[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 58 : ตอนที่ 15 ต้นเหตุของข่าวลือ (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 803
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 66 ครั้ง
    8 พ.ค. 63

“อา--!! เหนื่อยเป็นบ้า!!”

 

เมื่องานเลี้ยงจบลง จื่อเหยาก็ยืดกายบิดขี้เกียจเนื่องจากความเมื่อยขบ

 

ในตอนนี้ต้วนมู่ชิง อวี้เหวินเฉิง จื่อเหยา เฮ่อเหลียนเว่ยหลงและโจวซินเจี๋ย ออกจากอุทยานกลับมาพักผ่อนกันที่ตำหนักส่วนพระองค์ และเนื่องจากมีแต่คนกันเองทั้งนั้น พวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องเก๊กหน้าอะไร นั่งดื่มชากันอย่างคนปวดเนื้อปวดตัวเพราะรับแขกทั้งวัน

 

“ให้พี่นวดเจ้าสักหน่อย ดีไหม?” เฮ่อเหลียนเว่ยหลงถาม รวบเอวชายาสุดที่รักมาใกล้กาย จับนั่งตักคลอเคลียกะหนุงกะหนิงเสียจนคนมองได้แต่ทำหน้าทื่อใส่

 

โจวซินเจี๋ยเบะปาก “พี่เว่ยหลง หากท่านไม่เกรงใจข้า ก็เกรงใจน้องๆ หน่อยเถอะเจ้าค่ะ”

 

แน่นอนว่านางไม่ได้เอ่ยด้วยความหึงหวงแต่อย่างใด จิบชาต่อสบายใจเฉิบดังคนชินชา อาการคล้ายเห็นเพื่อนหวานแหวนกับคนรักแล้วหมั่นไส้เลยกระแซะเสียมากกว่า

 

“ข้าคุ้นชินแล้วล่ะพ่ะย่ะค่ะ” ต้วนมู่ชิงว่า

 

“เกินกว่าจะชินเลยล่ะ” อวี้เหวินเฉิงสำทับ

 

“จะบ่นหน่อยก็ได้นะ ไม่อย่างนั้นคงได้เหลิงกันพอดี ข้ากับพี่อี้จุ้นน่ะบ่นจนไม่รู้จะบ่นอย่างไรแล้วล่ะ” นางหัวเราะคิกคัก เลิกให้ความสนใจกับคู่รักตรงนั้นแล้วมาคุยกับน้องๆ แทนน่าจะดีกว่า

 

หากถามว่าทำไมถึงยังได้สบายใจ ไร้ซึ่งการหึงหวงทั้งที่สวามีอี๋อ๋อกับชายาคนอื่น ย่อมไม่ใช่เพราะความเจียมเนื้อเจียมตัวแต่อย่างใด โจวซินเจี๋ยมองเฮ่อเหลียนเว่ยหลงเป็นเพียงเพื่อนสนิทที่อายุมากกว่า และเคารพในสถานะพี่ชายเท่านั้น การแต่งงานของพวกเขาไม่ได้มีความรักเข้ามาเกี่ยวข้องเลยสักกระผีกริ้นเดียว

 

หรือก็คือ...

 

“การอภิเษกและตำแหน่งของข้า ทุกอย่างเป็นเหตุผลทางด้านการเมืองเท่านั้น”

 

อยู่ดีๆ โจวซินเจี๋ยก็พูด เนื่องจากเห็นสายตาสับสนของต้วนมู่ชิง

 

ซึ่งต้วนมู่ชิงจะสับสนโจวซินเจี๋ยก็ไม่แปลกใจอะไร เดิมทีก็ไม่ค่อยได้พบปะนอกงานเลี้ยงอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว แม้จะนึกเอ็นดูดั่งน้องดั่งนุ่งอยู่บ้าง ทว่าสนมชายหญิงต่างคนต่างอยู่ ข่าวสารก็เป็นเพียงแค่คำพูดในวงน้ำชา ยิ่งเรื่องวงในอย่าให้กล่าว ปากต่อปาก ส่งต่อสิบคน ได้ข่าวไปอีกสิบข่าว

