[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 68 : ตอนที่ 18 ถ้าใจมั่นคงเสียอย่าง แม้ยาขมมันก็หวานได้ (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 369
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 23 ครั้ง
    10 ก.ค. 63

“แต่เอาจริง...เขาก็ศึกษาทุกอย่างนั่นแหละครับ ภาษา ประวัติศาสตร์ ยา และอื่นๆ อายุมากแล้วเวลาเหลือเยอะ เลยไม่ชอบให้ตัวเองว่างงานน่ะ” เขาสำทับให้ต้วนมู่ชิงเห็นภาพ


 

“นั่นเท่ากับนินทาอาจารย์หรือเปล่านะอาเฉิง” ต้วนมู่ชิงตบมุก ส่วนอวี้เหวินเฉิงก็เสตาเฉไฉไปเรื่อยเปื่อย


 

“แม้ข้าจะไม่ได้เรียนวิชาความฝันมาโดยตรง แต่ก็พอรู้เรื่องพื้นฐานอยู่พอประมาณขอรับ” อวี้เหวินเฉิงเดินนำอีกคนไป คล้ายจะพากลับเข้าตำหนัก “อย่างแรก แดนฝันนั้นต่างจากความฝัน ความฝันคือโลกในจินตนาการที่มนุษย์สร้างในยามหลับใหล ส่วนแดนแห่งฝันนั้นเป็นสถานที่ไร้ตัวตนทว่าดำรงอยู่ อืม...ท่านพี่น่าจะรู้จักสิ่งที่ที่เรียกว่าภพทั้งสี่ใช่ไหมขอรับ"


 

"หืม...หมายถึงโลกมนุษย์ สวรรค์ ปรภพ และแดนมารสินะ" ต้วนมู่ชิงตอบ “แต่ต่อให้ผู้ฝึกวิถีเซียน สัตว์อสูร วิญญาณและผีจะมีจริงก็เถอะ แต่ไม่ว่าจะเทพหรือมาร ถ้าไม่นับในนิทานปรัมปราก็ไม่เคยมีบันทึกว่าเคยปรากฏตัวบนโลกนี้มาหลายร้อยปีแล้วนะ”


 

"ขอรับ เพราะฉะนั้นขอให้เราตัดเรื่องสวรรค์กับภพมารออกไปก่อน เนื่องจากไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ท่านพี่เจอสักเท่าใด” อวี้เหวินเฉิงตัดฉับ เพราะประเด็นนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเทพและมารเลยสักนิด


 

“แล้วจะเกริ่นเรื่องภพทั้งสี่ทำไมกันเล่า!” ต้วนมู่ชิงบ่น บิดเอวน้องจึกๆ ส่วนอวี้เหวินเฉิงก็หัวเราะ รวบมือคนพี่มาแล้วกอดเอาไว้ ได้เต้าหู้มากินนิ่มๆ อีกรอบ


 

“ที่เกริ่นเพราะจะเข้าเรื่องนี่ล่ะขอรับ หากโลกทั้งสี่มีประตูทางเข้าออก โถงกลางที่ตั้งประตูแต่ละโลกไว้ก็คือแดนฝัน นั่นจึงเป็นเหตุผล ที่ทำให้บางครั้งมนุษย์สามารถฝันเห็นวิญญาณคนตายบางล่ะ ติดต่อกับเทพหรือมารได้บ้างล่ะ แม้กระทั่งอาการฝันเรื่องเดียวกันกับคนๆ หนึ่งได้โดยบังเอิญก็เช่นกัน"


 

"เหมือนกับที่ข้าติดต่อกับซู่เหม่ยเหรินในฝันได้งั้นหรือ" ต้วนมู่ชิงถาม


 

“ข้าคิดว่ากรณีท่านพี่กับซู่เหม่ยเหรินน่าจะเพราะพลังหยินหยางในสุ่ยเซียนเป็นตัวกลางในการเชื่อมต่ออยู่ขอรับ” อวี้เหวินเฉิงตอบ


 

ต้วนมู่ชิงครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อ "แต่ข้าไม่ใช่ผู้มีแกนปราณเสียหน่อย ต่อให้เรื่องเทพ มาร จิตวิญญาณจะมีจริงอย่างไร แต่ข้าก็ไม่ใช่คนทรงเจ้า เป็นคนธรรมดาที่ไร้ซึ่งความพิเศษใดๆ นะ"


 

"..."


