۩ A Journey To Your Heart ۩ [KookV] #JourneyKV

ตอนที่ 16 : ۩ Journey ۩ 15 : ปริศนาคำสาปแม่มด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,944
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 224 ครั้ง
    8 มี.ค. 63

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ dark burning forest background



หลังจากที่เสียสละตักตัวเองให้ใครบางคนไปแล้ว ข้าพยายามจะถ่างตาไม่ให้ตัวเองเผลอหลับ แต่ไม่นานนักก็อ่อนเพลียจนผล็อยหลับตามไปด้วย ฝ่ามือยังคงลูบกลุ่มผมของคนบนตักอย่างแผ่วเบา ก่อนจะหยุดลงครั้นเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างเต็มรูปแบบ ในอุโมงค์ใต้ดินมีเพียงเสียงลมหายใจสมํ่าเสมอของคนสองคน นอกนั้นทุกอย่างก็สงบเงียบ...เงียบจนน่ากลัว



ที่มันเงียบ...ก็เพระมีใครบางคนจ้องมองอยู่ โดยที่เราไม่ได้รู้ตัวเลย



ข้ารู้สึกตัวขึ้นมายามแว่วเสียงบางอย่างไม่ไกล เปลือกตาพลันเปิดขึ้นโดยทันที ด้วยความที่เป็นคนรู้สึกตัวง่ายอยู่แล้ว กระทั่งเสียงยุงบินหรือมดไต่ก็ทำให้ข้าตื่นขึ้นมาได้ ข้าใช้มือขยี้ตาไปมาด้วยความงัวเงีย ก่อนจะเริ่มกวาดสายตาสำรวจไปทั่วบริเวณ แล้วก็ขมวดคิ้วแน่นครั้นพบว่าร่างของตัวเองถูกชุดคลุมสีฟ้าคลุมไว้เหมือนผ่าห่ม และตอนนี้ทราวิสก็ไม่ได้อยู่บนตักข้าแล้ว...แต่กลับเป็นข้าที่กำลังหนุนตักเจ้าตัวแทนเสียอย่างนั้น



นี่เรามาอยู่ในท่านี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย..



ข้าเงยหน้ามองทราวิสที่สละชุดคลุมของตัวเองมาห่มให้ ทั้งยังสละตักให้ข้าหนุนตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เจ้าตัวกำลังนั่งพิงผนังดินพร้อมหลับตาพริ้ม ท่าทางเหมือนกำลังหลับสบายแม้จะดูเมื่อยคอก็ตาม เขาบิดคอไปมาเป็นระยะเพื่อคลายกล้ามเนื้อ เห็นเช่นนั้นข้าก็อดทำหน้านิ่วคิ้วขมวดไม่ได้ แทนที่ทราวิสจะนอนบนตักข้าดีๆ...กลับหาเรื่องให้ตัวเองเมื่อยขาเสียเองซะงั้น ฮึ่ย! มันน่าตีนัก



แต่ช่างน่าแปลก ทั้งที่ปกติข้ารู้สึกตัวง่ายจะตาย ทำไมถึงไม่รู้เลยสักนิดว่าทราวิสเปลี่ยนท่านอนตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายเล่นบทเจ้าชายสุภาพบุรุษให้ข้าหนุนตักตอนไหนกัน การได้นอนบนตักทราวิสมันทำให้ข้าเคลิ้มจนหลับลึกขนาดนั้นเชียวหรือ?



ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ...เห็นทีข้าคงต้องขโมยตักเขาไปไว้ที่บ้านแล้วล่ะ



ข้าลอบอมยิ้มให้กับความคิดตัวเองเหมือนคนบ้า ก่อนจะผุดลุกขึ้นนั่งแล้วนำชุดคลุมไปสวมให้เจ้าของมันตามเดิม แต่เสียงบางอย่างที่แสนจะแผ่วเบาก็ทำให้ข้าชะงักไปอีกครั้ง สายตาที่ยังคงงัวเงียตวัดไปมองหาต้นเสียงอย่างไม่สบอารมณ์ มันน่าโมโหที่ข้าไม่สามารถแยกออกได้ว่ามันคือเสียงอะไร รับรู้เพียงแค่ว่ามันดังมาจากไม่ใกล้ไม่ไกลนี้ ใบหูของสุนัขปีศาจทั้งสามตัวที่ยังคงหลับปุ๋ยอยู่พลันกระดิกไปมา ก่อนที่พวกมันจะลืมตาขึ้นทันที อลิซาเบธลุกขึ้นนั่งพร้อมส่งเสียงคำรามในลำคอ ดูเหมือนว่าพวกมันเองก็สัมผัสถึงความไม่ชอบมาพากลนี้ได้



“...พวกเจ้า อย่าเพิ่งส่งเสียงดัง” ข้าเอ่ยเสียงนิ่ง มือเลื่อนไปจับดาบของทราวิสโดยอัตโนมัติ เป็นจังหวะเดียวกับที่เจ้าตัวขมวดคิ้วเป็นปม ก่อนจะยกมือขึ้นมาปิดปากหาวอย่างงัวเงีย



“เอะอะอะไรกันเนี่ย...” เสียงของทราวิสแหบพร่าตามประสาคนเพิ่งตื่น ข้ารีบใช้ฝ่ามือปิดปากเขาไว้ มืออีกข้างก็จรดนิ้วชี้ไว้ที่ริมฝีปากตัวเอง เป็นเชิงบอกให้เงียบเสียงไว้ นัยน์ตาสีเทอร์ควอยซ์ส่อแววงุนงงไม่เข้าใจ แต่กระนั้นก็ยอมเงียบเสียงแต่โดยดี ในตอนนั้นข้าเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่บนผนังดิน จึงเอื้อมไปคว้าคบเพลิงที่ปักไว้บนพื้นมาส่องใกล้ๆ



ข้าขมวดคิ้วมุ่นครั้นพบว่ามันก็แค่ทากตัวเล็กๆธรรมดา มันกำลังเลื้อยอยู่บนผนังดินอย่างเงียบเชียบ ตอนแรกข้าก็ตั้งใจจะเลิกสนใจมันและปล่อยผ่านไป แต่อีกใจหนึ่งก็นึกไม่ไว้ใจ อย่างไรเสียสิ่งมีชีวิตทุกอย่างที่นี่ก็เป็นปีศาจ สุดท้ายข้าก็ยื่นคบเพลิงไปใกล้ๆมันหมายจะเผาทิ้งเสีย ทว่าวินาทีนั้นมันกลับกระโดดใส่ทราวิสแทน



“เฮ้ย!! ท่ามกลางความตกใจของเจ้าตัว ทราวิสพยายามจะดึงมันออกจากแขน แต่ทากตัวเล็กจิ๋วกลับยึดเกาะไว้แน่น ข้าจึงต้องช่วยจับแล้วพยายามดึงออกมา ทว่าทากตัวนี้กลับมีลำตัวที่แข็งราวกับทำมาจากเหล็ก ซํ้ามันยังพยายามจะมุดเข้าไปในผิวเนื้อของทราวิสให้ได้ ทำให้ดึงออกยากยิ่งกว่าเดิม ข้าเดาะลิ้นไปมาอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะตัดสินใจก้มลงไปกัดส่วนหางของทากเจ้าปัญหาไว้แน่น แล้วออกแรงดึงกระชากมันจนหลุดออกมาในที่สุด ทราวิสทำหน้าแหยแก๋ราวกับจะอาเจียน แต่ก็ไม่มีเวลามากพอที่จะรังเกียจ ด้วยว่าทากตัวนี้ได้ทิ้งรอยกัดจนผิวเนื้อเนียนของเขาเป็นรู มีโลหิตไหลซึมออกมาเป็นทาง



ข้าเท้าสะเอวถ่มนํ้าลายทิ้งอย่างเสียอารมณ์ แม้จะไม่ได้กินทากนั่นเข้าไป แต่กลับรู้สึกขมปี๋ที่ปลายลิ้นจนอยากสำรอก ก่อนจะใช้เท้าภายใต้รองเท้าบูทหนักๆกระทืบทากแสนชั่วจนจมดิน เหยียบบี้มันจนกระทั่งแน่ใจว่าตายแล้วจริงๆ กล้าดียังไงมาทำให้แขนของทราวิสเสียโฉม สารเลว!



“เอ่อ...เจเดน” ทราวิสกล่าวเสียงสั่นๆ รู้ตัวอีกทีข้าก็เบิกตากว้างอย่างเป็นกังวล แล้วเข้าไปจับไหล่เขาพลางเขย่าไปมาเหมือนคนเสียสติ



“ทำไม!? เจ้าเจ็บหรอ!? เจ็บตรงไหน บอกข้าสิ มันปล่อยพิษใส่เจ้าหรือเปล่า!?



“ที่รัก เข้าใจนะว่าเจ้าเป็นห่วง แต่นี่ไม่ใช่เวลา” ทราวิสว่าด้วยรอยยิ้มแห้งๆ ชี้ปลายนิ้วไปยังทางในอุโมงค์ที่เขาเป็นคนขุดขึ้นเอง “ดูนั่น...



ตรงจุดที่เขาชี้ไป มีเสียงดังราวกับกองทัพของตัวอะไรบางอย่างกำลังพากันมุ่งหน้ามาทางนี้ และเมื่อเพ่งมองชัดๆ ถึงได้เห็นว่าคลื่นตัวทากนับหมื่นแสนตัวกำลังเคลื่อนตัวมาทางนี้ พวกมันกระโดดมาหลอมรวมตัวกันจนกลายเป็นงูขนาดยักษ์ที่ใหญ่คับอุโมงค์ ดวงตาสีแดงฉานของมันส่องประกายในเงามืดชวนขนลุก ใบหน้านั้นดุร้ายราวกับสามารถฆ่าคนได้เพียงแค่สบตา ลิ้นยาวสองแฉกที่สั่นเทิ้มโผล่ออกมาอย่างกระหาย ก่อนที่มันจะแผ่แม่เบี้ยพร้อมกับเลื้อยมาหาเราด้วยความเร็วสูง มันแยกเขี้ยวขู่ดังลั่นเสียจนผนังดินสั่นราวกับแผ่นดินไหว ในทุกครั้งที่มันขยับตัวเคลื่อนไหว เศษหินและละอองดินด้านยนก็จะพังทลายลงมา



โธ่...ข้ายังไม่หายเมาขี้ตาเลย ต้องมาเจอกับอสุรกายแต่เช้าเลยหรือนี่



ทราวิสชักดาบออกจากฝักอย่างตื่นตระหนก พร้อมกับโยนย่ามให้ข้า “เจเดน! ทำอะไรสักอย่างสิ!



ข้าถอนหายใจ แล้วกระชากชุดคลุมของเขาให้ตามมา “มันจะมากินหัวเจ้าอยู่แล้ว! จะให้ข้าทำอะไรเล่า วิ่งสิ!!



ทราวิสเหมือนเพิ่งนึกได้ เขาเบิกตาโพลงแล้วรีบวิ่งตามมาทันที ทว่างูยักษ์ด้านหลังกลับเคลื่อนไหวเร็วมาก มันเลื้อยมาหาเราด้วยความเร็วจนสามารถงับชายชุดคลุมของทราวิสจนขาดวิ่น ทราวิสสะดุ้งโหยงแล้วก้มหน้าก้มตาวิ่งหนีราวกับไฟติดก้น ข้าคว้าแขนไปจับมือเขาไว้แล้วช่วยดึงให้มาวิ่งอยู่ในระดับเดียวกัน ขณะเดียวกันข้าก็กวาดสายตาไปทั่วเพื่อมองหาสหายสุนัขปีศาจทั้งสาม



“อิซาเบลล่า! อนาสตา--” แต่เรียกไม่ทันจบ ก็เห็นว่าอลิซาเบธได้พาพวกมันวิ่งหางจุกตูดไปไกลแล้ว ช่างสมกับที่เป็นอลิซาเบธจริงๆ ยังคงมีนิสัยชอบทิ้งเจ้าของในยามคับขันเสมอต้นเสมอปลาย ถ้าไม่ติดว่าเจ้าหมาทรพีนั่นยังมีประโยชน์กับเรา ป่านนี้ข้าคงคว้านไส้มันออกมาให้แร้งกินไปนานแล้ว!



ท่ามกลางอุโมงค์ใต้ดินคับแคบที่ถูกขุดเป็นทางยาว สุนัขปีศาจสามตัวและมนุษย์อีกสองคนพากันวิ่งลึกเข้าไปในความมืดมิด เพื่อหนีสัตว์ประหลาดบ้าคลั่งที่ไล่ตามเรามาหมายจะกลืนกินเข้าไปทั้งตัว ยิ่งวิ่งเข้าไปลึกขึ้น ทางเดินก็ยิ่งแคบลงเหมือนถูกบีบอัด หากแต่งูยักษ์ก็เอาแต่ส่งเสียงคำรามลั่นโดยไม่ลดความเร็วเลยแม้แต่น้อย ผนังดินด้านบนเริ่มถล่มลงมาตามการเคลื่อนไหวของมัน จนข้าต้องคอยระวังไม่ให้ก้อนดินหล่นลงมาทับ ฝุ่นดินที่ลอยฟุ้งคละคลุ้งไปทั่วบริเวณทำให้มองเห็นทางได้ยากขึ้น หากแต่วิ่งหนีกันมาได้ไม่นาน ผนังดินก็ถล่มลงมาปิดทางด้านหน้า ข้ากับทราวิสรีบชะงักฝีเท้าแทบไม่ทัน ฝุ่นดินลอยตลบคละคลุ้งไปหมดจนมองไม่เห็นสิ่งใด



“ระวัง!!



'ตู้ม!!!'



ครั้นหินก้อนยักษ์พังทลายลงมา ทราวิสรีบกระชากข้าให้หลบอย่างหวุดหวิด ข้าลอบกลืนนํ้าลายครั้นมองหินก้อนใหญ่ที่เกือบหล่นทับตัวเอง ตอนนี้ทางออกเพียงหนึ่งเดียวได้ถูกปิดไปแล้ว เมื่อหันหลังกลับไปมอง ก็พบว่างูยักษ์เจ้าปัญหาที่ไม้แม้แต่จะบาดเจ็บจากการโดนดินถล่มใส่ ได้มาอยู่ตรงหน้าเราแล้ว..



“โอ๊ย...” เสียงร้องแผ่วเบาทำข้าเบิกตาโพลงโดยพลัน รีบหันไปมองทราวิสที่กำลังยืนตัวงอ ใช้มือกุมแผ่นหลังตัวเองไว้ด้วยสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด แต่กระนั้นก็ยังมีหน้าหันมาส่งยิ้มขำให้ “ไม่ต้องทำหน้าเครียดขนาดนั้นน่า ข้าแค่โดนหินหล่นใส่หลังเท่านั้น



ดูจากสภาพแล้ว เขาคงไม่เป็นไรมากอย่างที่ว่าจริงๆ อาจเพียงแค่มีรอยฟกชํ้าใหญ่ที่ไม่ถึงกับกระดูกหัก กระนั้นข้าก็ส่งเสียงคำรามในลำคออย่างหงุดหงิด แววตากร้าวแข็งโดยไม่รู้ตัว แต่เมื่อเหลือบไปเห็นพวกสุนัขปีศาจทั้งสามตัวที่กำลังขุดดินหาทางปีนขึ้นไปด้านบน ก็รีบคว้าหาถุงผ้าออกมาจากย่ามเพื่อจะทำการถ่วงเวลา พร้อมตะโกนใส่อีกฝ่าย “ทราวิส! มาหลบด้านหลังข้า!



เจ้าตัวรับรู้ทันทีว่าข้ากำลังจะทำอะไร เขารีบมาหลบด้านหลังข้าอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ข้าจะเทฝุ่นผงสีขาวในถุงใส่ฝ่ามือ แล้วเป่ามันใส่หน้าของงูยักษ์ที่กำลังจะอ้าปากคำราม ผงสีขาวลอยฟุ้งเป็นฝุ่นควันใส่ดวงตาสีแดงฉานของงูยักษ์ มันกรีดร้องคำรามเสียงแหลมบาดหูจนแผ่นดินสะเทือนด้วยความทรมาน เจ้างูดิ้นไปมาอย่างเจ็บปวดราวกับโดนนํ้าร้อนเดือดๆลวกตา ฉับพลับดวงตาคู่ยักษ์นั้นก็กลายเป็นสีขาวหม่น มันได้กลายเป็นงูตาบอดโดยสมบูรณ์แล้ว..



'กรรรรรรรรรร์!!!!'



แต่ดูเหมือนว่าการกระทำนั้นจะทำให้มันโมโหหนักหว่าเดิม มันแหกปากกว้างๆคำรามเสียงดังลั่นแล้วพุ่งเข้ามาจะเขมือบเข้าไป แต่ทราวิสก็ใช้จังหวะนั้นเหวี่ยงคมดาบใส่ปากของมัน จนงูยักษ์เริ่มจะเสียการทรงตัว เห็นเช่นนั้นทราวิสก็ฟันดาบไปในจุดเดิมซํ้าแล้วซํ้าเล่า ในขณะเดียวกันก็ต้องคอยหลบเขี้ยวแหลมๆของมันที่พยายามจะงับแขนเขาตลอดเวลา จนในที่สุดเขี้ยวข้างหนึ่งที่ยาวเหมือนหอกก็หลุดออกมา ข้ารีบรับมันมาไว้ในมือทันที ก่อนจะเหลือบไปเห็นโลหิตสีแดงสดของงูยักษ์ที่ไหลลงมาอาบพื้นเป็นสาย ดวงตาสีมรกตส่องประกายวาววับเมื่อคิดอะไรดีๆออกมาได้



อีกด้านหนึ่ง อลิซาเบธกับผองเพื่อนขุดทางออกไปสู่ด้านบนกันเสร็จแล้ว พวกมันกำลังปีนขึ้นไปทีละตัว ก่อนจะหันกลับมาส่งเสียงเห่าให้เราตามขึ้นไปบ้าง



“เจเดน! มาเร็วสิ” ทราวิสเรียกขึ้นครั้นเห็นว่าข้าเอาแต่ยืนแน่นิ่ง ไม่ยอมตามไปเสียทีจนอีกฝ่ายเริ่มลนลาน “มัวรออะไรอยู่ล่ะ เร็วเข้า!



