Before the everything fall like a snow

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,373 Views

  • 59 Comments

  • 117 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    299

    Overall
    2,373

ตอนที่ 15 : Special:

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 131
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    21 ม.ค. 62

           เสียงนกร้องที่ดังมาจากทางหน้าต่าง และเสียงการใช่ชีวิตของผู้คน มันทำให้ผมลืมตาตื่นขึ้นมา และสิ่งที่พบเจอนั้นคือเพดานที่ไม่เหมือนเดิมแต่ทว่ากลับคุ้นเคยเป็นอย่างดี ที่ๆผมเคยอาศัยอยู่ ที่ๆผมเรียกมันว่า “บ้าน”


มันคือบ้านที่ผมอยู่มาตลอดตั้งแต่เข้าเรียน อนุบาล และตอนนี้คือช่วงที่ผมอยู่ ม.1 ช่วงที่ผลการเรียนของผมดรอปลง


นี่คือครั้งแรกเลยที่ผมรู้จำคำว่า “ความโดดเดี่ยว” ไม่มีใครมาคุยกับผมเหมือนปกติ และกลายเป็นเด็กหลังห้อง และนั่งริมหน้าต่างอยู่คนเดียว เพื่อนที่เคยคุยด้วยนั้นตอนกลับหายหน้าหายตา แม้กระทั่งคุณครูที่เคยบอกว่าผมเป็นเด็กที่ “วิเศษ” และ “พิเศษ” และดูแลเอาใจใส่ผมตลอด แต่ตอนนี้กลับเมินเฉย และทำเหมือนผมไม่มีตัวตนอยู่ หนึ่งปีมานี้ผมได้รู้ซึ้งอย่างดีเลยละ ว่าถ้าหากจะต้องเจ็บปวดจากการถูดทอดทิ้งและเมินเฉยใส่แบบนี้ละก็ สู้ไม่ต้องสร้างความสัมพันธ์ขึ้นมาจะดีกว่า ผมก็เลยพยายามไม่พูดคุยกับใคร สร้างบทสนทนาให้น้อยที่สุด และหยุดสร้างความสำพันธ์ที่ไม่จำเป็น เพิ่มที่จะหยุดความทรมาณจากความโดดเดี่ยวนี้ เหตุการอย่างนี้ดำเนินไปต่อจนกระทั่งผมจบ ม.3


ผมเดินออกมานั่งที่ระเบียงบ้านในตอนดึก และคิดถึงเรื่องที่ผ่านๆมา พอลุงเห็นผม ก็เดินมานั่งข้างๆ


“นี่ลุง จะให้ผมไปเรียน โรงเรียนในเมืองจริงๆหนะเหรอ”(นัน)


“อ่าใช่หนะสิ จำไม่ได้เหรอ การศึกษาภาคบังคับเข้ากำหมดมาให้จบ ม.6 ยังไงแกก็ต่องไป”(ลุง)


“ไม่ใช่แบบนั้น ก็แค่ผมจะไม่ค่อยได้มาเจอลุงบ่อยๆ เพราะว่าโรงเรียนมันไกลจากบ้านเลยต้องไปเช้าหออยู่ ก็เลย . . .”(นัน)


“อะไรกันกลัวเรื่องเงิรกินอยู่เหรอเรื่องนั้นไม่ต้องกลัว ลุงส่งให้แกทุกๆเดือนอยู่แล้ว”(ลุง)


“ไม่ใช่แบบนั้น ก็แค่. . .”(นัน)


‘เพราะผมมีลุงอยู่คนเดียวนี่ จะให้แยกตัวออกไปอยู่ที่อื่นละก็ ผมทำใจไม่ลงหนะสิ’(นั้น)


“พึมพัมๆ อะไรของแกหนะ”(ลุง)


“ไม่มีอะไรหรอกน่า”(นัน)


สุดท้ายแล้วก็ต้องแยกกัน งั้นเหรอ แล้วที่อยู่ด้วยกันมาตลอดมันจะมีความหมายอะไรละ


“เอาเหอะ ถ้าแกเหงาละก็ ว่างๆลุงจะไปเยี้ยมที่หอละกัน”(ลุง)


