۩ A Journey To Your Heart ۩ [KookV] #JourneyKV

ตอนที่ 15 : ۩ Journey ۩ 14 : ขอเพียงเรามีกันและกัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,183
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 257 ครั้ง
    20 พ.ย. 62

Tunnel in The Woods




ภาพตรงหน้าทำเอาข้าอ้าปากค้างจนปวดกราม ไม่รู้ว่าควรตกใจอะไรก่อนดี...ระหว่างการปรากฎตัวขึ้นของอลิซาเบธและผองเพื่อน หรือท่าทางการยืนเท้าสะเอวของมันในตอนนี้ที่ทำให้ข้าได้เห็นบางอย่างชัดเจนจนทิ่มลูกตา



อลิซาเบธ...มีดุ้น?



ที่ผ่านมาข้าคงผิดเองที่หลงคิดว่ามันเป็นตัวเมีย เพราะทราวิสตั้งชื่อให้มันราวกับเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ ใครจะไปคิดว่ามันจะมีอัณฑะเช่นนี้เล่า!? ข้าเองก็ไม่ได้มีรสนิยมที่จะไปก้มดูง่ามขาของสัตว์เพื่อตรวจว่าเป็นเพศอะไรเสียด้วยสิ โดยเฉพาะสุนัขอันเป็นสิ่งที่น่าขนหัวลุกที่สุดในสามโลกอย่างอลิซาเบธ จึงได้แต่เข้าใจผิดมาตลอดว่าเจ้าหมาทรพีตัวนี้เป็นสตรีตัวน้อย ทั้งที่แท้จริงแล้วมันก็เป็นตัวผู้ไม่ต่างจากข้าเลยแม้แต่น้อย..



โลกนี้มีเรื่องให้ประหลาดใจเยอะแยะเลยเนอะ อยากจะขำแต่ก็เจ็บแผลเจียนตายจนขำไม่ออก ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า



“โฮ่ง!! อลิซาเบธในร่างหมาป่าหันไปเห่าแบบหมาบ้านใส่พรรคพวกด้านหลัง หมาป่าตัวใหญ่ทั้งหลายพากันแยกเขี้ยวคำรามอย่างพร้อมเพรียง จนนํ้าลายเหนียวๆไหลย้อยออกมาจากปากแล้วหยดสู่พื้น ดวงตาสีแดงเพลิงหลายสิบคู่เป็นประกายในเงามืดอย่างน่าหวาดกลัว จนนางเงือกถึงกับผงะไปก้าวหนึ่ง นางหรี่ตาพิศเพ่งอย่างไม่เป็นมิตร “สุนัขชั้นตํ่า...เมื่อครู่เจ้ามาปัสสาวะใส่แอ่งนํ้ายังไม่พอ ยังกล้าโผล่หัวมาที่นี่อีกรึ!?



ข้าที่ทรุดตัวลงหน้าคะมำพื้นอย่างหมดแรง สายตาพร่าเลือนเข้าไปทุกทีจากการเสียเลือด กลับต้องชะงักงันไปเมื่อได้ยินว่าเจ้าหมาทรพีปล่อยของเสียลงในนํ้า เพราะเมื่อครู่ตอนว่ายนํ้ากับทราวิส...ข้าเผลอกลืนนํ้าเข้าไปอึกใหญ่เลยนี่นา



ก็ว่าอยู่ว่าทำไมนํ้ามันถึงเค็มๆเปรี้ยวๆแปลกๆ...



คิดได้เช่นนั้นความรู้สึกขยะแขยงก็ทำเอาอยากอาเจียนออกมา ของเหลวในร่างกายตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอ ข้าเบ้หน้าด้วยความทรมานครั้นสำรอกออกมาจนแสบคอ ก่อนพบว่ามันไม่ใช่อาเจียน...แต่เป็นเลือด แม้ว่ามันจะไม่มากนัก แต่ก็ทำให้ข้าอดปรือตาขึ้นอย่างประหลาดใจไม่ได้



ข้าต่อสู้มาทั้งชีวิต ร่างกายบอบชํ้าแตกหักมาก็มาก...แต่ทำไมครานี้ ข้าถึงได้รู้สึกเหมือนตัวเองช่างอ่อนแอเหลือเกิน



'ตู้ม!!'



ราวกับมีม่านหมอกหนามาบดบังดวงตา ทัศนวิสัยของข้าพร่าเลือนไปหมด แต่เสียงที่ดังขึ้นก็ทำให้พอรู้ว่าฝูงหมาป่าได้พากันกระโดดลงไปในแอ่งนํ้า ส่งผลให้นํ้ากระเซ็นไปทั่วบริเวณ ครั้นเงือกได้เห็นเช่นนั้น สีหน้าที่หวาดกลัวของนางเมื่อครู่ก็เปลี่ยนเป็นถมึงทึงกราดเกรี้ยวอย่างเต็มรูปแบบ นางคำรามออกมาลั่นตามสัญชาตญาณแล้วกระโดดลงไปในนํ้าเช่นกัน ราวกับเงือกจะลงไปสู้กับเหล่าหมาป่าปีศาจใต้นํ้า สายตาที่เริ่มจะพร่าเลือนของข้าพยายามเพ่งมองลงไปในผิวนํ้าที่กระเพื่อมไปมา แต่นํ้าที่ขุ่นมัวก็ทำให้ข้าไม่สามารถมองทะลุลงไปได้



ทราวิส...เขาเป็นอย่างไรบ้าง



คิดได้เช่นนั้น ข้าพลันขมวดคิ้วขมกรามแน่นเพื่อเค้นเรี่ยวแรงทั้งหมดออกมา แขนขวาที่เป็นอัมพาตมิอาจใช้งานได้ จึงพยายามยกแขนซ้ายที่สั่นเทาขึ้นมา หมายจะตะเกียกตะกายคลานลงไปในนํ้า จะไปดูให้เห็นกับตาว่าทราวิสจมนํ้าจนขาดอากาศไปแล้วหรือยัง ในหัวมีแต่ความหวาดกลัวว่าเขาจะเป็นอะไรไป โดยไม่สนสังขารที่เหมือนคนใกล้ตายของตัวเองเลยแม้แต่น้อย บอบชํ้าราวกับถูกเหวี่ยงร่างลงมาจากที่สูงซํ้าๆให้กระดูกแตกละเอียด ใบหน้าของข้าซีดไร้เลือดฝาดดุจหิมะ ร่างกายสะบักสะบอมโชกไปด้วยเลือดจนดูไม่ได้ แต่กระนั้นก็ยังคงดื้อด้านไม่ยอมปิดเปลือกตาลง มือซ้ายพยายามเอื้อมออกไปข้างหน้า เพื่อจะคลานพาร่างตัวเองให้ขยับไปด้านหน้า แม้เรี่ยวแรงที่จะกระดิกปลายนิ้วยังไม่เหลือเลยแม้แต่น้อย ทว่ากลับยังคงพยายามดิ้นรนกระเสือกกระสนที่จะคลานไปให้ได้



เหอะ...ทำไมข้าถึงได้น่าสมเพชขนาดนี้นะ



ชั่วขณะนั้น มีเงาสีดำบางอย่างโผล่พรวดขึ้นจากนํ้า มันสาวเท้าเข้ามาดอมดมแล้วเลียใบหน้าข้าด้วยความเป็นห่วง ราวกับไม่อยากให้หมดสติไป ทำให้ข้ารับรู้ได้ว่ามันเป็นใคร จึงพยายามเค้นเสียงแหบแห้งออกมา



“อลิซาเบธ...” ข้าปรือตามองหมาป่าหน้าเหี้ยมตรงหน้า “ทราวิส...อึก เขา--



ทว่าก่อนที่จะทันพูดจบประโยค อุ้งเท้าหนักๆของเจ้าหมาทรพีก็ฟาดใส่ใบหน้าอย่างแรง สติที่พร่าเลือนอยู่แล้วจึงวูบดับไปในที่สุด ภาพสุดท้ายที่ข้าได้เห็น...คือร่างสีนํ้าตาลของอลิซาเบธที่กระโดดลงไปในนํ้า



เห็นที...ครานี้ข้าต้องฝากความหวังไว้ที่หมาบ๊องๆตัวนี้เสียแล้วสิ



ขอร้องล่ะ...ช่วยทราวิสให้ได้นะ














เป็นเวลาเนิ่นนานที่ข้าไม่รู้สึกตัว ภาพทุกอย่างในหัวมืดสนิท ไม่สามารถรับรู้สิ่งใดได้นอกจากความมืดที่ปกคลุมทั่วทุกแห่งหน รู้เพียงว่าตนจมดิ่งลงไปในห้วงแห่งความมืดมิด กวาดสายตามองไปแห่งหนใดก็เจอเพียงสีดำของความมืดอันน่าหดหู่ ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวโดยพลัน



ที่นี่...นรกงั้นหรือ?



แต่ก็ไม่ได้น่าประหลาดใจอะไรนัก ข้าเสียเลือดไปมากถึงขนาดนั้น สภาพยับเยินเหมือนศพที่ถูกขุดจากหลุม ไม่ตายสิแปลก อีกอย่าง...หากมองในแง่ดี ข้าก็ได้ต่อสู้อย่างสุดความสามารถแล้ว หากเป็นคนอื่น ก็อาจตายไปตั้งแต่โดนแทงเพียงครั้งแรก แต่ข้ายังอุตส่าห์กัดฟันอมเลือดไว้เพื่อสู้ต่อไปจนแรงเฮือกสุดท้าย แม้จะเลือดตกยางออกถึงเพียงใดก็ไม่คิดถอย นับว่าก็เป็นการตายที่ไม่น่าสมเพชเท่าไหร่นัก



ดีเสียอีก...ชีวิตสุดบัดซบของข้าจะได้จบๆลงเสียที ข้าจะไม่ต้องเจ็บปวดอีกต่อไปแล้ว



ทว่าในขณะนั้นเอง ภาพทุกอย่างก็พลันสว่างวาบ รอบกายไม่ได้มืดสนิทอีกต่อไป ข้ากวาดสายตาสำรวจพิศเพ่งไปรอบๆ พบว่ากำลังยืนอยู่ในป่ามรณะที่มีต้นไม้สีทมิฬสูงสิบนับร้อยตั้งตระหง่านอยู่รอบตัว ผืนฟ้าในตอนกลางวันที่เป็นสีเทาหม่นทะมึน บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทที่ดาษดาไปด้วยหมู่ดาวเหลือคณา ลมหนาวในยามราตรีพัดโชยมาชวนหนาวเหน็บ แต่ข้ากลับไม่รู้สึกระคายผิวเลยแม้แต่น้อย และไม่แม้กระทั่งได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง...ราวกับตัวข้านั้นเป็นเพียงธาตุอากาศ



ตัวข้าเคยแอบตามแม่เข้าไปในป่าเพื่อล่าสัตว์บ่อยๆจนหลงทางบ่อยครั้ง ผลพลอยได้จากเรื่องนั้นก็ทำให้ข้าค่อนข้างสังเกตทุกเส้นทางที่ตนก้าวไป เพื่อที่จะได้ไม่ต้องหลงในภายหลัง และพื้นที่ป่าบริเวณนี้ก็ทำให้ข้ารู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาด คล้ายกับว่าเคยผ่านมาที่นี่แล้วครั้งหนึ่ง



หมู่มวลอีกาที่พากันบินว่อนกันแตกกระเจิงอยู่บนผืนฟ้าทำให้ข้ารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีแปลกๆ แต่แล้วสิ่งต่อมาที่ได้เห็นก็ทำเอาข้าพูดไม่ออก...



ใต้ต้นไม้สูงใหญ่ต้นหนึ่งที่ไร้ใบ มีร่างของชายผมบลอนด์ทองคนหนึ่งนั่งพิงอยู่ตรงนั้น บนตักของเขามีชายผมแดงเพลิงที่กำลังนอนหลับอยู่ในห้วงนิทรา ใบหน้าของเขาขาวซีดอย่างผิดปกติ เหงื่อกาฬมากมายผุดออกมาจากหน้าผาก แม้เปลือกตาสีอ่อนจะยังคงปิดสนิท แต่เขากลับนอนกระสับกระส่ายไปมาอย่างทรมาน สาเหตุมาจากอักขระสาปบนท่อนขาของเขาที่กำลังทำให้เจ็บเหมือนตายทั้งเป็น สภาพดูทรมานเสียจนอีกฝ่ายต้องเอื้อมมือมาลูบศีรษะบนตักไปมา ราวกับหวังว่าจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดนั้นลงไปได้บ้าง



นี่มัน...เป็นภาพเหตุการณ์ตอนที่ข้าโดนพิษอักขระสาปจากเสือดำแมงป่องนี่



ข้าที่ยืนมองอยู่ห่างๆเบิกตาขึ้นอย่างประหลาดใจ ทราวิสกำลังมีสีหน้าเป็นกังวลและเป็นทุกข์อย่างถึงที่สุด ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์มองใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความทรมานบนตักด้วยความหมองหม่น ฝ่ามือนุ่มสางเรือนผมสีแดงเพลิงไปมาอย่างปลอบประโลม เขามีสีหน้าเหมือนจะร้องไห้ออกมาได้ทุกเมื่อ แต่แล้วเมื่อทราวิสค่อยๆเงยใบหน้าขึ้นมามองร่างของใครอีกคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า สายตาของเขากลับเปลี่ยนเป็นขึ้งเคียดเย็นชาต่างจากเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง



ข้าเบิกตาโพลงอย่างไม่เชื่อสายตา ขณะจับจ้องไปร่างสูงสะโอดสะองในชุดหนังสีดำตรงหน้าทราวิส ร่างของคนผู้นี้คล้ายกับเงาสีดำหรือภาพลวงตาที่มืดมน หากไม่สังเกตให้ดีก็มองไม่เห็น เมื่อครู่ข้าไม่ทันได้เพ่งมองดีๆจึงไม่รู้ว่ามีใครอื่นอยู่ที่นี่ด้วย ด้วยความที่เขากำลังหันหลังให้ข้าอยู่ จึงเห็นเพียงแผ่นหลังภายใต้ชุดสีดำที่แผ่รังสีดำทะมึนออกมา และเรือนผมสีทองยาวสยายที่ปลิวสะบัดไปตามสายลมอย่างงดงาม ไม่อาจรู้ได้ว่าคนปริศนาผู้นี้เป็นใคร แต่ดูจากสายตาชิงชังที่ทราวิสมีให้เขาแล้ว...ก็คงไม่ใช่ผู้ประสงค์ดีเท่าใดนัก



ทราวิสกอดร่างของข้าที่หมดสติไว้แน่น พลางจับจ้องอีกฝ่ายด้วยสายตาแข็งกร้าว “..ยังกล้าโผล่หน้ามาให้ข้าเห็นอีกหรือ



อีกฝ่ายหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ทำให้ข้าที่ยืนมองอยู่ไม่ไกลรู้สึกขนลุกได้ไม่ยาก “นั่นควรเป็นคำพูดของข้ามากกว่า



นํ้าเสียงค่อนข้างทุ้มที่เหมือนจะเป็นเสียงผู้หญิง ร่างสูงโปร่งสะโอดสะองพอๆกับชายชาตรี เรือนผมสีบลอนด์ทองเหมือนกับทราวิส และรังสีแห่งความน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาจากแผ่นหลังนั้น...ทำเอาข้าตัวแข็งทื่อไปทันที



รัชทายาทลำดับที่สองแห่งวอลธีเรีย...เจ้าหญิงเทียร่า นางมาทำอะไรที่นี่กันแน่



แต่เหนือสิ่งอื่นใด...ทราวิสเคยบอกข้าว่านางตายไปแล้ว แต่เขากลับไม่มีท่าทีประหลาดใจใดๆเลยแม้แต่น้อยที่ได้พบนางอีกครั้ง ราวกับรู้อยู่แล้วว่านางจะต้องปรากฎตัวขึ้น



นี่มันหมายความว่าไง..?