 

อวี้เหวินเฉิงเงียบ ไม่ได้พูดอะไรต่อนอกจากรอยยิ้มน้อยๆ ที่มุมปากเท่านั้น


 

"สำหรับข้าท่านพี่เป็นคนธรรมดาที่พิเศษที่สุดขอรับ" พอพูดจบอวี้เหวินเฉิงเอียงหน้าไปหา สักพักก็กลายร่างเป็นเจ้าหมาตัวโต ซุกๆ กอดหนุบหนับ


 

ต้วนมู่ชิงถอนหายใจออกมากับอาการอ้อนด้วยมุกเสี่ยวๆ เช่นนั้น แต่ถามว่าชินไหม ก็คือชินแล้ว เขาเลยกอดกลับไปเช่นกัน


 

“ท่านพี่?” อวี้เหวินเฉิงถาม


 

"อยากกินของหวาน..."


 

แล้วอวี้เหวินเฉิงก็หัวเราะออกมา


 

เพราะยังเหลือเวลาอีกนิดหน่อยก่อนไปประชุมที่จูเชวี่ย พวกเขาเลยตัดสินใจใช้เวลาช่วงกินของหวานไปพลางช่วยคัดแยกหนังสือไปพลาง


 

ทว่าเมื่อได้เปิดอ่านข้อมูลในเล่ม อวี้เหวินเฉิงกลับมีปฏิกริยาครุ่นคิดอย่างหนักราวกับเอะใจอะไรได้


 

"มีอะไรอย่างนั้นหรือ? "


 

เมื่อต้วนมู่ชิงถาม อวี้เหวินเฉิงกลับไม่ได้ตอบในทันที ซ้ำเรียวคิ้วยังขมวดหมุ่นจนราวกับปมแสนยุ่งเหยิง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นน้องมีอาการสับสนเช่นนี้


 

แต่ไม่นานเขาก็คาดเดาสาเหตุได้


 

"...ลายมือปริศนานั้น เป็นลายมือของคนรู้จักหรืออาเฉิง? " ต้วนมู่ชิงกล่าวเช่นนั้น แม้ไม่รู้ว่าคาดเดาถูกหรือไม่ แต่สีหน้าของอวี้เหวินเฉิงมันทำให้เขาคิดเช่นนั้น


 

"ขอรับ แม้ตอนนั้นข้าจะยังเด็กนักทว่า ข้าก็พอจดจำลายมือนี้ได้" อวี้เหวินเฉิงพ่นลมหายใจ ครุ่นคิดสักพักจึงได้กล่าวออกมา


 

"มันคือลายมือของเสด็จแม่ขอรับ"


 

*********


 

พอรายงานเรื่องแดนฝันและหนังสือสมุนไพรศาสตร์ให้จื่อเหยาทราบ สิ่งแรกที่เสียนเฟยทำ นั่นคือออกโรงจัดการทันที เพราะต่อให้ต้วนมู่ชิงจะบอกให้เขาพักแต่พอรู้ว่า ซู่จื่อเจิน ซื่อหมิงและอวี้หยวนกุ้ยเฟยต่างมีความสัมพันธ์เกี่ยวดองกันอยู่เขาก็นั่งเฉยไม่ได้แล้ว


 

เพราะสามคนนั้นเกี่ยวข้องกับคำสาปสลักวิญญาณ มันเกี่ยวข้องกับเขาเต็มๆ!


 

จื่อเหยากับอวี้เหวินเฉิงจะไปที่ฝั่งหญิง ต้วนมู่ชิงออกโรงจัดการที่ฝั่งชาย ทุกคนได้รับหน้าที่ของตัวเอง


 

"ข้าเกลียดอะไรที่สุดรู้ไหมขอรับ" อวี้เหวินเฉิงเปรยกับต้วนมู่ชิงก่อนแยกย้ายไปทำงานขั้นต่อไป ชายหนุ่มสูดลมหายใจ และถอดถอนออกมาอย่างเหนื่อยๆ


 

"เวลาที่ข้าแก้ไขคดีอะไรสักอย่าง แล้วพบว่าปมไปกระจุกเป็นกองเดียวกัน และมีแววว่าจะเกี่ยวข้องกันไปหมด ดังเช่นตอนนี้"


 

"อืม"


 

ต้วนมู่ชิงพยักหน้าเห็นด้วย แต่พวกเขาก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกันเพิ่มเติม เนื่องจากเกี้ยวเดินทางจัดเตรียมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต้องแยกย้ายกันไปทำตามหน้าที่ของตนก่อน


