۩ A Journey To Your Heart ۩ [KookV] #JourneyKV

ตอนที่ 14 : ۩ Journey ۩ 13 : ทราวิสที่เปลี่ยนไป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,201
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 276 ครั้ง
    29 ก.ย. 62

B
E
R
L
I
N
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ dark cave water





“..ทราวิส



“หืม?



“เจ้าดูแปลกๆไปนะ เป็นอะไรหรือเปล่า” ข้าถามออกไปในที่สุดหลังจากที่เก็บความสงสัยมานาน ขณะนี้เราทั้งคู่กำลังเดินเข้ามาตามทางผ่านลับที่เจฟฟ์บอก มันเป็นอุโมงค์แคบๆจนรู้สึกเหมือนถูกผนังหินบีบอัดในทุกครั้งที่ก้าวเดิน ความมืดมิดปกคลุมทุกสารทิศ แสงไฟจากคบเพลิงในมือข้าที่ได้มาจากห้องขังพอจะทำให้มองเห็นได้บ้าง อลิซาเบธในร่างหมาป่าที่สามารถมองเห็นทุกอย่างในที่มืดนั้นจึงเป็นฝ่ายเดินนำอยู่ข้างหน้าสุด  โดยที่ข้ากับทราวิสก็ตามอยู่ด้านหลังมาติดๆ



ตั้งแต่ที่เข้ามาในนี้ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีเพียงผนังหินจากทั้งสองด้านที่กำลังบีบอัดเรา และทางด้านหน้าที่มืดสนิทเหมือนกำลังรอให้เราเข้าไปในนั้น ทางเดินอุโมงค์ที่แสนจะคดเคี้ยวทำให้ไม่อาจรู้ได้เลยว่าตอนนี้เดินมาไกลแค่ไหนแล้ว อากาศภายในนี้เย็นชื้นแต่ก็ไม่ได้หนาวเข้ากระดูกเหมือนด้านนอกเสียทีเดียว



ข้าหันไปมองคนด้านหลังผ่านไหล่โดยไม่ได้ชะลอฝีเท้าลงแต่อย่างใด ใบหน้าของทราวิสยังคงสกปรกมอมแมมจากการนอนบนพื้นสกปรกติดต่อกันหลายวัน แต่กระนั้นมันก็ไม่ได้ทำให้เขาดูดีน้อยลงเลย และหากไม่ได้ตาฝาดไป...ทราวิสหน้าแดงไม่หยุดตั้งแต่ที่เราหนีออกจากห้องขัง ยิ่งเมื่อแสงไฟสีเหลืองนวลจากคบเพลิงส่องกระทบเสี้ยวใบหน้าของเขา กลับทำให้ดูน่ามองยิ่งขึ้นไปอีกจนแทบละสายตาไปไม่ได้



เดี๋ยวนะ นี่ข้ากำลังพล่ามอะไรอยู่...



ทราวิสขมวดคิ้วน้อยๆอย่างไม่เข้าใจ ก่อนตอบคำถามของข้าด้วยคำถามเช่นกัน “ทำไมเจ้าถึงคิดเช่นนั้นล่ะ



“ไม่มีอะไรเป็นพิเศษหรอก ข้าก็แค่สงสัย” ข้ากล่าวอย่างเนิบนาบ “ว่าทำไมตั้งแต่เจ้าฟื้นขึ้นมา...ถึงได้ดูเป็นผู้เป็นคนขึ้น พูดน้อยลง เอาแต่เดินก้มหน้า ไม่ค่อยมาประจบข้าเหมือนแต่ก่อน จึงอดสงสัยไม่ได้ว่าเจ้าโดนผีเข้าหรือไงกัน



มันเป็นความจริงอย่างที่ว่าทุกประการ ปกติยามที่เราอยู่ด้วยกันสองต่อสองเช่นนี้ ทราวิสจะต้องกระดี๊กระด๊าเหมือนเด็กสามขวบ แววตาจะเป็นประกายสดใสเจิดจ้าตลอดเวลา เขาชอบมาคลอเคลียเหมือนลูกแมวหิวนม ชอบชวนคุยโน่นนี่เพื่อเรียกร้องความสนใจจากข้า ถ้าไม่สำเร็จก็จะพองแก้มเบ้ปากเหมือนเด็กน้อยเอาแต่ใจตามแบบฉบับคนสติไม่ค่อยจะสมประกอบเท่าใดนัก แต่นี่เขากลับสงบเสงี่ยมขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ ไม่ค่อยมารังควานหรือพูดจาเกี้ยวพาราสีเหมือนอย่างที่เคยทำ จนข้าอดสงสัยไม่ได้...ว่านี่ใช่ทราวิสตัวจริงหรือเปล่า



แต่เหนือสิ่งอื่นใด...ตอนนี้ดูเหมือนฝ่ายศัตรูจะรู้แล้วว่าทราวิสคือจุดอ่อนของข้า และเป็นคนเดียวในที่นี้ที่ข้าไม่กล้าสังหาร



อีกฝ่ายกลับทำเพียงกะพริบตาปริบๆ เขาหัวเราะแก้เก้อก่อนจะส่ายหน้าไปมา “หากข้าจะผิดปกติ...ก็อาจเป็นเพราะรสชาติซุปของเจฟฟ์กระมัง มันยังติดลิ้นข้าอยู่เลย” ทันทีที่พูดถึงมัน ใบหน้าของทราวิสก็เบ้เบี้ยวด้วยความขยะแขยงในบัดดล “รสชาติอย่างกับอาเจียนผสมขี้นก แถมยังมีกลิ่นคาวเหม็นเน่าเหมือนศพ --แหวะ นึกแล้วก็คลื่นไส้! ข้ายอมกินยาพิษตายเสียดีกว่ากินซุปนรกนั่นเป็นครั้งที่สอง



 เรื่องของเรื่องคือก่อนที่เราจะเริ่มเดินทางกัน เจฟฟ์ก็บังคับให้ทราวิสกินซุปที่เขาเอามาให้หมด ด้วยความที่ทราวิสไม่ได้กินอะไรลงท้องมาหลายวัน เขาย่อมไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธเมื่ออาหารมาอยู่ตรงหน้า แต่ด้วยความที่ตนเป็นถึงเจ้าชายที่โตมาในพระราชวังโอ่อ่า อาหารเพียงมื้อเดียวของเขามีมูลค่าเทียบเท่ากับเงินเดือนของราษฎร แน่นอนว่ามันย่อมเป็นอาหารชาววังชั้นเลิศที่มีเพียงชนชั้นสูงเท่านั้นที่จะได้แตะต้อง คนอย่างทราวิสต้องไม่เคยกินของเหลือจากใครด้วยซํ้า การที่เขาต้องมาทานอาหารของเจฟฟ์ที่แม้แต่สุนัขยังกินไม่ลง โดยปกติเขาจะต้องกระอักเลือดออกมาทันทีตั้งแต่กินไปคำแรกแล้ว...ทว่าทราวิสกลับทำได้เหนือความคาดหมายของข้ามาก



“ตอนแรกข้านึกว่าเจ้าจะไม่กล้ากินต่อเสียแล้ว ใครจะไปรู้ว่าเจ้าจะกินจนหมดเกลี้ยงอย่างไม่ทุกข์ร้อน ราวกับว่า...เจ้าเป็นปีศาจที่กินอาหารจำพวกนั้นเป็นประจำอยู่แล้ว” ว่าพลางหันกลับมามองทางด้านหน้าตามเดิม ด้วยความที่อุโมงค์ถูกปกคลุมด้วยความเงียบเชียบ ทำให้ได้ยินเสียงฝีเท้ากระทบพื้นดินของเราสองที่ดังขึ้นตามจังหวะการก้าวเดิน รวมถึงเสียงหัวเราะเบาๆของทราวิสได้ชัดเจน



หากแต่มันเป็นเสียงหัวเราะที่ค่อนข้างจะดูประหม่าจนส่อแววพิรุธ..



“ในเมื่อเจ้ากินได้...ทำไมข้าจะกินไม่ได้ล่ะ” เขากล่าวตอบเสียงแผ่ว “ข้าเพิ่งจะได้กินอาหารเน่าๆเป็นครั้งแรก...นับประสาอะไรกับเจ้าที่กินมันแทบจะทั้งชีวิตกัน



แม้สายตาข้าจะจับจ้องไปยังทางด้านหน้าตลอดเวลา แต่ก็ยังคงลอบสังเกตปฏิกิริยาของคนด้านหลังเป็นระยะ ข้าเงียบไปสักพักเพื่อไตร่ตรองครุ่นคิด ก่อนจะขยับริมฝีปากเอื้อนเอ่ยออกไปในที่สุด “งั้นข้าขอถามอะไรเจ้าสักหน่อย --โปรดตอบทุกคำถามเหล่านี้มาตามความจริง



“..ย่อมได้



เราเจอกันครั้งแรกเมื่อไหร่



คราวนี้ทราวิสเป็นฝ่ายเงียบไปเสียเอง ชั่วขณะหนึ่งมีเพียงเสียงฝีเท้าและเสียงลมหายใจของเราสองคนที่ดังขึ้นในอุโมงค์ ก่อนที่ทราวิสจะทำลายความเงียบนี้ลง “...เมื่อห้าปีก่อน



ข้าหรี่ตาลงเมื่อได้ยินเช่นนั้น คำตอบที่ถูกต้องควรจะเป็นเมื่อสามปีก่อน มือข้างที่ไม่ได้ถือคบไฟเอื้อมไปแตะแขนเสื้อที่มีศรธนูถูกซ่อนไว้ด้านในโดยอัตโนมัติ ใจจริงอยากจะชักมันออกไปแทงคนข้างหลังเสียเดี๋ยวนี้ แต่ก็เลือกที่จะถามต่อไปอย่างใจเย็น “..เจ้าเกิดวันที่เท่าไหร่



“วันก่อนสุดท้ายของปี



“ม้าของเจ้าชื่ออะไร



“เดซี่



“อาหารที่พี่ชายเจ้าโปรดปรานที่สุดคืออะไร



“ทุกอย่างที่จิน คาร์เธเรียนเป็นคนทำ



“ยกตัวอย่างวีรกรรมแย่ๆที่เจ้าเคยทำกับข้ามาสี่อย่าง



“...ไม่ตอบคำถามนี้ได้ไหม



ข้ายกมุมปากขึ้นโดยไม่ได้หันกลับไปมองแต่อย่างใด “ไม่ตอบ...เพราะตอบไม่ได้งั้นหรือ



“ไม่ใช่เสียหน่อย! ข้าก็แค่...” ทราวิสที่กำลังจะขึ้นเสียงเถียงพลันชะงักคำพูดไป ราวกับเขารับรู้เจตนาของคำถามเหล่านี้ได้แล้ว ว่าข้าจงใจถามในสิ่งที่มีเพียงทราวิสเท่านั้นที่รู้ เพื่อพิสูจน์ว่านี่ใช่เขาตัวจริงหรือไม่ อีกฝ่ายจึงพรูลมหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ แล้วยอมเอ่ยตอบเสียงแผ่วในที่สุด



“ข้าเคยส่งคนไปเผาบ้านเจ้า วางยาพิษเจ้าจนป่วยหนักไปเกือบสองเดือน เคยพยายามจะทำลายดาบของเจ้า และเคยเผารูปวาดพ่อแม่ลูกที่เจ้าเคยวาดไว้สมัยยังเด็ก..



ข้าขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างพิจารณา --นอกจากคำถามแรกแล้ว ทุกคำตอบที่เขากล่าวมาก็ล้วนเป็นความจริงทุกประการ เมื่อความสงสัยเพิ่มพูนขึ้น ข้าจึงยิงคำถามต่อไปทันที “สิ่งเลวร้ายที่สุดที่ข้าเคยทำไว้กับเจ้าคืออะไร



หากนี่เป็นทราวิสตัวจริง...เขาจะต้องตอบกลับมาว่า 'ตอนที่เจ้าจับข้ามัดไว้แล้วโยนลงไปในบ่อศพ'



เพราะมันเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่เขายอมแสดงความอ่อนแอต่อหน้าข้า ข้ายังคงจำสีหน้าของทราวิสที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและรังเกียจในตอนนั้นได้เป็นอย่างดี ใบหน้าหยิ่งยโสที่มักจะแสดงความอวดดีถือตัวนั้นเต็มไปด้วยคราบนํ้าตา แววตาอันแสนโอหังสั่นไหวไปมาเหมือนจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ เขาถูกศพที่แข็งทื่อรัดแขนไว้แน่นจนขยับตัวไม่ได้ อยากจะแหกปากกรีดร้องออกมาทว่ากลับถูกผ้ามัดปากไว้แน่น พลิกกายไปทางไหนก็เจอแต่ซากศพตาโบ๋ๆอันน่าสยองที่ทับถมกันจมกองเลือด ทั้งยังไม่อาจหลีกหนีหรือปัดป้องสัตว์เลื้อยคลานที่แสนจะรังเกียจที่กำลังเลื้อยพันรอบตัวได้แม้แต่นิด ความรู้สึกขยะแขยงไปถึงรูขุมขนยามที่ลำตัวเมือกๆของสัตว์เหล่านั้นเลื้อยไต่ไปมาบนใบหน้า โดยที่มีประชาชนที่เคารพเทิดทูนเขามากมายนับร้อยพากันมามุงดูรอบบ่อ ทว่ากลับไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยเขาเลยสักคน



สภาพของทราวิสในตอนนั้นที่โดนหยามเกียรติและศักดิ์ศรีมันช่างสาแก่ใจข้า...และแน่นอนว่ามันเป็นหนึ่งในฝันร้ายที่น่ากลัวที่สุดของเขา



หากจะถามว่าอะไรคือสิ่งเลวร้ายที่สุดที่ข้าทำไว้กับทราวิส เหตุการณ์นั้นก็ควรจะเป็นหนึ่งในคำตอบที่ดีที่สุด มันเป็นวันที่เขาโดนหยามเกียรติมากที่สุดวันหนึ่งในชีวิต ทว่าใครเล่าจะรู้...ว่าทราวิสจะตอบกลับมาในสิ่งที่ทำให้ข้าถึงกับหยุดชะงัก



“การมาทำให้ข้าตกหลุมรัก... เป็นสิ่งเลวร้ายที่สุดที่เจ้าเคยทำกับข้า



ตกหลุมรัก...งั้นหรือ..?



เป็นเวลาชั่วขณะที่สมองหยุดประมวลผล ขาทั้งสองข้างไม่ขยับเขยื้อนจนอลิซาเบธที่เดินนำอยู่ต้องหันกลับมามอง เจ้าหมาป่าสีเทาตัวใหญ่วิ่งเข้ามาหาด้วยความสงสัยว่าเหตุใดจู่ๆข้าถึงหยุดเดิน มันนั่งลงก่อนจะกระดิกหางไปมาเหมือนหมาบ้าน เอียงคอนิดๆอย่างไม่เข้าใจว่ามนุษย์ตรงหน้ามันกลายเป็นแท่นหินไปแล้วหรือไงกัน พริบตาต่อมามันจึงหดร่างกลับเป็นสุนัขตัวเล็กๆสีนํ้าตาลตัวเดิม ก่อนจะเข้ามาใช้ศีรษะคลอเคลียเท้าข้า และก็เป็นตอนนั้นเองที่สติพุ่งกลับเข้าสู่ร่างข้าในบัดดล ก่อนจะรีบเตะสุนัขนรกตรงหน้าสุดแรงด้วยท่าทีรังเกียจ “อี๋!! ไปไกลๆเลยนะ!