“ขึ้นไปก่อน...เดี๋ยวข้าตามไป” ข้ากล่าวตอบด้วยนํ้าเสียงสบายๆ สายตายังคงจับจ้องไปยังงูตาบอดที่กำลังหัวเสียอย่างหนัก มันพยายามจะจู่โจมอย่างไร้ทิศทาง จึงได้แต่ชนผนังด้านโน้นทีด้านนั้นที ทำให้ดินถล่มลงมาใส่หัวมันซํ้าแล้วซํ้าเล่า การสูญเสียดวงตาทำให้มันเสียเปรียบไปมากโข ข้าโยนเขี้ยวงูสีขาวอันแหลมคมในฝ่ามือขึ้นลง ผิวปากไปด้วยอย่างไม่ทุกข์ร้อนแม้แต่นิด สายตาจับจ้องศัตรูตรงหน้าไม่วางตาเพื่อรอจังหวะ



และทันทีที่งูยักษ์เหวี่ยงศีรษะมาทางนี้ ข้ารีบใช้เขี้ยวปักลงไปตรงกลางศีรษะของมัน กัดฟันกดมันลงไปจนสุดโดยไม่สนใจเสียงหวีดร้องลั่น แล้วเหวี่ยงร่างตัวเองขึ้นไปนั่งบนนั้นอย่างไวว่อง ทว่าทันทีที่ขึ้นไปนั่งบนนั้นได้สำเร็จ งูยักษ์ที่กำลังพยาบาทก็เหวี่ยงศีรษะไปมาอย่างบ้าคลั่งเพื่อจะสะบัดให้ข้าหลุด ซึ่งข้าก็ตอบสนองด้วยการเกาะมันไว้แน่นไม่ยอมปล่อย



“เจ้านี่มัน...!!” ทราวิสขบกรามกำหมัดแน่นอย่างสุดจะทน เขามองข้าที่กำลังเกาะอยู่บนหัวงูอย่างยากลำบากด้วยสายตาสุดระอา “จะมีสักวันไหม ที่เจ้าจะไม่หาเรื่องให้ตัวเองเสี่ยงตาย!!



“ขึ้นไปเถอะน่า! ไม่ต้องห่วงข้า! ข้าตะโกนกลับไปด้วยเสียงผ่านไรฟัน มือทั้งสองจับเขี้ยวที่ปักอยู่กลางหัวของงูยักษ์ไว้แน่นเพื่อใช้เป็นที่ยึดเหนี่ยว ร่างถูกอสุรกายเหวี่ยงไปมาจนเริ่มวิงเวียน ข้าขมวดคิ้วส่ายหน้าไปมาเพื่อไล่ความมึนหัวออกไป ก่อนจะขบกรามแน่นพร้อมออกแรงกระชากเขี้ยวแหลมยาวออกจากหัวงู แล้วเปลี่ยนไปแทงบนหลังคอมันแทน โดยครั้งนี้ไม่ได้แทงลงไปลึกเหมือนเมื่อครู่ เพียงแค่ปักมันลงไปช้าๆขณะใช้ขาทั้งสองข้างเกี่ยวรัดคอมันไว้แน่น เสียงหวีดร้องคำรามลั่นอย่างทรมานทำเอาข้าหูอื้อไปชั่วขณะ แต่ในขณะเดียวกันก็ยิ่งต้องพยายามยึดเกาะไว้บนหลังคอของงูที่กำลังดิ้นไปมาอย่างบ้าคลั่ง ข้ากัดฟันกำเขี้ยวในมือแน่นจนมันบาดมือ กระนั้นก็ไม่ยอมปล่อยมือออกจากมันแม้แต่วินาที



เมื่อเขี้ยวยาวจมลงไปในผิวเนื้อของอสุรกายลึกมากพอ ข้าก็ตวัดปลายเขี้ยวขึ้นจนเนื้อหลุดออกมาด้วย แล้วเฉือนมันจนเนื้องูหลุดออกมาเป็นแผ่นใหญ่ ก่อนที่โลหิตสีแดงจะพุ่งทะลักออกมาจากรอยเนื้อที่ถูกแล่ออก ทำเอากางเกงของข้าต้องเปื้อนเลือดเย็นเฉียบของมันไปด้วย



เจฟฟ์เคยบอกว่าปีศาจในป่านี้มีสองประเภท หนึ่งคือประเภทที่มีเลือดสีดำ อีกประเภทมีเลือดสีแดง ปีศาจที่มีโลหิตสีดำจะสลายเป็นควันทันทีเมื่อถูกฆ่า แต่ก็จะสามารถฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ได้เรื่อยๆ ส่วนปีศาจจำพวกที่มีเลือดสีแดงเหมือนมนุษย์ ร่างกายของมันจะกลายเป็นศพธรรมดาเมื่อถูกฆ่า และพวกมันจะไม่สามารถคืนชีพได้อีก จึงมักกลายเป็นอาหารหลักของปีศาจเลือดดำ และบังเอิญว่าเจ้างูยักษ์ตัวนี้ก็มีเลือดสีแดงเสียด้วย..



“ขอโทษที...แต่พวกข้าไม่เหลือเสบียงแล้ว หวังว่าเนื้อเจ้าจะอร่อยนะ” ข้าใช้ฝ่ามือตบๆบนหลังคอมันคล้ายกับปลอบใจ งูยักษ์ยังคงคำรามอย่างอาฆาตพลางดิ้นไปมาอย่างอับจนหนทาง มันบาดเจ็บจนเริ่มสูญเสียเรี่ยวแรงไปกว่าครึ่ง แต่แล้วข้าก็ต้องชะงักไป เมื่อจู่ๆร่างยักษ์ที่ข้ากำลังนั่งทับค่อยๆแยกตัวแตกออกเป็นทากตัวเล็กๆนับล้าน พวกมันรุมกันพุ่งเข้ามาเกาะแขนขาข้าในทันที ส่วนหัวแหลมๆของตัวทากมากมายพยายามจะมุดเจาะลงไปในผิวเนื้อของข้า จนต้องขบกรามดังกรอดเมื่อรู้สึกเหมือนมีเข็มนับร้อยเล่มทิ่มแทงทั่วร่าง



บ้าเอ๊ย...หนังเหนียวซะจริง



“เจเดน มานี่เร็ว!” ทราวิสตะโกนดังลงมาจากทางออกด้านบน เจ้าตัวเหวี่ยงอะไรบางอย่างที่มีลักษณะคล้ายเถาวัลย์มาทางนี้ ข้ารีบคว้ามันไว้อย่างรวดเร็ว มืออีกข้างถือเขี้ยวที่มีเนื้องูดิบเสียบไว้อีกทีหนึ่ง ทราวิสใช้จังหวะนั้นออกแรงกระชากเถาวัลย์ขึ้นไป ข้าใช้ขาทั้งสองเกี่ยวรัดเถาวัลย์ไว้แน่น ขณะเดียวกันก็พยายามสลัดบรรดาทากที่รวมตัวกันเกาะขาไว้ พวกมันพยายามจะฉุดให้หล่นลงไปด้านล่าง แต่ทราวิสก็พยายามกัดฟันออกแรงดึงสุดฤทธิ์ จนกระทั่งใกล้ถึงทางออกที่ถูกขุดเป็นหลุมด้านบน แต่เมื่อเห็นว่าเถาวัลย์เริ่มจะขาดออกจากกัน ทราวิสก็พลันเบิกตาโพลงทันที



“เจเดน! ส่งมือมา!



'หมับ!'



ข้าปล่อยมือจากเถาวัลย์ แล้วกระโดดขึ้นไปคว้ามือเรียวไว้แน่น ก่อนที่ทราวิสจะกัดฟันใช้แรงเฮือกสุดท้ายกระชากร่างของข้าให้ขึ้นไปได้สำเร็จ ข้าล้มลงหอบหายใจอย่างหมดแรงทันทีที่ขาถึงพื้น เราทั้งคู่ต่างหอบหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อยหลังจากที่เสียแรงไปมากโข ก่อนที่ทราวิสจะโยนท่อนไม้ที่มีไฟติดลงไปในหลุมใต้ดิน จนมันเกิดประกายเผาทากทั้งหลายมอดไหม้เป็นจุณ เห็นเช่นนั้นข้าก็รีบลุกขึ้นมานั่ง แล้วช่วยทราวิสใช้ดินกลบหลุมไว้ให้มิดเพื่อไม่ให้ทากเหล่านั้นเลื้อยขึ้นมาด้านบนอีก แต่กระนั้นก็ยังรู้สึกได้ถึงเสียงคำรามน่าขนลุกของมันจากใต้ดิน



“เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม” ข้าเอ่ยถามขณะใช้มือกลบหลุมจนแน่ใจว่ามิดแล้ว ครั้นเห็นว่าสภาพตัวเองถูกชโลมไปด้วยเลือดงูกับเศษดินทรายก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างปลงตก ก่อนหันไปสำรวจเรือนร่างของอีกฝ่ายว่ามีบาดแผลตรงไหนหรือไม่ ซึ่งเท่าที่เห็นก็มีแต่รอยแตกเลือดซึมบริเวณศีรษะ ที่ดูเหมือนจะเป็นเพราะโดนหินหล่นใส่ แต่มันก็ทำให้ข้าใจกระตุกได้ไม่ยาก



มันเป็นความรู้สึกราวกับชิงชังทุกบาดแผลที่อยู่บนตัวทราวิส รอยแผลพวกนั้นไม่คู่ควรกับเขาสักนิด หากเป็นไปได้...ข้าอยากจะขังเขาไว้ในโลงนํ้าแข็ง ไม่ให้มีสิ่งใดทำอันตรายเขาได้แม้แต่ปลายนิ้ว



แต่แน่นอนว่ามันเป็นไปไม่ได้ ข้าไม่มีสิทธิ์ไปครอบครองหรือบงการชีวิตของใครอื่น ทราวิสเองก็ไม่ได้อ่อนแอถึงขั้นที่ต้องให้ข้าคอยปกป้องตลอดทุกวินาที และมันก็เป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะสามารถหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดได้ตลอดเวลา...ข้อนี้ข้ารู้ดี



“ก็แค่แผลไกลหัวใจเอง...อย่าทำหน้านิ่วคิ้วขมวดเช่นนั้นสิ” ทราวิสว่าพลางปัดมือที่เปื้อนดินไปมา ก่อนส่งยิ้มกวนให้ “เจ้าเป็นห่วงว่าที่ภรรยาเกินไปแล้ว



ข้าทำเพียงพรูลมหายใจออกมาอย่างระอา ก่อนจะขมวดคิ้วเมื่อรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังขยับไปมาภายใต้ผิวหนังแขนซ้าย เมื่อยกขึ้นมาดูให้ชัดก็ต้องเบิกตาขึ้น บนหลังแขนของข้ามีก้อนเนื้อส่วนหนึ่งปูดขึ้นมาเป็นลักษณะเรียวยาว ก้อนเนื้อส่วนนั้นดิ้นไปมารวมทั้งขยับเคลื่อนที่ได้ มันกำลังเคลื่อนไปยังข้อมือของข้าอย่างน่าขยะแขยง ทั้งยังขยายใหญ่ขึ้นทีละนิดราวกับมีชีวิต ทราวิสมองมันอย่างไม่เชื่อสายตา



“นี่มันอะไรกันเนี่ย...



ข้าทำเพียงโยนเขี้ยวงูเสียบเนื้อดิบให้อีกฝ่ายอย่างไม่ใส่ใจ แล้วใช้มือขวาดึงมีดสั้นที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อซ้ายออกมา ก่อนจะยกมันขึ้นเตรียมจะฟันลงมา



“เจเดน! อย่านะ!!



'ฉึก!!!'



ข้ากัดฟันใช้ปลายมีดแทงลงไปในผิวด้านข้างก้อนเนื้อนั้น ก่อนจะพลิกปลายมีดเพื่อเฉือนแซะมันออกมา ข้าพยายามควบคุมนํ้าหนักมือให้ได้มากที่สุด ด้วยว่ามือขวายังคงมีอาการสั่นเทาอยู่ตลอดเวลา ก้อนเนื้อเจ้าปัญหานี่ก็พยายามดิ้นหนี แต่สุดท้ายก็ถูกเฉือนออกมาได้สำเร็จในที่สุด โลหิตสีแดงฉานไหลออกจากเนื้อส่วนที่ถูกเฉือนออกจนเป็นรอยเหวอะ มันไหลออกมากจนน่ากลัว แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ข้าเฉือนเนื้อตัวเองทิ้ง จึงเลือกที่จะเมินความเจ็บปวดบนหลังแขนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วจับจ้องไปยังตัวทากที่ถูกเสียบไว้ที่ปลายมีดด้วยสายตาเหม็นเบื่อ ดูเหมือนว่ายิ่งมันดูดเลือดข้าไปมากเท่าไหร่ ร่างกายก็จะยิ่งมีขนาดใหญ่ขึ้นมากเท่านั้น



ให้ตายเถอะ นี่ทากพวกนี้ถึงกับมุดเจาะเข้ามาในแขนข้าเลยหรือ...



ข้าขมวดคิ้วอีกครั้งเมื่อรู้สึกเหมือนจะมีทากอีกสองสามตัวอยู่ในท่อนขา ความรู้สึกเมื่อมีตัวอะไรบางอย่างดิ้นอยู่ในร่างกายทำเอาข้ารู้สึกขยะแขยงเหมือนอยากจะตัดขาตัวเองทิ้ง จึงนั่งลงกับพื้นแล้วรีบถกกางเกงขึ้นมาถึงเข่าโดยพลัน แต่จู่ๆกลับถูกอีกฝ่ายแย่งมีดไปเสียอย่างนั้น



“ทราวิส” ข้าเอ่ยเสียงตํ่าเป็นเชิงตำหนิ “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่อยากให้ข้าทำร้ายตัวเอง แต่ระหว่างเห็นข้าโดนทากสูบเลือดจนตาย กับเห็นข้าเฉือนแขนขาตัวเองเพียงนิดเดียว...เลือกเอาว่าจะเอาอย่างไหน



“...ไม่เอาทั้งสองอย่าง” ทราวิสเม้มปากแน่น มือข้างหนึ่งจับขาข้าไว้ “เจ้ายังใช้มือขวาได้ไม่ถนัด ข้าจะผ่าให้เอง



ข้าเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ กำลังจะเปิดปากปฏิเสธว่าไม่จำเป็น แต่วินาทีนั้นปลายมีดคมก็เฉือนลงมาในผิวเนื้อเหนือข้อเท้า ทำให้หุบปากฉับไปทันที วัตถุแหลมคมที่เย็นเฉียบค่อยๆบาดลึกลงไปในผิวเนื้อนิ่มอย่างเชื่องช้า ทว่ากลับเจ็บแสบไปถึงขั้วหัวใจ ข้ากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง พยายามเก็บกลั้นความเจ็บปวดไว้ให้มากที่สุด ขณะเดียวกันก็เหลือบมองใบหน้าของทราวิส เขามีสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความเคร่งขรึมและตั้งใจ เม็ดเหงื่อผุดซึมออกตามกรอบหน้าอย่างประหม่า แม้ในมือจะถือใบมีดคมแหลม แต่เขากลับพยายามทำมันอย่างเบามือที่สุดเท่าที่จะทำได้ สุดท้ายทราวิสก็สามารถคว้านเอาทากเจ้าปัญหาสามตัวออกมาได้ภายในเวลาระยะเวลาอันสั้น



“....แทบขาดใจ” ทราวิสกล่าวขึ้นอย่างแผ่วเบาพลางยกแขนขึ้นเช็ดเหงื่อตามกรอบหน้า เขาดูเหนื่อยล้าเหมือนเพิ่งวิ่งฝ่ากองทัพนับหมื่นแสนมา ในมือปล่อยมีดอาบเลือดลงไปปักบนพื้น ร่างกายแข็งทื่อเหมือนกลายเป็นรูปปั้น แววตาของเขาเลื่อนลอยราวกับสติหลุดไปแล้ว “หมายถึงข้าน่ะ แทบขาดใจตาย



ว่าจบเขาก็หยิบมีดขึ้นมาอีกครั้งด้วยสายตาพยาบาท แล้วใช้มันหั่นซากของทากทั้งสี่ตัวให้เละป่นปี้อย่างอาฆาตแค้น เห็นเช่นนั้นข้าก็ได้แต่ยิ้มขำ ก่อนจะฉีกเนื้อผ้าบางส่วนออกจากย่าม แล้วนำมาใช้พันแผลห้ามเลือด เนื่องด้วยในตอนนี้ย่ามยังจะดูสะอาดกว่าเสื้อผ้าของข้าหลายเท่านัก เห็นทีกว่าจะออกไปจากป่านี้ได้ ร่างกายข้าคงได้เปื้อนดินโคลนอีกมหาศาลตั้งแต่หัวจรดเท้า จนมีสภาพราวกับไปแช่บ่อช็อกโกแลตมาอย่างไรอย่างนั้น



