกินอย่างละคำก็มีความสุขฉิบหายแล้ว
อันไหนชอบก็กินมากหน่อย อันไหนไม่โดนใจก็ส่งต่อ

ส่งต่อมาที่ผมเนี่ย...

ก็นั่นแหละ ผมชอบเวลามันกิน เวลามันทำตาเป็นประกายตอนเห็นอาหาร
ชอบที่มันสนุกกับการซื้อนั่นซื้อนี่ เพราะฉะนั้นตั้งแต่เล็กจนโต
หรือแม้กระทั่งเวลานี้มีนก็ยังเป็นคนที่ผมโคตรสบายใจเวลาอยู่ด้วยกัน

“ปากเลอะแล้ว” ผมเอ่ยปากพลางใช้หลังมือปาดซอสที่เปื้อนมุมปากออกให้อีกฝ่าย “ปากมึงรั่วเหรอ”

“มึงสิปากรั่ว” มีนหันมาแยกเขี้ยว

“จิ้มดีๆ เดี๋ยวเปื้อนเสื้อ” ดูมันจิ้มไม้ “ถุงขาดขึ้นมาเดี๋ยวซอสก็เลอะ”

“ขี้บ่นสัด” อีกฝ่ายไม่สนใจ จิ้มกุยช่ายชิ้นใหญ่ใส่ปากแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ “อยากไปถ่ายรูปแล้วว่ะ”

“ก็รีบๆ อิ่ม”

“ยังเหลืออีกหลายอย่างไม่ได้กิน”

“แล้วจะพูดเพื่อ”

“สะพานตอนกลางคืนสวย กูชอบเวลาเขาเปิดไฟเยอะๆ”

ผมยิ้มรับ “คราวนี้ไม่ให้ถ่ายรูปกูแล้วนะ ไม่งั้นคิดรูปละพัน”

“สัด กูถ่ายทีไรก็เอาไปลงไอจีทุกที ยังมีหน้ามาคิดเงิน กูเนี่ยต้องคิด”

“เอ้า ผมนายแบบมีค่าตัวนะครับ”

มันเบะปาก “อยากกินชานม”

“เอาในปากมึงให้หมดก่อน” ยังไม่ทันไรร้องหาของกินอีกแล้ว

“ซื้อไว้ก่อน มึงเดินนำหน่อยๆๆ”

ผมกระตุกยิ้มตอนคนตัวเล็กพยายามจะแทรกคนที่เบียดกันอยู่ตรงหน้าร้านออกไปด้านโน้น “เออๆ มึงมาข้างหลังนี่มา”

อีกฝ่ายขยับมายืนต่อหลังผม มือนึงถือถุงกุยช่าย อีกมือจับชายเสื้อไว้เพื่อนำทาง

“มีนอย่าเพิ่งกิน เดินก่อน เดี๋ยวล้ม”

“เออน่า มึงเดินนำดีๆ”

ผมลอบถอนหายใจ คนทั่วไปเดินไปเล่นมือถือไปไม่ยอมมองทาง ส่วนมันเดินไปกินไปไม่สนใจรอบข้าง ที่สุดแล้วคนนี้














“ไหนใครบอกไม่ให้ถ่าย” ตากล้องมือสมัครเล่นเอ่ยปากหลังจากรัวชัตเตอร์ไปหลายครั้ง ส่งยิ้มเย้ยมาให้ผม “เก๊กไม่หยุดงี้”

“เบื่อคนแอบถ่าย สงสารเลยยอม”

“ใครแอบถ่ายมึง”

“มึงไง” ผมหัวเราะ “อย่าคิดว่ากูไม่รู้ เสียงชัตเตอร์มึงเบามากมั้ง”

“แล้วอย่ามาขอรูปนะ”

“คือรูปกูไง”

“กูถ่าย”

เถียงเก่งฉิบหาย “ได้เหรอวะ”

“อยากได้ก็จ่ายเงินดิ รูปกูสวยระดับมืออาชีพนะบอกก่อน คนตามไอจีเป็นแสนนะครับ” อือหือ ดีกรีเขาไม่ธรรมดา

“ขี้งกสัดๆ รูปที่ไลก์เยอะๆ ก็รูปกูทั้งนั้น”

“หลงตัวเอง”

“แน่จริงเปิดมาดูเลยดีกว่า”

“มีดีแค่หน้า”