“ได้เหรอ ?”(นั้น)


“ถ้ามันไม่เหลือบ่ากว่าแรงละนะ จะำยายามไปหาละกัน”(ลุง)


มันทำให้ผมโล่งใจขึ้นมานิดหนึ่งละนะ อย่างน้อยผมก็ยังทีลุงอยู่ละ ผมจะทำเหมือนเดิม พยายามไม่สร้างสำพันธ์กับใคร หรือไม่พูดคุยให้มากที่สุด เพราะจะไม่ไม่ต้องเจ็บปวดเวลาถูกทอดทิ้ง


“ทำหน้าแบบนั้น มีอะไรเก็บไว้ในใจเหรอ”(ลุง)


“ผมทำหน้าแบบนั้นไหนอยู่เหรอ”(นัน)


“ก็หน้าเหมือนคนที่ไม่มีความสุก ถ้าให้เปรียบเทียบละก็ เหมือนโดนแฟนทิ้งมั้ง”(ลุง)


“เอ๊ะ . . ?”(นัน)


“ห๊ะ ผมไม่เคยมีของแบบนั้นนะลุง ก็แค่. . .”(นัน)


“ผมคิดว่า ผมเกลียดโลกใบนี้ แค่นั้นเอง”(นัน)


“แล้วเกลียดเพราะอะไรละ”(ลุง)


“โลกใบนี้หนะมัน ให้แต่สิ่งร้ายๆกับผม มันให้แต่ความผิดหวัง ความเศร้า คามโดดเดี่ยว และความเสียใจ เพราะงี้ผมเลยเกลียดมัน ตั้งแต่ที่ผมเกิดมา ผมก็อยู่อย่างโดดเดี่ยวแล้ว ไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ ผมเกลียดโลกเพราะแบบนี้”(นัน)


“จะเป็นแบบนั้นจริงๆเหรอ”(ลุง)


“. . . . . ผมไม่รู้ ผมไม่รู้อะไรเลย ทั้งเกี่ยวกับโลกนี้ หรือสิ่งที่เกียวกับตัวผมเอง ผมเป็นลูกของใคร มาจากที่ไหน เพราะฉนั้นผมเลยตอบว่า ผมยังไม่รู้”(นัน)


“ก็เพราะนั้นไง”(ลุง)


“เพราะนั้น นั้นไหนเหรอลุง”(นัน)


“แกก็บอกเองนี่ว่าแกยังไม่รู้จักมัน[โลก]ดี เพราะแบบนั้นแกถึงเกลียดมันเหรอ ?”(ลุง)


“ก็ใช่หนะสิ”(นัน)


“เพราะแบบนั้นแหละ แกถึงต้องรู้จักมัน[โลก]ให้มากกว่านี้ก่อน เพราะตอนนี้แกยังมองมันแค่ผิวเผินอยู่ ถ้าเกิดว่าแกรู้จักมัน[โลก]ดีแล้ว แม้ว่าแกจะยังเกลียดมัน[โลก]อยู่ ถึงตอนนั้นก็คงไม่มีอะไรเสียหายนี่ถูกไหม?”(ลุง)


“. . . อื่ม”(นัน)


แล้วลุงก็เขามานั่งใกล้ๆกับผม แล้วก็โอบไหลของผมเบาๆ


“โลกหนะไม่ได้ให้แต่ความรู้สึกแย่ๆหรอกนะรู้ไหม ลองใช่ชีวิตอยู่ต่อไปเรื่อยๆ แกก็จะพบเจอกับมันเอง ชีวิตมันยังอีกยาวไกลนะ”(ลุง)


‘งันเหรอ’(นัน)


เพราะคำพูดของลุง มันทำให้เมฆหมอกในใจผมเบาบางลง ผมหลุดยิ้มออกมาเล็กน้อย ทั้นทีนั้นเสียงนาฬิกาดิจิตอลเรือนโปรดของผมที่ข้อมือก็ดังขึ้นมา ผมจึ่งยกขึ้นมาดูและพบว่าตอนนี้คือเวลา 00:00