อลิซาเบธที่โดนลูกเตะพิฆาตจนกระเด็นไปไกลส่งเสียงครางเอ๋งๆออกมา ในขณะที่ข้าก็ได้แต่กระแอมไออย่างกระอักกระอ่วน แล้วเอ่ยกับทราวิสต่อโดยไม่ได้หันไปมองหน้า “อ้อ...เจ้าคงหมายถึงการที่เจ้าโดนยาของฮิวโก้ล่ะสิท่า



การที่ข้าชะงักไปเมื่อครู่ก็ไม่ใช่เพราะเหตุใดหรอก เพียงแต่คำว่าตกหลุมรักนั้นมาสะกิดหัวใจข้าจนแทบหยุดเต้น เสี้ยววินาทีนั้นเสียงหนึ่งในใจข้าดังขึ้นอย่างแผ่วเบาว่า...หากทราวิสตกหลุมรักข้าจากใจจริงๆ ไม่ใช่เพราะโดนยาของพ่อมดแต่อย่างใด ก็คงจะดีสิ



หากแต่มันเป็นไปไม่ได้ --เขาแสดงท่าทีออกมาชัดแจ้งยิ่งกว่าอะไรอยู่แล้วว่าเกลียดข้าแค่ไหน รวมทั้งข้าเองก็เคยเอาคืนทราวิสด้วยวิธีเจ็บแสบมามากมายสารพัดเช่นกัน การบอกว่าทราวิสชอบข้าก็ไม่ต่างอะไรจากการบอกว่าฮิวโก้จะเลิกแอบส่องสตรีในโรงอาบนํ้า เพราะความเป็นไปได้ที่เหตุการณ์เหล่านั้นจะเกิดขึ้นมันตํ่ากว่าศูนย์ด้วยซํ้าไป



ฉะนั้นประโยคก่อนหน้านี้ที่ทราวิสเอ่ยว่าข้าไปทำให้เขาตกหลุมรัก...ก็เป็นเพียงคำโกหกลมๆแล้งๆเท่านั้น --นับว่าเป็นอีกข้อที่เขาตอบคำถามข้าผิด อีกอย่าง...หากนี่ไม่ใช่ทราวิสตัวจริง แต่เป็นเพียงปีศาจปลอมตัวสวมร่างมา ก็ไม่แปลกอะไรนักที่จะตอบคำถามข้าเช่นนี้ เพราะพวกมันต่างก็เข้าใจว่าทราวิสเป็นคนรักของข้ากันทั้งนั้น



ทราวิสไม่พูดอะไรหลังจากนั้นอีก เขาทำเพียงอมยิ้มพร้อมมองมาอย่างมีเลศนัย “เจ้าไม่ถามต่อแล้วหรอ



ข้ากำลังจะเปิดปากตอบ แต่อลิซาเบธที่กำลังขุ่นเคืองจากลูกเตะเมื่อครู่กลับส่งเสียงคำรามมาแต่ไกล ดวงตาสีแดงฉานที่กำลังมองมายังข้าส่องสว่างในที่มืดจนดูน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม ข้าเผลอกลืนนํ้าลายเหนียวๆลงคอด้วยความกลัว แต่ทราวิสกลับหัวเราะในลำคอแล้วหันไปกล่าวกับสุนัขแสนรัก “อลิซาเบธ รบกวนช่วยกลับไปอยู่ในร่างหมาป่าอีกสักพักเถอะนะ --เจเดนจ๋าของข้าไม่ค่อยจะชอบเจ้าในร่างจริงเท่าไหร่นัก



เมื่อเจ้าหมาเฮงซวยได้ยินเช่นนั้น มีหรือที่มันจะกล้าขัดเจ้านายของมัน และทันทีที่ร่างของสุนัขตรงหน้ากลายเป็นหมาป่าอีกครั้ง ข้าก็พรูลมหายใจออกมาอย่างผ่อนคลายลงเล็กน้อย ก่อนจะเดินต่อไปด้านหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึมอีกครั้ง



“คำถามสุดท้าย” ข้ากล่าวขึ้นโดยไม่ได้หันไปมองหน้าคนด้านหลัง “ก่อนที่เราจะเข้ามาในป่ามรณะ ข้าโดนข้อหาขโมยดาบศักดิ์สิทธิ์จนต้องมีโทษประหารชีวิต ผู้ที่จงใจนำดาบมาไว้ที่ข้าเพื่อใส่ร้ายให้โดนประหาร...เป็นเจ้าใช่หรือไม่



“.............



คราวนี้ทราวิสนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ไร้การตอบกลับใดๆจากเขาเป็นเวลาหลายนาที ชนิดที่ว่าหากไม่ใช่เพราะเสียงฝีเท้ากับเสียงลมหายใจของเขา ข้าคงคิดว่าทราวิสไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วยกันแล้ว ทว่าหลังจากที่เดินผ่านร้อยคดพันโค้งในอุโมงค์มาจนได้ยินเสียงคลื่นจากไกลๆ จู่ๆคนที่นิ่งเงียบไปนานก็เปล่งเสียงออกมาในที่สุด



“ข้าอาจจะทำเรื่องเลวร้ายกับเจ้าไว้มากมายเหลือคณา แต่ผู้ที่วางแผนใส่ร้ายเจ้าในวันนั้น...ไม่ใช่ข้าแน่นอน



เสียงของทราวิสฟังดูหนักแน่นมากพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่เขากล่าวเป็นความจริง...ทว่าในขณะเดียวกันมันก็เป็นคำตอบที่ข้าไม่รู้จะเชื่อดีหรือไม่



แต่สัญชาตญาณในเบื้องลึกในตัวข้ากลับมั่นใจ...ว่าคนคนนี้คือทราวิสที่ข้ารู้จักจริงๆ ไม่ใช่ปีศาจปลอมแปลงมาแต่อย่างใด



“ส่วนเรื่องที่เจ้าสงสัยว่าข้าคือทราวิสตัวจริงหรือไม่นั้น..” มือข้างหนึ่งของคนด้านหลังเอื้อมมือฉุดรั้งแขนเสื้อข้าให้หยุดเดิน ทำให้ข้าต้องหันกลับไปมองเขาอย่างช่วยไม่ได้ พบว่าทราวิสกำลังใช้นิ้วชี้ของมืออีกข้างจิ้มลงบนหน้าผากข้า “ทราวิสตัวจริงรู้ว่าจุดเดือดของเจ้า...อยู่ตรงนี้



“.............



“เจ้าเป็นคนโกรธยาก และค่อนข้างชินชากับการโดนข่มเหงยํ่ายี ต่อให้โดนต่อยสักสิบหมัดหรือเตะสักร้อยครั้ง เจ้าก็จะยังปั้นยิ้มเสแสร้งได้อยู่ แต่หากมีใครมาเหยียบศีรษะเจ้า...แววตาของเจ้าจะเปลี่ยนเป็นมัจจุราชโดยที่แม้แต่เจ้าเองยังไม่รู้ตัว” ทราวิสระบายยิ้มบางออกมา มือที่จิ้มอยู่บนหน้าผากข้าเปลี่ยนมาลูบไรผมสีแดงแทน “เหมือนวันที่เราเจอกันครั้งแรกไง เจ้าเหยียบใบหน้าข้าจนแทบจมหายไปในดิน มันบ่งบอกได้ชัดมากว่าเจ้าไม่ถูกชะตากับข้าขนาดไหน...ถึงขั้นที่ว่าเจ้าทำร้ายข้าด้วยวิธีที่เจ้าเกลียดที่สุด




“.............



“เวลาที่เจ้านอน...เจ้าจะชอบใช้มือทั้งสองข้างรองใต้ศีรษะ และสิ่งที่ขาดไม่ได้คือเจ้าจะต้องยกขาขึ้นมาไขว่ห้างเวลานอน ไม่อย่างนั้นจะนอนไม่หลับ --หากวันไหนที่เจ้ารู้สึกเครียดเป็นพิเศษ เจ้ามักเลือกที่จะนอนตะแคงแทน แต่หากเจ้านอนอยู่ในบ้าน เจ้าจะไม่ตะแคงไปทางซ้ายเด็ดขาด เพราะทางด้านซ้ายตรงนั้นเคยเป็นที่วิ่งเล่นของเจ้ากับแม่ ตอนเด็กๆมันทำให้เจ้าคิดถึงนางจนนอนไม่หลับ เจ้าจึงเลี่ยงที่จะหันไปมองทางนั้นยามหลับเสมอ จนติดเป็นนิสัยมาจนถึงปัจจุบัน



“เจ้า...” ข้าอยากจะพูดอะไรสักอย่างออกมา แต่ราวกับเสียงในลำคอหายไปหมด ดวงตาสีเขียมรกตมองเข้าไปในดวงตาสีเทอร์ควอยซ์ที่ส่องประกายในเงามืดอย่างเลื่อนลอย ก่อนที่ข้าจะเปิดริมฝีปากเอ่ยไปว่า “ข้าอาจไม่แน่ใจว่าเจ้าใช่ทราวิสตัวจริงหรือไม่...แต่ข้ามั่นใจว่าเจ้าต้องเป็นโรคจิตที่คอยตามสังเกตทุกการกระทำของข้าเป็นแน่



แหงล่ะ ใครจะไปคิดว่าหมอนี่จะรู้รายละเอียดของข้ามากถึงขนาดนั้นกัน ชักจะขนลุกแปลกๆแล้วสิ..



ทว่าทราวิสกลับทำเพียงหัวเราะออกมาอย่างร่าเริง “อย่ามองข้าด้วยสายตาไม่ไว้ใจเช่นนั้นสิ การที่ข้ารู้จักเจ้าถึงเพียงนี้ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจขนาดนั้นเสียหน่อย



เขายื่นใบหน้าเข้ามากระซิบข้างหูข้าเสียงแผ่วทว่าหนักแน่น “เจ้าก็แค่ไม่รู้ตัว...ว่ากำลังถูกอะไรบางอย่างจ้องมองอยู่ตลอดเวลา



สิ้นคำนั้น ดาบคู่ใจของทราวิสก็ถูกเจ้าของชักออกจากฝักทันที ปลายดาบเงาวาวแล่นเฉียดใบหน้าข้าไปเพียงนิด ก่อนที่ทราวิสจะใช้มันแทงใส่บางอย่างด้านหลังข้าในชั่วพริบตา สีหน้าของทราวิสในตอนนี้เยือกเย็นราวกับเป็นคนละคน ข้ายังคงจ้องใบหน้าเขาโดยไม่ได้หันไปมองอันตรายด้านหลัง แต่เสียงหวีดร้องแหลมบาดแก้วหูจากด้านหลังบวกกับโลหิตสีดำที่พุ่งกระจายออกมาใส่แผ่นหลังข้าก็ทำให้พอจะรู้ได้ว่ามันคืออะไร ข้ารีบชักลูกธนูออกจากแขนเสื้อแล้วเสียบเข้าไปในร่างของสิ่งมีชีวิตด้านหลังสุดแรง



'ฉึก!!'



“กรี๊ดดดดดดดดดด!!



แต่ในขณะเดียวกัน...ดวงตาสีขาวโพลนในเงามืดด้านหลังทราวิสก็ทำให้ข้ารีบคว้าศรออกมาอีกดอก แล้วขว้างออกไปหายจะให้ทะลุศีรษะมัน ทว่ากลับไปโดนที่แขนของมันแทน ข้าหรี่ตาลงเล็กน้อยอย่างขัดใจ แล้วตั้งสมาธิให้แน่วแน่เพื่อเตรียมจะขว้างศรไปอีกดอก



“อ๊าาาาาาากก!!!



ทว่ากลับต้องคำรามออกมาจนสุดเสียงก่อนที่จะได้ทำเช่นนั้น เมื่อความรู้สึกเหมือนโดนถลกหนังบริเวณหัวไหล่ขวาแล่นไปทั่วร่าง เลือดอุ่นๆสีแดงไหลลงมาอาบท่อนแขนจนร่างกายทรุดตัวคุกเข่าลงโดยอัตโนมัติ  ทราวิสเบิกตาโพลงทันใด เขาตั้งท่าจะพุ่งเข้ามาดูแผลเหมือนทุกครั้งยามที่ข้าบาดเจ็บ หากแต่ปีศาจด้านหลังเขาที่กำลังจะกระโจนเข้าใส่ก็ทำให้เขาต้องจำใจหันกลับไปประจันหน้ากับมัน



“อึก..” ข้าพยายามกัดฟันข่มความทรมานไว้ ค่อนๆหันไปมองอสุรกายตัวเมียด้านหลังตัวเองที่กำลังบาดเจ็บสาหัส หากแต่มันกลับมีแรงมากพอที่จะใช้เขี้ยวอันแหลมคมกัดลงไปบนหัวไหล่ข้า แล้วกระชากจนเนื้อบางส่วนถึงกับหลุดติดไปด้วย เผยให้เห็นเนื้อสีแดงสดที่เหวอะหวะบริเวณหัวไหล่ ส่วนเนื้อที่ถูกงับออกไปก็ได้กลายเป็นอาหารของอสุรกายไปเสียแล้ว มันกำลังใช้ฟันที่เรียวแหลมยาวเหมือนคมดาบเคี้ยวเนื้อส่วนนั้นอย่างเมามันส์ ดวงตากลวงโบ๋สีขาวโพลนของมันเป็นประกายอย่างเจิดจ้ายามได้กินราวกับอดอยากมานาน ลิ้นยาวๆสองแฉกเหมือนงูเลียริมฝีปากเปื้อนโลหิตอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะเรอออกมาดังลั่นแสดงให้เห็นถึงความอิ่มเอม อาณุภาพกลิ่นปากสุดเน่าของมันทำเอาข้าแทบจะเป็นลมไปเสียตรงนั้น



เหม็นยิ่งกว่าตดสกั๊งค์อีก..



มือซ้ายของข้ากำคบไฟในมือไว้แน่นจนเส้นเลือดปูด ดวงตาสีมรกตมองสัตว์ประหลาดตรงหน้าด้วยความขุ่นเคือง เป็นตอนนั้นเองที่ข้าได้สังเกตลักษณะรูปร่างของมันชัดๆ ใบหน้ามีเพียงดวงตาที่โตอย่างผิดปกติกับปากที่เต็มไปด้วยฟันคมกริบ มันไม่มีจมูกจนน่าสงสัยว่าใช้รูทวารหนักหายใจหรือไงกัน ร่างกายของมันมีลักษณะคล้ายมนุษย์ที่ผอมแห้งจนเนื้อติดกระดูก ราวกับทำมาจากก้านไม้ยาวๆอย่างไรอย่างนั้น บนศีรษะที่เหมือนกะโหลกยาวๆนั้นมีเส้นผมยาวๆสีขาวไม่กี่สิบเส้น



ทันใดนั้นปีกที่เหมือนค้างคาวบนแผ่นหลังของมันก็กางสยายออก คล้ายกำลังจะตั้งท่าโจมตี ดวงตาสีมรกตกร้าวแข็งทันทีเพื่อรอการปะทะ ครานี้ข้าเป็นฝ่ายเสียเปรียบตรงที่ใช้แขนขวาไม่ได้ เห็นทีว่าต้องใช้คบไฟเป็นอาวุธในการสู้เสียแล้ว ข้ากำมันแน่นจนได้ยินเสียงแท่งไม้ในมือร้าว สายตาจับจ้องไปยังฝ่ายศัตรูอย่างไม่วางตาเพื่อรอจังหวะการโจมตี



ทว่าแทนที่มันจะพุ่งกระโจนเข้ามาฉีกเนื้อข้าเป็นชิ้นๆอย่างที่ควรจะเป็น มันกลับทะยานบินผ่านข้าไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น



นี่มัน...ไม่ได้คิดจะฆ่าเราหรอกหรือ?