นัยน์ตาสีมรกตจ้องแผ่นหลังตรงหน้าอย่างไม่ไว้ใจ เป็นที่รํ่าลือกันว่าสตรีผู้นี้มีโฉมงามราวกับเทพธิดาบนสรวงสวรรค์ และมีจิตใจสามานย์ราวกับปีศาจในขุมนรก ชุดคลุมหนังทมิฬของนางถูกห่อหุ้มด้วยไอหมอกสีดำ มันปลิวสะบัดไปมาบนร่างระหงแล้วจางหายไปในสายลมเหมือนกลุ่มควัน รัศมีแห่งความตายและความเหี้ยมโหดแผ่ออกมารอบกาย ให้ความรู้สึกน่าหวาดสะพรึงชวนขนลุก ราวกับนางเป็นยมทูตที่พร้อมจะกระชากวิญญาณของทุกสรรพสิ่งลงสู่นรกได้ทุกเมื่อ



ไม่คิดเลยว่าทราวิส(เวอร์ชั่นปัจจุบัน)ที่ร่าเริงแจ่มใส และมีความคิดลามกๆที่จะจับข้าเป็นสามีตลอดเวลา จะเป็นน้องชายร่วมอุทรของหญิงสาวคนนี้..



“เจ้าคงว่างมาก” ทราวิสเอ่ยเสียงเรียบนิ่ง สายตาของเขาเย็นชาปราศจากเยื่อใย “แทนที่จะเอาเวลาไปเข่นฆ่าผู้คน กลับเอาแต่จับตามองเราตั้งแต่วินาทีแรกที่เข้าป่ามาได้ มีแผนชั่วอะไรอีกล่ะ



“วิส...เจ้ามองพี่สาวในแง่ร้ายเกินไปแล้ว” หญิงสาวหัวเราะในลำคออย่างไม่น่าไว้ใจ “ไม่คิดบ้างหรือว่าข้าจะคิดถึงเจ้า ข้าไม่ได้เห็นหน้าน้องชายสุดที่รักมาหลายปีแล้วนะ



นางเอ่ยยํ้าคำนั้นด้วยนํ้าเสียงเย็นเยียบไปถึงขั้วกระดูก ทราวิสทำเพียงยกมุมปากให้อย่างนึกสมเพช เขามีสีหน้ารังเกียจและขยะแขยงสตรีที่เป็นถึงพี่สาวแท้ๆ จึงเลือกที่จะไปพักสายตาไว้บนใบหน้าซีดเซียวบนตักของตัวเองแทน “เจ้าเป็นคนส่งอสูรกายมาปล่อยพิษใส่เจเดนสินะ



“ป่าแห่งนี้มีข้าเป็นผู้สร้าง...ทุกอย่างย่อมเป็นไปตามความประสงค์ของข้าทั้งสิ้น



ทราวิสตวัดตาแข็งกร้าวขึ้นไปมองพี่สาวอีกครั้ง วงแขนกอดร่างที่หมดสติไว้แน่นอย่างหวงแหน “เจ้าจะทำเลวอะไรก็ช่าง...แต่อย่าได้บังอาจมาแตะต้องเขา



เทียร่าเหมือนจะเลิกคิ้วขึ้นนิดๆ นางปรายตามองร่างของข้าบนตักของผู้เป็นน้องชายอย่างพิจารณา เป็นเวลาชั่วครู่ที่เจ้าหญิงแห่งวอลธีเรียเงียบไป ก่อนที่จะหัวเราะในลำคออีกครั้ง



“ข้าก็นึกประหลาดใจ...ว่าเหตุใดเจ้าถึงได้ปกป้องสุนัขโสโครกตัวนี้นักหนา” นางบิดยิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยัน “ที่แท้ก็เป็นเพราะโดนยาบังคับให้ทำในสิ่งตรงกันข้ามกับหัวใจนี่เอง



...ว่าไงนะ?



ข้าที่ยืนฟังอยู่ตรงนี้เบิกตาโพลง หมายความว่าสาเหตุที่ทราวิสรักและห่วงใยข้า...ก็เป็นเพราะมันเป็นสิ่งที่หัวใจและความรู้สึกของเขารังเกียจที่สุด เมื่อโดนยาที่มีสรรพคุณให้แสดงออกในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับหัวใจตัวเอง เขาจึงได้แสดงความรักเหล่านั้นต่อข้าออกมา



การที่ทราวิสแสดงออกว่ารักข้ามากถึงเพียงนี้...ก็เป็นเพราะจิตใจที่แท้จริงของเขานั้นเกลียดข้าสุดหัวใจเลยล่ะสิ



ตลอดเวลาที่ผ่านมา ข้ารับรู้ว่าโดนทราวิสจงเกลียดจงชังมาโดยตลอด มันเป็นความจริงที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงได้ และก็เป็นสิ่งที่ข้ารู้อยู่แก่ใจดีกว่าใคร แต่พอมาตอนนี้...ข้ากลับรู้สึกผิดหวังเมื่อได้รับรู้เช่นนั้น



หลังจากที่เข้าป่ามรณะมาได้ ข้าเคยคิดเข้าข้างตัวเองอย่างไม่จริงจังอยู่ครั้งหนึ่ง...ว่าบางทีหลังจากที่ทราวิสกลั่นแกล้งข้าอย่างรุนแรงมากว่าสามปีนี้ อาจทำให้เขาเริ่มแอบชอบข้าขึ้นมาเล็กน้อยก็เป็นได้ และยาของฮิวโก้ที่เขากินไปก็ทำให้เผยความในใจออกมา...หากแต่ตอนนี้คงต้องล้มเลิกความคิดโง่ๆนั้นไปแล้ว



คนผิดก็ไม่ใช่ใครอื่นใด...นอกเสียจากตัวข้าที่โง่ไปหวั่นไหวกับคนที่เกลียดชังตัวเองสุดชีวิต



“ข้าจะรักหรือเกลียดเขา...มันไม่ได้สลักสำคัญอะไร” ทราวิสยังคงกอดร่างที่สั่นเทาด้วยความทรมานของข้าไว้แน่น ก่อนที่สายตาที่แข็งกร้าวนั้นจะอ่อนลงเมื่อเอ่ยประโยคต่อมา “แต่ข้าอยากจะขอร้องเจ้าสักเรื่อง



ผู้เป็นพี่สาวเอียงคอน้อยๆคล้ายประหลาดใจ แต่ในขณะเดียวกันก็เหมือนกับว่านางคาดไว้แล้วว่าน้องชายต้องกล่าวเช่นนี้ “กล่าวมา



ทราวิสกัดริมฝีปากล่างจนห้อเลือด ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์ที่ทอดมองใบหน้าของสตรีตรงหน้านั้นเต็มไปด้วยความไม่เต็มใจ แววตาคู่นั้นสั่นไหวด้วยความลังเลอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะกลํ้ากลืนเอ่ยประโยคที่จุกอยู่ในคอออกมา “ได้โปรด...ช่วยเจเดนที



ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น เทียร่าก็เลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ แล้วหลุดหัวเราะออกมาลั่นจนทราวิสรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งตัว คล้ายกับว่าพี่สาวเป็นสิ่งมีชีวิตที่เขาหวาดกลัวแลรังเกียจที่สุด ครู่ต่อมาแม่มดดำก็พรูลมหายใจออกมายิ้มๆ



“ข้ามาที่นี่เพื่อกำจัดขยะที่บังอาจก้าวเข้ามาในแผ่นดินของข้า...แต่เจ้ากลับอ้อนวอนให้ข้าช่วยชีวิตขยะชิ้นนี้เนี่ยนะ?



“.............” ทราวิสนิ่งเงียบไม่ตอบ เอาแต่ใช้มือเกลี่ยผิวแก้มของร่างบนตักอย่างเบามือด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ข้าที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ตรงนี้ไม่สามารถเห็นใบหน้าของเทียร่าได้ แต่กลับสัมผัสได้ว่านางกำลังมองร่างที่หมดสติของข้าด้วยความขยะแขยง ราวกับแค่ได้ปรายตามองก็ทำให้นางรู้สึกเหมือนโดนนํ้าร้อนลวกตา แต่ก็ยังคงพิศมองตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยรอยยิ้มมุมปาก



“อุตส่าห์เข้ามาในที่แห่งนี้เพื่อมาช่วยซาฟีร่ารึ...ช่างเป็นลูกที่น่ารักจริงๆ” นางกล่าวอย่างเย้ยหยัน ก่อนจะหันไปสบตากับผู้เป็นน้องชายอีกครั้ง “เอาอย่างนี้ไหม ข้าจะช่วยสุนัขตัวนี้ให้หายเป็นปลิดทิ้ง...แลกกับการที่เจ้าจะต้องรับคำสาปไปแทน



“.............



“แต่เป็นแค่อักขระสาปธรรมดาแบบนี้ก็ไม่สนุกสิ ว่าไหม” เทียร่าเอ่ยยิ้มๆ ในขณะที่ทราวิสเริ่มหน้าถอดสี เห็นเช่นนั้นนางจึงเอ่ยต่ออย่างอารมณ์ดี “ข้าจะเพิ่มอาณุภาพให้กับมัน ทำให้คำสาปนี้มีหนทางเดียวที่จะถอนได้...นั่นก็คือต้องแลกมากับชีวิตของมนุษย์



ทราวิสเบิกตาโตอย่างไม่เชื่อหู “นี่เจ้า..!!



“เจ้าจะต้องฆ่ามนุษย์หนึ่งคน แล้วอักขระสาปจึงจะหายไปเป็นปลิดทิ้ง” หญิงสาวใช้ปลายเท้าภายใต้รองเท้าหนังสีดำเหยียบลงบนท่อนขาของข้าที่เต็มไปด้วยอักขระสาป นางไม่ได้กดนํ้าหนักลงไปมากนัก แต่เสียงกระดูกลั่นดังกร๊อบกลับดังมาจนถึงตรงนี้ ข้าที่กำลังหมดสติได้แต่ร้องคำรามออกมาอย่างทรมาน ก่อนที่แม่มดเหี้ยมจะกล่าวเสียงเรียบอย่างไม่สะทกสะท้าน “และแน่นอนว่า...มนุษย์คนอื่นนอกจากเจ้า ก็มีเพียงหมอนี่เท่านั้น



“เทียร่า หยุดนะ!!” ทราวิสชักร่างในอ้อมแขนกลับอย่างหวงแหน เขาจ้องหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยแรงอาฆาต “นังแพศยา ซาฟีร่าก็อยู่ในกำมือเจ้าไปแล้ว เจ้ายังต้องการอะไรจากลูกของนางอีก!?



เทียร่าถอนหายใจยิ้มๆ มองผู้เป็นน้องชายอย่างเอ็นดู “น้องรัก...แม้ว่าข้าจะมีงานอดิเรกเป็นการสะสมหัวใจสดๆของมนุษย์ ฆ่าพวกมันได้ไม่เลือกหน้า แต่เจ้าก็รู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่มนุษย์ไร้ค่าพวกนั้นจะทำให้ข้าเกลียดได้” นางค่อยๆเบนสายตาดูแย้มยิ้มเป็นมิตรจนน่าขนลุกมามองร่างในอ้อมกอดของน้องชาย “และเมื่อข้าเกลียดใครสักคน...มีหรือที่ข้าจะปล่อยคนในครอบครัวของมันไปด้วย



ทราวิสโกรธจัดจนขบกรามดังกรอด ในตาขาวของเขามีริ้วเส้นเลือดสีแดงปรากฎขึ้นด้วยโทสะ “เจ้า...เจ้ามันน่าขยะแขยงที่สุด!



“หากเจ้าไม่รีบฆ่าเขาซะ อักขระสาปก็จะกัดกินเจ้าไปจนตาย” เทียร่ายังคงกล่าวต่อไปอย่างไม่ทุกข์ร้อน ก่อนกระตุกยิ้มมุมปาก “ว่าไงล่ะ...จะยอมรับข้อเสนอนี้หรือไม่



ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์ยังคงเต็มไปด้วยความแข็งกร้าว ราวกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขานั้นเป็นตัวน่ารังเกียจ ไม่ใช่พี่สาวที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่วัยเยาว์ ทราวิสขบกรามแน่นอย่างโกรธแค้น เป็นเวลาครู่ใหญ่ที่เขานิ่งเงียบไป หากแต่เทียร่าก็ยังคงรอคำตอบอย่างไม่รีบร้อน ทราวิสค่อยๆหันกลับไปมองใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความทรมานของคนในอ้อมแขน สุดท้ายจึงตัดสินใจลั่นวาจาออกไป



“...หากวิธีนั้นจะทำให้เจเดนไม่ต้องเจ็บปวดอีกต่อไป และเจ้าก็จะไม่มาทำร้ายเขาอีก...ข้าก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องปฏิเสธ” เขาเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนที่จะใช้สายตาจิกคนตรงหน้าด้วยความพยาบาทอีกครั้ง “แต่จำคำพูดของข้าไว้ในกะโหลกของเจ้าดีๆ...ว่าข้าจะไม่มีวันฆ่าเขา ไม่มีวัน!



อีกฝ่ายทำเพียงหัวเราะในลำคออย่างนึกสนุก “แล้วข้าจะรอดู...น้องรัก



ทว่าจู่ๆ เทียร่าที่ยืนหันหลังให้ข้ามาโดยตลอดก็ค่อยๆผินหน้ามา โฉมหน้าสะคราญของแม่มดดำพลันปรากฎสู่สายตา ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์แบบเดียวกับทราวิสสบตากับข้าที่ยืนตกตะลึง เรือนผมสีทองยาวสลวยสะบัดพลิ้วไหวไปตามแรงลมพร้อมๆกับชายชุดคลุม เป็นภาพที่งดงามแต่แฝงไปด้วยความน่ากลัว และแม้ว่านางจะมีดวงตาเหมือนทราวิส...แต่แววตาของนางกลับเปี่ยมไปด้วยความเยือกเย็นชวนขนลุก ราวกับสามารถฆ่าคนได้ง่ายๆโดยใช้เพียงสายตา



ข้าได้แต่ยืนนิ่งอึ้ง นึกประหลาดใจว่านางสามารถมองเห็นข้าได้อย่างไร แต่พริบตาต่อมานางก็ยกมุมปากแสยะยิ้มด้วยสายตากระหายเลือด “แล้วเจอกัน...เจเดน เกรโนเวอร์



แล้วภาพทุกอย่างก็พลันมืดสนิทไปโดยทันที...