 

“ข้ามองสายตาเจ้าออกนะอาชิง” โจวซินเจี๋ยว่า นางครุ่นคิดอะไรเล็กน้อยก่อนเอ่ยต่อ “แล้วก็ไม่ต้องราชาศัพท์ใส่ข้าก็ได้ คนกันเอง”

 

เพราะต้วนมู่ชิงโดนอวี้เหวินเฉิงตามติดเป็นเงา แถมเปิดเผยสถานะเชื้อพระวงศ์ให้รู้เสร็จสรรพขนาดนี้ ไม่แคล้วว่าจะได้เข้ามาเป็น ‘คนกันเองแบบสุดๆ’ ในภายภาคหน้าสักวันแน่ เมื่อเป็นเช่นนั้น โจวซินเจี๋ยจึงไม่ได้ติดขัดอะไร พี่น้องย่อมมีนิสัยเหมือนกันดี และนั่นเป็นจุดที่ทำให้นางนึกเอ็นดูพวกเขายิ่งนัก

 

“พ่ะ...ขอรับ” ต้วนมู่ชิงเคลื่อนตาหลบ เขาเริ่มชินชากับการโดนคนอื่นมองสีหน้าและอารมณ์ออกแล้ว

 

อา...ชักอยากหัดเก๊กหน้าให้เก่งๆ กับเขาบ้างจัง

 

“มันเป็นข้อตกลงก่อนแต่งงานน่ะ เพราะพวกเรามีข้อจำกัดบางอย่าง ที่ต้องใช้ผลประโยชน์จากสถานะนี้อยู่”

 

พอเห็นโจวซินเจี๋ยอธิบาย เฮ่อเหลียนเว่ยหลงจึงอธิบายต่อ “พวกเราเป็นคู่หมายกันมาตั้งแต่เด็ก ทว่าซินเจี๋ยกับข้าแต่งกันแค่ในนาม ทำทีเป็นคนรักในบางคราเพื่อให้เสด็จแม่กับโจวฮูหยินไม่เจ้ากี้เจ้าการ เพราะเดิมที หากไม่ใช่เพราะเสด็จแม่ต้องการข้าก็ไม่คิดจะแต่งชายาหรือรับสนมเพิ่ม”

 

"..."

 

ถึงกับอึ้งแล้วหันมองอวี้เหวินเฉิงทันที ซึ่งอวี้เหวินเฉิงก็พยักหน้ารับไปแบบปลงๆ เพราะเขาเองก็ปวดเศียรเวียนหัวกับเรื่องของพวกผู้ใหญ่พวกนี้เช่นกัน

 

ถือเป็นความรู้ใหม่สำหรับต้วนมู่ชิงเลยก็ว่าได้! แต่ก็ใช่ว่าจะคาดเดาไม่ออก เพราะตั้งแต่อวี้เหวินเฉิงเข้ามาเขาก็ใกล้ชิดกับเฮ่อเหลียนเว่ยหลงมากกว่าเดิม ทำให้บางทีก็ใคร่สงสัยในข่าวลือเรื่องฮ่องเต้บ้านม บ้ากามเป็นยิ่งนัก เพราะมันออกจะขัดแย้งกับพฤติกรรมเทิดทูนเมียราวกับอ่านหนังสือผิดปก

 

ยิ่งผนวกเข้ากับเรื่องที่เคยคุยกับอวี้เหวินเฉิงก่อนหน้า ก็ยิ่งเริ่มมั่นใจบางอย่างได้...ว่าไม่แคล้วกุเรื่องปล่อยข่าวลือกันเองแน่ๆ รู้สึกผิดที่หลอกด่าไปหลายรอบเลยนะเนี่ย!!