ท่ามกลางความประหลาดใจของข้า วินาทีต่อมาอสุรกายตนนั้นก็ร่วงหล่นลงจากอากาศพร้อมกับเสียงหวีดร้องแหลมของมัน เมื่อศรในมือข้าถูกขว้างออกไปแทงที่แผ่นหลังมันอย่างแม่นยำ มันร่วงลงมากระแทกพื้นอย่างไม่เป็นท่า ก่อนจะสลายกลายเป็นควันไปในทันที



ทางด้านทราวิส เขากำลังใช้ดาบฟาดฟันปัดป้องปีศาจชนิดเดียวกันสองตนในคราเดียว พวกมันพยายามตะปบพร้อมใช้ฟันอันแหลมคมงับร่างกายของเขา จนตอนนี้ร่างกายบางส่วนของทราวิสมีแผลที่โดนกรงเล็บข่วน เจ้าตัวเริ่มมีท่าทีเหนื่อยล้าแต่ก็พยายามเค้นแรงออกมาสู้ให้ถึงที่สุด เขาพยายามทรงตัวไม่ให้เซถลาไปกับแรงปะทะจากฝ่ายศัตรู เสียงคำรามที่แหลมบาดแก้วหูของอสุรกายดังขึ้นก่อนที่มันจะรุมกันกระโจนใส่เขา จนร่างในชุดคลุมสีฟ้าเสียหลักหงายหลังล้มลงไปในที่สุด



'ตุบ!'



“อึก..” ทราวิสขบกรามแน่นเมื่อร่างกายถูกอีกฝ่ายกดทับไว้ พวกมันพยายามจะฉีกเนื้อของเหยื่อใต้ร่างด้วยสายตากระหายอยาก ทว่าทราวิสกลับดื้อด้านเกินกว่าที่จะปล่อยให้พวกมันทำเช่นนั้นได้ เขาพยายามดิ้นให้หลุดจากการจับกุม เพื่อจะใช้ดาบแทงขึ้นไปในลำตัวของพวกมันให้จงได้



ข้าที่ยืนสังเกตเหตุการณ์ตรงหน้าอยู่เงียบๆขมวดคิ้วเล็กน้อย พยายามที่จะตั้งสติไตร่ตรองวิเคราะห์ฝ่ายศัตรูอย่างถี่ถ้วน แล้วตัดสินใจหยิบศรธนูที่หล่นอยู่บนพื้นขึ้นมาในที่สุด ข้าจ้องมันอย่างไม่วางตาก่อนจะสูดหายใจลึกเข้าเต็มปอด



คราวนี้...ข้าจะไม่ใช้มันขว้างใส่ศัตรูเหมือนที่ผ่านมา



'ฉึก!!'



ข้าใช้คมศรในมือขวาเฉือนท้องแขนซ้ายของตัวเองทันใด พลางหลับตาขบกรามแน่นจนดังกรอด แขนซ้ายที่โดนเฉือนสั่นไหวขณะหลั่งเลือดออกมา แม้จะทำใจไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะต้องเจ็บมาก...แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะเจ็บถึงเพียงนี้ ทว่าเมื่อเห็นว่าเนื้อยังไม่หลุดออกจากท้องแขนเสียที ข้าจึงออกแรงกรีดลงบนผิวเนื้อให้ลึกกว่าเดิม ให้ศรสีดำคมกริบค่อยๆเฉือนลงไปในผิวเนื้อด้านใน ลึกเข้าไปเรื่อยๆจนถึงกระดูก



“อึก..” ข้าขบกรามยิ่งกว่าเดิมจนเส้นเลือดปูดขึ้นบริเวณขมับ ใบหน้าแดงกํ่าด้วยความทรมาน ก่อนที่ข้าจะเฉือนเนื้อส่วนนั้นจนออกมาเป็นแผ่นท่ามกลางความทรมานของตัวเอง จนในที่สุดแผ่นเนื้อที่ไม่ได้ใหญ่มากนักก็มาเสียบอยู่ที่ปลายศรสีดำเหมือนเนื้อย่าง



ทราวิสที่กำลังสู้อยู่นั้นเหลือบมาเห็นภาพนี้เข้าพอดี เจ้าตัวเบิกตาโพลงขณะต่อยหน้าอสุรกายที่กำลังจะงับขาเขาจนมันหวีดร้อง “จ..เจเดน! นี่เจ้าจะทำบ้าอะไร!!?



แม้ว่าข้าจะไม่ได้เฉือนเนื้อออกมามากนัก...แต่มันก็มากพอที่จะโลหิตพุ่งกระจายออกมาไม่หยุด ของเหลวอุ่นๆสีแดงไหลออกมาจากบริเวณใต้ท้องแขนที่ตอนนี้เหลือเพียงเนื้อสีแดงเหวอะ ตอนนี้มือข้างซ้ายของข้าไม่สามารถยกขึ้นได้อีกต่อไป มันสั่นไหวด้วยความอ่อนแรงจากการเสียเลือดจำนวนมากจนต้องปล่อยแท่งคบไฟลงสู่พื้น ก่อนที่ข้าจะกัดฟันรวบรวมแรงทั้งหมดที่มีขว้างศรเสียบเนื้อสดๆของตัวเองออกไป...และทันทีที่พวกมันได้กลิ่นเนื้อสดๆที่กำลังลอยมาหาแต่ไกล ก็เลิกสนใจทราวิสแล้วพากันพุ่งเข้าไปแย่งกินเนื้อชิ้นนั้นในบัดดล



พวกมันบินทะยานขึ้นไปตะครุบเนื้อสดๆของข้าราวกับสุนัขเข้าไปรับกระดูกจากเจ้าของ หลังจากที่สามารถงับมันมาไว้ในปากได้แล้ว ก็พากันโบยบินออกไปโดยไม่ได้หันกลับมาใส่ใจเราอีก --ทุกอย่างมันควรจะสงบตั้งแต่ตอนนั้น ทว่าความโกรธที่กำลังลุกไหม้เป็นไฟในแววตาขององค์ชายแห่งวอลธีเรีย ทำให้เจ้าสองตัวนั้นโดนก้อนหินขนาดใหญ่เกือบเท่าศีรษะคนขว้างใส่หัวเต็มๆ เป็นเหตุให้พวกมันกรีดร้องแล้วรีบแจ้นหนีออกไปโดยเร็ว



ทุกอย่างกลับมาอยู่ในความสงบอีกครั้ง เสียงหอบหายใจของชายสองคนดังก้องในอุโมงค์อันคับแคบ ข้าทรุดตัวลงนั่งกระแทกพื้นอย่างหมดแรง แผลเหวอะบนหัวไหล่ขวากับท้องแขนซ้ายยังคงหลั่งโลหิตออกมา มันไหลลงสู่พื้นดินหยดแล้วหยดเล่า ได้แต่หวังว่ามันจะหยุดไหลไปเองภายในอีกไม่กี่นาที มิเช่นนั้นหากต้องเสียเลือดไปมากกว่านี้...ร่างกายข้าก็คงถึงขีดจำกัดของมัน



หากแต่ใครเล่าจะรู้...ว่าหลังจากที่นั่งพักหายใจได้เพียงไม่กี่วินาที ทราวิสก็สาวเท้าเข้ามาเหวี่ยงหมัดต่อยหน้าข้าอย่างแรง



'ผัวะ!!'



ใบหน้าข้าหันไปทางด้านข้างตามแรงหมัดที่ไม่น้อย มือหนาค่อยๆยกขึ้นมาทาบแก้มที่เพิ่งถูกต่อยท่ามกลางความตกใจของตัวเอง



นี่ทราวิส...ต่อยข้างั้นหรือ?



จริงอยู่ที่มันควรจะเป็นเรื่องปกติ --หมอนี่เกิดมาเพื่อทำร้ายยํ่ายีข้าอยู่แล้ว แต่ตั้งแต่ที่ก้าวเข้ามาเหยียบในป่ามรณะ หากไม่นับตอนที่เอเวอร์ลีนสะกดจิตให้เขาทำร้ายข้า...ก็ไม่มีครั้งไหนเลยที่ทราวิสจะทำให้ข้าต้องบาดเจ็บ มีแต่จะคอยเป็นห่วงและปกป้องด้วยซํ้าไป



ข้าเงยหน้าขึ้นไปมองคนตรงหน้า แม้ว่าเขาจะเป็นคนต่อยข้า...แต่สีหน้าของเขากลับดูเจ็บปวดยิ่งกว่าข้าเสียอีก



“เจ้าทำร้ายตัวเอง..” ทราวิสเอ่ยเสียงสั่น “เจ้าทำร้ายตัวเองทำไม!?



ข้ามองอีกฝ่ายด้วยสายตาเรียบนิ่ง “อสุรกายพวกนั้นไม่ได้จะฆ่าเรา...มันแค่ต้องการจะกินเนื้อเราเท่านั้น



ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์แข็งกร้าว ทราวิสกำลังจะเปิดริมฝีปากพูด แต่ข้ากลับพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อนเพื่อปิดโอกาสไม่ให้เขาได้เถียง “ไม่คิดว่ามันแปลกบ้างหรือ...ทั้งๆที่เราเป็นมนุษย์ เป็นสิ่งที่มีชีวิตที่พวกมันเกลียดเข้ากระดูกดำ มันควรจะฆ่าเรามิใช่หรือ อย่างน้อยๆต่อให้ไม่สังหารข้าที่เป็นชาวเฮอร์เรนเดล พวกมันก็จะต้องสังหารเจ้าที่เป็นถึงเชื้อพระวงศ์ของวอลธีเรีย --แต่นี่พวกมันกลับสนใจเพียงแต่จะกินเนื้อเรา...แล้วก็จากไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น



ทราวิสถลึงตาใส่ด้วยโทสะ “อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง!



เจ้าได้สังเกตไหมว่าบนร่างกายของเจฟฟ์...มีบางอย่างที่เปลี่ยนไป” ข้าเลือกที่จะเมินเฉยแล้วพูดต่อไป และประโยคนี้ก็ทำเอาทราวิสที่กำลังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเริ่มขมวดคิ้วนิดๆ เขาตั้งท่าจะพูดจาสวนกลับอีกครั้ง แต่เมื่อได้สบตากับข้าที่กำลังมีสีหน้าเคร่งขรึม...ทราวิสก็จำใจกลืนโทสะลงไปในคอแล้วกัดฟันตอบคำถามข้า



“มือของเขาขาด และยังคงมีเลือดไหลออกมาในบริเวณนั้น...ราวกับว่าเพิ่งจะถูกตัดมืออย่างไรอย่างนั้น



“ถูกต้อง” ข้าค่อยๆระบายยิ้มมรณะออกมา ก่อนจะชี้ไปยังหน้าท้องของอีกฝ่าย และตอนนี้...มือข้างนั้นกำลังอยู่ในกระเพาะของพวกเรา



“ว่าไงนะ!?” ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์เบิกโพลงอีกครั้ง ก่อนที่สีหน้าของเขาจะเปลี่ยนเป็นความขยะแขยงในบัดดล จนเจ้าตัวถึงกับต้องยกมือข้างหนึ่งมาอุดปากไว้ไม่ให้อาเจียนออกมา “เขาจะตัดมือตัวเองให้เรากินไปทำไมกัน..



“เพื่อที่กลิ่นปีศาจของเขาจะได้เข้ามากลบกลิ่นมนุษย์ของเราไงล่ะ ปีศาจตนอื่นๆก็จะเข้าใจว่าเราเป็นปีศาจเช่นเดียวกับพวกมัน ทำให้พวกมันจะไม่คิดสังหารเรา...เพียงแต่แค่จะกินเนื้อบางส่วนของเราไปเป็นอาหาร เท่านั้นเอง



ทราวิสแค่นหัวเราะออกมาแห้งๆ สีหน้าของเขายังคงเต็มไปด้วยความรังเกียจ “นี่ข้าควรจะดีใจหรือเสียใจดี..



ข้าใช้จังหวะนั้นพยายามกัดฟันลุกขึ้นยืนโดยมีอีกฝ่ายช่วยพยุง ก่อนกล่าว “อย่างไรก็ตาม มันเป็นเพียงการคาดเดาของข้า --ทุกอย่างมีการผิดพลาดได้เสมอ...เพียงแต่ทฤษฎีนี้ค่อนข้างมีความเป็นไปได้สูงมาก



“เพราะเจ้ารู้อยู่แก่ใจว่ามันจะไม่ฆ่าเรา และรู้ดีว่าหลังจากที่มันได้อาหารไปแล้ว...มันก็จะไม่มาสนใจเราอีก ฝ่ามือของทราวิสที่กำลังประคองตัวข้าอยู่กำเข้าหากันแน่น “เมื่อครู่เจ้าก็เลยเฉือนเนื้อตัวเองให้มันกินงั้นหรือ..



“.............



“เกรโนเวอร์ --ข้าไม่ใช่สตรีที่เปราะบางจนเจ้าต้องออกโรงปกป้องตลอดเวลานะ เจ้าน่าจะปล่อยให้พวกมันกัดข้าไปเสียให้หมดเรื่อง เจ้าจะมายุ่งไม่เข้าเรื่องไปเพื่ออะไร!? การยอมเจ็บแทนข้ามันไม่ได้ทำให้ดูเท่หรอกนะเจ้าโง่!” นํ้าเสียงของเขาแข็งกร้าวขึ้น หากแต่แววตาที่มองมากลับสั่นไหวยิ่งกว่าเดิม ทำไม...ทำไมเจ้าต้องมาเจ็บตัวเพราะข้าอยู่เรื่อยเลย



ข้าเลิกคิ้วขึ้นนิดๆเมื่อได้ยินสรรพนามที่ไม่ได้ยินจากปากอีกฝ่ายมานาน เดิมทีทราวิสจะเรียกข้าด้วยนามสกุลเสมอ เขาเพิ่งจะมาเรียกข้าด้วยชื่อจริงก็หลังจากที่โดนยาจนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน --และในเมื่อตอนนี้เขาเลือกที่จะใช้สรรพนามที่เป็นทางการกับข้า...ข้าก็พร้อมที่จะใช้สรรพนามที่ห่างเหินกับเขา



“ขอประทานอภัย แต่พระองค์คงลืมไปแล้วกระมัง...ว่าพระองค์เองก็เคยยอมเจ็บแทนข้าเช่นกัน แล้วยังมีหน้ามาต่อว่าข้าเช่นนี้...เกรงว่าแบบนี้จะเท่ากับว่าพระองค์นั่นแหละที่เป็นคนโง่ที่แท้จริง



“และอย่าได้เข้าใจผิดไป เมื่อครู่ข้าไม่ได้ทำร้ายตัวเองเพื่อปกป้องพระองค์...องค์ชายทราวิส



ข้าแค่ทำเพื่อปกป้องจิตใจที่อ่อนแอของตัวเอง...เพราะหากเจ้าเจ็บ หัวใจข้าก็เจ็บเช่นกัน



แต่แน่นอนว่าข้าไม่ได้เอื้อนเอ่ยประโยคนั้นออกไป..



ข้าไม่รู้ว่าทราวิสกำลังมีสีหน้าเช่นไร แต่เขายื่นฝ่ามือที่สั่นเทาออกมาหมายจะแตะแก้มข้าที่มีรอยฟกชํ้า มันเป็นบาดแผลที่เขาเป็นคนสร้างมันไปเมื่อกี้นี้ ทว่าข้ากลับหันหลังเดินเข้าไปในอุโมงค์โดยไม่ได้สนใจเขาอีก ทำให้อีกฝ่ายต้องจำใจชักมือกลับช้าๆ...แล้วเดินตามไปอย่างช่วยไม่ได้



บรรยากาศระหว่างเราทั้งคู่นั้นเต็มไปด้วยความอึมครึมแปลกๆ ต่างฝ่ายต่างจมอยู่ในห้วงความคิดของตัวเองโดยไม่ได้มีใครเอ่ยอะไรออกมา...หากแต่มันก็ไม่ได้ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอึดอัดแต่อย่างใด มันไม่เชิงว่าเราทะเลาะกันหรือมีปากมีเสียงกัน เพียงแต่ให้ความรู้สึกราวกับเราทั้งคู่มีเส้นบางๆกั้นระหว่างกัน ต่างคนต่างมีเรื่องให้ต้องกังวลจนทำให้เราไม่บรรจบกันเสียที..