“โฮ่ง!!



ข้าสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยเสียงเรียกของอลิซาเบธ ทันทีที่เปิดเปลือกตาขึ้นก็พบกับปลายจมูกกลมชื้นสีดำที่กำลังดมฟุดฟิดอยู่บนใบหน้าข้า ก่อนที่มันจะผละออกไปเล็กน้อยครั้นรู้สึกได้ว่าข้าได้สติแล้ว อลิซาเบธในร่างหมาบ้านจึงแลบลิ้นแฮ่ๆพลางส่ายตูดสะบัดหางไปมาอย่างร่าเริง



เดี๋ยวนะ...หมาบ้านงั้นหรือ



ดวงตาสีมรกตที่ยังคงพร่าเลือนเบิกโพลงเท่าไข่ห่านทันที แขนข้างลำตัวรีบยกขึ้นมาชกหน้ามันตามสัญชาตญาณ “กรี๊ด! ออกไปนะไอ้หมาชั่ว!



ทว่าทันทีที่ปล่อยหมัดซ้ายออกไป ความแสบร้าวกลับแล่นไปทั่วทั้งแขนจนต้องขบกรามแน่น แผลที่ยังไม่สมานกันดีถูกฉีกออกอีกครั้ง รู้สึกเหมือนโดนเข็มทิ่มลงไปในผิวเนื้อเหวอะ แต่กลับทำได้เพียงกัดฟันกลั้นข่มความทรมานไว้เท่านั้น เป็นตอนนั้นที่ข้าตระหนักได้ว่าร่างกายบอบชํ้าอย่างหนัก ไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยซํ้าว่ามีบาดแผลตรงจุดไหนบ้าง ด้วยว่ามันเจ็บระบมไปหมดตั้งแต่หัวจรดเท้า จึงได้แต่พรูลมหายใจออกมาขณะปิดเปลือกตาลงอย่างปลงตก



หากต้องตื่นขึ้นมาเจอหมานอนอยู่บนตัว โดยที่ร่างกายสะบักสะบอมปวดรวดร้าวไปจนถึงขั้วหัวใจเช่นนี้...ข้ายอมตายเสียยังดีกว่า



ร่างปุกปุยของอลิซาเบธโดนหมัดที่ไม่ได้หนักซัดจนหงายหลังเพราะไม่ทันตั้งตัว มันหันมาตวัดตาใส่อย่างไม่พอใจ แต่เมื่อเห็นว่าข้านั้นมีสภาพยับเยินมากพอแล้ว หากโดนจู่โจ่มอีกเพียงนิดก็ไม่ต่างอะไรจากส่งข้าตรงสู่ยมโลกเป็นแน่ จึงได้แต่นั่งทำหน้าบูดบึ้งอยู่อย่างนั้นโดยไม่เข้ามาหาเรื่องอีก



ข้ากวาดสายตาสอดส่องไปรอบตัว ถึงได้พบว่าตอนนี้เราอยู่ในอุโมงค์ที่ไม่ได้ใหญ่มาก ผนังและพื้นรอบตัวล้วนทำมาจากดินสีดำ ราวกับกำลังอยู่ใต้ดินอย่างไรอย่างนั้น มีแท่งคบเพลิงหลายๆอันปักอยู่บนดิน คอยมอบแสงสว่างให้ที่แห่งนี้ไม่อ้างว้างจนเกินไป แต่แล้วสายตาที่กำลังสำรวจโดยรอบกพลันต้องหยุดชะงัก เมื่อข้าหวนนึกถึงความฝันเมื่อครู่นี้ ไม่สิ มันไม่ใช่แค่ความฝัน แต่เหมือนเป็นภาพลวงตาหรือนิมิตอะไรทำนองนั้นมากกว่า...และผู้ที่ร่ายมนตร์ให้ข้าเห็นภาพเหล่านั้นก็คงหนีไม่พ้นเจ้าแห่งมนตร์ดำอย่างเทียร่า



นาง...ให้ข้าเห็นเหตุการณ์เหล่านั้นไปทำไมกัน



ครั้นนึกถึงหญิงเลือดเย็นคนนั้น ใบหน้าของคนที่ข้ากำลังเป็นห่วงที่สุดก็พลันปรากฎขึ้นในหัวทันที ดวงตาสีมรกตเบิกขึ้นอย่างร้อนรนเมื่อนึกได้เช่นนั้น ข้ารีบหันไปถามอลิซาเบธในร่างสุนัขปกติอันแสนน่าหวาดกลัวทันที



“จ..เจ้าช่วยทราวิสได้สำเร็จหรือไม่



อลิซาเบธไม่ได้ตอบ แต่มันกลับมองไปยังอีกทาง และวินาทีต่อมาเสียงของหล่นกระแทกพื้นก็แว่วมาจากทิศทางนั้น สัญชาตญาณทำให้ข้าหันขวับไปมองทางต้นเสียงทันใด เป็นช่วยเวลานั้นเอง...ที่ข้าได้สบตากับนัยน์ตาสีเทอร์ควอยซ์อีกครั้ง



เมื่อได้เห็นเช่นนั้น ใบหน้าและรอยยิ้มเหี้ยมๆของเทียร่าก็ซ้อนทับขึ้นมาจนข้าสะดุ้ง จนต้องส่ายหน้าไปมาเพื่อไล่ความคิดนั้นออกไป



ทราวิสที่เหมือนจะเพิ่งมาถึงมองมาทางนี้ด้วยตาเบิกกว้าง ดาบในมือเขาร่วงลงไปกระแทกกับพื้น ข้างๆกายเขามีหมาป่าสีขาวดำยืนขนาบข้างอยู่สองตัว ซึ่งน่าจะเป็นพวกพ้องของอลิซาเบธ พวกมันมองดูมนุษย์สองคนที่สบตากันเนิ่นนานอย่างงุนงง รู้ตัวอีกทีอีกฝ่ายก็พุ่งมาคว้าข้าเข้าไปในอ้อมกอดเสียแล้ว



'หมับ!'



“ขอบคุณพระเจ้า...ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นเสียที” เขาว่าด้วยนํ้าเสียงโล่งอก วงแขนกอดข้าไว้หลวมๆราวกับกลัวว่าจะทำให้เจ็บ ข้าอยากจะยกแขนทั้งสองขึ้นมากอดตอบ แต่ทั้งสองข้างกลับสูญสิ้นเรี่ยวแรงไม่มีเหลือ จึงได้แต่ซบใบหน้าลงไปในลาดไหล่ของอีกฝ่าย สูดกลิ่นกุหลาบหอมละมุนจากร่างกายอุ่นๆเข้าเต็มปอด



ดีจังที่เขาไม่เป็นอะไร...



“เจ้าหลับไปตั้งหลายวัน ข้าล่ะใจหายใจควํ่าหมด” เจ้าตัวบ่นเสียงแผ่วขณะค่อยๆผละออกมา เขาดันตัวข้าให้เอนหลังพิงผนังอย่างเบามือ ในขณะที่คนถูกกระทำได้แต่มองด้วยความประหลาดใจ



“เจ้าจมนํ้าไปนานขนาดนั้น...รอดมาได้ยังไงกัน



“อ่า...ความจริงข้าก็ฟื้นก่อนเจ้าแค่ไม่กี่วันหรอก” ทราวิสเอ่ยด้วยรอยยิ้มแห้งๆ “เงือกพวกนั้นหนังเหนียวกว่าที่คิด กว่าจะฆ่าให้ตายได้ก็กินแรงไปมากโข แต่ก็โชคดีที่ข้าไม่ได้บาดเจ็บรุนแรงมากนัก...เพียงแค่หมดอากาศในปอดแล้วจมดิ่งสู่ก้นบึ้งของแอ่งนํ้า ไม่นานนักอลิซาเบธก็มาลากขึ้นฝั่งไป มันใช้อุ้งมือต่อยหน้าอกข้าอยู่หลายครั้ง สุดท้ายก็สำลักนํ้าในปอดออกมาจนได้ เลยไม่ได้เป็นอะไรมาก...แต่ก็รอดมาได้อย่างฉิวเฉียดเหมือนกัน



“หลังจากที่ข้าฟื้นขึ้นมา คิดว่าเราคงต้องหาที่หลบภัยชั่วคราวให้เจ้าได้พักฟื้น แต่มันก็ไม่มีที่ไหนปลอดภัยเลยสักแห่ง สุดท้ายข้าเลยบอกให้อลิซาเบธกับพรรคพวกช่วยกันขุดดินสร้างหลุมหลบภัย...มันก็เป็นอย่างที่เจ้าเห็นนี่แหละ



ได้ยินเช่นนั้นข้าก็กวาดสายตามองผนังดินรอบตัวอีกครั้ง มันถูกขุดเป็นอุโมงค์ที่ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป มากพอที่จะให้คนสิบคนมาอยู่ในนี้ได้อย่างไม่แออัด ข้าจึงอดชมออกมาจากใจไม่ได้ “เป็นความคิดที่ไม่เลวทีเดียว



ทราวิสเหมือนจะดีใจที่ถูกชม ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์เป็นประกายขณะกล่าวอย่างโอ้อวด “พี่ชายข้าเป็นคนฉลาด ว่าที่สามีข้าก็ออกจะปราดเปรื่อง แน่นอนว่าข้าต้องได้เชื้อมันสมองจากพวกเขามาบ้างแหละน่า~



เจ้าตัวหัวเราะคิกคักอยู่คนเดียวเหมือนคนบ้า ก่อนที่ฝ่ามือนิ่มจะยกแขนขวาของข้าขึ้นมา มันยังคงมีเส้นเลือดสีดำเหมือนนํ้าหมึกประดับไปทั่วทั้งลำแขน เพียงแต่ตอนนี้ข้าพอจะสามารถขยับปลายนิ้วข้างนั้นได้บ้างแล้ว นับว่าก็ยังดีกว่าตอนที่มันแข็งเป็นรูปปั้นจนขยับไม่ได้ ทราวิสมองมันพลางเม้มปากแน่น มืออีกข้างเอื้อมไปคว้าบางอย่าง มันเป็นขอนไม้ที่ถูกคว้านตรงกลางออกให้มีลักษณะกลวงเหมือนภาชนะถ้วย ภายในนั้นก็มีของเหลวสีดำสนิทที่มีกลิ่นคาวปลาโชยมาแต่ไกล



“เงือกตัวที่สู้กับเจ้าถึงกับกรีดคอตัวเองเพื่อให้เลือดไหลออกมา แล้วยกมันให้ข้ากับอลิซาเบธ แม้ว่าข้าจะไม่เข้าใจนักว่าเป็นเพราะอะไร...แต่นางดูมีท่าทีหวาดกลัวและไม่กล้าทำร้ายเจ้าต่อ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ยังลงมือทำร้ายเจ้าจนยับเยินถึงขนาดนี้ นางบอกว่าเลือดของนางสามารถรักษาแขนเจ้าที่เป็นอัมพาตได้...แต่คงใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะกลับมาใช้งานได้คล่องปกติ” กล่าวมาจนถึงตรงนี้ ทราวิสก็เม้มปากแน่น แววตาหมองหม่นไปด้วยความกังวล “อันที่จริง...อีกไม่กี่วันแขนเจ้าก็อาจจะขยับได้ดั่งใจ แต่คงเป็นไปได้ยากที่เจ้าจะกลับไปใช้ดาบได้อีกครั้ง



ทันทีที่กล่าวประโยคนั้นออกมา ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์ก็หมองลงเป็นเท่าตัว มันเปี่ยมไปด้วยความเสียใจและรู้สึกผิด เห็นเช่นนั้นข้าก็อดอมยิ้มไม่ได้ อยากจะยกมือขึ้นไปยีหัวเจ้าเด็กหงอย แต่ก็ทำได้เพียงแค่ถอนหายใจยิ้มๆ “ไม่จำเป็นต้องทำหน้าเศร้าขนาดนั้นก็ได้ มันหาใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย



“จะไม่ใหญ่ได้ไงล่ะ!? เจ้าก็รู้ดีว่าในแง่ของการต่อสู้ ดาบเป็นสิ่งสำคัญที่สุด นักรบที่ใช้ดาบไม่ได้ก็เหมือนเสื้อที่ไร้เขี้ยวเล็บ ปราศจากศาสตราวุธที่สำคัญที่สุด ไม่มีฤทธิ์เดชอีกต่อไป” ทราวิสพรูลมหายใจออกมาอย่างหดหู่ สบตากับข้าอย่างสลดใจ “แม้ว่าตอนนี้ดาบเจ้าจะหายไปแล้ว...แต่มันก็ไม่เลวร้ายเท่ากับการใช้ดาบไม่ได้อีกต่อไปนะ



เห็นท่าทีเป็นห่วงของเขาก็ทำให้ข้ายิ้มมุมปาก นัยน์ตาสีมรกตจ้องลึกลงไปในดวงตาของอีกฝ่ายอย่างสื่อความหมาย ก่อนจะขยับริมฝีปากเอื้อนเอ่ย



“หากใช้ดาบไม่ได้...ข้าก็จะใช้ธนู หากใช้ธนูไม่ได้...ข้าก็ใช้หอก หากใช้หอกไม่ได้...ข้าก็จะใช้มือเปล่า” ข้ากล่าวเสียงหนักแน่น แววตาไร้ซึ่งความล้อเล่น “หรือต่อให้ไม่มีมือเท้า ข้าก็จะใช้ศีรษะ และหากไม่มีศีรษะอีกต่อไป...ข้าก็จะใช้จิตวิญญาณในการสู้จนกว่าจะล้มศัตรูได้



“เจเดน...



“ข้าจะไม่มีวันยอมแพ้ต่ออุปสรรคขวากหนามหรอก...ยิ่งหนามแหลมคมมากขึ้น ข้าก็มีแต่จะดิ้นรนมากขึ้น” แขนซ้ายที่เต็มไปด้วยรอยเหวอะถูกยกขึ้นมาอย่างสั่นเทา กระนั้นข้าก็กัดฟันออกแรงยกมันขึ้นมาจนแตะผิวแก้มนิ่มของอีกฝ่ายได้ในที่สุด “การมีชีวิตอยู่นั้นเจ็บปวดยิ่งกว่าความตาย แต่เมื่อเลือกที่จะอยู่ต่อ...ก็ต้องต่อสู้ฝ่าฟันโลกอันโหดร้ายนี้ให้ถึงที่สุด จริงไหม



เป็นเวลาเนิ่นนานที่ทราวิสเงียบไป ก่อนที่เขาจะระบายยิ้มออกมา ซบแก้มลงกับฝ่ามือข้าอย่างรักใคร่ “สมกับเป็นเจเดนที่ข้ารักจริงๆ



ประโยคนั้นทำเอาข้าชะงักนิ่งไป หวนทำให้นึกถึงภาพเหตุการณ์ที่ข้าเห็นในความฝัน ที่เทียร่ากล่าวว่าทราวิสโดนยาที่ทำให้แสดงการกระทำตรงกันข้ามกับความรู้สึกออกมา มันทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของข้าจางหายไปโดยพลัน “ทราวิส...ข้าขอถามอะไรเจ้าหน่อยสิ



เขาเอียงคอน้อยๆด้วยรอยยิ้ม รอฟังอย่างใจเย็น “ว่ามาสิ



“ตั้งแต่เข้ามาในป่ามรณะ...เจ้าเคยเจอเทียร่าบ้างไหม



ทราวิสยิ้มค้าง ก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะค่อยๆเลือนหายไป เขาขมวดคิ้วอย่างไม่เชื่อหู “..ทำไมจู่ๆเจ้าถึงถามเรื่องนี้



“อักขระสาปบนตัวเจ้า...จะหายก็ต่อเมื่อเจ้าฆ่าข้าใช่ไหม” ข้าเอ่ยถามต่อไปด้วยสายตาอ่านไม่ออก ในขณะที่ทราวิสเบิกตายิ่งขึ้นเรื่อยๆ



“นี่เจ้า...



