(BTS) KOOKV : F E S T I V A L ♡

ตอนที่ 12 : 110千克(1/2)+CHRISTMAS日 : MACHOMOKOI

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,463
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 26 ครั้ง
    26 ธ.ค. 58


110千克_ 



SHORTFIC : 110千克(1/2)+CHRISTMAS

WRITER : MACHIMOKOI

RATE : -

JUNGKOOK X TAEHYUNG

TALK : (เอามือปิดหู)...จะด่าอะไรก็ด่าเลยนะแจ้ะ 555 ขอสารภาพเลยว่า...รีบ และแต่งไม่รู้เรื่อง 100% -3- 

             ฝากด้วยนะ TT^TT ไม่สนุกเท่าไรท์คนอื่นๆ แต่...แต่ก็อยากให้อ่าน 555~





ผม เคย คิดว่าการใช้ชีวิตของผมที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ดีแล้ว ไม่เคยแม้แต่จะคิดว่ามันซ้ำซาก น่าเบื่อ เหมือนเดินวนรอบต้นไม้ต้นหนึ่งที่มีขนาดใหญ่มากๆ โดยเริ่มจากจุดเริ่มต้นและจบที่จุดเริ่มต้นเหมือนเดิมนั่นแหละ ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าจะเลือกเดินไปทางอื่นก็ได้ แต่ ผมกลับเดินต่อไปเรื่อยๆแม้ว่าจะต้องเดินวนอยู่ที่เดิมไปไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบก็ตาม

 

ถึงยังไงสะผมก็คิดว่าผมสามารถไปได้สวยกับการใช้ชีวิตของผมในแบบที่ผมเลือกมาตั้งแต่วันแรกที่บรรลุนิติภาวะ จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมกลับค้นพบความจริงว่าผมคิดผิดอย่างมหันต์ เมื่อผมได้บังเอิญไปเจอกับคนๆหนึ่งในร้านเหล้าร้านหนึ่งในย่านที่ชุกชุมไปด้วยสถานบันเทิง ซึ่งนั่นก็ทำให้โลกทั้งใบที่ตีกรอบแคบๆไว้ด้วยฝีมือของผมเอง เปลี่ยนไปโดยปริยาย

 

และคนๆนั้นที่ผมคิดว่าคงจะบังเอิญเจอกันแค่ครั้งเดียวในชีวิต คล้ายๆกับคนตามทางเดินข้างถนนที่ผมเดินสวนไปมาอยู่บ่อยครั้ง แต่กลายเป็นว่า ผมสามารถเจอเขาได้ทุกวันเมื่อผมต้องการอยากจะเจอ เพราะเขาเป็นนักร้องกลางคืนขาประจำอยู่ในร้านเหล้าร้านนั้น และเมื่อไหร่ที่ผมเจอเขา เขาก็จะยิ้ม แต่เขาคงไม่มีทางยิ้มให้ผมอย่างแน่นอนในเมื่อผมเลือกที่จะหลบอยู่ในที่ที่เขาไม่สามารถมองเห็นผมได้ ไม่ใช่แค่เขา ผมยังเลือกที่จะหนีจากคนโดยรอบที่อยู่รอบๆตัวด้วย แต่เป็นเพราะว่าผมต้องเจียมตัวอยู่เสมอว่าผมควรจะยืนอยู่ตรงไหน ผมมีสภาพเป็นยังไง

 

 

 

 

 

ผมชื่อ คิม แทฮยอง อายุ 20 ย่างจะ 21 ปี ไม่ได้เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยเหมือนอย่างวัยรุ่นคนอื่นๆเขา เพราะบ้านผมค่อนข้างมีฐานะรวยถึงรวยมากๆ อาจจะถึงขั้นมหาเศรษฐีก็เลยก็ว่าได้ ผมก็เลยเลือกที่จะให้ผมเรียนอยู่ที่บ้านตามหลักสูตร Home University โดยได้อาจารย์จากมหาวิทยาลัยขึ้นชื่อของประเทศคอยเทียวมาเสิร์ฟความรู้ให้ผมโดยที่ผมไม่ต้องกระดิกเท้าเดินไปไหนให้เมื่อยเลยสักก้าวเดียว

 

ถึงอย่างนั้นก็แลกกันกับการที่ผมต้องใช้ชีวิตอยู่กับการอ่านหนังสือทุกวัน ไม่ค่อยได้ออกไปไหนเป็นนิจ มีเพื่อนแต่ก็น้อยคนเข้าไปทุกวันๆจากที่เคยมีเป็น 10 คน แต่แปลกที่นั่นไม่สามารถทำให้ผมต้องมานั่งฟุ้งซ่านจนจิตตกได้ แต่สิ่งที่ทำให้ผมเป็นถึงขั้นนั้นได้กลับเป็นอาหาร ใช่ ผมหมายถึงอาหารทั่วๆไปที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน แต่สำหรับผมคงไม่ใช่แค่ต้องการ

 

เพราะผมจะเอ็นจอยทุกครั้งเมื่ออยู่ต่อหน้าอาหารทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นของคาว ของหวาน ตลอด 24 ชั่วโมงผมหมกมุ่นกับอะไรเทือกนี้ จนกระทั่ง ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่ผมมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 50 กิโลกรัม รวมแล้วตอนนี้ผมน้ำหนักตัวประมาณ 110 กิโลกรัมเห็นจะได้  

 

            ผมที่เคยผอมได้หายไปแล้ว มีแต่ผมที่อ้วนเป็นหมูร่างยักษ์ หน้าอูมๆ ตัวตันๆ เดินไม่กี่ก้าวก็เหนื่อยแทบขาดใจ จะใส่ชุดสักชุดที่ถูกใจก็ลำบากเพราะไซด์มาตรฐานเขาไม่ได้ออกแบบมาเพื่อผม หรือจะขึ้นลิฟต์บนห้างสรรพสินค้า เป็นผมเจ้าประจำที่ต้องรอให้ลิฟต์ว่างจริงๆถึงจะได้ขึ้น ผมรู้ว่าสิ่งที่คุณๆคิดกันอยู่ก็คือ ทำไมผมถึงไม่ลดน้ำหนักละ? ใจผมก็อยากจะทำอย่างนั้นอยู่เหมือนกัน แต่ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ หากผมคิดจะลดมันลงให้เหลือเท่าเดิมในเร็วๆวันนี้ อย่าลืมสิผมหนักถึง 110 กิโลกรัมเชียวนะ  

 

            แต่จุดเปลี่ยนกลับมาเยือนผมในแบบที่ผมไม่ทันได้ตั้งตัว ก็อย่างที่ผมบอก เขา เขาคนเดียวเท่านั้น แล้วต่อจากนี้ผมควรจะทำยังไงให้ตัวเองมีความมั่นใจมากพอที่จะกล้าเดินเข้าไปหาเขาก่อน แล้วขอทำความรู้จักเป็นเรื่องเป็นราวโดยที่ผมยังมีน้ำหนักตัวเท่าเดิมละ แค่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามให้พอเป็นแรงกระตุ้นกับโปรเจคลดน้ำหนักที่จะมาถึงในไม่กี่อึดใจนี้เท่านั้น ผมไม่ไหวรอจนถึงวันที่ผมกลับมาเป็นผมคนเดิมหรอก เพราะผมไม่รู้ว่าถ้าถึงวันนั้นแล้วเขายังจะเป็นนักร้องอยู่ที่ร้านเหล้าร้านนั้นอยู่ไหม  

 

            ก็นี่แหละที่ผมบอกว่าผมคิดผิดอย่างมหันต์กับการใช้ชีวิตในแบบที่ผมเลือกมาโดยตลอด

 

 

 

 

 

            ผมเดินทางมาร้านเหล้าร้านเดิมที่ผมเจอกับเขา ผมเลือกที่นั่งที่อยู่ในมุมที่มืดที่สุดของร้านแล้วสั่งเครื่องดื่มอย่างที่เคยสั่งอยู่เป็นประจำ วันนี้ผมตัดสินใจว่าจะเข้าไปขอทำความรู้จักกับเขาหลังจากที่เขาร้องเพลงสุดท้ายจบแล้วลงจากเวทีเป็นที่เรียบร้อย ผมคิดว่าผมจะทำอย่างนั้น 

 

ภายในร้านเริ่มมีผู้คนหนาตาขึ้น ทุกๆคืนมักจะเป็นอย่างนี้เป็นประจำเพราะเขาเป็นเหมือนจุดสนใจของที่นี่ไปโดยที่เขาอาจจะยังคงไม่รู้ตัว ทุกคนที่เคยมาก็มาแล้วมาอีก ยิ่งคนที่กำลังสนใจเขาเป็นพิเศษก็มาที่นี่ทุกวันเหมือนอย่างที่ผมมา

 