เห็นทีว่าหลังจากที่ออกไปจากที่นี่ได้...ข้าคงต้องปรับความเข้าใจกับเขาใหม่เสียแล้ว



หลังจากที่เดินมาได้ไม่ถึงนาที ตอนนี้เราสามารถมองเห็นทางออกได้แล้ว มันคือถํ้าขนาดใหญ่ที่ล้อมรอบแอ่งนํ้าไว้ โดยมีหิ่งห้อยสีฟ้าเรืองแสงโบยบินอยู่รอบๆผนัง ทำให้ตอนนี้ข้าไม่ต้องใช้คบไฟหรือต้องพยายามเพ่งมองในที่มืดอีก --และหากตรงตามที่เจฟฟ์เคยกล่าวไว้ พวกเราต้องว่ายนํ้าในถํ้านี้เพื่อจะหนีออกไปด้านนอก



ข้ากำลังจะขยับริมฝีปากเพื่อพูดบางอย่างกับทราวิสที่เงียบมานาน ทว่าจู่ๆเสียงร้องโหยหวนที่แหลมบาดแก้วหูที่ดังขึ้นมาจากด้านหลังก็ทำให้ชะงักไป ก่อนที่เสียงกระพือปีกมากมายจะดังตามมาติดๆ เราสองคนรีบหันไปมองโดยอัตโนมัติ แต่ไม่ทันจะได้ตั้งตัว...อสุรกายสายพันธุ์เดียวกับเมื่อครู่ก็พากันบินมาทางเรา และคราวนี้...มันมาเป็นกองทัพนับหลายร้อย



จริงอยู่ที่มันอาจจะไม่ฆ่าเรา...แต่พากันมารุมฉีกเนื้อเราเช่นนี้ก็ไม่ไหวหรอกนะ



“ไม่มีเวลาแล้ว” ข้าเอ่ยเสียงแข็ง ก่อนจะเบิกตาขึ้นเมื่อเพิ่งมานึกได้ว่าลืมอะไรบางอย่างไปเสียสนิท “แล้วอลิซาเบธล่ะ--



“ไปได้แล้ว เจเดน!!



แต่รู้ตัวอีกทีข้าก็โดนทราวิสฉุดให้วิ่งไปพร้อมกับเขาแล้ว เหล่าอสุรกายค้างคาวต่างพากันคำรามเสียงแหลม พวกมันไม่รอช้าที่จะเร่งความเร็วในการกระพือปีกให้บินได้ไวขึ้น ข้าหันใบหน้าไปมองพวกมันที่ตามมาติดๆโดยไม่ได้มองทางด้านหน้า



แต่แล้วจู่ๆทราวิสก็หยุดวิ่งกระทันหัน ข้าที่ไม่ได้มองทางตั้งแต่แรกก็ไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงหยุด จึงยังคงวิ่งต่อไปจนทราวิสตะโกนร้อง “เจเดน!!!



ข้ารีบหันกลับมามองทางข้างหน้าโดยอัตโนมัติ ดวงตาสีมรกตเบิกโพลงทันทีเมื่อพบว่าทางด้านหน้า...เป็นหน้าผา



จริงสิ --เจฟฟ์ก็บอกไว้แล้วนี่ว่าหลังจากที่ผ่านอุโมงค์มาได้ จะมีหน้าผาทางตันที่ด้านล่างเป็นแอ่งนํ้าในถํ้าที่ลึกมากพอสมควร 



แต่จะมานึกได้เอาตอนนี้ก็ไม่ทันเสียแล้ว --ขาทั้งสองข้างของข้าไม่สามารถเบรกได้ทัน รู้ตัวอีกทีก็กำลังเดินอยู่ในอากาศแล้ว..



ใช่...ข้าตกหน้าผา



'หมับ!'



เพียงแต่โชคดีที่ยังไม่ได้หล่นลงไปในแอ่งนํ้าที่อยู่ด้านล่าง เพราะทราวิสกำลังใช้มือทั้งสองข้างจับมือข้างซ้ายของข้าไว้แน่น แต่แทนที่การทำเช่นนั้นจะเป็นการช่วย...มันกลับทำให้ข้าเจ็บแผลใต้ท้องแขนข้างนั้นยิ่งกว่าเดิม



“อึก...ทำอะไรของเจ้าน่ะ ปล่อยสิ! ไม่ว่ายังไงเราก็ต้องกระโดดลงไปในนํ้าอยู่แล้วมิใช่หรือไง” ข้าว่าเสียงแข็ง แล้วเสียงคำรามที่กำลังย่างกรายเข้ามาหาในทุกวินาทีก็ทำให้ข้าเบิกตาโพลง ก่อนจะพยายามชักมือออกจากการจับกุม “เร็วเข้าสิ! หากเจ้าไม่ปล่อย เราจะกลายเป็นอาหารของพวกมันกันทั้งคู่!



หากแต่นอกจากทราวิสจะไม่ฟังข้าแล้ว เขายังใช้มือข้างหนึ่งฉีกชุดคลุมที่สกปรกของตัวเองออก แล้วนำเศษผ้าชิ้นนั้นมาผูกข้อมือของเราสองคนไว้แน่น ในขณะที่ข้าได้แต่ขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ



“อะไรของเจ้าเนี่ย กระโดดลงมาได้แล้ว!



“เราจะต้องไม่คลาดจากกัน” ทราวิสเอ่ยอย่างจริงจังขณะผูกเงื่อนบนข้อมือของเรา “ตราบใดที่เจ้ายังไม่ได้เป็นสามีข้า...ข้าจะไม่มีวันคลาดจากเจ้าอีกเป็นอันขาด!



“.............



ไม่ต้องสงสัยอะไรแล้ว --นี่มันทราวิสตัวจริงชัดๆ



ข้าจำใจปล่อยให้อีกฝ่ายได้ทำในสิ่งที่ตัวเองมโนไว้ ดวงตาสีมรกตมองลงไปยังแอ่งนํ้าด้านล่างที่อยู่ตํ่าลงไปหลายเมตร ก่อนจะขมวดคิ้วแน่นเมื่อเห็นอะไรบางอย่างสีเทาๆที่กำลังแหวกว่ายอยู่ในนํ้า



ข้าเบิกตาโพลงทันทีเมื่อได้เห็นสิ่งนั้นชัดๆ “อลิซาเบธ! ไอ้หมาทรพี!!



นี่มันฉวยโอกาสหนีนำหน้าไปก่อนพวกเราตั้งแต่เมื่อไรกัน!?



“โอ๊ย!



แต่แล้วเสียงร้องของทราวิสก็ทำให้ข้าต้องเงยหน้ากลับไปมองเขาอีกครั้ง ตอนนี้อสุรกายตนหนึ่งที่บินมาถึงก่อนใครเพื่อนกำลังกัดแขนเขา เจ้าตัวหน้านิ่วคิ้วขมวดพร้อมกับพยายามสะบัดมันออก มือยังคงวุ่นอยู่กับการผูกข้อมือของเราไว้เดียวกันจนข้าอารมณ์เสีย



“ทราวิส ลงมาเดี๋ยวนี้!!



“อีกครู่เดียวน่า!” เขากัดฟันตอบขณะผูกปมเชือกสุดท้าย ก่อนจะเหวี่ยงศอกข้างที่ไม่ได้ถูกมัดออกไปใส่ลูกตาของอสุรกายเข้าอย่างจัง แต่แทนที่มันจะหวีดร้องอย่างที่ควรจะเป็น มันกลับแยกเขี้ยวขู่ฟ่อด้วยโทสะที่มากยิ่งกว่าเดิม และก็เป็นตอนนั้นเองที่ฝูงของมันพากันบินมาจนถึงขอบหน้าผา



“บ้าเอ๊ย! ข้าสบถอย่างเสียอารมณ์ พร้อมกับใช้ขาทั้งสองข้างที่กำลังแหวกว่ายอยู่ในอากาศถีบหน้าผาตรงหน้า แล้วออกแรงดีดตัวออกจนทำให้ร่างกายร่วงดิ่งลงมาในอากาศ ข้อมือที่ถูกผ้าผูกกันไว้แน่นทำให้ทราวิสหล่นลงมาด้วยโดยปริยาย



หากแต่ขณะที่ร่างทั้งสองกำลังจะจมลงไปในแอ่งนํ้าด้านล่าง ทราวิสกลับยังอุตส่าห์ตะโกนขึ้นไปใส่เหล่าอสุรกายบนหน้าผา จนข้าอยากจะกัดลิ้นตายไปเสียเดี๋ยวนั้น



“เจ้าพวกโง่! คิดหรอว่าจะได้กินเนื้อข้า ตราบใดที่สามีสุดหล่อของข้ายังอยู่ข้างๆ --เขาจะไม่มีวันปล่อยให้พวกเจ้าได้แตะต้องข้าเป็นอันขาด จำไว้!!



แล้วเราทั้งคู่ก็ตกลงไปในแอ่งนํ้า..



'ตู้มมม!!!'





Loading...60%





ความรู้สึกแรกของข้าหลังจากที่ร่างกายได้จมดิ่งลงไปในนํ้ามีเพียงคำว่า



มืด...



ทุกอย่างมืดสนิทไปหมดเลย



...ทำไมจะไม่มืดล่ะ ก็ทราวิสเล่นกอดให้ศีรษะข้าจมลงไปในอกเขาจนมองอะไรไม่เห็นเลยเนี่ย!



เชื่อเขาเลย มือก็มัดเอาไว้ด้วยกันแล้ว ยังจำเป็นต้องกอดกันอีกหรือ อะไรจะกลัวการพรากจากกันขนาดนั้นก็ไม่รู้!



ข้าใช้แรงทั้งหมดผลักคนตรงหน้าออกไปอย่างกราดเกรี้ยว หากแต่ด้วยความที่แขนทั้งสองข้างกำลังบาดเจ็บสาหัส แรงผลักนั้นจึงทำได้แค่ดันทราวิสออกไปเล็กน้อยเท่านั้น ข้าพยายามเพ่งสายตาในนํ้าแล้วสอดส่องไปรอบๆ มองเห็นหมู่มวลฟองอากาศเม็ดเล็กๆที่ลอยกระจายอยู่รอบตัว มันคงเป็นฟองที่เกิดจากการที่เราสองคนทิ้งตัวกระโดดลงมาในนํ้าอย่างแรง นํ้ารอบตัวขุ่นเป็นสีดำสนิทคล้ายนํ้าหมึกจนแทบมองสิ่งใดไม่เห็น ข้าเม้มปากแน่นขณะกลั้นหายใจเพื่อไม่ให้อากาศในปอดได้เล็ดลอดออกมา ความแสบแล่นไปทั่วร่างเพราะแผลเหวอะหวะที่แขนทั้งสองข้างได้สัมผัสกับนํ้า จนต้องกัดฟันแน่นเพื่อข่มความทรมานนั้นไว้ให้มากที่สุด



ข้าหันไปมองทราวิสที่ลอยตัวอยู่ข้างๆ แม้จะโดนแรงดันนํ้าบังตาจนไม่สามารถมองเห็นได้ชัดนัก แต่ข้ายังคงสามารถมองเห็นดวงตาสีเทอร์ควอยซ์เป็นประกายในเงามืดที่กำลังมองมาทางนี้ได้ แก้มทั้งสองของทราวิสป่องเป็นลูกกลมๆเนื่องจากเจ้าตัวอมลมเอาไว้ด้านใน เรือนผมสีบลอนด์ทองลอยฟุ้งกระจายในนํ้า ขาทั้งสองข้างเตะไปมาในนํ้าเบาๆเพื่อทรงตัวไม่ให้จมลงไปมากกว่านี้ ก่อนที่เขาจะใช้มือข้างที่ไม่ได้ผูกติดไว้กับมือข้าแหวกว่ายไปในนํ้า เพื่อจะพาเราสองคนไปยังทางออกของถํ้า มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะว่ายด้วยแขนเพียงข้างเดียว โดยที่แขนอีกข้างก็ผูกติดไว้กับคนที่บาดเจ็บสาหัสอย่างข้า ส่งผลให้ทราวิสว่ายผ่านแรงดันนํ้าไปอย่างยากลำบาก



อ่า...ข้าเข้าใจแล้ว



สาเหตุที่ทราวิสใช้ผ้าผูกข้อมือของเราสองคนให้ติดกันไว้ ไม่ใช่แค่เพราะเขากลัวว่าเราจะเผลอพรากจากกันระหว่างทาง แต่เป็นเพราะแขนทั้งสองของข้าทั้งเจ็บและปราศจากเรี่ยวแรง มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะใช้แขนออกแรงแหวกว่ายผ่านกระแสนํ้าไปได้ ทราวิสจึงจงใจใช้วิธีนี้เพื่อเป็นจะได้เป็นคนพาข้าออกไปจากถํ้านี้ด้วยตัวเอง...แม้จะต้องใช้แขนเพียงข้างเดียวก็ตาม



คิดได้เช่นนั้นก็อดย่นจมูกไม่ได้ หมอนี่นี่มัน... ฮึ่ย! น่าตีจริงๆ



และด้วยความที่ข้าเองก็ไม่ได้พิศวาสการถูกช่วยเหลือแบบนี้ จึงพยายามจะใช้แขนขวาที่ยังว่างอยู่แหวกว่ายออกไปด้วยตัวเอง หากแต่เพียงแค่ยกแขนขึ้นมาเพียงนิด ความปวดร้าวจากหัวไหล่ข้างนั้นก็ถาโถมใส่ทั้งร่างจนต้องกำหมัดแน่น



ข้าล่ะเกลียดความรู้สึกช่วยเหลือตัวเองไม่ได้นี้จริงๆ



แต่จะทำอย่างไรได้...ต่อให้ข้าแข็งแกร่งหนังเหนียวสักแค่ไหน อย่างไรเสียก็เป็นมนุษย์ธรรมดาที่เจ็บได้ อ่อนแอได้ และตายได้



พูดถึงเรื่องความตาย ข้าจึงอดหันไปมองคนด้านหน้าที่กำลังตั้งใจว่ายนํ้าอยู่ไม่ได้ หากวันหนึ่งข้าต้องตายขึ้นมาจริงๆ...ทราวิสจะเป็นอย่างไรนะ



มันเป็นคำถามที่ข้าตอบไม่ได้ แต่หากต้องถามว่าถ้าวันหนึ่งทราวิสต้องตาย แล้วข้าจะเป็นอย่างไรนั้น...



คิดไปคิดมา หากเป็นเมื่อก่อนก็คงไม่รู้สึกอะไรเลย เพียงแค่อาจจะรู้สึกแปลกๆที่ไม่มีใครมาสร้างความเดือดร้อนให้ทุกวันอย่างเคย แต่ตอนนี้คงตอบได้เต็มปากแล้วกระมัง...ว่าข้าจินตนาการนึกภาพโลกที่ไม่มีเขาไม่ออก มันคงจะเป็นสีเทาหรือไม่ก็สีดำมืดทึบ เหมือนโลกที่ขาดแสงสว่างและความสดใสไปตลอดกาล



ข้า...จะอยู่ได้อย่างไรกันหากไม่มีเขา



ในขณะที่กำลังจมอยู่ในห้วงความคิดอันไร้สาระ สายตาของข้ายังคงทำหน้าที่กวาดมองไปรอบตัวเพื่อคอยระวังหลังให้ทราวิส ก่อนจะต้องชะงักไปเมื่อเห็นเงาบางอย่างลอยเข้าไปแอบหลังโขดหิน มันหายเข้าไปหลบในนั้นอย่างรวดเร็วจนมองตามไม่ทัน แต่ยังดีที่ข้าสามารถมองเห็นบางส่วนของมันได้อย่างเลือนราง



หาง...?