“และสาเหตุที่เจ้าทำเหมือนรักข้านักหนา...ก็เป็นเพราะมันเป็นสิ่งที่หัวใจเจ้ารังเกียจที่สุดใช่หรือไม่” แม้ว่าข้าจะเปล่งเสียงกล่าวประโยคนี้ด้วยนํ้าเสียงปกติอย่างไม่ทุกข์ร้อน แต่กลับรู้สึกเหมือนถูกเข็มทิ่มแทงลงไปในหัวใจอย่างไรอย่างนั้น แม้ว่าจะไม่ได้เจ็บปวดรวดร้าวอะไรขนาดนั้น แต่กลับรู้สึกชาวาบอย่างบอกไม่ถูก ข้าได้แต่เก็บงำความรู้สึกเหล่านั้นไว้ในใจ พยายามรักษาสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด ส่วนทราวิสนั้นตกใจจนอํ้าอึ้งไปแล้ว



“เจ้า...เจ้าไปรู้เรื่องเหล่านี้มาจากไหน!?



“ยามที่ข้าหมดสติ พี่สาวเจ้าได้สร้างภาพลวงตาให้ข้าเห็นในฝัน” สุดท้ายแล้วข้าก็ไม่อาจมองนัยน์ตาสีเทอร์ควอยซ์คู่นั้นได้อีก จึงเลือกที่จะเบนสายตาไปทางอื่นแทน “แม้จะถูกเรียกว่าเป็นภาพลวงตา...แต่เหตุการณ์กลับเสมือนจริงเสียยิ่งกว่าจริง



'ตึง!!'



ทว่าพริบตาต่อมา โลกทั้งใบกลับหมุนเคว้งเมื่อจู่ๆทราวิสก็ดันตัวข้าให้นอนราบลงไปกับพื้น โดยมีเจ้าตัวนอนคร่อมอยู่ด้านบน สายตาของเขาแข็งกร้าวอย่างเคร่งขรึม ฝ่ามือทั้งสองข้างประกบข้างแก้มของข้าไว้ ระยะห่างไม่ถึงคืบทำเอาข้าเบิกตาโพลง ลมหายใจของคนด้านบนที่เป่ารินรดริมฝีปากข้าชวนให้รู้สึกจั๊กจี้ ใบหน้าอยู่ใกล้กันเสียจนสัมผัสได้ถึงเสียงหัวใจที่เต้นอย่างบ้าระหํ่าของเราทั้งคู่ มันดังเหมือนเสียงลั่นกลองรบเสียจนหูอื้อึงไปหมด



ไม่ว่าจะกี่ครั้ง...ข้าก็ไม่เคยชินชากับการใกล้ชิดหมอนี่เลยแม้แต่น้อย



“มองเข้ามาในตาข้าสิ..” ทราวิสเอ่ยเสียงแผ่ว ทำให้ข้าจ้องลึกเข้าในดวงตาสีฟ้าเหมือนอัญมณีเทอร์ควอยซ์ ข้ามองเห็นภาพเงาสะท้อนของตัวเองในนั้นชัดเจน ก่อนที่อีกฝ่ายจะกล่าวต่อ “ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ และในสายตาคู่นี้...มันก็มีแต่เจ้า เช่นเดียวกับความรู้สึกของข้าที่รักเพียงเจ้าเท่านั้น เจ้าคิดว่ามันเป็นการแสดงออกที่ตรงกันข้ามกับความรู้สึกที่แท้จริงของข้าจริงๆน่ะหรือ



“.............



“ข้าไม่รู้ว่าเทียร่าพูดอะไรกับเจ้าในความฝัน...แต่ขอร้องล่ะ ช่วยเชื่อใจข้าสักเรื่องได้ไหม” เขาส่งสายตาคล้ายอ้อนวอนขอร้องมาให้ เปลือกตาสีอ่อนปิดลงขณะที่เขาสูดหายใจเข้าเต็มปอดพลางเม้มปากแน่น “เชื่อมั่นในความรู้สึกที่ข้ามีต่อเจ้าในตอนนี้ มันไม่เคยเป็นของปลอมและจะไม่มีวันเป็น ไม่ว่ามันจะเป็นเพราะยาหรืออะไรก็ช่าง ข้ารู้สึกแบบนั้นกับเจ้าไปแล้ว ได้ยินไหม ข้ารักเจ้าไปแล้ว!



ดวงตาสองคู่ประสานกันอย่างสื่อความหมาย สายตาของทราวิสในตอนนี้เต็มไปด้วยความหนักแน่นเสียจนพูดไม่ออก คนตรงหน้าดูจริงจังราวกับเป็นคนละคน จนข้าต้องเอ่ยชื่อเขาออกมาอย่างเลื่อนลอย “ทราวิส..



“หรือต่อให้ยาที่ข้ากินไปหมดฤทธิ์ลง...ข้าก็จะไม่ยอมให้ตัวเองกลับมาเกลียดเจ้าเป็นอันขาด ไม่ว่ายังไงข้าก็จะไม่มีวันลืมความรู้สึกตอนนี้ไป ข้าจะต้องทำให้ตัวเองกลับมารักเจ้าให้จงได้!” 



นํ้าเสียงและแววตาอันหนักแน่นทำให้ข้าไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้ ราวกับสมองขาวโพลนจนไม่สามารถขบคิดหรือเปล่งเสียงใดๆได้อีกแล้ว สุดท้ายก็ได้แต่กระตุกยิ้มมุมปากเจ้าเล่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวขึ้นมา “...เจ้าฝืนความรู้สึกตัวเองไม่ได้หรอก



ทราวิสได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อน “ชีวิตข้าเกิดมาพร้อมความสุขสบาย ต้องทนทุกข์กับเรื่องไม่กี่อย่าง...แค่การบังคับกับหัวใจตัวเองจะเป็นไรไป” เจ้าตัวค่อยๆโน้มใบหน้าลงมา แล้วบรรจงประทับริมฝีปากลงบนปลายจมูกข้าอย่างแผ่วเบา สายตาที่ส่งมานั้นเปี่ยมด้วยความเคร่งขรึมคล้ายกำลังอ้อนวอน “เชื่อใจข้านะ



สุดท้ายแล้วข้าก็ได้แต่นิ่งเงียบ แต่หัวใจกลับรู้สึกอุ่นวาบอย่างบอกไม่ถูก ราวกับคำพูดเหล่านั้นได้ทำให้มันกลับมาสดใสผลิบานเหมือนเดิมอีกครั้ง



อ่า...ให้ตายสิ สุดท้ายแล้วข้าก็ต้องใจอ่อนยวบเพราะเขาทุกครั้งอยู่รํ่าไป



ข้าถอนหายใจยาวเหยียดออกมาอย่างห้ามไม่ได้ “เจ้าอุตส่าห์พูดจนเปลืองนํ้าลายขนาดนี้...หากข้าไม่เชื่อก็คงจะดูใจร้ายเกินไปหน่อย



นัยน์ตาสีเทอร์ควอยซ์ส่องประกายวาววับ ก่อนที่ทราวิสจะค่อยๆยิ้มบางออกมา แม้ว่ามันจะไม่ใช่รอยยิ้มที่กว้างอย่างสดใสเริงร่า แต่ภายในแววตาของเขานั้นเปี่ยมล้นไปด้วยความดีใจอย่างสุดซึ้ง เนิ่นนานที่เขายังคงจับจ้องข้าอยู่ในท่านี้โดยไม่ขยับไปไหน แต่ข้าก็ไม่ได้เบื่อที่จะต้องมองตาของเขาเช่นนี้เหมือนกัน เราจึงเพ่งสำรวจดวงตาที่มีเงาสะท้อนของกันและกันอย่างไม่มีใครยอมใคร กลายเป็นการแข่งจ้องตาที่รอดูผลว่าใครจะเป็นฝ่ายเขินจนต้องหลบสายตาไปก่อนกัน



ผองเพื่อนหมาป่าทั้งสองของอลิซาเบธที่ต้องมาเป็นสักขีพยานฉากหวานเลี่ยนมองหน้ากันอย่างกระอักกระอ่วน ในขณะที่ผู้เห็นฉากเหล่านี้จนชาชินอย่างอลิซาเบธนั้นแสร้งทำเป็นมองไปทางอื่น แล้วเอาแต่เลียอุ้งมือราวกับเบื่อระอาเต็มทน ก่อนที่ทราวิสจะหอมแก้มข้าหนึ่งทีแล้วผละออกไปนั่งข้างๆแทนในที่สุด ส่วนข้าก็กัดฟันเค้นเรี่ยวแรงทั้งหมดพยุงให้ตัวเองลุกขึ้นมานั่ง โดยปฏิเสธความช่วยเหลือจากอีกฝ่ายในทุกกรณี ทำให้ทราวิสได้แต่ถอนหายใจอย่างปลงตกให้กับความดันทุรังของข้า 



“ส่วนเรื่องของพี่สาวข้าและปริศนาต่างๆ...มีความจริงหลายอย่างที่เจ้าต้องรู้” เขาก้มหน้าเม้มปากแน่น “แต่ผู้ที่จะคลายความสงสัยทั้งหมดนั้นให้ได้นั้น มีเพียงผู้เดียว...นั่นคือมารดาของเจ้า



ได้ยินเช่นนั้นข้าก็เบิกตาขึ้นน้อยๆ ก่อนจะขมวดคิ้วจนแทบย่นชิดติดกัน พยายามนึกไตร่ตรองเรื่องทุกอย่าง แต่ก็ได้เพียงความงุนงงและสับสนเพิ่มขึ้นมาเท่านั้น “ข้าไม่เข้าใจ...แม่ข้าเคยไปทำอะไรไว้ให้พี่สาวเจ้าหรือไงกัน เหตุใดเทียร่าถึงได้แค้นนางนักหนา ทำไมท่านแม่ถึงเป็นที่หวาดกลัวของนางเงือก ทำไมเอเวอร์ลีนถึงได้เคียดแค้นนางถึงเพียงนั้น ทำไมพี่สาวเจ้าถึงสร้างนิมิตความฝันนั่นให้ข้า นางต้องการอะไรจากเรา โว้ย! นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!



ข้าใช้มือซ้ายที่ยังพอขยับได้มาทึ้งศีรษะตัวเองแรงๆ หากเป็นไปตามการคาดการณ์ของข้า การที่เทียร่าให้ข้าเห็นเหตุการณ์เหล่านั้นในห้วงความฝัน สาเหตุหลักๆคงเป็นเพราะนางต้องการให้ข้ารับรู้ ว่าทราวิสยังคงติดต่อกับนางอยู่...และนางสามารถยืมมือน้องชายให้ฆ่าข้าได้ทุกเมื่อ ในขณะเดียวกันก็เหมือนเป็นการบอกอย่างแฝงนัยยะ...ว่าท่านแม่กำลังอยู่ในกำมือของนาง และนางก็อดใจรอที่จะกำจัดข้าไม่ไหวแล้ว



เป็นผู้หญิงที่เลวได้ใจจริงๆ...



“จริงอยู่ที่ปริศนาต่างๆมีเต็มไปหมด...แต่เรื่องทั้งหมดนั้นเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันหมด หากปริศนาเหล่านั้นเปรียบเสมือนหีบสมบัติ ทุกปริศนาจะสามารถไขได้ด้วยกุญแจเพียงดอกเดียว” ทราวิสยกแขนขึ้นมากอดอก ก่อนจะพรูลมหายใจออกทางจมูกยาวเหยียด “ปัญหาก็คือ...เรายังหากุญแจดอกนั้นไม่เจอ



ข้าหรี่ตาลงอย่างเคลือบแคลงใจ “เจ้ากำลังจะบอกว่า...แม่ข้ามีกุญแจดอกนั้นงั้นหรือ



“มันเป็นความลับระหว่างแม่เจ้ากับพี่สาวข้า...แต่มันจะส่งผลกระทบต่อเราสองคนโดยตรง” เขาก้มหน้าลงด้วยสายตาซับซ้อนจนอ่านไม่ออก “ไว้ไปถึงเฮอร์เรนเดลเมื่อไหร่...เราคงได้คำตอบเองนั่นแหละ



ทราวิสเงียบไปชั่วครู่ ก่อนเอ่ยต่อ “แต่เจ้าเคยพูดไว้ ว่าอย่าได้ไปกังวลกับอนาคตที่ยังไม่แน่นอนและยังมาไม่ถึง เราควรจะใช้ชีวิตกับปัจจุบันให้ดีที่สุด” เขาส่งมือมาหยิกแก้มข้าเบาๆอย่างมันเขี้ยว “และปัจจุบันนี้ วินาทีนี้ ข้ามีเจ้า เจ้าก็มีข้า เราอยู่เคียงข้างกัน เพียงเท่านี้...ก็พอแล้วไม่ใช่หรอ



ข้าผงะไปเล็กน้อย มองคนตรงหน้าด้วยสายตาอ่านไม่ออก ทราวิสคงไม่รู้ตัวว่ากำลังพูดจานํ้าเน่าสุดๆ ริมฝีปากข้าค่อยๆเม้มแน่นเป็นเส้นตรง ก่อนจะหลุดขำพรืดออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่อีกต่อไป ในขณะที่ทราวิสได้แต่ย่นคิ้วมองอย่างไม่เข้าใจ “ทำไมล่ะ ข้าพูดอะไรผิดไปหรือไง



“ปล่าวหรอก...เจ้าพูดถูก ถูกที่สุดเลย” ข้าสูดหายใจเข้าเต็มปอด หากขำไปมากกว่านี้ก็เกรงว่าจะเจ็บแผลได้ จึงได้แต่ตีสีหน้าเคร่งขรึมจริงจังเพื่อกลั้นหัวเราะไว้ “แค่ปัจจุบันข้ายังมีความสุขกับเจ้า...ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรอีกแล้ว



อลิซาเบธที่ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นถึงกับสำลักอากาศเมื่อได้ยินประโยคนี้ คงเป็นโชคร้ายของมันกับเพื่อนๆที่เคยเป็นมนุษย์มาก่อน ส่งผลให้เข้าใจภาษามนุษย์ที่ข้ากับทราวิสกำลังสื่อสารกัน พวกมันทั้งสามตัวหลับตาปี๋เมื่อทราวิสค่อยๆเลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้ข้าเรื่อยๆทีละนิด...ทีละนิด



“..ไว้ทีหลัง ตอนนี้ข้าหิว” ข้ากล่าว ริมฝีปากของเราแทบจะแตะกันโดยมีเพียงนิ้วชี้ของข้ามาขวางกั้นไว้ ทราวิสได้ยินเช่นนั้นก็ทำหน้าเซ็งขั้นสุด แต่เพราะรู้ดีว่าข้านอนหมดสติโดยไม่มีอาหารตกท้องมาหลายวัน จึงยอมผละไปแต่โดยดีแม้จะเสียดายมากก็ตาม เขาไปคว้าย่ามที่วางไว้บนพื้นขึ้นมาเปิดออกเพื่อจะหาอาหารในนั้น



“เจ้าอยากกินอะไรล่ะ



ข้าเม้มปากอย่างครุ่นคิดสักพัก แล้วเอ่ย “ความจริงข้าก็กินอะไรก็ได้ แต่ถ้าว่ากันตามตรง...ตอนนี้ข้าอยากได้เครื่องดื่มมากกว่า แต่นมวัวที่เอามาก็หมดไปนานแล้ว



“ถ้าเช่นนั้น... ทราวิสค่อยๆวางย่ามในมือลง ก่อนจะคลานเข้ามาหาด้วยสายตาวาววับ ทำเอาข้ารู้สึกมีลางสังหรณ์ไม่ดีแปลกๆ ก่อนที่ทราวิสจะถอดชุดคลุมออกท่ามกลางความตกใจของข้า เผยให้เห็นแผ่นอกสีนํ้าผึ้งและยอดเม็ดถันทั้งสองที่โผล่ออกมา ส่วนเจ้าของแผ่นอกนั้นกลับกล่าวด้วยนํ้าเสียงเจ้าเล่ห์อย่างน่าไม่อาย “กินนมข้าเอาไหม



ใครก็ได้พยุงข้าที...





