[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 69 : ตอนที่ 18 ถ้าใจมั่นคงเสียอย่าง แม้ยาขมมันก็หวานได้ (3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 374
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 28 ครั้ง
    7 พ.ย. 63

เมื่อมาพบกับเจ้าของตำหนัก หวงหว่านอิ๋งเอามือแตะแก้มตนส่งเสียง 'เอ๋' ในลำคอ ท่าทางดูแปลกใจนักเพราะปกติแล้วจื่อเหยาไม่ค่อยได้แวะเวียนมาเยี่ยมที่ตำหนักเท่าไร ปกติจะชอบนัดเจอกันที่อื่นเสียมากกว่า

 

"น่าแปลกใจที่พี่เหยามาเยี่ยมข้า...แล้วนี่มากับ...? " แต่ก่อนจะได้พูดอะไรนั้น ก็เห็นว่าด้านหลังมือใครยืนอยู่

 

"ว่าที่สนมเฉิงหรือ? "

 

"ข้ากำลังไปเยี่ยมซินเจี๋ย เลยถือโอกาสแวะเวียนมาเยี่ยมเจ้า" พูดจบก็เหลียวหลังมองอวี้เหวินเฉิงเล็กน้อย "นี่รู้จักกันแล้วหรือ? " แน่นอนว่าแสร้งพูดไปเหมือนไม่รู้เรื่องทั้งที่ความจริงอวี้เหวินเฉิงเล่าให้เขาฟังหมดแล้ว

 

"เพคะ เมื่อวันก่อนที่งานชมอุทยานข้าเห็นเขาอยู่กับเหม่ยเหรินจึงได้เข้าใจว่าเป็นเด็กในสังกัดจูเชวี่ย ยังนึกอยู่เลยว่าพี่เหยาตาถึงนัก" หวงหว่านอิ๋งกล่าว คลี่ยิ้มแล้วมองอวี้เหวินเฉิงด้วยสายตาค่อนไปทางเอ็นดู และคล้ายจะต้อนรับขับสู่อยู่ประมาณหนึ่งทีเดียว

 

"ว่าที่สนมเฉิงเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่งดงาม ข้าคิดว่าอนาคตไกลแน่นอนเพคะ"

 

พูดเช่นนั้นก่อนจะพาแขกทั้งสองไปยังห้องรับรอง และระหว่างเดินกันนั้นเอง จื่อเหยาและอวี้เหวินเฉิงหันมาสบตากัน เพื่อให้ทำตามแผนที่นัดแนะก่อนหน้า

 

"จะว่าไปแล้ว ข้าว่าจะมาขอปันชาจากเจ้าไปเยี่ยมซินเจี๋ยด้วย จะได้หรือไม่" จื่อเหยาถาม หวงหว่านอิ๋งจึงพยักหน้า

 

"ไม่มีปัญหาเจ้าค่ะ เพราะข้าเองก็ตั้งใจเอาไว้ว่าจะไปเยี่ยมพี่ซินเจี๋ยเช่นกัน นางมีอาการไม่สู้ดีช่วงปวดระดูเสมอสตรีด้วยกันย่อมเข้าใจกันดีอยู่แล้ว ได้ชาหอมๆ ให้อุ่นท้องเสียหน่อยอาการน่าจะดีขึ้น" หวงหว่านอิ๋งตอบก่อนนางจะครุ่นคิด คล้ายกำลังสร้างตัวเลือกในใจว่าจะนำชาตัวไหนไปเยี่ยมโจวซินเจี๋ยดี

 

"พี่เหยาเอง ช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้างเพคะ หลังจากงานนั้น ไทเฮาทรงตรัสต่อว่าอะไรท่านอีกหรือไม่" นางเอ่ยถาม ระหว่างนั้นก็รินชาร้อนให้อย่างคล่องแคล่วนัก

 

"เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยน ข้าแค่ระวังตัวตามเรื่องราวไม่ให้มีสิ่งใดติดขัดก็พอ" เขาตอบก่อนถอนหายใจออกมา คล้ายจะปลงตกกับแม่สามี "ช่วงนี้นางมึนตึงไม่ใช่เพราะข้าหรอก ส่วนหนึ่งคงเพราะเรื่องลี่ย่าหลี อย่างไรเสียอดีตแม่นั่นก็เคยเป็นที่เอ็นดูของไทเฮา พอสร้างเรื่องโกหกพกลม ซ้ำยังมาตายตกสร้างปัญหา จะมึนตึงก็ไม่แปลก"

 

"หากข้ากล่าวว่าโล่งใจที่นางตายได้ ข้าจะเป็นคนใจดำไหมเพคะ? " พอได้ยินหวงหว่านอิ๋งก็เงียบลง สักระยะนางจึงพูดต่อ "เรื่องของหญิงผู้นั้น มันเป็นเรื่องที่เอ่ยออกมายากนักเพคะ หม่อมฉันคิดว่าแม่นางลี่เองก็เล่นตลกกับใจของไทเฮาด้วย หลานคนแรก อย่างไรก็ต้องรัก พอรู้ว่าความดีใจที่ได้รับเป็นเรื่องโกหก พระทัยไม่สลายไทเฮาก็แข็งแกร่งเกินไป"

 

"ข้ารู้...ข้ารู้" จื่อเหยากล่าว จิบชาเล็กน้อยแล้วหลับตาลง "เรื่องที่นางอยากมีหลานเองข้าก็รู้"

 

จื่อเหยาไม่โทษตัวเอง ทว่าก็ไม่ปฏิเสธว่าตนไม่มีส่วน เฮ่อเหลียนเว่ยหลงสัญญาว่าจะไม่มีสัมพันธ์กับชายาอื่น ทว่าเขาก็เป็นชายที่ไม่อาจตั้งครรภ์ได้ หลักๆ มันจึงไม่ใช่แค่ความบาดหมางแม่ผัวลูกสะใภ้เพียงอย่างเดียว กุ้ยเหมยไทเฮารู้ดีว่าหากไร้ซึ่งรัชทายาท ราชวงศ์นี้ก็จะมีปัญหา

 

"พี่เหยาคงคิดอีกแล้วใช่ไหม ว่าหากตัวเองตั้งครรภ์ได้ ก็คงดี ทว่าน่าเศร้าเราทั้งหมดนั้นไม่มีใครที่ให้กำเนิดรัชทายาทได้เลย" หวงหว่านอิ๋งว่า ส่ายหน้าเลาๆ ก่อนจะกลับมาคลี่ยิ้มให้อีก

 

"คิดมากเดี๋ยวงามน้อยลงนะเพคะ"

 

"เสียใจด้วยนะ แต่มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้น่ะ" จื่อเหยาว่า พลางขยิบตาลงหนึ่งข้าง "เรื่องที่ว่างามน้อยลงน่ะ เจ้าเป็นห่วงหน้าข้าเกินไปแล้ว"

 

"ห่วงสิเพคะ ใบหน้างามเลิศที่สุดในโลกเชียวนะ" แล้วหวงหว่านอิ๋งก็หัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้น คล้ายนึกบางอย่างได้ "ข้าดึงเวลาของพี่เหยามามาก บางทีข้าคงจะต้องไปที่ห้องเก็บชาเสียหน่อยแล้ว"

 

"ห้องเก็บชาหรือ" แล้วคนที่เงียบไปนานเช่นอวี้เหวินเฉิงกล่าว

 

แต่คล้ายหวงหว่านอิ๋งจะเอะใจบางอย่าง จะว่าอย่างไรดีล่ะ เพราะเห็นเงียบไปนานกระมังจึงคิดว่าคงต้องชวนคุยเสียหน่อย นางเลยอธิบายเพิ่มเติม เนื่องจากอวี้เหวินเฉิงเป็นคนใหม่คงยังไม่รู้

 

"อย่างที่เคยบอกไปว่าข้าเคยเป็นนางกำนัลรินชา เมื่อเป็นเช่นนั้นเลยติดนิสัยสะสมชาหอมๆ ไว้หลายห่อน่ะ" อธิบายด้วยรอยยิ้ม หญิงสาวหัวเราะแหะๆ ออกมาอย่างผ่อนคลายยามพูดเรื่องชา ส่วนอวี้เหวินเฉิงก็ไม่ได้ว่าอะไร ทำได้แต่ปั้นสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส


 

อะ...?