หางที่ไม่ใช่หางขนฟูๆแบบเจ้าหมาทรพีอลิซาเบธ แต่เป็นหางที่มีเกล็ดเงาวาวเหมือนหางปลา เพียงแต่มีขนาดใหญ่กว่าปกติก็เท่านั้น



ข้าขมวดคิ้วมุ่นขณะเพ่งสายตาที่เริ่มจะแสบมากกว่าเดิม ทำให้ได้เห็นแสงสีทองวูบวาบเป็นจุดๆมากมายคล้ายหิ่งห้อย เพียงแต่แสงเหล่านั้นมีเป็นคู่ๆคล้ายดวงตามากมายที่กำลังจับจ้องเรา..



ข้าอยากจะเปิดปากบอกทราวิสว่ามีบางอย่างอยู่แถวนี้ แต่การอยู่ในนํ้ากลับทำให้ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ จึงได้แต่กระตุกข้อมืออีกฝ่ายเบาๆเป็นการเตือน ก่อนที่ร่างของทราวิสจะหยุดอยู่ในนํ้ากะทันหัน เมื่อจู่ๆก็มีบางอย่างว่ายตัดหน้าผ่านเราไปด้วยความเร็วสูงจนมองตามไม่ทัน ทิ้งไว้เพียงฟองอากาศลอยฟุ้งกระจายใส่ใบหน้าเราเต็มๆ



เราทั้งคู่เริ่มสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล และบวกกับอากาศในปอดก็ใกล้จะหมดอยู่รอมร่อ ทราวิสจึงใช้แขนเพียงข้างเดียวตะกุยตะกายแหวกว่ายเพื่อดันให้ตัวเองและข้าได้ขึ้นไปบนผิวนํ้า ขาทั้งสองเตะไปมาในนํ้าสร้างฟองอากาศเพื่อเป็นแรงดันให้พาเราขึ้นไป ก่อนที่เราจะโผล่ใบหน้าขึ้นไปโกยอากาศเข้าเต็มปอด สภาพคล้ายสุนัขจนตรอกที่ใกล้จมนํ้าตายก็ไม่ปาน



“แค่ก...แค่กๆ!” ทราวิสสำลักนํ้าออกมาอย่างห้ามไม่ได้ เราต่างหอบหายใจแรงจนแสบคอ นํ้าจืดๆเผลอเข้าจมูกไปเล็กน้อยจนต้องสั่งออกมาอย่างแรง ความเหนื่อยล้าทำให้ทราวิสเกือบจะจมลงไปอีกครั้ง ข้ารีบคว้าเอวเขาไว้ได้ทันขณะใช้ขาตะกุยนํ้าเพื่อให้ลอยตัวได้ ทราวิสเองก็กัดฟันใช้แขนที่เริ่มเมื่อยแหวกว่ายออกไป พาเราสองคนไปพักเกาะที่โขดหินใหญ่ใกล้ๆที่โผล่พ้นนํ้า เขาดันตัวข้าให้ขึ้นไปนั่งบนนั้นก่อนจะปีนตามขึ้นมาติดๆ ทันทีที่หย่อนก้นนั่งลงบนโขดหิน ทราวิสก็โอดครวญออกมา



“โอย...เหนื่อยเป็นบ้า นี่เราว่ายมาไกลขนาดไหนแล้วเนี่ย” เจ้าตัวเอ่ยไปหอบหายใจไป ฝ่ามือถูกยกขึ้นมาขยี้ตาเอานํ้าออกไปจนแสบกว่าเดิม คำถามของเขาทำให้ข้าหันกลับไปมองระยะทางที่เราว่ายมา



“คำนวณจากสายตาดูคร่าวๆ...น่าจะประมาณสองร้อยเมตรกระมัง



ทราวิสที่เปียกเหมือนลูกหมาตกนํ้าเบิกตาโพลงทันที “แค่สองร้อยเมตร!? แต่เหนื่อยเหมือนว่ายข้ามมหาสมุทรมาเป็นร้อยไมล์!” แล้วเขาก็เอนหลังพิงโขดหินลิ้นห้อยออกมาเหมือนปลาตาย..



ยามได้โผล่ขึ้นเหนือนํ้าทั้งที่ร่างกายยังเปียกโชก ก็อดรู้สึกหนาวเหน็บจนตัวสั่นไม่ได้ ตอนนี้ริมฝีปากของข้าคงซีดเป็นสีเทาเช่นเดียวกับทราวิส ข้าค่อยๆยกแขนซ้ายขึ้นมาหงายดู รอยตัดเนื้อบริเวณท้องแขนยังคงเด่นชัดอย่างน่าสยดสยอง หยดนํ้าที่เกาะอยู่บริเวณนั้นกลายเป็นสีแดงอ่อนเพราะเลือดที่ยังไม่แห้งดีจนถูกชะล้างออกมา



ทราวิสเองก็กำลังจดจ้องแผลนั้นอย่างไม่วางตา ความเจ็บปวดที่อธิบายไม่ได้ฉายชัดในแววตาคู่นั้น เขาขยับริมฝีปากเพื่อจะเอ่ยอะไรออกมา แต่ก็ต้องหุบปากฉับเมื่อได้ยินเสียงบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ใต้นํ้า



ข้าก้มหน้าเพ่งมองลงไปในนํ้าเพื่อมองหาสิ่งนั้น ทว่ากลับเห็นเพียงเงาสะท้อนใบหน้าของตัวเองบนผิวนํ้าที่กระเพื่อมไปมา จึงหรี่ตาลงอย่างไม่วางใจ “..เจ้าเห็นในสิ่งที่ข้าเห็นหรือไม่



ทราวิสยื่นใบหน้าออกมามองด้วย เขาขมวดคิ้วสักพักก่อนจะเอียงคอ “ข้าก็เห็นแต่หน้าหล่อๆของข้านะ



ทว่าจู่ๆเสียงหวานที่กำลังฮัมเพลงอยู่ด้านหลังก็ทำให้ข้าหันขวับไปมองทันที แต่กลับต้องขมวดคิ้วเมื่อไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้น ก่อนที่เสียงหัวเราะคิกคักอย่างอารมณ์ดีจะดังขึ้นจากด้านหลังอีกครั้ง



“ตายจริง...มีแขกมาเยือนเราหรือนี่



ข้าค่อยๆหันใบหน้าไปหาเจ้าของเสียง ที่ตอนนี้กำลังเกาะขาข้าพลางเงยหน้าขึ้นมามองด้วยรอยยิ้มหวาน



เงือก...



ดวงตาสีทองของนางกำลังจ้องข้าด้วยสายตาเป็นประกายแฝงนัยยะบางอย่าง เรือนผมสีทองยาวสยายลอยอยู่บนผิวนํ้า ผิวกายมีสีซีดราวหิมะที่ไม่เคยพบเจอแสงตะวัน ดอกไม้สีชมพูดอกใหญ่ทัดไว้บนเรือนผมอย่างสวยงาม ใบหน้าของนางงามหยาดเยิ้มจนละสายตาไปไม่ได้ ราวกับมีแรงดึงดูดบางอย่างที่ตราตรึงผู้คนเอาไว้ ฝ่ามือเรียวสวยข้างนั้นจับต้นขาข้าไว้หลวมๆ แต่กลับรู้สึกเหมือนกำลังถูกกำไว้แน่นจนขยับไม่ได้ ข้าขมวดคิ้วแน่นเมื่อรู้สึกเหมือนถูกมนตร์สะกดให้จ้องนางนานเกินไป จึงกะพริบตาถี่ๆเพื่อเรียกสติกลับคืนมา



ข้าทำเพียงเบนสายตาไปมองทางอื่น ในขณะที่ทราวิสจับด้ามดาบเตรียมชักออกมาด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ “ชะนีอีกแล้วหรอ



“อย่าเพิ่งกราดเกรี้ยวสิหนุ่มน้อย...พวกเราแค่มาต้อนรับเจ้า” เงือกอีกตนที่นั่งอยู่ข้างๆทราวิสตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้กล่าวยิ้มๆ ด้วยนํ้าเสียงที่หวานนุ่มปานนํ้าผึ้งชั้นดี นางมีเรือนผมสีเงินยาวสยายเต็มแผ่นหลัง เรื่องความงามคงไม่ต้องพูดถึง เหนือกว่าหญิงสูงศักดิ์ในวอลธีเรียทั้งหลายเป็นเท่าตัว แต่คนเป็นองค์ชายกลับรีบถอยห่างจากหล่อนมาเกาะข้าด้วยสีหน้าขยะแขยง



“พวกเจ้าเป็นปีศาจประเภทไหนกันนะ..” เงือกผมทองปีนขึ้นมาถือวิสาสะนั่งประกบแนบชิดข้า หางอันเต็มไปด้วยเกล็ดเงาวาวสีทองคล้ายอัญมณีสะบัดไปมาบนผิวนํ้า นางเอนตัวเข้ามาสูดดมบริเวณต้นคอข้าจนน่าขนลุก “แม้จะมีกลิ่นปีศาจอยู่เต็มตัว แต่กลับมีกลิ่นมนุษย์ผสมปนเปอยู่ด้วย...น่าพิลึกนัก



ข้าเม้มปากแน่นด้วยสีหน้าไม่บอกความรู้สึก ในใจกรีดร้องโหยหวนด้วยความอึดอัดและขยะแขยง แต่ก็ทำได้แค่ดันใบหน้าของนางออกไปช้าๆ “เรามีที่ที่จะต้องไป เกรงว่าคงไม่มีเวลามาเสวนากับพวกท่าน



“ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก..” เงือกผมเงินกล่าวเสียงอ่อย นางใช้ฝ่ามือลูบไล้ใบหน้าบูดๆเหมือนปวดขี้ของทราวิสไปมา “ข้าไม่ได้เจอบุรุษที่หล่อเหลาถึงเพียงนี้มานานมากแล้ว



เจ้าตัวปัดมือนั้นออกอย่างไม่ใยดี พร้อมกล่าวเสียงเย็นชาว่า “เผอิญว่าบุรุษผู้นี้ไม่ได้ชอบสตรี เสียใจด้วยนะ



เงือกสาวตนนั้นกะพริบตาปริบๆอยู่นานสองนาน ก่อนที่นางจะสามารถตีความหมายของประโยคนั้นได้ จึงหันมามองข้าแทนแล้วคลี่ยิ้มหวานออกมา “อ่า...เป็นเช่นนี้นี่เอง ข้าเข้าใจแล้ว



เงือกผมทองไม่ได้สนใจทราวิสแต่อย่างใด นางลากปลายนิ้วมาแตะที่บริเวณอกซ้ายข้า พร้อมมองมาด้วยสายตากระหายเหมือนอยากจะกลืนกินเข้าไป แล้วระบายยิ้มออกมา “หัวใจของเจ้ากำลังว้าวุ่นด้วยเรื่องต่างๆมากมาย ปั่นป่วนและสับสนคล้ายคลื่นพายุ...อยากรู้จังนะว่ามันคือเรื่องอะไร



ไม่มีอะไรหรอก...ข้าแค่กำลังสับสนว่าจะฆ่าพวกเจ้าอย่างไรดี



แต่แน่นอนว่าข้าไม่ได้เอ่ยประโยคนั้นออกไป ไม่งั้นคงได้ม่องเท่งคามือปลาตัวเมียพวกนี้แน่ๆ



ยิ่งนางขยับเข้าใกล้ข้ามากขึ้น ทราวิสก็ยิ่งหน้าเบ้ขึ้นเท่านั้น สีหน้าของเขาดูหงุดหงิดราวกับพวกนางไปฉี่ใส่เตียงเขามา จนตอนนี้เรียกได้ว่าโกรธจนหน้าเขียวเป็นยักษ์ไปแล้ว ทราวิสตั้งท่าจะชักดาบออกจากฝักอยู่หลายครั้ง แต่กลับถูกข้าปรามไว้ในทุกครา ส่งสายตาไปให้ว่าอย่าเพิ่งทำอะไรบุ่มบ่ามตอนนี้ เขาจึงได้แต่คบเขี้ยวเคี้ยวฟันไปมาอย่างเคียดแค้น ร่างกายสั่นเทาคล้ายต้องการระเบิดโทสะออกมาเต็มทน มือทั้งสองกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดอย่างน่ากลัว พฤติกรรมของเขาในตอนนี้ไม่ต่างอะไรจากตอนที่เจอกับเอเวอร์ลีนเลยแม้แต่น้อย



...นี่ทราวิสไม่ชอบชะนีถึงขั้นนั้นเชียวหรือ?



ปฏิกริยาของทราวิสทำให้เงือกทั้งสองถูกใจไม่น้อย พวกนางหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยนํ้าเสียงหวานปานนํ้าผึ้งอีกครั้ง “เห็นมีท่าทีรีบร้อน ไม่ทราบว่าพวกเจ้าจะรีบไปไหนกันหรือหนุ่มๆ



นางเข้ามาใกล้มากไปจนข้ารู้สึกอึดอัด อยากจะถีบให้หงายหลังตกนํ้าไปเต็มที แต่อย่างไรเสียที่นี่ก็เป็นถิ่นของพวกนาง และตัวข้าเองก็บาดเจ็บเกินกว่าจะเอาตัวรอดได้ง่ายขนาดนั้น เราไม่ควรทำอะไรที่มุทะลุหรือบุ่มบ่ามจนเกินไป จึงได้แต่กัดฟันตอบเสียงนิ่งไปว่า “เรากำลังมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก คิดว่าเป็นที่ไหนล่ะ



“..เฮอร์เรนเดลงั้นหรือ พวกนางสบตากันด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะเอียงคอนิดๆโดยไม่ได้ผละออกไปจากข้าแต่อย่างใด “ไปทำไมกัน ไปหานายหญิงรึ



ข้าชะงักไปชั่วครู่กับประโยคนั้น พวกนางคงเป็นปีศาจที่ไม่ได้ออกไปเจอโลกภายนอก จึงไม่รู้ว่าตอนนี้เหล่าปีศาจกำลังตามล่ามนุษย์สองคนในป่ามรณะ และก็ไม่รู้อีกเช่นกันว่าพวกเราคือมนุษย์ที่ว่านั่น ข้าจึงเลือกที่จะตามนํ้าไปก่อน “อ่า...ประมาณนั้น



นางเงือกกลอกตามุ่ยหน้าเล็กน้อย พลางยกก้านนิ้วยาวขึ้นมาม้วนปอยผมสีเงินไปมา “อย่าเพิ่งรีบไปเลย...ตอนนี้นายหญิงกำลังกริ้วอย่างหนัก โดยเฉพาะช่วงเดือนที่ผ่านมานี้ นางไล่ฆ่าปีศาจทุกตนที่ได้เห็นไปหลายพันศพแล้ว จนบัดนี้ก็ยังอารมณ์ไม่ดีขึ้น



ฟังจนถึงตรงนี้ข้าก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ “นางหงุดหงิดเพราะอะไร



“ใครจะไปรู้ล่ะ อารมณ์นางก็ขึ้นๆลงๆเช่นนี้อยู่เรื่อย” เงือกอีกตนกล่าวตอบ นางกวาดสายตาไปมองรอบตัวอย่างหวาดระแวง ก่อนจะกระซิบเบาๆจนแทบไม่ได้ยินในประโยคถัดมา “ไม่อยากจะพูดหรอกนะ...แต่ช่วงนี้นางคลั่งหนักขึ้นทุกวัน ไม่ว่าใครก็เอาไม่อยู่



ทราวิสหน้าถอดสีตั้งแต่ที่ได้ยินคำว่านายหญิงไปแล้ว เขากำลังมีสีหน้าเหมือนกำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่างถึงขีดสุด แววตาของเขาสั่นไหวอย่างเป็นกังวล แม้แต่ริมฝีปากยังสั่นระริกคล้ายคนผีเข้า จนข้าต้องหรี่ตาลงอย่างจับผิด



นี่เขา...รู้บางอย่างที่ข้าไม่รู้งั้นหรือ?



