Before the everything fall like a snow

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,257 Views

  • 56 Comments

  • 108 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    183

    Overall
    2,257

ตอนที่ 17 : ACT 2 The crack road to a new way :Prologue

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 121
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    10 ก.พ. 62

           สายฝนโปรยปรายลงมายังดินส่งกลิ่นที่เป็นเอกลักษณออกมา กลิ่นที่ทำให้สงบใจได้เป็นอย่างดีแต่ทว่าในบางครั้งนั้นมันก็ทำให้เศร้าได้เหมือนกัน


           ฌ สถานที่อันเงียบสงบ โบสถ์เล็กๆที่ห่างจากตัวเมืองและไม่ได้มีความสำคัญอะไรมาก แต่สำหรับบางคนมันคือสถานที่สำคัญ โดยเฉพาะกับเด็กหนุ่มลูกครึ่งคนหนึ่งมันคือสถานที่ที่เพื่อนของเขานั้นได้หลับอย่างสงบ ที่ทุกๆเดือนเขาจะมาเยี่ยมเยือนเพื่อนสนิทของเขาที่โบสถ์แห่งนี้ และทุกครั้งก็จะมีช่อดอกโรสแมรี่ติดมือมาด้วย มันคือดอกไม้ที่เพื่อนของเค้าชอบ  แม้กระทั่งวันที่ฝนตกเหมือนดั่งเช่นวันนี้ เค้าก็ยังคงมายังที่แห่งนี้เหมือนดั่งเช่นเคย ทว่าวันนี้นั้นไม่ได้มีเพียงเด็กหนุ่มที่มาเยียมเยือนเพื่อนของเขาแค่คนเดียว ป้ายหลุมของเพื่อนเขานั้นได้มีเด็กสาวคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ เด็กสาวคนนั้นไม่ใช่คนแปลกหน้า เธอคนนั้นเป็นหนึ่งในเพื่อนสนิทของเด็กหนุ่ม เขารู้สึกแปลกใจที่เธอนั้นมาวันเดียวกัน เพราะพวกเขาทั้งสองนั้นมีเวลาว่างไม่ตรงกัน เนื่องด้วยชีวิตมหาลัยของแต่ละคนนั้นมีวิชาเรียนไม่ตรงกัน เลยเป็นไปได้ยากที่ทั้งสองคนนี้จะมาเยียมเพื่อนของเขาพร้อมกัน


“มินต์เหรอ แปลกจังที่วันนี้มาได้ ปกติแกจะมีเรียนช่วงนี้นี่หว่า”(แฟรงค์)


“วันนี้อาจารย์ไม่ว่างสอนหนะ แล้วนั้นโรสแมรี่เหรอ”(มินต์)


“อ่าใช่ เจ้านันมันชอบดอกนี่หนะ เห็นบอกว่าชอบทั้งสีและความหมาย แล้วตกลงมันหมายความว่ายังไงเนี้ย พอถามไอ้นั้น มันก็ตอบมาว่า ‘ก็ไปหาเองสิไอ่โง่’ หนะ คิดแล้วก็ตลกดีนะ เพราะพอถึงเวลาจริงๆก็ลืมหาความหมายมันทุกที”(แฟรงค์)


‘เมื่อคุณเข้ามาในชีวิตผม มันทำให้ผมมีชีวิตชีวา’ งั้นเหรอ เฮ้อ ชั้นควรจะให้ดอกไม้นี้กับแกไม่ใช่แกมาให้ชั้นสิ”(มินต์)


“เดี๋ยวนะยัยมินต์ ที่บอกว่าเจ้านันมันให้ดอกไม้นี่กับแกนี่คือ ช่วงวันวาเลนไทน์เหรอ”(แฟรงค์)


“เอ่อ ก็ใช่หนะสิ  . . . เดี๋ยวนะ รึว่าแกก็ได้เหรอ”(มินต์)