 

ไหนๆ ก็เกริ่นเรื่องชาเช่นนี้ เขาก็นึกอะไรบางอย่างออกพอดี...

 

"จื่อเหยียนสนใจจังเลยล่ะพ่ะย่ะค่ะ หากอยากจะชื่นชมของสะสมของซูเฟยสักเล็กน้อย...จะ...จะได้หรือไม่" ยิ้มแย้มออดอ้อน ดวงตานั้นมีประกายวาววับ จนหวงหว่านอิ๋งเลิ่กลั่ก จะด้วยเพราะเกรงใจจื่อเหยาก็ดี ใจอ่อนเอ็นดูเด็กน้อยก็ดี แต่ก็ทำให้นางยอมให้ติดตามไปยังห้องเก็บชาพร้อมกับนางกำนัล ส่วนจื่อเหยาก็อยู่กับหวงหว่านอิ๋ง ช่วยประวิงเวลาไว้ให้อย่างรู้งาน

 

"หากสนใจชาตัวใดก็เรียกข้าได้นะเจ้าคะ" นั่นคือเสียงของนางกำนัลที่หวงหว่านอิ๋งใช้ให้มาเอาชา

 

"อื้อ..." ตอบรับก่อนจะแสร้งสะดุ้งตัว นึกขึ้นได้ "จะว่าไปแล้วจื่อเหยียนเคยได้ยินเรื่องชาที่มีกลิ่นหอมเหมือนกับขนมหวานอยู่ อืม...อะไรกันนะ ชื่ออะไรกันนะ...อืมม"

 

"ชาประมาณนั้นมีมากเชียวล่ะเจ้าค่ะ ให้ข้าลองหาให้ไหมเจ้าคะ แล้วว่าที่พระสนมเฉิงค่อยเลือกจากกลิ่นที่ชอบที่สุด" นางกำนัลพูด ท่าทางครุ่นคิดมากทีเดียว

 

"ขอบคุณขอรับ เช่นนั้นข้าจะเดินเล่นแถวๆ นี้รอก่อนนะ" อวี้เหวินเฉิงพูดยืนมองนางกำนัลเดินเข้าห้องเก็บใบชาไป จนกระทั้งคิดว่านางเข้าไปในส่วนที่ลึกของห้องแล้วจึงได้ละตัวออกมา

 

อันที่จริง อวี้เหวินเฉิงรู้จากจื่อเหยาอยู่แล้วว่าหวงหว่านอิ๋งมีงานอดิเรกเรื่องการสะสมชา ซึ่งการเก็บชานั้นจำเป็นต้องเก็บในห้องที่มีอุณหภูมิเหมาะสมไม่ร้อนเกินไปไม่อับเกินไปเพื่อไม่ใช่เสียรสชาติ เมื่อเป็นดังนั้นเวลาวางโครงสร้างห้องเก็บยาและห้องเก็บชาจึงมักอยู่ในละแวกเดียวกันเสมอ เพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้ล้วนต้องใส่ใจการเก็บรักษาคุณภาพ

 

แต่เขาไม่ได้คาดหวังว่าจะเจอยาหรือสมุนไพรที่แม่เก็บไว้ที่ห้องนั้นแต่อย่างใด ต่อให้ตอนนี้หลักฐานหลายอย่างโยงว่าพระนางอวี้หยวนทิ้งชนวนระเบิดคิดค้นยามรณะไว้ก่อนตายก็เถอะ แต่ระยะเวลาห่างสิบปีนมันนานเกินไป ต่อให้เคยมีอยู่ หวงหว่านอิ๋งไม่น่าจะเก็บแล้ว

 

"จะว่าโชคดีหรือโชคร้ายดีนะที่ดันนึกเรื่องนี้ออก"

 