Loading...90%




กาลเวลาไม่เคยรีรอใคร จนบัดนี้ก็ผ่านพ้นไปน่าจะเกือบสิบวันแล้ว...



แต่ละวันช่างผ่านหายไปเร็วยิ่งกว่ากลิ่นตด พวกเรายังคงใช้ชีวิตอยู่ใต้ดินดังเดิม ในทุกวันทราวิสกับสหายทั้งสองของอลิซาเบธจะช่วยกันขุดหาตานํ้า เนื่องจากนํ้าที่เหลืออยู่มันไม่เพียงพอสำหรับเราสองคน มันกำลังจะหมดลงในอีกไม่เกินสองวัน ทราวิสที่สภาพร่างกายสมบูรณ์ที่สุดจึงอาสาไปหานํ้า นอกจากนี้เขายังดูแลข้าอย่างดีจนน่าขนลุกประหนึ่งข้าทาสบริวาร หากแต่ทราวิสกลับยืนยันว่าเป็นหน้าที่ของศรีภรรยา แล้วข้าจะทำอะไรได้ นอกจากปล่อยให้เขาโลดแล่นไปในจินตนาการของตัวเองที่กู่ไม่กลับ



การที่มีทราวิสมาประคบประหงมเช่นนี้...ยอมรับว่าข้ารู้สึกไม่ชินนัก ปกติแล้วทุกครั้งที่มีแผลติดตัวมาหลังจากที่ไปสู้กับใครเข้า จินก็มักจะเป็นผู้ช่วยทำแผลให้ข้าเสมอ แต่เพราะไม่อยากให้เขาต้องเป็นกังวล ข้าจึงมักซ่อนบาดแผลไว้ใต้ร่มผ้าแล้วปล่อยให้มันหายไปเองตามกาลเวลา หากเจ็บหนักก็จะไปขโมยสมุนไพรมารักษาเอาเอง ไม่เคยจริงจังหรือกังวลเกี่ยวกับสภาพปางตายของตัวเองแม้แต่น้อย ขอแค่มีชีวิตรอดและแผลไกลหัวใจก็เป็นพอ ทว่าทราวิสกลับไม่คิดเช่นนั้น เขาสั่งกำชับข้าให้อยู่แต่ในนี้ อย่าได้ขยับเขยื้อนหรือลุกไปไหนเป็นอันขาด



ก็อยากจะดื้อแพ่งอยู่หรอก แต่ยามเห็นสายตากดดันแกมออดอ้อนนั่นแล้วก็ได้แต่ใจอ่อน ยอมให้อีกฝ่ายทำทุกอย่างดั่งใจ



ให้ตายเถอะ...แพ้เขาหมดทุกทางแล้วจริงๆ



ข้าได้แต่จำใจอยู่นิ่งๆ เป็นศพอยู่เช่นนี้เพื่อฟื้นฟูร่างกาย นั่งบ้างนอนบ้างสลับกันไป ทำเอาเบื่อแทบบ้า และเป็นห่วงที่ต้องปล่อยให้ทราวิสขุดอุโมงค์สำรวจลึกเข้าไปเรื่อย กลัวว่าเขาจะไปเจอตัวอะไรเข้าจนเป็นอันตราย แต่สุดท้ายก็ได้แต่ปล่อยทราวิสไปอย่างไม่มีทางเลือก



'อย่าได้กังวลเลย...ไม่ว่ายังไงข้าก็จะกลับมาหาเจ้า' เจ้าตัวกล่าวไว้เช่นนั้น แล้วข้าจะทำอะไรได้นอกจากภาวนาให้เขากลับมาโดยไม่บาดเจ็บ



มันช่างน่าขันเมื่อเทียบกับสมัยก่อน ข้ามักทำทุกวิถีทางให้เขาเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจ เป็นเหมือนคมดาบที่พร้อมจะฟาดฟันใส่ให้ชอกชํ้า...แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นโล่เกราะที่พร้อมจะปกป้องเขาทุกวิถีทางเสียแทน ให้ตายสิ...ชีวิตข้าจะมีเรื่องกลับตาลปัตรได้ยิ่งกว่านี้อีกไหม



ช่วงหลายวันมานี้ทราวิสดูเปลี่ยนไปเมื่อเทียบกับวันแรกที่เข้ามาในป่ามรณะ ตอนนั้นเขาชอบมาออดอ้อนคลอเคลียข้าเหมือนเด็กๆ อารมณ์อ่อนไหวง่าย บางครั้งทำตัวเปราะบางราวกับสตรี ดูออกได้ชัดเจนมากว่าต้องโดนยาเสน่ห์เป็นแน่ แต่ตอนนี้เขาดูเข้มแข็งและพึ่งพาได้มากขึ้น มีความนิ่งและหนักแน่นสมชายชาตรีกว่าเดิม ข้าคิดว่าหลังๆมานี้เขาดูเป็นผู้เป็นคนมากขึ้น แต่แท้จริงแล้วนั่นกลับเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ ความจริงทราวิสไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมเลยแม้แต่น้อย คำพูดของเขายังคงเถรตรงไม่ต่างจากเดิมเลยสักนิด..



เหมือนกับวันนั้นที่ทราวิสมา เอ่อ...เสนอให้ข้ากินนมเขา



'เจเดนจ๋า...สรุปเจ้าจะไม่กินจริงๆหรอ'



'กินนมเจ้าเนี่ยนะ เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นแม่วัวหรือไง!?'



'น่าเสียดาย แต่เช่นนั้นก็ไม่เป็นไร หากเจ้าไม่กินนมจากเต้าข้า...งั้นข้ากินนมจากกล้วยเจ้าแทนก็ได้!'



'โอ๊ยย พี่ชายเจ้าคงเป็นลมบ้าหมูตายหากมาได้ยินประโยคนี้! เจ้าเป็นองค์ชายผู้สูงสักดิ์นักมิใช่หรือ เอาแต่พูดจาลามกเช่นนี้ ไม่อายปากบ้างหรือไง!?'



'ข้าเป็นบุรุษหาใช่สตรีอ้อนแอ้น ไม่จำเป็นต้องรักนวลสงวนตัวเสียหน่อย พูดเรื่องแบบนี้มันผิดปกติตรงไหน อีกอย่าง...เรื่องลามกกับผู้ชาย มันเป็นของคู่กันมิใช่หรือ'



'ที่เจ้าพูดมันก็ถูก เพียงแต่เจ้าดูจะพัวพันกับเรื่องเหล่านี้เป็นพิเศษ...ชำนาญเรื่องพรรค์นี้นักหรือไง'



'ฮั่นแน่ กล่าวเช่นนี้...อยากลองแล้วใช่ไหมล่า~'



บอกทีว่าข้าควรรู้สึกยังไง...



นับวันข้ายิ่งเหนื่อยที่ต้องมารับมือกับทราวิสเวอร์ชั่นหื่นกาม แม้จะดุเขาจนปากเปียกปากแฉะเรื่องจะปลํ้าข้า แต่ในเมื่อเจ้าตัวสบายใจที่จะพูด สุดท้ายแล้วข้าก็ไม่ได้คิดจะห้ามอะไรอย่างจริงจัง ไม่ใช่ว่าข้าไม่รู้...ว่าต่อให้คำพูดในเชิงนั้นจะมาจากใจเขาจริง แต่แท้จริงแล้วทราวิสไม่ได้คาดหวังอะไรเลยจากข้า เขาไม่ได้หวังให้ข้าต้องเป็นสามีเขาเหมือนที่เจ้าตัวเพ้ออยู่บ่อยๆ ไม่เคยคิดจะขืนใจข้า...และไม่เคยเรียกร้องให้ข้าต้องรักเขา



มันจะดีแค่ไหน หากทราวิสรักข้าจากใจจริงๆ...ไม่ใช่เพราะยาบ้าบออะไรนั่น



คงได้แค่ฝันล่ะนะ



ภายในอุโมงค์ใต้ดินที่ทราวิสได้ขุดไว้ แสงไฟจากคบเพลิงที่ปักบนพื้นดินเปรียบเสมือนดวงอาทิตย์จำลองในนี้ ข้านั่งถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย ใช้มีดสั้นแกะสลักลวดลายบนก้อนหินไปเรื่อย มือขวาที่จับด้ามมีดสั่นระริกอย่างควบคุมไม่อยู่ ด้วยว่าแขนข้างนี้เพิ่งหายจากการเป็นอมพาตได้ไม่นาน ทำให้ประสิทธิภาพในการใช้งานของมันลดลง ควบคุมมือดั่งใจแทบไม่ได้ การแกะสลักจึงเป็นไปอย่างยากลำบาก จนข้าพลั้งบาดมือตัวเองอยู่หลายครั้ง แต่ที่ทำแบบนี้ก็เพื่อไม่ให้จิตใจต้องฟุ้งซ่าน คิดเรื่องโน่นนี่จนปวดหัว ทั้งเรื่องปริศนาต่างๆในป่าเฮงซวยนี่...แล้วก็เรื่องของใครคนนั้นด้วย



“เฮ้อ...” สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างเสียอารมณ์ ยกแขนขึ้นมาขยี้เบ้าตาแรงๆ “ไม่เข้าใจเลย ทำไมเจ้าถึงเอาแต่วนเวียนอยู่ในหัวข้าอยู่เรื่อย



ข้ามองหินสลักในมือที่เป็นรูปวาดใบหน้าของทราวิสอย่างปลงตก ที่ผ่านมาข้าไม่เคยมีเวลามากพอที่จะมาทำอะไรแบบนี้ นอกจากไปทำความสะอาดโรงม้าแลกเงินรายวันแล้ว นอกนั้นในชีวิตประจำวันของข้าก็วนเวียนอยู่แต่ความโลดโผน คอยไปหาเรื่องก่อกวนปั่นหัวคนอื่นเล่น หรือไม่ก็โดนกองทัพอัศวินรุมเล่นงานเอาเสียเอง ยามว่างก็ฝึกซ้อมธนูวนไป ไม่ได้มีเวลามาหัดวาดรูปอะไรด้วยซํ้า รูปจึงออกมาบิดเบี้ยวขี้เหร่เหมือนใช้รูจมูกวาดเช่นนี้...



นี่ไม่ต่างจากเอาเบ้าหน้าดีๆของทราวิสมาปู้ยี่ปู้ยำเลยแม้แต่น้อย ให้ตายเถอะ



 ข้าใช้มือขวาเท้าคางไว้อย่างเหม่อลอย ส่วนมือซ้ายก็โยนหินสลักในมือขึ้นลง ครุ่นคิดในใจว่าควรมอบมันให้เจ้าตัวดีไหม แต่มันก็แค่รูปวาดบิดเบี้ยวน่าเกลียดๆ จะไปคู่ควรกับองค์ชายผู้สูงศักดิ์แห่งวอลธีเรียได้อย่างไรกัน เกรงว่ามันอาจทำให้ดวงตาของเขาแปดเปื้อนมากกว่า คิดได้เช่นนั้นก็คลี่ยิ้มจางๆอย่างนึกสมเพช แล้วใช้มีดสลักตกแต่งเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย



“อนาสตาเซีย เจ้าว่าข้าหมกมุ่นกับเรื่องของหมอนั่นเกินไปไหม” เอ่ยถามเพื่อนหมาป่าตัวสีขาวของอลิซาเบธโดยไม่ได้หันไปมอง เจ้าหมาป่าที่กำลังนอนเลียง่ามขาเหมือนหมาบ้านอย่างเพลิดเพลินพลันชะงัก ก่อนเงยหน้าขึ้นมามองข้าด้วยสีหน้าประมาณว่า 'หยุดเรียกข้าด้วยชื่อหวานเลี่ยนนั่นซะทีจะได้ไหม!?'



ในเมื่อทราวิสตั้งชื่อให้สุนัขตัวผู้ว่าอลิซาเบธได้ ทำไมข้าจะตั้งว่าอนาสตาเซียไม่ได้...มันผิดตรงไหนกัน?