“ถ้าไม่มีธุระอะไรอีก พวกข้าขอตัว” เป็นทราวิสที่กล่าวเสียงเย็นชา พลางลุกขึ้นยืนบนโขดหินที่ดูแคบเกินไปสำหรับคนสี่คน ก่อนจะพยุงให้ข้าลุกขึ้นด้วย “ไปกันเถอะเจเดน



แต่ในขณะนั้นเอง ทราวิสที่กำลังว้าวุ่นเพราะอะไรบางอย่างก็เหลือบเห็นอะไรบางอย่างด้านหลังข้า เขาเบิกตากว้างพร้อมชักดาบเจวิสออกจากฝัก แล้วแทงใส่เงือกสาวผมทองจนสุดแรงภายในเสี้ยววินาที เสียงหวีดร้องแหลมกับโลหิตสีดำที่พุ่งกระจายทำให้ข้ารีบหันไปมองทันที



'ฉึก!'



“กรี๊ดดดดดดด!!



ทราวิสมองร่างของครึ่งมนุษย์ครึ่งปลาที่หล่นลงไปในนํ้าอย่างขึงขัง พร้อมเอ่ยเสียงเย็นชาว่า “อย่าได้บังอาจเอานมยานๆนั่นมาเบียดเจเดนจ๋าของข้าเช่นนั้นอีก จำไว้!



“.............



สรุปก็คือ ทราวิสไม่ได้ใช้ดาบแทงเงือกเพียงเพราะนางจะทำร้ายข้า แต่เป็นเพราะนางเอาหน่มน้มมาเบียดแขนข้าเนี่ยนะ..



อะไรจะหึงโหดปานนั้น



เงือกอีกตนที่ได้เห็นเพื่อนถูกทำร้ายก็นิ่งงันไป สัญชาตญาณปีศาจได้ปลุกความกระหายเลือดในตัวนาง นัยน์ตาสีเงินอ่อนหวานค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นสายตาของสัตว์นักล่า แล้วร่างอรชรของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นปีศาจเงือกตัวสีเทาหม่นน่ารังเกียจในพริบตา มีหางยาวและครีบเป็นแผ่นพืดขนาดใหญ่สีเดียวกันทั้งตัว ใบหน้าสะสวยเมื่อครู่ได้บิดเบี้ยวกลายเป็นอัปลักษณ์น่ากลัว ดวงตาสีเทาหม่นกลวงโบ๋กำลังจับจ้องมายังเรา ก่อนจะคำรามออกมาเผยให้เห็นซี่ฟันแหลมคมในปากมากมาย



“กรรรรรรรรร์!!!



ภายในชั่วพริบตา อดีตเงือกผู้เลอโฉมที่กลายเป็นพรายนํ้าน่ารังเกียจรีบกระโจนเข้าใส่ทราวิสทันที ฝ่ามือที่เต็มไปด้วยเมือกลื่นๆจับขาของเขาไว้ กระชากมันลงมาแล้วใช้ฟันที่แหลมเหมือนใบมีดกัดเข้าที่หัวเข่าจนเลือดสาด คนถูกกระทำกรีดร้องออกมาสุดเสียงจนกึกก้องไปทั่ว ทำให้ถํ้าแห่งนี้ที่มีแต่เสียงนํ้าถูกปกคลุมไปด้วยเสียงกรีดร้องอย่างทรมานของทราวิส



“อ๊าาาาาาาากก!!



ไม่มีเวลามากพอให้ตกใจ สัญชาตญาณทำให้ข้ารีบตั้งสติแล้วคว้าก้อนหินข้างๆตัวขึ้นมา ก่อนจะรวบรวมแรงขว้างออกไปใส่ดวงตาสีหม่นคล้ายคนตาบอดของมันทันที



'ปึ่ก!'



แม้ว่านั่นจะเป็นการกระทำที่ไม่ได้ทำให้เจ็บมากนัก แต่ก็มากพอที่จะทำให้มันรู้สึกบอบชํ้าบริเวณลูกตา พรายนํ้าค่อยๆหันใบหน้าขาวซีดน่ากลัวมามองข้า โดยที่ยังคงใช้ฟันแหลมๆกัดหัวเข่าของทราวิสไว้แน่นไม่ยอมปล่อย จนเจ้าตัวดิ้นไปมาด้วยสีหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความทรมาน เขาพยายามจะใช้ขาอีกข้างถีบศีรษะของมันออกไปแต่ไม่เป็นผล โลหิตสีแดงสดพุ่งทะลักออกมาจนเลอะทั่วปากของนางเงือกอัปลักษณ์ ทำให้มันดูน่ากลัวยิ่งขึ้นไปอีกเป็นเท่าตัว มันแยกเขี้ยวขู่ใส่ข้า แล้วลากทราวิสลงไปในนํ้าในที่สุด



'ตู้ม!!'



ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วินาที บนผิวนํ้ามีฟองกระจายแผ่ออกเป็นวงกว้างทันทีที่ร่างของมนุษย์และเงือกกระโดดลงไป ข้าก้มหน้าเพ่งมองลงไปในนั้นด้วยตาที่เบิกโพลง ใต้นํ้านั้นมืดสนิทจนข้าไม่สามารถมองเห็นอะไรได้ ความกังวลและเป็นห่วงเข้ากัดกุมหัวใจจนข้าเริ่มสติแตก



“ทราวิส!!



ข้าผุดลุกขึ้นยืนเตรียมกระโดดตามลงไป แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองกำลังบาดเจ็บ อาวุธก็ไม่มี หากกระโดดลงไปจะต่างอะไรจากหนูเดินเข้าไปในปากราชสีห์ และจะไปเป็นตัวถ่วงให้ทราวิสเสียเปล่าๆ ลูกศรในกระบอกก็หายไปตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ มันอาจจะลอยหายไปในนํ้าเมื่อครู่ หรือไม่ก็เป็นเพราะข้าใช้มันไปจนหมดโดยไม่ได้เก็บใส่กระบอก จะเรียกกลับคืนมาก็ไม่ได้เพราะตอนนี้ลูกศรเหล่านั้นอยู่ไกลเกินไป ข้าเหลือเพียงย่ามคู่ใจกับคันธนูสีดำที่ยังคงสะพายไว้ หากแต่ก็ไม่รู้จะเริ่มแก้ปัญหาจากตรงไหนก่อนดี ตอนนี้ทุกอย่างในหัวตีกันรวนไปหมดจนต้องยกมือทั้งสองขึ้นมาทึ้งศีรษะอย่างแรง



บ้าจริง สมองข้าจะมาหยุดทำงานเอาตอนนี้ไม่ได้นะ ทราวิสกำลังเป็นอันตราย ท่องไว้สิ! ทราวิสกำลังรอให้เจ้าไปช่วยอยู่!



ในชั่วขณะนั้น ฝ่ามือยาวๆอันเต็มไปด้วยกรงเล็บก็โผล่ขึ้นจากนํ้า แล้วเกาะลงบนโขดหินเพื่อใช้ดันร่างของตัวเองขึ้นมา ก่อนที่นางเงือกจะโผล่ศีรษะที่ถูกเรือนผมสีทองยาวเหยียดคลุมใบหน้าไว้ขึ้นมา บริเวณตาซ้ายมีรอยคมดาบแทงทะลุเป็นรูจนเลือดสีดำไหลทะลักล้น ดวงตาสีทองเป็นประกายคล้ายแสงไฟกำลังจับจ้องมายังข้าอย่างเชือดเฉือน



ข้าเผลอถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ฝ่ามือกำคันธนูสีดำที่กำลังสะพายไว้แน่นจนเส้นเลือดปูด สีหน้ายังคงเรียบนิ่งเพื่อเก็บความหวาดระแวงไว้ในใจ ดวงตาสีเขียวฉายประกายดุร้ายเพื่อแสดงให้เห็นถึงความไม่เกรงกลัว ข้าพยายามทรงตัวบนโขดหินไม่ให้หล่นลงไป อย่างไรเสียเงือกก็เป็นฝ่ายเสียเปรียบหากต้องสู้บนบก วิธีเดียวที่จะเอาตัวรอดได้...ก็คือการล่อลวงไม่ให้นางกลับลงไปในนํ้า



“เหอะ...ช่างน่าขัน” เสียงแหบๆเหมือนคนแก่ใกล้ตายเอ่ยขึ้น นางเงือกค่อยๆปีนขึ้นมาบนโขดหินขณะจ้องข้าไม่วางตา “ตอนแรกข้าก็คิดว่าพวกเจ้าคงเป็นมิตรกับเรา...แต่ความสัมพันธ์เช่นนั้นคงไม่มีในหมู่ปีศาจ



ข้ายกมุมปากอย่างเสแสร้ง “ข้าก็ยินดีจะเป็นมิตร...หากพวกเจ้าปล่อยให้เราไปเฮอร์เรนเดลแต่โดยดี



“เหอะ...ข้าจะยอมปล่อยไปก็ต่อเมื่อพวกเจ้ากลายเป็นอาหารของเราแล้วเท่านั้น



ข้าฉวยโอกาสที่นางกำลังพยายามปีนขึ้นมาอย่างยากลำบาก รีบหยิบมีดสั้นขนาดพอดีมือออกมาจากในย่าม ขายาวๆก้าวออกไปเหยียบลงบนหลังมือที่เต็มไปด้วยเมือกเหนียวๆของนาง ออกแรงกดนํ้าหนักแล้วเหยียบขยี้มือข้างนั้นจนนางกรีดร้อง ส่วนมืออีกข้างก็กระชากข้อเท้าข้าจนต้องเสียหลักล้มลงไปตามแรง มันอ้าปากกว้างๆออกเพื่อจะงับท่อนขาของมนุษย์ตรงหน้า ข้ารีบฉวยโอกาสนั้นกัดฟันใช้มีดพกแทงลงไปกลางศีรษะของมันทันที



'ฉึก!'



“กรี๊ดดดดดดด!!



ราวกับกลัวว่าการกระทำนี้จะทำให้มันไม่ตาย ข้าใช้มือทั้งสองข้างกำมีดไว้แน่นแล้วกดแรงลงไปให้ลึกที่สุด ใบมีดที่ไม่ได้คมมากนักค่อยๆเฉือนลงไปในหนังหัวของสัตว์ประหลาดจนถึงกระโหลกศีรษะ เสียงกรีดร้องด้วยความทรมานอย่างน่าสมเพชดังสะท้อนกึกก้องไปทั่ว เลือดเย็นๆสีดำสนิทไหลทะลักออกมาจนเปื้อนมือข้า บางส่วนก็กระเด็นเลอะใส่ใบหน้าที่กำลังขมวดคิ้วมุ่น



อยู่ดีๆก็รู้สึกปวดแขนขวาขึ้นมาเสียอย่างนั้น...



แต่ความสงสัยนั้นก็ถูกคลี่คลายในชั่วพริบตา เมื่อเส้นเลือดที่ปูดโปนบนหลังมือขวากลายเป็นสีดำเข้มจัดราวกับนํ้าหมึก ข้าเบิกตาโพลงอย่างไม่เชื่อสายตา ความปวดร้าวแล่นไปทั่วทั้งท่อนแขนราวกับถูกเข็มหมื่นเล่มแทงลงไปในเยื่อกระดูก ใบหน้าของข้าเริ่มซีดเซียวด้วยความทรมานขณะขบกรามแน่น เรี่ยวแรงในแขนข้างนั้นค่อยๆถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น จนกระทั่งไม่สามารถใช้มือขวาในการกำมีดได้อีกต่อไป ทำให้แขนร่วงลงไปแนบลำตัวตามเดิม



แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้น...คือข้าไม่รู้สึกถึงแขนตัวเองอีกแล้ว



ข้าเบิกตาโพลงเมื่อไม่สามารถขยับหรือยกแขนข้างขวาได้ตามใจนึก ไม่ว่าจะพยายามขยับสักเพียงใด มันกลับเอาแต่แข็งทื่อไม่กระดิกเหมือนกลายเป็นหินไปแล้ว...ราวกับมันไม่ใช่ส่วนหนึ่งของร่างกายข้าอีกต่อไป



นี่มัน...เกิดอะไรขึ้น



ในขณะที่ความสับสนและไม่เข้าใจฉายชัดในแววตาของข้า เขี้ยวแหลมอันคมก็งับลงบนหน้าแข้งอย่างแรง ความรู้สึกเหมือนโดนเข็มหลายสิบเล่มเฉือนลงไปในผิวเนื้อจนข้าโอดครวญออกมา ความปวดร้าวทำให้ต้องปล่อยมีดลงในที่สุด เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงกัดไม่ปล่อย ราวกับต้องการจะฉีกเนื้อตรงส่วนนั้นไปกิน ข้าจึงใช้มือซ้ายดึงมีดที่ปักอยู่บนกลางหัวของมันออกมา แล้วกัดฟันแทงลงไปใส่บริเวณกรามของมันอย่างแรง ก่อนจะดึงออกมาแล้วแทงลงไปอีกครั้งและอีกครั้ง



'ฉึก! ฉึก! ฉึก!'



เสียงกรีดร้องดังสะท้อนกึกก้องไปทั่วถํ้าอย่างน่าสังเวช ใบมีดกรีดเฉือนลงไปในกรามครั้งแล้วครั้งเล่าจนทะลุ ข้ายังคงแทงเข้าออกซํ้าๆอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งมันยอมปล่อยขาข้าให้เป็นอิสระ เนื้อตรงส่วนนั้นกลายเป็นสีแดงฉานที่มีรอยเขี้ยวกัดจนแหว่งออกมาเล็กน้อย ขาใช้ขาอีกข้างเตะเสยคางเงือกอย่างแรงจนเซถลาไปอีกทาง ก่อนที่มันจะสำลักโลหิตสีดำออกมาโดยมีฟันอันแหลมคมหักออกมาด้วย แต่มันกลับยังอุตส่าห์เงยหน้าขึ้นมาแสยะยิ้มใส่ข้าอย่างผู้ชนะ



“แขนเจ้า...เป็นอัมพาตแล้ว



ข้าชะงักไปเมื่อได้ยินเช่นนั้น สายตาค่อยๆเลื่อนไปมองแขนขวาที่ไม่สามารถควบคุมได้อีกต่อไป ราวกับมันได้ถูกแช่แข็งจนกลายเป็นหินไปแล้ว เส้นเลือดทั่วทั้งแขนได้กลายเป็นสีดำเข้มเหมือนผงถ่าน



สาเหตุที่นางเงือกตนนี้เข้ามานั่งเบียดนัวเนียข้า...ก็เพื่อจะปล่อยพิษใส่นี่เอง ทราวิสคงจะเห็นในจังหวะตอนที่นางกำลังปล่อยพิษใส่ข้าพอดี จึงใช้ดาบแทงลงไปในดวงตาข้างซ้ายของนางจนมันบอด



ข้ามองแขนข้างขวาที่ไม่สามารถใช้งานได้ด้วยสายตาอ่านไม่ออก --หากพูดตามตรง ในตอนนี้ข้าไม่ได้สนใจตัวเองเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่ห่วงความปลอดภัยของทราวิสที่โดนลากไปในนํ้าสักพักแล้วมากกว่า



ข้ายกมือซ้ายขึ้นมา ผ้าที่ทราวิสใช้ผูกข้อมือของเราสองคนไว้ยังคงอยู่ที่เดิม เพียงแต่มีรอยแหว่งราวกับถูกตัดอีกส่วนออกไปแล้ว ทราวิสคงจะฉวยโอกาสใช้ดาบตัดผ้าที่เป็นสิ่งผูกมัดเราไว้ในตอนที่เขาจะโดนลากลงไป เพื่อที่ข้าจะได้ไม่โดนลากลงไปในนํ้าด้วย



เหอะ...ทั้งที่เป็นคนผูกมันเอาไว้ แต่ก็ยังมีหน้ามาตัดมันอีก น่าตีจริงๆ



ข้ารีบปรับสีหน้าให้กลับมาเคร่งขรึมเมื่อรู้ตัวว่ากำลังอมยิ้ม สายตาจับจ้องไปยังศัตรูตรงหน้าอีกครั้ง มันกำลังพยายามจะคลานเข้ามาลากข้าลงไปในนํ้า อันเป็นสถานที่ที่มันจะเป็นฝ่ายได้เปรียบที่สุด ทว่าจู่ๆร่างของครึ่งมนุษย์ครึ่งปลาก็หยุดชะงักกับที่ นางค่อยๆอ้าปากออกกว้างจนศีรษะแทบขาดออกจากกัน แล้วมือยาวๆที่เต็มไปด้วยเมือกข้างหนึ่งก็โผล่ออกมาจากในโพรงปากนั้น ก่อนที่มืออีกข้างจะโผล่ออกมาเช่นกัน แขนทั้งสองยื่นออกไปเกาะบนพื้นโขดหิน ก่อนที่ศีรษะของเงือกที่มีเรือนผมสีทองยาวจะโผล่ออกมาจากโพรงปาก แล้วค่อยๆปีนออกมาจากโพรงปากนั้น



มัน...ลอกคราบได้?