เหตุตั้งต้นที่มาไป๋หู่ก็เพื่อซ่อนพยนต์สอดแนมที่ตำหนักนี้ ทว่าเมื่อได้ยินคำว่าห้องเก็บชา จึงทำให้ความทรงจำอันไม่ค่อยประติดประต่อในวัยเยาว์ผุดคขึ้นมา อวี้เหวินเฉิงจำได้ว่าเมื่อครั้นยังเด็ก ตนเคยซนจับพลัดจับผลูพบกับบางอย่างที่เสด็จแม่ซ่อนเร้นไว้ในตำหนัก

 

ครานั้นตนยังอ่อนเดียงสาเกินกว่าจะรู้ จึงได้แต่เก็บงำเอาไว้ด้วยกลัวถูกลงโทษ

 

ร่างสูงเดินตามรอยความทรงจำ เป้าหมายห่างจากห้องชาไปไม่ไกล แต่ก็ลึกลับมากพอดูเพราะมันคือลืบเล็กระหว่างสองอาคาร พลันนั้นอวี้เหวินเฉิงก็ถึงกับคิดหนัก เพิ่งมาประจักษ์ใจว่าตนคลาดเคลื่อนหนึ่งส่วน ไม่คิดว่าซอกจะแคบได้ขนาดนี้ เรียกว่าทางหมารอดยังได้ ลำบากในการให้ชายโตเต็มวัยมุดเข้าไปยิ่งนัก

 

"ตอนเด็กก็ขยันมุดเข้าไปได้นะ" เขาพ่นลมหายใจออกหนึ่งครั้ง แล้วกวักมือเรียกบางสิ่ง ก่อนเจ้านกฮูกน้อยในอาณัติจะบินร่อนลงมาเกาะที่ข้อมือ มันดูสลึมสะลือหนึ่งส่วนเบลอหนึ่งส่วน จนพาให้คิดถึงจอมขี้เซาบางคน

 

เจ้านกส่งเสียง 'ฮูก' รับคำสั่งหนึ่งครั้งเมื่อสติตื่น มันร่อนเข้าไปในซอกแคบบินสำรวจได้อย่างถนัดถนี่ด้วยความที่ขนาดตัวเล็กนัก พอมันเจอช่องว่างขนาดไม่ใหญ่ลงสลักกลอนเอาไว้ จึงค่อยๆ ใช้จงอยปากน้อยๆ จิกๆ จนกลอนเคลื่อน พร้อมกับคาบบางอย่างออกมาให้อวี้เหวินเฉิง

 

มันคือถุงขนาดเล็กขนาดเทียบเท่าถุงหอมบรรจุกระดาษที่ถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเอาไว้จำนวนหนึ่ง

 

ทว่ามันมีความสำคัญหรือความจำเป็นอะไรเกี่ยวกับคดียานี้หรือไม่ ไม่มีใครทราบได้ อวี้เหวินเฉิงเพียงแค่นึกออกจึงได้ลงมือทำเพราะไม่อยากจะให้มีอะไรคาใจเท่านั้น

 

แต่ทว่าเมื่อลองขยับถุงดูแล้วกลับพบว่ามีบางสิ่งหนักๆ ปะปนอยู่ด้านในนั้น และมันคือแหวนทองเรียบไม่ได้ประดับอัญมณีหรือสลักลายใดๆ

 

มันเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยเจอในวัยเด็ก และน่าจะเพิ่งนำมาใส่ไว้หลังจากตอนที่เขาเจอมันแน่ๆ

 

อวี้เหวินเฉิงขมวดคิ้วก่อนเอ่ยออกมา

 

"ท่าน...ทำอะไรลงไปบ้างพ่ะย่ะค่ะ เสด็จแม่..."