“อ่า ได้ทุกปีเลยละ แถมพอถามว่าให้ทำไมเจ้านั้นก็จะตอบอะไรแปลกๆด้วยหน้า ตายของมันอีก”(แฟรงค์)


“ ‘ก็วันวาเลนไทน์เป็นวันที่ให้ดอกไม้ที่เราชอบกับคนอื่นไม่ใช่เหรอ’ ละสิ”(มินต์)


“อ่าใช่ๆๆ มันชอบพูดแบบนี้แหละ รึว่ามันอ้างแก้เขินวะ เจ้านันมันก็ชอบทำอะไรยุ่งยากอยู่แล้วด้วยนี่หว่า”(แฟรงค์)


เด็กสาวนั้นได้แต่ทำหน้ายิ้มแยะๆ ให้กับความแปลกของเพื่อนที่จากไปของเธอ ในขนาดที่เด็กหนุ่มได้นำดองโรสแมรี่ช่อเล็กที่นำมาวางไว้ที่ป้ายหลุมศพของเพื่อนเขา โดยปกติแฟรงค์จะเป็นพวกยิ้มเก่ง ไม่ว่าเจออะไรเค้าจะยิ้มเสมอ ทำให้เป็นคนที่ดูยากว่ากำลังคิดอะไรอยู่ และอยู่ในอารมย์ไหน แต่ทว่าไม่ใช่กับมินต์เพื่อนสนิทของเขา มินต์นั้นมองดูแวบแรกก็รู้แล้วว่าเจ้าเพื่อนคนนี้ของเธอนั้นกำลังคิดอะไรอยู่ มันคือความเหงา ราวกับชิ้นส่วนของจิ้กซอที่ขาดหายไป และไม่มีวันนำมันกลับมาได้ เด็กหนุ่มได้เริ่มพูดกับเพื่อนของเขาที่จากไป ผ่านป้ายหลุมศพ


“นี่นัน มึงรู้รึปล่าววะ ตั้งแต่ที่มึงไม่อยู่แล้วเนี้ย ชีวิตแม่งไม่สนุกเลยวะ เพื่อนที่มีอยู่ก็เป็นพวกเขาหาเพราะผลประโยชน์กันหมด ทั้งเสแสร้ง ทั้งโกหกแล้วก็หลอกลวง ไร้ความจริงใจ จริงๆมันอาจจะฟังดูเกย์หน่อยก็เหอะ แต่มึง กูยิ้มด้วยความรู้สึกจริงๆเวลาที่อยู่กับมึง คำพูดแบบขวานผ่าซากของมึงมันทำให้กูยิ้มออกมาได้ บางทีกูจะโรคจิตหน่อยๆละมั้ง ฮะๆ”(แฟรงค์)


เด็กสาวที่ได้ยินเช่นนั้นก็เริ่มแสดงสีหน้าเศร้า อารมย์ที่แสดงผ่านสีหน้าเศร้านั้นไม่ใช่แค่เกิดจากความคิดถึง แต่มันยังรวมไปถึงความรู้สึกผิด ความรู้สึกผิดที่เกิดจากที่เธอนนั้นคิดว่าเธอเป็นต้นเหตุที่ทำให้เพื่อนของเธอนั้นต้องประสพพบเจอกับความตาย แม้จะผ่านมาหายปีแล้วเธอก็ยังคงรู้สึกเช่นนั้น บางครั้งเธอก็จะรู้สึกหดหู่จนถึงขนาดที่คิดฆ่าตัวตาย แต่สิ่งที่ทำให้ความคิดนี้กระเจิงออกไปจากหัวของเธอก็คือ หน้าของเพื่อนสนิทที่เคยพูดไว้ด้วยหน้านิ่งๆของเขาคนนั้น คำพูดที่ว่า ‘ฆ่าตัวตายเหรอ ทั้งๆที่คนที่ยังอยู่ต้องทนทุกข์จนกว่าจะสิ้นอายุไขแต่พวกนี้ดันชิงตายซะก่อน เห็นแก่ตัวไปไหม’ ตรรกะเพียนๆของเขาคนนั้นทำให้เธอได้สติและยิ้มแหะๆให้กับความคิดบ้าๆบอๆที่คาดเดาไม่ได้ของเพื่อนเธอ ถ้าตอนนี้มองจากมุมมองของคนทัวไป เด็กสาวคนนี้ก็แค่ทำหน้าเศร้าเฉยๆ แต่ไม่ใช่กับคนที่กำลังมองอยู่ข้างๆเด็กสาว


