Before the everything fall like a snow

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,265 Views

  • 56 Comments

  • 108 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    191

    Overall
    2,265

ตอนที่ 16 : ACT 1 View what i want :13 ปัญหาฉับพลัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 140
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    3 ก.พ. 62

           หลังมานี้ผมเริ่มที่จะฝันถึงเหตุการณ์ในชีวิตที่แล้ว ถ้าถามว่ามันเป็นอาการ Homesick รึปล่าวผมบอกได้เลยว่าไม่ใช่ เพราะที่นี่ก็คือบ้านของผมเหมือนกัน อันที่จริงผมอาจจะแค่คิดถึงพวกเขา อย่างเจ้าแฟรงค์ ถึงหมอนี่จะน่ารำคารหน่อยๆก็เถอะ แต่เวลาที่หมอนี่ทำอะไรบ้าๆ มันทำให้ผมอรมย์ดีไปด้วยซะงั้น หมอนี่ยังเป็นพวก เฟรนลี่กับทุกคน แต่ก็ไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมถึงยังยึดติดกับผมอยู่ แถมตอนขึ้นมอปลายมายังอุสาห์เขาหาผมทั้งๆที่ผมทำเป็นเมินใส่แท้ๆ ยัยมินต์นี่ก็อีกคนละนะที่เขาหาผม แล้วก็ต้องขอบคุณยัยมินต์ที่ทำให้ผมได้รักษาแผลใจในวัยเด็กละนะ ถ้ามีโอกาศได้คุยกันอีกครั้งละก็ ผมจะขอโทษยัยนั้นที่ผมไปละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวของยัยนั้น แล้วก็อีกอย่างที่ผมตายก็ไม่ใช่เพราะยัยนั้น แต่เป็นอุบัติเหตุ ผมกลัวว่าคนอย่างยัยนั้นจะไม่ให้อภัยตัวเองนี่สิ แต่นี่มันก็แค่เรื่องที่ผมคิดเองเออเองเท่านั้นแหละ แต่ถ้าเป็นไปได้ผมก็อยากขอโทษยัยนั้นจริงๆนะ


แล้วก็ คุณลุง แม้ว่าลุงจะไม่ใช่ลุงแท้ๆแต่ลุงเค้าก็เลี้ยงผมมาจนโตนี่เนอะ ถึงผมจะเป็นเด็กกำพร้าก็เถอะ แต่ผมก็ไม่รู้เคยอยู่บ้านเด็กกำพร้ารึปล่าว ผมจำช่วงก่อน 5 ขวบไม่ค่อยได้เลยหนะสิ ซึ่งผมก็ไม่ใส่ใจ แต่ผมรู้ได้ไงละว่าถูกทิ้งไว้ที่โรงบาล ก็ลุงเล่าใฟ้ฟังนั้นแหละ ลุงนี้ก็เป็นคนที่แปลกจริงๆ ผมได้ยินชื่อลุงแค่ไม่กี่ครั้งเอง เหมือนจะได้ยินว่าชื่อ “นิโคไล” รึปล่าวนี่แหละ ที่แปลกไม่ใช่ที่ชื่อหรอก ถ้าลุงเป็นลูกครึ่งรัสเซียไทย แต่ที่แปลกก็คือ ลุงแทบไม่เคยเล่าอะไรเกี่ยวกับตัวเองเลยนี่สิ แม้แต่งานที่ลุงทำผมก็ไม่รู้ บางวันก็กลับดึกบ่าง บางวันก็กลับมาเช้าเลยก็มี หรือจะมีบางครั้งที่ลุงไม่กลับมาบ้าน บางทีก็ แค่ 2-3 วัน บางทีก็เป็นสัปดาห์รึไม่ก็เป็นเดือน แต่ว่ามันก็ไม่สำคัญหรอก เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัวหนะสิ ถึงลุงจะมีความลับมากมายแค่ไหนก็เถอะ แต่ผมจะไม่ถามหรอกนะมันจะดีกง่าที่ลุงจะเล่าให้ผมฟังเองกับปากหนะ