 

อวี้เหวินเฉิงเก็บถุงนั้นเข้าไปยังกระเป๋าลับใต้สาบเสื้อ ดวงตาสีเข้มมองเหม่อไปเรื่อยเปื่อยราวกับต้องการเก็บภาพความทรงจำของตำหนักที่ตนเกิดมา ทั้งบรรยากาศที่น่าคิดถึง มี่ฃเรื่องราวที่จดจำได้เลือนราง บ้านที่เขารู้จักทว่ากลับไม่รู้จักอะไร ความอบอุ่นที่เคยมีล้วนเต็มไปด้วยปริศนาที่เสด็จแม่ได้ก่อเอาไว้

 

ทว่าจังหวะหนึ่งนั้นเจ้าฮูกน้อยกลับกระพือปีก มันบินหนีขึ้นฟ้าไปราวกับจับอะไรบางอย่างได้ ซึ่งบางอย่างนั้นทำให้มันรู้สึกไม่ปลอดภัย

 

"..."


 

"เฉิง..."


 

"ฝู่เฉิง..."


 

"ได้ยินเสียงของมารดาหรือไม่"

 

เสียงนั้นแผ่วเบาราวกับพยายามร้องเรียก ทว่ากลับมี 'บางสิ่งบางอย่าง' ไม่ยอมให้เสียงนี้เล็ดรอดเข้าสู่โสตของอวี้เหวินเฉิงเลยแม้แต่น้อย

 

จนกระทั่ง--!!

 

"ทำอะไรอยู่หรือ..."

 

นั่นคือเสียงหนึ่งที่อวี้เหวินเฉิงได้ยิน ก่อนที่จะได้กลิ่นหวานบางอย่าง

 

และเขาก็...หลับไร้สติไป

 

********


 

!!

 

ต้วนมู่ชิงสะดุ้งตัวแรงคล้ายอะไรบางอย่างในอกถูกฉีกกระชากอย่างกระทันหัน ความวูบโหวงที่ทำให้ใจหายราวกับว่าได้มีบางอย่างที่ไม่สมควรได้เกิดขึ้นมา

 

ทว่าต้วนมู่ชิงก็ไม่ได้มีโอกาสที่จะได้ทบทวนความรู้สึกตัวเองได้นานนัก เนื่องจากคนข้างตัวลุกพรวดขึ้นแล้วกรีดร้องออกมาอย่างหัวเสีย

 

"นี่ก็หลายชั่วยามแล้ว ยังไม่เจอเลยนะ!! " หวงชุ่ยเหวยเอ่ยอย่างหงุดหงิด

 

"นะ...นั่นสินะ..." ต้วนมู่ชิงหลบตาแล้วพ่นลมหายใจออกมาอย่างรู้สึกผิดลึกๆ ที่โกหก ว่ากันตามตรงแล้วเขาควรมุ่งตรงไปหาห้องเก็บของ ทว่าห้องเก็บของตำหนักหวงหลานนี้ไม่ได้เก็บของเก่าเก็บอะไรไว้เลย มันสะอาดจนถึงขั้นโล่งโจ้ง แล้วต้วนมู่ชิงจะทำอะไรได้นอกจากคอตก แล้วตามหาทางอื่นไปเรื่อยเปื่อย อยากร้องไห้ก็ร้องไห้ไม่ออก ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์ขนาดนี้มานานแล้วนะเนี่ย

 

ร่างโปร่งบางขยับตัวเล็กน้อย พยายามหาช่องทางในการลี้ออกจากสายตาของหวงชุ่ยเวย

 

ทว่า—


 

ปึ๊ก!!

 

"อ่ากกก!! ระวังหน่อยสิเหม่ยเหริน นี่ข้าเพิ่งได้มานะ!! " นั่นคือเสียงร้องอย่างมาดสมชายจากหวงชุ่ยเวยหลังจากต้วนมู่ชิงเซ่อซ่าถอยหลังชนโต๊ะ ร่างสูงปราดเข้ามาตะครุบแจกันลายครามปักดอกโบตั๋นบนนั้นไม่ให้หล่นแตก แล้วจ้องคาดโทษราวกับงูจงอางหวงไข่

 