“นี่ แกยังโทษตัวเองอยู่เหรอมินต์ เหตุการวันนั้นแกก็รู้ว่ามันเป็นอุบัติเหตุ ไม่ใช่ความผิดแก”(แฟรงค์)


“แต่ชั้นก็เป็นคนผลักนี่ ถ้าชั้นไม่ทำแบบนั้น เจ้านันมันคงไม่ตายหรอก ชั้นมันเป็นฆาตกรที่ผลักเพื่อนของตัวเองลงไปตาย”(มินต์)


“แรงของเด็กผู้หญิงแห้งๆแบบแกจะทำให้ไม้หักได้เหรอ เค้าก็สรุปสาเหตุออกมาแล้ว มันเกิดจากพวกรับเหมาที่มาซ้อมอาคาร พวกนั้นมันเอาไม้เก่ามาซ่อม เพื่อที่จะได้ลดค่าใช้จ่ายแล้วรับกำไรมากขึ้น ตำรวจก็ดำเนินคดีกับช่างรับเหมาไปแล้วด้วย ถ้าได้ยินแบบนี้แล้วก็เลิกโทษตัวเองได้แล้วน่าเพราะมันคืออุบัติเหตุ แกไม่ใช่คนที่ผิดอะไรเลย”(แฟรงค์)


“แต่ชั้นก็เป็นคนผลักเจ้านันนะ”(มินต์)


“โอ้ยยย ยัยบ้าเลิกคิดถึงเรื่องนี้ซักที เริ่มหงุดหงิดแล้วเนี้ย เอางี้ไปร้านนมปั่นที่แกชอบดีไหมเดี๋ยวเลี้ยง อารมย์แกตอนนี้มันหดหู่เกินไปแล้ว ไปปรับอารมย์กันหน่อย นะ”(แฟรงค์)


เด็กหนุ่มที่ลุกขึ้นได้ยื่นมือไปหาเด็กสาวเพื่อเป็นการเชิญชวน เด็กสาวได้ถอนหายใจออกมาก่อนที่จะรับคำชวนแบบไม่เต็มใจ แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะได้หันหลังกลับ ก็มีเสียงๆหนึ่งทักทายทั้งสองคน


“นั้น มินต์ กับ แฟรงค์ เหรอขอบคุณที่มาเยี่ยมเจ้านันนะ”


“อะ คุณลุงนิคสวัสดีครับ เฮ้ยมินต์แกก็สวัสดีลุงด้วยสิ”(แฟรงค์)


ดูเหมือนว่าเด็กสาวตอนนี้จะอยู่ในอาการไม่รับรู้อะทั้งสิ้นแล้ว เพราะคิดซ้ำๆปซ้ำมาถึงเรื่องเพื่อนของเธอที่จากไป ตอนนี้เธอเหมือนกับหุ่นไรชีวิต ถ้าไม่มีใครจูงมือเธอก็จะไม่ขยับเขยื้อนใดๆทั้งสิ้น


“เฮ้ออ ไม่ไหวเลยยัยนี่ จะทำตัวเองจิตตกทำไมเนี้ย ขอโทษแทนยัยนี้ด้วยนะครับลุงนิค เหมือนยัยนี่จะกู่ไม่กลับซะแล้ว”(แฟรงค์)