แต่ว่านะตอนนี้ถึงสงสัยแค่ไหนผมก็น่าจะไม่มีวันได้รู้แล้วละ เว้นแต่ผมจะหาวิธีการไปหาพวกเค้าได้ละนะ แต่ถ้าถามว่าทำไมไม่ลองหาเวทย์อัญเชิญแล้วเรียกพวกเขามาละ ไม่ไม่ ผมไม่อยากให่พวกเค้าเหล่าที่ไม่รู้เรื่องอะไรมาเกียวกับโลกนี้หรอกนะ โลกที่แสนลำบาก ที่เทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้า และอันตรายที่รอบด้าน โลกที่เด็กตัวเล็กๆต้องศึกษาและเรียนรู้อย่างเอาเป็นเอาตายไม่ใช่เพราะที่จะเรียนต่อ แต่เพื่อเอาชีวิตรอดให้ได้จากสภาพแวดล้อมอันโหดร้าย ผมไม่มีทางที่จะดึงพวกเค้าจากโลกนั้นมาเกี่ยวข้องหรอกนะ มีแต่ผมสิที่ต้องห่วิธีไปหาเอง แต่ด้วยสภาพผมตอนนี้ ทุกคนคงจำผมไม่ได้หรอก


มาพูดถึงปัจจุบันกันดีกว่า ตอนนี้ผมอายุ 10 ขวบแล้ว และ เวลาที่ต้องออกเดินทางใกล้มาถึงแล้วละ ถึงจะไม่รู้เวลาที่แน่นอนว่าจะได้ออกเดินทางวันไหน แต่ว่าผมรู้สึกว่าเวลานั้นอีกไม่นานมันก็คงจะมาถึงแล้วละ


ถ้าพูดถึงการฝึกใช้เวทย์ของเจ้าเด็กบ้า(บาค์คั่น)นั้นแล้วละก็ หมอนี้เรียกได้ว่าไม่ถนัดใช้เวทย์สุดๆ หมอนั้นต้องใช่เวลาฝึกไป 1 ปีเพื่อที่จะร่ายเวทย์ประกายแสงธรรมดาๆ แต่พอหมอนั้นร่ายเวทย์ก็เรียกว่าคล่องเลยละถึงพลังเวทย์จะไม่ค่อยเยอะ แต่หมอนั้นก็ประยุกต์เวทย์ธาตุลมมาใช้กับวิธีการต่อสู้ได้อย่างเต็มที่ อย่างใช้เวทย์ “อิมแพค” มาใช้กับการเคลื่อนที่ ยกตัวอย่างง่ายๆเวลาเจออะไรที่ไม่คาดฝันอย่างเวทย์ ลูกธนู รึว่าการโจมตีทีเผลอ หมอนั้นก็จะใช้ “อิมแพค” ใส่ตัวเองเพื่อเบี่ยงทิศทาง จากนั้นก็ใช้ “วินด์บูส” เพื่อประชิดเป้าหมาย ทักษะการต่อสู้ผสมผสานกับการร่ายเวทย์ที่คล่องแคล่ว ทำให้แทบจะไรจุดอ่อนเลยละ เรียกว่าอัฉริยะก็ดูไม่เกินจริง ผมเลยไปขอให้ลุงโคเลยตีดาบเรเปียร์ให้หมอนั้น แล้วผมก็เริ่มฝึกให้หมอนั้นใช้เรเปียร์ให้คล่องมือ และการฝึกของหมอนั้นก็จบในสัปดาห์เดียว ตอนนี้หมอนั้นตามผมทันแล้ว ไม่สิเรียกได้ว่าเหนือกว่าผมไปแล้วละ ทังพี่มิลลี่ก็ดี ทั้งเจ้าเด็กบ้านี่ก็ดี มีแต่คนเก่งๆทั้งนั้นเลยแหะ ไม่แน่ว่าในหมู่บ้านนี้อาจจะมีคนเก่งๆอีกก็ได้


