The other side of Hogwarts อีกด้านหนึ่งของฮอกวอตส์

ตอนที่ 7 : Quiddich

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    25 มิ.ย. 63

  

sds

 

 

ย่างเข้าเดือนพฤศจิกายน อากาศเริ่มหนาวขึ้นแล้ว ถึงเวลาเริ่มฤดูกาลของควิดดิช เช้าวันแรกของการแข่งขัน อากาศค่อนข้างเย็นจัด ท้องฟ้าโปร่ง สดใส เสียงผู้คนพูดคุยกันดังเซ็งแซ่ในห้องโถง ข่าวเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์เป็นซีกเกอร์ปิดไว้ไม่มิดอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้ทุกคนรู้เรื่องนี้กันทั่ว แต่โอลิเวอร์ วู้ด กัปตันผู้แสนพยายาม ก็ยังทำให้การฝึกของแฮร์รี่เป็นความลับ ยังไม่เคยมีใครได้เห็นฝีมือซีกเกอร์ปีหนึ่ง ไพ่ตายของกริฟฟินดอร์เลย

 

“ฉันพนันข้างกริฟฟินดอร์ ยี่สิบซิกเกิ้ล” อาน่ากำลังจับกลุ่มคุยกับเพื่อนบ้านฮัฟเฟิลพัฟ วางเงินเดิมพันกันอย่างเอาจริงเอาจัง ใบหน้าน่ารักของเด็กสาววัย13 ไม่น่าเชื่อว่าจะกลายเป็นผีพนันแบบนี้ไปได้ แข่งคราวนี้เธอไม่ได้ลงแข่ง เฟร็ดกับจอร์จ สองแฝดที่เหมือนลูกบลัดเจอร์ร่างคนรับหน้าที่แข่งรอบนี้ไป ส่วนเธอจะลงแข่งในแมตช์หน้า เธอจึงมาเดิมพันพนันแบบนี้ได้

 

จนกระทั่งสิบเอ็ดนาฬิกาตรง ผู้คนก็พากันไปนั่งบนอัฒจันทร์รอบๆ สนามแข่ง

 

ไวท์ชวนเจมส์มาดูการแข่งควิดดิชนี้ด้วย เจมส์ไม่เคยเห็นการแข่งควิดดิชมาก่อน ถ้าหากชอบขึ้นมา อาจมีแรงกระตุ้นให้รู้สึกอยากลดน้ำหนักมากขึ้นไปอีกก็ได้ เพื่อที่จะมาลองคัดตัวเข้าทีมดูบ้าง

“โชคดีของสลิธีรินแล้วที่อาน่าไม่ลงแข่ง...แต่ว่าพวกฝาแฝดวีสลี่ย์เองก็ร้ายพอกันอยู่ดี” ไวท์ว่า

“พี่สาวนายร้ายมากเหรอ ทำไมนายชอบพูดถึงเธอแบบนั้นจัง?” เจมส์ถามอย่างฉงน

“...เธอร้ายกาจกว่าที่นายจะจินตนาการได้เยอะ เจมส์” ไวท์เอ่ย หวนนึกถึงวัยเด็กของตนเองแล้วก็เหงื่อตก

 

ไวท์มองไปทางอัฒจันทร์ของกริฟฟินดอร์ เผลอหลุดยิ้มขำออกมาเล็กๆ แถวบนสุดมีเพื่อนๆ ของแฮร์รี่นั่งอยู่ พวกเขากำลังถือป้ายผืนใหญ่ที่เขียนว่า ‘แฮร์รี่ สิงห์สนาม’ อีกทั้งยังมีรูปวาดสิงโต สัญลักษณ์ประจำบ้านกริฟฟินดอร์ และถูกใช้เวทมนตร์ทำให้เป็นสีต่างๆ ส่องประกายอีกต่างหาก

 

...ให้กำลังใจกันดีจังเลยแฮะ...

 

ตอนนี้ผู้เล่นทั้งสองทีมออกมาแล้ว แฮร์รี่ดูตื่นเต้นและเป็นกังวล เสียงเชียร์จากกองเชียร์ดังสนั่น ทว่ามันคงลดความประหม่าลงไปไม่ได้

 

มาดามฮูชเป็นกรรมการตัดสิน เธอยืนรอจนผู้เล่นทุกคนมายืนรอบๆ เธอแล้วจึงเอ่ย

“เอาล่ะ ฉันต้องการให้การแข่งขันนี้เล่นกันอย่างขาวสะอาดนะ ทุกคน”

 