ผู้หญิงหน้าตาน่ารัก ตาโตๆ ปากนิด จมูกหน่อย ผมสีน้ำตาลอ่อนยาวประมาณบ่า บางวันปล่อยผม บางวันมัดผมเป็นมวยๆ แต่งตัวก็ดูเข้ากับบุคลิกดี ไม่โป๊จนเกินงาม แต่กำลังน่ารักสมวัย เธอชอบมานั่งอยู่เกือบจะชิดขอบเวที มองไปที่เขาด้วยประกายในตาที่ผมรู้ว่าเธอกำลังหมายความว่ายังไง บ้างก็มีดอกไม้ติดมือมาด้วยเป็นช่อๆ และคงจะไม่ต้องบอกว่าเอามาให้ใครนอกจากเขานั่นแหละ

 

แต่ผมคงจะไม่เอะใจอะไรถ้าไม่ใช่เพราะเขาดันมีปฏิกิริยาตอบสนองเธอมากเกินไปจนผมชักใจไม่ดี แรกๆอาจจะมียิ้มพอเป็นพิธีบ้าง ผงกหัวให้เธอเมื่อเธอมอง แต่นานวันเข้า เขากลับมองเธอเป็นนาทีๆ เมื่อเธอมองเขา เขาก็ยิ้มกว้างแบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

 

แล้วผมละ

 

ผมก็ยังอยู่ที่เดิมในมุมมืด ทำได้แค่มองเขาจากตรงนี้ ผมรู้ว่าเขาอยู่บนเวที แต่เขาละ จะรู้บ้างไหมว่าผมมีตัวตนอยู่  

             

            น้องครับผมเรียกเด็กเสิร์ฟที่เดินผ่านไปผ่านมาให้เข้ามาหา เด็กเสิร์ฟหน้าเดิมที่ผมมักจะใช้ให้เอาเงินเล็กๆน้อยๆจากผมไปให้เขาเพื่อเป็นรางวัลที่เขาร้องเพลงได้สะกดทั้งหู ทั้งสายตาของผม จนผมไม่สามารถละสายตาไปจากเขาได้

 

            เขาดูดี ไม่ว่าจะขยับตัวไปทางไหนก็ดูดี จะยืน หรือจะนั่งร้องเพลงเหมือนอย่างวันนี้ พร้อมกับกีต้าร์โปร่งบนตักของเขาที่เขาเล่นในขณะร้องเพลงไปด้วย ทุกท่วงท่า ทุกอิริยาบถ ทำให้ผมยิ่งหลงใหลในเสน่ห์อันมากมายของเขาจนผมไม่สามารถถอนตัวขึ้น  

 

ยิ่งสีหน้าของเขาเวลาร้องเพลง เขาดูร่วมไปกับเนื้อหาของเพลงๆนั้น แต่ไม่ว่าจะเพลงไหนๆ จะเพลงรักเขาก็ยิ้มกรุ้มกริ่ม เพลงเศร้าเขาก็ขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย หลับตาลงแล้วเอื้อนเอ่ยทุกตัวโน้ตออกมาช้าๆ ทุกๆเพลงที่เขาร้องออกมาเขาถ่ายทอดมันให้กับคนฟังได้อย่างยอดเยี่ยม จนผมอยากจะยืนปรบมือให้ดังๆ แต่ผมกลับทำได้แค่นั่งยิ้มให้เท่านั้น

 

            ผมมองตามหลังเด็กเสิร์ฟที่ถือเงินของผมไปให้เขาในขณะที่เขากำลังเดินลงมาจากบนเวที เขาเกือบจะเดินกลับเข้าหลังเวทีแล้วแต่ถูกเด็กเสิร์ฟรีบวิ่งไปดักหน้าไว้แล้วยื่นเงินของผมให้

 

           เขาทำหน้าตกใจ แต่ก็คลายเป็นปกติได้ในเวลาต่อมา เพราะทุกวันเขาก็ได้เงินจากผมไปจนเป็นเรื่องชินแล้วสำหรับเขา ผมจำวันแรกที่ผมให้เงินเขาได้ เขาปฏิเสธพัลวัน แต่ผมก็ยังตื้อใช้เด็กเสิร์ฟเอาไปให้ทุกวันจนเขายอมแพ้ต้องรับไว้แล้วฝากขอบคุณกลับมาทุกครั้ง

 

       แต่เงินมันก็ดีอย่าง มันเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าผมมีตัวตนอยู่จริงๆผมถึงไม่คิดที่จะเสียดาย แต่ก็ใช่ว่าผมจะซื้อเขาด้วยเงินเสมอไป เพราะเขาก็ไม่ได้ดูเป็นคนเห็นแก่เงินมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ฉะนั้นผมก็เลยอยากซื้อเขาด้วยใจมากกว่า

           

            กล้าๆหน่อยสิ ผมบอกกับตัวเอง บางทีนี่อาจจะถึงเวลาแล้วที่ผมต้องแสดงตัวบ้าง

 

            เด็กเสิร์ฟเดินออกมาแล้ว แต่เขายังยืนอยู่กับที่ไม่ยอมไปไหน ผมก็เลยอาศัยจังหวะนี้ลุกขึ้นยืนแล้วตั้งสมาธิ ก่อนจะรีบเดินออกไปจากที่นั่งทันที แต่หลังจากที่เดินออกไปผมกลับถูกมองจากคนโดยรอบจนเป็นจุดสนใจ ทำให้ผมต้องเพ่งมองไปที่เขาไม่กระพริบตา เพราะเขาคือปลายทางที่ผมต้องเดินไปให้ถึง ผมตั้งใจเดินกว่าปกติ จนกระทั่งไปหยุดอยู่ตรงหน้าเขา

 

            ผมตื่นเต้นจัง

 

            มีอะไรหรือเปล่าครับ?” เขาค่อยๆหันมามองผม และเสียงของเขาเวลาพูดปกติก็น่าฟังพอๆกับเวลาร้องเพลง นั่นทำให้ผมยืนเลิ่กลั่ก มองเขาแต่ก็มองได้แค่แป๊ปเดียวผมก็หลุบตามองพื้นแทนสะงั้น

           

            “?”

 

อ เอ่อ…” ผมก็ยังไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมามองหน้าเขา จนเขาที่ยืนรออยู่นานสองนานแล้วคงจะเห็นว่ายืนรอแล้วไม่ได้อะไร

 

ถ้าไม่มีอะไร งั้นผมขอตัวนะครับ เขาบอกกับผมแล้วก็หันหลังให้กำลังจะเดินจากไป

 

เขากำลังจะเดินกลับเข้าไปหลังเวทีแล้ว ผมจะมามัวยืนอยู่เฉยๆแบบนี้ทั้งที่มีโอกาสไม่ได้!

 

เดี๋ยวก่อน!” ตัดสินใจหลับหูหลับตาตะโกนออกไป โดยลืมไปสะสนิทว่ามียังคนอื่นๆนั่งกันอยู่ทั่วทุกสารทิศ ทุกคนหยุดทำในสิ่งกำลังอยู่แล้วหันมามองผมจนบรรยากาศเงียบลงถนัดตา

 

“…?” เขาหันมามองผมแล้วทำหน้าสงสัย มีแต่ผมที่ต้องบอกออกไปในตอนนี้ ผมต้องบอกออกไป ผมต้องทำให้ได้  

 

ผมค่อยๆเผยอปากออกเหมือนกับว่ายังไม่กล้าพอ แต่ผมกำลังตั้งหลัก ก่อนจะตัดสินใจบอกออกไปพรวดเดียวจบ

 

ผมชื่อแทฮยอง! ผมชอบคุณนะ! แล้วคุณละชื่ออะไร!”