แต่ผมก็ยังมีสิงที่คาใจอยู่หนึ่งอย่าง ทั้งพี่มิลลี้ ทั้งเจ้าเด็กบ้านั้นต่างก็มีแนวทางการต่อสู้ที่ตัวเองถนัด ดังนั้นสิ่งที่คาใจผมตอนนี้ก็คือ แนวทางแบบไหนที่ผมถนัด จริงอยู่ที่ว่าผมสามารถใช้อาวุธได้ทุกๆอยางที่มีในสนามฝึกของลุงโค แต่ว่าผมไม่สามารถเชี่ยวชาญได้เลยแม้แต่อย่างเดียว นั้นก็คือ ผมยังหาความเป็นตัวของตัวเองไม่เจอ เวทย์มนต์ที่เรียนมาจากแม่ สร้างอุปกรเวทย์ที่เรียนมาจากตาลุงกริฟ และก็เทคนิคการต่อสู้ที่เรียนมาจากลุงโคจุน ทุกอย่างที่ว่ามามันเหมือนเดินตามเส้นทางที่คนอื่นวาดเอาไว้ ทางอันราบเรียบไม่มีเส้นทางที่ขรุขระหรืออันตราย ทำให้เดินตามได้อย่างสะดวกสบายโดยไม่สดุดหินล้มลงกลางทางไปก่อน มันถึงเวลาที่จะสร้างเส้นทางของตัวเองแล้วสิ เหมือนกับที่พี่มิลลี่ และเจ้าเด็กบ้านนั้นทำ


แต่ก่อนอื่นมาทบทวนสิ่งที่ผมคิดว่าถนัดกันก่อนดีกว่า เวทย์มนต์สายบริสุทธิ์ เวทย์ไซโคคิเนซิส เหรือเรียกสั้นๆว่า “คิเนซิส” เวทย์ที่เป็นเหมือนกับการหยิบจับสิ่งของขึ้นมาด้วยมือที่มองไม่เห็น ควบคุมสิ่งของให้เป็นไปตามที่ใจนึกคิด แต่ปัญหาก็คือในการควบคุมของแต่ละชิ้น มันก็เหมือนมีมือเพิ่มขึ้นมาอีกมือหนึ้งการควบคุมของที่มากกว่าสองชิ้นเลยทำได้ยาก ตอนนี้ผมควบคุมได้มากสุดแค่ 4 ชิ้น ถ้ามากกว่านี้จะรักษาความคงที่ในการควบคุมไม่ได้และเวทย์ก็จะหลุดการควบคุมไป หรือก็คือของที่ควบคุมอยู่ทั้งหมดจะหล่นลงกับพื้นนั้นแหละ


เพราะฉนั้นวันนี้ผมจะไปหาเวทย์ที่ช่วยให้ “คิเนซิส” ของผมมีประสิทธิภาพมากขึ้น แน่นอนว่าที่ห้องสมุด วันนี้เป็นวันเก็บเกี่ยวละ โดยปกติแล้วพอถึงวันเก็บเกี่ยวตาลุงกริฟจะไปคุมงานละ เพราะฉนั้นห้องสมุดจะปิดไปวันหนึ่ง ที่ตาลุงต้องไปคุมงานก็เพราะ สถานที่เพาะปลูกแหล่งอาหารของหมู่บ้านเราต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่าโดมเพาะปลูก โดมเพาะปลูกจะถูกควบคุมอุณหภูมิด้วยอุปกรณ์เวทย์ และที่เรียกว่าโดมก็เพราะว่ามันถูกคลุมด้วยแผ่นใส่ๆที่ทำมากจากสไลม์เพราะสามารทนต่อสภาพอากาศที่หนาวเหน็บและกักเก็บอุณหภูมิได้ เพราะฉนั้นงานของตาลุงในช่วงวันเก็บเกี่ยวก็คือเช็คสภาพของอุปกรณ์เวทย์นั้นแหละ แต่ถึงแม้ว่าห้องสมุดจะปิดแต่ผมก็มีกุญแจสำรองอยู่ แน่นอนว่าไม่ได้ขโมยมาแต่ตาลุงให้เองกับมือเลยนะ


