The other side of Hogwarts อีกด้านหนึ่งของฮอกวอตส์

ตอนที่ 8 : Mourning Myrtle

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    25 มิ.ย. 63

 

sds

 

เวลาผ่านไปไม่นานก็ย่างเข้าสู่กลางเดือนธันวาคม ใกล้ถึงวันคริสต์มาส เทศกาลครอบครัวที่สำคัญที่สุดเทศกาลหนึ่งเข้ามาเต็มที่ ฮอกวอตส์ยามนี้หนาวจัด ผืนทะเลสาบกว้างใหญ่กลายเป็นแผ่นน้ำแข็งเย็นจัด ทั่วทั้งฮอกวอตส์ปกคลุมด้วยหิมะสีขาวโพลน

 

ลูเซียอาน่ากำลังหัวเราะอย่างบ้าคลั่งขณะที่สองแฝดวีสลีย์เสกก้อนหิมะให้ไล่ตามศาสตราจารย์ควีเรลล์ไปทั่ว ใบหน้าหวาดผวาขณะวิ่งหนี ผ้าโพกหัวกระเซอะกระเซิงนั่นทำให้เธออดหัวเราะไม่ได้ แม้ว่าสุดท้ายสองแฝดจะถูกลงโทษเพราะเรื่องนี้ แต่เธอและสองแฝดก็ยังคิดเหมือนๆ กัน

 

ยังไงก็คุ้มอยู่ดี...

 

“นี่ เซน ปีนี้นายฉลองยังไง” อาน่าเอ่ยถามเด็กหนุ่มพลางหยิบผ้าพันคอขึ้นมาพันด้วยความหนาว ทางด้านเซนนั้นกำลังง่วนกับการเขียนที่อยู่บ้านของตัวเอง ก่อนจะเสกให้มันลอยไปหาเด็กสาวต่างบ้านที่กำลังจ้องมองรอคอยอยู่อีกทางหนึ่ง ก่อนจะส่งยิ้มไปให้

 

อาน่าที่ชะเง้อมองว่าเขาเขียนอะไร เมื่อเห็นกระดาษที่อยู่บ้านลอยละลิ่วไปหาแม่สาวสวยก็เบ้ปากทันที

“ไอ้คนหลายใจเอ๊ย”

 

...ทีเมื่อวานยังแลกที่อยู่กับสาวอีกคนอยู่เลย เธอเห็นเต็มๆ สองตา พอมาวันนี้แลกกับคนใหม่อีกแล้ว...

“เขาเรียกว่าหาตัวเลือกให้ตัวเองต่างหาก” เซนยิ้มเจ้าเล่ห์พลางยักไหล่

“ยังไงก็ยังไม่ได้คบอยู่แล้ว”

“จะใช้ข้ออ้างว่ายังไม่ได้คบไปตลอดเลยสินะ ไอ้คนเจ้าชู้ ฉันล่ะสงสารผู้หญิงพวกนั้นจริงๆ” อาน่าส่ายหน้าอย่างละเหี่ยใจ

“เขียนจดหมายให้มือหงิกไปเลยสิ คริสต์มาสเนี่ย พนันได้ว่าไม่ได้มีแค่สองคนที่ฉันเห็น”

“แน่นอน ระดับนี้แล้ว”

“ย่ะ เขียนจดหมายหาผู้หญิงแล้ว อย่าลืมเขียนหาเพื่อนมั่งล่ะ ถ้านายไม่เขียนมาฉันจะถือว่านายเป็นเพื่อนกบฏ! เปิดเทอมเมื่อไหร่โดนดีแน่!” เด็กสาวว่า ดวงตาสีฟ้าทอประกายสดใสจ้องมองอีกฝ่าย พร้อมกับต่อยแขนไปที

“เขียนอยู่แล้ว” เซนตอบในทันที

“เดี๋ยวเธอจะน้อยใจ ที่ไม่มีใครเขียนหา...โถ่ ไม่มีแม้แต่คนคุยให้คุยก็น่าสงสารหน่อยนะ ลำบากเพื่อนอย่างฉัน ไม่ต้องห่วง ฉันยินดีเขียนจดหมายให้เธอ” รอยยิ้มสงสารไร้ความจริงใจนั่นร้ายกาจมากในสายตาอาน่า

 

...และเซนก็ถูกไล่กวดและปาหิมะใส่อย่างบ้าคลั่งส่งท้ายก่อนวันหยุดจะเริ่มต้น...