 

ผมไม่รู้ว่าการที่ผมบอกออกไปแบบนั้นแล้วจะทำให้เขามองผมหลังจากนี้เป็นยังไง ผมเผลอบอกชอบเขาไป ทั้งๆที่สารรูปผมเป็นแบบนี้ ถ้าเขาทำความรู้จักกับผมแล้วก็อาจจะมีแต่คนดูถูกก็เป็นได้ เพราะเขาเองก็ดูดี เป็นแรงดึงดูดของคนทั่วๆไปได้โดยไม่ต้องพยายามเลยสักนิดเดียว ผมรู้ทั้งรู้ แต่ผมก็ยังไม่เจียมตัว ผมเคยคิดว่าที่ผ่านมา การที่ผมเอาแต่นั่งหลบตัวอยู่ในมุมมืดๆ นั่นหมายความว่าผมรู้จุดยืนของตัวเองแล้วแต่ไม่เลย เพราะผมอยากรู้จักเขา ผมอยากมีตัวตนในสายตาเขาบ้าง ผมก็เลยห้ามตัวเองไม่ได้ ผมหวังว่าเขาคงจะไม่รังเกียจคนอ้วนๆไม่น่ามองแบบผมนะ

 

ได้โปรดเถอะ

 

“…” เขามองผมเฉยๆ ไม่บอกอะไรผมให้ผมชื้นใจ ปล่อยให้ผมเป็นตัวตลกตัวหนึ่งที่ยืนโง่อยู่แบบนี้จนโดนคนโดยรอบหัวเราะเยาะออกมาเป็นระลอกๆ จากเบาก็เปลี่ยนเป็นดังลั่นไปทั่วบริเวณ ผมค่อยๆก้มหน้าลงช้าๆ น้ำตาเริ่มคลออยู่ที่เบ้าตาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ยังไม่รู้สึกตัว ผมแค่อึดอัดกับสถานการณ์แบบนี้ ผมอยากหนีออกไปตรงนี้ ผมควรจะทำแบบนั้น   

 

เสียงหัวเราะกลอกหูผม สีหน้าของคนพวกนั้นก็ดูถูกผมเต็มประดา ราวกับจะต่อว่า ว่าน้ำหน้าอย่างผมน่ะเหรอคิดจะคว้าเอาดาวที่แสนจะสุขสกาวอย่างเขามาเชยชม ผมฝันไปรึเปล่า ผมควรตื่นขึ้นมามองความเป็นจริงบนโลกที่โหดร้ายแบบนี้ได้แล้ว

 

            น้ำตาผมไหลออกมาเปื้อนแก้มอูมๆของตัวเอง และตัดสินใจแล้วว่าจะไปจากที่นี่แล้วไม่กลับมาอีกเลย แต่ในขณะที่ผมกำลังจะหันหลังแล้ววิ่งออกจากร้านเหล้าร้านนี้ไปอย่างที่คิด ผมกลับถูกจับที่ข้อมือไว้ และคนที่ทำแบบนั้นก็คือเขา

 

            ผมชื่อจองกุก ขอบคุณนะที่ชอบผม แทฮยอง

 

            ผมอยากบอกคำขอบคุณเขานับครั้งไม่ถ้วน ขอบคุณที่เขาลดตัวลงมารู้จักกับผม ขอบคุณที่ไม่รังเกลียดผม ผมดีใจมากๆ และต่อจากนี้ ผมสัญญาว่าเขาจะต้องไม่เสียใจที่รู้จักกับคนแบบผม เพราะผมจะทำให้เขาเห็นว่า ผมคู่ควรกับเขามากแค่ไหน

 

      ผมกลับไปนั่งที่เดิม นั่งอยู่เฉยๆรอจนกว่าร้านใกล้จะปิด เพราะผมอยากรอให้เขาเลิกงาน ผมอยากอาสาไปส่งเขาที่บ้าน กระทั่งผ่านไปราวๆ 2 ชั่วโมง เป็นเวลา ตี 3 แล้ว ในร้านปิดให้บริการพอดี ผมจึงลุกขึ้นจากที่นั่งเพื่อเดินออกไปดักรออยู่หน้าร้าน ผมเห็นเขาเดินตามออกมาทีหลังพร้อมกับผู้ชายอีก 2 คน คนหนึ่งอยู่ในชุดพนักงานชงเหล้า ส่วนอีกคนก็คือเด็กเสิร์ฟที่ผมเรียกใช้อยู่บ่อยๆ ดูสนิทกันดี สงสัยคงเป็นเพื่อนกัน  

 

แต่ทั้งหมดก็ต้องหยุดยืนอยู่กับที่เมื่อเห็นผมยืนอยู่ตรงหน้า

 

            ผมทำใจกล้าเดินเข้าไปเขา ทำให้เพื่อนร่วมวงที่เหมือนจะฉลาดพอก็ดูออกว่าผมต้องการอยู่กันแค่ 2 คนตามลำพัง จึงร่ำลาเขาแล้วเดินแยกออกไป เขาโบกมือลาแล้วหันกลับมามองผมก่อนจะถามด้วยความสงสัย

 

            ครับ?”

 

            “ผมเอ่อคือผม…” ผมอ้ำๆอึ้งๆ จะบอกอะไรก็บอกออกไปไม่ได้ ปากผมแข็งตามอากาศเย็นๆที่เย็นจนจับถึงขั้วหัวใจอยู่ในตอนนี้ เขามองผมไม่ละสายตาไปไหน หรือคงเป็นเพราะว่าเราอยู่กันแค่สองคนตรงนี้ ผมเป็นคู่สนทนาเขา เขาก็ย่อมต้องสนใจเป็นเรื่องธรรมดา

 

            “?”

 

      ผมค่อยๆมองตาเขา พร้อมกับกลั้นใจบอกออกไป

 

ผมขอไปส่งคุณที่บ้านได้ไหมผมบอกออกไปแล้ว แต่เขาละ เขาจะว่ายังไง

 

“…แต่นี่มันดึกแล้วนะครับ ผมว่าคุณควรกลับบ้านของคุณดีกว่า

 

ไม่เป็นไร ผมอยากไปส่งคุณ ให้ผมไปส่งเถอะนะ ผมเอารถมา…” ผมมองเขาอย่างมีความหวัง ผมอยากไปส่งเขาที่บ้านจริงๆ เขามองผมอย่างลังเล แต่หลังจากนั้นก็บอกผม ซึ่งเป็นประโยคที่ทำให้ผมแทบจะวิ่งไปสตาร์ทรถทันที

 

งั้น ก็ได้ครับแต่…”

 

“?”

 

ไม่ต้องเอารถไปหรอกครับ บ้านผมอยู่ใกล้ๆแค่นี้ เดินไปดีกว่า

 

แล้วเราทั้งสองคนก็เดินไปตามทางเดินด้วยกันเงียบๆ เขาแบกกระเป๋าใส่กีต้าร์โปร่งไว้ที่บ่าข้างหนึ่ง เดินไปเรื่อยๆแล้วก็เอาแต่มองข้างหน้า ผมเดินอยู่ข้างๆเขา มองเขา จนไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าเกือบจะล้มหัวฟาดพื้นเพราะตัวเองดันเดินสะดุดพื้นได้โง่เง่าสิ้นดี มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ถูกเขาคว้าแขนเอาไว้แล้ว

 

เดินระวังหน่อยครับ ทางตรงนี้มันชันเขาคว้าแขนผมเอาไว้ถึงสองมือ ดึงผมเหมือนกับลากของหนักๆสักชิ้น ผมอยากจะร้องไห้ ทั้งๆที่ผมอ้วน เขาก็ยังช่วยผมไว้ แทนที่เขาจะปล่อยให้ผมล้มลงไป เขาจะได้ไม่ต้องมาเปลืองแรงแบบนี้

 

มีน้ำใจจัง

 

ข ขอบคุณนะครับ…” ผมบอกเขาเสียงสั่นๆเพราะน้ำตากำลังจะไหลออกมา กับไอ้เรื่องสามัญสำนึกแค่นี้ ผมจะล้มเขาเข้ามาช่วยมันก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว แต่ผมอ้วน การที่เขาช่วยผมผมถึงกับได้ตื้นตันใจแบบนี้ยังไงละ  

 

ไม่เป็นอะไรนะครับ เขาถามผมเพื่อความแน่ใจอีกครั้งเพราะเห็นสีหน้าผมดูไม่สู้ดีนัก

 

ค ครับ…”  ผมบอกเขาไปในขณะที่ปากเริ่มเบะเหมือนเด็ก และแล้วน้ำตาก็ร่วงเผาะ เขามองผม ก่อนจะทำในสิ่งที่ผมต้องเบิกตากว้างแล้วมองเขาด้วยความตกใจทันที

 

เพราะเขาหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดน้ำตาให้ผม

 

ทำไมต้องร้องไห้ด้วย

 

ฮ ฮึก ฮือ อ อออ ฮ้าาา า าา …” ผมแหกปากร้องไห้ออกมาดังลั่น ผมไม่เคยได้รับความอ่อนโยนแบบนี้จากใคร มันเลยมีผลกับหัวใจของผมมาก มันทำให้ผมยิ่งชอบเขา ชอบจนผมอยากจะตอบแทนเขาสำหรับสิ่งที่เขาทำให้ผมอยู่ตอนนี้ อาจจะด้วยสิ่งของที่เขาต้องการ ด้วยเงินจำนวนมหาศาล หรืออะไรก็ตามที่ทำให้เขาพอใจ

 

เขาตกใจ ก่อนจะพยายามทำทุกวิถีทางให้ผมหยุดร้องไห้ แต่ผมก็ยังร้องไห้ออกมาไม่หยุด น้ำตาไหลจนเต็มหน้า ปากสั่นเครือ น้ำมูกไหลเยิ้มออกมาแต่ก็เกือบจะแข็งเป็นเกล็ดน้ำแข็งเพราะอากาศที่หนาวเหลือทน

 

หนาวจนเริ่มมีหิมะตกลงมา

 