แต่ก่อนทีผมจะได้เริ่มทำอะไรนั้น แม่ก็เปิดประตูเข้ามาด้วยความเร่งรีบ


“มีอะไรเหรอคะแม่ ดูรีบเชียว”(เคียร์)


“กริฟเรียกประชุมด่วนหนะ เราเองก็ต้องไปนะ”(แม่)


“เรา  หมายถึง หนูด้วยเหรอ?”(เคียร์)


“ใช่แล้วจ้ะ ลูกก็ต้องมาด้วยละนะ เพื่อนๆลูกก็โดนเรียกตัวด้วยสิ แม่ไม่รู้นะว่าประชุมด่วนเรื่องอะไร แต่แม่คิดว่ามันน่าจะเกี่ยวกับการเดินทางของเราด้วยละนะจ้ะ”(แม่)


อ่า เหมือนจะมีอะไรยุ่งยากเกิดขึ้นแล้วสิ


---- ณ สถานที่ประชุม

ตอนนี้ผมกับแม่ก็มาอยู่ที่ห้องประชุมแล้ว จะเรียกว่าห้องประชุมไม่ได้ด้วยสิ เพราะมันเป็นห้องที่เด็กๆในหมู่บ้านใช้เรียนกัน ทุกคนที่ผมรู้จักก็อยู่กันครบเลย ผู้ใหญ่บ้านก็มาด้วยแหะ แถมเจ้าเด็กบ้านั้น พี่มิลลี่ ก็ไม่แปลกหรอกนะพี่มิลลี่เป็นลูกผู้ใหญ่บ้านนี่เน้อ ลุงโคจุน พี่เซลนี่ แล้วก็ เจ้าภาพของการประชุมครั้งนี้ ตาลุงกริฟ


“เอาละมากันครบแล้วสินะ”(ลุงกริฟ)


“แล้วข้าเกี่ยวอะไรด้วยละ”(บาค์คั่น)


“เรื่องแกเอาไว้ทีหลังเถอะ แต่ตอนนี้มีอะไรที่ฉุกเฉินกว่านั้น เราจะมาพูดถึงเรื่องนี้กันก่อน”(ลุงกริฟ)


“เรื่องฉุกเฉินที่ว่านี้คือ เรื่องที่เกี่ยวกับหมู่บ้านนี้งั้นเหรอตาลุง”(เคียร์)


“ใช่ มันเป็นปัญหามาหลายปีแล้วแต่ดูท่าว่าปีนี้จะหนักสุดแล้วละ”(ลุงกริฟ)


บรรยากาศในห้องเริ่มที่จะตึงเครียด สีหน้าของพวกผู้ใหญ่เต็มไปด้วยความกดดัน ทว่าคนที่แสงสีหน้าชัดเจนที่สุดก็คือแม่ผม สีหน้าที่บอกว่าอย่าให้เรื่องที่คิดอยู่เป็นความจริง ทันทีนั้นตาลุงก็พูดเรื่องปัญหาที่มันทำให้ทุกคนในห้องถึงกับหน้าถอดสี