 

“มีจดหมายมาส่งเหรอ?” เจมส์เอ่ยถามไวท์ที่กำลังแกะจดหมาย พวกเขากำลังนั่งกันอยู่หน้าเตาผิงในหอพัก อากาศภายนอกหนาวจัด ไวท์ที่ค่อนข้างไม่ถูกโรคกับความหนาวจึงพึงพอใจที่จะอยู่ในนี้มากกว่า

“อื้อ เพิ่งมาส่งเมื่อกี้นี้เอง” ไวท์ตอบ

“โห หิมะตกหนักขนาดนั้น นกฮูกนายไม่แย่เอาเหรอ” เจมส์เอ่ยถามขณะมองออกไปข้างนอก นึกภาพนกฮูกบินฝ่าพายุแล้ว มันคงไม่ง่ายนัก

เซบาสเตียนพักฟื้นอยู่กับแฮกริดแล้วล่ะ คงอีกสักพักกว่าจะบินกลับไปได้” ดวงตาสีฟ้าอมเทาจับจ้องเนื้อหาในจดหมาย

“คริสต์มาสปีนี้บ้านฉันจะไปฉลองกันที่เวลล์ ไปหาตาน่ะ แม่อยากให้เราเจอญาติฝั่งนั้นบ้าง” เจมส์พยักหน้ารับกับสิ่งที่ได้ยิน

 

แม่ของไวท์นั้นเป็นชาวเวลล์แท้เลือดบริสุทธิ์ ซึ่งมาพบรักและแต่งงานกับพ่อของเขาที่อังกฤษ ดังนั้นเขาจึงเป็นลูกครึ่ง และได้กลับไปเยี่ยมเยียนญาติฝั่งแม่อยู่นานๆ ครั้ง

“ฉันไปฉลองที่บ้านยายฝั่งทางใต้ ไว้จะส่งจดหมายไปหานะ จดที่อยู่บ้านญาตินายมาแล้วกัน” เจมส์ว่า

 

ทั้งสองจะกลับบ้านในวันหยุดคริสต์มาสนี้ เช่นเดียวกับพวกคนอื่นๆ คริสตัล ฟอกซ์ คาโล บีเดิ้ล และอีกหลายคนๆ น้อยคนนักที่จะอยู่ที่โรงเรียน เพราะวันคริสต์มาสเป็นวันหยุดที่ยาวนานเกือบครึ่งเดือน ทุกคนล้วนอยากกลับไปใช้เวลาพักผ่อนที่บ้าน

 

“นี่ คริสตัล ทำไมเธอยังไม่เก็บกระเป๋าอีกฮะ พรุ่งนี้จะกลับแล้วนะ เอาเวลาวิ่งป่วนไปเก็บของทำตัวให้เรียบร้อย ก่อนจะโดนมักกอลนากัลจับมัดไว้ที่ฮอกวอตส์ตลอดวันหยุดดีกว่าน่า”

“รู้แล้วน่า...อย่าบ่นมากจะได้มั้ย”

ตอนนี้คริสตัลมีเพื่อนแล้ว...จะเรียกว่าเพื่อนเลยก็อาจจะยังไม่ถูกนัก ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมานี้คริสตัลก่อปัญหาเอาไว้ไม่น้อย มักกอลนากัลทนไม่ไหวอีกต่อไป เธอจึงฝากฝังเด็กหนุ่มปีหนึ่งกริฟฟินดอร์ที่ไว้ใจได้และใจกว้าง ให้มาช่วยควบคุมพฤติกรรมของยัยเด็กตัวแสบคนนี้เอาไว้หน่อย