 

ต้วนมู่ชิงจึงได้แต่ถอดถอนลมหายใจ เดินทางไปครุ่นคิดไป เขารู้สึกว่าปริศนาที่มี ยิ่งแก้ก็ยิ่งยุ่งเหยิงมากขึ้นเรื่อยๆ


 

ทุกสิ่งที่เกิดจะมีจุดเริ่มต้นไม่เกี่ยวข้องกัน ทว่าพอค้นไปเรื่อยๆ ไขคดีไปเรื่อยๆ กลับเริ่มโยงใยเป็นเรื่องเดียวกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ และต้วนมู่ชิงเองก็ไม่รู้ว่าท้ายที่สุดจะไปบรรจบกันที่ตรงไหนหรือจะพาเขาไปพบกับสิ่งใด


 

"ถึงแล้วขอรับ เหม่ยเหริน"


 

นั่นคือเสียงของคนแบกเกี้ยว เรียกสติที่หลุดลอยให้กลับมาได้เป็นอย่างดี พวกเขาพาต้วนมู่ชิงมาส่งยังหน้าตำหนักกว้างแสนงามอันเป็นสถานที่พำนักสำหรับสนมยศไฉเหรินขึ้นไป


 

แต่ก่อนจะดำเนินการขั้นต่อไป ก็อยากจะขออธิบายบางอย่างเพื่อให้เห็นภาพกันเสียหน่อย...


 

เกณฑ์การวางอาณาเขตสนมชายและหญิงในรัชสมัยก่อนหน้านั้นไม่ได้ใช้เส้นคลองกั้นเป๊ะๆ เช่นนี้ แต่จะจัดพื้นที่โดยพึ่งปัจจัยจำนวนประชากรเสียมากกว่า เพราะฮ่องเต้แต่ละพระองค์มีจำนวนสนมไม่เท่ากัน บางคนก็มีหลักหมื่น บางคนก็มีหลักพัน บางคนสนมชายเยอะ บางคนสนมหญิงเยอะ ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้วเฮ่อเหลียนเว่ยหลงผู้มีสนมในสังกัดน้อยกว่าบรรพบุรุษอย่างไม่ติดฝุ่น พื้นที่ใช้สอยในวังหลังเลยเหลือเยอะมาก


 

และที่อธิบายมาทั้งหมดนี้ ก็เพื่อจะบอกว่าหากตำหนักสนมชายเคยเป็นของสนมหญิงมาก่อนก็เป็นเรื่องปกติ สนมในรัชศกเทียนหลงมีเยอะจนประชากรแออัด ตลอดยี่สิบกว่าปีที่ครองราชย์มาก็รับเข้าเรื่อยๆ เพิ่งจะมาหยุดรับเอาเมื่อช่วงปลายรัชสมัย


 

หรือก็คือตำหนังแห่งนี้แม้ปัจจุบันจะอยู่ในฝั่งชาย แต่ในอดีตเคยเป็นของสนมยศ ‘ไฉเหริน’ ที่ได้ไต่เต้าจนได้กลายเป็นกุ้ยเฟยแห่งรัชศพเทียนหลง


 

ใช่แล้วล่ะเป้าหมายของเขาในตอนนี้ คือตำหนักหวงหลานของหวง ‘ไฉเหริน’ ไงล่ะ!


 

"เมื่อวานลืมของหรือเหม่ยเหริน" หวงชุ่ยเวยถามเมื่อเห็นคณะเกี้ยวของเหม่ยเหรินมาเทียบที่หน้าตำหนักตน


 

"อืม พอดีว่าปิ่นปักผมของจื่อเหยียนหายไปน่ะขอรับ" ต้วนมู่ชิงตอบอ้อมแอ้มก้มหน้าหงุด คนโกหกไม่เก่งเมื่อมาคนเดียวก็เหมือนขาดตัวช่วย เขาไม่กล้าสบตาหวงชุ่ยเวยเอาเสียเลยเพราะกลัวความแตก


 

"หืม..."


 

ต้วนมู่ชิงเม้มปากเมื่อได้ยินอีกฝ่ายส่งเสียงเช่นนั้น ประหวั่นใจนักว่าหวงชุ่ยเวยจะไม่เชื่อ ยึกยักมือกำชายเสื้อ คิดมากจนตัวสั่นไปหมด"เอ่อ อ่า...มันเป็นปิ่นที่สำคัญของน้อง ถ้าเกิดว่า..."