“ไม่เป็นไรๆ เป็นเรื่องปกติของหนูมินต์เค้าแล้วละ วันที่ลุงมาเยี้ยมเจ้านั้นส่วนใหญ่ก็จะเห็นหนูมินต์นั่งเป็นชั่วโมงๆเลยละนะ การตายของเจ้านันกระทบจิตใจของหนูมินต์มากเกินไป ตอนนี้คนที่จะช่วยให้หนูมินต์กลับมาเป็นปกติได้ ก็มีแต่เธอนะแฟรงค์”(ลุงนิโคไล)


“เพื่อนที่เป็นเพื่อนจริงๆของผมก็เหลือแต่ยัยนี่แหละครับ ผมจะทำทุกอย่างที่ทำได้ละ ผมไม่อยากเสียเพื่อนคนสำคัญไปอีกแล้ว”(แฟรงค์)


“เจ้านันเลือกเพื่อนได้ไม่เลวเลยนะเนี้ย อ่า จริงสิตอนนี้พวกเธอสองคนว่างกันไหมละ”(ลุงนิโคไล)


“ก็ว่างอยู่นะครับ มีอะไรลุงนิค”(แฟรงค์)


“มาทานข้าวเย็นบ้านลุงหน่อยไหมละ ว่าจะลองดูว่าฝีมือทำอาหารลุงตกไหม”(ลุงนิโคไล)


“ก็ได้อยู่นะครับ แต่ปกติแล้วลุงนิคไม่ค่อยว่างทานข้าวที่บ้านนี้ครับ แล้วไหนจะต้องมาทำอาหารให้พวกผมอีก ผมกลัวว่าพวกผมจะไปทำให้ลุงเสียเวลา”(แฟรงค์)


“เอ่าน่าไม่ต้องเกรงใจหรอก แล้วก็ตอนนี้ลุงหนะว่างสุดๆเลย แต่ที่สำคัญเลยคือ ลุงจะย้ายกลับรัสเซียแล้วละ เลยจะกลับไปเก็บข้าวเก็บของด้วย”(ลุงนิโคไล)


“อะ อ่า ลุงนิคจะกลับแล้วเหรอครับ”(แฟรงค์)


“อ่า น่าเศร้าที่ต้องบอกว่าลุงไม่เหลือเหตุผลอะไรให้อยู่ที่นี่แล้วละ”(ลุงนิโคไล)


ชายแก่มองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่มืดครึ้มไปด้วยเมฆฝน สีหน้าที่แสดงออกมานั้น ดูเหงาและเศร้าในเวลาเดียวกัน สิ่งที่ชายแก่ระรึกถึงตอนนี้มีเพียงใบหน้านิ่งๆของเด็กคนหนึ่งที่เขารักราวกับลูกแท้ๆของตัวเอง เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆนั้นเมื่อเห็สีหน้าของชายแก่ ก็เข้าใจทันที่ว่ากำลังคิดอะไร


“ถึงแม้เจ้านันจะเป็นพวกพูดขวานผ่าซาก หน้าตาไร้อารมย์ดูไม่พูดไม่จา แล้วทำตัวเหมือนจะไม่แยแสอะไรเลย แต่จริงๆแล้วเป็น ก็เป็นคนที่ใส่ใจสิ่งรอบข้างมากกว่าใคร เป็นพวกชอบเรื่องจุกจิกเล็กๆน้อยๆ เป็นคนพูดอะไรได้เรื่อยเปื่อย แถมยังกลัวว่าตัวเองจะพูดไม่ดีกับคนอื่นอีก เจ้านันชอบกังวลเรื่องที่ว่าคำพูดของตัวเองจะไปทำให้คนอื่นรู้สึกแย่รึปล่าว แล้วหมอนั้นก็เป็นพวกขี้เหงาแบบคาดไม่ถึงเลยด้วย ตอนแรกผมสงสัยว่าทำไมผมถึงติดเจ้านันถึงขนาดนี้ พอผมลองมาทบทวนดูในเหตุการณ์ที่ผ่านๆมา ผมก็เขาใจว่าทำไมผมถึงยึดติดกับเจ้านันมัน ตลกดีนะที่กว่าผมจะรู้ตัวก็เป็นตอนที่หมอนั้นจากไปแล้ว”(แฟรงค์)