“ขึ้นไม้กวาดได้” สิ้นเสียง นักกีฬาทุกคนก็ขึ้นคร่อมไม้กวาด มาดามฮูชขยับยกนกหวีดสีเงินที่คล้องอยู่บนคอขึ้นมาจรดริมฝีปาก ก่อนจะเป่ามันเสียงดังสนั่นไปทั่วบริเวณ

 

ไม้กวาดทั้งหมดลอยขึ้นสูงในทันที และแล้วเกมก็เริ่มขึ้น

 

เซนซึ่งอยู่ในฐานะเชสเซอร์ตัวสำรองไม่ต่างจากบีตเตอร์ตัวสำรองแบบอาน่าเลย เขามานั่งดูการแข่งขัน คาดหวังว่าบ้านตัวเองจะชนะ เพราะปีก่อนกริฟฟินดอร์แพ้ให้กับสลิธีรินอย่างขาดลอยเลยทีเดียว

“แจ๋วมาก! วู้ด!” อาน่าร้องอย่างพอใจ เมื่อกัปตันกริฟฟินดอร์ ซึ่งเล่นตำแหน่งคีปเปอร์สามารถป้องกันเอาไว้ได้ ทำให้สลิธีรินไม่ได้แต้ม

 

“ควิดดิชมันเล่นกันยังไงน่ะ ไวท์?” เจมส์เอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจนัก ขณะที่เสียงบรรยายของลี จอร์ดัน ดังอยู่อย่างต่อเนื่อง

 

ควิดดิช จะประกอบไปด้วยผู้เล่นแต่ละทีมจำนวน 7 คน แบ่งเป็น 4 ตำแหน่งด้วยกัน

 

3 เชสเซอร์ 2 บีตเตอร์ 1 คีปเปอร์ และ 1 ซีกเกอร์ มีบอล 4 ลูก คือควัฟเฟิล ที่จะใช้ในการทำแต้ม บลัดเจอร์ ใช้เพิ่มอุปสรรคให้กับผู้เล่น โดยเจ้าลูกสีดำอันร้ายกาจนี้จะสามารถชนกระแทกผู้เล่นให้ตกจากไม้กวาดได้ ท้ายที่สุดโกลเด้นสนิช ลูกสีทองมีปีกลูกจิ๋ว จะใช้ในการทำคะแนนสูงสุดถึง 150 แต้ม และเมื่อจับได้จะถือว่าสิ้นสุดเกมในทันที ดังนั้นการจับลูกสนิชให้ได้ จะทำให้มีโอกาสชนะแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ทีเดียว

 

ซีกเกอร์จึงเป็นบุคคลที่สำคัญมาก และตำแหน่งนั่นก็กำลังถูกฝากไว้ในมือเด็กปี1 อย่างแฮร์รี่ พอตเตอร์

 

เจมส์พยักหน้าเข้าใจหลังจากไวท์อธิบายทุกอย่างคร่าวๆ จบ เขามองไปยังสมาชิกทีมที่กำลังเล่นกันอย่างดุเดือด

“โห เท่ชะมัดเลย”

 

ถึงจะดูอันตรายก็เถอะ ยังไงก็เท่อยู่ดี...เจมส์คิด

“กริฟฟินดอร์ มีแฮร์รี่ พอตเตอร์อยู่ด้วย คงชนะ ว่ามั้ย?” เจมส์เอ่ยความเห็นกับไวท์

“...คงงั้น พอตเตอร์มีทักษะที่ดีกว่าปี1คนอื่นเยอะเลยล่ะ ไม่งั้นเขาอาจจะโดนบลัดเจอร์ฟาดหัวน็อคไปแล้วก็ได้”

ทางด้านสลิธีรินก็กำลังโห่อย่างขัดใจ เมื่อกริฟฟินดอร์ได้แต้มแรกไปครอง

“วันนี้คงมีอะไรสนุกๆ ให้ดูแน่เลยครับ” เสียงนุ่มละมุนแสนสุภาพของเอซ โรบินสันซึ่งนั่งอยู่เยื้องๆ กันทางด้านหลังของคาโลทำให้คาโลขมวดคิ้วก่อนจะเบ้ปากนิดๆ

 

เห็นวันๆ เอาแต่ยิ้มๆ พูดสุภาพอยู่นั่น ดูรกหูรกตาชะมัด

 

“ฟอกซ์ ฟินิกซ์ มีของกินมั้ย?” คาโลเอ่ยถาม

ฟอกซ์ส่ายหน้าเล็กน้อยแทนคำตอบ ในขณะที่ฟินิกซ์ล้วงหาขนมในกระเป๋าเสื้อคลุม

“ฉันมีลูกอมกับเยลลี่นะ เอามั้ยคาโล?” ฟินิกซ์เอ่ยถาม

“ขอเยลลี่แล้วกัน” เขาว่าพลางแบมือขอ เมื่อฟินิกซ์วางซองเล็กๆ ลงบนมือ เขาก็แกะมันออกมากินในทันที