"ขออภัยขอรับไฉเหริน..." ต้วนมู่ชิงบอกอย่างสำนึกผิด วันนี้เขาไม่มีสมาธิทำงานอย่างแปลกๆ ถึงปกติจะเป็นพวกเซ่อซ่าอยู่แล้ว แต่นี่มันมากกว่าปกติ อาจจะเป็นเพราะทำงานคนเดียวโดยไม่มีคนอยู่ด้วย ทั้งอึดอัดใจ ไม่มีสมาธิ ห่วงหน้าพะวงหลัง ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าอวี้เหวินเฉิงเก่งกาจกว่าตนมากแท้ๆ

 

เขาเริ่มเข้าใจความรู้สึกที่อวี้เหวินเฉิงไม่ยอมให้เขาห่างกายเสียแล้วสิ

 

“สงสัยจะไม่มีจริงๆ สินะ เช่นนั้นข้าอาจจะต้องขอตัวลาเสียแล้วล่ะขอรับ” ต้วนมู่ชิงคิดว่าตนควรรีบเสียแล้ว อยู่ไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา เทงานตรงนี้ทิ้งไปก่อนแล้วตามไปช่วยที่ตำหนักไป๋หู่น่าจะดีเสียกว่า ส่วนข้ออ้างที่จะเข้าไปไว้ค่อยคิดตอนนั่งเกี้ยวก็แล้วกัน--


 

แต่!!

 

"ตำหนักของข้า ไม่ได้มีปิ่นของอาเฉิงของเจ้าตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหม? "

 

นั่นคือสิ่งที่หวงชุ่ยเวยมาถาม ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ราวกับว่าสังเกตุท่าทางของต้วนมู่ชิงออกมาสักพักแล้วและที่กำลังทำอยู่ตอนนี้เหมือนกับต้องการทดสอบบางอย่าง ซึ่งเขาคิดว่าเขามั่นใจแล้ว

 

"ต้องการอะไรจากข้า อย่างนั้นหรือเหม่ยเหริน"

 

"คือ...ข้า..." พอโดนถามตรงๆ แบบนี้ต้วนมู่ชิงถึงกับตาเลิ่กลั่กรีบมองไปทางอื่น ให้สงมาวต้วมเตี้ยมมาคิดมุกแก้ลำอย่างทันควันน่ะ ให้ตายอย่างไรก็ทำไม่ได้จริงๆ

 

“เจ้าโกหกใครไม่เก่ง คิดว่าข้าไม่รู้เหรอ เราอยู่ด้วยกันมาตั้งกี่ปี และข้าคิดว่าหากไม่นับเสียนเฟยกับเจ้าเด็กใหม่นั่น ข้าก็นับได้ว่าเป็นคนที่สนิทกับเจ้าที่สุดในบรรดาสนมชายแล้ว” หวงชุ่ยเวยกล่าว ทว่าพอต้วนมู่ชิงจะอธิบาย ไฉเหรินก็สวนทันควันสมเป็นยอดนักฉอด

 

"ข้าไม่รู้หรอกนะว่าพวกเจ้ากำลังทำอะไรกันอยู่ แต่ถ้า สำรวจตำหนักชาวบ้านอย่างเอิกเกริกลากข้ามาเกี่ยวข้อง โดยที่เห็นข้าเป็นหัวหลักหัวตอ มันก็ชวนหงุดหงิดอยู่นะ" หวงชุ่ยเวยฉอดเป็นฉากๆ กอดอกเชิดหน้าเริด "เอาเถอะ ข้าก็ไม่ได้ต้องการคำอธิบายพวกนั้นหรอก หลับตาดูยังรู้ เบื้องต้นเจ้าเป็นคนของจูเชวี่ย ก็คงไม่แคล้วทำงานอะไรสักอย่างให้เสียนเฟยใช่ไหมล่ะ"

 

ต้วนมู่ชิงกริบ หวงชุ่ยเวยพูดถูกต้องเกือบหมด แต่แม้คำพูดแทงใจทว่าเนื้อความมันทำให้เข้าใจได้อีกอย่าง

 

"น้อยใจหรือ...? "

 

"ไม่ใช่!!! "

 

แล้วหวงชุ่ยเวยก็ตอกกลับออกมาทันที เป็นคำปฏิเสธที่รุนแรง ทว่าต้วนมู่ชิงกลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายช่างเหมือนเขา นั่นคือห่วยแตกเรื่องการโกหก โดนงอนอยู่แน่นอน ฟังธง