ผมหัวเราะ จะดีใจที่มันชมหน้าผม หรือจะโกรธที่ถูกด่าดีวะเนี่ย “ชมกูหล่อเหรอ”

“เอาที่สบายใจมึงเลย”

“กูถ่ายให้มึงบ้างปะ” แบมือขอกล้องจากคนตัวเล็กกว่า มันทำหน้าลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็หยิบสายกล้องออกจากคอแล้วส่งให้ผม

จริงๆ แล้วผมชอบถ่ายรูปมีน เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้โปรดปรานการถูกถ่ายสักเท่าไหร่
แต่ทุกครั้งที่ผมเอ่ยปากขอเก็บภาพ มันไม่เคยปฏิเสธเลย














“มึง”

ผมหันไปมองคนที่ยืนเท้าราวกันตกของสะพานข้ามแม่น้ำอยู่ข้างกันเมื่อถูกสะกิดเรียกที่แขน “ว่า”

“สิบสามปีแล้วปะ”

ผมเลิกคิ้ว ก่อนจะอมยิ้ม เข้าใจโดยไม่ต้องเอ่ยปากถามว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร “อืม ปีนี้ปีที่สิบสาม”

“นานเนอะ”

“ไม่หรอก”

มีนหันมามอง สายตาเหมือนไม่พอใจ “มึงคบกับใครนานกว่ากูหรือไง”

“กูหมายถึงถ้าเทียบกับเวลาหลังจากนี้ มันก็ยังไม่นานหรอก”

“…”

นั่น มีหลบตาว่ะ “จริงปะ”

“ทำเป็นพูดดี”

ผมหัวเราะ ชอบก็ยอมรับว่าชอบ ไม่ใช่ทำเป็นประชดประชัน “แล้วพูดขึ้นมาทำไม”

“ก็แค่คิดว่าเป็นเพื่อนกับมึงมานานแล้ว”

อยากลองเป็นอย่างอื่นไหมล่ะ “อือฮึ”

“ดีเนอะ”

“ดีอะไร”

“ที่มีมึง”

มันไม่ใช่แค่ดี

“…อืม”


แต่โคตรดีเลยมีน






























ผมชอบงานถ่ายแบบ

ชอบเวลาได้แต่งตัวหลากหลาย คุยคอนเซ็ปต์แปลกใหม่
ขยับตัวไปตามคำแนะนำของตากล้อง และฟังจังหวะของเสียงชัตเตอร์ รู้สึกว่าที่ทำอยู่ก็สนุกดี

และยิ่งไปกว่านั้นคือโคตรชอบเลยเวลาที่มีอีกคนตามมาดูผมถ่ายด้วย
แม้ว่าสิ่งที่ฝ่ายนั้นสนใจจะเป็นการทำงานของช่างภาพมากกว่าจะเป็นนายแบบอย่างผม

ถอนหายใจยาวเมื่อเห็นเพื่อนสนิทคุยกับพี่ภัทร ช่างภาพอิสระชื่อดังอย่างสนิทสนม
ครั้งแรกที่มีนขอตามมาด้วยผมก็แอบคิดเข้าข้างตัวเองอยู่หรอก ว่าอีกฝ่ายอยากจะตามมาเฝ้า
แต่ถึงเวลาก็รู้ว่าไม่ใช่ เพราะสิ่งที่เจ้าตัวสนใจน่ะแค่รูปภาพ ไม่ใช่นายแบบในรูป

อย่างตอนนี้ก็เหมือนกัน พอเขาเสร็จงานกันปุ๊บก็รีบเอากล้องที่สะพายไปถ่ายวิวกลางคืนเมื่อวันก่อนกับผมขึ้นมาเปิดรูปอวดพี่ภัทรอย่างมีความสุข ดูรอยยิ้มนั่นสิ อะไรจะร่าเริงขนาดนั้นล่ะ กูซึมแล้วมีน ไอ้สัด

เปลี่ยนเสื้อผ้าจนเสร็จแล้วไอ้ตัวดีก็ยังนั่งโม้เรื่องกล้องกับพี่เขาไม่จบ
ผมเดินเข้าไปหาวางมือลงบนไหล่เจ้าตัวเพื่อเรียกร้องความสนใจ

“อ้าว เสร็จแล้วเหรอมาร์ค” พี่ภัทรเป็นคนเอ่ยปากก่อน

“ครับพี่ วันนี้ขอบคุณอีกครั้งนะครับ”