 

"งั้นเรื่องอื้อฉาวที่เล่ากันมาในรั้งวังทั้งหมดก็แผนปล่อยข่าวลือหรือขอรับ? " ถามออกไปดังนั้นอย่างใสซื่อใจสะอาด เพราะเข้าใจว่าสิ่งที่ตนคิดนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว

 

ทว่าคำถามซื่อๆ นั้นกลับทำให้คนที่อยู่ในบริเวณนั้นก็ขำพรืดจนต้วนมู่ชิงเหลอหลา

 

"อา...ข้าไม่ได้ขำเจ้าหรอกนะอาชิง แต่ข้าขำอย่างอื่นน่ะ ฮ่ะๆ ส่วนสิ่งที่เจ้าถามมานั้นมันก็มีส่วนถูก ทว่าก็มันมีอะไรที่ละเอียดกว่านั้น เพื่อความแนบเนียนน่ะ" โจวซินเจี๋ยต้องเอามือกุมท้องเพราะกลั้นขำจนเกร็งไปหมด นางไม่รู้จะอธิบายเช่นไรดีเพราะเมื่อเผลอคิดถึงครั้งที่ตกลงกับเฮ่อเหลียนเว่ยหลงว่าจะใช้ 'แผนนั้น' กันทีไร ก็อดขำในความสุดโต่งของคนเป็นพี่ไม่ได้เลยจริงๆ

 

เมื่อเห็นท่าว่าโจวซินเจี๋ยคงขำจนพูดต่อไม่ไหว จื่อเหยาเลยต้องอธิบายแทน เพราะไหนๆ ก็มาถึงระดับนี้แล้ว ไม่จำเป็นต้องปิดอะไรกันอีกต่อไปแล้ว

 

“ชิงเอ๋อร์มาหาข้าหน่อย”

 

พูดจบก็กวักๆ มือเรียกให้ต้วนมู่ชิงมาหา จื่อเหยาชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง นึกเรียบเรียงสิ่งที่อยากอธิบายอยู่ประเดี๋ยวจึงก้มหน้าลงไป ป้องปากกระซิบคำบางอย่างที่ทำเอาต้วนมู่ชิงถึงกับทำหน้าเหวอ

 

“อย่าบอกนะขอรับว่า...”

 

“นั่นแหละ” ตอบเสียงเหนื่อยๆ ด้วยเพราะปลงในเรื่องนี้มาทุกเมื่อเชื่อวัน

 

และสิ่งที่จื่อเหยาพูดกับต้วนมู่ชิงนั้นก็คือ...

...

..

 

ปัง!!

 

ทว่าไม่ทันที่จะได้ถามอะไรต่อ บานประตูห้องโถงกลับเปิดออก พร้อมกับซ่งอี้จุ้นเดินหน้าตาตื่นตระหนกตรงมาหาพวกเขาทั้งหมด เขาเคร่งเครียดมากเสียจนเลิกพิธีรีตองแล้วตะโกนออกมาว่า

 

ทว่าไม่ทันที่จะได้ถามอะไรต่อ บานประตูห้องโถงกลับเปิดออก พร้อมกับซ่งอี้จุ้นเดินหน้าตาตื่นตระหนกตรงมาหาพวกเขาทั้งหมด เขาเคร่งเครียดมากเสียจนเลิกพิธีรีตองแล้วตะโกนออกมาว่า

 

**********

 

เมื่อต้วนมู่ชิงมาถึงที่เกิดเหตุก็ถึงกับขมวดคิ้วและมีสีหน้าที่ปั้นยากยิ่งนัก

 

ภาพของเหล่าขันทีกำลังวุ่นวายกับการจัดการยกผ้าขาวมาห่อ ‘บางสิ่ง’ ในตำหนักเหมันต์ปรากฏแก่สายตาของเขาและเมื่อเงยหน้ามองขึ้นไปบนขื่อแปรกลางตำหนักนั้น จึงได้เห็นถึงผ้าแพรขาวความยาวราวสามฉื่อกำลังพริ้วไหวไปตามลม

 

แพรขาวนั้นมีหน้าที่อะไรคือสิ่งที่รู้กันดีในกลุ่มสนมและคนฆ่าตัวตายนั้นไม่ใช่ใครอื่นไกลเลย

 

เสียงร้องไห้คลอเคล้าไปกับการขนศพออกจากตำหนักเหมันต์พลันได้เห็นคนคุ้นหน้าลี่ย่าเสียนจึงโผเขามาหา กอดต้วนมู่ชิงเอาไว้ น้ำตาเอ่อคลอดวงตา ใบหน้าสวยบิดเบี้ยวปิ่มจะขาดใจ