 อันที่จริงวันนี้คือวันที่ 25 ธันวาคม ตรงกับวันคริสต์มาสของทุกๆปี ตามทางเดินก็มีหลอดไฟ LED สีเขียวสลับแดงประดับอยู่บนต้นไม้เต็มไปหมด เช่นเดียวกันกับหน้าร้านค้า บางร้านมีป้ายโปรโมชั่นลดรับวันคริสต์มาสยาวไปจนถึงวันมะรืน บางร้านก็เอาต้นคริสต์มาสความสูงราวๆ 2 เมตรมาตั้งไว้น่ารักๆ วันนี้ที่ร้านเหล้าในระหว่างที่ผมนั่งรอเขาเลิกงานก็มีคนถือของขวัญมารอให้เขากันหลายคน แต่เพราะเขาไม่ยอมออกมาจากหลังเวที ก็เลยทำให้ของขวัญพวกนั้นไม่ได้ตกถึงมือเขาเลยสักชิ้นเดียว เขาถึงได้เดินตัวเปล่า มีแค่เจ้ากีต้าร์โปร่งที่เขาสะพายบ่าอยู่เท่านั้น

 

ฮึก ก กก ฮือ อออ อ…” ผมยังเอาแต่ร้องไห้ไม่หยุด และเขาก็คงสุดจะทนถึงได้เดินเข้ามาใกล้ผม ต่อจากนั้น

 

เขาก็กดหัวผมให้จมลงไปบนแผงอกที่ผมเพิ่งรู้ว่ามันอุ่นมากๆ!!!

 

ผ ผม อึ้งรู้สึกว่าสมองกำลังเบลอไปหมด

 

เพราะไม่รู้ว่าควรทำตัวยังไงก็เลยกำมือแน่นจนเล็บเผลอไปจิกโดนเนื้อแบบเน้นๆ แต่เขาไม่ได้กอดผม เขาแค่เอาหัวผมไปซุกอยู่ตรงหน้าอกของเขาเฉยๆ เพื่อให้ผมหยุดร้องไห้ ซึ่งเขาคิดถูกแล้วที่ใช้วิธีนี้ เพราะมันเป็นวิธีที่ทำให้ผมหยุดร้องไห้ได้อย่างน่าประหลาด

เฮ้อ~ ร้องไห้แล้วทำให้ปวดหัวนะครับ ไม่รู้รึไง เหมือนเขาจะเหนื่อยกับผมอยู่พอควรถึงได้ถอนหายใจออกมาแบบนั้น

 

ผมค่อยๆคลายมือที่กำออกและยกมันขึ้นมากำเสื้อของเขาเอาไว้พร้อมกับลองซุกหน้าให้ใกล้มากยิ่งขึ้น นี่คงเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายกระมังที่ผมจะได้รับการกระทำเหล่านี้จากเขา เพราะเราเพิ่งรู้จักกันได้ไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา แต่ถึงเราจะรู้จักกันเป็นปีๆ ผมเชื่อ ว่ายังไงๆสะเขาก็คงไม่คิดที่จะทำแบบนี้กับผมแน่ๆ แต่ไอ้ที่ทำอยู่ตอนนี้น่ะ

 

จะรู้บ้างไหมว่าทำให้หัวใจผมเต้นแรงมากๆ  

 

ท่ามกลางอากาศหนาวๆในวันคริสต์มาสแบบนี้ ซึ่งปีนี้ นอกจากอาหารแล้วนี่คงเป็นของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับผมแล้วก็ว่าได้  

 

 

 

 

 

ผมยังคงเดินทางไปที่ร้านเหล้าร้านนั้น เป็นเวลา 3 วันติด ซึ่งคราวนี้ผมไม่ได้นั่งหลบอยู่ในมุมมืดๆอีกแล้ว ผมออกมานั่งอยู่ในมุมที่เขาสามารถเห็นผมได้อย่างชัดเจน ผมมองเขา เขาเองก็มองผมก่อนจะส่งยิ้มมาให้ ผมยิ้มตอบแล้วหลบตาเขาทันที แต่เป็นเพราะว่าผมเขิน ผมเขินยิ้มของเขามากๆ ยิ้มที่เต็มไปด้วยความจริงใจ ไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำออกมาเหมือนคนอื่นเวลาอยู่ตรงหน้าผม

 

            เขาเป็นคนดีจัง

 

            เพลงแล้วเพลงเล่า เขาร้องจนจบและบอกขอบคุณคนฟังในร้านที่ยืนปรบมือให้ผ่านไมค์ ก่อนจะหันมามองทางผมแล้วยิ้ม ผมไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหมที่เห็นว่าเขายิ้มในแบบที่ผมอยากเห็นมากๆ ผมยิ้มตาม แต่แล้วก็ต้องเจื่อนยิ้มลงทีละนิดๆเมื่อค้นพบความจริงบางอย่างว่าที่เขายิ้ม เขาไม่ได้ยิ้มให้ผม

 

       แต่เขากำลังยิ้มให้คนที่นั่งอยู่ข้างหลังผมมาตั้งแต่แรกแล้วต่างหาก

 

            ช่อดอกไม้ในมือของผู้หญิงคนนั้นวันนี้มันสวยกว่าทุกๆวัน เธอลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปด้านหน้าเวที ส่งไปให้เขาแล้วเขาก็รับไปถือไว้ทันที ทุกคนในร้านส่งเสียงโห่แซวออกมาให้ได้ยินบ้างประปราย เขายิ้มโดยที่ไม่มองสถานการณ์โดยรอบ คล้ายกับว่ากำลังเขิน เธอเองก็เช่นกัน ผมมองอยู่ตลอดเวลา ก่อนจะค่อยๆยืนขึ้นช้าๆ และถ้าผมไม่โง่จนดูไม่ออก

 

            ทั้งสองคนคงจะกำลังคบกันอยู่ใช่ไหม

                

            แต่ก็ดูเหมาะสมกันอย่างกับกิ่งทองใบหยกดี เขาดูดี เธอเองก็น่ารัก อยู่ด้วยกันแล้วผมต้องด่าตัวเองในใจดังๆว่าควรทำใจ เมื่อวานที่ผมบอกชอบเขาไป ผมไม่รู้เลยว่าเขามีคนอื่นอยู่แล้ว ผมไม่ใช่แค่อ้วน ผมยังโง่ โง่จนน่าสมเพชอีกต่างหาก  

 

            ผมเดินออกมาจากในร้านช้าๆ ปล่อยให้เขาและเธอมีความสุขกันท่ามกลางคนโดยรอบที่เห็นดีเห็นงามด้วย ตอนแรกผมคิดว่าในเมื่อเขารู้ว่าผมมีตัวตนแล้ว ผมคงจะอยู่ในสายตาเขาบ้าง แต่จากหลักฐานที่เห็นเมื่อกี้ ผมนั่งอยู่ในที่ที่เห็นได้100% แต่เขาก็เลือกที่มองผ่านผมไปเพื่อมองไปที่คนที่สำคัญยิ่งกว่า

 

            ไม่น่าเลยผม

 

            สุดท้ายแล้วผมก็ต้องกลับมายืนอยู่ที่จุดๆเดิม ที่ที่ผมควรอยู่เฉยๆ อย่าแม้แต่จะริทำอะไรทั้งนั้น ไว้มีโอกาส ถ้าฟ้าขีดไว้ให้เราได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง เราคงได้เจอกันในวันนั้น และกลับมารู้จักกันอีก  

 

            แต่ตอนนี้ ลาก่อน จองกุก ขอให้มีความสุขมากๆนะ

 

 

 

 

 

            ไฟท์บินเวลาตี 5:50 นาทีใกล้เข้ามาทุกทีๆ ผมอยู่ในสนามบินอินชอน กำลังจะมุ่งหน้าไปประเทศอังกฤษ ผมขอพ่อกับแม่ไปเรียนต่อที่นั่น ไปใช้ชีวิตใหม่ที่นั่น ผมอยากเปลี่ยนตัวเอง ไม่อยากอยู่แต่ในบ้าน และไม่อยากไปที่ร้านเหล้าร้านนั้นอีกแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

5 ปีผ่านไป

 

            เฮ้ วี บังเอิญจังเลยนะ คริสต์มาสปีนี้จะไปเที่ยวไหนละ ให้ฉันไปเป็นเพื่อนไหมผมเลิกสนใจเสื้อไซด์ L ตรงหน้าร้านๆหนึ่งบนห้างสรรพสินค้า แล้วหันไปมองคนที่คุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี

 

มาร์ค เพื่อนร่วมคณะในมหาลัยก่อนจะจบออกมาแล้วแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตตามอัธยาศัย มาร์คเป็นชายหนุ่มชวนฝันของสาวๆตาน้ำข้าวหลายคน รวมถึงสาวเอเชียก็ด้วย ก่อนมาร์คจะได้ทำงานเป็นเรื่องเป็นราวอยู่ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เป็นศัลยแพทย์ที่ได้รับการยอมรับอย่างล้นหลามในหมู่คนไข้ แต่สำหรับผม ผมกลับว่างงาน แต่เพราะผมไม่เลือกงานเองต่างหาก เวลาตลอดทั้ง 5 ปีเต็มผมไม่ใช่แค่เรียนอย่างเดียว ผมยังดูแลตัวเองจนตอนนี้ น้ำหนักตัว 110 กิโลกรัมได้ลดลงมาเหลือ 58 กิโลกรัมเท่านั้น

 

        แถมยังน้อยลงจากของเดิม สมัยอยู่มอปลายอีกตั้ง 2 กิโลกรัมแหน่ะ

 

            “พอดีฉันต้องกลับไปหาพ่อกับแม่ที่เกาหลีน่ะ จะไปด้วยกันไหมละ

 

ฉันไปได้ด้วยเหรอ?...”