ตลอดเวลาที่ทราวิสออกไปหานํ้ากับอลิซาเบธ เจ้าหมาทรพีนั่นจะทิ้งร่างแยกของตัวเองไว้อยู่เป็นเพื่อนข้า ซึ่งร่างแยกที่ว่านั่นก็คืออนาสตาเซียนี่เอง ฝูงหมาป่านับร้อยตัวที่อลิซาเบธพามาช่วยพวกเราที่ถํ้านางเงือกในวันนั้น ต่างก็ล้วนเป็นร่างแยกของมันเช่นกัน แต่อลิซาเบธก็สามารถแยกร่างออกมาเยอะขนาดนั้นได้ภายในเวลาสั้นๆเท่านั้น และหากร่างแยกตัวใดตัวหนึ่งของมันบาดเจ็บ ตัวมันเองและร่างอื่นๆก็จะบาดเจ็บไปด้วย ฉะนั้นการที่ตอนนี้อนาสตาเซียยังไม่มีบาดแผลปรากฎบนร่างกาย นั่นหมายความว่าอลิซาเบธยังไม่เป็นไร...และอาจหมายความว่าทราวิสเองก็ยังปลอดภัย



เอาเข้าไป เป็นห่วงเขาเข้าไป



“ข้าอุตส่าห์ตั้งอกตั้งใจคิดชื่อนี้ให้เจ้า แต่เจ้ากลับรังเกียจมัน...ช่างใจร้ายใจดำอะไรเยี่ยงนี้” ว่าพลางกุมอกซ้ายพร้อมเบะปากด้วยสีหน้าเศร้าโศกอย่างแสนจะเสแสร้ง จนเจ้าของชื่อหวานเหมือนเจ้าหญิงแต่กลับมีอัณฑะแยกเขี้ยวคำราม ทำท่าเหมือนจะเข้ามาขยํ้าให้ตาย แต่ก็ไม่สามารถทำได้เนื่องจากร่างกายอ่อนเพลียจัด และยิ่งไม่กล้าเข้าใกล้เมื่อข้าใช้หมุนควงมีดในมือไปมาด้วยรอยยิ้มกว้าง พร้อมจะขว้างมันออกไปทันทีหากอีกฝ่ายพุ่งเข้ามา ก่อนจะกลับมาจดจ่ออยู่กับการสลักหินอีกครั้ง



“เจ้าถูกสาปให้กลายเป็นสุนัข แต่บางทีการได้เป็นหมาก็เป็นเรื่องน่าอิจฉาเหมือนกัน ไม่ต้องทำอะไรนอกจากกิน ขุมหลุมหารูขับถ่ายแล้วก็นอน ไม่มีภาระให้ต้องรับผิดชอบ ไม่ต้องพยายามหาเงินมาเลี้ยงชีพ ไม่มีจิตริษยาผู้ใด ไม่ต้องรับมือกับความเกลียดชัง ไม่จำเป็นต้องมานั่งกลุ้มกังวลกับเรื่องมากมาย” ว่าพลางใช้ใบมีดกรีดวาดลวดลายลงบนหินอย่างเชื่องช้า ก้อนหินถูกเคลือบไปด้วยเลือดสีแดงจางๆจากนิ้วมือที่โดนบาด ทว่ามันเป็นความเจ็บปวดที่ไม่ต่างจากยุงกัดสำหรับข้าเลยแม้แต่น้อย อนาสตาเซียกลับไปเลียง่ามขาตัวเองดังเดิม แต่ข้ารับรู้ได้ว่ามันยังคงฟังอยู่ จึงกล่าวต่อไปอย่างไม่รีบเร่ง



“มันคงมีหลายครั้งที่เจ้าอยากกลับไปเป็นมนุษย์ แต่เชื่อเถอะว่าการเป็นมนุษย์ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเลย ว่ากันว่าพวกเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ชาญฉลาด มีความรู้สึกนึกคิด รู้จักผิดชอบชั่วดี ประดิษฐ์สรรค์สร้างสิ่งต่างๆมากมาย แต่สิ่งเดียวที่เป็นเรื่องยากสำหรับมนุษย์ทุกคน...นั่นคือการมีความสุข” ข้าเว้นจังหวะเงียบไปชั่วครู่ ก่อนหัวเราะเบาๆแล้วกล่าวติดตลก “ไม่รู้สิ...อาจเป็นแค่ข้าคนเดียวที่คิดแบบนี้



“ช่างเถอะ นั่นไม่ได้สำคัญ หลายวันมานี้ข้าเก็บเรื่องของเทียร่ามาคิดๆดู มันมีอะไรหลายอย่างไม่ชอบมาพากล...และหลายอย่างก็ไม่สมเหตุสมผล” ข้าชะงักมือที่กำลังใช้มีด สายตาที่มักแฝงความเจ้าเล่ห์ไว้แปรเปลี่ยนเป็นว่างเปล่า “แต่มันคงไม่ใช่เป็นอย่างที่ข้าคิดหรอก นั่นไม่มีทางเป็นจริง...และไม่มีวันเป็นไปได้



อนาสตาเซียที่กำลังนั่งเลียไข่นิ่งงันไปทันที ก่อนจะเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีฟ้าของมันมองข้าด้วยสายตาอ่านไม่ออก และเมื่อพิศเพ่งลงไป...จะพบว่าภายใต้ดวงตาดุร้ายคู่นั้นมีความโศกแฝงอยู่ คล้ายกับว่าเข้าใจในสิ่งที่ข้าต้องการจะสื่อ แม้จะไม่ได้พูดออกมาตรงๆก็ตาม



ทว่าในขณะนั้นเอง อุโมงค์ทั้งโพรงก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงเหมือนแผ่นดินไหว ดินบนผนังด้านบนร่วงหล่นลงมาเป็นฝุ่นผง จนข้าต้องใช้มือปัดละอองดินที่ร่วงใส่กลุ่มผมออกอย่างนึกรำคาญ



ช่วงหลายวันมานี้ เกิดเหตุการณ์คล้ายแผ่นดินไหวเช่นนี้บ่อยมาก ราวกับเกิดเหตุภูเขาไฟระเบิดบนพื้นโลกด้านบนอย่างไรอย่างนั้น ได้แต่หวังว่าพวกเราที่อยู่ใต้ดินจะไม่พลอยโดนกระทบไปด้วย



แต่แล้วจู่ๆนํ้าหยดหนึ่งก็หยดลงใส่พื้นดินด้านข้าง ข้าขมวดคิ้วแล้วเพ่งมองมัน ก่อนพบว่ามันเป็นของเหลวสีดำที่มีกลิ่นคาวนิดๆ เมื่อเงยหน้าขึ้นไปก็พบว่ามันไหลซึมออกมาจากรูเล็กๆด้านบน และในทุกๆรูของพื้นดินก็จะมีสิ่งนี้ไหลออกมา ข้าเผลอกำมีดแน่นครั้นได้เห็นเช่นนั้น เหตุใดเลือดปีศาจมากมายถึงได้ไหลลงมาจากพื้นด้านบนเต็มไปหมด



บนโลกด้านบน...เกิดการนองเลือดขึ้นงั้นหรือ



“เจเดน~ ข้ากลับมาแล้ว



ข้าหลุดจากภวังค์ครั้นนํ้าเสียงสดใสดังกึกก้องในอุโมงค์ ตามด้วยเสียงฝีเท้าที่ตามมาติดๆ ทราวิสเดินกลับมาในสภาพมอมแมมราวกับไปคลุกฝุ่นมาทั้งตัว โดยมีอลิซาเบธกับหมาป่าสีดำที่เป็นร่างแยกอย่างอิซาเบลล่าเดินขนาบข้างมาด้วย พวกมันสองตัวเดินมาอย่างเชื่องช้าด้วยขาทั้งสี่ที่สั่นสะริกเหมือนหมาแก่หมดสภาพ ลิ้นห้อยแฮ่ๆนํ้าลายหกด้วยสีหน้าเหมือนจะหมดแรงตาย ก่อนที่มันทั้งคู่จะล้มพับไปนอนหงายขาชี้ฟ้าบนพื้นทันที ส่วนทราวิสก็ใช้ดาบปักไว้บนพื้นแล้วทรุดนั่งหอบหายใจ ทั้งๆที่แค่ไปขุดหานํ้า แต่กลับเหนื่อยเหมือนไปฝ่ากองทัพนับแสนในสมรภูมิมาอย่างไรอย่างนั้น



เห็นสภาพองค์ชายผู้สูงศักดิ์มอมแมมไปทั้งตัวเช่นนี้ก็รู้สึกไม่ชิน ทราวิสเองก็ดูจะอึดอัดกับความสกปรกนี้มาก ทั้งชีวิตเขาคงไม่เคยทำอะไรใช้แรงงานแบบนี้แม้แต่ครั้งเดียว ข้าอยากจะเอื้อมมือไปเช็ดคราบดินพวกนั้นออกให้ แต่ด้วยสาเหตุบางอย่างก็ทำให้ชักมือกลับ เป็นจังหวะเดียวกับที่เจ้าตัวมองหินในมือข้าตาไม่กะพริบ



“เจ้าทำอะไรน่ะ



“อ่า...ไม่มีอะไร” ข้ารีบซ่อนมันไว้ในกระเป๋ากางเกงทันทีก่อนที่อีกฝ่ายจะได้เห็น ทราวิสหรี่ตาพยายามชะเง้อมอง แต่สุดท้ายก็ยักไหล่แล้วไม่ได้สนใจมันอีก เจ้าตัวหยิบถุงหนังใส่นํ้าที่เสียบไว้ที่เอวออกมา แล้วยื่นมันให้ข้าด้วยรอยยิ้มจางๆอย่างเหนื่อยล้า



“ในที่สุดข้าก็หามาได้ นึกว่าเราจะหิวนํ้าตายกันเสียแล้ว ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าจะมีนํ้าใต้ดินอยู่ในป่าพิสดารแบบนี้จริงๆ



ได้เห็นแววตาทอประกายดีใจของทราวิส ก็ทำเอาข้ารู้สึกคันยุบยิบที่ก้อนเนื้อในอกซ้าย ข้าจึงกลบเกลื่อนความรู้สึกนั้นด้วยการยักคิ้วข้างหนึ่งให้ด้วยท่าทีโอ้อวด “ข้าบอกแล้วไง ที่ตรงนี้อยู่ไม่ห่างจากถํ้านางเงือกมาก อย่างไรเสียนํ้าบางส่วนจากในนั้นก็ต้องไหลลงใต้ดินอยู่แล้ว



“รู้แล้วน่า ข้ายกความดีความชอบให้เจ้าหมดเลย พ่อคนเก่ง~” ทราวิสกลอกตาอย่างหมั่นไส้ ก่อนที่เราทั้งคู่จะหัวเราะออกมา คนตรงหน้าใช้เศษผ้าที่เปียกนํ้าในมือเช็ดคราบละอองดินบนร่างกายออก มันช่างดูขัดแย้งที่สิ่งสกปรกพวกนี้มาอยู่บนร่างของคนเป็นเจ้าชายอย่างเขา หากเป็นข้าเมื่อก่อนมาเห็นเขาในสภาพนี้ ก็คงจะขำกลิ้งและเยาะเย้ยที่คนเจ้าสำอางอย่างเขาต้องมาแปดเปื้อน และก็คงจะหาเรื่องทำให้เขาต้องเปื้อนจนเหม็นเน่าไปกว่าเดิมอีกหลายวันแน่ๆ แต่ตอนนี้ข้ากลับถอนหายใจเบาๆ แล้วใช้แขนเสื้อตัวเองเช็ดบนใบหน้าเจ้าตัวอย่างแผ่วเบา เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองมือหนัก จึงพยายามเช็ดอย่างเบามือและทะนุถนอมเท่าที่จะทำได้



ข้ามาถึงจุดนี้ได้อย่างไรกัน...งงไปหมดแล้ว



ข้าทำเป็นไม่ใส่ใจสายตาของทราวิสที่กำลังมองมา ไม่งั้นอาจต้องกัดลิ้นตายเพราะเขินกับการกระทำของตัวเองไปแล้ว ทราวิสปล่อยให้ข้าเช็ดใบหน้าเขาอยู่อย่างนั้น ส่วนเจ้าตัวก็ใช้ผ้าเช็ดแขนตัวเองไปมา แต่แก้มทั้งสองก็ขึ้นสีระเรื่ออย่างห้ามไม่ได้ อลิซาเบธกับผองเพื่อนทั้งสองทำหน้าเหมือนอยากอาเจียน ก่อนจะลากสังขารที่เหนื่อยมันหมาแก่ไปหลบทางอื่นแทน ปล่อยให้มนุษย์ได้อยู่ด้วยกันสองต่อสอง



“คราวนี้เจ้าไปเจอตัวอะไรเข้าหรือเปล่า” ข้าถามโดยไม่ได้สบตาอีกฝ่าย ส่วนทราวิสก็ส่ายหน้าให้เป็นคำตอบ



“ปล่าว...แค่เกิดเรื่องประหลาดขึ้นนิดหน่อย



ข้าพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ “เกิดอะไรขึ้นก็ไม่สำคัญหรอก แค่เจ้าไม่บาดเจ็บกลับมาก็เพียงพอแล้ว



ทราวิสอมยิ้มให้กับประโยคนั้น ก่อนจะกล่าวต่อ “ยอมรับว่าการมาป่านี้ทำให้ข้าได้ลองทำอะไรหลายอย่างที่ไม่เคยทำมากมาย เจ้าตัวเอ่ยพลางก้มหน้าใช้ผ้าเช็ดเศษดินออกจากมือตัวเอง ตัวข้าแทบไม่เคยเปื้อนดินด้วยซํ้า แต่ตอนนี้ข้ากลับต้องมาใช้แรงขุดดินหานํ้า อุปกรณ์อย่างจอบหรือพลั่วก็ไม่มี จนต้องใช้ดาบแทน



ข้าเลิกหรี่ตาลง “เจ้าใช้ดาบขุดดินเนี่ยนะ



“ฮ่าๆ ก็แค่ลองดูเท่านั้น แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้งานหรอก เจ้าคิดว่าเจ้าชายในวังอย่างข้าจะทำเรื่องพวกนี้ได้จริงๆน่ะหรอ ส่วนใหญ่ก็มีแต่อลิซาเบธกับอิซาเบลล่าเท่านั้นแหละที่ช่วยกันขุด สุนัขปีศาจอย่างพวกมันแรงเยอะราวกับเสือโคร่ง ออกแรงขุดไม่กี่ทีก็กลายเป็นหลุมใหญ่ยักษ์แล้ว” ทราวิสกล่าวยิ้มๆ “มีแต่ข้านี่แหละที่ไร้ประโยชน์ ทำอะไรก็ไม่ได้สักอย่าง



ข้าใช้มือขวาสั่นๆที่ว่างอยู่เขกหัวเจ้าตัวอย่างไม่แรงนัก สีหน้าเรียบนิ่งสนิทเช่นเดียวกับนํ้าเสียง “สมองไม่ได้มีไว้ให้คิดดูถูกตัวเจ้าเอง เจ้าทำดีที่สุดแล้ว เชื่อข้าสิ



มันออกจะเป็นคำพูดที่ดูแข็งกระด้าง แต่แววตาของทราวิสกลับทอประกายดีใจ เขาพยายามกลั้นยิ้มราวกับว่านั่นเป็นการกระทำที่โรแมนติกที่สุดในโลก ก่อนจะทำหน้าเหมือนนึกบางอย่างขึ้นมาได้



“เจเดน...ข้ามีเรื่องอยากถามเจ้า



ข้าเลิกคิ้วด้วยรอยยิ้มมุมปากนิดๆอย่างแสนจะเสแสร้ง “บังเอิญเสียจริง ข้าเองก็มีเหมือนกัน



หากแต่ทราวิสคงชินชากับรอยยิ้มไม่น่าไว้ใจนั้นไปแล้ว ทั้งที่เมื่อก่อนออกจะเกลียดแสนเกลียด เขาถึงได้ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆหยิบถุงผ้าใบเล็กสีหม่นออกมาจากปกเสื้อ สีหน้าเขาเปลี่ยนเป็นความจริงจังปนเคร่งขรึมกว่าเดิม



“ที่ข้าบอกว่ามีเรื่องประหลาด...ก็มาจากสิ่งนี้



“.............