 

ต้วนมู่ชิงถอนหายใจ จะว่าปลงดีหรือใจอ่อนดี แต่เขาก็เห็นด้วยกับคำพูดของอีกฝ่าย ลอบเข้ามาแล้วก็ทำเหมือนเจ้าของบ้านเป็นหัวหลักหัวต่อ อีกทั้งยังสนิทสนมมากพอสมควรที่จำทำให้มั่นใจได้ว่าต่อให้หวงชุ่ยเวยงี่เง่าปากตะไกรไปบ้าง แต่ก็ไม่ใช่คนร้ายกาจหยาบช้า ชั่งใจระหว่างหว่างมิตรภาพและความถูกต้อง

 

แต่ใดๆ แล้วต้วนมู่ชิงคิดว่าควรเชื่อในความคิดของตัวเอง

 

"จริงดังเจ้าว่า ข้ามาสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับ...เรื่องการตายของแม่นางลี่" แม้จะไม่สามารถบอกได้เรื่องยากล่อมประสาท ทว่าเรื่องของลี่ย่าหลีก็มีส่วนเกี่ยวข้องมากพอที่จะหยิบยกมาสารภาพ เท่ากับว่าต้วนมู่ชิงตกอยู่ในสถานะคายไม่หมดกลืนไม่ลง "ข้าบอกรายละเอียดมากไม่ได้เนื่องจากอยู่ในระหว่างหาข้อมูล แต่เชื่อเถอะว่าข้าไม่ได้ปรักปรำว่าเจ้าเป็นคนร้าย"

 

“ข้าก็ไม่ได้ร้อนตัวหรือคิดวาเจ้าใส่ความข้าขนาดนั้น…” หวงชุ่ยเวยกล่าวตัดบท ทว่าปฏิกิริยายามได้ยินเรื่องการตายของลี่ย่าหลีก็ทำให้ชายหนุ่มมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย

 

“ว่าแต่...ผลชันสูตรของนางยังไม่ออกอีกรึ จึงได้ตะเวนหาเช่นนี้?”

 

“คิดว่าผลตรวจสอบคงได้เร็วๆ นี้ล่ะ เพราะอีกไม่กี่วันเราต้องนำนางไปทำพิธีกรรมอยู่ดี....เอ๊ะ?” ต้วนมู่ชิงเห็นทีท่าของอีกฝ่านก็พลันนึกสงสัยในช่วงประโยคสุดท้าย “ไยเจ้าพูดราวกับรู้อะไรบางอย่าง”

 

“...”

 

หวงชุ่ยเวยมีท่าทีลังเล เขาไม่ใช่คนประเภทแสนดีรักความถูกต้องแต่ก็ไม่ใช่คนรักพวกพ้องจนยอมปิดบังความผิด สถานะของเขาในตอนนี้ก้ำกึ่งแขวนบนเชือกเส้นบางที่เบื้องล่างเป็นหุบเหวลึก ใจหนึ่งอยากปกป้อง ทว่าอีกใจเขากลับรู้สึกว่าทุกๆ อย่างมันจะถลำลึกจนเกินไปหากเขาไม่ทำอะไรสักอย่าง

 

“หากคนสำคัญของเจ้ามีเหตุผลบางอย่างให้เดินทางผิด ทั้งที่รู้แก่ใจว่าห้ามไม่ได้เพราะเขาไม่ฟังเราเรา เจ้ายังจะพยายามห้ามเขาอยู่ไหม” หวงชุ่ยเวยถามอย่างลังเล

 

“ท่านต้องการห้ามเพื่อความถูกต้อง หรือเพราะมันทำให้รู้สึกผิดกว่าเดิมหรือไม่ขอรับ” ต้วนมู่ชิงกล่าวด้วยคำตอบกึ่งจะถาม ทว่าเต็มไปด้วยความตรงไปตรงมา เนื่องจากหวงชุ่ยเวยจริงจังกับคำถามนี้ และเขาก็ไม่อยากตอบไปแบบส่งๆ โดยไม่ได้ช่วยหาคำตอบให้กับอีกคน