“อ้าว เดี๋ยว นั่นสนิช ใช่มั้ย” คาโลชะงักปากที่กำลังเคี้ยวพลางเงยมองในสนามอีกครั้ง มองเห็นลูกสนิชสีทองพุ่งฉิวอยู่เนืองๆ ผู้ชมทั้งหมดเริ่มตื่นเต้นและพูดคุยกันมากขึ้น ซีกเกอร์จากทั้งสองบ้าน ตีคู่กันพุ่งไปหาลูกโกลเด้นสนิช ทางด้านแฮร์รี่พุ่งเข้าไปจนแทบจะคว้าลูกสนิชได้สำเร็จ ทว่าผู้เล่นอีกคนจากสลิธีรินพุ่งเข้าขวางแฮร์รี่เสียก่อน แฮร์รี่เกือบกระเด็นออกจากไม้กวาด เขาเกาะมันไว้แน่นสุดชีวิต จนกระทั่งเมื่อเขาได้จังหวะ เขาก็หาทางกระโดดกลับขึ้นไปขี่บนไม้กวาดได้อีกครั้ง ซึ่งการกระทำเมื่อครู่ของสลิธีรินเด็กกริฟฟินดอร์ดูอย่างไรก็เห็นว่าเป็นการจงใจ เสียงโห่จากทางกริฟฟินดอร์ดังสนั่น

“ฟาวล์!” คริสตัลร่วมตะโกนประท้วงไปกับคนอื่นๆ อย่างแค้นเคืองใจ มาดามฮูชตรงเข้าไปต่อว่าผู้ทำผิดกฏอย่างกราดเกรี้ยวเป็นที่สุด เธอได้กล่าวไปแล้วว่าต้องการเห็นเกมที่ใสสะอาดที่สุด ทว่าสลิธีรินก็ไม่เคยทำให้เธอได้สักปีเดียว สุดท้ายแล้ว กริฟฟินดอร์ก็ได้ยิงลูกโทษ ในขณะที่ลูกสนิชสีท่องอร่ามได้หายไปแล้ว

 

ลี จอร์ดัน หนุ่มกริฟฟินดอร์ซึ่งเป็นผู้พากย์ ก็ควบคุมตัวเองไม่ให้ลำเอียงไม่ได้

“หลังจากการโกงที่สกปรกอย่างเห็นชัดๆ ...”

“จอร์ดัน!” เสียงดุของศาสตราจารย์มักกอลนากัลดังขึ้น แม้กริฟฟินดอร์จะเป็นบ้านในปกครองของเธอ แต่เธอไม่ยักจะเคยลำเอียงแบบสเนปบ้างสักที

“ผมหมายความว่า หลังจากการทำผิดกติกาที่เปิดเผยและน่าทุเรศยิ่ง...” จอร์ดันยังไม่ลดละ

“จอร์ดัน ฉันขอเตือนเธอ” มักกอลนากัลดุเสียงเขียว

“ครับ ครับ ฟลินต์เกือบฆ่าซีกเกอร์ของทีมกริฟฟินดอร์ ซึ่งก็อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน ผมแน่ใจ” จอร์ดันว่าพลางกลอกตาเล็กน้อย และกลับไปให้ความสำคัญกับการพากย์ต่อไป และไม่วายเข้าข้างกริฟฟินดอร์อย่างเต็มที่เช่นเคย

 

“คนพากย์ดูจะอยากให้กริฟฟินดอร์ชนะเอามากๆ เลยนะนั่น” เจมส์หัวเราะเบาๆ

“แน่ล่ะ เขาเด็กกริฟฟินดอร์นี่นะ” ไวท์เอ่ย ก่อนจะเสียงเบาลง คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อยเมื่อสังเกตเห็นอะไรที่ดูผิดปกติ

“มีอะไรเหรอ?” เจมส์ถาม เมื่อเห็นสีหน้าเพื่อนแปลกๆ

“ดูสิ” ไวท์ชี้ไปที่แฮร์รี่ ซึ่งในตอนนี้ไม้กวาดนิมบัสสองพันด้ามใหม่เอี่ยมเริ่มพยศใส่เจ้าของมากขึ้นทุกที

 

คนดูต่างพากันกลั้นหายใจ มองดูแฮร์รี่ที่พยายามยึดตัวเกาะไว้กับไม้กวาดที่สั่นอย่างรุนแรงและสะบัดไปมาไม่หยุดอย่างน่าหวาดเสียว

“ตอนชนเมื่อกี้ไม้กวาดพังหรือเปล่า” เจมส์ถามไวท์ สีหน้าดูเป็นกังวลเล็กๆ เพราะเขาเห็นแล้วก็ชักจะกลัวแทน

“ไม่มีทาง ไม้กวาดไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นหรอก ยิ่งกับนิมบัสสองพัน รุ่นใหม่ล่าสุด ยิ่งเป็นไปไม่ได้ไปกันใหญ่...” ไวท์ว่า ขมวดคิ้วแน่น พยายามวิเคราะห์

“...อาจจะโดนสาป...”