 

ได้สิ ถ้านายตอบตกลง เราจะได้ออกเดินทางกันวันมะรืนนี้เลย

 

งั้นตกลง…”

 

 

 

 

 

ผมเดินทางจากประเทศอังกฤษมาถึงประเทศเกาหลีใต้โดยสวัสดิภาพ สัมภาระทุกอย่างถูกยัดลงกระเป๋าเดินทางที่เดินลากอยู่ การแต่งตัวของผมในตอนนี้ก็เหมือนกับว่าคาดคะเนสภาพอากาศของที่นี่ได้ถูกเผง ผมถึงได้แต่งตัวในชุดคลุมกันหนาว บูท และถุงมือ มาร์คเองก็เช่นกัน แต่แต่งออกมาแล้วกลับดูดีกว่าผมอย่างมหาศาลจนผมอิจฉาอยู่เป็นระยะๆเมื่อหางตาเผลอไปมองเข้า

 

หนาวแหะมาร์คเดินล้วงมือเข้ากระเป๋าเสื้อคลุมกันหนาวของตัวเองแล้วบอกออกมาลอยๆ  ควันขาวๆลอยออกมาจากในปากนั่น เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่พิสูจน์ให้เห็นจะๆคาตา

 

หาไรกินก่อนไหม เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง ถือเป็นการเปิดบ้านต้อนรับทริปสั้นๆของนายที่หวังว่าคงจะสนุกจนถึงวันสุดท้ายก่อนจะกลับอังกฤษ  ฮ่าๆๆๆ ผมหัวเราะพร้อมกับส่งประกายในตาที่กำลังมีเคล้าความสนุกซ่อนอยู่ บางทีมาร์คอาจจะไปไม่รอดกับทริปสั้นๆที่นี่ก็เป็นได้ มันค่อนข้างจะสมบุกสมบันอยู่เหมือนกัน

 

เพราะผมวางแพลนไว้ว่าจะทัวร์ตามต่างจังหวัด ขึ้นเขา ลงห้วย คงจะอยู่ในกรุงโซลแค่ 2-3 วันแรกเท่านั้นแหละ ให้พ่อกับแม่เห็นหน้าคลาดก่อนตาว่าเป็นยังไง สบายดีไหม จบการทัวร์หนำใจแล้วค่อยกลับมาพักยาวๆที่บ้านต่อ คงอยู่ได้ประมาณ 5 วันผมก็คงต้องกลับประเทศอังกฤษไปจัดแจงบ้านที่นั่นว่าจะขายหรือจะปล่อยให้คนอื่นเช่า

 

เพื่อที่ผมจะได้กลับมาอยู่เกาหลีได้อย่างถาวร

 

ออกปากชวนแบบนี้แล้วฉันจะปฏิเสธลงได้ไงละ งานนี้ต้องเอาให้คุ้มสิ ขอร้านที่นายคิดว่าเจ๋งที่สุด เอาให้สมกับที่ฉันอุตส่าห์ตามนายมาถึงนี่ ฝากด้วยนะวี

 

            ได้เลย เดี๋ยวฉันจะพาไปกินของอร่อยๆ เอาให้ท้องแตกไปเลยดีไหม~”

 

ไม่กลัวกลับไปอ้วนเหมือนเดิมอีกรึไง?” มาร์คถามผม ทำให้ผมฉุกขึ้นมาถึงตัวเองในอดีต อดีตที่ผมเคยน้ำหนักตัวถึง 110 กิโลกรัม ชีวิตวนเป็นลูปอยู่กับการกิน อ่านหนังสืออยู่กับบ้าน ไม่ออกไปไหน แถมอะไรดีๆรอบๆตัวก็น้อยครั้งนักที่จะพบพาน เพราะมีแต่คนดูถูกผม ผมสารภาพเลยว่าผมไร้ที่ยืนบนสังคมเลยละในตอนนั้น

 

ไม่ละ ตอนนี้ฉันเปลี่ยนไปแล้ว ฉันคิดได้แล้วว่าควรจะใช้ชีวิตยังไง ไม่มีทางที่ฉันจะกลับไปอ้วนเป็นร้อยๆกิโลได้อีกแน่นอน รับรอง~”

 

            ดีจังเลยนะ ฉันว่านายต้องมีแรงบันดาลใจอะไรสักอย่างแน่ๆ ฉันหมายถึง ไอดอลในดวงใจของนายน่ะ…”

 

            แรงบันดาลใจงั้นเหรอ

 

            ก็ต้องมีสิ

 

            แต่ป่านนี้ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง สบายดีไหม หรือว่าแต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว

 

 

 

 

 

            วี คืนนี้ไปดริ๊งก์กันหน่อยไหม

 

            มาร์คชวนผมหลังจากจู่ๆก็เด้งตัวขึ้นมาจากเตียงในห้องนอนผมพร้อมกับทำหน้าตาตื่น

 

            ที่แท้ก็อยากเที่ยวกลางคืนนี่เอง

           

            อยู่ที่อังกฤษไม่ค่อยได้ไปสังสรรค์ใช่ไหมละ งั้น ได้สิ เดี๋ยวฉันพาไป ไปเดี๋ยวนี้เลยก็ได้นะ

 

            งั้นไปเดี๋ยวนี้เลย

 

            และมาร์คกับผมก็ออกเดินทางจากบ้านมายังสถานบันเทิงในย่านๆหนึ่ง ย่านประจำที่ผมเคยมาทุกวันจนจำทุกตรอกซอกซอยได้

 

ร้านเหล้าร้านนั้น 

           

            มันยังเปิดให้บริการอยู่ และผมก็กำลังเดินอย่างมีสติเข้าไปด้านใน เดินนำหน้ามาร์ค ก่อนจะหยุดเพื่อมองไปรอบๆ บรรยากาศที่นี่ยังเหมือนเดิม ไม่มีการปรับปรุงใดๆทั้งสิ้น ที่นั่งยังตั้งอยู่ที่เดิม ที่ประจำของผมก็เช่นกัน ผมเลือกที่จะเดินไปนั่งมันอย่างไม่ลังเล มาร์คเดินตามผมจนกระทั่งถึงที่ นั่งลงคนละฝั่ง ผมนั่งหันหน้าออกไปทางหน้าเวทีที่ตอนนี้เริ่มมีนักดนตรีทยอยกันขึ้นไปเช็คเครื่องเสียงบ้างบางคน ผมมองด้วยความหวัง หวังว่าจะเจอ เขา

 

            ผ่านมา 5 ปีทุกอย่างที่นี่ยังไม่เปลี่ยนไป ผมภาวนาว่าเขาเองก็คงจะไม่เปลี่ยนไปเหมือนกัน

 

            เด็กเสิร์ฟมายืนรอรับออเดอร์จากผม แต่มาร์คกลับอาสาทำหน้านี้นั่นแทนด้วยการสั่งเหล้าให้ตัวเอง 1 ที่และสั่งน้ำอัดลมผสมเหล้าให้ผมอีก 1 ที่ เพราะมาร์คยังรู้ดีว่าผมไม่ใช่คนคอแข็งมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เด็กเสิร์ฟได้รับออเดอร์แล้วเดินออกไป ส่วนผมยังเอาแต่ชะเง้อคอมองหาเขาอยู่ตลอดเวลา  

 

            น น้อง น้อง!…” ผมรีบคว้าแขนเด็กเสิร์ฟที่เพิ่งเดินตัดหน้าไปให้หยุดเดินแล้วเพ่งตามองเพราะรู้สึกคุ้นเหลือเกิน และก็เป็นไปตามที่คิดไว้ ในจังหวะที่เด็กเสิร์ฟตรงหน้าหันมา นั่นละคือคนๆเดียวกันกับเด็กเสิร์ฟเมื่อ 5 ปีก่อน

 

            ยังอยู่

 

            ครับ?”