 

“ผิดทั้งหมด ข้าไม่ได้ใจดีขนาดที่มีจิตอาสาจะไปสนใจชาวบ้าน ยิ่งแม่นางลี่ด้วยแล้วยิ่งแล้วใหญ่ ข้าเกลียดนางยิ่งกว่าอะไรดี ทว่าการเพิกเฉยต่อสิ่งที่เห็นมันเป็นเรื่องที่ทำให้ข้าไม่สบายใจต่างหาก” หวงชุ่ยเวยตอบ ตามตรงส่วนหนึ่งประชดประชันส่วนหนึ่ง ซึ่งมันก็เป็นตามนิสัยปากร้ายของหวงชุ่ยเวย...ต้วนมู่ชิงเข้าใจพอประมาณเลยล่ะ

 

“ข้าไม่คิดอยากให้ใครเป็นวีรบุรุษจิตอาสาหรอกขอรับ เพียงแต่บางครั้ง ตัวเลือกที่จะทำให้เราสบายใจมันอาจสอดคล้องกับการทำตัวเป็นคนดีเท่านั้น” เมื่อเรียบเรียงจนเข้าใจถึงความต้องการของหวงชุ่ยเวย ต้วนมู่ชิงจึงกล่าวเช่นนั้น และนั่นทำให้คนฟังถึงกับส่ายหน้าอย่างปลงๆ

 

เหม่ยเหรินก็คือเหม่ยเหริน คำพูดซื่อบื้อและหน้าตาเซื่องๆ เช่นนั้นมักไม่ได้แฝงความคาดคั้น นั่นเลยทำให้คนฟังปฏิเสธไม่ลงจริงๆ ว่าต้วนมู่ชิงนั้นมีบรรยากาศที่สามารถทำให้คนไว้วางใจที่จะปรึกษา

 

“เมื่อหลายเดือนก่อน ข้าเคยเห็นแม่นางหลิวเข้าออกตำหนักท่านพี่อยู่บ่อยครั้ง” หวงชุ่ยเวยกล่าวออกมาน้ำเสียงดูหวั่นไหวอย่างบอกไม่ถูกกก

 

และนั่นเองก็ทำให้ต้วนมู่ชิงถึงกับชะงัก ยกมือขึ้นปิดปากแน่นสีหน้าของชายหนุ่มดูคล้ายไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน เนื่องจากไม่ว่าจะมองไปทางใด คนอย่างซูเฟยก็ไม่น่าจะ...

 

“ท่านกำลังจะบอกว่า...”

 

“ดังที่เจ้าคิด...คนที่เสนอวิธีการทำแท้งให้ลี่ย่าหลีคือพี่สาวของข้า”

 

แต่แล้วก่อนที่จะจะได้ทำอะไรต่อ เจ้านกฮูกน้อยก็บินพรวดเข้ามาจากหน้าต่าง ตัดผ่านตรงกลางวงพร้อมกับส่งเสียงหวีดร้องอย่างไม่เป็นคำ ทั้งจิก ทั้งดึงเสื้อคล้ายอยากจะพาต้วนมู่ชิงไปที่แห่งใดแห่งหนึ่ง

 

และด้วยความเร่งร้อนของมัน ยิ่งทำให้ต้วนมู่ชิงย้อนนึกถึงอาการประหวั่นที่เกิดขึ้นเมื่อครู่

 

ความรู้สึกที่เหมือนกับหัวใจถูกควักออกมานั้นมันเจ็บปวดราวกับจะเสียของสำคัญไป

 

มีอะไรเกิดขึ้นกับอาเฉิงอย่างนั้นหรือ?!

 

ในที่สุด---- ก็เฉลยตัวคนร้ายสักที /ชูมือขึ้น/ เอาจริงๆ แล้วตนร้ายตั้งแต่ตอนแรกก็คนซูเฟยนั่นเองค่ะ ไทเฮาเป็นแพะะะะ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 28 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น