แต่ประเด็นคือ...เราจะออกไปจากที่นี่ได้อย่างปลอดภัยจริงๆหรือ



หลังจากที่สับทากให้ละเอียดเป็นผุยผงจนพอใจ ทราวิสก็หันมาช่วยข้าพันแผลห้ามเลือดไว้ ในขณะที่ข้าเงยหน้าขึ้นมองผืนฟ้าที่ไม่ได้เห็นมาหลายวัน ยามนี้เป็นเวลากลางคืนที่ความมืดครอบคลุมทุกสิ่ง ผืนฟ้าดาษดาไปด้วยหมู่ดาวนับพันส่องประกายระยิบระยับ ดวงจันทร์เป็นสิ่งเดียวที่ยังคงมอบแสงสว่างให้ผืนป่านี้ วันเวลาผ่านพ้นไปเท่าไหร่ไม่อาจรู้ได้ แต่ที่รู้แน่ๆคือพวกเราคงอยู่ใต้ดินกันนานพอสมควร เห็นได้ชัดว่าอากาศบนนี้หายใจสะดวกมากกว่าใต้ดินมากนัก แม้ว่าทราวิสจะขุดรูเล็กๆให้อากาศจากบนนี้ถ่ายเทลงไปด้านล่าง ให้เราไม่ขาดอากาศตายกันไปเสียก่อน แต่มันก็ไม่เท่ากับการใช้ชีวิตอยู่ด้านบนอย่างที่ควรจะเป็น



ข้านึกแปลกใจว่าพวกสุนัขปีศาจจอมซนหายกันไปไหนแล้ว แต่แล้วสายตาก็พลันหยุดชะงักอย่างประหลาดใจ ครั้นหันไปเห็นเถาวัลย์ที่ทราวิสใช้เป็นอุปกรณ์ช่วยข้าขึ้นมาเมื่อครู่ ด้วยความที่ใต้ดินเปี่ยมไปด้วยความมืดมิด อีกทั้งตอนนั้นข้ายังอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเอาชีวิตรอด จึงไม่ได้เพ่งมองให้ชัดเลยว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เถาวัลย์แต่อย่างใด



แต่เป็น...แขนของมนุษย์



แม้มันจะมีสภาพไหม้เกรียมเหมือนเพิ่งถูกย่างสดมา กระนั้นก็มีลักษณะเหมือนแขนมนุษย์ในทุกกระเบียดนิ้ว แต่ความยาวของท่อนแขนที่มีมากถึงเจ็ดฟุต ก็บ่งบอกได้ว่าแท้จริงแล้วมันเป็นแขนของปีศาจ หาใช่มนุษย์อย่างเราแต่อย่างใด



“ทราวิส..” ข้าเรียกขึ้นโดยไม่ได้ละสายตาไปจากแขนยาวๆท่อนนั้น ทราวิสที่กำลังวุ่นอยู่กับการพันแผลให้ข้าทำเพียงขานรับในลำคอ เป็นเชิงว่ารับฟังอยู่ “เจ้าไปเจอแขนนี้ได้ยังไง



ทราวิสไม่ได้ตอบในทันที แต่เขาช่วยประคองให้ข้าลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนเอ่ยเสียงตึงเครียด “มองดูรอบๆสิ



ข้ากวาดสายตามองไปรอบบริเวณตามที่อีกฝ่ายบอก ความมืดสนิททำให้มองอะไรหลายอย่างได้ยากขึ้น กระนั้นยามได้มองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเต็มสองตา ดวงตาสีมรกตก็พลันเบิกกว้างทันที



พื้นดินสีดำสนิทของป่ามรณะถูกอาบไปด้วยเลือดส่งกลิ่นคาวเหม็นตลบอบอวล ราวกับเป็นทะเลสีดำแดงขนาดย่อมก็ไม่ปาน ซากอวัยวะของปีศาจนับร้อยเกลื่อนไปทั่วบริเวณ ไม่ว่าจะเป็นแขนขารูปร่างพิสดารที่กระจัดกระจายไปทั่ว ลำตัวขาดวิ่นเป็นชิ้นๆกองระเนระนาด หรือศีรษะและลูกตาที่เกือกกลิ้งอยู่บนพื้น โดยที่ซากอวัยวะทุกชิ้นล้วนไหม้เกรียมเหมือนถูกเปลวไฟเผา ราวกับว่าปีศาจเหล่านี้ถูกเผาทั้งเป็น รวมทั้งถูกแยกอวัยวะออกมาทีละส่วนไปพร้อมๆกัน



ต้นไม้ทั้งหลายต่างก็มีร่องรอยของเปลวเพลิงสีแสดแผดเผาจนไหม้เกรียม บนกิ่งก้านของทุกต้นจะมีร่องรอยสะเก็ดไฟหลงเหลืออยู่ บางต้นถูกเผาจนเหลือเพียงตอไหม้เกรียมที่ยังมีไฟติด เพียงแค่ปรายตามองก็ทำให้รู้สึกร้อนรุ่มราวกับถูกแผดเผาไปด้วย เมื่อครู่ทราวิสคงจะหยิบกิ่งไม้ติดไฟมาจากตรงนี้ แล้วโยนลงไปในหลุมใต้ดินเพื่อเผางูยักษ์ทิ้งเสีย กลุ่มควันจางๆจากไฟยังคงมีให้เห็นตามซากศพไหม้เกรียมทั้งหลาย สายลมเย็นท่ามกลางความเงียบสงัดพัดเอากลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ อากาศเปี่ยมไปด้วยกลิ่นควันไฟที่เพิ่งสงบผสมกับกลิ่นเหม็นเน่าของศพ จนข้าต้องยกมือขึ้นมาปิดจมูกไว้อย่างผะอืดผะอม ส่วนทราวิสนั้นทำหน้าเบ้เบี้ยวเหมือนจะอาเจียนออกมาให้ได้



เราสองคนเดินสำรวจกันอย่างเชื่องช้า มองทุกสิ่งรอบตัวอย่างสับสนประหลาดใจ ก่อนที่ขาข้าจะเผลอเหยียบก้อนหินบางอย่างจนสะดุดเกือบล้ม ทว่าเมื่อเพ่งมองดูชัดๆถึงได้พบว่ามันไม่ใช่ก้อนหินแต่อย่างใด แต่เป็นศีรษะของปีศาจหน้าตาบิดเบี้ยวที่กำลังอ้าปากค้าง แม้ว่ามันจะตายไปแล้ว แต่ข้ากลับเหมือนได้ยินเสียงกรีดร้องอย่างทุกข์ทรมานดังออกมาจากริมฝีปากนั้น คล้ายกำลังร้องโหยหวนขอชีวิตอย่างน่าเวทนา เป็นภาพที่เห็นแล้วทำให้หัวใจรู้สึกหดหู่ได้ไม่ยาก



นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่...



“เจเดน...” ทราวิสเรียกขึ้น เจ้าตัวกำลังนั่งยองมองอะไรบางอย่างด้วยความอึ้งงัน “มาดูนี่สิ



ข้าเดินลากขาตัวเองที่มีแผลสดไปหยุดข้างๆเขา ก่อนจะย่อตัวลงนั่งยองเช่นกัน สิ่งที่ทราวิสกำลังจับจ้องอยู่เป็นซากศพที่ถูกผ่าครึ่งซีกเป็นแนวดิ่ง ร่างกายจึงเหลือเพียงซีกซ้ายเท่านั้น ท่อนล่างนั้นถูกเผาไหม้เกรียมเป็นตอตะโก ศพของปีศาจตนนี้กำลังนอนควํ่าหน้า มือซ้ายที่เหลือเพียงข้างเดียวยื่นออกไปเหมือนพยายามจะตะเกียกตะกายหนี ราวกับกำลังพยายามหนีพญามัจจุราชที่จะลากลงไปในขุมนรกอย่างไรอย่างนั้น



ข้ากลั้นใจคว้ากิ่งไม้ใกล้ๆมาเขี่ยที่สีข้างของศพเบาๆ ความเปราะบางทำให้มันพลิกมานอนหงายอย่างง่ายดาย และทันทีที่ใบหน้าของมันปรากฎสู่สายตา ข้ากับทราวิสพลันเบิกตาโพลงอย่างตกใจสุดขีด ทำเอาเผลอกลั้นหายใจด้วยความตกตะลึง อีกฝ่ายผงะจนเสียการทรงตัวไปนั่งก้นกระแทกพื้น ก่อนที่เขาจะเบือนหน้าหนีไปทางอื่นอย่างทนดูไม่ได้อีกต่อไป แต่กระนั้นไม่ว่าจะหันไปทางไหน ก็เจอแต่ซากศพชวนสะพรึงทั่วบริเวณอยู่ดี



อย่าว่าแต่ทราวิสเลย แม้แต่ข้าเองก็ไม่เคยเห็นภาพที่น่าสยดสยองขนาดนี้มาก่อนเช่นกัน...



บนหัวของศพปีศาจตนนี้ มีเส้นผมสีทองยาวราวสามสี่เส้นที่ยังคงหลงเหลืออยู่ นอกนั้นก็ถูกเผาจนมอดไหม้ไม่เหลือให้เห็นอีกแล้ว เส้นผมเหล่านี้ทำให้พอเดาได้ว่านี่คงเป็นศพของสตรี อวัยวะบนใบหน้าของนางบิดเบี้ยวราวกับถูกไฟลวกจนเละเทะ ในบริเวณข้างศีรษะที่เหลืออยู่เพียงซีกเดียว ก็มีสมองไหลเยิ้มออกมาอย่างน่าขยะแขยง



แต่ที่น่าสะพรึงที่สุด...ก็คือมีก้อนหัวใจสดๆหลุดออกมาจากปากที่อ้าออกกว้างของนาง ราวกับร่างกายของนางถูกบีบอัดให้หัวใจกระเด็นหลุดออกมาจากปากอย่างไรอย่างนั้น



และยิ่งไปกว่านั้น ร่างกายท่อนล่างของศพที่มีลักษณะเหมือนครีบปลาสีทอง ทำให้ข้าได้รู้ว่าศพของปีศาจตนนี้...ก็คือนางเงือกที่เราเคยเจอในถํ้า ตอนหนีออกมาจากสุสานปราสาทคาร์ลอสนั่นเอง



แต่เงือกตนนี้มีโลหิตสีดำ แม้ว่านางจะสามารถตายแล้วฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ได้เรื่อยๆ แต่ทุกครั้งที่นางตาย ก็จะต้องสลายหายไปเป็นควันไม่เหลือแม้แต่ซาก ทว่าตอนนี้ซากของนางกลับยังคงหลงเหลืออยู่ราวกับยังตายไม่สนิท ทั้งที่หัวใจก็กระเด็นหลุดจากปากแล้ว แต่ดูเหมือนอีกไม่นานนางก็จะสลายไปเป็นควันอย่างที่ควรจะเป็น ส่วนจะฟื้นคืนชีพกลับมาเมื่อไหร่นั้น ข้าก็ไม่อาจรู้ได้



ข้าไม่รู้ว่าตัวเองนั่งตัวแข็งทื่ออย่างตกตะลึงไปนานแค่ไหน แววตาสั่นไหวเหมือนไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็น รู้สึกเหมือนในหัวขาวโพลนไปชั่วขณะจนคิดอะไรไม่ออก ก่อนที่ริมฝีปากจะขยับเอื้อนเอ่ย “เจ้าคิดว่าใครเป็นคนทำ..



“คนที่มีอำนาจมากพอที่จะทำแบบนี้ได้ เกรงว่าจะมีแต่เจ้าของป่านี้เท่านั้น” แววตาของทราวิสสั่นไหวเหมือนไม่เชื่อสายตา เขากล่าวเสียงเย็นเยียบ “มันจะเป็นใครไปได้...นอกจากบุตรสาวคนเดียวของพ่อแม่ข้า



เทียร่า...จะทำเรื่องเหี้ยมโหดเหล่านี้ไปเพื่ออะไรกันแน่



ข้าเม้มปากแน่น แม้สีหน้าจะยังเรียบนิ่งเหมือนเฉยชา แต่ในใจกลับสับสนครํ่าเครียดดั่งพายุที่โหมกระหนํ่า ตอนนี้เราได้คำตอบแล้ว...ว่าเหตุใดในตอนที่อยู่ใต้ดิน มักมีเลือดปีศาจหยดลงใส่หัวข้าอยู่บ่อยครั้ง มันเป็นเพราะโลหิตจากศพเหล่านี้ไหลซึมลงไปด้านล่าง แสดงว่าเหตุการณ์นองเลือดในครั้งนี้ คงเกิดขึ้นหลังจากที่เราลงไปอยู่ใต้ดินเพียงสองสามวัน



ตลอดเวลาหลายวันที่เราใช้ชีวิตอยู่ใต้ดินอย่างเงียบๆ ไม่ได้ล่วงรู้เลยว่าบนโลกด้านบนเกิดการนองเลือดขึ้นถึงเพียงนี้...



“เอ๋ง... แว่วเสียงสุนัขดังขึ้นแผ่วเบา ข้าหันไปมองเจ้าหมาป่าปีศาจอย่างอลิซาเบธที่ตอนนี้หดร่างลง จนกลายเป็นหมาบ้านธรรมดาที่แอบไปซุกอยู่ด้านหลังทราวิส มันหวาดกลัวและดูอ่อนแอเสียจนพลังอ่อนลง ส่งผลให้ร่างแยกอีกสองตัวของมันได้สลายหายไปด้วย อลิซาเบธเป็นสุนัขปีศาจดุร้ายที่ไม่เคยหวาดกลัวสิ่งใด แต่ตอนนี้มันกลับตัวสั่นเทิ้มไปมาด้วยแววตาหวาดระแวง ราวกับเป็นเพียงลูกหมาตัวเล็กๆที่กำลังหวาดกลัวสุดขีด หากสุนัขปีศาจมีนํ้าตา...ตอนนี้มันคงร้องไห้นํ้าตาอาบใบหน้าเหมือนเด็กไปแล้ว แม้ว่าข้าจะเกลียดขี้หน้าสุนัขเข้ากระดูกดำ แต่ภาพนี้กลับดูน่าสงสารเสียจนข้ารู้สึกหดหู่ตามไปด้วย



“เจ้าเป็นอะไรไปเนี่ย...” ทราวิสย่อตัวลงไปลูบหัวอลิซาเบธด้วยแววตาสับสน ก่อนหันกลับมาสบตากับข้าอย่างสื่อความหมายพลางเม้มปากแน่น “นี่ถ้าเราไม่ได้อยู่ใต้ดิน...



ก็ต้องถูกเผาไปด้วย



ข้าต่อประโยคนี้ในใจโดยไม่ได้เอ่ยออกไป ท่ามกลางสายลมเน่าเหม็นเย็นเฉียบที่พัดเอาเรือนผมปลิวไสว เราสองคนสบตาอย่างรู้ทันกัน แววตาของทราวิสเหมือนไม่อยากเชื่อว่านี่เป็นฝีมือพี่สาวแท้ๆของตัวเอง หากแต่บนบริเวณพื้นดินที่เรากำลังยืนอยู่ กลับปรากฎข้อความตัวหนังสือใหญ่โตที่ถูกเขียนด้วยโลหิตสีแดงอย่างน่าขนลุก ขนาดของมันใหญ่มากพอที่จะสามารถมองเห็นได้ชัดจากบนฟ้า ผู้ที่เขียนข้อความนี้จะต้องเป็นคนคนเดียวกับที่เผาปีศาจทั้งป่า และเนื้อความของตัวอักษรก็บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นข้อความถึงเราสองคน



'เจอกันที่เฮอร์เรนเดล...แล้วพวกเจ้าสองคนจะเป็นศพรายต่อไป'





Loading...65%





ข้ามองข้อความเชิงข่มขู่แสนน่าขนลุกนั้น พลางยกมือขึ้นปิดปากหาวอย่างไม่สะทกสะท้านใดๆ ไม่มีท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่ปลายขน คิดในใจว่าลายมือตัวอักษรสวยใช่ย่อย ไม่ได้สังเกตว่าจู่ๆทราวิสก็ทำหน้าซีดกะทันหัน เขารีบปล่อยมือจากอลิซาเบธ แล้วลุกขึ้นมากระซิบข้างใบหูข้า



“เจเดน...เดี๋ยวข้ากลับมานะ ไม่ต้องเป็นห่วง



สองคิ้วพลันขมวดเข้าหากันแน่น ข้ากำลังจะเปิดปากเอ่ยถามว่าจะไปไหน ทว่าอีกฝ่ายกลับหอมแก้มข้าทีหนึ่ง แล้วหายสาบสูญไปในอากาศทันที ข้ามองพื้นที่ที่ทราวิสเคยยืนอยู่อย่างไม่เชื่อสายตา เขาหายวับไปราวกับไม่เคยอยู่ที่นี่มาก่อน จนแม้แต่อลิซาเบธยังตกใจสะดุ้งโหยง ข้าเองก็ผงะจนเผลอก้าวถอยหลังไปเหยียบศพซากหนึ่งเข้า จึงรีบก้าวออกมาจากตรงนั้น แล้วพยายามมองหาร่างที่หายไปอย่างตื่นตระหนก



“ทราวิส!! เจ้าอยู่ไหน!?