 

            “น้องจำพี่ได้ไหม…”

 

            “เราเคยเจอกันมาก่อนด้วยเหรอครับ?” เด็กเสิร์ฟตรงหน้าทำหน้างงๆ ก่อนผมจะไล่สายตาไปเห็นป้ายชื่อที่ไม่รู้ว่าติดอยู่บนอกข้างซ้ายของน้องเขามานานแค่ไหนแล้ว แต่ผมเพิ่งเห็นเป็นครั้งแรก แบมแบม น้องเขาชื่อแบมแบม ไม่งั้นผมคงเรียกน้องเขาว่าน้องๆอยู่อย่างนั้นไปตลอดแน่ๆ

 

            “พี่ไงพี่ที่เคยมานั่งตรงนี้ประจำ แล้วพี่ก็ชอบฝากเงินให้น้องเอาไปให้นักร้องที่ร้องเพลงอยู่บนเวทีน่ะ…”

 

            “พี่…” แบมแบมนึก สักพัก ก่อนจะอุทานออกมาเป็นประโยคยาวเหยียด ห้ะ! พี่พี่เองเหรอ!...เห้ย! พี่โม้ผมป่ะเนี่ย ทำไมตอนนี้พี่ดูดีขึ้นเป็นกองอย่างงี้อ่ะ ผิดกับเมื่อก่อน ที่ครับ ผมจำไม่ได้ผมบอกตรงๆ ถ้าไม่บอกผมก็ไม่รู้เหมือนกัน โห่แล้วนี่พี่หายไปไหนมาตั้งนาน…”

 

            “พี่ไปเรียนต่อน่ะ แต่ก็นั่นละ คือพี่จะถามว่า นักร้องคนนั้นที่ชื่อว่าจองกุก ยังร้องเพลงอยู่ที่นี่อยู่ไหม?…” ผมคาดหวังกับคำตอบของแบมแบม ใช่ ผมอยากเจอเขา ถึงผมจะเคยบอกกับตัวเองว่า ไว้มีโอกาส ถ้าฟ้าขีดไว้ให้เราได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง เราคงได้เจอกันในวันนั้น และกลับมารู้จักกันอีก  แต่ผมรอไม่ได้ ผมมาถึงที่นี่แล้ว อย่างน้อยผมก็ต้องได้เจอเขา

 

            “จองกุกเหรอพี่ มันลาออกไปได้ 3 ปีแล้ว

 

            ลาออก?” เหมือนหัวใจมันหล่นลงไปกองอยู่ที่ตาตุ่ม ผมคิดไว้แล้วไม่มีผิด สังหรณ์ใจมาตั้งแต่เดินเข้าในร้านเหล้าร้านนี้แล้ว สังหรณ์ใจว่าผมจะไม่ได้เห็นหน้าเขาอย่างที่อยากเจอแน่ๆ

 

            “ใช่ครับ ลาออกไปแล้ว ทำไมอ่ะ รึว่าพี่อยากเจอมัน?”

 

            “…” ใช่ ผมอยากเจอเขามากๆ มากจนไม่รู้จะบอกออกมายังไง

 

            “มันทำงานอยู่ที่ใหม่อ่ะครับ แต่เอาจริงๆมันก็ทำไม่เป็นหลักเป็นแหล่งหรอก ย้ายไปนู้นมานี้บ่อย ถ้าพี่อยากเจอ คืนนี้พี่ คืนนี้พี่ไปแถวๆห้างตรงเนี่ย มันคงร้องเพลงดีดกีต้าร์ของมันอยู่ อย่าช้านะครับพี่ เพราะผมก็ไม่รู้ว่ามันจะย้ายที่ไปที่ไหนอีก เหมือนแสงที่ปลายอุโมงค์ หลังจากแบมแบมบอกผมจนหมด ผมก็แทบจะลุกพรวดออกไปจากที่นี่ทันที แต่ก่อนจะไปผมก็ไม่ลืมที่จะกระตุกแขนเสื้อมาร์ค พร้อมกับควักเงินหลายหมื่นวอนให้แบมแบมแทนคำขอบคุณ

           

            ขอบใจมากนะ อ่ะ นี่เงิน

 

            ไม่เป็นไรพี่ ผมได้จากลูกค้าคนอื่นมาเยอะแล้ว พี่เอาเงินนี้ไปให้มันดีกว่า มันรับบริจาค ไม่แน่นะพี่ มันอาจจะจำพี่ได้ด้วยเงินนี่ก็ได้ ผมไปละเดี๋ยวโดนผู้จัดการด่า

 

            ผมได้ยินดังนั้นจึงพยักหน้ารับให้แบมแบมที่กำลังยิ้มให้ผมแล้วเพิ่งเดินแยกออกไป แต่มาร์คที่เพิ่งลุกขึ้นยืนก็รีบควักเงินของตัวเองออกมาจ่ายค่าเหล้าเมื่อกี้ที่สั่งไป ทั้งที่ยังไม่ได้คำอธิบายอะไรจากผมถึงเรื่องเมื่อกี้ที่ได้ยินเลยด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องสับขาตามผมแทบไม่ทันเพราะผมรีบวิ่งออกไปจากร้านพร้อมกับดึงแขนมาร์คให้ตามออกมาด้วย

 

            วี! ไม่ต้องรีบถึงขนาดนั้นก็ได้!”

           

 

 

 

 

            อีกไม่ถึง 2 ชั่วโมงก็จะวันคริสต์มาสแล้ว บรรยากาศหน้าห้างสรรพสินค้าที่ผมรู้จักดีถูกตกแต่งให้กลายเป็นเมืองๆหนึ่งที่เต็มไปด้วยต้นคริสต์มาส ซานตาคลอส และกล่องของขวัญขนาดต่างๆที่วางสะเปะสะปะอยู่ แต่เป็นเพราะคนวางตั้งใจที่จะวางมันให้มันเป็นแบบนั้น เป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่มองดูรวมๆแล้วสวยจนน่าทึ่ง

           

            ผมขับรถพามาร์คมาถึงหน้าห้างแล้วและพาเดินหาเขาจนทั่ว แต่ก็ไม่เห็นวี่แววว่าจะเจอเลยแม้แต่คนคล้ายคลึงกัน จนกระทั่งผ่านไปราวๆครึ่งชั่วโมง

 

            ผมคิดว่าผมคงหมดหวังที่จะเจอกับเขาแล้ว เขาคงย้ายที่ไปที่อื่นแล้วอย่างที่แบมแบมบอกไว้ แต่กลางลานหน้าห้างที่ล้อมไปด้วยคนจำนวนมากมาย ตรงนั้นคงจะมีอะไรที่น่าสนใจอยู่พอตัว ผมจึงเดินพามาร์คเข้าไปดู แล้วก็ต้องเซถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัวเมื่อเจอเข้ากับ เขา ที่กำลังนั่งดีดกีตาร์โปร่งตัวเดิม ตรงหน้ามีกระเป๋าใส่กีต้าร์วางเปิดอยู่เพื่อให้คนใจบุญร่วมบริจาค

 

            เขาดูไม่เปลี่ยนไปเลย ยังคงมีสีหน้าร่วมไปกับเนื้อหาของเพลงๆนั้นอยู่เหมือนเดิม คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเหมือนเดิม หลับตาลงแล้วเอื้อนเอ่ยทุกตัวโน้ตออกมาช้าๆเหมือนเดิม ที่เปลี่ยนไปก็คงเป็นทรงผมของเขา รูปร่างของเขา มันดูดีมากขึ้นกว่าเดิมจนผมยังไม่อยากจะเชื่อสายตา เขาดูหล่อขึ้นมากๆ หล่อกว่ามาร์คที่ยืนอยู่ข้างๆผมสะอีก

 

            เขาร้องเพลงไปเรื่อยๆ คนโดยรอบก็เข้าไปบริจาคเงินให้เขากันอย่างไม่ขาดสาย ก่อนจะผ่านไปเพลงแล้วเพลงเล่า ผมไม่รู้ว่าเพลงสุดท้ายของเขาคือเพลงอะไร แต่ผมก็ยังจะไม่ไปไหน ผมยังยืนอยู่ตรงนี้ในที่ที่เขาไม่น่าจะมองเห็นผมได้

 

            คล้ายกันกับเหตุการณ์ภายในร้านเหล้าเมื่อ 5 ปีก่อน ผมชอบนั่งอยู่ในมุมมืดอย่างหลบซ่อนตัวเอง สารรูปผมตอนนั้นแย่พอกับความมั่นใจของผมที่ไม่มีเลยสักนิดเดียว แต่ตอนนี้ผมเปลี่ยนไป แต่ผมก็ยังอยากยืนอยู่ในมุมที่ผมเห็นเขาได้ หลงใหลเขาได้ และยิ้มให้กับเขาแม้ว่าเขาจะเห็นผมอยู่ในสายตา

 