“นันเป็นเด็กที่นานๆทีจะพบเจอเข้าซักคน นันมักจะเรียนรู้อะไรหลายๆอย่างด้วยตัวเองเสมอ รู้จักแยกแยะ รู้จักช่างใจ เป็นคนที่ใจเย็น เจ้านันไม่เคยทำให้ลุงหนักใจซักครั้ง ถึงเจ้านันจะชอบบอกว่าตัวเองไม่ได้ดีเลิศประเสริฐศรีอะไรขนาดนั้น แต่ว่าเด็กแบบนี้ลุงว่า 1000 ปีจะมีซักคนละมั้งนะ”(ลุงนิโคไล)


“เพราะลุงนิคเป็นผู้ปกครองที่ดีไม่ใช่เหรอ”(แฟรงค์)


“ท่าจะไม่ใช่แบบนั้น ชอกตามตรงลุงรู้สึกเสียใจนะที่ไม่ค่อยมีเวลาให้เจ้านันซักเท่าไหร แล้วเจ้านันก็เป็นพวกที่ชอบเก็บปัญหาไว้คนเดียว ถึงหลายๆปัญหาจะแก้ด้วยตัวเองได้ แต่ถ้าปัญหาไหนที่หนักไปที่ตัวเองจะแก้ไหว เจ้านันก็จะเข้ามาถามหาวิธีแก้ไขกับลุงแบบอ้อมๆ”(ลุงนิโคไล)


“เจ้านันคงกลัวลุงจะหนักใจละมั้งครับ คงเพราะเห็นว่าลุงงานยุ่งเลยไม่อยากรบกวนละสิ”(แฟรงค์)


“ให้ตายสิ เป็นเด็กที่ดีจริงๆนั้นแหละ”(ลุงนิโคไล)


หลังจากที่นำดอกไม้ไปวางไว้ละยืนระลึกถึงผู้ที่จากไป ชายแก่ก็เดินตรงไปที่รถพร้อมกับเด็กหนุ่มที่จูงมือเพื่อนของเขาที่ยืนเหม่อลอยไร้สติให้เดินตามมา


--- หลายนาทีต่อมา ---


เมื่อได้มาถึงที่หมายทั้งสามคนก็ลงจากรถ ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ ยกเว้นแต่เด็กสาวที่พึ่งจะได้สติ


“เอะ เอ๋ ? ที่นี่ที่ไหนเนี้ย”(มินต์)


“นี้แกเหม่อหนักขนาดไหนเนี้ยถึงไม่รู้ว่าเรามาที่บ้านเจ้านันกันหนะ ลุงนิคชวนมาทาข้าวเย็นที่นี่หนะ ถ้าว่างหรือไม่ว่างตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วละ”(แฟรงค์)


“นี่ชั้นเหม่อไปนานขนาดนั้นเลยเหรอ . . . พอคิดถึงเรื่องเจ้านัน ชั้นก็เป็นแบบนี้ทุกทีเลย”(มินต์)


“ว่าแต่เราพึ่งเคยมาเห็นบ้านจริงๆของเจ้านันมันนะเนี้ย”(แฟรงค์)


“นั้นสิ ปกติเวลาไปหาก็ไที่ที่หอของเจ้านันนี่เนอะ”(มินต์)


“แต่ก็ไม่ค่ยได้เห็นบ้านทรงนี้จริงๆซักครับเลยแหะ สุดยอด”(แฟรงค์)