“สาป? พวกสลิธีรินสาปเหรอ” เจมส์ถาม

“ฉันไม่รู้” ไวท์ส่ายหน้า เขาไม่รู้เลยจริงๆ

 

ระหว่างที่แฮร์รี่กำลังแย่ ฝั่งสลิธีรินฉวยโอกาสทำแต้มได้ถึงห้าครั้งโดยที่คนดูไม่ทันสังเกตเลย เพราะสายตาทั้งหมดจับจ้องไปยังแฮร์รี่เท่านั้น

 

ผ่านไปหลายนาที ไม้กวาดของแฮร์รี่ก็สงบลง เขากระโดดขึ้นนั่งคร่อมมันอีกครั้ง แฮร์รี่ พุ่งทะยานลงมา เขาหล่นร่วงลงมาแตะพื้นพร้อมกันทั้งมือและเท้า ยกมือขึ้นปิดปากเหมือนคนจะอาเจียน เขาไอออกมาแรงๆ วัตถุสีทองหล่นลงในมือของเขา

 

แฮร์รี่ จับลูกสนิชได้ และการแข่งขันก็จบลงที่หรึ่งร้อยเจ็ดสิบต่อหกสิบคะแนน ท่ามกลางความสับสนมึนงงของคนทั้งหมด ทว่าใดๆ ล้วนๆ ไม่สำคัญ สุดท้ายแล้ว กริฟฟินดอร์ก็ชนะ และอาน่าก็ได้เงินพนันสมใจ

“เฮฮฮฮ!” กริฟฟินดอร์พากันร้องเฮอย่างดีใจ อาน่ากระโดดกอดคอเซนแน่น เรียกอีกนัยว่ารัดคอน่าจะถูกเสียกว่า เธอร้องตะโกนสุดเสียงอย่างชื่นบาน ก่อนจะวิ่งลงไปรับเงินพนันจากเพื่อน อาน่าชนะพนันแล้วในครั้งนี้ เซนดีใจที่อาน่ารีบไป ไม่เช่นนั้นเขาคงขาดอากาศตายเสียก่อนที่จะได้ลงแข่งในแมตช์หน้ากับเขาบ้าง

 

หลังจากวันนั้น ทุกอย่างก็ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ เวลาผ่านไปแบบไม่เร็ว ทว่าก็ไม่ช้าเลย การเรียนเริ่มท้าทายขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ วิชา และวิชาหนึ่งที่ฟินิกซ์เกลียดมากอย่างที่สุดก็คือวิชาปรุงยา

“นายว่าเขาจะได้สอนวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืดตอนเราอยู่ปีไหน?” คาโลกระซิบถามเพื่อนทั้งสอง ขณะที่สเนปกำลังยืนพูดอยู่หน้าชั้น

“ใครก็รู้ว่าเขาอยากสอนใจจะขาด มันต้องมีเหตุผลสิที่ดัมเบิ้ลดอร์ยอมให้คนโง่เง่าอย่างควีเรลล์มาสอน แทนที่จะยอมให้สเนปมา ต่อให้เราขึ้นปี7เขาก็คงไม่ได้สอนหรอก” ฟอกซ์ว่า

“มันก็จริง” คาโลหลุดขำออกมาอย่างช่วยไม่ได้ ลืมสเนปที่ยืนอยู่ไปสนิท

“การปรุงยามีอะไรน่าขำเหรอ สเตรนเจอร์” คาโลหุบยิ้มแทบไม่ทัน

“เปล่า ไม่มีอะไรน่าขำ ขอโทษครับศาสตราจารย์”

“ถ้าไม่มีก็อย่าทำตัวเหมือนพวกสมองนิ่มอีก” สเนปกล่าว สีหน้าคาโลราวกับจะร้องออกมาว่าขนาดนี้แล้วไม่พูดว่าอย่าโง่เหมือนกริฟฟินดอร์เลยล่ะ แต่แน่นอนว่าเขาไม่ใช่ลูกรักของสเนปอย่างมัลฟอย เขาจึงเลือกที่จะไม่ตอบโต้อะไรออกไป ดวงตาสีเขียวคู่สวยเหลือบไปเห็นไวท์ที่กำลังมองมาพอดิบพอดี จึงมองค้อนกลับเสียเลย พร้อมด่าทางสายตาว่า’ มองอะไร ลูซิเฟอร์’