เสียงที่ตะโกนออกไปดังกึกก้องจนสะท้อนกลับมา ทุกสิ่งรอบตัวเงียบสงัดจนได้ยินเพียงแต่เสียงลมหายใจข้า ในใจเริ่มปั่นป่วนด้วยความแตกตื่นกระวนกระวาย แววตาข้าวูบไหว ความกลัวเริ่มเข้าครอบงำจิตใจ ไม่รู้ว่าทราวิสหายไปไหนกันแน่ ไปเพื่ออะไร และไปได้อย่างไรกัน



บ้าเอ๊ย...หมอนั่นลืมไปแล้วหรือไงว่าไม่ควรไปไหนคนเดียว



“ทราวิส! หายไปไหนของเจ้า กลับมานะ!” ข้าวิ่งข้ามศพแล้วศพเล่า พื้นรองเท้ายํ่าเหยียบไปบนกองเลือดที่เหมือนแอ่งนํ้าจนกระเด็น กวาดสายตามองไปโดยรอบอย่างแตกตื่น ทว่ากลับไม่พบแม้แต่วี่แววของสิ่งมีชีวิตใดๆ มีแค่เพียงซากศพเน่าเละกลากเกลื่อนไปทั่วบริเวณ เห็นได้ชัดว่าทราวิสไม่ได้อยู่ใกล้ๆนี้เป็นแน่ ข้าวิ่งผ่านศพแล้วศพเล่าจนเริ่มเหนื่อยหอบเป็นควันสีขาว สุดท้ายก็จำใจหยุดวิ่งเมื่อสะดุดเข้ากับซากศพหัวขาดอีกครั้ง ในใจกังวลว้าวุ้นจนไม่มีเวลามานึกขอโทษซากศพเหล่านี้ ที่ข้าข้ามร่างของพวกเขาไปมาราวกับก้อนหิน



ข้าหลับตาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ยกมือขึ้นมานวดคลึงบริเวณหัวคิ้วอย่างคิดไม่ตก ก่อนจะหายตัวไป ทราวิสได้บอกไว้แล้วว่าเดี๋ยวจะกลับมา แปลว่าเขาไม่ได้ถูกลักพาตัวไป แต่รู้ตัวและเต็มใจที่จะไปเอง เพียงแต่ข้าไม่เข้าใจว่าเขาไปได้อย่างไร ในเมื่อในย่ามของข้าไม่มีของวิเศษที่จะทำให้หายตัวไปยังอีกทีหนึ่งได้ ทราวิสเองก็ไม่ได้พกของวิเศษใดๆติดตัว นอกเสียจาก...



สร้อยคอ



จริงด้วย! ในวันแรกๆที่เข้ามาในป่านี้ ข้าได้มอบสร้อยเครื่องรางเวกวีเซียร์ให้เขา ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซํ้าว่ามันมีไว้ใช้ทำอะไร แต่ก็ให้เขาพกติดตัวไว้ ดีกว่าไม่มีของวิเศษติดตัวเลยสักอย่าง อีกทั้งมันยังเป็นของวิเศษชิ้นเดียวที่ข้าไม่เคยใช้ คาดว่าไม่นานมานี้ทราวิสคงจะค้นพบวิธีใช้ของมัน แล้วใช้มันนำพาเขาเคลื่อนย้ายไปอีกที่หนึ่งดั่งเช่นตอนนี้



แต่ที่ไม่เข้าใจคือ...เขาไปไหนกันแน่ แล้วทำไมต้องไปคนเดียว แทนที่จะพาข้าไปด้วย?



ยิ่งครุ่นคิดก็ยิ่งกังวล กระนั้นข้าก็รักษาสีหน้าตัวเองให้เรียบเฉยปราศจากความรู้สึก ยิ่งรู้ว่าตอนนี้อาจมีใครบางคนจับตามองเราอยู่ทุกวินาที ข้ายิ่งไม่ยอมแสดงท่าทีหวาดกลัวหรือตื่นตระหนกออกมา แต่รู้ตัวอีกที...ฝ่ามือที่วางไว้แนบลำตัวก็กำเข้าหากันแน่น



อย่าให้ข้ารู้นะ...ว่าเทียร่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของทราวิส



“อา...อา...อา...



ท่ามกลางความเงียบสงัด ข้าขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเสียงประหลาดบางอย่างดังมาจากไม่ไกล ก่อนหันไปสบตากับอลิซาเบธที่เกาะขาข้าไว้แน่นตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ มันยังคงตัวสั่นเป็นลูกนกเหมือนต้องการหาที่พึ่ง ข้าเองก็อยากจะเป็นที่พึ่งให้มันอยู่หรอก แต่ลำพังแค่มองตากลมๆของมันก็เล่นเอารู้สึกขนลุกซู่เหมือนโดนกระชากวิญญาณแล้ว ข้ารีบสลัดร่างของสุนัขปีศาจในคราบหมาน้อยขี้กลัวออกอย่างไม่ใยดี ก่อนจะยื่นเขี้ยวงูที่มีเนื้อสดแผ่นใหญ่เสียบไว้ให้มันคาบในปาก



“เจ้าจะกินบางส่วนไปก่อนก็ได้ ห้ามกินหมดเป็นอันขาด จะไม่แบ่งให้ข้าก็ตามใจ แต่ต้องเหลือไว้ให้ทราวิสด้วย...เข้าใจไหม” ข้ากำชับเสียงแข็ง อลิซาเบธกลอกตาทำหน้าเบ้ ก่อนจะวิ่งไปวางเนื้องูลงบนซากต้นไม้ติดไฟต้นหนึ่ง ให้เปลวไฟได้สัมผัสกับเนื้อดิบ เหมือนเป็นการย่างเนื้อไปโดยปริยาย ข้าเห็นเช่นนั้นก็วางใจ แล้วหยิบตลับเข็มทิศในย่ามออกมา ก่อนเปิดฝาตลับออก



นับว่าเป็นเวลานานแล้วที่ข้าไม่ได้ใช้เข็มทิศชินนี้ มันเป็นเข็มทิศพิสดารที่ไม่ชี้ไปทางทิศเหนืออย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับเป็นสมบัติที่ฮิวโก้หวงยิ่งกว่าชีวิต เป็นสิ่งที่อันตรายอย่างมากหากตกไปอยู่ในมือคนชั่ว เพราะมันไม่ได้มีไว้ใช้นำทางที่ถูกต้อง แต่มันจะนำทางพาเราไปหาสิ่งที่หัวใจเราต้องการมากที่สุด และทุกครั้งที่ข้าใช้เข็มทิศนี้...ปลายเข็มก็มักชี้ไปหาทราวิสตลอด



และหวังว่าครั้งนี้ มันจะช่วยข้าตามหาเขาเหมือนที่ผ่านมา



ข้าเดินไปในทิศที่ปลายเข็มชี้ไป พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เหยียบซากศพบนพื้น ทว่าเดินไปได้ไม่ไกล เสียงปริศนาก็ดังขึ้นอีกครั้ง และเหมือนจะดังขึ้นในทุกวินาที



“อา...อา...อา...



สุดท้ายข้าก็จิ๊ปากอย่างรำคาญ ตัดสินใจเดินตามเสียงนั้นไป ข้าเดินไปจนถึงต้นไม้ใหญ่ยักษ์ต้นหนึ่ง มันมีขนาดใหญ่หนากว่าต้นอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด ทว่ากิ่งก้านสาขามากมายนั้นปราศจากใบไม้ แต่กลับเต็มไปด้วยร่างของศพห้อยหัวลงมาแขวนไว้ในทุกกิ่ง



ศพ ศพ ศพ แล้วก็ศพ จะไม่มีอะไรที่เจริญหูเจริญตากว่านี้ให้ดูเลยหรือไง!?



ข้าได้แต่ปิดจมูกกลั้นหายใจ หลังจากที่ได้รับกลิ่นคาวเหม็นของเลือดและศพมาเป็นเวลานานก็เริ่มจะเวียนศีรษะ ผะอืดผะอมคลื่นไส้ราวกับตั้งครรภ์ แม้ว่าข้าจะไม่สามารถท้องลูกได้ก็ตาม



แต่คิดไปคิดมา...หากข้ากับทราวิสสามารถมีลูกกันได้ ก็คงจะดีไม่น้อย



ข้าได้แต่ถอนหายใจยิ้มๆให้กับความคิดพิสดารชั่ววูบนี้ ก่อนจะปั้นหน้านิ่งตรงเข้าไปหาต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น ยิ่งเข้าใกล้มากขึ้น ก็ยิ่งได้ยินเสียงประหลาดนั้นดังขึ้นชัดเจน จนกระทั่งข้าเห็นที่มาของเสียงอย่างเต็มสองตา



“.............



ทันทีที่ได้เห็นมัน ข้าก็รีบหันหลังเดินหนีจากไปอย่างไวว่อง ทว่าดูเหมือนเจ้าสิ่งนั้นจะไม่อยากให้ข้าจากไปไหน



“อ้า! อ้า! อ้า!!



เสียงร้องดังลั่นกว่าเดิมจนเริ่มจะสร้างความรำคาญ ข้าตวัดสายตาไปหามันอย่างหงุดหงิด ใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้มด้วยความเสียอารมณ์ “โดยปกติ ความอดทนของข้านั้นสูงลิบ แทบไม่หัวเสียกับอะไรง่ายๆ แต่หากใครทำข้าอารมณ์เสีย...โดยเฉพาะในยามที่คนรักของข้าหายไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นนี้ ข้าพร้อมจะควักสมองของเจ้าไปกินแทนเนื้องูได้เสมอ



ข้าไม่ได้รู้ตัวเลยว่าเผลอเรียกทราวิสว่าอะไรไป...แต่สถานการณ์ในตอนนี้ทำให้ข้าไม่มีอารมณ์มาสนใจเรื่องเล็กน้อยเช่นนั้นแล้ว



'สิ่งนั้น' ที่ส่งเสียงชวนรำคาญก็คือซากศพสีเขียวแก่ที่ห้อยหัวลงมาจากกิ่งไม้ของต้นไม้ใหญ่ มันมีลักษณะเหมือนมนุษย์ทุกประการ เพียงแต่มีผิวสีเขียวแก่และผอมซูบจนเห็นกระดูก เท้าทั้งสองถูกเถาวัลย์บนกิ่งไม้รัดไว้แน่น ทำให้อยู่ในท่าห้อยหัวต่องแต่งเช่นนี้ เส้นผมยาวเหยียดปรกลงมาบนพื้นตามแรงโน้มถ่วง แขนทั้งสองข้างเหมือนถูกตัดให้ขาดด้วน ลูกตาทั้งสองแทบจะถลนหลุดออกมาจากเบ้าอยู่รอมร่อ ในตาขาวก็มีเส้นเลือดฝอยเต็มไปหมด ยิ่งมันแสยะยิ้มกว้างด้วยปากที่ฉีกถึงใบหูแล้ว ยิ่งทำให้ดูน่าขนลุกจนข้าอยากควักลูกตาตัวเองออกมาล้าง



วันนี้มันวันอะไรกันแน่ ทำไมข้าถึงต้องเห็นแต่ภาพไม่น่าดูซํ้าๆซากๆเช่นนี้ด้วย!?



“อ้า!! อ้า!!



เจ้าศพตัวเขียวยังคงแหกปากส่งเสียงร้องแบบเดิมๆ ราวกับมันกำลังเรียกร้องความสนใจจากข้า แม้ว่าสารรูปของมันจะดูเหมือนแค่ศพพิการน่าเกลียด แต่กลิ่นอายที่ดูลึกลับร้ายกาจกลับแผ่ออกมารอบตัว ราวกับเป็นการข่มศัตรูว่ามันอาจซ่อนความอันตรายบางอย่างไว้ แววตาและรอยยิ้มที่แสนจะดูอันตรายไม่น่าไว้ใจนั่นกำลังทำให้ข้าหงุดหงิด จนในที่สุดก็ทนไม่ไหว ข้าหยิบกิ่งไม้บนพื้นขึ้นมา แล้วขว้างไปแทงใส่กลางหน้าผากมันอย่างจัง เสียงแผดร้องพลันดังลั่นก้องป่าจนแสบแก้วหู แต่ริมฝีปากกลับยังคงฉีกยิ้มหัวเราะร่าอย่างน่าขนลุก และในวินาทีที่มันกำลังแหกปากหัวเราะปนกรีดร้องนั้น ทำให้ข้าตระหนักบางอย่างได้



ปีศาจตนนี้...ไม่มีลิ้น



มันคงถูกใครสักคนตัดลิ้นและแขนทั้งสองข้าง และแม้ว่าจะถูกข้าทำร้าย มันกลับพยายามดิ้นเหมือนอยากจะมาหาข้าให้ได้ อีกทั้งแววตายังทอประกายเจ้าเล่ห์อย่างโรคจิตตลอดเวลา ข้าขมวดคิ้วเอียงคออย่างสงสัย ยกตลับเข็มทิศขึ้นมาดู พบว่าปลายลูกศรได้หันไปชี้ที่ปีศาจห้อยหัวตนนี้ ข้าใช้มือจับเข็มแล้วหมุนไปอีกทาง แต่มันกลับยังคงหมุนมาชี้ที่ปีศาจตนนี้เหมือนเดิม ข้าพยายามหมุนเข็มไปทิศอื่นอีกห้าหกครั้ง และทุกครั้งมันก็จะหันกลับมาชี้ที่ปีศาจตรงหน้าข้าอยู่ดี



อะไรกัน...ข้าไม่ได้สนใจปีศาจน่ารังเกียจนี่เสียหน่อย เข็มทิศบ้านี่เสียแล้วหรือไงกัน!?



ข้าหรี่ตาลงอย่างนึกรำคาญ ตอนนี้ต่อให้เดินตามหาทราวิสไปก็เปล่าประโยชน์ เพราะเข็มทิศบ้านี่ที่เป็นความหวังสุดท้ายกลับเอาแต่ชี้ไปที่ปีศาจห้อยหัวตนนี้ ไม่ยอมชี้ไปยังที่ที่ทราวิสอยู่อีกแล้ว ข้าส่งเสียงคำรามในลำคออย่างหงุดหงิด ก่อนจะเก็บตลับเข็มทิศไว้ในย่ามดังเดิม



สิ่งที่ข้าประหลาดใจอยู่อย่าง...คือปีศาจในบริเวณนี้ถูกเผาทั้งเป็นและฆ่าทิ้งจนหมดเกลี้ยง แล้วเหตุใดปีศาจตนนี้ถึงยังมีชีวิตอยู่ได้ล่ะ ทั้งที่ควรจะตายไปพร้อมกับคนอื่นแล้ว



จะใช้คำว่า 'มีชีวิตอยู่' ก็คงไม่ถูกนัก เพราะดูอย่างไร...นี่มันก็ซากศพปีศาจที่ยังมีลมหายใจชัดๆ



ข้าจ้องเข้าไปในดวงตาที่เกือบจะหลุดจากเบ้าของปีศาจ ก่อนกล่าวเสียงแข็ง “เจ้า...มีเรื่องอยากจะพูดกับข้าใช่ไหม



ปีศาจตนนี้ชะงักไป แววตาเป็นประกายร้ายกาจอย่างไม่น่าไว้ใจ ก่อนรีบพยักหน้าอย่างหนักแน่น



ข้าเม้มปาก ไตร่ตรองครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ สุดท้ายก็ก้าวไปนั่งยองตรงหน้าศีรษะที่ห้อยต่องแต่งของมัน แล้วดึงกิ่งไม้ที่ปักอยู่กลางหน้าผากของมันออกอย่างเชื่องช้า จนเสียงกรีดร้องดังกึกก้องลั่นไปทั่วป่า “หากมันไม่ใช่เรื่องสำคัญล่ะก็...ข้าจะตัดหัวเจ้าจริงๆด้วย



ปีศาจตนนี้รีบพยักหน้ารับเร็วรัวอย่างยินดี มันอ้าปากออกกว้างราวกัป็นการยํ้าบอกข้าว่าตนไม่มีลิ้น ต่อให้พยายามจะพูดออกมาเป็นประโยคสักแค่ไหน สุดท้ายก็ทำได้เพียงแค่เปล่งเสียง 'อ้า อ้า' ออกมาเท่านั้น ข้ามองหน้ามันพร้อมกับเดาะลิ้นไปมาอย่างครุ่นคิด ในย่ามข้าไม่มียาวิเศษที่จะสามารถช่วยให้ปีศาจตนนี้พูดได้ แล้วมันจะมีวิธีไหนที่ข้าสามารถสื่อสารกับมันได้กันนะ...