“..เป็นฝีมือเจ้าใช่ไหม



ข้าเอียงคอ ฉีกยิ้มทำตาแป๋วอย่างใสซื่อ “ทำไมจู่ๆก็มากล่าวหาข้าล่ะ



“นี่ไม่ใช่เวลามาล้อเล่นนะ” นํ้าเสียงของเขาไม่ได้ดุดัน ทว่านุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยความจริงจัง ทราวิสวางถุงผ้าขนาดเล็กใบนั้นไว้ในมือซ้ายข้า ก่อนเอ่ย “บอกข้ามา เจ้าทำอะไรลงไป



ข้าปรายตามองถุงกำยานในมือที่มีรอยไหม้ สุดท้ายข้าก็พรูลมหายใจออกมาน้อยๆ “เรื่องบางอย่าง...เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้



ทราวิสเม้มปากแน่น ส่งสายตาจริงจังแกมขอร้องมาให้ “ตอนนี้เราต้องร่วมฝ่าความเป็นความตายไปด้วยกัน เราไม่ควรมีความลับใดๆต่อกันนะ...อย่างน้อยก็จนกว่าจะออกไปจากที่นี่ได้



เหอะ...คนอย่างข้า มีหรือจะยอมทำตามเพียงเพราะคำขอแค่นี้ ไม่มีทาง



“เฮ้อ...น่ารำคาญจริง ยอมก็ได้



ไม่มีทาง...ถ้าคนคนนั้นไม่ใช่ทราวิส



ก้านนิ้วยาวของข้าชี้ไปยังย่ามที่วางอยู่ไม่ไกล “ปกติแล้วข้าไม่มีเวลาทดลองใช้ของวิเศษพวกนั้น จึงไม่รู้ว่าอันไหนมีไว้ใช้ทำอะไร ระหว่างที่เจ้าไม่อยู่ ข้าก็ได้ทดลองใช้ของเหล่านั้น จนพอจะรู้วิธีการใช้งานของมันบ้าง วันนี้ข้าเลยแอบผูกถุงใบนี้ไว้ที่ชายชุดคลุมเจ้าโดยที่ไม่รู้ตัว



“.............



“มันเป็นของวิเศษที่ฮิวโก้เคยพูดไว้คร่าวๆว่าไว้ใช้ป้องกันมนตร์ดำ ข้าทดลองใช้ดูแล้ว พบว่าหากจุดไฟที่ถุง กำยานด้านในจะส่งกลิ่นไล่ภูตผีปีศาจออกไป แต่มนุษย์อย่างเราจะไม่ได้กลิ่น



ทราวิสเบิกตาขึ้น “ไม่น่าล่ะ...อลิซาเบธกับอิซาเบลล่าถึงได้เอาแต่วิ่งหนีข้า ข้าก็ต้องวิ่งตามพวกมันจนมึนไปหมด



ข้าไม่พูดอะไรต่อ อีกฝ่ายก็ไม่เอ่ยอะไรออกมา จนกระทั่งทราวิสเป็นฝ่ายเปิดปากกล่าว “...มันมีอยู่แค่ถุงเดียวใช่ไหม



“กี่ถุงก็ไม่สำคัญ



“เจเดน...ทำไมเจ้าทำแบบนี้” ทราวิสคว้าถุงกำยานไปถือไว้แทน นัยน์ตาสีเทอร์ควอยซ์ไหววูบอย่างไม่เชื่อสายตา “ทั้งๆที่เจ้าบาดเจ็บ เจ้าสมควรเก็บของไว้ป้องกันตัวเองมากกว่า แล้วเจ้านี่ก็มีเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์ที่พยายามจะเอาตัวรอดจากป่าเฮงซวยนี่มาก และมันก็มีอยู่แค่ถุงเดียว ใช้ครั้งเดียวก็หมด แต่แทนที่จะเก็บไว้ใช้ในสถานการณ์คับขัน...เจ้ากลับนำมันมาใช้กับข้า แบบนี้มันไม่โง่เง่าไปหน่อยหรือไง!?



ข้าทำเพียงยกมือขึ้นมาปิดปากหาว ปิดเปลือกตาลงแล้วเอนหลังพิงผนังดินอย่างไม่ทุกข์ร้อน “เจ้าคิดว่าการเป็นห่วงใครสักคน...เป็นเรื่องโง่เง่างั้นหรอ



ทราวิสไม่ได้ตั้งตัวที่จะได้ยินประโยคนี้ ริมฝีปากที่กำลังจะเถียงถึงกับอ้าค้าง ตาทั้งสองเบิกกว้าง ราวกับเสียงในลำคอได้เหือดหายไปหมดแล้ว “ข้า...ข้า...



“เจ้าก็รู้...ในทุกครั้งที่เราแยกจากกัน ข้าไม่เคยตกอยู่ในอันตรายสักครั้ง แต่เจ้ากลับโดนปีศาจรุมเล่นงานอยู่เสมอ แล้วจะไม่ให้ข้ากังวลได้ยังไง” ข้าเปิดเปลือกตาขึ้นอย่างเชื่องช้า สบตากับคนที่กำลังอึ้งอย่างสื่อความหมาย “หากข้าเป็นฝ่ายโดนศัตรูจับตามองตลอดเวลา...เจ้าก็จะทำแบบเดียวกัน



ความเงียบเข้าปกคลุมจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของเรา ทราวิสก้มหน้าจนคางชิดคอเพื่อซ่อนหน้าร้อนๆไว้ ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ขี้โกงนี่...พูดแบบนี้แล้วข้าจะเถียงได้ไงกัน



ข้าทำเพียงยิ้มมุมปากนิดๆ แล้วอีกฝ่ายก็กล่าวขึ้นอีกครั้ง โดยที่คราวนี้เจ้าตัวจงใจเปลี่ยนเรื่อง “เจ้าบอกว่าเจ้าเองก็มีเรื่องจะถามข้า...ว่ามาสิ



“อ่า...ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรหรอก” ข้าตอบอย่างไม่รีบเร่ง “ก็แค่สงสัย ว่าก่อนหน้านี้เจ้าเคยบอกข้าว่าเทียร่าตายไปแล้ว แต่ทำไมตอนนี้เจ้าถึงกลับมาเชื่อว่านางยังมีชีวิตอยู่ล่ะ



“เรื่องนั้นน่ะ...” ทราวิสเงยหน้าขึ้นมา พรูลมหายใจยาวเหยียด แววตาของเขาทอประกายหมองหม่นอย่างน่าหดหู่ เจ้าตัวกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดพร้อมกล่าว “ข้าเห็นกับตาตัวเอง...ว่านางสละชีวิตเพื่อช่วยข้าไว้ ข้าคิดว่านางตายไปแล้วมาโดยตลอด จนเมื่อหลายวันมานี้...นางปรากฎตัวในฝันข้าบ่อยอย่างผิดวิสัย ถึงได้รู้ว่านางยังมีชีวิตอยู่ แต่ใช้มนตร์ดำมาเข้าฝันข้าอยู่เรื่อย



“นาง...ไม่ได้ทำร้ายเจ้าใช่ไหม



ทราวิสส่ายหน้าไปมาเป็นคำตอบ “ตรงกันข้ามเลย นางกลับดูหวังดีกับข้าจนผิดวิสัย



แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องดีที่นางไม่ได้ทำอะไรน้องชายตัวเอง...แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องน่ายินดีเลย



ข้าจมลงไปในห้วงภวังค์ ขมวดคิ้วจนแทบย่นชิดติดกัน แววตาเหม่อลอยพร้อมกับสติที่เอาแต่ครุ่นคิดไตร่ตรอง ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าทราวิสเอนตัวลงมาหนุนตักข้า หรือเอามือขวาข้าไปจับตั้งแต่เมื่อไหร่



“นี่เจ้าบาดมือตัวเองงั้นหรือ” นํ้าเสียงเชิงตำหนิช่วยฉุดกระชากข้าให้ออกจากห้วงความคิด พบว่าทราวิสที่กำลังหนุนตักข้ากำลังส่งสายตาดุดันมาให้ แต่กลับใช้ฝ่ามือเรียวทั้งสองจับมือที่เต็มไปด้วยบาดแผลของข้าไว้อย่างทะนุถนอม คล้ายกับกลัวว่าการกระทำนั้นจะทำให้ข้าต้องเจ็บปวด



ข้าส่ายหน้าไปมายิ้มๆ “รอยขีดข่วนแค่นี้ทำอะไรข้าไม่ได้หรอก



“ช่างดื้อด้านเสียจริง



ทราวิสจิ๊ปากอย่างขัดใจ ทว่าวินาทีต่อมาเขากลับทำในสิ่งที่ข้าไม่คาดคิด...



เรียวลิ้นชื้นถูกส่งออกมาเลียคราบเลือดที่ยังไม่แห้งดี ข้าสะดุ้งโหยงราวกับโดนนํ้าร้อนลวก นัยน์ตาสีมรกตทั้งสองเบิกโพลงอย่างไม่เชื่อสายตา แต่ครั้นจะชักมือออกก็มิอาจทำได้ ด้วยว่าทราวิสใช้มือทั้งสองกำข้อมือข้าไว้แน่น เขาใช้ลิ้นเลียไปตามร่องนิ้วอย่างเชื่องช้า สลับกับดูดดุนข้อนิ้วยาว ขณะที่ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์คู่นั้นก็ส่งสายตามาอย่างหวานซึ้ง จนข้ารู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องคล้ายวิญญาณหลุดจากร่าง



โอ้พระเจ้า...นี่มันอะไรกัน



“เลือด...ไม่ใช่ของกินนะ



ข้าพยายามควบคุมเสียงตัวเองไม่ให้สั่น อยู่ดีๆก็รู้สึกลำคอแห้งผากจนต้องกลืนนํ้าลายอึกใหญ่ แต่ทราวิสก็ยังคงทำความสะอาดคราบโลหิตด้วยลิ้นของเขา ทำเอารู้สึกสั่นสะท้านไปทั่วทั้งร่าง ก่อนที่คนบนตักจะส่งสายตาออดอ้อนมาให้ “ทำไมล่ะ...ข้าเลียไม่ได้หรอ



ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้...แต่ช่วยเกรงใจหัวใจข้าบ้าง มันจะระเบิดเป็นเถ้าถ่านก็เพราะเจ้านี่แหละ คนฉวยโอกาส!



ครั้นเห็นว่าข้าเอาแต่เงียบไปตอบ(เพราะสติลอยเคว้งไปไกลแล้ว) เจ้าตัวก็ทำการเลียจนไม่เหลือคราบเลือดสีแดงให้เห็นสักหยด ก่อนจะปิดท้ายด้วยการใช้ริมฝีปากดูดดุนหลังมือจนเกิดเป็นรอยชํ้าสีม่วง ข้านิ่งงันไปทันทีเมื่อได้เห็นรอยนั้น



แม้จะไม่ค่อยรู้เรื่องรักๆใคร่ๆ แต่ตอนเด็กข้าเคยเห็นสตรีที่มีรอยแบบนี้บริเวณคอ จึงเอ่ยถามไปอย่างไร้เดียงสาว่า 'พี่สาวคนนั้นเป็นอะไรหรอท่านแม่ นางโดนงูกัดหรือเปล่า'



ซึ่งท่านแม่ก็ทำเพียงปรายตามองนาง แล้วตอบกลับมาเสียงราบเรียบ 'ไม่มีอะไรหรอก นางแค่ไปผสมพันธุ์มา'



ทราวิสสร้างรอยแบบนี้ให้ข้า เพราะเขาอยากจะ...อยากจะ...อย่างนั้นจริงๆหรอ



โอ้พระเจ้าจอร์จ คนที่แสนจะเปราะบางใสซื่อบริสุทธิ์น่าทะนุถนอมอย่างข้า(?)...จะต้องสูญเสียพรหมจารีให้เขาจริงๆหรือนี่



ใบหน้าของข้าเปลี่ยนสีสลับไปมาระหว่างแดงแปร๊ดกับขาวซีดเป็นไก่ต้ม แต่แววตากลับฉายความตกใจอย่างเห็นได้ชัด รู้ตัวอีกทีทราวิสก็วางมือข้าลงแล้ว เขาซุกใบหน้าเข้าหาหน้าท้องแกร่งของข้าพร้อมกับหลับตาพริ้ม “วันนี้ช่างเป็นวันที่เหนื่อยจริงๆ...ข้าขอพักหน่อยนะ



ข้าเลิกคิ้วขึ้นนิดๆ “แล้วทำไมไม่ไปนอนให้ดีล่ะ บนตักข้าออกจะแข็ง หนุนไม่สบายหรอกนะ



“แต่มันอุ่นมาก...และทำให้ข้ารู้สึกปลอดภัย” เสียงของทราวิสเริ่มงัวเงีย เจ้าตัวใช้แขนทั้งสองข้างโอบกอดเอวข้าไว้แน่น “ฉะนั้น...ขอข้ายืมนอนสักวันนะ



ข้าไม่ตอบอะไรกลับไป ทำได้เพียงระบายยิ้มบางออกมา มันไม่ใช่รอยยิ้มกว้าง แต่แววตาของข้ากลับทอประกายอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกเหมือนหัวใจได้ถูกสูบฉีดจนฟูฟ่องพองโต อบอุ่นและอิ่มเอมไปทั่วทั้งใจ มันเป็นความรู้สึกสุขใจ...ที่ข้าไม่เคยประสบมาก่อน



ตอนเด็กข้าเคยสงสัยว่าความสุขคืออะไรกันแน่ เราต้องสุขแค่ไหนถึงจะสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่ากำลังมีความสุข มันเป็นความรู้สึกที่สามารถมีกันได้ง่ายขนาดนั้นเลยหรอ หลายคนบอกว่าความสุขคือการได้อยู่กับคนในครอบครัว เด็กบางคนบอกว่าความสุขคือการได้รับขนมจากผู้ใหญ่ บ้างก็บอกว่าความสุขสามารถเกิดขึ้นได้จากเหตุการณ์ประทับใจในชีวิต บางคนก็บอกว่ามันเกิดจากการมีเงินทองมากมาย



แต่ข้าไม่มีครอบครัว ไม่มีใครหน้าไหนเอาขนมมาให้ ไม่มีทรัพย์สิน ชีวิตไม่มีความน่าประทับใจสักอย่าง...แล้วข้าสามารถมีความสุขเหมือนคนอื่นได้ไหม



หากข้าบอกว่าที่ผ่านมามีความสุขก็ดูจะเป็นการโกหก แต่หากบอกว่าที่ผ่านมามีแต่ความทุกข์ก็ไม่ใช่ความจริง ข้าคิดเพียงแค่ว่าหากเอาแต่จมอยู่กับความทุกข์...ก็ไม่ต่างอะไรจากการเผาไหม้หัวใจตัวเอง และหัวใจก็เป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดในร่างกายของทุกสิ่งมีชีวิต หากส่วนนั้นบาดเจ็บ ก็ไม่ต่างจากการตายทั้งเป็น ฉะนั้นข้าจะต้องรักษาไม่ให้มันบอบชํ้า อย่าให้สิ่งเลวร้ายรอบตัวทำให้ก้อนเนื้อในอกซ้ายนี้ได้มีบาดแผลเป็นอันขาด