“ยินดีมากๆ เก่งขึ้นเรื่อยๆ เลยนะเราอะ”

“เพราะได้คำแนะนำดีมากกว่าครับ” ผมยิ้มบาง ผงกหัวลงอย่างสุภาพ ผมสนิทกับคนยากนอกจากเพื่อนในกลุ่มแล้วก็ไม่ค่อยพูดมากสักเท่าไหร่ หลายๆ คนถึงชอบมองว่าหยิ่ง หรือไม่ก็เข้าถึงยาก ไม่เหมือนมีน

“จะกลับเลยปะมึง” คนตัวเล็กสุดหันมาถาม

“อ่า เสร็จยังอะ” หมายถึงโม้เนี่ย

“จริงๆ ก็ยัง แต่เดี๋ยวกูค่อยไลน์หาพี่ภัทรก็ได้”

ผมเลิกคิ้ว มึงแลกไลน์กันตอนไหนวะ “รบกวนพี่เขา”

“ไม่เป็นไรๆ คุยกับมีนสนุกดี เจอคนที่ชอบกล้องเหมือนๆ กันแล้วก็รู้สึกดี” พี่ภัทรว่า หันไปพยักหน้าให้มีน “มีอะไรถามได้ตลอด”

“ขอบคุณมากครับพี่” มีนยิ้มกว้าง เป็นยิ้มที่ไม่ต้องสนิทก็รู้ว่าโคตรดีใจ “คงได้รบกวนพี่บ่อยๆ เลย”

“โอเคๆ ไว้เจอกันใหม่มาร์ค มีน”

“หวัดดีครับพี่” ผมสองคนยกมือไหว้พร้อมกัน ก่อนที่มีนจะเดินนำไปหยิบกระเป๋ากับเก็บของที่วางไว้บนโต๊ะในห้องพักนายแบบ ผมกำลังจะหมุนตัวเดินตามก็ต้องชะงักเมื่อคนด้านหลังเอ่ยปากเรียกรั้งไว้ก่อน

“มาร์ค”

“ครับพี่ภัทร”

คนโตกว่ายิ้มมุมปาก “ไม่ต้องกังวล พี่ไม่นิยมเด็กกว่า”

“…”

“สายตามันฟ้อง” อีกฝ่ายเอ่ยปากต่อ ราวกับรู้ว่าผมสงสัยอะไร “พี่เป็นคนหลังกล้อง เห็นอะไรชัดไปหมดนั่นแหละ”

พี่ภัทรหัวเราะตอนผมเม้มปากแน่น อีกฝ่ายตบบ่าผมเบาๆ “ลำบากแย่เลยนะ” ทิ้งคำพูดไว้เท่านั้น ก่อนจะสบตากันราวกับเข้าใจความรู้สึกดี แล้วเดินแยกไปอีกฝั่ง

ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก อย่างน้อยๆ ก็ไม่ต้องมาคอยระแวงอะไรอีก

ก็คิดว่าตัวเองเก็บอาการได้ดีแล้วเชียว แต่ไม่วายมีคนจับได้


ทั้งที่พี่ภัทรยังดูออกได้ง่ายขนาดนี้ แล้วทำไมเจ้าตัวไม่ยักจะรู้สักทีวะ…

















“ทำไรอะมีน”

ผมเอ่ยปากถามเมื่อหลังอาบน้ำเสร็จอีกฝ่ายหยิบไอแพดจากกระเป๋าเป้ของตัวเองออกมาตั้ง
หยิบกีตาร์ที่วางไว้ข้างเตียงมาถือ จัดแจงที่นั่งหน้าโต๊ะเตี้ยชิดหน้าต่างพลางฮัมเพลงไปด้วย

ผมขยี้ผมที่กำลังจะแห้งสนิทเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะพาดผ้าเช็ดตัวกับราวตากผ้าแล้วเดินมาทิ้งตัวลงข้างๆ

“ไลฟ์ไอจี”

“ด้วยชุดนี้?” ผมมองเสื้อกล้ามกับบ็อกเซอร์ขาสั้นของอีกฝ่าย

“เออ เห็นแค่ครึ่งบน”

“ก็เชี่ย”

“ไรวะ”

“ไปเปลี่ยนไป”

“เสื้อยืดใส่นอนกูหมดแล้ว เหลือแต่กล้าม” มันว่า “ขนไปซักที่บ้านยังไม่ได้ไปเอา”

“เสื้อยืดใส่เที่ยวเยอะแยะ”