จริงอยู่ที่ปีศาจตนนี้อาจฟังข้าเข้าใจ แต่ข้าไม่สามารถรู้ได้ว่ามันกำลังจะบอกอะไร ตอนนี้แขนทั้งสองข้างของมันก็ขาดด้วน ไม่สามารถใช้ภาษามือบอกกับข้าได้ หรือต่อให้ใช้ได้ ก็เป็นไปได้สูงที่ข้าจะไม่เข้าใจ



เป็นเวลาชั่วครู่ที่สมองพยายามคิดหาวิธีต่างๆนาๆ ก่อนที่ข้าจะเบิกตาขึ้นเมื่อนึกได้ จึงรีบถามอีกฝ่ายทันใด “เจ้าอ่านหนังสือออกไหม



ปีศาจตนนี้เอียงคอเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้ารับเป็นการยืนยัน ข้าจึงเอ่ยต่อ ข้าอ่านเขียนได้แค่สองภาษาเท่านั้น นั่นคืออักษรรูนและอักษรกรีก เจ้าเข้าใจหนึ่งในสองภาษานี้หรือเปล่า



มันพยักหน้ารับอีกครั้ง



หากเจ้าเข้าใจอักษรรูน ให้พยักหน้าสองครั้ง หากเข้าใจอักษรกรีก ให้ส่ายหน้าสองครั้ง



มันนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะส่ายหน้าสองครั้งอย่างแรงจนลูกตาแทบจะปลิวหลุดจากเบ้า เป็นคำตอบที่ชัดเจนจนข้าเบ้หน้า



อักษรกรีก...ข้าไม่ถนัดเอาเสียเลย



ข้าได้แต่ถอนหายใจ ใช้กิ่งไม้ขีดเขียนตัวอักษรกรีกลงบนพื้นดินด้วยลายมือหยาบเกินบรรยาย เมื่อเขียนได้ถึงตัวที่หกก็ขึ้นบรรทัดใหม่ ทำเช่นนี้จนเขียนจนถึงตัวอักษรสุดท้าย พร้อมเอ่ยว่า บอกไว้ก่อนว่าข้าไม่เคยเรียนหนังสือ แค่สามารถอ่านเขียนแบบพอเอาตัวรอดได้เท่านั้น หากลายมือข้าหยาบจนเจ้าอ่านไม่ออก หรือมีตัวอักษรไหนที่เขียนผิดพลาดไป ข้าคงช่วยอะไรไม่ได้...และก็จะไม่ขอโทษด้วย



วอลธีเรียเป็นอาณาจักรที่ถูกก่อตั้งโดยชาวกรีก และแม้ว่าตอนนี้ชาววอลธีเรียจะมีภาษาพูดเป็นของตัวเองแล้ว แต่ผู้คนที่นี่คุ้นเคยกับภาษากรีกมาเนิ่นนาน ทำให้วอลธีเรียเลือกใช้อักษรกรีกเป็นภาษาเขียน รวมทั้งเป็นภาษาทางราชการ นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ข้าต้องหัดอ่านเขียนภาษากรีกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้



และแม้ว่าข้าจะเกลียดการอ่านหนังสือท่องตำรา แต่ท่านแม่คอยยํ้าเสมอว่าการอ่านนั้นจำเป็นต่อการเอาตัวรอดอย่างมาก หากข้าอ่านหนังสือไม่ออก ก็จะกลายเป็นจุดอ่อนด้อยที่ผู้อื่นนำมาใช้ข่มเหงได้ ข้าจึงได้แต่กลํ้ากลืนฝืนทนหัดอ่านอักษรกรีกด้วยตัวเองแบบขอไปที อย่างน้อยก็อย่าให้ด้อยกว่าเด็กหกขวบในวอลธีเรีย ส่วนอักษรรูนนั้นเป็นอักษรทางเวทมนตร์ และเป็นตัวอักษรที่แพร่หลายในอาณาจักรเฮอร์เรนเดล ท่านแม่เป็นคนสอนมันให้กับข้าเอง ข้าจึงพอถูๆไถๆไปได้บ้าง แต่เป็นเพราะไม่ตั้งใจและขี้เกียจขั้นรุนแรง จึงส่งผลให้ทักษะการเขียนของข้า...เข้าข่ายอาการหนัก เหมือนกับตอนนี้ที่ทำให้ข้าได้รู้ว่าลายมือไม่ได้พัฒนาขึ้นเลยแม้แต่น้อย



ปีศาจตนนี้มองตัวอักษรกรีกที่เรียงรายบนพื้นด้วยสีหน้าเหมือนอยากอาเจียน แต่ก็ไม่สามารถปริปากบ่นอะไรได้ จึงได้แต่มองเงียบๆด้วยแววตาที่ส่อประกายบางอย่าง มันเอาแต่จ้องข้าเนิ่นนานด้วยสายตาลํ้าลึก...จนข้าแอบคิดว่ามันนึกพิศวาสอะไรกับข้าขึ้นมาหรือไงกัน



ข้าคงไม่ได้หล่อเกินไปหรอกนะ



ครั้นข้าเขียนเสร็จครบทุกตัวอักษร ก็เงยหน้าขึ้นมาสบตากับมัน พร้อมกับใช้กิ่งไม้ชี้ไปยังบรรดาตัวอักษรทั้งหกในบรรทัดแรก



“สิ่งที่เจ้าอยากจะบอกกับข้า...ประโยคของมันขึ้นต้นด้วยพยัญชนะในบรรทัดนี้หรือไม่



ปีศาจตนนี้นับว่าหัวไวนัก แววตาของมันเป็นประกายราวกับเข้าใจแล้วว่าข้ากำลังทำอะไร ในดวงตาแสนอันตรายของมันทอประกายชื่นชมอย่างอดไม่ได้ มันรีบกวาดสายตามองพยัญชนะทั้งหกตัวในบรรทัดแรก ก่อนจะพยักหน้ารับเป็นคำตอบ



ข้าจึงใช้กิ่งไม้ชี้ไปที่อักษรตัวหน้าสุดในบรรทัดแรก พร้อมเลิกคิ้วเป็นเชิงถามว่าใช่ตัวนี้ไหม ซึ่งอีกฝ่ายก็ส่ายหน้าไปมา ข้าจึงเลื่อนกิ่งไม้ไปชี้ที่อักษรตัวที่สอง โดยที่ปีศาจตนนี้ก็พยักหน้ารับ เห็นเช่นนั้นข้าก็ใช้กิ่งไม้เขียนตัวอักษรนั้น ซึ่งก็คือตัวเบต้า(Β)ลงบนพื้นดินด้านข้าง



ต่อมาข้าก็ใช้กิ่งไม้ชี้ไปยังบรรทัดแรกอีกครั้ง โดยที่อีกฝ่ายก็ส่ายหน้าไปมา ข้าจึงไล่ลงมายังบรรทัดถัดมา มันก็ยังคงส่ายหน้า สุดท้ายก็พยักหน้ารับให้กับบรรทัดสุดท้าย ข้าใช้กิ่งไม้ชี้ทุกตัวอักษรในบรรทัดนั้น ซึ่งปีศาจก็ส่ายหน้าให้จนกระทั่งถึงตัวอักษรตัวสุดท้าย...มันคือตัวโอเมก้า



ข้าเลื่อนกิ่งไม้กลับมาเขียนตัวโอเมก้าไว้ด้านข้างตัวเบต้าที่เพิ่งเขียนไป ประกอบกันเป็นคำว่า 'ΒΩ' ก่อนที่ข้าจะไล่ชี้ตัวอักษรตั้งแต่บรรทัดแรกใหม่เพื่อนำมาเขียนต่อ ทำเช่นนี้ซํ้าไปเรื่อยๆจนในที่สุดก็เขียนขึ้นมาได้เป็นคำ



ข้าเบิกตาขึ้นครั้นเขียนคำแรกจนจบ แม้ว่าทักษะอักษรกรีกข้าจะด้อยสักแค่ไหน...แต่นี่เป็นคำที่ข้าเห็นจนคุ้นชินมาตั้งแต่จำความได้



'ΒΩΛΘΙΡΙΑ'



'วอลธีเรีย'



ไม่ว่าปีศาจตนนี้อยากจะบอกเรื่องใดกับข้า...มันขึ้นต้นด้วยคำว่าวอลธีเรีย เช่นนั้นมันเกี่ยวอะไรกับอาณาจักรนั้นกันแน่



“ข้าขอทาย” ข้าเอ่ยอย่างครุ่นคิด “เจ้ากำลังจะพูดถึงศึกของวอลธีเรียกับเฮอร์เรนเดลเมื่อเกือบสิบปีก่อนงั้นหรือ



ปีศาจตนนี้เหมือนจะกระตุกยิ้ม ก่อนส่ายหน้าไปมา ข้าหรี่ตาลงขณะเดาต่อไป “หรือเจ้าจะบอกความลับเกี่ยวกับอาณาจักรนั้น?



มันก็ยังคงส่ายหน้าไปมาเช่นเดิม หากต้องการจะรู้ว่าปีศาจตนนี้ต้องการจะบอกอะไร ข้าก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากใช้กิ่งไม้ไล่ตัวอักษรกรีกพวกนี้แล้วนำมาเขียนประกอบเป็นประโยคเท่านั้น



ทราวิสก็ไม่รู้อยู่ไหน ข้ายังต้องเสียเวลามาทำอะไรแบบนี้อีกหรือนี่...



เป็นเวลาสักพักกว่าจะเขียนได้จบประโยคหนึ่ง และประโยคนี้ก็ทำเอาข้าขมวดคิ้วมุ่น



'วอลธีเรียกำลังจะล่มสลาย'



หมายความว่าไง ตั้งแต่เฮอร์เรนเดลล่มสลาย แม้ว่าวอลธีเรียจะสูญเสียกษัตริย์ไปตั้งแต่ตอนนั้น แต่ก็มีขุนนางเบื้องบนที่คอยควบคุมการปกครองอยู่เบื้องหลังมาโดยตลอด ทั้งยังมีว่าที่กษัตริย์เก่งกาจ ทำให้ตอนนี้กลายเป็นอาณาจักรแข็งแกร่งที่ยากจะรุกราน จู่ๆจะมาล่มสลายได้อย่างไรกัน...



“เจ้าไปรู้มาจากไหน” ข้าถามออกไป ก่อนจะนึกได้ว่านั่นเป็นคำถามที่สำคัญน้อยที่สุด จึงเม้มปากแน่นแล้วเปลี่ยนคำถามแทน “...มีเหตุผลอะไรที่ต้องบอกเรื่องนี้กับข้า



แววตาของอีกฝ่ายทอประกายไม่น่าไว้ใจนั่นอีกครั้ง เสี้ยววินาทีหนึ่งข้ารู้สึกเหมือนกำลังมองเห็นตัวเองกำลังฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนที่ปีศาจตรงหน้าจะโคลงศีรษะด้วยรอยยิ้มมุมปากน่าขนลุกเหมือนเป็นการบอกว่า 'เจ้ายังเขียนไม่จบประโยคเลยนะ'



ข้ากลอกตาขึ้นฟ้า ไล่ถามตัวอักษรแล้วนำมาเขียนข้อความถัดจากประโยคเมื่อครู่ จนในที่สุดข้อความนี้ก็เสร็จสมบูรณ์ ทว่ามันกลับทำให้ข้าผงะไป



'วอลธีเรียกำลังจะล่มสลาย...โดยเริ่มจากเชื้อพระวงศ์'



อยู่ดีๆข้าก็รู้สึกเหมือนลมหายใจสะดุด ขนลุกชันขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ข้าจ้องข้อความบนพื้นอย่างไม่เชื่อสายตา



นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน...



เป็นเวลาชั่วขณะที่ข้านิ่งเงียบ ไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ตัวเองเพิ่งได้รับรู้ แต่มันทำให้ข้าหวนนึกถึงข้อความขมขู่ของเทียร่าเพิ่งเห็นไปก่อนหน้านี้



'เจอกันที่เฮอร์เรนเดล...แล้วพวกเจ้าสองคนจะเป็นศพรายต่อไป'



มาถึงตอนนี้ ปีศาจตนนี้บอกกับข้าว่าวอลธีเรียจะล่มสลาย โดยเริ่มจากเชื้อพระวงศ์...



เชื้อพระวงศ์ที่ว่า...ก็หมายถึงทราวิส



“ให้ข้าเดา...” ข้าเม้มปากแน่นด้วยสีหน้าว่างเปล่า “นายหญิงของพวกเจ้าคิดจะใช้มังกรเธนเดอร์รัสกวาดล้างวอลธีเรีย โดยจะฆ่าล้างบรรดาเชื้อพระวงศ์ก่อนใช่ไหม



อีกฝ่ายพยักหน้ารับจนศีรษะแทบหลุด ราวกับดีใจเหลือเกินที่ข้าสามารถเข้าใจสิ่งที่มันพยายามจะบอกได้แล้ว แต่ข้ากลับไม่รู้สึกยินดีกับสิ่งที่เพิ่งได้รู้เลยแม้แต่นิด



ข้าหรี่ตาลง “...เรื่องนี้เป็นความลับใช่ไหม



อีกฝ่ายพยักหน้า ส่งสายตาที่ทอประกายจริงจังว่า 'ลับสุดยอด'



 “...นายหญิงของเจ้าอนุญาตให้เจ้าบอกแผนการนี้กับข้างั้นหรือ



และก็เป็นอย่างที่คิด ปีศาจตนนี้เอียงคอเหมือนเป็นเชิงถามว่า 'ความลับก็คือความลับ มันชัดเจนอยู่แล้วมิใช่หรือ' แต่ก็ยังคงช่วยยืนยันคำตอบด้วยการส่ายหน้าไปมา



วอลธีเรียจะล่มสลายหรือไม่นั้น ไม่ใช่กงการอะไรของข้า อาณาจักรนั้นล่มสลายไปได้เสียก็ดี ข้าภาวนาสาปแช่งให้มันวินาศมาโดยตลอด แต่จินยังอยู่ที่นั่น หากอาณาจักรวอลธีเรียจะล่มสลายอย่างที่ว่าจริง...เพื่อนข้าก็ต้องตกอยู่ในอันตราย และต่อให้เขากับชาววอลธีเรียอพยพหนีไปอาณาจักรอื่น ก็ดูจะเป็นไปได้ยากที่จะพ้นเงื้อมมือแม่มดดำอย่างเทียร่า



หากสิ่งที่ปีศาจตนนี้กล่าวเป็นความจริง ทราวิสกับองค์ชายเนวิลล์ที่เป็นเชื้อพระวงศ์ก็คงจะเป็นเหยื่อรายแรก และตอนนี้ทราวิสก็อยู่ในป่ามรณะ...เขาคงเป็นรายแรกที่จะถูกฆ่า



ไม่ได้การ...ตอนนี้ทราวิสอยู่ไหนกัน ข้าจะมัวเสียเวลาไม่ได้ ต้องไปตามหาเขาเดี๋ยวนี้!



รู้ตัวอีกทีข้าก็ผุดลุกขึ้น เตรียมจะเดินออกไปโดยไม่สนใจอะไรอีกแล้ว แต่ก็เป็นอีกครั้งที่ปีศาจไร้ลิ้นพยายามจะเรียกข้ากลับไป 



“อ้า! อ้า! อ้า!



ข้านึกรำคาญเต็มทน อยากจะใช้กิ่งไม้แทงคอมันให้รู้แล้วรู้รอด แต่สุดท้ายกลับทำได้เพียงหลับตาลง สูดหายใจเข้าลึกแล้วถามออกไป



“...นางคือเทียร่าใช่ไหม” ข้าเอ่ยเสียงแผ่ว โดยไม่แม้แต่จะหันไปมองอีกฝ่าย รู้สึกหนักอึ้งในอกจนต้องกำหมัดแน่น “ช่วยยืนยันมาทีสิ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทุกอย่างนี้...คือเทียร่าจริงๆใช่ไหม



เป็นเวลาชั่วครู่ที่มันเงียบไป ก่อนจะส่งเสียงในลำคอพร้อมพยักหน้าเป็นคำตอบ



“...อื้อ



นัยน์ตาสีมรกตหม่นแสงลงอย่างว่างเปล่า มือทั้งสองกำหมัดเข้าหากัน ผู้หญิงคนนั้น...ฆ่าล้างอาณาจักรของข้า ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างของข้า ทำลายชีวิตของข้าจนยับเยิน คิดจะสังหารแม่ข้า แล้วตอนนี้ยังจะมาฆ่าทราวิสของข้าอีก



ข้ารู้สึกเช่นนี้ไม่บ่อยนัก...แต่ตอนนี้ข้ากระหายที่จะฆ่าใครสักคนเหลือเกิน



เจอเทียร่าเมื่อไหร่...ข้าจะไม่ลังเลที่จะฆ่านางเลย ต่อให้ข้าต้องถูกนางสังหาร ข้าก็จะไม่ยอมลงนรกไปโดยไม่มีนางเป็นอันขาด



“เจ้าอุตส่าห์ทรยศหักหลังเทียร่าด้วยการพยายามแทบตายที่จะสื่อสารกับข้า เพียงเพื่อจะแจ้งข่าวเรื่องที่นายหญิงของเจ้าจะถล่มวอลธีเรีย --เพื่ออะไรล่ะ เป็นห่วงอาณาจักรนั้นมากหรือไง” ข้ากล่าวอย่างเย้ยหยัน หันไปกระตุกมุมปากให้อีกฝ่ายด้วยสายตาว่างเปล่า “วอลธีเรียจะล่มสลายแล้วเกี่ยวอะไรกับเจ้า สมัยที่เจ้ายังเป็นมนุษย์ก็เป็นชาวเฮอร์เรนเดลเหมือนกับข้า เจ้าน่าจะดีใจมิใช่หรือที่อาณาจักรนั้นจะล่มสลายเสียที พวกนั้นเฉลิมฉลองทุกครั้งที่ชาวเฮอร์เรนเดลตาย เช่นนั้นเจ้าก็ควรจุดพลุฉลองให้กับการวินาศของวอลธีเรีย...มากกว่ามาเป็นกังวลแทนพวกมันเช่นนี้มิใช่หรือ



อีกฝ่ายฉีกยิ้มกว้างจนฉีกถึงใบหูอย่างร้ายกาจ ในขณะที่ข้าทำเพียงแสร้งยิ้มบางให้อย่างไม่หวั่นเกรง ปีศาจตนนี้ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของนายหญิงของพวกมัน จึงเสี่ยงฝ่าฝืนกฎและทรยศนางด้วยการมาเตือนเรื่องนี้แก่ข้า เพราะอย่างไรเสียข้าก็ไม่ใช่ปีศาจภายใต้อาณัติของนาง จึงคิดว่าบางทีข้าอาจสามารถยับยั้งแผนการถล่มวอลธีเรียของนางได้ก็เป็นได้ แต่ทั้งที่ปีศาจตนนี้เป็นชาวเฮอร์เรนเดล กลับยังมีใจอยากปกป้องวอลธีเรียซึ่งเป็นศัตรูมาหลายชั่วอายุคนเสียอย่างนั้น



“...เจ้าเป็นชาววอลธีเรียหรือเฮอร์เรนเดลกันแน่



รูม่านตาของอีกฝ่ายหมุนไปมองกิ่งไม้บนพื้น เหมือนเป็นเชิงบอกให้ข้าหยิบมันขึ้นมาเขียน ข้าได้แต่ถอนหายใจอย่างนึกรำคาญ แต่สุดท้ายก็ยอมหยิบมันขึ้นมาไล่ทีละตัวอักษร จนกระทั่งสามารถเขียนได้เป็นประโยคที่ว่า