ข้ามองภาพตรงหน้าด้วยความประหลาดใจผสมขยะแขยง ร่างกายที่เพิ่งปีนออกมาจากโพรงปากนั้นถูกชโลมเคลือบไปด้วยนํ้าเมือกเหนียวๆทั่วทั้งตัว นางเงือกค่อยๆปีนออกมาจนกระทั่งร่างกายทุกส่วนโผล่ออกมาจนครบ ทิ้งให้ร่างเก่าเน่าๆที่เต็มไปด้วยบาดแผลสะบักสะบอมนอนแน่นิ่งอยู่อย่างนั้น นอกจากร่างใหม่นี้จะสมบูรณ์แข็งแรงปราศจากรอยขีดข่วนแล้ว...นางยังมีขาอีกด้วย



เป็นเพราะนางเห็นว่าข้ายืนกรานที่จะสู้บนบก ก็เลยตัดสินใจงอกขาออกมา ทำให้ตอนนี้ข้าตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอีกครั้ง เพราะในขณะที่ตอนนี้นางสามารถอยู่ได้ทั้งบนบกและในนํ้า ข้ากลับไม่สามารถหายใจใต้นํ้าได้



โอเค...ยอมรับว่าข้าประมาทนางมากไปหน่อย นี่เป็นศัตรูที่รับมือยากกว่าที่คาดไว้เยอะทีเดียว



ข้าหรี่ตามองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มมุมปากอย่างท้าทาย แม้ว่าในใจจะยังคงไหวหวั่นเพราะเป็นห่วงทราวิสแค่ไหน แต่ข้าต้องเชื่อใจเขา ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น...ทราวิสจะต้องรอดกลับมาหาข้าแน่นอน อีกอย่าง...เจ้าตัวเองก็เคยบอกไว้แล้วนี่



'ตราบใดที่เจ้ายังไม่ได้เป็นสามีข้า...ข้าจะไม่มีวันคลาดจากเจ้าอีกเป็นอันขาด!'



...ถึงเหตุผลมันจะพิลึกไปหน่อย แต่ข้าจะเชื่อเขาก็แล้วกัน



ข้าชำเลืองไปมองกิ่งไม้เรียวยาวที่หล่นอยู่บนโขดหิน สมองขบคิดอยู่ชั่วครู่ แล้วมือซ้ายที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียวรีบก้มลงไปเก็บมาไว้ทันที ก่อนจะหักปลายกิ่งไม้ให้มีความเรียวแหลมคมเหมือนใบมีด สายตาจับจ้องไปในดวงตาสีเหลืองทองของศัตรูอย่างไม่เกรงกลัว 



“..สายตาเช่นนั้นหมายความว่าไง” นางกล่าวด้วยนํ้าเสียงเย้ยหยัน พลางปรายตามองข้าตั้งแต่หัวจรดเท้า ขณะที่มือที่อยู่ข้างลำตัวก็กรีดกรายกรงเล็บไปด้วย ราวกับกำลังรวบรวมเรี่ยวแรงเตรียมจะจู่โจม “บาดเจ็บไปแทบทั้งตัว ซํ้ายังมีแขนเป็นอัมพาต...ยังคิดจะสู้อยู่อีกรึ



“จริงอยู่ที่แขนข้าเป็นอัมพาต” ข้าถอดคันธนูที่สะพายไว้ออกมา แล้วใช้กิ่งไม้ที่เพิ่งเก็บมาได้ประสานกับคันธนูด้วยมือข้างเดียว ก่อนจะใช้ฟันกัดแล้วเหนี่ยวง้างสายธนูค้างไว้เพื่อรอจังหวะการปล่อยตัว ส่วนแหลมของกิ่งไม้ที่เหมือนปลายศรเล็งไปหาคนตรงหน้า แม้ว่าลักษณะท่าทางการยิงธนูในครั้งนี้จะดูแปลกๆเพราะข้าใช้ฟันในการเหนี่ยวสายธนูแทนที่จะเป็นมืออีกข้าง จนมือซ้ายที่จับคันธนูไว้สั่นไหวระริกราวกับเป็นมือใหม่หัดยิง แต่ก็ใช่ว่าข้าจะมีทางเลือกอื่นในวินาทีนี้ ข้าใช้ฟันเหนี่ยวสายธนูไว้จนสุดแรง ก่อนจะเอ่ยต่อให้จบประโยคด้วยเสียงอู้อี้โดยมีกิ่งไม้กับลูกศรคาบไว้ “แต่แล้วไงล่ะ...ข้ายังเหลืออวัยวะอีกสามสิบเอ็ดส่วนนี่



เป็นตอนนั้นเองที่เงือกในร่างมนุษย์พุ่งกระโจนเข้ามาใส่ข้าคล้ายราชสีห์ตะครุบเหยื่อ สายตาที่คมดุจเหยี่ยวมองจังหวะการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายอย่างไม่วางตา มันแหกปากคำรามลั่นขณะกระโจนเข้ามาหมายจะใช้เขี้ยวแหลมๆกัดศีรษะข้าให้ขาดสะบั้น ก้อนเนื้อในอกซ้ายเต้นระรัวจนเจ็บหน้าอกขณะที่ข้านับถอยหลังในใจ



สาม...สอง...หนึ่ง



กิ่งไม้ธรรมดาที่ถูกเอามาทำเป็นลูกธนูพุ่งออกจากแหล่งด้วยความเร็วสูงทันที มันปักเข้าไปในลิ้นไก่ภายในโพรงปากของเงือกตนนั้น เสียงกรีดร้องดังกึกก้องไปทั่วบริเวณขณะที่ร่างของนางล้มลงมาทับข้า มันพยายามจะใช้มือดึงกิ่งไม้ออกจากโพรงปากจนแทบสำรอกออกมา นํ้าลายเหนียวๆหยดลงบนพื้นข้างๆศีรษะข้าจนต้องเบ้หน้า ข้าใช้โอกาสนั้นในการคว้ากิ่งไม้นั้นไว้ แล้วกัดฟันออกแรงกดให้มันแทงทะลุลงไปในคอให้มากที่สุด



“อื้ออ!! อื้ออออ!!!



เสียงร้องอื้ออึงในลำคอดังขึ้นเป็นระยะอย่างน่าเวทนา นัยน์ตาสีทองฉายประกายกราดเกรี้ยวด้วยโทสะ มือที่เต็มไปด้วยเมือกใช้กรงเล็บจิกลงไปในลำคอขาวของข้าราวกับจะฆ่าให้ตาย เล็บยาวๆแหลมคมทั้งห้าแทงลงไปในผิวเนื้อจนปวดร้าวไปทั่วทั้งร่าง โลหิตสีแดงฉานไหลซึมออกมาเป็นทาง ยิ่งนางบีบแรงขึ้นเท่าไหร่ ข้าก็ยิ่งหายใจไม่ออกมากเท่านั้น เส้นเลือดสีแดงปรากฎขึ้นในนัยน์ตาขาวอย่างทรมาน ริมฝีปากหยักอ้าออกแต่กลับไม่มีเสียงร้องใดๆออกมา ราวกับมีหินก้อนใหญ่มาจุกไว้ในคอหอยอย่างไรอย่างนั้น



“อย่าลืมสิ...ว่าข้าไม่ใช่ฝ่ายเสียเปรียบ” เงือกตรงหน้ากล่าวเสียงเย็นเยียบขณะดึงกิ่งไม้ออกจากลิ้นไก่ได้ในที่สุด นางแสยะยิ้มเผยให้เห็นเขี้ยวและฟันแหลมๆทั้งหลาย มือข้างนั้นยังคงบีบคอข้าไว้อยู่อย่างนั้น ก่อนที่ข้าจะเบิกตาโพลงเมื่อเห็นว่านางจะใช้กิ่งไม้นั้นแทงลงมาบนอกซ้าย



'ฉึก!'



ข้าขยับตัวหลบได้อย่างหวุดหวิด จนทำให้ตอนนี้ปลายกิ่งไม้นั้นกำลังปักอยู่บนหัวไหล่ข้าแทน แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะยังไม่พอใจ นางดึงกิ่งไม้ออกมา แล้วแทงลงไปบนแผลที่เดิมอีกครั้งและอีกครั้งจนเลือดสีแดงฉานซึมออกมา โดยที่ข้ายังคงกัดฟันแน่นจนเส้นเลือดปูดเพื่อไม่ให้เสียงร้องใดๆเล็ดลอดออกมา ดวงตาสีมรกตจ้องคนด้านบนอย่างอาฆาตโดยไร้ซึ่งความหวาดกลัว มือซ้ายที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียวจิกลงไปในหลังมือของอีกฝ่ายที่กำลังใช้บีบคอข้า เป็นการกระทำที่ทำให้อีกฝ่ายพึงพอใจไม่น้อยจนต้องบิดยิ้มมุมปาก



“อวดเก่งยันวินาทีสุดท้ายจริงๆ” นางวางกิ่งไม้ลงแล้วค่อยๆยกแขนซ้ายของข้าขึ้นมา ก่อนจะใช้ลิ้นยาวๆเลียริมฝีปากอย่างอยากกระหาย “ดูซิว่าจะยังทนอีกได้สักแค่ไหน



“อ๊าาาาาาาากก!!



ฟันและคมเขี้ยวแหลมคมกัดลงบนใต้ท้องแขนที่มีรอยแผลเหวอะหวะอย่างแรง ก่อนจะกระชากเนื้อสีแดงสดเหล่านั้นเข้าไปเคี้ยวกินอย่างเอร็ดอร่อย ข้ากรีดร้องออกมาด้วยตาที่เบิกกว้างจนแทบถลนออกมาด้วยความทรมาน ร่างกายพยายามดิ้นขัดขืนโดยอัตโนมัติ ทว่าการถูกอีกฝ่ายใช้กรงเล็บบีบคอไว้เช่นนี้ก็ทำให้แทบไม่สามารถขัดขืนได้แม้แต่นิด โลหิตยังคงซึมไหลออกมาทีละนิดอย่างต่อเนื่อง เลือดบริเวณใต้ท้องแขนซ้ายที่แห้งไปแล้วก็กลับมาไหลเป็นสายธารอีกครา



มันเจ็บ...เจ็บเหมือนจะตาย



“ข้าชักสงสัย..” เงือกในร่างมนุษย์ปีศาจว่าขึ้นขณะใช้ลิ้นยาวๆเลียเนื้อเหวอะบนท้องแขนซ้าย ความรู้สึกแสบเหมือนโดนนํ้าเดือดๆราดลงบนแผลสดแล่นไปทั่วร่างจนต้องคำรามออกมาสุดเสียง ก่อนที่อีกฝ่ายจะเอ่ยอย่างไม่เข้าใจ “เจ้าเป็นปีศาจสายพันธุ์อะไรกันแน่...เหตุใดถึงใดมีเนื้อหอมหวานถึงเพียงนี้



นางคงไม่เคยกินเนื้อมนุษย์มาก่อน ถึงได้ไม่รู้ว่าข้าเป็นตัวอะไร ข้าลอบสบถในใจขณะพยายามคิดหาวิธีตอบโต้ แขนข้างหนึ่งเป็นอัมพาต ส่วนแขนอีกข้างก็กำลังถูกฉีกเนื้อกินสดๆต่อหน้าต่อตา ลำคอก็ถูกบีบตรึงเอาไว้แน่นจแทบหายใจไม่ออก ข้าจึงเค้นแรงทั้งหมดใช้หัวเข่าแทงขึ้นไปใส่หน้าท้องของคนด้านบนอย่างสุดแรงเกิด เมื่อเห็นว่าการกระทำนี้ทำให้นางชะงักไป ข้าก็แทงเข่าขึ้นไปซํ้าๆจนอีกฝ่ายค่อยๆขมวดคิ้วอย่างเสียอารมณ์



“อยากตายเร็วขนาดนั้นเลยหรือ...อย่าลืมสิ เจ้ามิใช่ปีศาจโลหิตสีดำเยี่ยงข้า หากตายก็จะไม่มีวันฟื้นกลับคืนมาได้อีก



ก็เพราะรู้ว่าถ้าตายแล้วจะไม่มีวันฟื้นนี่แหละ ข้าถึงได้พยายามจะเอาตัวรอดไง ไอ้โง่!



เมื่อแทงเข่าขึ้นไปซํ้าๆจนอีกฝ่ายเริ่มจะขยับตัวห่างออกไปเล็กน้อย แต่ระยะห่างเพียงแค่นี้ก็มากพอที่จะทำให้ข้าใช้กัดฟันยกขาทั้งสองข้างขึ้นมางอไว้แล้วถีบร่างด้านบนออกไป จนปีศาจตรงหน้าที่เซออกไปเพียงเล็กน้อยมีท่าทีหงุดหงิด ฝ่ามือตะปบเข้าที่ลำคอที่บอบชํ้าของข้าอีกครั้งจนอยากกรีดร้องออกมาให้กล่องเสียงแตก ใบหน้าเบี้ยวบิดด้วยความเจ็บปวดทรมานที่ไม่มีท่าทีจะลดน้อยลง อีกฝ่ายบีบลำคอข้าไว้แน่นแล้วค่อยๆยกขึ้นจนตัวลอยเหนืออากาศ เท้าทั้งสองไม่แตะพื้นอีกต่อไป



“อึก..” ยิ่งนางบีบคอข้าแรงขึ้นก็ยิ่งขาดหายใจมากเท่านั้น รู้สึกเหมือนเชือกเส้นยักษ์ที่เต็มไปด้วยลวดหนามกำลังรัดลำคออย่างแรง ข้าแทบไม่เหลือแรงที่จะขบกรามเพื่อข่มเสียงร้องแห่งความทรมานไว้แล้ว ใบหน้าเริ่มซีดเซียวลงเรื่อยๆ ลมหายใจเริ่มโรยรินแผ่วเบาลงทีละนิดอย่างอ่อนล้า



วันนี้มันวันอะไรกันแน่...เหตุใดข้าถึงได้เสียเลือดอย่างกับประจำเดือนอย่างนี้



แต่ในขณะที่กำลังปลงให้กับชีวิตอยู่นั้น จู่ๆแววตาของปีศาจเงือกก็เปลี่ยนไป นางขมวดคิ้วขณะค่อยๆใช้มืออีกข้างแตะลงบนโหนกแก้มซ้ายข้า...ที่ซึ่งมีรอยแผลเป็นตั้งแต่วัยเด็กปรากฏอยู่



“รอยแผลนี่...” นางหรี่ตาลง ก่อนจะเบิกตาโพลงถึงขีดสุดทันที ฝ่ามือรีบปล่อยข้าลงอย่างรวดเร็วราวกับโดนนํ้าร้อนลวกจนมือพองอย่างไรอย่างนั้น ส่งผลให้ร่างของข้าหล่นลงไปกระแทกพื้นโขดหินด้านล่างอย่างแรง อีกฝ่ายผงะถอยหลังไปขณะมองมาอย่างไม่เชื่อสายตา “นี่เจ้า..เจ้า...!