 

แฟรงค์ รอซซี่ เป็นมักเกิ้ลบอร์นที่มีวิสัยทัศน์ เขาเข้าถึงง่ายและเป็นกันเอง เขาคอยตามประกบคริสตัลไปทุกที่ คอยรายงานมักกอลนากับทุกการกระทำที่เสี่ยงภัยต่อคนอื่นของเธอ รวมถึงตักเตือนและปรามเมื่อเธอจะทำผิดด้วย แต่เขาก็ไม่ได้น่ารำคาญและจู้จี้อะไรมากนัก คริสตัลจึงปล่อยให้เขาทำต่อไปโดยไม่ตะเพิดเขาไปเสียก่อน ทุกคนรู้สึกขอบคุณแฟรงค์ผู้ใจกว้างและใจบุญมากนัก...อย่างน้อยๆ คริสตัลก็ก่อปัญหาหักคะแนนบ้านน้อยลงแล้ว...ถ้าหากเธอยังก่อปัญหา ควบคู่กับแฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่ถูกสเนปหักคะแนนไม่เว้นแต่ละวันอย่างลำเอียงและไร้เหตุผล คะแนนกริฟฟินดอร์คงไม่มีเหลือ

 

“แม้แต่พ่อมดเองก็ฉลองคริสต์มาสกันด้วยสินะ” ฟินิกซ์เอ่ยพลางยิ้มขำขัน เพราะแต่แรกเดิมที่ เขาคิดว่าคริสต์มาสเป็นเหมือนเทศกาลที่น่าจะมีแค่ในมักเกิ้ลมากกว่า

“นายจะอยู่คนเดียวจริงๆ เหรอ? อยู่ได้แน่นะ?” คาโลเอ่ยถามฟินิกซ์อีกครั้งอย่างเป็นห่วง เพราะวันพรุ่งนี้เขาและฟอกซ์ก็จะขึ้นรถไฟกลับบ้านกันแล้ว ฟินิกซ์ลงชื่ออยู่โรงเรียนในวันหยุดเพียงคนเดียว

“อื้อ” ฟินิกซ์พยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้ม

“พ่อฉันไม่หยุดงานวันคริสต์มาส ฉันว่าอยู่ที่โรงเรียนคงสนุกกว่า”

 

“...งั้นไว้ฉันจะส่งจดหมายมาหานายนะ นายด้วยใช่มั้ยฟอกซ์?” คาโลหันไปถามร่างสูงข้างตัว ดวงตาสีควันบุหรี่จับจ้องฟินิกซ์ราวกับกำลังวิเคราะห์ครุ่นคิดอะไรบางอย่าง พร้อมกับส่งเสียงตอบรับในลำคอ

“อืม”

“ไม่มีพวกนายคงเหงานิดๆ เหมือนกันนะ” ฟินิกซ์เอ่ยด้วยสีหน้าอ้อนๆ เล็กน้อย คาโลยิ้มรับ

“งั้น คืนนี้ฉันจะนอนกับนายเอง”

ตั้งแต่เริ่มสนิทกัน คาโลก็มักจะชอบขึ้นไปนอนบนเตียงร่วมกับเพื่อนทั้งสองอยู่บ่อยๆ สลับๆ วันกันไป น้อยครั้งที่เขาจะนอนเองคนเดียว เพราะเจ้าตัวรู้สึกอบอุ่นมากกว่าเวลาที่ได้แบ่งปันพื้นที่เตียงกับเพื่อน

 

...ในวันถัดมา ทุกคนพากันขึ้นรถไฟกลับบ้าน ขบวนรถไฟหัวจักรแล่นออกไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่มันแล่นออกไป ฟินิกซ์ไม่ลืมไปยืนรอส่งเพื่อนๆ จนลับสายตาอีกด้วย เขามองเห็นคาโลเปิดหน้าต่างออกมาโบกมือลาให้เขาอยู่นาน จนฟอกซ์ต้องดึงตัวเข้าไป เพราะกลัวจะเป็นหวัดเพราะหิมะที่ตกไปซะก่อน