มันทำหน้าเหม็นเบื่อ “เดี๋ยวยับ กู-ขี้-เกียจ-รีด” พูดเน้นทีละคำเหมือนเด็กเอาแต่ใจ

“งั้นไปเอาเสื้อยืดกูมาใส่ มีแขวนอยู่ในตู้มึงสองสามตัว จำได้”

“ไรขนาดนั้น” มันเลิกคิ้ว หันมามองเสื้อผม “มึงยังใส่เสื้อกล้ามได้เลย”

“ของมึงมันย้วยจนแขนจะถึงเอวแล้ว” ไม่พูดเปล่า เกี่ยวแขนที่ใหญ่จนเห็นเอวมันแล้วดึงให้เห็น “เนี่ย เดี๋ยวคนก็หาว่ามึงแต่งตัวไม่เรียบร้อย”

“เออๆ ไปเปลี่ยนก็ได้วะ” อีกฝ่ายเอ่ยตัดรำคาญ ลุกขึ้นยืนทีผมก็ใจวูบลงไปที่พื้น กางเกงแม่งก็สั้นเหลือเกิน ขยับทีร่นไปถึงไหนๆ

ไม่นานเกินรอมีนก็กลับมานั่งที่ในชุดเสื้อยืดแขนสั้นสีดำตัวใหญ่ของผม ส่วนกางเกง…ตัวเดิม

ถอนหายใจแล้วดึงผ้าห่มบนเตียงมาคลุมๆ ให้ อีกฝ่ายก้มมองเล็กน้อยแต่ไม่ได้ว่าอะไร
จัดแจงเตรียมตัวก่อนจะกดเปิดแอพพลิเคชัน แล้วหันมามองผม

“มึงเอาด้วย?”

“ไร”

“มานั่งเข้าเฟรมอะ”

“ไหนปกติชวนกูจัง ทีวันนี้ทำมาไล่”

มันหัวเราะ “ประโยคไหนที่กูไล่วะ แค่ถาม” ก่อนยิ้มกว้าง “เออดี ไม่ได้ร้องเพลงให้มึงดีดกีตาร์นานแล้ว”

“เกี่ยวไรกับกูวะ ร้องเองดีดเองดิ”

“เอ้า ไหนๆ มานั่งก็ช่วยทำมาหากินหน่อย ให้กูทำคนเดียวก็เหงาๆ”

“เหงาไร ปกติพูดมากฉิบหาย”

“ใครจะพูดน้อยเหมือนมึงอะ” มันทำหน้ายี้ “เอาละนะ” พูดย้ำอีกครั้งก่อนจะแตะหน้าจอเพื่อเริ่ม

















อันที่จริงแล้วผมโคตรชอบเลยเวลาเราไลฟ์คู่กัน คุยกันเรื่องสัพเพเหระ
ตอบคำถามที่วิ่งขึ้นมาบนหน้าจอ หยอกกันไปมาเพื่อเอ็นเตอร์เทนคนดู
ผมเล่นกีตาร์ส่วนมันร้องเพลง บางครั้งก็สลับกัน

มีนปิดเสียงโทรศัพท์เสมอเวลาไลฟ์ เพื่อป้องกันไม่ให้ใครรบกวน
ราวกับเป็นช่วงเวลาส่วนตัวที่มีกันเพียงสองคน ไม่มีอะไรมาขัดจังหวะได้

ผมชอบที่เป็นแบบนั้น

“ใช่ครับ วันนี้มาร์คมาค้างที่ห้อง จริงๆ ก็ไม่ได้บ่อยอะครับ แล้วแต่โอกาส”

ผมนั่งฟังมีนตอบ สลับกับอ่านคำถามที่ไหลขึ้นเร็วๆ ไปมา



‘พี่มาร์คไม่ค่อยยิ้มเลยค่ะ ยิ้มหน่อยยยย’



“มาร์ค มีคนบอกมึงไม่ค่อยยิ้มอะ”

ผมกระตุกมุมปากยกขึ้น กูเห็นแล้ว “อ่าฮะ”



‘หน้านิ่งมากเลย เคยเห็นพี่มาร์คยิ้มแค่ไม่กี่ทีเอง ยิ้มแล้วน่ารักมากๆๆๆ ยิ้มบ่อยๆ นะคะ’
‘อยากเห็นพี่มาร์คยิ้มต้องตามไอจีพี่มีนจ้า’
‘พี่มาร์คแอบไปยิ้มในห้องน้ำตลอดเลยปะคะ’