 

“ค...ความผิดข้า” ลี่ย่าเสียนเอ่ยเช่นนั้น ก่อนต้วนมู่ชิงจะพ่นลมหายใจออกมา ลูบหลังปลอบหญิงสาวที่บัดนี้หัวใจคงแตกสลายไม่มีชิ้นดีเอาไว้อย่างเห็นใจ

 

"ไม่ใช่ความผิดใคร" เอ่ยออกไปเช่นนั้นอย่างรู้ดี "ไม่มีใครอยากให้เกิด"

 

แม้อีกใจต้วนมู่ชิงกลับคิดว่าสิ่งนี้มันคงต้องเกิดขึ้นในสักวัน นั่นจึงทำให้เขาปรับสภาพรับความตกใจได้อย่างรวดเร็วนัก

 

เพราะ...คนที่ตัดสินใจใช้แพรขาวในการปลิดชีพตัวเองนั้น...ก็คือลี่ย่าหลีนั่นเอง

 

"ข้าจะไปตรวจสอบตรงนั้นก่อนนะขอรับ คงต้องขอฝากให้ท่านพี่จัดการทางนี้ก่อน" อวี้เหวินเฉิงกล่าว ปรายตามองคนสองคนที่กอดปลอบกันกลมดิกตรงนั้นอย่างไม่สบอารมณ์เท่าใดนัก

 

เนื่องจากไม่อยากให้ฝ่ายในแตกตื่นกับเรื่องนี้ เฮ่อเหลียนเว่ยหลงจึงไม่ได้ยกโขยงลงมาตรวจสอบและมอบหมายให้ต้วนมู่ชิงกับอวี้เหวินเฉิงเป็นตัวแทนในการทำงานในครั้งนี้ (โดยมีไป๋อวี้ติดตามมาด้วย)

 

ทว่า...ก่อนได้ทำงานอย่างจริงจังอวี้เหวินเฉิงกลับจ้องลี่ย่าเสียนไม่วางตา สีหน้าไม่พอใจประหนึ่งอยากจะทำการอะไรสักอย่าง แต่เขาก็ไม่ทะเล่อทะล่าใจดำขนาดนั้นสุดท้ายเลยรามือ เดินตามซ่งอี้จุ้นไปทำงานส่วนของตนอย่างจำยอม

 

เมื่อเห็นว่าอวี้เหวินเฉิงกับซ่งอี้จุ้นไปแล้ว ตนจึงมองหญิงสาวในอ้อมแขน ลี่ย่าเสียนยังคงร้องไห้ไม่หยุด ท่าทางอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด

 

"เจ้าหยุดร้องไห้ก่อนดีหรือไม่แม่นางลี่" กล่าวเช่นนั้นเนื่องจากหากยังปล่อยให้นางเป็นเช่นนี้ต่อ มิแคล้วได้เป็นลมล้มพับไปจริงๆ และน่าจะส่งผลกระทบต่อการสอบปากคำเป็นแน่

 

"พักสักประเดี๋ยวเถิด แล้วค่อยๆ เล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่ว่าเจ้าพบเจอกับอะไรบ้าง"

 

และเรื่องที่อวี้เหวินเฉิงฝากให้เขาทำนั้นก็คือเรื่องนี้เพราะต้วนมู่สงมาวนั้นเหมาะกับบทสอบปากคำอย่าง 'นุ่มนวล' ที่สุดแล้ว

...

..