แต่ก็ใช่ว่าข้าจะไม่มีแผลในใจเลย ความจริงแล้วมันมีมากจนนับไม่ถ้วน แต่ข้าแค่พยายามมองข้ามมันมาตลอด ทว่าตอนนี้...ความรู้สึกสุขในแบบที่ข้าใฝ่ฝันอยากจะเจอมานาน กลับมาเจอได้ง่ายๆเพียงเพราะได้อยู่ใกล้กับคนคนหนึ่ง



มันยิ่งกว่าความสุขตอนจินทำขนมมาให้กิน เพราะหลังจากนั้นถ้าเขาถูกเหล่าอัศวินจับได้ เขาก็จะโดนลงโทษเพียงเพราะเป็นมิตรกับเฮอร์เรนเดล ยิ่งกว่าความสุขเมื่อวิชาดาบของข้าพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด เพราะนั่นหมายความว่าศัตรูจะหมั่นไส้จนสรรหาวิธีมารังแกข้ายิ่งกว่าเดิม แต่นี่เป็นความสุขที่ข้าไม่ได้รับมานาน...นานเกือบสิบปีมาแล้ว ก่อนที่ข้าจะสูญเสียสิ่งสำคัญเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตไป



ข้าใช้ฝ่ามือซ้ายลูบไปมาบนกลุ่มผมสีบลอนด์อย่างทะนุถนอม ลมหายใจที่สมํ่าเสมอทำให้รับรู้ได้ว่าทราวิสเข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว สีหน้าของเขาดูสุขสบายเหมือนกำลังฝันดี มือขวาที่สั่นเทิ้มถูกข้ายกขึ้นมา รอยชํ้าสีม่วงยังคงเด่นชัดบนหลังมือข้างนั้น ข้ามองมันด้วยสายตาเรียบนิ่ง ก่อนจะประทับริมฝีปากลงไปบนรอยชํ้านั้น



สัญญาหนึ่งวันหนึ่งจูบของเราน่ะ...ข้าไม่เคยลืมมันหรอกนะ เพียงแต่วันนี้ไม่อยากลวนลามคนกำลังหลับ จูบทางอ้อมไปก่อนก็แล้วกัน



ข้าวางมือลงบนแก้มนิ่มอย่างนุ่มนวล สุดท้ายก็อดยิ้มออกมาอย่างเอ็นดูไม่ได้



สงสัยต้องเปลี่ยนฉายาจากกิ้งก่าจอมหยิ่ง...เป็นลูกแมวขี้อ้อนแล้วสิ





TBC.





TALK : 2

หายไปนานเลยยย และแล้วไรท์ผู้อัพช้าที่สุดในสามโลกก็กลับมา แฮร่ ในที่สุดก็สอบเสร็จแล้ววว คิดถึงทุกคนมากๆเลยค่า :3

ช่วงนี้โมเม้นท์หวานๆก็จะเยอะหน่อยอ่ะโนะ ฟินๆสลับกับผจญภัยกันปายย uwu ฟินกันไปให้เย๊อะๆ เดี๋ยวพวกเทอก็จะต้องปวดตับกันแร้วว อุวะฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า//หัวเราะแบบมาเลฟิเซนต์

เนื้อเรื่องกำลังเข้าใกล้การเฉลยปมสำคัญแล้วค่า ในระหว่างนี้วิสซี่ก็อ่อยไม่หยุดเรย เจดี้จะทนไหวไม่หน๊ออ แต่ทางที่ดีอย่าทนเลย พวกเทอจงได้กันซะ กร๊ากกกก



TALK :

เฮลโล่วอทซับ ไรท์ยังไม่ตายเด้อจ้าทุกคนนน

หมอสั่งให้พักสายตาอย่างน้อยยี่สิบวัน แต่สุดท้ายก็อดไม่ได้ เราเลยรีบมาปั่นฟิคให้ก่อน เป็นคนไม่ค่อยดื้อเลย ไม่เล๊ยย555555 ถ้ามีคำผิดก็ประทานโทษให้ด้วยนะคะ ตอนแต่งก็เบลอๆไปบ้าง แสบตาสุดๆ T__T แต่ไม่ต้องห่วงเด้อ เราหนังเหนียว เดี๋ยวก็หายแร้วว มีกำลังใจดีซะอย่าง~

จริงๆคือนั่งปั่นเสร็จมาเป็นอาทิตย์แล้ว แต่ลบใหม่หมดเพราะไม่ถูกใจ เลยมานั่งเขียนใหม่อีกรอบ ขอโทษที่ทำให้ล่าช้านะคะ ;-; แล้วก็ อันที่จริงเนื้อหาตอนนี้มันน่าจะครบ 100% แล้วนั่นแหระ แต่เราอยากเขียนต่อให้ยาวกว่านี้อีก555555

ตอนนี้มีใครสามารถแก้ปมเนื้อเรื่องได้บ้างยังค้า~ ปมทั้งหมดก็มีแค่นี้แหระ ไม่เพิ่มแล้ว แต่จะค่อยๆเฉลยไปทีละนิด ถ้าใครทายถูกจะพาไปคอนบังทันเรยย (ว่าไปนั่น ตัวเองยังไม่เคยไปเลยด้วยซํ้า TT)

ยังไงก็ หวังว่าทุกคนที่เข้ามาอ่านเรื่องนี้จะมีความสุขกันนะค้า รักษาสุขภาพกันด้วยเน้อ ใครกำลังมีเรื่องทุกข์ใจอะไร เราเชื่อว่าพวกคุณจะผ่านมันไปได้ค่ะ เป็นกำลังใจให้ทุกคนเสมอนะคะ สู้สู้!!


CAN I HAVE THIS BALLLOOOONS PLLLZ, SRSLY THEY ARE CUTE

ตัดต่อน่ารักมาก55555

ขอบคุณทุกคอมเม้นท์และแท็กสกรีม #JourneyKV ที่เป็นกำลังใจให้เราด้วยนะคะ ขอบคุณรีดๆทุกคนที่ติดตามผลงานของเราค่ะ I purple you <3
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 257 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,087 ความคิดเห็น

  1. #1034 JK_1995 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2563 / 19:27
    รักไรท์
    #1,034
    0
  2. #1002 เฮะๆ :) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2563 / 20:22
    เราถึ่งได้มาอ่าน อยากจะบอกว่ามันสนุกจนเรางง ไรท์เขียนนิยายเก่งมาก อยากทุ่มใจให้ไรท์ เรื่องนี้ทำให้เรารู้ว่าทักษะการเดาทางของเรื่องแย่มาก งงในงงจนหงุดหงิดว่ากูจะไม่รู้จริงๆหรอ55555555 เรื่องนี้ยังทำให้เราเอ๋ออีกด้วย พออ่านแต่ละตอนผ่านไปแล้วมาใช้ชีวิตประจำวันเหมือนคนบ้า รู้สึกว่าตัวเองยังอยู่กับนิยายของไรท์อยู่เลย55555555 เราจะเป็นคนบ้ามั้ย555555 เป็นกำลังใจให้คุณไรท์นะคั้บ ให้ตัวเองด้วยรู้สึกประสาทเสีย55555555
    #1,002
    1
    • #1002-1 เฮะๆ :)(จากตอนที่ 15)
      17 ตุลาคม 2563 / 20:23
      ถ้าคุณไรท์มาเห็น อยากจะบอกว่าเราไม่เคยเม้นให้นิยายเรื่องไหนยาวแบบนี้เลย ถ้าเขียนเรียงความได้ทำไปแล้ว555555
      #1002-1
  3. #966 Wayvay_T (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 กันยายน 2563 / 14:34
    ตอนนี้กำลังคิดสภาพน้องหมาไอค่อกแค่ก แล้วก็ขำ อะไรของกุวะเนี่ย
    #966
    0
  4. #949 PlengPGK (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2563 / 20:57
    อ่ย เจเดนแบบเอ็นดูน้องไม่ไหวแล้ววววว
    #949
    0
  5. #804 Eutopia1812 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2563 / 12:11
    เทียร่าโกหกเจเดนหรือเปล่า เพราะตอนที่ทราวิสมาทำดีกับเจเดน ฮิวโก้ดูตกใจมาก แล้วก็บอกว่าไม่คิดว่าทราวิสจะมีรสนิยมแบบนี้ แสดงว่าต้องไม่ใช่ยาที่ทำให้ทำในสิ่งตรงกันข้ามสิ ไม่งั้นฮิวโก้ก็ต้องบอกไปแล้วว่าเป็นยาตรงกันข้ามกับความรู้สึกจริงๆ ชื่อดาบเจวิสอีก นี่ว่าทราวิสน่าจะชอบเจเดนตั้งแต่แรกอยู่แล้วเพราะการกระทำชัดเจนมากๆ แถมยังรู้นิสัยหลายอย่างของเจเดนมากๆทั้งๆที่ไม่เคยบอก เทียร่าน่าจะปั่นหัวเจเดนใช่ไหม แต่เรื่องซาฟีร่านี่ยังคิดไม่ออกจริงๆ แง;-;
    #804
    0
  6. #774 JP_Spectrum (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2563 / 02:24
    เรากลายเป็นแบบไม่รู้อะไรบางอย่างขณะที่เจเดนเหมือนรับรู้แล้ว เราเดาอะไรไม่เก่งเลย😭😭 แต่แค่อยากให้เจเดนมีความสุขบ้างแง
    #774
    0
  7. #600 Mvis. (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 18 มีนาคม 2563 / 18:56
    อลิซาเบธ อิซาเบลลา อนาสตเซีย ล่าสุดหมาชื่อหรูกว่าคนแล้วค่ะ5555555555555
    #600
    0
  8. #579 bomza2528 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 10 มีนาคม 2563 / 22:44
    สนุกมากๆเลยนะตั้งแต่อ่านมาก็กราบขอโทษจริงๆที่ไม่เคยได้เม้นให้เลย แต่ยอมรับจริงๆว่าไรท์แต่งได้สนุกสุดๆอะเหมือนดูหนังฟอร์มยักอะแบบนั้นเลย นี่คิดรออุดหนุดเล่มไว้แล้วอ่าบอกเลย
    #579
    0
  9. #551 mmeaning (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 13 มกราคม 2563 / 20:37
    สู้ๆนะคะ คุณเขียนดีมากๆจนเราร้องไห้เลย สื่อทุกอย่างออกมาได้ดีมากจริงๆ ฮือ เราอินไม่ไหวแล้วค่ะ! ㅠㅡㅠ
    #551
    0
  10. #541 Taeiy (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2562 / 20:56
    เรามีความสุขที่ได้อ่านเรื่องนี้มากเลยคุณไรท์
    #541
    0
  11. #532 kkkanunnn (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2562 / 21:34
    ตอนนี้อารมสวิงไปมามากเลย แอแง ชอบค่ะชอบ เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #532
    0
  12. #516 FahfahKm (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 / 19:31
    สนุกมากกก ทราวิสหนูขี้อ่อยมากลูก!
    #516
    0
  13. #506 0961603450 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 / 18:56

    ทราวิสลูก!!!! หนูให้เจเดนกินนมแบบนั้นไม่ได้!!!!! ต้องกินกัน2คนสินี่มี คนอื่นอยู่ด้วยไม่ได้ๆๆ
    #506
    0
  14. #504 109bose (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 / 01:44
    ซาาหนุกกมากกกก วุ้ววว รู้สึกเร้าใจแบบที่ไม่เป็นมานาน เพิ่งมีเวลากลับเข้าในเด็กดีหลังจากหลงมัวเมาไปกับจอยลดา พออ่านตอนนี้จบปุ๊ป แง๊ ฉันจะไม่จากไปไหนอีก จะกลับมาเฝ้าคอยไรท์ไม่ไปไหน สนุกมากๆคิดถึงมากๆๆๆตื่นเต้นมากกกกกกกกกก รอให้ถึงตอนต่อไปไม่ไหวแบ้วว แต่ยังไงก็ have a good health นะคะ แหะ
    #504
    0
  15. #503 Sarita Wine (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 / 11:05
    ลูกแมวววววววววววววววว หึ่ย หมั่นไส้ได้มั้ยอะ555555555 สู้ๆนะค้าบ รอตอนต่อไปเลย
    #503
    0
  16. #501 Hmc99 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 / 06:39
    เอ็นดูทราวิสมากสินะเจเดนจ๋า5555 เป็นละมุนมากๆค่ะไรท์ ภาษาก็สวยมาก บรรยายทีคือเราเห็นภาพเลย ภาพของความหอมหวานและเขอะเขินนี่ฟุ้งเลยค่ะ เป็นชอบมากๆ รอตอนต่อไปนะคะ
    #501
    0
  17. #500 Bts_KookV9795 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 / 08:10
    เขิลกับฉากหวานมากกกกกกกก ฮื่ออ ลูกแมวขี้ออ้อนนน แทบกรี้ดดด!! คิดถึงคุณไรท์นะคะ หายเร็วๆเน้ออออ
    #500
    0
  18. #499 proudsj (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 / 03:53
    หยุดยิ้มไม่ได้เลย
    #499
    0
  19. #498 SirirakAirr (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 / 23:54
    บะลั่กๆๆๆๆๆแบบเขินมักๆ อยากจะกรี๊ดด แต่งดีมากๆเลยค่ะ😊
    #498
    0
  20. #496 vVv-Tae (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 / 17:49
    เขินนนนนนนนนนนนนนน
    #496
    0
  21. #495 FON403 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 / 17:06
    น่ารัก เขินๆๆๆๆ
    #495
    0
  22. #494 Reawrang (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 / 15:43
    ฮืออออโอ้ยยยยน่ารักๆๆๆๆ
    #494
    0
  23. #493 thanyalaktosem (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 / 13:50

    สรุป..ก้อยังขำกับภาพตอนท้ายทุกที...ให้ตายสิ55555555
    #493
    0
  24. #492 Ver_a (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 / 09:54
    จงได้กันๆ ได้กันๆๆๆ
    #492
    0
  25. #491 TaTa_p19 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 / 22:43
    โอ้ยยน เขินช่วงท้าย หวานมากค่ะฮืออ น้อนอัอนน้อนน่ารักน้อนซุกน้อนหง่ำๆมืออออ น้อนนนนนนนน

    เจเดนจ๋าเชื่อในตัวทราวิสนะคะ ฮงื้อออ แล้วก็รูปสลักนั่นเชื่อว่าให้ทราวิสไปเจ้าตัวคงดีใจแบบสุดๆแน่เลย ก็เจเดนจ๋าเป็นคนทำนี่นาา

    ยินดีต้อนรับไรท์กลับมานะคะ อย่าลืมดูแลตัวเองด้วยนะคะ สุขภาพดวงตาสู้ๆ ><
    #491
    0