หลุดหัวเราะออกตอนอ่านคำถามแสบๆ บนจอ ใครมันจะบ้าไปแอบยิ้มในห้องน้ำล่ะวะ


“เอ้ายิ้มดิ ยิ้มมม” คนข้างๆ ผมหันมามองหน้า เอ่ยปากแล้วยิ้มยิ้งฟันใส่เหมือนทำให้ดูเป็นตัวอย่าง นี่มึงคิดว่ากูเป็นเด็กหรือไง

“ไม่มีไรให้ขำ จะยิ้มทำไม”

“เนี่ยคนเขาถึงคิดว่ามึงหยิ่งกันหมดแล้ว ขี้เก๊ก”

“ไม่ได้เก๊กเหอะ”

“ก็ยิ้มดิ”

ผมเลิกคิ้ว มองหน้ามีนก่อนจะพูดเสียงเบา “ไม่เห็นจำเป็นเลย”

“จะไม่จำเป็นได้ไง”

“ก็มีมึงยิ้มแทนแล้วนี่ไง”

“…”

มีนหุบยิ้ม หันมาสบตากับผมอีกครั้ง ทำหน้าเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง อ้าปากเล็กน้อยราวกับกำลังหาเรื่องมาพูด
แต่จนกระทั่งผมทำเนียนหันไปอ่านข้อความบนไอแพดอีกฝ่ายก็ยังนิ่งอยู่



‘กรี๊ดดดดดดดดด’
‘ฟินจนหมอนขาดแล้วๆๆๆๆๆ’
‘มึงๆๆๆ มาดูๆ @joylovely’
‘ใครไหวไปก่อนเลยยยย’
‘พี่มีนยิ้มแทนพี่มาร์ค ส่วนหนูก็ตายแทนไปเลยค่า แงงงงง’
‘*อีโมจิร้องไห้* *อีโมจิร้องไห้* *อีโมจิร้องไห้* *อีโมจิร้องไห้*’
‘แฟนกันแน่นอน!!!’
‘พี่มาร์คอย่ามองพี่มีนแบบนั้น หนูไม่ไหววววว’





“ใจเย็นๆ นะครับ” มาร์คหัวเราะ “เนี่ยไง มีเรื่องให้ขำแล้ว ยิ้มแล้วนะ”

“สัด เล่นไรเลอะเทอะ” มีนเอ่ยปากร่วมวงเหมือนเป็นเรื่องตลก บรรยากาศดีขึ้น และผมตั้งใจให้มันเป็นแบบนั้น “เมื่อกี้เห็นมีน้องอยากให้ร้องเพลง มีใครจะเสนอเพลงไหมครับ” แล้วเจ้าของไอจีก็เริ่มเปลี่ยนเรื่อง ไม่นานคอมเมนต์ก็กลับมาสู่ความสงบ เพลงมากมายถูกพิมพ์มาแทนที่การหวีดร้องกับเหตุการณ์เมื่อครู่

“โหย เยอะเลย เลือกไม่ถูก” มีนหัวเราะ “หยุดเหรอ เบื่อกันแล้วมั้งงง”

“…”

“มาร์คมึงอยากเล่นเพลงไหนปะ ดูดิ๊” หลังจากเลือกไม่ได้อยู่สักพัก มีนก็หันมาถาม

ผมเลียริมฝีปาก แสร้งขยับเข้าไปจ้องหน้าจออยู่ไม่กี่วิก็เอ่ยปาก “เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ”

“ฮะ?”

“…มีคนขอ”

“ไหนวะ”

“เออน่า มีคนขอมา เล่นเพลงนั้นแหละ”

มีนพยักหน้า ทั้งที่ยังดูงงๆ “เออๆ โอเค”

ผมจับกีตาร์ให้ถนัดมือ รออีกคนเปิดคอร์ด ระหว่างนั้นก็เหลือบไปมองคอมเมนต์บนหน้าจอไอแพด



‘ไม่เห็นมีใครขอเลย’
‘แงชื่อเพลงคือแทงใจไปเลย’
‘พี่มาร์คอยากเล่นเองเปล่าค้า’
‘แทนความในใจอะเนอะ’
‘แม่คะ เขาจีบกันนนนนนนนน’
‘มึงต้องดู!!! @pimmynew’
‘คู่จริง ไม่ต้องจิ้นแล้วจ้า’