 

"กงกงมีความคิดเห็นกับสภาพศพเช่นใดบ้าง" อวี้เหวินเฉิงเอ่ยถามกับซ่งอี้จุ้นทันทีเมื่อเห็นสภาพศพ

 

"จากการกะเกณฑ์ทางสายตา...กระหม่อมคิดว่าทั้งร่องรอยตลอดจนแผลกดทับที่คอของแม่นางลี่ย่าหลีนั้นไม่ต่างจากการฆ่าตัวตายโดยแพรขาวสามฉื่อตามปกติพ่ะย่ะค่ะ พระอนุชา"

 

คนทั้งสองแยกไปปรึกษากันในห้องหนึ่งซึ่งใช้แทนสถานที่พักศพ ซ่งอี้จุ้นได้สั่งให้ขันทีใต้อาณัติทั้งหลายไปทำหน้าที่อย่างอื่นที่สมควรเพราะพวกเขาจำเป็นต้องให้อวี้เหวินเฉิงจัดการรวบรวมหลักฐานทั้งหมดก่อนลี่ย่าหลีจะถูกนำไปทำพิธี

 

"อืม..." อวี้เหวินเฉิงใช้หลังมือแตะคอของลี่ย่าหลี พิจารณาถึงร่องรอยกดทับตั้งแต่ใต้คางไปจนถึงสันกรามของนาง

 

จริงๆ แล้วการใช้แพรขาวปลิดชีวิตค่อนข้างต่างจากการผูกคอตายอยู่ประมาณหนึ่ง เพราะคุณภาพของผ้ามีความนิ่มกว่าและวิธีการแขวนคอจากใต้คางไปกกหูนั้นจะเป็นการปิดกั้นทางเดินของเส้นเลือดใหญ่ ผู้ตายจะค่อยๆ หมดสติไปอย่างช้าๆ จนกระทั่งตายในที่สุดหรือก็คือการทำเช่นนี้จะไม่ได้ทำให้ทุรนทุรายตายอย่างทรมานเหมือนการใช้เชือก อย่างน้อยก็เป็นการตายที่สมเกียรตินางใน

 

"หากให้คาดเดาสาเหตุการฆ่าตัวตาย เบื้องต้นคงติดว่าเป็นเพราะปัจจัยด้านสภาวะจิต" เขาพูด

 

บรรยากาศแสนหดหู่ประสมกับจิตใจย่ำแย่มักส่งผลให้สนมในตำหนักเหมันต์เลือกหนทางการปลิดชีพ ยิ่งกับผู้ที่มีพื้นฐานยอมหักไม่ยอมงอ ทะเยอทะยานเช่นลี่ย่าหลีด้วยแล้ว ความอับอายขายขี้หน้าเป็นขี้ปากให้ชาวบ้านนินทา ย่อมไม่ต่างจากการตายทั้งเป็น หากอัตวินิบาตกรรมย่อมไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ

 

แต่กระนั้น...บางเรื่องกลับมีข้อจำกัดอยู่ เพราะขุนนางบางส่วนมีงานยุ่งล้นมือจนไม่อาจมาควบคุมจุดหยุมหยิมทุกเรื่องได้ยิ่งนางในที่ไม่ได้เป็นลูกขุนนางชั้นผู้ใหญ่หรือตายเพื่อหนีโทษด้วยแล้ว ไม่แคล้วลี่ย่าหลีคงถูกตัดสินว่าฆ่าตัวตายหนีความผิดแล้วส่งไปทำพิธีโดยทำแค่ตรวจสอบเบื้องต้นเป็นแน่

 

ทว่าไม่จะด้วยเหตุผลกลใด ร้ายแรงหรืองี่เง่าเท่าใด ทุกอย่างควรเป็นไปตามขั้นตอน สำหรับเฮ่อเหลียนเว่ยหลงต่อให้เป็นการฆ่าตัวตายหนีความผิดก็ไม่ควรไปตัดสินก่อนพิสูจน์หลักฐานและแนวคิดเช่นนี้ค่อนข้างคานกับกุ้ยไทเฮาพอสมควร พระนางนั้นเป็นสายป่านตึงขึง ย่อมไม่ใคร่เสียเวลาให้กับเรื่องไร้สาระ

 

ยิ่งลี่ย่าหลีใช้ผลประโยชน์กับความเอ็นดูของไทเฮาในการทำเรื่องงามหน้า หลอกลวงเรื่องพระโอรสพระธิดา ...ดีไม่ดีการที่เฮ่อเหลียนเว่ยหลงรีบให้อวี้เหวินเฉิงลงมาตรวจสอบนั้น เป็นเพราะพวกเขารู้แก่ใจกันดี...ว่ากุ้ยไทเฮาเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งในคดีนี้