'จะเป็นวอลธีเรียหรือเฮอร์เรนเดล เราต่างก็เป็นมนุษย์ เพียงแต่มาแบ่งแยกพรรคพวกกันเองเท่านั้น'



ครั้นเขียนมาถึงข้อความนี้ ข้าก็เหยียดยิ้มอย่างสมเพช กล่าวด้วยนํ้าเสียงเหมือนจะเยาะเย้ยว่า “เจ้าดูเป็นพวกแสวงหาสันติดีนะ ไม่เลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เช่นนั้นความเป็นไปได้ก็มีอยู่สองอย่าง หนึ่งคือหลังจากที่เจ้าตายไปแล้วกลายเป็นปีศาจ ก็กลายเป็นเหมือนทาสบริวารของเทียร่า จึงมีความแค้นต่อนาง และอยากจะขัดขวางแผนของนางแล้วสังหารนางทิ้งซะ สองคือแท้จริงแล้วเจ้าหวังดีกับนาง ไม่อยากให้มนตร์ดำครอบงำนางไปมากกว่านี้ จึงต้องการหยุดยั้งให้นางเลิกทำเรื่องชั่วช้าเสียที



แววตาของปีศาจตนนี้เป็นประกายอีกครั้ง ส่งสายตาให้ข้าหยิบกิ่งไม้มาเขียนอักษรเป็นประโยคว่า 'เด็กน้อย เจ้าฉลาดมาก'



“ข้ารู้ตัว ไม่ต้องชม” ข้ากล่าวด้วยนํ้าเสียงที่ไม่ได้ยินดีเลยแม้แต่น้อย ขณะใช้กิ่งไม้ไล่เขียนข้อความถัดไปที่อีกฝ่ายต้องการจะบอก



'วางใจเถิด ประเดี๋ยวคนรักของเจ้าก็จะกลับมาอย่างปลอดภัย เขาไม่ได้ไปไหนไกลหรอก'



คิ้วทั้งสองข้างของข้าย่นชิดติดกันทันใด แม้จะสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายกำลังบอกความจริง แต่ข้ากลับรู้สึกไม่อยากเชื่อเรื่องนี้นัก “เจ้าแน่ใจหรือไง



ริมฝีปากบนใบหน้าซูบเซียวสีเขียวแก่ฉีกยิ้มกว้าง แววตาเป็นประกายเหมือนกำลังบอกว่า 'จะเชื่อหรือไม่ มันก็แล้วแต่เจ้า'



ข้ากระตุกมุมปากด้วยความรู้สึกหมั่นไส้ในใจ ก่อนจะเขียนข้อความถัดไป



'แต่ข้าขอเตือนด้วยความหวังดี ยามนี้เป้าหมายที่นายหญิงต้องการจะกำจัดที่สุด ก็คือคนรักของเจ้า'



'สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว ยามนี้จะวอลธีเรียหรือเฮอร์เรนเดล เราต่างมีศัตรูคนเดียวกัน คือแม่มดดำที่กำลังรอเจ้าอยู่'



เป็นอีกครั้งที่ข้าแน่นิ่งไป เทียร่าเกลียดชังเฮอร์เรนเดลแค่ไหนนั้นข้ารู้ดี แต่นางมีความแค้นอะไรกับวอลธีเรียกันแน่ ถึงได้คิดทำลายอาณาจักรบ้านเกิดตัวเองเช่นนี้ ไม่เท่ากับว่านางจะทำลายทุกดินแดนที่มีมนุษย์อาศัยอยู่เลยหรือไงกัน



ดูเหมือนว่า...เรื่องนี้จะร้ายแรงกว่าที่ข้าคิดไว้มากนัก



“...เจ้าก็แค่ต้องการให้ข้าช่วยปกป้องวอลธีเรียไม่ให้ล่มสลาย ถูกไหม?” ข้าถามด้วยคิ้วที่เลิกขึ้น “เหอะ...หากวอลธีเรียจะล่มสลายจริงๆ อย่างมากข้าก็แค่ช่วยเพื่อนเพียงคนเดียวที่อยู่ที่นั่นออกมา แล้วปล่อยให้อาณาจักรนั้นลุกเป็นไฟต่อไป --สำหรับข้า นรกแห่งนั้นควรจะล่มสลายไปตั้งนานแล้ว



ปีศาจคลี่ยิ้มอย่างน่าสยดสยอง ดวงตาที่ถลนจนแทบหลุดออกมาเปล่งประกายวาววับ 'ผิดแล้วเด็กน้อย ความต้องการเพียงหนึ่งเดียวของข้า ก็คือต้องการให้เจ้าช่วยปลดปล่อยซาฟีร่าเท่านั้น'



ข้าชะงักมือที่กำลังเขียนข้อความนี้ทันที เงยหน้าขึ้นมองใบหน้าน่ารังเกียจด้วยตาที่เบิกขึ้น พบว่าดวงตาปูดโปนที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดของอีกฝ่ายไม่มีวี่แววโกหกเลยแม้แต่น้อย



'หากเจ้ายับยั้งแผนการถล่มวอลธีเรียนี้ได้ เจ้าก็จะได้ปลดปล่อยแม่ของเจ้าเป็นอิสระเสียที'



ข้ารู้สึกพูดไม่ออกไปชั่วขณะ มองข้อความอักษรกรีกที่ถูกเขียนด้วยลายมือไก่เขี่ยอย่างอํ้าอึ้ง ไม่รู้ว่าควรรู้สึกอย่างไรดี



เทียร่าวางแผนจะถล่มอาณาจักรวอลธีเรีย เหมือนที่เคยทำไว้กับอาณาจักรข้าเมื่อหลายปีก่อน การที่ปีศาจตนนี้นำเรื่องนี้มาบอกกับข้านั้นนับว่าเป็นความผิดขั้นรุนแรง ทำแบบนี้มันไม่ต่างจากฆ่าตัวตายแม้แต่น้อย เพราะหลังจากนี้เทียร่าคงไม่ปล่อยเขาไว้แน่



ข้าไม่เชื่อหรอก ว่ามันจะเอาชีวิตตัวเองมาเสี่ยงขนาดนี้โดยไม่หวังผลตอบแทน...



“เจ้าหวังดีกับข้าและท่านแม่เกินไป...” ข้ากดเสียงตํ่าอย่างไม่ไว้ใจ “เจ้าทำไปเพื่ออะไรกันแน่



เป็นคำถามที่ข้าอยากรู้จากใจจริง จึงใช้กิ่งไม้ไล่ถามตัวอักษรทีละตัวอีกครั้ง จนนำมาต่อกันได้เป็นข้อความว่า



'ข้าแค่อยากปกป้องคนที่ข้าห่วงใย'



ข้าผงะไป และสาบานได้ว่าเสี้ยววินาทีหนึ่งแววตาแสนอันตรายของปีศาจตนนี้มีความ...อ่อนโยน



'ว่าไงล่ะ อยากปกป้องมารดา คนรัก และเพื่อนของเจ้าหรือไม่'



ข้าจ้องของความนี้ด้วยความเงียบ แล้วเลือกที่จะตอบด้วยคำถามเช่นกัน “...เจ้ารู้จุดอ่อนของนายหญิงไหมล่ะ



มันไม่ต่างอะไรจากการถามว่ารู้วิธีกำจัดนางหรือไม่ ซึ่งข้าเองก็ไม่ได้คาดหวังให้อีกฝ่ายจะสามารถตอบได้ ทว่าทันทีที่ข้าเอ่ยประโยคนี้ออกไป ก็รู้สึกเหมือนมีสายลมเย็นเยียบพัดมาจนขนลุกชัน จู่ๆข้าที่ไม่เคยแทบไม่เคยกลัวสิ่งใดก็รู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาในอก ทว่าปีศาจตรงหน้ากลับไม่มีท่าทีเกรงกลัวแม้แต่นิด ราวกับต่อให้ถูกเผาหรือโดนป่นกระดูกเป็นผุยผงก็ไม่กลัวทั้งสิ้น แววตาฉายความเจ้าเล่ห์อันตรายออกมาอย่างชัดแจ้ง



และก็เป็นอีกครั้งที่ข้าเห็นใบหน้าของตัวเองซ้อนทับปีศาจตนนี้...



รู้ตัวอีกทีข้าก็ใช้กิ่งไม้เขียนข้อความของอีกฝ่ายลงบนพื้นอีกตามเคย ทว่าไม่ทันจะเขียนเสร็จ จู่ๆพื้นดินตรงหน้าที่ข้าใช้เขียนก็มีเปลวไฟลุกโชนขึ้น ข้ารีบดีดตัวถอยออกมาอย่างไวว่อง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ กิ่งไม้ในมือถูกเปลวไฟนั้นแผดเผาจนไหม้เกรียม มันเป็นเปลวเพลิงที่ลุกโชนสูงเกือบถึงเจ็ดฟุต ความร้อนระอุแผ่ซ่านไปรอบบริเวณจนข้ารู้สึกเหมือนผิวหนังจะถูกหลอมละลาย เพียงชั่วครู่เปลวไฟอันน่ากลัวที่อยู่ดีๆก็ลุกโชนอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยก็ค่อยๆจางหายไป...พร้อมกับร่างของปีศาจตนนั้น ที่หายไปต่อหน้าต่อตาข้า ราวกับไม่เคยอยู่ตรงนี้มาก่อน



...มันหายไปแล้ว



“อึก!” มือทั้งสองรีบยกขึ้นมากุมศีรษะอย่างทรมาน จู่ๆข้าก็รู้สึกเหมือนศีรษะจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ราวกับกะโหลกถูกบีบอัดเข้าหากันให้แตกร้าว มันไม่มีเลือดไหลออกมาสักหยด แต่ข้ากลับรู้สึกเหมือนมีเปลวไฟแสบร้อนกำลังแผดเผาภายในศีรษะ เหมือนสมองกำลังถูกนํ้าเดือดๆลวกจนแสบร้าว ทรมานเสียจนสีหน้าบิดเบี้ยวอย่างเจ็บปวด ก่อนที่ข้าจะทรุดลงนั่งอย่างหมดเรี่ยวแรง ข้ากุมศีรษะที่ปวดร้าวเหมือนโดนกระแทกกับต้นไม้ซํ้าๆแน่น อยากจะแหกปากกรีดร้องออกมาให้สุดเสียง แต่กลับไม่เหลือแรงแม้แต่จะทำเช่นนั้นได้



'นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ข้าจะเตือนเจ้า...อย่าได้สอดรู้สอดเห็นจนเกินงาม'



เสียงกระซิบที่กดตํ่าจนน่าขนลุกของสตรีดังก้องซํ้าไปซํ้ามาในหัวข้า มันทำให้ยิ่งทรมานแทบขาดใจจนแทบอยากจะคว้ามีดมาตัดหัวตัวเองออก ก่อนที่ข้าจะรู้สึกเหมือนโดนบีบกะโหลกอย่างแรงเป็นครั้งสุดท้าย ข้าหอบหายใจจนแผ่นอกกระเพื่อมขึ้นลงถี่รัว ค่อยๆปล่อยมือสั่นเทาออกจากศีรษะที่เริ่มไม่เจ็บอีกต่อไปแล้ว สองตายังคงแดงกํ่าจากความเจ็บปวด สายตาทอดมองพื้นตรงหน้าอย่างว่างเปล่า สิ่งต่างๆมากมายแล่นเข้ามาในหัว



ทุกอย่างเกิดขึ้นและผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับสายลม...



วอลธีเรียกำลังจะล่มสลาย ทราวิสตกอยู่ในอันตราย เทียร่ากำลังจับตามองเราทุกฝีก้าว แต่ยังคงไม่รีบลงมือสังหารเราเสียตั้งแต่ตอนนี้ นางกลับเลือกที่จะรอให้เราไปถึงรังของนางที่เฮอร์เรนเดล ราวกับเห็นเราเป็นลูกไก่ในกำมือ เป็นแค่เหยื่อที่เข้าไปในอาณาเขตที่มีนางเป็นเจ้าของเรียบร้อยแล้ว นางจะปล่อยอสุรกายมาเล่นงานเราอีกเมื่อไหร่ก็ได้ ในขณะที่เราทำได้เพียงเดินไปตามเกมที่นางวางไว้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ไม่ว่าอย่างไร...ข้าก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไม่ฆ่านางอีกแล้ว



'อาวุธต้องคำสาป'



นั่นคือคำตอบสุดท้ายที่ปีศาจตนนั้นทิ้งไว้ให้...มันคือจุดอ่อนของเทียร่า



ในขณะที่กำลังครุ่นเครียด ข้าเหลือบไปเห็นบริเวณพื้นดินตรงหน้าที่ถูกไฟเผาไปเมื่อครู่ ตรงนั้นมีกองเถ้าถ่านกองอยู่ ตอนแรกข้าก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก ทว่าเมื่อสังเกตดูดีๆ...เถ้าถ่านเหล่านี้กองอยู่ในลักษณะเป็นรูปทรงเหมือนมังกรที่สวมเกราะเหล็กตลอดตัว มันกำลังกางปีกทั้งสองออกอย่างสง่างาม ศีรษะของมันหันไปด้านข้าง ปากอ้าออกกว้างราวกับกำลังคำรามอย่างดุร้าย มังกรตัวนี้กำลังปกป้องลูกแก้ววิเศษไว้ภายใต้กรงเล็บแหลมคมของมันอย่างหวงแหน ราวกับจะใช้ชีวิตของตัวเองปกปักษ์รักษาอัญมณีลํ้าค่านี้ไว้จนลมหายใจสุดท้าย --ทันทีที่ข้าเห็นภาพนี้ ก็เผลอกลั้นหายใจไปโดยไม่รู้ตัว



ข้าย่นคิ้ว แววตาวูบไหวไปมาขณะพยายามไตร่ตรองว่าเคยเห็นภาพมังกรตัวนี้จากที่ไหนกันแน่ เหตุใดข้าถึงได้รู้สึกคุ้นเคยราวกับเคยเห็นมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง...แต่ความทรงจำกลับเจือจางเสียจนแทบนึกไม่ออก



ข้าพยายามครุ่นคิดอย่างหนักจนหอบหายใจถี่แรง ก่อนจะเบิกตาโพลงเมื่อภาพความทรงจำในวัยเด็กฉายชัดขึ้นมา



ภาพมังกรนี้...ท่านแม่เคยวาดมันลงบนผ้าสีขาวผืนหนึ่ง นางเป็นสตรีที่ไม่ละเอียดอ่อนและค่อนข้างหยาบกระด้าง แต่กลับตั้งใจใช้พู่กันจุ่มสีแล้ววาดมันลงบนเนื้อผ้าอย่างละเมียดละไม นางจะอุ้มข้าไว้บนตักด้วยรอยยิ้มเสมอขณะวาดภาพนี้ ครั้นมันเสร็จสมบูรณ์ ท่านแม่ก็ซ่อนมันไว้ใต้หมอน และมักจะคลี่มันออกมาดูทุกคืนก่อนนอน นางมักมองภาพวาดนี้ด้วยสายตารักใคร่เสมอ แต่แล้ววันหนึ่งเมื่ออัศวินแห่งวอลธีเรียได้พบเห็นภาพนี้เข้า ก็รีบแจ้นนำเรื่องนี้ไปบอกขุนนางชั้นสูง พวกเขาต่างกริ้วโกรธจนจับเราสองแม่ลูกไปลงทัณฑ์ ไม่คิดเมตตาเลยว่าข้ามีอายุเพียงสี่ห้าขวบ ท่านแม่จึงวิงวอนที่จะรับโทษแต่เพียงผู้เดียว ข้าที่ยังไม่รู้ประสาก็ได้แต่นั่งมองแม่ถูกจับมัดแล้วเฆี่ยนตีด้วยนํ้าตานองหน้า ส่วนภาพวาดนั้นก็ถูกพวกเขานำไปเผาทิ้งด้วยความรังเกียจขยะแขยง



เพราะมันคือตราประจำแม่ทัพแห่งอาณาจักรเฮอร์เรนเดล...



มันเป็นสิ่งที่แม่ทัพอัศวินแห่งเฮอร์เรนเดลทุกรุ่นจะต้องมี หลังจากที่พวกเขาได้ปฏิญาณตนรับตำแหน่งนี้ ก็จะต้องถูกตีตราด้วยเหล็กร้อนรูปทรงสัญลักษณ์นี้ลงบนแผ่นหลัง รูปตัวมังกรที่สวมชุดเกราะก็คือสัญลักษณ์ของแม่ทัพ ส่วนอัญมณีที่มันกำลังปกป้องอยู่อย่างหวงแหน ก็คืออาณาจักรเฮอร์เรนเดล เสมือนเป็นการบอกว่าผู้ที่ได้รับตำแหน่งแม่ทัพอัศวิน จะต้องปกปักษ์รักษาอาณาจักรไว้จนกว่าชีวิตจะหาไม่



ยามนี้ปีศาจใบ้ตนนั้นได้หายไป...โดยทิ้งไว้เพียงเถ้าถ่านที่กองกันเป็นรูปสัญลักษณ์นี้ --มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ



นัยน์ตาข้าวูบไหว ค่อยๆยื่นฝ่ามือสั่นเทาไปแตะมันอย่างแผ่วเบา สัมผัสได้ถึงไออุ่นบางเบาที่ปลายนิ้ว เป็นตอนนั้นเองที่อลิซาเบธรีบวิ่งเข้ามาหาข้า



“โฮ่ง!!