 

ไวท์หลบสายตาไปแทบไม่ทัน เขาได้แต่ยิ้มเจื่อนกับตัวเองเล็กๆ ไม่รู้ว่าทำไม คาโลถึงได้ดูไม่ชอบหน้าเขานัก...ที่จริงเขาคิดว่าคาโลดูจะชอบหน้าคนนับคนได้เลยล่ะมั้ง? หาเรื่องแทบทุกคนขนาดนั้น...

 

สเนปพูดอีกเล็กน้อย ก่อนจะสั่งให้ทุกคนจับคู่กัน และเริ่มปรุงยา ส่วนผสมบางอย่างสเนปเป็นผู้จัดเตรียมมาให้ ไวท์เดินไปหยิบส่วนผสม แล้วกลับมาที่โต๊ะ เจมส์กำลังง่วนกับการพยายามดูว่าต้องใช้ส่วนผสมอะไรบ้าง แต่มันก็ยากสำหรับเขาเพราะเขาอ่านภาษาอังกฤษไม่ออกนัก เขาสะกดคำบางคำออกมาได้ แต่คำศัพท์ที่เขาไม่คุ้นเคย ก็ทำให้เขาต้องขมวดคิ้ว และรอให้เพื่อนสนิทกลับมาช่วยอ่านให้ฟัง

 

เขาพยายามจดจำคำต่างๆ ให้มากขึ้น แต่มันก็ยังยากสำหรับเจมส์อยู่ดี

“ไวท์...อันนี้คือให้ใส่อะไรน่ะ?”

“อ้อ ตาของปลาปักเป้าน่ะ” ไวท์ว่าหลังชะเง้อมองตำรา

 

คาโลนึกอะไรดีๆ ออกหลังจากเขาหยิบส่วนผสมเสร็จ เขาเหลือบไปเห็นโถใส่ม้ามหนูของสเนปที่วางอยู่อีกมุมหนึ่ง คาดว่าเตรียมไว้ใช้สอนรุ่นพี่ปีอื่น เขาเดินไปชะเง้อมองภายในนั้น กลิ่นไม่น่าพิศมัยทำให้คาโลย่นจมูก เขาเอามันออกมา ก่อนจะแกล้งเดินผ่านโต๊ะของไวท์ แล้วก็สลับม้ามค้างคาวบนโต๊ะออกมา วางม้ามหนูลงไปแทนอย่างแนบเนียนและรวดเร็วที่สุด เขาหันไปหาฟอกซ์และฟินิกซ์ที่มองอยู่ก่อนจะยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากเบาๆ พร้อมรอยยิ้มสนุกสนาน

 

ไวท์กำลังง่วนอยู่กับการอธิบายเจมส์ ไม่ทันได้เห็นการกระทำนั้น เพียงแค่เห็นคาโลยืนอยู่จากหางตา จึงหันไปมองอย่างฉงน คาโลมองไวท์ยกยิ้มเยาะใส่แล้วเดินกลับโต๊ะ ไวท์ขมวดคิ้วงุนงง ทว่าก็ไม่ได้เอะใจอะไรอีก เขาเริ่มปรุงยากับเจมส์ตามตำราทันที

 

“หึหึ” คาโลหัวเราะเบาๆ อย่างชั่วร้ายพลางถูมือ รอดูผลงานของตัวเองอย่างสะใจเป็นที่สุด ฟอกซ์ไม่ได้ห้ามอะไร เขาเหลือบมองเล็กน้อย และละสายตา เขาไม่สนใจอยู่แล้วว่าใครจะเป็นยังไง ไม่ใช่คนดีขนาดนั้น...เขาทำทุกอย่างตามตำราไปตามหน้าที่ของตัวเอง ขณะที่คาโลเริ่มกลับมาชะเง้อหม้อ และถามว่าเขาทำถึงไหนแล้ว เพื่อที่จะช่วยกันทำ

 

ฟินิกซ์จับคู่กับเพื่อนผู้หญิงอีกคนหนึ่ง เขามองเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่ เจ้าตัวมองคาโลเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เอ่ยห้ามปราม เขาก็คิดว่ามันจะดีเหรอ แต่ตราบใดที่ไม่มีใครโดนลงโทษ ไม่โดนจับได้ ก็คงไม่เป็นไร เขาละสายตากลับมาที่หม้อเมื่อเพื่อนสาวพูดสอนเขา เขาหัวเราะแห้งๆ ตอนโดนเจ้าหล่อนมองตาเขียว เพราะเขานั้นไร้ประโยชน์ต่อเธอโดยสิ้นเชิง