“นั้นสิ ไม่เคยได้เห็นบ้านแบบนี้จริงๆตรงหน้ามาก่อนเลย”(มินต์)


ที่เขาทั้งสองกล่าวมานั้นก็เป็นอะไรที่ไม่เกินจริงเลย เพราะบ้านที่ทั้งคู่เห็นอยู่คือบ้านสไตลญี่ปุ่นที่ไม่ค่อยจะมีในประเทศเขตร้อนแห่งนี้(ก็ไทยนี่แหละ) นี่ก็อาจจะเป็นเพราะความชอบส่วนตัวของผู้เป็นเจ้าของล้วนๆ


หลังจากที่ชมบ้านจนหน่ำใจแล้วทั้งคู่ก็เดินเข้าไปในบ้าน ชายแก่ที่ยืนรออยู่หน้าบ้านนั้นยิ้มอย่างเอ็นดูเมื่อเห็นทั้งสองคนแสดงความสนใจต่อสิ่งที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน แล้วพอทั้งสองคนเข้ามาในบ้าน ชายแก่ก็นำทั้งสองคนเข้าไปที่ห้องครัว ระหว่างทางก็แนะนำห้องนู้นห้องนี้ไปพลาง


“ระหว่างที่ลุงทำกับข้าวอยู่อยากจะเข้าไปดูห้องของเจ้านันไหมละ”(ลุงนิโคไล)


“อะ ได้เหรอครับ”(แฟรงค์)


“ได้สิ ลุงไม่ห้ามหรอกพวกเธอก็เพื่อนเจ้านันนี่ ไม่ไหมละ”(ลุงนิโคไล)


ชายแก่ยื่นกุญแจให้กับทั้งสอง ทั้งสองพยักหน้าให้กันแล้วก็พากันตรงไปที่ห้องเพื่อนของพวกเขา และเปิดประตูเข้าไป


“นี่เหรอห้องของเจ้านัน”(แฟรงค์)


“ดูสะอาดดีนะว่าไหม”(มินต์)


ห้องที่เรียกได้ว่าไม่เล็กหรือไม่ใหญ่เกินไป เตียงและโตะที่จัดอยู่อย่างเป็นระเบียบ และชั้นหนังสือที่มีหนังสืออยู่มากมาย หนังสือเหล่านั้นมีทังหนังสือเรียนและความรู้ทั่วไป เมื่อเด็กหนุ่มเดินไปหยิบหนังสือเล่มหนึ่งแล้วเปิดอ่านดูก็พบว่าหนังสือพวกนี้ไม่ใช่แค่เพียงซื้อมาสะสมหรือว่านำมาไว้ตกแต่งแต่อย่างใด แต่เป็นหนังสือที่ผ่านการใช้งานมาเป็นอย่างดี ที่มีทังโน็ตย่อที่แทรกอยู่ตามเนื้อหาของหนังสือ และสีของปากกาที่ขีดเพื่อเน้นเนื้อหาของหนังสือเล่มนั้นๆ และกระดาษคันที่แปะติดไว้กับหน้ากระดาษที่เป็นการบอกเนื้อหาสำคัญในหน้านั้นๆ มันแสดงให้เห็นว่าความรู้ในหนังสือถูกใช้อย่างเต็มที่โดยเจ้าของ เด็กสาวที่ยืนดูอยู่ข้างหลังก็พูดขึ้นมา


“นี่ถ้าเรารู้จักเจ้านันตั้งแต่ ม.ตันละก็ เราคงจะได้เกรด4กันแบบสบายๆเลยละมั้ง”(มินต์)


“นั้นสิ เหอะๆ”(แฟรงค์)