            เสียงกีตาร์หยุดลงไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ มาร์คใช้ข้อศอกสะกิดที่แขนของผมเบาๆเพื่อให้ผมเอาเงินที่ยืนกำมันอยู่นานสองนานไปบริจาคให้เขา ผมที่ยังตั้งสติไม่ได้ก็เผลอเดินออกไป ฝ่ากลางแถวที่มีคนยืนล้อมกันอยู่ จนไปปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเขา

 

            เป็นจังหวะเดียวกันกับเขาที่ลืมตาขึ้นมาแล้วมองมาที่ผม เขามองผม ผมเองก็มองเขา ในมือผมก็เอาแต่กำเงินจนมันยับไม่เป็นทรง แต่เป็นเพราะว่าผมตื่นเต้นจนหัวใจแทบจะไหวเฉียบพลัน นี่เป็นอีกครั้งที่ผมเผชิญหน้ากับเขาโดยที่ผมปล่อยให้เขามองอยู่เฉยๆ

 

            แล้วผมก็ตัดสินใจได้ว่าควรจะทำตัวยังไงหลังจากนั้น ผมเดินเข้าไปใกล้เขา ใกล้เข้าไปเรื่อยๆในขณะที่ก็มองเขาไปด้วย ก่อนจะหยุดยืนอยู่นิ่งๆในระยะห่างจากเขาไม่กี่เซนติเมตร

 

            ร้องเพลงเพราะจังเลยนะครับผมค่อยๆวางเงินใส่กระเป๋ากีตาร์ตรงหน้า เงยหน้าขึ้นมามองเขาแล้วยิ้มช้าๆ มันยากมากที่ผมจะยิ้มได้เพราะผมปากสั่นไปหมด น้ำตาก็เหมือนจะคลอที่เบ้าตา และมันอาจจะกำลังไหลออกมาในอีกไม่ช้านี้ก็ได้

           

             เขามองตามผมทุกการเคลื่อนไหว แต่เขาไม่แม้แต่จะพูดอะไรกับผมเลย เขาปล่อยให้ผมวางเงิน พูดคนเดียว หันหลัง แล้วกำลังจะเดินออกไปช้าๆ

 

             แทฮยอง…”

 

            น้ำตาผมล้วงเผาะทันที ผมคิดว่าเขาจะจำผมไม่ได้สะแล้ว แต่เขายังจำผมได้ ชื่อของผมเขาก็จำได้ ผมค่อยๆหันไปหาเขา แต่ก็ช้ากว่าเขาที่เข้ามากอดผมอย่างแรง ผมเกือบจะหงายหลังแล้วแต่ก็ได้มือของเขากระชับไว้ที่หลังของผม ก่อนจะดันให้แนบไปกับตัวเขาเองจนแน่น  

 

            หายไปไหนมา…”

 

            “ฮึก ก ก ฮือ ออ ออ…” ผมกอดเขาตอบ เกยคางลงบนไหล่ของเขา แล้วก็ร้องไห้ออกมาจนหมด โดยไม่แคร์สายตาของคนโดยรอยเลยสักนิดเดียว

 

      ทำไมต้องร้องไห้ด้วย…”

 

      “…”

 

      ร้องไห้แล้วทำให้ปวดหัวนะครับ ไม่รู้รึไง

 

            ประโยคนี้ผมยังจำได้ ผ้าเช็ดหน้าผืนเดิมที่ตอนนี้เขากำลังหยิบออกมาเช็ดน้ำตาให้ผมก็ด้วย เขาทำมันเหมือนเมื่อ 5 ปีก่อน เขามองผม ผมเองก็มองเขา เรามองตอบกันไปมา ผมมองลึกเข้าไปนัยน์ตาของเขาที่เริ่มแดงขึ้นเรื่อยๆคล้ายกับว่าจะร้องไห้ตามผมออกมา ผมงง และไม่ใช่แค่งงอย่างเดียวผมยังมีคำถามมากมายที่ผุดขึ้นมาในหัวราวกับดอกเห็ด ผมไม่รู้ว่าตอนนั้น เขาคิดอะไร แต่สำหรับตอนนี้ ผมรู้แค่ว่า ผมดีใจมากๆ และผมก็อยากให้เขากลับมาเป็นของขวัญในวันคริสต์มาสที่ดีที่สุดของผมเหมือนเดิม แม้ว่าผมจะไม่เคยถามความสมัครใจของเขาเลยสักคำเดียวว่าตกลงไหม เพราะผมเป็นฝ่ายเริ่มทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ฝ่ายเดียวมาตั้งแต่แรก เขาคงไม่รู้ตัวด้วยซ้ำถ้าหากผมไม่บอกไปว่าชอบในวันนั้น

 

            แต่ผมก็ต้องการคำตอบ ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้แล้ว ก่อนหน้านี้ที่เขาเรียกชื่อผม แล้วก็เข้ามากอดผม แถมยังถามผมว่าหายไปไหนราวกับเวลาที่ผ่านมาเขารอผมอยู่

 

         แล้วเธอคนนั้นละ ในร้านเหล้าวันนั้น

 

            ใช่ ผมต้องการคำตอบจากเขา แต่ผมคงจะได้มันหลังจากนี้

 

หลังจากที่เขาคลายกอดออกไปแล้วประทับจูบมาที่แก้มของผมแทน

 

บางทีผมกับเขาอาจจะได้เริ่มทุกสิ่งทุกอย่างด้วยกัน ใหม่ ก็เป็นได้

 

      นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป






Spoil 

110千克(2/2)+VALENTINE

 

       “ถ้ารักลูกชายของฉัน...


            ก็ออกไปจากชีวิตลูกชายของฉันสะ…”






:)


©
t
b
u
t
t
e
r
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 26 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

799 ความคิดเห็น

  1. #770 Phakchira1 (@Phakchira1) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2562 / 09:00
    ซึ้งมากกก จองกุกทำไมนายดีอย่างงี้อะ TT
    #770
    0
  2. #711 Aonma1997 (@Aon--Aon) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 เมษายน 2561 / 16:51
    สปอยได้ทำร้ายจิตใจมากฮืออออออ
    #711
    0
  3. #699 _JKV95+97 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 เมษายน 2561 / 07:55
    งื้ออออกลับมาอ่านภาคต่อยุไสสสสสสไรท์จ้ามาต่อเลยนะ5555
    #699
    0
  4. #674 Noeyoey (@Noeyoey) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 13 มกราคม 2561 / 17:06
    สปอยแบบบเดฟดฟดผเเหเกต่อจิตจัยมั้กๆTT /วิบัติเพื่ออรรถรสส
    #674
    0
  5. #658 MARKTUAN190 (@MARKTUAN190) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2560 / 11:21
    โอ้ยย ฮือจะร้องไห้ตอนดุกกอดแท เราว่าแบ้วอ่ะว่านางต้องชอบแท ตอนต่อไปยังจะดราม่าอีกหรอฮอล
    #658
    0
  6. #644 Rubybunny (@JK_Kie_Vkook) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 10 กันยายน 2560 / 10:18
    สปอยตอนที้สองม่าอ่าาาา ตอนที่2อยู่ไหนอ่า
    #644
    0
  7. #624 sofar_fa (@fafar4840) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2560 / 00:42
    โฮฮฮฮ น้ำตาไหลอีกแล้ว ซึ้งอ่ะ โคตรดี แต่สปอยนี่แบบ...น้ำตาเราต้องไหลอีกแน่ๆ แต่ไหลเพราะความดราม่า ไม่ใช่ความซึ้งใจอย่างในตอนนี้ ใช่ไหม
    #624
    0
  8. #527 Remotta (@kawi-sk) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2559 / 20:45
    เขียนดีมากก ฟินน
    #527
    0
  9. #447 Love All Kpop (@weloveexobctsx) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2559 / 00:54
    เดี๋ยวๆ คือที่แทนั่งในมุมมืดกุกก็เห็นมาตลอดน่ะสิ แถมสนใจด้วยแหละ เค้าซึ้งมากๆเลยนะ คนอ้วนก็มีหัวใจ อิพวกที่ขำเนี่ย.. หื้มมม น่าจับมาตีก้นให้เข็ด 5555 มันหมั่นไส้ แล้วเค้าก็สงสารแทมากๆด้วยอ่า ตอนนี้แทลดน้ำหนักตัวเองแง้ว แถมยังกลับมาดูดีจนแบมแบมตกใจอีก อยากทราบว่าคุณ..เอ่อ..คุณมาร์คยังยืนอยู่ที่เดิมมั้ยคะ? หรือเลี่ยนตายไปแล้ว 55555 ดูเค้ากอดกันท่ามกลางผู้คนในวันคริสต์มาสสิ หน้าอิจฉาจริมๆ (-..-) งื้อออ แต่ข้องใจตอนสปอยมาก ไรท์!! สปอยแบบนั้นหมายความว่ายังไงคะ นั่นพ่อ(????) แต่ถ้าพ่อแทกุกต้องเอาชนะใจให้ได้นะ เรามีดีที่ตัวหนิ หุหุหุ หรือแม่แท หรือน้า อา ปู่ ย่า ตา ยาย พี่ น้อง ??? โง้ยย นี่ก็เดามั่วเดาซั่วเลย 555 ค้างมากๆเลย สงสารคนๆนั้นง่ะ (กุกหรือแท?) T^T ออมม่า!!!
    #447
    0
  10. #426 wyjh3025 (@wyjh3025) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2559 / 17:24
    อมกกกกก ทำไมคุณพ่อ(?) ต้องใจร้ายแบบนี้ด้วย ก็ลูกเค้ารักกันก็ปล่อยเค้าไปเหอะค่ะ