 

...ก็เขาไม่ชอบวิชานี้นี่นา ไม่ชอบทั้งวิชาทั้งคนสอนเลย...สิ่งเดียวที่ฟินิกซ์เสียใจ เมื่อได้เข้ามาเป็นสมาชิกบ้านสลิธีริน ก็คือการที่สเนปเป็นศาสตราจารย์ประจำบ้านนี่ล่ะ...

 

“...ผมว่าส่วนผสมของคุณมันแปลกๆ อยู่นะครับ คุณลูซิเฟอร์ ลองตรวจสอบดูก่อนมั้ย” เอซ โรบินสัน ผู้ซึ่งเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่มาสักพักแล้ว เอ่ยบอกไวท์เบาๆ อย่างสุภาพ ไวท์ชะงักมือที่กำลังจะใส่ม้ามลงไป ตอนนี้เขาทำมาได้ครึ่งหนึ่งแล้ว แค่ต้มไว้รอให้ครบกำหนดเวลา และใส่ม้ามค้างคาว ปรุงต่ออีกนิดหน่อยก็เป็นอันเรียบร้อย เขาเหลือบมามองเอซอย่างลังเล...อะไรบางอย่างในตัวร่ำร้องปฏิเสธทุกครั้งที่เขาอยู่ใกล้คนคนนี้

 

คาโลที่ได้ยินประโยคดังกล่าวหันขวับไปมองเอซด้วยสายตาไม่พอใจนัก ชะงักมือจากการคนน้ำยาหม้อในทันที จ้องเขม็งเจ้าคนปากมาก ด้วยกลัวว่าแผนที่ก่อไว้จะพัง ไอ้หมอนี่มันเป็นใครกัน ถึงได้มายุ่งวุ่นวายเรื่องของเขากับลูซิเฟอร์ ยุ่งไม่เข้าเรื่อง!

 

ฟอกซ์มองใบหน้าด้านข้างของคาโลเพียงแวบเดียว เขาก็ประเมินสถานการณ์และคว้าไม้ไปจากมือคาโล จัดการทำต่อเอง ไม่ร่วมพูดคุยอะไรให้มากความ

 

“คุณสเตรนเจอร์ ไม่ช่วยคุณไฮเซนเบิร์กหน่อยเหรอครับ? เขาทำคนเดียวคงเหนื่อยแย่ “เอซหันมาเอ่ยกับคาโลด้วยใบหน้าหวังดี ทว่าเจตนาของอีกฝ่ายในสายตาคาโลไม่ได้มาดีเลย

“แกเองก็ปากมากอู้งานอยู่ไม่ใช่หรือไง” คาโลว่า

“ผมทำเสร็จแล้วครับ กำลังจะส่ง” เอซเอ่ยบอกพลางมองเด็กสาวที่คู่กับเขา เธอหันมามองคาโลก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อยสำทับ

“กินแรงเพื่อนแบบนี้ ไม่ดีเลยนะครับ” เอซยกยิ้มน้อยๆ ขณะตำหนิ ท่าทางน่าโมโหเป็นที่สุดในสายตาคาโล ทั้งๆ ที่เอซ โรบินสันนั้นไม่ได้ทำอะไรมากเลย

“สาระแน! หยุดเอาคิ้วหนาๆ ของแกเข้ามายุ่งเรื่องชาวบ้าน โรบินสัน!” คาโลตวาดเสียงเขียว ดวงตาสีเขียวคู่สวยพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงราวกับเลือด...เขากำลังโกรธจัด...อารมณ์ที่ควบคุมไว้ไม่อยู่ทำให้สีตาของคาโลเปลี่ยนแปลงไปตามอารมณ์อย่างชัดเจน

 

...ดวงตาเป็นหน้าต่างของดวงใจ...

 

สำหรับคาโล สเตรนเจอร์ นั่นคงเป็นเรื่องจริง...พรสวรรค์ติดตัวที่มีมาตั้งแต่เกิดนั่นแปลกประหลาด แต่น่าจดจำทีเดียว...