ผมถอนหายใจ ทำไมแฟนคลับมีนแต่ละคนถึงไม่เนียนกันเลย

ช่วยๆ กันหน่อยก็ไม่ได้…


“อะ พร้อมยัง”

“เออ” ผมละความสนใจจากไอแพดหันไปมองคนที่ยื่นมือถือที่เปิดคอร์ดเพลงมาให้ ลองจับก่อนจะดีดลองระดับเสียง ไม่ซ้อมมา ไม่ค่อยชัวร์เท่าไหร่ “งี้นะ”

พอเห็นอีกฝ่ายนิ่งผมก็ลองดีดต่อ

“ถูกปะ” ผมถามพลางดีดต่อเนื่องไปประมาณหนึ่งท่อน พอถึงจุดนึงคนข้างๆ ก็หันมาเอ่ยปาก

“จะร้องได้เหรอวะ สูงจังวะ”

ผมเลิกคิ้ว “เอ้า ก็ถึงถามนี่ไง”

อีกฝ่ายส่งเสียงจิ๊ปาก หันมามองกีตาร์

“เอาใหม่ๆ” ผมว่า

“ชุดคอร์ดไรเนี่ย” มีนทำท่าจะเอื้อมมาดึงกีตาร์ไป แต่ก็ชะงักเมื่อผมเปลี่ยนคีย์ “เออ” พยักหน้าพอใจ “ชุดคอร์ดนี้ดีกว่า”

ก็ตอนแรกถามแล้วไม่ตอบล่ะวะ ผมพรูลมหายใจออก “เล่นทั้งเพลงนะ”

“เออ”

“อะมา” ผมขยับตัวให้เข้าที่ “โนอินโทรๆ”

“อินโทรไปก่อน”

“อะๆ อินโทรก็ได้” ตามใจเก่งที่สุดเลยกูเนี่ย

ผมเริ่มปัดมือขึ้นลงดีดสายกีตาร์เป็นจังหวะ ขึ้นทำนองให้อีกฝ่ายสักพักเนื้อร้องก็ขึ้น



“เวลาเธอกอดคอ เล่นหยอกล้อกันอยู่ทุกวัน
หัวใจมันสั่น ฝันละเมอคิดไปไกล เธอไม่เคยจะรู้
ว่าเพื่อนที่ดูแลเธอทุกวันข้างกาย เขามีบางสิ่ง
คิดไม่ซื่อกว่าเพื่อนกัน*”




อมยิ้มบางเมื่อเสียงใสๆ ของอีกฝ่ายเอื้อนเป็นเพลง เหมือนมีคนเอาชีวิตกูไปแต่ง
ตรงเข้ามาถึงใจจังๆ เลย ไม่มีเลี้ยวไม่มีเบี่ยงทั้งนั้น



“ยิ่งเธอวางใจ ยิ่งสนิทกันมากเพียงใด
ยิ่งรู้สึกว่าเหมือนไกลออกไป ทั้งที่อยู่ใกล้ๆ เธอ
อยากจะดีใจ ทีได้เป็นคนสำคัญของเธอ
สุดท้ายก็ยังต้องทุกข์ใจเสมอ ก็เพราะรักเธอข้างเดียว”




หรือคนที่ต้องร้องควรจะเป็นผมวะ เพราะจริงๆ ผมอยากให้มันฟังมากกว่า
สนใจเนื้อเพลง สนใจใจความ สนใจสิ่งที่ผมอยากจะบอกฉิบหายหน่อย



“มีเพียงความผูกพัน แค่เท่านั้นไม่เคยได้ใจ
ฝันไปเท่าไหร่ ก็เลือนลางทุกนาที ทำไมความห่วงใย
ไม่เคยทำให้เธอรักกันสักที ไม่มีทางเปลี่ยน
ให้เราเปลี่ยนจากเพื่อนกัน”




ที่พูดว่าเหมือนเอาชีวิตจริงไปแต่งนี่ไม่ได้เกินไปเลย ซึ่งผมหมายถึงทุกท่อนและทุกคำ

อันที่จริงการที่มีนเป็นคนร้องคงจะถูกต้องแล้ว เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่การที่มีนต้องรู้ แต่เป็นผมต่างหากที่ควรยอมรับ



พาร์ตนี้ของเพลงอาจจะแทนคำตอบทั้งหมดในความสัมพันธ์ของเราก็ได้…







**เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ - ไอซ์ ศรัณญู











to be continued...