    น้องกุกเป็นผชที่ดีมากกกก ขนาดน้องแทอ้วนกลมขนาดนั้นกุกก็ไม่รังเกียจ แถมยังรอน้องแทด้วย ฮืออออออ ความรักของแทแทใกล้จะสมหวังละ แต่ก็จะมีเรื่องมาขัด ลูกกำลังจะมีความสุขทำไมต้องมาขวางงง แงงงง น้องกุกรักแทจริงๆอ่ะ ซึ้งใจแทนน้องแทมาก ไม่คิดว่าน้องจะจริงจัง ฮืออออ
    #426
    0
  11. #389 ArMY (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 1 มีนาคม 2559 / 18:37
    เห้ยยยยย ไม่คิดว่ากุกจะชอบแทจริงอ่ะ นึกว่าแค่แบบไม่รังเกียจ ก็คิดว่าจองกุกอาจจะแค่คนดีคนนึง แต่ไม่ได้แปลว่ารัก แต่พอมางี้มันดูเหมือนจองกุกอาจจะคิดแบบเดียวกับแทฮยองมาตลอด จำแทแทได้ด้วย วันนั้นจองกุกอาจจะไม่ได้คบกับผู้หญิงคนนั้นก็ได้ หรืออาจจะไม่ได้เป็นอะไรกันแต่แรกก็ได้ แทฮยองคิดไปเอง แต่ำ้าไม่เป็นงี้ แทฮยองอาจจะไม่ได้เริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเอง

    แต่ดูพอเริ่มจะเริ่มต้นกันก็ดูจะมีอุปสรรคเข้ามาละ ครอบครัวแทฮยองดูน่าจะไม่ยอมรับนักดนตรีสตรีทแบบจองกุก คงไม่ง่ายแล้วล่ะ รีบอัพต่อเำอะนะไรต์ อีดแค่ตอนเดียวเองงงงงงงงงงง

    ตอนอ่านนี่พยายามคิดภาพตาม แทแทอ้วนขนาดนั้นจะเป็นยังไง ลดมาซะขนาดนี้ ผอมกว่ากุกแล้วมั้งเนี่ย555555
    #389
    0
  12. #388 L`Jg (@0710ksm) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 1 มีนาคม 2559 / 02:52
    ภาค2อยุ่หน๊ายยยยย ภาค2 โอ๊ยยย มัคนค้างคา พ่อแทยองอะไรอ่ะ กว่าเขาจะเจอกัน ไหนจะเรื่องผญคนนั้อีก ไหนจะสปอยอีก จะบร้าาาาาาาา 
    #388
    0
  13. #310 วีกุก (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2558 / 23:47
    โฮวววว แทฮยองอา~~ รออ่านต่อภาค2 นะคะ
    #310
    0
  14. #288 valentineloza (@zattlecaramel) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2558 / 15:23
    ทำไมสปอยล์ถึงได้ทำร้ายขนาดน้ีหนอออ ฮืออออ
    แทแทลูก แม่ก็อยากมีโมเม้นลดน้ำหนักแบบนั้นบ้างจัง แต่ปากมันไม่ทำตามนี่สิ5555555555
    #288
    0
  15. #286 Tomoekung (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2558 / 14:44
    แทฮยองงงงงงง ม่ายยยยยยยย TT

    ไรต์อ่าาาา สู้ๆนะ เค้ารออยู่นะ ฮพือออออ
    #286
    0
  16. #265 jinjuchy (@jinjuchy) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2558 / 21:29
    สปอยล์ดูโหดมาก .. ไม่ใช่พ่อของแทฮยองนะ ไรท์นี่แหละโหด โอ้โหวาเลนไทน์ !
    #265
    0
  17. #258 Baka Sheep (@baka-sheep12) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2558 / 16:07
    สะ..สปอยดูโหดร้ายจัง แงงง ไม่เอานะแค่นี้ก็สงสารแทฮยองจะแย่ ;-;
    #258
    0
  18. #257 pemaii-pp (@pemaii-pp) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2558 / 12:20
    สงสารก้อนนน;-;
    #257
    0
  19. #256 a_aphik (@a_aphik) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2558 / 04:15
    แทฮยองเป็นก้อนกลมๆ งือออ น่ารัก นึกว่ายอมแพ้แล้วซะอีก แล้วซาปอยคืออารายยยย ทำไมดูทำร้าย 
    #256
    0
  20. #253 realangie11 (@realangie11) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2558 / 00:42
    หมูน้อยแทแท ฮอลลลลล กลับมาผอมเหมือนเดิมทำแบมตกใจเลยทีเดียวเชียว แล้วกุกนี่อะไรน่ะ ชอบแทหรอออ ชอบตั้งแต่ยังตัวกลมๆรึเปล่าาาาา แล้วผญที่ร้านเหล้าคนนั้นเป็นใคร น้องสาวหรอ ไม่ใช่หรอก55555 แล้วคำสปอยคืออะไรทำร้ายจิตใจกันนัก เตรียมทิชชู่ซับน้ำตาเลย รอนะไรท์
    #253
    0
  21. #252 Raito Yamakiji (@littlecat2542) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2558 / 00:30
    โอย เกือบน้ำตาร่วงตามแททท โง้ยน่าสงสารจริงๆนะ ละคือจองกุกรอแทฮยองมาตลอดเลยอ่อ ฮึ้ยยยยยย วาเลนไทน์ อิแม่
    #252
    0
  22. #251 แตมป์ (@stampna) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2558 / 22:01
    แทฮยองตัวอ้วนๆกลมๆ แก้มก็ต้องกลมๆ น่ารักกกกก T///T แต่สงสารรรร ตอนอ้วนคงรู้สึกแย่กับสายตาของคนอื่นที่มองมามาก

    แงงงงงงงงง จองกุกก็ดีจังไม่มองแทฮยองแบบนั้น ถึงจะแอบเครียดตอนจองกุกยิ้มให้ผู้หญิงคนนั้นก็เถอะ ฮรึกกกกกก

    อ่านแล้วรู้สึกว่าจองกุกเป็นของขวัญคริสต์มาสที่ดีที่สุดของแทฮยองเลย ฮรืออออออออออออ อยากรู้ว่าสรุปจองกุกรอแทฮยอง

    แล้วจองกุกรู้สึกแบบนี้กับแทฮยองตอนไหน ในพาร์ทต่อวาเลนไทน์จะมีใช่มั้ยคะ T---------T รีดเดอร์จะอดทนรอ

    อ่านสปอยล์พาร์ทวาเลนไทน์แล้วตบโต๊ะดังปัง //เว่อร์ไปนิด 555555 ไม่นะ แม่ใครเป็นคนพูด แม่แทฮยองหรอ 

    แทฮยองออกจะน่ารักขนาดนี้ แม่ก็ต้องน่ารักตามสิคะ T,.T ไม่เป็นไรค่ะ สุดท้ายเค้าได้กันเราก็สุขใจ ฮริ้ง 

    แต่กรี๊ดง่ะ แงงงงงงงงง รู้สึกเป็นคริสต์มาสดีๆ T//////T 
    #251
    0
  23. #250 kyouakai (@kyouakai) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2558 / 22:00
    ที่แทอ้วนเพราะแทไม่ชอบออกกำลังกาย แล้วดูความเรียลสิ มีแต่วันแพค ซิกแพคคือไรแทไม่รู้จัก55555 น่าร้ากกกกกกกกกกก อ้วนๆน่าบีบ <3
    #250
    0
  24. #249 aamynpmn (@aamynpmn) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2558 / 20:21
    จะอ่านภาคต่อต้องรอวาเลนไทน์ อมก.😂😂😂 วางแผนมาดีเหลือเกินค่ะ ยอม555555
    น้องแทในเรื่องน่ารักจังค่ะ ขี้อาย ไม่กล้าเข้าหาเพราะกลัว เข้าใจตัวละครเลย ขอบคุณพี่มาร์คในเรื่องด้วย ที่สะกิดน้องแทไม่ให้ไปเฝ้ายานแม่มากเกินไป/เอ้ะ
    เราจะรอวันวาเลนไทน์นะคะ 😂❤
    #249
    0
  25. #248 KKH (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2558 / 19:09
    พาร์ท2มาวันวาเลนไทน์เหรอคะ???!!!!!!!!

    #248
    0