 

ไวท์หยุดคิดเรื่องอื่น และเผลอจ้องมองดวงตากลมโตที่กำลังแสดงออกถึงความกราดเกรี้ยวนั่น...เกิดสงสัยขึ้นมาว่ามันเปลี่ยนสีได้อย่างไรกันนะ

 

คาโลหันมามองไวท์ รู้สึกหงุดหงิดขึ้นอีก

“มองอะไร ลูซิเฟอร์!?” ไวท์ละสายตาทันทีที่ถูกตวาดก่อนจะก้มลงมองม้ามที่วางอยู่อีกครั้งด้วยท่าทีสังเกต...รูปร่างมันดูต่างกับตอนที่เขาไปหยิบมาอยู่นิดหน่อย เขาจดจำได้เพราะเขาไปหยิบมาด้วยตนเอง เขาเหลือบไปมองเอซที่กำลังมองมาอยู่เช่นกัน ก่อนจะสบตากับคาโล

“คงไม่ใช่ฝีมือนายหรอกนะ?”

“ฉันมีเหตุผลอะไรให้ต้องแกล้งนายมิทราบ?” คาโลกอดอก ไวท์มุ่นคิ้วเล็กน้อย

“ฉันยังไม่ได้พูดเลยว่าฝีมือนายเรื่องอะไร” คาโลสะอึกไป ทำท่าเหมือนจะเถียงแต่ก็ยังหาคำแย้งไม่ได้ เขาปรายตาไปมองเอซ ก่อนจะด่าเสียงเขียว

“ผูกมิตรไม่ดูเวล่ำเวลา!” และเขาก็กลับไปช่วยฟอกซ์ต่อ ซึ่งฟอกซ์ที่หูฟังแต่มือทำงานอยู่ตลอดนั้นก็ทำเกือบเสร็จอยู่แล้ว ก่อนที่ทั้งสองจะเดินเอาไปส่ง คาโลปล่อยให้ฟอกซ์เป็นคนถือไป ขณะเดินก็ยังหันมามองเอซราวกับจะกินเลือดกินเนื้อจนลับสายตา

 

ไวท์มองเอซ รู้สึกเหมือนอยากจะพูดขอบคุณ แต่ก็ไม่อยากพูด มันเป็นความรู้สึกขัดแย้งในตนเองที่เขาก็ไม่เข้าใจ ไวท์เม้มปากเล็กน้อย ก่อนจะเลือกที่จะละสายตาจากเอซ กลับมามองเจมส์ที่มองมาอย่างหวาดวิตก และทำอะไรไม่ถูก

“มาเถอะ เจมส์ ใส่ม้ามค้างคาวกัน” ไวท์ว่า

“เอซ เราไปกันเถอะ ศาสตราจารย์สเนปให้ผ่านแล้ว เราเก็บของไปได้” เพื่อนสาวที่จับคู่กับเอซเดินกลับมาที่โต๊ะ ในช่วงชุลมุน เธออาศัยจังหวะนั้น เดินไปส่งงานเสียให้เรียบร้อยก่อนแล้ว เอซยิ้มรับ ก่อนที่ทั้งคู่จะพากันเดินออกไป คาโลยังคงจมกับความเกลียดชังและโกรธแค้น ขึ้นบัญชีไว้แล้วว่าต้องได้เอาคืน โรบินสันสาระแนในสักวัน ส่วนไวท์ก็จมกับความรู้สึกปั่นป่วนแบบประหลาดๆ ของตัวเอง

“ไวท์ เป็นไรมั้ย? สีหน้านายไม่ดีเลย” เจมส์เอ่ยถามเพื่อนอย่างเป็นห่วง ไวท์ยกยิ้มกลบเกลื่อน

“ฉันโอเค รีบทำเถอะ จะได้ไปส่งกัน” ไวท์ว่า เจมส์มองเพื่อน ไม่ได้พูดอะไรถึงเรื่องนี้อีก

 

ในชั่วโมงป้องกันตัวจากศาสตร์มืด ทุกคนเริ่มจะเบื่อกับการเรียน ศาสตราจารย์ควีเรลล์ไม่เคยพูดให้จบประโยคโดยไม่ติดอ่างได้สักที น้อยนักที่เขาจะสอนในเชิงปฏิบัติจริงๆ เขามักใช้เวลาส่วนใหญ่เล่าเรื่องราวที่เขาผจญมา โดยเฉพาะเลือดผีดิบดูดเลือดที่เขากลัวหนักหนาว่ามันจะตามเขามาที่นี่ ในชั้นเรียนจึงเต็มไปด้วยกลิ่นกระเทียมที่เขาหวังว่ามันจะปกป้องเขาได้

“คิดไปแล้วฉันชักอยากให้สเนปมาสอนวิชานี้แทน” คาโลบ่น มองควีเรลล์ที่กำลังพูดเรื่องอะไรสักอย่างอยู่หน้าชั้น