 

"เลิกส่งเสียงสะอึกสะอื้นได้แล้ว! ท่านเนี่ยนะ เซ่อซ่าให้มันมีขอบเขต และระวังตัวหน่อยเถิด! เอ้า เข้ามาๆ " หวงชุ่ยเวยแว้ดใส่ ตอบรับอย่างเสียไม่ได้เพราะสงสาร แม้ไฉเหรินคนนี้ภายนอกดูนิสัยเสีย ปากร้าย ขี้โอ่ แต่เนื้อจริงแล้วก็เป็นคนใจดีแค่ไหน ต้วนมู่ชิงผู้อยู่ด้วยกันมานานย่อมรู้ดีที่สุด ตะ--!! แต่เขายังไม่ได้สะอื้นร้องไห้เลยนะ นี่เขาดูเหมือนคนร้องไห้ขนาดนี้เลยเหรอ


 

อา อนิจจาเอ๋ย ต้วนมู่ชิงคงไม่รู้ตัวจริงๆ ว่าหน้าตาตนเองมันเซื่องซื่อบื้อขนาดไหน


 

เอาล่ะ...จะทำอะไรต่อดีนะ?


 

เพราะว่านี่คือตำหนักที่เคยประทับสมัยนางยังดำรงตำแหน่งไฉเหริน และหากให้คำนวนระยะเวลา ตลอดจนความบ้านใกล้เรือนเคียงระดับไปมาหาสู่ยังสุ่ยเซียนได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเกี้ยวแล้ว มีความเป็นไปได้สูงที่จะเขียนหนังสือเล่มนี้ที่นี่


 

ต้วนมู่ชิงมองซ้ายขวากะหาโอกาสเหมาะในการหาห้องเก็บของ เขาหวังหวงชุ่ยเวยจะยังไม่ทิ้งของเก่าตอนย้ายเข้าไปเสียหมด หรือพระนางอวี้หยวนอาจจะมีต้นฉบับหนังสือหลงเหลืออยู่ที่นี่สักเล่มสองเล่ม


 

ต้วนมู่ชิงได้แต่คิดเช่นนั้น โดยที่ตนไม่เอะใจเลยว่าสายตาของหวงชุ่ยเวยผู้เดินตามเบื้องหลังนั้น...นั่นมีประกายอะไรบางอย่าง


 

********


 

เมื่อถึงเวลาตั้งแผงขายของ ซื่อเป่าก็ได้มาช่วยบิดาด้วย เขาไม่ถนัดในการคุยกับคนมากๆ ก็จริง แต่เรื่องงานหลังร้านนั้นบอกได้คำเดียวว่าสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะการหยิบจับ จัดยา ซื่อเป่าทำได้ดีเนื่องจากช่วยซื่อหมิงขายยาตั้งแต่ยังเด็ก


 

นั่นจึงทำให้แผงขายของหมดอย่างรวดเร็วและเป็นระเบียบนัก


 

“มีเจ้าอยู่ก็สบายดีนะ ข้าแทบไม่ต้องทำอะไรนอกจากตรวจโรคและสั่งยา” ซื่อหมิงว่า ระหว่างเก็บของไปพลางมองย่านการค้าไปพลาง วันนี้เขาลองเปลี่ยนจุดตั้งร้าน เลือกในจุดที่ใกล้ๆ กับแหล่งเริงรมย์ เนื่องจากต้องการสังเกตการณ์ย่านหอนางโลม อันเป็นสถานที่น่าสงสัยที่สุดในคดีนี้


 

“ท่านพ่อก็ชมลูกเกินไป” ซื่อเป่ารับคำ แต่ในระหว่างก้มๆ เงยๆ เก็บร้านอยู่นั้นเอง สายตาของเขาก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง เป็นแผ่นหลังไวๆ ของสตรีคนหนึ่ง ชะโงกหน้าอย่างลับๆ ล่อๆ เข้าไปในซอยเปลี่ยวร้าง ซึ่งในอ้อมแขนนั้น มีห่อผ้าอะไรบางอย่างที่มองเผินๆ ก็คงเหมือนผ้าเตรียมซัก


 

ทว่าซื่อเป่าก็สายตาดีมากพอที่จะเห็นว่ามันมีคราบเลอะบางอย่างที่คล้ายคล้ำๆ แดงๆ นั่นจึงทำให้เขาสะกิดเรียกซื่อหมิงทันที ซึ่งดูที อดีตราชครูเองก็สังเกตได้เช่นกัน