“แค่ก...แค่กๆ!” ข้าไอออกมาแล้วพยายามกอบโกยอากาศเข้าปอดจนแสบคอ แผ่นอกกระเพื่อมขึ้นลงถี่รัวจากการหอบหายใจแรง ดวงตาฉํ่านํ้าพยายามปรือมองคู่ต่อสู้เมื่อครู่ ขาทั้งสองข้างซึ่งเป็นอวัยวะที่เจ็บน้อยที่สุดค่อยๆพยุงประคองให้ข้าลุกขึ้นอย่างยากลำบาก โดยที่คนตรงหน้ายังคงจ้องมาอย่างไม่เชื่อสายตา



“เจ้า...เจ้าเป็นบุตรแห่งซาฟีร่า!?



ข้าชะงักไปทันที แต่ก็ไม่มีแรงมากพอที่จะปั้นหน้าตกใจด้วยซํ้าไป จึงได้แต่เอ่ยถามด้วยเสียงแหบแห้งด้วยความแสบคอ “เจ้า...รู้จักแม่ข้างั้นหรือ



คนตรงหน้ากวาดสายตามองทั่วเรือนร่างข้าด้วยตาที่เบิกโพลงถึงขีดสุด แขนขวากลายเป็นอัมพาตจนขยับไม่ได้แม้แต่นิด โลหิตสีแดงฉานจากเนื้อเหวอะบริเวณใต้ท้องแขนซ้ายไหลอาบมาจนถึงปลายนิ้ว ก่อนจะหยดลงสู่พื้นโขดหินด้านล่างทีละหยด ส่วนเลือดที่ไหลซึมออกมาจากการโดนกรงเล็บจิกคอ และการโดนกิ่งไม้แทงซํ้าๆบริเวณหัวไหล่ก็ไหลอาบไปทั่วทั้งคอเสื้อ หลังจากที่ได้กวาดสายตามองบาดแผลเหล่านั้นแล้ว นางก็มีสีหน้าหวาดกลัวและระแวงจนมือสั่นระริก ก่อนจะทิ้งตัวลงคุกเข่าแล้วกอดขาข้าไว้แน่น นํ้าตาที่ข้าไม่คิดว่าปีศาจจะมีไหลออกมาจากดวงตาสีทองเป็นสายอย่างน่าเวทนา



“ขะ ข้าผิดไปแล้ว! ข้าขอโทษ! ฮึก ขอโทษที่ทำร้ายท่าน! มะ เมตตาข้าด้วย ได้โปรดอย่าฆ่าข้าเลย ได้โปรดอย่า..



แววตาที่สั่นไหวกับร่างกายที่สั่นระริกด้วยความหวาดกลัวของนางทำให้ข้าขมวดคิ้ว นางดูหวาดกลัวขวัญเสียถึงที่สุดอย่างน่าเวทนา แววตาที่เต็มไปด้วยความกระหายเลือดเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความขี้ขลาดหวาดกลัว เป็นภาพที่น่าสมเพชจนข้าหรี่ตามองอย่างดูหมิ่น



เหอะ...เมื่อครู่เพิ่งจะกัดกินเนื้อข้าอย่างเมามันอยู่เลย พอมาตอนนี้ก็มาร้องขอชีวิตแล้วรึ



อีกอย่าง...ทำไมนางถึงได้ขอให้เมตตาชีวิตนางจนหางจุกตูดขนาดนี้ ไหนเจฟฟ์เคยบอกว่าปีศาจที่มีโลหิตสีดำแบบนางจะสามารถคืนชีพได้เรื่อยๆไง แล้วทำไมถึงต้องกลัวตายด้วยล่ะ ในเมื่อนางเองก็คงตายมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็จะสามารถเกิดใหม่ได้นับครั้งไม่ได้เช่นกัน



และเหนือสิ่งอื่นใด...ทำไมนางถึงกลัวเหลือเกินเมื่อได้รู้ว่าข้าเป็นลูกใคร



แต่ในขณะที่กำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความสับสนอยู่นั้น ทันใดนั้นเสียงคำรามทรงพลังคล้ายอสูรก็ดังขึ้นจนถํ้าสั่นสะเทือน ส่งผลให้เศษสะเก็ดหินจากหินงอกหินย้อยบนถํ้าร่วงหล่นลงมาในแอ่งนํ้า แม้แต่เงือกที่กำลังกอดขาข้ายังชะงักไปเมื่อได้ยินเสียงนั้น ก่อนที่เราจะหันไปหาต้นเสียงอย่างพร้อมเพรียงกัน



และทันทีที่ได้เห็นสิ่งนั้น ข้าก็แทบจะกระอักเลือดออกมาทันทีอย่างไม่เชื่อสายตา
 


บนฝั่งทางออกของถํ้า มีฝูงหมาป่าปีศาจขนาดใหญ่นับร้อยประสานเสียงกันขู่คำรามอย่างน่าเกรงขาม พวกมันยืนเรียงรายกันด้วยแววตาที่ดุร้ายน่ากลัว โดยมีอลิซาเบธในร่างหมาป่าที่กำลังยืนสองขาเท้าสะเอวยืนอยู่ด้านหน้าสุด...





TBC.





TALK : 2

แต่งจนตาเปียกตาแฉะจริงๆค่ะตอนนี้ แต่งไปทำงานเอกสารไป พอเครียดจัดก็ไปดูซีรีย์ เล่นเอาตาบวมเป่งเลยทีเดียว55555555

เนื้อหาจะเข้าสู่โหมดเข้มข้นแล้วเน้อค้า ปมทุกอย่างกำลังจะคลี่คลายทีละนิด มาให้กำลังใจทั้งสองคนไปด้วยกันนะคะ uwu


TALK : 1

หลังจากที่ผ่านมาแปดสิบสี่ปี ในที่สุดก็ได้อัพพพพ ฮรือออ ดีใจเหมือนได้ตั๋วคอนบังทันเรย ㅠㅠ

เราเริ่มแต่งครึ่งหลังไว้ล่วงหน้าแล้วว ไม่ต้องกังวลว่าจะมาช้าเวอร์เหมือนคราวนี้นะคะ ฮรึกกก ;v;

แจ้งนิดนึงนะคะ

เนื่องจากช่วงนี้เด็กดีไม่ค่อยขึ้นแจ้งเตือนนิยาย เหมือนตอนที่แล้วที่เราอัพไป มันก็ไม่ขึ้นแจ้งเตือนให้รีดหลายคนมากๆๆ ฉะนั้นถ้าผ่านไปเกิน 15 วันแล้วแต่ยังไม่ได้รับการแจ้งเตือนจากฟิคเรา ให้รีดๆเข้าไปเช็คในทวิตเรานะคะ ถ้าอัพแล้วเราจะแจ้งไว้ที่นั่นค่า ลิ้งค์ทวิต >>
จิ้ม

มีใครรู้สึกเหมือนเจดี้มั้ยคะว่าตอนนี้วิสซี่มีพฤติกรรมบางอย่างที่เปลี่ยนไป เพราะอะไรหน๊ออ

อ้อๆ วันนี้เลามาแจ้งข่าวดีด้วย พวกเขาใกล้ได้กันแล้วนะคะพวกเทอ!//เอามือป้องปาก

เอารูปนางเงือกสาวสวยทั้งสองมาฝากจ้า งามหยาดเยิ้มสุดๆเลยใช่มั้ยล่ะคะ uwu

ArtStation - deep sea mermaid, Ester Zejn


ใครท๊ามม5555



Memes de BANGTAN creadas por ARMYs ♥ #fanfic # Fanfic # amreading # books # wattpad


ขอบคุณทุกคอมเม้นท์และแท็กสกรีม #JourneyKV ที่เป็นกำลังใจให้เราด้วยนะคะ ขอบคุณรีดๆทุกคนที่ติดตามผลงานของเราค่ะ I purple you <3


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 276 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,093 ความคิดเห็น

  1. #1083 boahammock (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2563 / 22:16
    เจ็บหนักแบบหนักมากจริงๆ อะไรจะอกทนได้ขนาดนี้ โอ้ยยย เจ็บแทนนนน
    #1,083
    0
  2. #973 journeysmf (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 8 กันยายน 2563 / 23:48
    นายหญิงนี่แม่เจเดนแน่นอนอ่ะ ละที่มบอกเจเดนเป็นมนุษย์คนสุดท้าย แสดงว่าแม่ไม่ใช่คนแล้วหรอ
    #973
    0
  3. #948 PlengPGK (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2563 / 19:37
    เจ็บหนักกันทั้งคู่แน่ๆเลย น้องวิสก็ไม่รู้จะเป็นไงบ้าง แต่เจเดนคือสาหัสไม่ไหวㅠㅠㅠㅠㅠ
    #948
    0
  4. #810 01_03_44 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2563 / 12:26
    ถ้าอยากเราเป้นลมตายตั้งแต่กรีดเนื้อใต้ท้องแขนตัวเองละ
    #810
    0
  5. #803 Eutopia1812 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2563 / 10:48
    ยาหมดฤทธิ์แล้วแน่ๆ ฮื่อ แต่ว่า แม่เจเดนคือนายหญิงในที่นี้ ไม่ใช่เทียร่าแน่ๆเลย แล้วจงใจโกหกเจเดนให้เข้าใจว่าเป็นฝีมือเทียร่าใช่ไหม;-;
    #803
    0
  6. #773 JP_Spectrum (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2563 / 01:45
    เราว่าวิสซี่ตัวจริงเสียงจริงมาแล้วแน่ๆ ฉากเงือกคิอเราทำใจอ่านจริงๆ ฉากหวาดเสียวมากแงงง แต่โครตหนุก
    #773
    0
  7. #657 pwgns0805 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 22 เมษายน 2563 / 19:52
    โบ๊ะบ๊ะไม่ไหวแล้วค่ะ นายเจเดนนี่นะความคิดแต่ละอย่าง ฉลาดและตลกจนกลั้นขำไม่อยู่ ละคิดภาพอลิซาเบธก็คือ 555555555555 เจ้มจ้นมากค่ะ โอ้ย สนุก!
    #657
    0
  8. #599 Mvis. (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 18 มีนาคม 2563 / 15:37
    อยากจะห้อยหลวงปู่คงให้น้องทราวิส55555 อลิซาเบธคือเริ่ดไม่หยุดเลยนะเอ็ง555555555
    #599
    0
  9. #578 Khuntxngfa (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 5 มีนาคม 2563 / 16:26
    ก่อนอื่นเลย สงสารเจเดนมาก;__;

    คิดภาพตอนโดนกัดที่แขนแล้วจะร้อง บรรยายได้เห็นภาพมาก เจ็บแทนเลย
    #578
    0
  10. #572 poramphai (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563 / 22:35
    หรือเทียร่าใช้แม่เจเดนไปฆ่าพวกปีศาจพวกนี้
    #572
    0
  11. #502 Sarita Wine (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 / 10:06
    โดเนทค่า luck ให้ทราวิสได้มั้ย โอ่ย น้องโดนตลอด5555555
    #502
    0
  12. #456 Ise-sasaki (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2562 / 21:42
    อลิซาเบธจัดการมันเลยลูก!!!
    #456
    0
  13. #454 BombamTewika (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2562 / 15:11
    ขำตรงอลิซาเบธยืนสองขาเท้าสะเอวนี่แหละ😂😂
    #454
    0
  14. #453 YeenhotYG1997 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2562 / 00:06
    ความอ่านฉากบรรยายอลิซาเบซยืนสองขาเท่าสะเอวละนึกภาพตาม555
    #453
    0
  15. #449 chomey (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 30 กันยายน 2562 / 14:38
    ชั้ลว่าทราวิสไม่น่ารอดแล้วนะ โดนดึงลงไปนานขนาดนั้น ถ้ารอดนี่คงต้องให้หมอเช็คว่าทราวิสมีเหงือกเหมือนปลาตรงไหนของร่างกายน้อง 55555
    #449
    0
  16. #448 Nyehet (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 12:12
    ชาปนี้คือเสียเลือดกันแบบหนักหน่วงมาก ว่าแต่ทราวิสที่โดนลากไปใต้น้ำยังโอเคนะคะ?5555
    #448
    0
  17. #447 proudsj (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 11:29
    เย่ๆๆๆ อลิซมาแล้ว
    #447
    0
  18. #440 TaTa_p19 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 25 กันยายน 2562 / 23:12
    โดเนทเลือดให้เจเดนและทราวิสค่ะ เอาเลือดเราปัยยย เอาเลือดเราปัยยยยยย ยย ย ;-;
    น้องทราวิสคือจมลงไปนานมากหนูแง้ เป็นไรมั้ยยย? ;-;
    นี่แอบหวังตอนแรกว่าอาจจะใช้เลือดเงือกมารักษาแผล แต่โดนเงือกกัดแทนซะอีก โธ่เจเดน เจ็บไปหมดดดด

    ปล.ขำอลิซาเบธยืนเท้าเอวมากค่ะ
    #440
    0
  19. #439 Lala_Land (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 24 กันยายน 2562 / 23:54
    คือออ บาดเเผลฉกรรนัก ถ้าไม่ใช่ เจเดนคือตายนานเเล้วพูดเลย 555555 อ่านเเล้วเเสบไปหมด ยึ๋ยยย เจ็บบบ
    #439
    0
  20. #438 FON403 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 24 กันยายน 2562 / 22:43
    หมันไส้อลิซาเบธได้ไหม
    #438
    0
  21. #437 Violet_V (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 24 กันยายน 2562 / 18:08

    อูยยยย เจ็บแทนเจเดนมากๆ อึดสุดๆเลยพ่อคุณณ นี่โคตรอยากรู้เรื่องซาฟีร่าอ่ะ สงสัยมานานละ มันมีเงื่อมยังไงไม่รุ้ ฮรือออ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ขำยัยอลิซมากกก โอ๊ยยยย55555555555555555

    #437
    0
  22. #436 Ver_a (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 24 กันยายน 2562 / 14:24
    เท้าเอว-ต้าวไปไหนมา!!
    #436
    0
  23. #435 vVv-Tae (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 24 กันยายน 2562 / 10:49
    อลิดสเบด หนูยื่นเท้าเอวได้ด้วยหลอลูก
    #435
    0
  24. #434 thanyalaktosem (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 24 กันยายน 2562 / 06:38

    แงงงทราวิสซี่ อยู่หนายยย
    #434
    0
  25. #433 0961603450 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 24 กันยายน 2562 / 01:32

    รักน้องอลิซ สู้ๆค่ะไรท์
    #433
    0