“เวลาเขาร่ายคาถาทำยังไงน่ะ กว่าจะร่ายจบ ก็ตายก่อนแล้วมั้ง นึกดูสิ อ...อ...เอ็กเป...ลิ..ลิ..อาร์มัส แบบนี้น่ะ” ฟินิกซ์เอ่ยเลียนแบบควีเรลล์พลางหัวเราะอย่างขบขัน

“นายเป็นพวกขี้นินทาศาสตราจารย์ไปแล้วหรือไง” ฟอกซ์มองทั้งสองคน ดวงตาสีควันบุหรี่เหลือบไปมองควีเรลล์ด้วยหางตา

“...ก็น่ารำคาญจริงๆ แหละ” ทางด้านสลิธีรินกำลังนินทาศาสตราจารย์อย่างสนุกปาก เรเวนคลอก็กำลังเริ่มคุยเรื่องจริงจังขึ้นมา

“ไวท์ ผู้เสพความตายคือใครเหรอ?” เจมส์ถามออกมาด้วยสีหน้าลังเลเล็กน้อย

“ฉันอ่านเจอในหนังสือน่ะ” เจมส์ว่า

เขาใช้เวลานานทีเดียวกว่าจะอ่านหนังสือได้สักหน้า ทว่าเขาก็พยายามอย่างที่สุดที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสารของโลกเวทมนตร์เอาไว้ให้มากที่สุด

มือของไวท์ที่กำลังพลิกหน้าหนังสืออ่านชะงักไปเล็กน้อย เขามองเจมส์ก่อนจะนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ไล่เลียงสิ่งที่ควรพูดในหัว แล้วเอ่ยเสียงเบา

“ก็...นายรู้เรื่องคนที่รู้ว่าใครแล้วใช่มั้ยล่ะ เขามีสาวก มีสมุนอยู่เยอะเลย ก็คือพวกผู้เสพความตายนั่นแหละ มีทั้งคนที่เต็มใจ และคนที่เข้าไปเพราะหวาดกลัว พวกนั้นส่วนใหญ่จะคลั่งไคล้ศาสตร์มืดมากๆ พวกเขามีสัญลักษณ์บ่งบอก เป็นรอยสักรูปหัวกะโหลกแปลกๆ ที่แขนด้วย”

“เหรอ...” เจมส์พึมพำ

“นายคิดว่า...ในฮอกวอตส์จะมีคนแบบนั้นอยู่มั้ย?” เจมส์เอ่ยถาม เสียงเบาลงตามไวท์ เพราะรับรู้ได้ว่าคงไม่ใช่เรื่องที่ควรพูดคุยให้ใครได้ยินนัก

ไวท์มองไปรอบๆ สายตาระแวดระวังขึ้นเล็กน้อย

“...ไม่แน่อาจมีศาสตราจารย์สักคนเป็นหนึ่งในนั้นก็ได้ แต่ว่าอะไรได้...ตั้งแต่คนที่รู้ว่าใครหายไป หลายคนก็พากันกลับมาฝั่งเรา บางคนก็ให้เหตุผลว่าทำไปเพราะถูกสะกดใจ เหมือนพ่อของมัลฟอยนั่น” ไวท์พยักพเยิดไปทางมัลฟอยที่นั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่ง

 

“บางคนคงกำลังเฝ้ารอให้คนที่รู้ว่าใครกลับมา...จะได้ทีสงครามอีกครั้ง”

“น่ากลัวจัง” เจมส์ว่า

“นั่นคงเป็นสาเหตุหนึ่งที่พวกเราต้องเรียนวิชาป้องกันตัวสินะ”

“อืม” ไวท์พยักหน้ารับ

“แต่ถ้าเป็นไปได้...ก็ไม่อยากให้นักเรียนอย่างพวกเราต้องไปวุ่นวายรับมือกับเรื่องพวกนี้ขึ้นมาจริงๆ หรอก...แค่เรียนไว้...” ไวท์เอ่ย

 

...ถ้าเป็นแบบนั้นได้จริงๆ ก็คงดี…

 

 

 

 

tbc

ไม่เป็นแบบนั้นหรอกนายไวท์ โถ่
 

มาลงแล้วน้า หายไปเพราะงานเยอะมากๆ โดนกองงานถมทับตายแล้วค่ะ555555 เรื่องราวในปีแรกดำเนินมาครึ่งหนึ่งแล้วนะคะ แหะๆ ยิ่งเลื่อนชั้นปีขึ้นไป สตอรี่จะยิ่งเข้มข้น และมีอีสเตอร์เอ้กให้ทุกคนตามไปไขเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเลย หวังว่าจะไม่เบื่อก่อนเนอะ555555

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น