 

พวกเขาทั้งสองจึงได้ลอบตามหญิงสาวคนนั้นไปทันที


 

ด้วยความสามารถด้านการพรางตัวอันดีเยี่ยมจึงทำให้สองพ่อลูกแอบตามไปโดยไม่มีใครจับสังเกต พวกเขาจึงได้เห็นว่าหญิงสาวนางนั้นได้ส่งมอบห่อผ้าให้กับชายคนหนึ่ง ซึ่งเมื่อแลกเปลี่ยนกันแล้วหญิงคนนั้นก็รีบละตัวออกจากตรงนั้นทันทีราวกับกลัวว่าจะมีใครมาเห็น


 

ดูอย่างไรก็ไม่น่าจะใช่ส่งของดีๆ – ซื่อหมิงคิด


 

เมื่อเห็นว่าชายคนนั้นกำลังจะหนี ซื่อหมิงก็รีบรุดไปจับตัว แม้อีกฝ่ายจะดูเป็นวรยุทธ์ทว่าก็ต่างระดับกับคนเคยเป็นราชครูนัก ใช้เวลาแค่ไม่นาน ก็จัดการจับตัว (ด้วยการซัดหนักจนสลบเหมือด” ไว้ได้อย่างรวดเร็วพร้อมหลักฐาน


 

และของข้างในนั้นก็คือ...


 

“ศพทารก...?” ซื่อหมิงเลิกคิ้ว ระหว่างที่นั่งลงทับหลังชายแปลกหน้า เพราะของที่อยู่ในมือเขาหาใช่การลักลอบส่งสารเสพติดเป็นเด็กทารกอายุครรภ์ราวสี่ถึงหกเดือน ซึ่งดูจากสภาพแล้ว น่าจะเพิ่งผ่านการทำแท้งมาหมาดๆ


 

นางโลมทำแท้ง ชายปริศนาที่ต้องการเด็กทารกที่ตาย...


 

เหอ...?


 

เหมือนเอะใจบางอย่างได้ ซื่อหมิงจึงได้ลองเอามือแตะๆ ร่างกายเด็กดู เขาพบว่าแม้จะไม่ได้หายใจทว่าเด็กกลับยังตัวอุ่นอยู่ ซึ่งมีความนัยสองอย่าง นั่นคือเพิ่งหลุดออกมาหมาดๆ


 

กับ...


 

แต่ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ ซื่อเป่ากับพูดขึ้นมา


 

“ข้า...รู้จักคนๆ นี้” ซื่อเป่าเงียบ เพราะทันที่ที่เห็นว่าชายที่สลบแทบเท้าซื่อหมิงนี้เป็นใคร สีหน้าเขาดูตกใจเป็นอย่างมาก “ป...เป็นคนงานในวังขอรับ”


 

พอได้ยินแบบนั้นซื่อหมิงก็มีสีหน้าปั้นยากขึ้นมา


 

“เรื่องยุ่งยากเสียแล้ว” เขาส่ายหน้าก่อนจะหันไปหา “ดูท่าทางเราต้องติดต่อในวังให้เร็วที่สุด”


 

แต่ยังไม่ทันที่ซื่อหมิงจะพูดจบ ไป๋อวี้ที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนก็ร่อนลงมาจากท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว มันส่งเสียงร้อง บินวนอยู่เบื้องหน้าของซื่อเป่าราวกับพร้อมรับคำสั่งแล้ว


 

และนั่นทำให้ซื่อหมิงไม่มั่นใจเลยว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังคิดอยู่บัดนี้เป็นเรื่องในแง่ดีหรือว่าไม่ดีกันแน่

*********


 

อวี้เหวินเฉิงไม่ได้มาสถานที่แห่งนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ


 

ตั้งแต่เกิดมาเสด็จแม่ก็อยู่ในสถานะของกุ้ยเฟยแล้ว ซ้ำเขายังจำไม่ได้ว่าทั้งซู่จื่อเจินและซื่อหมิงเคยพบปะสนิทสนมกับมารดา ต่อให้สมัยนั้นเขาจะไม่กี่ขวบปีก็ตาม แต่คนเคยสนิทกันขนาดร่วมกันเขียนตำราได้จะไม่ไปมาหาสู่เยี่ยมเยียนกันบ้างเลยหรือ


 

มันย่อมเท่ากับว่ามันน่าจะมีจุดแตกหักบางอย่างที่ทำให้พวกเขาเลิกคบกันไปหรือเปล่านะ?