ยามนี้อลิซาเบธเปลี่ยนมาอยู่ในร่างหมาป่าสีเทาแล้ว มันคาบเนื้องูย่างแผ่นใหญ่เสียบไม้มาวางไว้บนตักข้า เหมือนเป็นการฉุดให้ข้าหลุดจากภวังค์อย่างไรอย่างนั้น



ข้าย่นคิ้วครั้นพบว่าเนื้อชิ้นนี้ไม่มีรอยแหว่งเลยแม้แต่น้อย “อลิซาเบธ...ทำไมไม่กินล่ะ ไม่หิวหรอ



มันส่ายหน้าไปมา แต่ข้ากลับยื่นเนื้อย่างกลับไปให้มันตามเดิม “อย่าดื้อน่า...ข้ารู้ว่าเจ้าหิว จะกินเยอะแค่ไหนก็ได้ --แต่ช่วยเหลือไว้ให้ทราวิสสักหน่อยก็ยังดี



อลิซาเบธกลอกตาอย่างเสียอารมณ์ ก่อนจะใช้นัยน์ตาสีแดงดุร้ายนั่นมองข้าสลับกับเนื้อย่าง เป็นเชิงบอกให้กินมันเข้าไปซะ เห็นเช่นนั้นข้าก็ขมวดคิ้วยิ่งกว่าเดิม



ฉับพลันข้าก็นึกได้ว่าอลิซาเบธไม่จำเป็นต้องย่างอาหารก่อนกิน มันเป็นสุนัขปีศาจ ส่วนใหญ่ย่อมกินแต่เนื้อดิบโชกเลือด ถ้าเช่นนั้น...



“...เจ้าย่างมันให้ข้าหรอ



มันทำหน้าบูดบึ้งเหมือนท้องผูกทันที ก่อนสะบัดใบหน้าหันไปทางอื่นอย่างเริ่ดเชิด แสร้งทำเป็นหยิ่งกลบเกลื่อนความเขินอาย ราวกับสาวน้อยวัยแรกแย้มสารภาพรักกับชายชาตรีด้วยใบหน้าแดงกํ่า ข้าได้แต่มองนิ่งๆอย่างไม่เชื่อสายตา ก่อนจะคลี่ยิ้มบางออกมา



“ขอบคุณ” ข้าวางฝ่ามือลงบนศีรษะของมัน “ข้าไม่มีอะไรจะตอบแทน...แต่จะปกป้องเจ้าด้วยชีวิต



อลิซาเบธได้ยินเช่นนั้นก็ตัวแข็งทื่อ ทำท่าขนลุกขนพองอย่างขยะแขยง ส่งสายตาตกตะลึงปนรังเกียจมาราวกับเห็นผีเป็นเชิงถามว่า 'ทำไมจู่ๆถึงพูดจาหวานเลี่ยนเช่นนี้!?'



ในขณะที่กำลังจะตอบกลับไป ข้ากับอลิซาเบธต่างพากันชะงักค้าง เมื่อแขนของใครบางคนวาดกอดข้าจากด้านหลัง ไออุ่นที่แผ่ซ่านมาจากด้านหลังทำเอาโลกหยุดหมุนทันใด



“ข้ากลับมาแล้ว



สี่คำสั้นๆ แต่กลับมีพลังเหลือลั้นที่ทำให้ภูเขาอันหนักอึ้งในอกข้าพลันสลายไป อลิซาเบธเห่าด้วยแววตาเป็นประกายอย่างเริงร่า ข้าก้มมองวงแขนสองข้างที่กำลังกอดเอวไว้แน่น กลิ่นหอมประจำตัวของอีกฝ่ายเหมือนช่วยละลายความตึงเครียดทุกอย่างในหัวข้าออกไป



ปีศาจใบ้นั่นพูดถูก...ทราวิสจะกลับมาหาข้าภายในเวลาไม่นาน และตอนนี้เขาก็กลับมาแล้ว



“เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม บาดเจ็บหรือเปล่า” ข้าหมุนตัวไปสบตากับเขา กวาดมองหาบาดแผลบนร่างกายตรงหน้าอย่างกระวนกระวาย สายตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วงอย่างไม่ปิดบัง ขณะที่นัยน์ตาสีเทอร์ควอยซ์เหมือนจะฉายความรู้สึกผิดอยู่ในนั้น ทราวิสยกฝ่ามือขึ้นมาแตะแก้มข้าแล้วส่ายหน้าไปมา “ข้าไม่เป็นไร ร่างกายไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน --วางใจเถิด



ทว่าข้ากลับไม่ได้ฟังเขาแต่อย่างใด จับอีกฝ่ายหมุนตัวไปมาเพื่อสำรวจดูว่ามีบาดแผลตรงจุดใดหรือไม่ ครั้นพบว่าไม่มีวี่แววของอาการบาดเจ็บใดๆอย่างที่เจ้าตัวว่า ข้าถึงได้พรูลมหายใจอย่างโล่งอก “ขอบคุณพระเจ้า --คราวหลังอย่าได้หายไปเช่นนี้อีกนะ ข้าแทบหัวใจวาย



ทราวิสอมยิ้ม เขาดูจะชอบใจไม่น้อยที่เห็นข้าเป็นห่วงเช่นนี้ สัญญาว่าจะไม่ไปไหนอีกแล้ว จะอยู่กับเจ้าในทุกวินาทีเลย...ดีไหม?



อลิซาเบธวิ่งไปเอาศีรษะถูไถกับขาทราวิส ซึ่งเจ้าตัวก็ยิ้มแล้วลูบหัวมันอย่างเอ็นดู โดยมีสายตาข้าที่จับจ้องทุกการกระทำของเขาไม่วางตา มองจนกระทั่งทราวิสหันมาเลิกคิ้ว “มีอะไรหรอเจเดน



ข้ากอดอก กระตุกมุมปากอย่างร้ายกาจ “เจ้ารู้ว่าข้าจะถามอะไร



ทราวิสสบตากับอลิซาเบธที่มองมาอย่างสงสัยใคร่รู้เช่นกัน เขาจึงยิ้มบางออกมา “แน่นอนว่าข้ารู้



“เจ้าพูดเองนะ...ว่าเราไม่ควรมีความลับต่อกัน” ข้าหรี่ตาลง “เจ้าหายไปไหนมากันแน่



แววตาของทราวิสหม่นแสงลงจนว่างเปล่า เป็นเวลาเนิ่นนานกว่าเขาจะขยับริมฝีปากเอ่ยตอบ “...เทียร่าเรียกข้าไปคุย



“คุย? นางพูดอะไรกับเจ้า



ทราวิสเม้มปากเป็นเส้นตรงคล้ายไม่อยากเอ่ยถึงอย่างยิ่ง “นาง...สั่งให้อยู่ห่างจากเจ้าไว้ ถ้ายังอยากมีชีวิตรอด



ข้าค่อยๆคลายปมบริเวณหัวคิ้วที่กำลังขมวดมุ่นออกจากกัน ปีศาจใบ้บอกว่าเทียร่าหมายจะฆ่าน้องและพี่ชายของตัวเอง มาถึงตอนนี้นางสั่งให้ทราวิสอยู่ห่างจากข้าไว้...นางคงอยากหาจังหวะสังหารเขาใจแทบขาดแล้ว



“ว่าแต่...” ข้าเลือกที่จะเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นแทน “เจ้าหายไปได้ยังไง นางใช้เวทมนตร์พาตัวเจ้าไปหรือ



“เปล่าหรอก” ทราวิสส่ายหน้า ก่อนจะยกมือขึ้นมาจับเครื่องรางที่สวมไว้บนคอ “เป็นเพราะสร้อยเวกวีเซียร์นี่ ข้าไม่รู้หรอกว่าพ่อมดขาวมีวิธีใช้มันอย่างไร แต่ข้าใช้มันตามขั้นตอนที่เคยเห็นในตำรามตร์ดำ --ก็แค่ป้ายเลือดลงบนเครื่องรางนี้ หมุนมันสามครั้ง แล้วนึกถึงสถานที่ที่เราต้องการจะไป...พริบตาต่อมาเราก็จะพบว่าได้ปรากฏตัวขึ้นที่นั่นแล้ว



ข้าเหลือบมองปลายนิ้วของอีกฝ่ายที่เหมือนจะมีคราบเลือดติดอยู่ แล้วเบนสายตากลับมาสบตากับทราวิส “ทันทีที่เจ้าได้ยินเสียงเทียร่าส่งกระแสจิตเรียกหา ก็ถูปลายนิ้วลงบนดาบให้เลือดออก...แล้วนำมาป้ายบนเครื่องรางงั้นสิ?



“ตามนั้นเลย” ทราวิสพยักหน้ารับ พลางบิดเครื่องรางเวกวีเซียร์ไปมา “แต่อย่างไรก็ตาม มันไม่สามารถนำพาเราไปในที่ที่อยู่ไกลเกินรัศมีไม่กี่สิบไมล์ได้ และนี่เป็นของวิเศษของพ่อมดขาว หากใช้มันด้วยวิธีของแม่มดดำเช่นนี้...เกรงว่าจะใช้ได้ไม่เกินสามครั้ง --มันฝืนกฎผู้ใช้เวทย์



“ข้าแค่คิดจะใช้มันเฉพาะยามสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่กลับใช้มันไปครั้งหนึ่งแล้ว...เพียงเพื่อจะไปหานางแม่มดนั่น” ทราวิสเหยียดยิ้มอย่างสมเพช ก่อนเอ่ยต่อ น่าเสียดายนะ...ที่มันไม่สามารถพาเราไปในสถานที่ไกลๆได้ ไม่อย่างนั้นข้าคงใช้มันพาเราไปเฮอร์เรนเดลตั้งแต่แรกแล้ว ไม่ต้องมาลำบากกันในป่ามรณะเช่นนี้หรอก



“ไม่เป็นไรหรอก มาถึงตอนนี้ ข้าเอง...ก็ไม่อยากไปถึงที่นั่นเร็วสักเท่าใดนัก” ข้ากระตุกมุมปากขณะก้มมองพื้น พรูลมหายใจออกมาอย่างห้ามไม่ได้ “เพราะวินาทีที่ไปเหยียบเฮอร์เรนเดล...ข้าอาจต้องพบกับความจริงที่ไม่อยากจะเจอ



ทราวิสแน่นิ่งไป ชั่วขณะหนึ่งเขามองข้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวล เจ้าตัวเหมือนกำลังเก็บบางอย่างไว้ในใจ จึงเอาแต่เม้มปากนิ่งเงียบ ทว่าข้าเองก็ไม่ได้คิดอยากคาดคั้นอะไรเขา ต่างฝ่ายต่างเงียบจนกระทั่งข้าเอ่ยขึ้น



“ทราวิส



“หืม?



“ในตำรามนตร์ดำ...มีคาถาที่สามารถอัญเชิญวิญญาณของคนตายมาสื่อสารกับคนเป็นได้ไหม” 



ทราวิสค่อยๆย่นคิ้วเข้าหากัน เป็นเวลาชั่วขณะที่เขานิ่งเงียบเพื่อพยายามนึก “ข้าเองก็ไม่ได้รู้เรื่องมนตร์ดำขนาดนั้น แต่ก็พอจำได้ลางๆว่ามันมีอยู่คาถาหนึ่งที่พอจะทำแบบนั้นได้” เขากล่าว “แต่มันเป็นคาถาที่ไร้ประโยชน์มาก จนแทบไม่มีพ่อมดแม่มดคนไหนใช้ เพราะผู้ใช้วิชานี้จะต้องสังเวยชีวิตตัวเองเพื่อให้วิญญาณของคนตายมาสิงสถิตอยู่ในร่างของตน พูดตามตรงก็คือทำพิธีฆ่าตัวตาย แล้วอัญเชิญวิญญาณมาอยู่ในศพของผู้ใช้คาถานี่แหละ เพียงแต่วิญญาณก็อยู่ได้เพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น ก่อนจะสลายหายไปตลอดกาล...นับว่าเป็นวิชาที่ต้องสังเวยชีวิตอย่างสูญเปล่าโดยแท้จริง



ทราวิสเบิกตาขึ้นครั้นนึกบางอย่างได้ จึงกล่าวต่อ “อีกอย่าง เมื่อวิญญาณนั้นหายไปแล้ว มันจะต้องทิ้งชื่อของตัวเองไว้บนพื้น เสมือนเป็นการยํ้าเตือนว่าตนเคยถูกอัญเชิญกลับมายังโลกมนุษย์ --ข้าเคยได้ยินมาแบบนั้นนะ



หากเป็นจริงอย่างที่ทราวิสบอก แน่นอนว่าคาถาไร้ประโยชน์เช่นนี้คงไม่มีผู้ใดคิดจะใช้ ใครหน้าไหนจะอยากสังเวยชีวิตเพื่อเรียกวิญญาณคนตายมาเข้าสิงในร่างตัวเอง อีกทั้งเมื่อวิญญาณเข้ามาสถิตในร่างแล้ว มันยังสามารถดำรงอยู่ได้แค่ไม่กี่ชั่วโมงอีก นับว่าเป็นการสังเวยที่ไม่ได้อะไรกลับมาเลยสักอย่าง



ที่ปีศาจใบ้ตนเมื่อกี้มีสภาพร่างกายเหมือนศพเน่า แต่กลับยังมีลมหายใจและมีสติรู้เรื่อง นั่นก็เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าเป็นเพราะมันได้ตายไปแล้วจริงๆ แต่ก่อนจะตาย...มันได้ใช้คาถานี้อัญเชิญวิญญาณคนตายเข้ามาอยู่ในร่างมัน และวิญญาณนั้นก็เหมือนจะเป็นศัตรูตัวอันตรายเสียจนเทียร่าต้องตัดลิ้นและแขนขาของมันทิ้ง ทว่าข้ากลับยังสรรหาวิธีมาสื่อสารกับมันในเรื่องที่ไม่ควรจนได้ หลังจากที่คุยกันได้ไม่นาน จู่ๆมันก็สลายหายไปเอง แต่การที่มันบอกจุดอ่อนของเทียร่าให้กับข้า...เดาว่าป่านนี้นางคงอยากป่นกระดูกข้าให้แหลกเป็นผุยผงใจจะขาดแล้ว



ส่วนที่ทราวิสบอกว่าเมื่อวิญญาณคนตายที่ถูกอัญเชิญมาสิงร่างศพได้สลายหายไปแล้ว มันจะต้องทิ้งนามของตัวเองไว้บนพื้น --เขาคงจะหมายถึง...



ข้าเบนสายตาไปมองกองขี้เถ้ารูปตราสัญลักษณ์นั้น ตอนนี้มันได้ถูกสายลมพัดจนปลิวหายไปหมดแล้ว ปีศาจตนนั้นไม่ได้ทิ้งชื่อของตัวเองไว้ แต่กลับทิ้งรอยตราสัญลักษณ์แม่ทัพอัศวินเฮอร์เรนเดลไว้แทน ขาทั้งสองก้าวเข้าไปทิ้งตัวนั่งคุกเข่าลงตรงนั้น ข้าเอื้อมมือสั่นเทาออกไปแตะพื้นดินตรงนั้น ฉันพลันก็รู้สึกเหมือนขอบตาเริ่มร้อนผ่าว ความรู้สึกมากมายตีตื้นขึ้นมาในอก แววตาวูบไหวไปมาราวกับจะแตกสลายอย่างที่ไม่เคยเป็น



นี่มัน...คือเรื่องจริงใช่ไหม?



ทำไมปีศาจใบ้ตนนั้นถึงได้อยากช่วยแม่ข้าให้เป็นอิสระ ทำไมมันถึงได้ทรยศเทียร่าเพียงเพื่อจะช่วยให้ข้าได้ปกป้องผู้คนที่ข้ารัก ทำไมตลับเข็มทิศเวทมนตร์ในมือข้าถึงได้เอาแต่ชี้ไปทางปีศาจตนนั้น ทำไมมันถึงได้ทิ้งสัญลักษณ์นี้ไว้...ทุกอย่างล้วนมีคำตอบแล้ว



วิญญาณที่สิงอยู่ในร่างศพของปีศาจตนนั้น ผู้ที่ข้าเพิ่งเสียเวลาพูดคุยด้วยผ่านตัวอักษรนั้น...ก็คือวิญญาณของคนที่ข้าใฝ่ฝันอยากจะเจอมาทั้งชีวิต



ข้ารู้สึกเหมือนมีก้อนบางอย่างจุกอยู่ในลำคอ ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าแผ่นหลังกำลังสั่นเทาอย่างน่าสมเพช ทราวิสวางมือลงบนไหล่ข้าแล้วนั่งลงข้างๆกัน ก่อนที่เขาจะเบิกตาโพลงสุดขีด



“เจ้า...ร้องไห้?” ทราวิสตัวแข็งทื่อ นัยน์ตาสีเทอร์ควอยซ์ไหววูบไปมา เขาผงะไปอย่างไม่อยากเชื่อ ข้าเลิกคิ้วด้วยสีหน้านิ่งเรียบแบบเดิม แต่แล้วเมื่อยกมือขึ้นมาแตะแก้มตัวเองที่เปียกปอน ก็ทำให้แม้แต่ข้าเองก็ตกใจไม่น้อย แต่ก็ทำได้แค่กระตุกยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกเอ่อล้นในอก



ภาพตรงหน้าพร่าเลือนเพราะนํ้าอุ่นๆที่ปริ่มบริเวณขอบตา แต่ข้ากลับเห็นท่าทีตกใจจนหางฟูอย่างน่าตลกของอลิซาเบธ และทราวิสที่เหมือนจะช็อคไปแล้ว เขายังคงจ้องข้าไม่วางตา ก่อนที่นํ้าใสๆจะกลิ้งไหลลงมาอาบแก้มทั้งสองข้างของเขา



'หมับ!'