 

คนเป็นลูกย่อมรู้นิสัยแม่ดี ขนาดอวี้เหวินเฉิงที่เป็นลูกนอกไส้ยังรู้เลยว่านางเป็นคนที่หากรักใครก็รักและเอ็นดูมาก ทว่าชิงชังก็จะไม่เห็นหัว ร้ายมาร้ายกลับสนองเคราะห์อย่างหนักหนาสาโหด แค่การประทานแพรขาวให้ฆ่าตัวตายน่ะ ถือเป็นเรื่องธรรมดาจนดูว่าปราณีเสียด้วยซ้ำ

 

แน่นอนว่ามาหาหลักฐานไม่ใช่เพื่อเอาผิด แต่เพื่อให้หายคาใจเท่านั้น หากใช่ก็รับทราบหากไม่ใช่ก็แล้วไป เพราะอย่างไรเสียการให้โทษแด่ไทเฮาย่อมเป็นสิ่งที่ได้ผลร้ายมากกว่าดีและนี่ก็ไม่ใช่ศพแรกของนางด้วย...

 

ดวงตาสอดสำรวจร่างศพของนางไปเรื่อยๆ ก่อนจะสังเกตเห็นบางอย่างที่ทำให้อวี้เหวินเฉิงคาใจสงสัย เขารีบปลดเปลื้องเสื้อผ้าทั้งหมดออกจากร่างกายของลี่ย่าหลี ไม่ทันได้ฟังคำห้ามของซ่งอี้จุ้นด้วยซ้ำ

 

"ป...ประเดี๋ยวก่อน พระอนุชาพ่ะย่ะค่ะ!" ซ่งอี้จุ้นร้องด้วยความตกใจ เมื่อเห็นอวี้เหวินเฉิงตลบเอาอาภรณ์ท่อนบนของลี่ย่าหลีออกมา

 

"ใจเย็นก่อนกงกง" พูดจบก็ถอนหายใจ อวี้เหวินเฉิงถือคติงานก็คืองาน เขาผ่านการชันสูตรพลิกศพมาเป็นร้อยจนชินกับทุกสรีระ และต่อให้เป็นร่างเปลือยของสาวสวยเขาก็ตายด้านยิ่งกว่าโดนสกัดจุดกำหนัด

 

ที่เขาปลดเสื้อผ้าของลี่ย่าหลีออกก็เพื่อตรวจสอบบางอย่างบนร่างกายนางเพราะเมื่อครู่เขาเห็นร่องรอยสีแดงราวกับแผลสดปรากฏบนข้อมือที่พ้นชายเสื้อ และเมื่อถอดทุกอย่างออกจนหมดก็พบว่านางพันร่างกายบางส่วนเอาไว้ด้วยผ้าพันแผล

 

ซึ่งตอนนี้เปื้อนสีกระดำกระด่างของโลหิต

 

และหาเขาจำไม่ผิด นั่นคือรอยแผลที่นางได้รับจากลูกชายของนาง!

 

"นี่มันอะไรกัน..." ซ่งอี้จุ้นอุทานเสียงเบากับภาพที่เห็น เลือดนั้นจัดได้ว่าข้นคลักจนเป็นสีดำ แม้นี่จะเป็นร่างศพแต่สิ่งที่เห็นก็เกินไปเขาไหวมือเล็กน้อย ใช้ปราณสำรวจและพบถึงไอคุณไสยรุนแรงนัก "ไม่ใช่ว่าพระอนุชาส่งเด็กคนนั้นไปสู่ภพภูมิแล้วหรอกหรือพ่ะย่ะค่ะ?"

 

"ใช่...แต่..."

 

"แต่อะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?"

 

"มันคือ..."