 

แต่ทั้งนี้เขาก็ไม่ได้ต้องการเสาะหาจุดแตกหักเหล่านั้นแต่อย่างใด ตอนนี้อวี้เหวินเฉิงเหลือตัวเลือกไม่มาก และมันขึ้นอยู่กับว่าเขาจะเลือกทำอะไรระหว่างเห็นแก่ความเป็นแม่ลูกและเห็นแก่ความถูกต้อง


 

อวี้เหวินเฉิงถอนหายใจ เงยหน้าขึ้นมองตำหนักหนึ่งซึ่ง มันคือสถานที่ซึ่งเขาเกิดและเติบโต และยังเป็นบ้านหลังแรกที่ได้อาศัยกับเสด็จแม่เมื่อครั้งยังเยาว์วัย


 

ตำหนักเสือขาว...ตำหนักไป๋หู่


 

เกริ่นกันสักเล็กน้อย ว่าเดิมทีชายาลำดับสี่จะไม่ได้อาศัยในตำหนักนามสัตว์เทวะทั้งสี่ เพราะเป็นสถานะรั้งท้าย แต่เฮ่อเหลียนเว่ยหลงก่อสงครามเย็นกับไทเฮาอยู่ จึงยกตำหนักจูเชวี่ยซึ่งเป็นตำหนักของฮองเฮาให้แก่จื่อเหยา ปัจจุบันลำดับตำหนักจึงได้ปรับเปลี่ยน หวงซูเฟยจึงได้อยู่ในตำหนักไป๋หู่ ซึ่งเคยเป็นที่อยู่ของอวี้กุ้ยเฟยมาก่อน


 

"ทำหน้ามุ่ยเชียว" จื่อเหยาว่า "เป็นห่วงชิงเอ๋อร์หรือ"


 

อวี้เหวินเฉิงพยักหน้า "ข้าไม่ค่อยอยากอยู่ห่างท่านพี่ ทว่า ตัวข้าก็รู้สึกว่าให้ท่านพี่ไปที่หวงหลานน่าจะปลอดภัยกว่าที่นี่"


 

"ข้าเข้าใจ แต่อยากกำชับให้เจ้ามั่นใจ จะอย่างไรก็ดี ชุ่ยเวยไม่ใช่บุคคลอันตราย" จื่อเหยาตอบก่อนจะใช้หลังมือลุนหลังอวี้เหวินเฉิง


 

"แต่ตอนนี้ พวกเราต้องทำงานของตัวเองก่อนล่ะนะ" พูดจบบานประตูตำหนักไป๋หู่ก็เปิดออก และพวกเขาก็เดินเข้าไปยังที่แห่งนั้นพร้อมกัน


 

อวี้เหวินเฉิงพ่นลมหายใจยาวๆ นึกประหวั่นโหวงอย่างบอกไม่ถูกยามที่ได้กลับมายังตำหนักเสือขาวอีกครั้งในรอบเกือบสิบปี


 

...ยอมรับว่าคิดถึงเรื่องวัยเยาว์และเสด็จแม่ยิ่งนัก ทว่าความคิดถึงนั้นก็ปะปนด้วยความเจ็บปวด


 

เขายังรักแม่ของเขาเสมอและไม่มีวันเปลี่ยนต่อให้รู้ว่าทำเรื่องเลวร้ายมากมายเท่าใด เพราะอย่างไรเสียความใจดีและความรักที่อวี้หยวนมีให้เขานั้นเป็นความจริง แต่กลับกัน เรื่องที่ฆ่าคนอื่นเพื่อเปิดทางให้เขาขึ้นเป็นฮ่องเต้นั้น นั่นก็เป็นความจริงที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงไป

 

จริงๆ ถ้าใครได้อ่านฉบับรวมเล่ม 1 มาแล้ว ที่อาเฉิงมีปฏิกริยามแปลกๆ ตอนโดนถามเรื่องแดนฝันนั้น ก็มีสาเหตุมาจากเรื่องนี้นี่ล่ะค่ะ 5555

แล้วก็เริ่มเก็บเงินแบบอ่านล่วงหน้าแล้วนะคะ โดยเราจะระบุวันที่จะเปิดให้อ่านฟรีได้ที่หน้าตอนค่ะ ><

ปล. พรีออเดอร์ฉบับรวมเล่มได้ที ่: https://forms.gle/JPBnHTtsoR9vrjYo6 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 23 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น