“พระเจ้า...นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่” ทราวิสดึงข้าเข้าไปกอดแน่น เอ่ยด้วยเสียงสั่นเครืออย่างกระวนกระวาย “ตลอดหลายปีมานี้ ไม่ว่าจะเจอเรื่องหนักหนาแค่ไหน...เจ้าก็ไม่เคยร้องไห้



ข้าลอบยิ้มเมื่อได้ยินเช่นนั้น ทั้งที่สัญญากับตัวเองไว้ว่าจะยิ้มเยาะเย้ยให้กับทุกอุปสรรคและโชคชะตาอันโหดร้าย จะกลั้นเก็บนํ้าตาและความอ่อนแอไว้ให้ลึกที่สุดในหัวใจ แต่ดูเหมือนครั้งนี้...ข้าจะกลั้นมันไว้ไม่อยู่จริงๆ



สุดท้ายต่อให้เก่งกาจแค่ไหน...ข้าก็ยังเป็นแค่เด็กกำพร้าผู้โดดเดี่ยวคนหนึ่งเท่านั้น



“แล้วเจ้าล่ะ ร้องไห้ทำไม” ข้าถามทราวิสกลับ เจ้าตัวส่ายหน้าไปมา



“ไม่รู้สิ” เขาตอบตามความจริง “แค่เห็นนํ้าตาเจ้า...มันก็ไหลลงมาเองโดยอัตโนมัติ



ข้าเม้มปากแน่น ยกแขนขึ้นมากอดตอบทันใด



“ใครบังอาจทำให้เจ้าร้องไห้กัน --ข้าสาบาน ข้าจะไปตัดหัวมันซะ!” ทราวิสผละออกมา แม้แววตาจะเต็มไปด้วยความเป็นห่วงและกังวล แต่กลับกล่าวเสียงแข็งด้วยความจริงจัง เป็นเชิงว่าจะทำจริงอย่างที่พูดแน่ มือนุ่มทั้งสองปาดนํ้าตาให้ข้าอย่างอ่อนโยนนุ่มนวล จนข้าอดจะรู้สึกอบอุ่นในหัวใจไม่ได้



นี่ทราวิส...รักข้าขนาดนี้เลยหรือ



“ไม่มีอะไรหรอก” ข้าเงยหน้าขึ้นมองผืนฟ้าด้วยรอยยิ้มบาง “แค่เมื่อกี้ตอนที่เจ้าไม่อยู่...ข้าได้คุยกับท่านพ่อด้วย





TBC.





TALK : 2

เนิ่นนานที่เราหายไป ในที่สุดดด ในที่สุดก็กลับมาแล้ว วู้ฮู้ววว!!

ระหว่างที่หายไป มีอะไรเกิดขึ้นในชีวิตเยอะแยพมากมายเลยค่ะ ทั้งดีและไม่ดี แต่ที่สำคัญคือ เราผ่านมันมาได้แล้ว เย้!!

เดาว่าทุกคนคงไม่คิดใช่มะ ว่าพ่อที่ตายไปแล้วของเจดี้นั้น จะโผล่มามีซีนกับเขาด้วย ถึงแม้จะเป็นแค่วิญญาณที่ถูกอัญเชิญมาให้อยู่ในร่างศพก็เถอะ แต่ชั้นรักรอยยิ้มรว้ายกาจของคุณพ่อมาก อร๊ายยย

พอหายไปนานๆแล้วกลับมาแต่งใหม่ เราแต่งแล้วลบใหม่หลายรอบมาก ไม่ถูกใจสักที เครียดจนมึนหัวคลื่นไส้ หายใจลำบาก ขอบตาร้อน แทบจะนํ้าตาไหลเพราะกดดันตัวเองมากไป T^T แต่สุดท้ายก็ฮึบจนสำเร็จจนได้! อย่าให้ความคิดด้านลบมาครอบงำความสุขของเรานะคะทุกคนนน เอาชนะมันซะ! ย๊ากก!!

อย่างที่บอกว่าไม่เคยคิดจะเทเรื่องนี้ และก็จะอยู่แต่งจนกว่าจะจบบริบูรณ์แน่นอน อาจจะล่าช้าไปบ้าง แต่เรารักฟิคเรื่องนี้มาก พอไม่ได้อัพนานๆก็รู้สึกคิดถึงมากนะ ;-; แงงง  เอาใจช่วยเจดี้วิสซี่สุดหัวใจเลย! //ถือพู่เชียร์

ปล. ยังจำได้ปล่าวฮะว่าเครื่องรางเวกวีเซียร์หน้าตาเป็นไง? ถ้าลืมก็ดูรูปปกฟิคซะ5555555555

ปล. 2 บังทันจะคัมแบ็คแย้ววว อ๊ากกกกกก!! ไปปั่นวิวกันด้วยนะคะ! > <



TALK : 1

หู้วววว ยิ่งเนื้อเรื่องเข้าใกล้ช่วงไคลแม็กซ์ใหญ่ เรายิ่งตื่นเต้นอ่ะบอกเรย แงงงง ความจริงคือทั้งตื่นเต้นทั้งกดดัน :'D

เราคิดว่าอีกไม่เกินสองสามตอน ปมทุกอย่างก็จะค่อยๆคลี่คลายแล้วล่ะ ตอนนี้เราฉีกซองมาม่ารอละ เหลือแต่เทใส่หม้อเท่านั้น กร๊ากกกกก

แต่จะว่าปัย พอคิดว่าเรื่องใกล้จบแล้วมันก็...กระซิกๆ ฮรืออออ ;-; แม่ไม่อยากพรากจากเจดี้วิสซี่ไปเลยรูกกก

แต่ๆๆๆ เหนือสิ่งอื่นใด ขอบคุณรีดทุกคนที่ยังติดตามกันนะค้า ไรท์คนนี้อัพช้าเป็นบ้า TT แต่จะพยายามจัดสรรเวลามาแต่งให้ได้ค่ะ ไม่ว่ายังไงก็ไม่ดองอยู่แร้ว จนถึงตอนนี้มียอดวิวเป็นหมื่นแย้ว บอกตามตรงว่าตอนแรกอิชุ้นไม่คิดว่าจะได้ขนาดนี้เลยค่ะ คือนี่เป็นแฟนตาซีเรื่องแรก ไม่ค่อยมั่นใจเรยว่าจะทำได้ดีแค่ไหน แต่เราถือคติที่ว่า เจ้าจงเขียนทุกสิ่งที่อยากจะเขียน! ย๊าก!! ฟิคเรื่องนี้เลยกลายเป็นแบบนี้5555555

ช่วงไคลแม็กซ์ จะเป็นช่วงที่บอกเหตุและผลของทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในฟิคเรื่องนี้ ทุกอย่างมันมีที่มาที่ไปหมดเรยเด้อ อดใจรอให้รีดๆอ่านไม่ไหวแร้วข่ะ มาเอาใจช่วยเจดี้วิสซี่ไปด้วยกันนะคะ!! >3<

Kinky afff! Mindaddy Damn daddy Min.yoon Duh x #fanfiction #Fanfiction #amreading #books #wattpad

The title says it all  I do not own any of the members except for Nar… #fanfiction #Fanfiction #amreading #books #wattpad

MEMES DE BTS 2 - ✨2✨ - Wattpad

ขอบคุณทุกคอมเม้นท์และแท็กสกรีม #JourneyKV ที่เป็นกำลังใจให้เราด้วยนะคะ ขอบคุณรีดๆทุกคนที่ติดตามผลงานของเราค่ะ I purple you <3
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 224 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,087 ความคิดเห็น

  1. #951 PlengPGK (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2563 / 23:06
    แง แบบน้ำตาไหลเลยอะ ได้คุยกับคุณพ่อแล้ว ประทับใจฉากนั้นมากๆ
    #951
    0
  2. #950 PlengPGK (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2563 / 23:03
    แง แบบน้ำตาไหลเลยอะ ได้คุยกับคุณพ่อแล้ว ประทับใจฉากนั้นมากๆ
    #950
    0
  3. #805 Eutopia1812 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2563 / 13:19
    ฉากที่ได้คุยกับพ่อมันดีมากเลยค่ะ ไรท์เก่งมากๆเลยค่ะ ฮื่อ ชื่นชมจากใจเลย สู้ๆนะคะ;-;💜
    #805
    0
  4. #785 Taetaekookky (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2563 / 15:08
    ถ้าทำออกมาเป็นเล่มขาย ตัวฉันจะรีบซื้อโดยไม่รีรอ
    #785
    0
  5. #781 milkonepiece (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2563 / 23:27
    แทบจะร้องไห้ตามเลยตอนเจเดนรู้ว่าตัวเองได้คุยกับพ่อ ฮื่ออออออ มันทัชใจนะ คนมันรักอ่ะ พ่อทั้งคน ดีมากเลย ดีย์
    #781
    0
  6. #776 JP_Spectrum (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2563 / 03:03
    ฮืออออนี่กลับไปย้อนใหม่อีกทีเลย คุณพ่อของน้องมาคุยด้วย ฮือ ยังคงมาคุยกับน้อง น้องงงงงงง แงจุกอกไปหมด
    #776
    0
  7. #601 Mvis. (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 18 มีนาคม 2563 / 19:54
    เจเดนได้คุยกับพ่อแล้ว ;-; //อลิซาเบธก็จะซึยหน่อยๆอะนะย่างเนื้อไว้ไห้เขา55555
    #601
    0
  8. #595 bomza2528 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 16 มีนาคม 2563 / 22:46
    สุดยอดจริงๆ คือแบบเป็นฟิคแหนตาซีที่หน้าเก็บไว้ในอ้อมอกเลยนะคะเนื้อเรื่องที่มีให้ได้ลุ้นกันตลอดทุกๆตอนอะมันสนุกสุดๆไปเลยค่ะ
    สู้ๆนะคะ^^เป็นกำลังใจให้เสมอค่ะ

    เปิดพรีเมื่อไรแจ้งด้วยนะคะเพราะเราอยาก~~~ได้เล่มเรื่องนี้มากๆเลย^^
    #595
    0
  9. #577 _MaxgZiM (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 มีนาคม 2563 / 15:00

    รอนะคะ!ไรท์แต่งเก่งมากกกกๆๆๆอ่านแล้วได้ถึงอารมณ์ตัวละครมากๆเลยค่ะ
    #577
    0
  10. #573 poramphai (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 / 00:24
    เจเดนได้คุยกับพ่อแล้ว! เทียร่าโหดร้ายเหลือเกิน เชื่อว่าความรักของทราวิสนั้นไม่เกี่ยวกับยา จะเป็นยังไงต่อนะ แต่งเก่งมากๆเลยค่ะ สู้ๆ
    #573
    0
  11. #570 marknior-jackjin (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 / 04:43

    รักนะคะเป็นกำลังใจให้ เห็นไรท์หายไปนานๆใจก็กลัวว่าไรท์จะเทเรื่องนี้ ดีใจมากๆที่ไรท์บอกว่าจะไม่เท เรารักเรื่องนี้มาก เป็นฟิคที่บรรยายฉากต่อสู้ได้แบบอ้ากกกกกโหดร้ายมาก เรียกได้ว่าอ่านไปภาพที่ผุดขึ้นมานี่แบบเสียวไปยังไส้ติ่ง แต่พอเป็นฉากทราวิสกับเจเดนงื้อออออทำไมน่ารักได้ขนาดนี้ บางคำนี่ปรับอารมณ์แทบไม่ถูกอยู่ในสถานการณ์น่าสิ่วน่าขวานแต่มักจะมีอะไรกุ๊กกิ๊กๆออกมาให้รู้สึกแบบเอ๊ะ คือต้องรู้สึกยังไง ลุ้นมั้ยหรือเขินดี แล้วฉากที่เกือบจะNCนี่ดีมากทำเรากรี๊ดไปสามบ้านแปดบ้าน

    #570
    0
  12. #569 Reawrang (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 / 09:47
    กรี้ดดดดอัพแล้วดีใจมาก คิดถึงนะคะะะะะ
    #569
    0
  13. #567 My Euphoria. (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:22
    กี๊ดดดด เราเดาถูกด้วยแหละ เจเดนจ๋าก็ยังฉลาดสวดยอด!! (แต่เอาจีงคูมพ่อมาแอบหลอนไปหน่อยนะ ถ้าเปนเรานี่คงฆ่าก่อนจะฟังอะไรทั้งนั้นแหละ...)
    #567
    0
  14. #566 109bose (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 / 01:30
    ดีใจมากๆเลยค่ะ ฉากคุณพ่อมาแบบประทับใจมาก

    แงงง
    #566
    0
  15. #565 jutamatkhamkaew (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563 / 17:05
    ขอบคุณที่กลับมานะคะ คิดถึงคุณไรท์จังเลย กลับมาพร้อมกับข้อมูลที่แน่นมากกกกกก จริงๆนี่ก็สงสัยช่วงแรกๆที่คุยกับปีศาจแล้วว่าจะใช่พ่อไหม สรุปถูกเฉยเลย555 เป็นกำลังใจให้พี่นะคะ สู้ๆค้าบ
    #565
    0
  16. #564 vVv-Tae (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563 / 16:24
    อยากมีลูกกับเค้าดูออก

    คนรักของข้าเลยนะ

    ได้คุยกับคุณพ่อแล้ว ดีใจด้วยนะคะ แต่ก็เสียใจด้วยที่คุณพ่อเสียแล้ว สู้ๆนะทุกคนเลย
    #564
    0
  17. #563 mxngkhwxn (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563 / 08:08
    เราก็ว่าอยู่น่าจะเป็นพ่อ แต่ตอนอ่านภาพคุณพ่อในหัวเรา ยิ้มหล่อไม่ได้เลย5555
    #563
    0
  18. #562 Ver_a (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 / 17:56
    ถึงไม่ได้มาร่างปกติแต่ก็ได้คุยกันเนอะ เป็นกำลังใจให้คุณไรท์นะคะ
    #562
    0
  19. #561 mmeaning (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 / 14:13
    ร้องไห้เลย ฮืออ ว่าแล้วต้องเป็นพ่อ ขอให้เจย์เดนเจอคุณพ่ออีกได้ไหมนะ แล้วก็ๆๆ เขินตอนที่เรียกทราวิสเต็มปากเต็มคำว่าคนรักมาก แง ชัดเจนยิ่งกว่า1080p
    #561
    0
  20. #560 VRwhale (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 / 13:18
    น้ำตาไหลตามเลย ฮืออ
    #560
    0
  21. #559 Mr.Viewsual (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 / 03:50
    ฮือเจดี้ได้คุยกับคุณพ่อด้วย TT
    #559
    0
  22. #558 TaTa_p19 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 / 03:20
    ยินดีต้อนรับกลับนะคะ อย่ากดดันตัวเองมากไปนะ สุขภาพไรท์สำคัญที่สุดค่ะ ^^

    เราอบอุ่นใจตอนที่ทราวิสกลับมาหาเจเดนมาก การได้รู้ว่า "คนรัก" กลับมาเป็นอะไรที่รู้สึกเหมือนหัวใจที่ขาดแหว่งกลับมาเติมเต็ม แม้จะแค่ห่างกันชั่วครู่ แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นก็ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าว้าวุ้นเป็นห่วงและหวาดกลัวมากแค่ไหน เน้อะเจเดนเน้าะ "คนรัก" เน้าะๆๆๆ ฮุๆ

    กับอีกคำคือที่เจเดนบอกทราวิสหลังจากร้องไห้ไปว่าได้คุยกับท่านพ่อมา

    เปิดใจขึ้นมามากเลยนะเจเดน ;-;

    แต่เรายังกลัวคุณเเม่ของเจเดนอยู่ค่ะ ฮือ เรากลัวเจเดนเจ็บอีกครั้งจังเลยค่ะ เจ็บกายแผลยังสมานได้ แต่ทางใจมันจะตามหลอกหลอนไปเรื่อยๆ กับทราวิส หนูมีความลับเยอะมาก กลัวหนูเป็นอันตรายมากๆเลย ทราวิสดูเป็นคนที่พร้อมสละชีวิตเพื่อเจเดนตลอด กลัวใจน้องมากเลยค่ะ ;-;

    ไรท์ดูแลสุขภาพนะคะ สู้วๆ
    #558
    0
  23. #557 0961603450 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 / 01:40
    แงงงง คิดถึงมากกกก
    ในที่สุดไรท์ก็มา
    สู้ๆนะคะ ( เราอยากให้ไรท์แต่งล่วงหน้าไปประมาณ2-3ตอนก่อนแล้วค่อยอัพอ่ะค่ะเพราะรีทจะได้ไม่ค้างด้วยเพราะใกล้จุดสําคัญของเรื่องแล้วไรท์ก็จะได้ไม่เร่งตัวเองหรือกดดันตัวเองด้วย เป็นห่วงนะคะ สู้ๆค่ะไรท์ ติดตามตลอดนะคะ ) (อันนี้แล้วแต่ไรท์พิจารณานะคะ แฮะๆ เค้าแค่ออกความคิดเห็นนิดหน่อย )
    #557
    0
  24. #556 iamsomsii (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:57
    ตะหงิดใจตั้งแต่เจดี้บอกว่าเห็นหน้าตัวเองซ้อนทับกับปีศาจ ที่แท้ก็พ่อนี่เอง แล้วนี่อ่านไปเหมือนได้กลิ่นคาวเลือดลอยมา ช่วยด้วย ยาดมอยู่ไส
    #556
    0
  25. #555 deffang (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 / 18:48
    ไรท์คัมแบคแบบจุกๆ อ่านเพลินเลยค่ะ เอาใจช่วยทั้งเจดี้ทั้งวิซซี่แล้วก็ไรท์ด้วย เย่ๆ
    #555
    0