 

แล้วอวี้เหวินเฉิงก็พูดอะไรบางอย่างออกมา ก่อนที่เขาจะเริ่มจัดการสำรวจต่อไป

 

หลังจากจดบันทึกการตรวจสอบหลักฐานตามร่างกายแล้วเสร็จ อวี้เหวินเฉิงก็จัดการแต่งตัวให้กับลี่ย่าหลี ลบร่องรอยของปราณที่ใช้ออกให้หมด เมื่อคิดว่าไม่ตกหล่นอะไรเขาจึงเปิดประตูออกมาจากห้องนั้น ทำทีเรียบเฉยสีหน้านิ่งเพื่อไม่ให้ขันทีที่กำลังทำงานอยู่ด้านนอกรู้สึกสงสัย

 

"อาเฉิงเป็นอย่างไรบ้าง" เมื่อเห็นคนออกมา ต้วนมู่ชิงก็เดินตรงไปหาทันที เอามือแตะบ่าแตะแขน ชะโงกหน้ามองห้องด้านหลังด้วยความสงสัยปะปนกับเป็นห่วง

 

อวี้เหวินเฉิงยิ้ม แตะมืออีกอย่างแผ่วเบา ตาสบตากันเป็นเชิงสื่อว่า 'ได้ความแน่นอนแต่เอาไว้คุยที่อื่น'

 

"อื้อ ข้าเองก็เหมือนกัน" ต้วนมู่ชิงตอบ ระหว่างนั้นก็เหลือบตามองลี่ย่าเสียนเล็กน้อย

 

ร่างของหญิงสาวโงนเงนเอนพิงกับพนักที่นั่งไม้ ร่างบอบบางถูกห่มด้วยเสื้อตัวนอกของต้วนมู่ชิง ลี่ย่าเสียนผู้จิตใจบอบช้ำยามได้ที่พึ่งพิงจึงผ่อนคลายลง นางหลับไปหลังจากร้องไห้มาหลายชั่วยาว "ข้าส่งคนไปเรียกอาเป่ามาแล้วอาจจะให้เขาดูแลนางไปก่อน เพราะสภาพตอนนี้คงให้อยู่คนเดียวไม่ได้"

 

อวี้เหวินเฉิงพยักหน้าตอบรับ สีหน้าเขาปกติ ปกปิดอารมณ์ได้เนียนกริบ

 

"อาเฉิง? " เมื่อเห็นน้องเงียบไปต้วนมู่ชิงเลยเอ่ยถาม

 

"ไม่มีอะไรขอรับ เพียงแค่คิดว่าให้นางนอนเช่นนั้นอาจไม่สบายกายเอา" อวี้เหวินเฉิงหันมายิ้มแย้มหันไปเรียกขันทีที่ว่างงาน บอกให้เขานำผ้าห่มและหมอนมาให้ลี่ย่าเสียนนอนดีๆ เพื่อเขาจะหยิบเสื้อนอกของต้วนมู่ชิงกลับคืนเจ้าของ

 

"ข้าคิดว่าเราควรรีบกลับจูเชวี่ย" อวี้เหวินเฉิงว่า "กรณีนี้เราต้องพึ่งพาความสามารถของเสียนเฟย"

 

"อืม" ต้วนมู่ชิงตอบรับอย่างรวดเร็ว

 

ช่วงนี้อยากกินชาบูมากค่ะ แต่ก็...ฮืออออออออออออออ

หนังสือกำลังทยอยจัดส่งนะคะ สามารถเช็คสถานะได้ที่ :https://docs.google.com/spreadsheets/d/1_SbNoOTrSNJIrTfitXItt5Do6yC0HVGw1jvbKfslKpo/edit?usp=sharingนะคะ

 

และ---

อวดปกเล่มสองค่ะ !

sds

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 66 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #677 sakura17 (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2563 / 02:24
    ก็คือหึง ยิ่งเห็นเสื้อนอกยิ่งหึง
    #677
    0
  2. #598 zenandzun (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2563 / 21:46
    คู่นี้ยังไม่มีโอกาสหวานกันสักที มีแต่เรื่องให้สะสาง
    #598
    2
    • #598-1 White-Crystal(จากตอนที่ 58)
      9 พฤษภาคม 2563 / 08:51
      มีเรื่องมาให้เจ้าสงมาวปวดหัวได้ตลอดเลยล่ะค่ะ อาชิงอยากนอนแล้วววว
      #598-1