เด็กหนุ่มนั้นหัวเราะออกมาแห้งๆ


หลังจากที่ทั้งสองสำรวจห้องของเพื่อนของเขาได้ซักพัก ชายแก่ก็เดินมาเรียกทั้งสองว่าทำอาหารเสร็จแล้ว จากนั้นทั้งสามก็พากันเดินไปที่ห้องครัว อาหารที่ดูหรูหราถูกวางไว้บนโต๊ะอาหาร แต่บรรยากาศของบ้านสไตล์ญี่ปุ่นกับอาหารสไตล์ยุโรป ดูจะไม่เข้ากันนักแต่ก็ไม่ทำให้ความน่ากินของอาหารที่ยู่ตรงหน้าลดลงเลย


“เต็มที่เลยนะ ลุงไม่แน่ใจว่าทังสองคนชอบกินอะไรก็เลยเผลอทำออกมาซะเยอะเลยละ”(ลุงนิโคไล)


“แหะๆ เหมืนว่ามันจะเยอะเกินไปหน่อยนะครับ”(แฟรงค์)


ดูเหมือนว่าวันนี่เด็กหนุ่มจะได้หัวเราะแห้งๆบ่อยเหลือเกิน


“เยอะขนาดนี้นี้พวกหนูคงกินไม่หมดหรอกค่ะ”(มินต์)


“ไม่หมดก็ไม่เป็นไรหรอก แค่ทานอย่างมีความสุขก็พอแล้วละ ลุกไม่ได้ทำอาหารนานแล้วจะติชมยังไงก็ได้นะ”(ลุงนิโคไล)


ทั้งสามที่เตรียมที่จะทานข้าวเย็นนั้นก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียของอุปกรณ์ไฟฟ้าขนาดเล็กที่ดังออกมา ปิ๊บๆ


“อ่าโทษทีนะมาจากลุงเองละ . . . ขอตัวซักพักท่าจะมีคนโทรมา”(ลุงนิโคไล)


ชายแก่ได้เดินออกไปจากห้องครัวเพื่อที่จะได้คุยโทรศัพท์ แต่ก่อนที่ได้ออกไปชายแก่ก็ได้พูดออกมาด้วยความแปลกใจ


“อ่าว ไม่ใช่เสียงจากโทรศัพท์เหรอ . . .”(ลุงนิโคไล)


จากนั้นชายแก่ก็คลำหาที่มาของเสียง เมื่อพบชายแก่ก็เริ่มหน้าถอดสีเพราะอุปกรณ์ไฟฟ้าเล็กๆที่เป็นที่มาของเสียงอุปกรณ์แปลกๆที่เด็กทั้งสองไม่เคยเห็นมาก่อนและไม่รู้ว่ามันเป็นอะไร แต่ทั้งสองก็เริ่มรู้สึกไม่ดีเพราะสีหน้าที่แสดงออกมาของชายแก่ ก่อนที่ชายแก่จะเริ่มตื่นตระหนกเพราะเสียง ปิ๊บ ที่ดังถี่ขึ้นเรื่อยๆและตะโกนออกมา


“ทั้งสองคนวิ้ง!!! ออกไปจากบ้านหลังนี้ซะ!!”(ลุงนิโคไลน์)


ทั้งสองเมื่อได้ยินก็รีบทำตามที่บอกและรีบวิ่งออกไปจากห้องครัวและวิ่งออกไปจากบ้าน แต่เหมือนว่าทุกอย่างจะสายไป พื้นที่ทั้งสองยืนอยู่ได้เกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง พร้อมกับแสงสีฟ้าสว่างวาบ จนแสบตา  และราวกับบ้านทั้งหลังนั้นหล่นลงไปในหลุมขนาดใหญ่ สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นราวกับลิฟต์ตกอย่างอิสระจากชั้น4และกระแทกลงพื้น ทั้งสามคนที่ยังอยู่ภายในบ้านนั้นโดนแรงกระแทกที่เกิดขึ้นเข้าไปก็ทำให้หมดสติในที่สุด และบ้านทั้งหลังก็ได้หายไปจากจุดที่มันควรจะอยู่สิ่งที่เหลือคือพื่นที่โดยรอบ และทิ้งหลุมวงกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 3 เมตร ไว้เป็นของดูต่างหน้า


End

Act 2

The crack road to a new way

:Prologue




(มุมแชทจ้า)


[จิ้งจอกไม่พอแถมหงอกด้วย]

ตอนนี้ผมไม่มีบทเลยแหะ แย่จัง


[ฉันคนแต่งผู้คลั่งหัวขาว]

แหมๆใจเย็นๆน่าหนูคลาเนียตอนหน้าก็มีแล้ว มั้งนะ ?