“หมู่บ้านนี้หนะ เหลือเวลาอีกไม่ถึง 10 ปีแล้วละ ส่วนสาเหตุมันมาจาก สภาพของดินที่ใช้ในการเพาะปลูก พืชผลบางอย่างที่จำเป็นก็ไม่สามารถที่จะปลูกได้อีกแล้ว ที่เก็บเอาไว้ก็พออยู่ได้อีกประมาณ 7 ถึง 8 ปี ตอนนี้ถ้าไม่มีวิธีทำให้ดินดีขึ้นก็คงต้องย้ายถิ่นฐานละ”(ลุงกริฟ)


“นี่กริฟ มีเวลาอีกกี่ปีกว่าจะย้ายถิ่น”(แม่)


“ถ้านับรวมเวลาที่ต้องใช้ในการเตรียมการเรื่องการหาถิ่นฐานใหม่เต็มที่ก็ได้แค่ 5 ปี”(ลุงกริฟ)


“ตอนนี้พวกเราไม่รู้ว่าโลกภายนอกพัฒนาไปถึงไหนแล้ว หรือจะเรียกได้ว่า ความรู้ที่พวกเรามีอยู่ตอนนี้ค่อนข้างล้าหลัง”(แม่)


“แต่ว่าใครจะไปละ ก็รู้ๆกันอยู่ว่าผู้คนที่หมู่บ้านนี้กลัวพวกมนุษย์กัน เพราะฉนั้นการหาวิธีทำให้ดินกลับมาดีเหมือนเดิมมันเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เราควรที่จะคิดเรื่องของการอพยพเลยจะดีกว่านะ”(ผู้ใหญ่บ้าน)


“แต่ว่าพ่อคะ มันก็มีโอกาศไม่ใช่เหรอ ถึงจะแทบเป็นไปไม่ได้แต่มันต้องมีทางสิ แล้วอีกอย่างที่ๆสภาพอากาศโหดร้ายแบบนี้ จะมีที่ไหนที่เราอยู่ได้ละ นอกจากที่นี่”(พี่มิลลี่)


“แต่ว่า ถ้าเราอยู่ที่นี่ต่อไป เราก็จะอดตายกันทั้งหมู่บ้าน ฟน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านคือต้องดูแลชีวิตของคนทั้งหมู่บ้านให้มั่นคง เพราะฉนั้นถ้าจะให้พ่อนั้งรอหนทางอันริบหรี่ละก็สู้ลงแรงกับสิ่งที่เป็นไปได้สูงจะดีกว่านะ”(ผู้ใหญ่บ้าน)


ระหว่าที่สองพ่อลูกำลังยืนเถียงกันแม่ก็ปรบมือเสียงดันสนั้นเพื่อหยุดบทสนทนา


“ถ้าพูดถึงอาสาสมัคที่จะออกไปโลกภายนอกเพื่อหาวิธีต่อชีวิตให้หมู่บ้านนี้ละก็ พวกเราสองแม่ลูกจะไปเอง”(แม่)



E -ND


:13

ปัญหาฉับพลัน


(บ่นเล็กน้อย)

ตอนนี้ก็จะแปลกๆนิดหน่อยหลักๆก็อยากเร่งเนื้อหาของเรื่องให้เร็วขึ้นเพราะตอนนี้เริ่มเบื่อๆหมู่บ้านแล้ว (แหะๆ) ยังไงก็เถอะ เกมหลายๆเกมช่วงนี้ชอบเอาอีเว้นมาชนกันเหลือเกินนะ ยังไงก็อย่าหักโหมเล่นเกมมากเกินไปจนลืมทำอย่างอื่นละ(เหมือนจะเข้าตัวเองเลยอ่า) ยังไงก็เถอะ ขอให้สนุกกับการอ่านน้อ และขอโทษทีที่อัพช้าเพราะไปติดเกมน้อ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #25 wakure (@wakure) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 / 19:32

    ถึงจะสั้นไปหน่อยแต่ก็ยังคงความน่าสนุกน่าอ่านเช่นเคย

    #25
    0
  2. #24 GrandCross21 (@makara25436) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 / 17:46
    สนุกมากรอตอนต่อไป
    #24
    0