“เอาละคงได้เวลาแล้วละนะ”(ลุง)


สิ้นเสียงของลุงก็มีเสียงระเบิดดังขึ้นมาอันที่จริงมันไม่ใช่เสียงของระเบิดหรอก แต่มันเป็นเสียงของสิงที่อยู่ตรงหน้าของผม ที่ๆผมมองไปบนท้องฟ้าที่เคยมืดมิดบัดนี้มันถูกแทนที่ด้วยแสง สี และ เสียงจาก พรุ นับสิบหรือว่าอาจจะเป็นนับร้อย สิงที่ผมมักจะมองเห็นผ่านหน้าต่างจนชินชา และมันเหมือนทุกๆครั้ง แต่ว่าครั้งนี้มันกลับแตกต่าง มันคือพรุที่สวยที่สุดตั้งแต่ผมเกิดมาเลยละ


“นี่”(ลุง)


ผมหันไปหาตามเสียงเรียกของลุง


สุขสรรค์วันปีใหม่นะ”(ลุง)









--------


“. . . . .”


ผมลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง


“ที่นี่คือ. . .”


เพดานที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี  ห้องนอนที่ทำจากไม้อย่างดี เสียงหน้าต่างที่ถูกลมตีอย่างรุนแรง และ สีขาวของหิมะกระจายไปทั่วขอบหน้าต่าง


“เราฝันไปเหรองั้น . . .”


เป็นความฝันและภาพในอดีตงั้นเหรอ ให้ตายสิ ดันโผล่มาให้ คิดถึง กันซะได้นะ . . .


น้ำสีใสอุ่นที่ไหลออกมาเริ่มที่จะทำให้แก้มของผมเปียก และนึกถึงช่วงเวลาในอดีตที่ผ่านมา ทั้งความรู้สึกดีๆที่เคยพบเจอ ทั้งความทุกข์และความเศร้า สิ่งต่างๆผสมปนเปกัน จนทำให้ความรู้สึกเกลียดชังต่อโลกได้ค่อยๆบรรเทาลงไป จนในที่สุดมันก็แปลเปลียนเป็นความรู้สึกขอบคุณ ขอบคุณที่ทำให้ได้เกิดมา ของคุณที่ได้ใชชีวิต ขอบคุณที่ได้พบเจอและ ที่อย่างจึงกลันออกมาเป็นคำๆเดียว สิ่งที่แทนคงามรู้สึกทั้งหมดของเรา


ขอบคุณหรับทุกสิ่งที่ผ่านมานะลุง


และก็


“สุขสรรค์วันปีใหม่นะ”


E- ND



Special:

Happy New Year-

-----------

(มุมบ่นเล็กน้อย)


ตอนนี้ก็เป็นตอนพิเศษน้อ ถ้าหากใครยังจำได้หนูเคีบร์ของเรา ในชีวิตก่อนชื่อ ศนัน รึ นัน น้อ (อ่านว่า สะ - นัน) แน่นอนว่ามันคือเรื่องราวในอดีต ที่ขยายความมาจากตอนที่ 6 น้อ ถ้าลืมๆแล้วก็กลับไปอ่านอีกรอบได้ แล้วก็ เพื่อเพิ่มอารมย์ร่วม แนะนำเปิดเพลง [Kimi No Namae by Chiai Fujikawa] ความหมายดีมากเลยละนะ เอาละสุดท้ายนี้ ก็ขอให้สนุกกับการอ่านน้อ และก็ ขอสวัสดีปีใหม่ย้อนหลัง 20 วันด้วยน้อ






ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #21 wakure (@wakure) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 มกราคม 2562 / 21:29

    ทำให้นึกถึงคนที่เรารักและเคารพที่ไม่ได้อยู่ชื่มชมความสำเร็จของเราเลยนะ

    #21
    0