สำหรับในเว็บจะลงถึงแค่ตอนนี้นะคะะ ;-;
ที่เหลือจนถึงตอนพิเศษเจอกันในเล่มน้า
รับรองว่าทุกตัวอักษร ทุกเหตุการณ์ และบทสนทนาในเรื่องผ่านการคิดและวางแผนมาอย่างตั้งใจมากๆ
คนเขียนเต็มที่กับเรื่องนี้สุดๆ อยากให้ทุกคนได้อ่าน อยากให้ชอบและยิ้มได้กันนะคะ

ปล. หลังจากหนังสือรอบพรีออเดอร์จัดส่งแล้ว หลังจากนั้นเล่มนิยายจะสามารถซื้อออนไลน์และวางแผงตามร้านหนังสือเหมือนปกตินะคะ คิดว่าน่าไม่เกินเดือนมกราคมค่า

ปลล. คิดเห็นอย่างไรสามารถคอมเมนต์ได้ที่หน้านิยายนี้  หวีดใน#ทวิตเตอร์ หรือจะส่งข้อความตรงมาถึงกันก็ได้ทุกช่องทางเลย
รอฟีดแบ็กจากทุกคนอยู่นะคับบบ><



#Realguysfiction



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 132 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

110 ความคิดเห็น

  1. #103 shinjii_____ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2562 / 12:31
    สงสารยัยมาร์คเลย
    #103
    0
  2. #102 T_pp (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2562 / 22:07

    รอหนังสือไม่ไหวแล้ววววววว

    #102
    0
  3. #101 SevenCats (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2562 / 15:47

    พี่ภัทรดูออก แฟนคลับดูออก ทุกคนดูออก แล้วทำไมเจ้าตัวถึงดูไม่ออกน้า แต่ความจริงเจ้าตัวอาจจะดูออกก็ได้แค่ทำเป็นไม่รู้อะไรเท่านั้นเองงง ปล. ไม่ได้มาอ่านตั้งแต่วันอัพ มัวแต่ไปเที่ยวอยู่นั่นแหละเราาา ฮือออ คิดถึงคุณเดย์คับ ได้บรรยากาศมาฝากคุณเดย์เยอะแยะไปหมดเลยย

    #101
    0
  4. #98 Mook sawon (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2562 / 22:51

    รรออ่านเล่มไม่ไหวแล้วววว

    #98
    0
  5. #95 Gukka (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2562 / 01:26
    ถึงในใจเราอยากเห็นเค้ารักกันในเรื่องจริง แต่สุดท้ายขอแค่เค้ายังอยู่ข้างๆกันแบบนี้ตลอดไปก็มีความสุขแล้ว ^^
    #95
    0
  6. #93 tensita (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2562 / 21:24
    ขอบคุณที่ตั้งใจค้าบบ ไม่รู้ว่าอิงความจริงแค่ไหนแต่อ่านแล้วอินมากๆ แล้วก็ไม่รู้อีกนั่นแหละว่าความรู้สึกจริงๆของเขาเป็นยังไง แต่อย่างที่พี่ภัทรบอก สายตามันฟ้อง55555 ขอบคุณทุกๆคนมากเลย อ่านแล้วยิ้มตามจริงๆ ไว้จะอ่านตอนที่เหลือในเล่มน้า
    #93
    0
  7. #92 PaPiz (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2562 / 21:16
    มาร์คคคคค
    #92
    0
  8. #91 suthakik (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2562 / 11:20

    อ่านแล้วกลับไปดูไลฟ์ของมาร์คมีนความรู้สึกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปปปปปปปปปปปปป เขินก่าเดิมอีก

    #91
    0
  9. #90 อีนางน้อย (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2562 / 10:21

    แอบหวังให้ เป็นดังใจมาร์ค จิบ้าตาย.

    #90
    0
  10. #84 PimmyChu (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2562 / 00:47
    ไม่ทันรอบพรีอ่าาาาา รอ ๆ ๆ
    #84
    0
  11. #83 ศรีไงศรีเองงงง (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2562 / 00:21
    รอที่พรีมาแล้วค่าาา ฮืออออ เรื่องนี้ดีย์มากๆ
    #83
    0
  12. #82 kitty_neoy (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2562 / 23:54
    รอเวอร์ชั่นเต็มเลยค่าาา สาธุ ขอให้จบแฮปปี้
    #82
    0