[จิ้งจอกไม่พอแถวหงอกด้วย]

ทำไมต้องมีมั้งด้วยละ ไม่น่าไว้ใจเลย แล้ววันนี้ผมเอาแต่จาม มีคนพูดถึงผมเหรอ นี่เขียนอะไรลงไปบ้างเนี้ย


[ฉันคนแต่งผู้คลั่งหัวขาว]

หุๆไว้รอเป็น เซอร์ไพรส์ น้อ เซอร์ไพรส์


[จิ้งจอกไม่พอแถวหงอกด้วย]

ไม่น่าไว้ใจเลย นอกจากชอบอู้ ติดเกม แล้วยังจะชอบทำอะไรแปลกๆอีก ช่วงนี้ก็ได้ข่าวว่าติดเกมจนไม่เป็นอันแต่งเรื่องนี่


[ฉันคนแต่งผู้คลั่งหัวขาว]

อย่าพูดแบบนั้นสิ เขินนะ ฮิๆ


[จิ้งจอกไม่พอแถวหงอกด้วย]

ไม่ได้ชม!!


[ฉันคนแต่งผู้คลั่งหัวขาว]

แต่ก็เขิลอยู่ดีหนะ ฮิๆ


[จิ้งจอกไม่พอแถวหงอกด้วย]

ที่แท้ก็เป็นพวก M สินะ ปล่อยคนบ้าไว้ตรงนั้นเถอะค่ะ ยังไงก็ขอบคุณที่ติดตามอ่านจนมาถึงตอนนี้ด้วยนะคะ ถึงเจ้าคนบ้าตรงนั้นจะขี้เกียจแต่ก็ได้โปรดอดทนกับความอู้ของเขาด้วยเถอะค่ะ ยังไงก็ขอความกรุณาติดตามเรื่องของฉันต่อไปด้วยนะ ไปแล้วนะไว้เจอกันค่ะ


[ฉันคนแต่งผู้คลั่งหัวขาว]

หนูเคียร์ ทำไมไม่พูดแบบนั้นกับชั้นบ้างละ ???? แบบนี้มันเศร้าหน่อยนะ


[จิ้งจอกไม่พอแถวหงอกด้วย] (ออกจากห้องสทนา)



[ฉันคนแต่งผู้คลั่งหัวขาว]

ม้ายยยยยยยยยยย กลับมาก่------


(ไม่มีการการเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ต กรุณาเชื่อมต่ออีกครั้ง)


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

4 ความคิดเห็น

  1. #29 wakure (@wakure) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 19:53

    สนุกมากๆ หรือว่าที่เกิเหตุการณ์นี้ขึ้นจะนำไปสู่เหตุการณ์บางอย่าง

    #29
    1
    • #29-1 YusakanoNeko (@YusakanoNeko) (จากตอนที่ 17)
      11 กุมภาพันธ์ 2562 / 01:20
      มันจะเชื่อมกับอะไรหลายๆอย่างเลยละ รออ่านต่อไปน้อ
      #29-1
  2. #28 Xzes (@Xzes) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 18:57

    สนุกมากๆรออยู่น่ะครับ
    #28
    0
  3. #27 ad123c (@ad123c) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 08:53

    สนุกมากๆเลยค่ะ
    #27
    0
  4. #26 ad123c (@ad123c) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 08:51

    เรารอได้ไม่เป็นไร
    #26
    0