 

ฮอกวอตส์ดูเงียบเหงาลงไปถนัดตา เมื่อมีนักเรียนเหลือเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ทว่าการใช้เวลาอยู่ในฮอกวอตส์ในวันหยุดยาวไม่ได้น่าเบื่อเลย ฟินิกซ์ใช้เวลาพักผ่อนอย่างอบอุ่นกับคุณนายอลิซาเบธ หนูที่เขาเลี้ยง นั่งหน้าเตาผิง ปิ้งมาร์ชเมลโล่กินเอื่อยๆ จับคู่กับน้ำฟักทอง เดินเล่นไปทั่วฮอกวอตส์ ทำตัวให้เคยชินกับประตูนับร้อยๆ บ้าน และบันไดแสนพิกลที่ชอบย้ายตำแหน่งกันเสียเหลือเกิน ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาแทบไม่เคยไปไหนเลย เขาใช้เวลาทั้งหมดไปทุกที่ที่เพื่อนเลือดบริสุทธิ์ทั้งสองไป และเกาะติดสองคนนั้นให้มากที่สุด เพราะเขากลัวว่าจะหลงทาง เขามั่นใจว่าเขาคงไม่มีทางหาทางไปเข้าเรียนได้ทันด้วยตัวเองเด็ดขาด แต่ตอนนี้ต่อให้เขาหลงไปทั่วก็ไม่เป็นไร เขามีเวลามากมายให้หาทางกลับให้ได้ ตราบใดที่เขาไม่ขึ้นไปที่ชั้นสามที่เป็นเขตหวงห้าม

 

เช้าวันคริสต์มาส ฟินิกซ์ตื่นขึ้นมาอย่างชื่นบาน เขามองเห็นกล่องของขวัญคริสต์มาสกองเล็กๆ อยู่ที่ปลายเตียง เขารีบลุกไปแกะมันในทันที เริ่มจากกล่องที่ใหญ่ที่สุด มันถูกส่งมาจากลุงและป้าของเขาเอง พวกเขาส่งอัลบั้มรูปเล่มเล็กๆ มาให้...ในนั้นมีภาพถ่ายของตัวเขาสมัยเด็กๆ คู่กับลุงและป้า รูปเคลื่อนไหวขยับได้อย่างเป็นธรรมชาติและอบอุ่น...ในนั้นมีรูปแม่ของเขาด้วย...เธอมีรอยยิ้มที่สวยมาก…และมีดวงตาสีดำสนิทเหมือนกับตัวเขา เขารู้ได้ในทันทีที่เห็น ว่าเธอคือแม่ของเขาแน่ๆ ...มือของฟินิกซ์เลื่อนขึ้นสัมผัสกับรูปนั้นเบาๆ พลางยิ้มบาง...ครั้งแรกที่เขาได้เห็นว่าแม่เป็นยังไง...พลันก็นึกถึงสัมผัสอันแสนอบอุ่นจากแม่ ที่ยังอยู่ในความทรงจำเลือนราง...

 

เขาเก็บอัลบั้มนั้นไว้ใต้หมอนอย่างถนอม ก่อนจะหันกลับไปสนใจของขวัญคริสต์มาสของเขาต่อ มีจดหมายเรียงความคิดถึงยาวเหยียดจากคาโลด้วย มาคู่กันกับโปสต์การ์ดและลูกอมสองสามเม็ด ส่วนฟอกซ์ส่งจดหมายที่มีลายมือหวัดๆ เนี้ยบๆ เป็นระเบียบของเจ้าตัว ใจความสั้นๆ ง่ายๆ ว่าสุขสันต์วันคริสต์มาส หวังว่าคงมีความสุขดีกับวันหยุด อย่าลืมหาอะไรที่มีสาระทำบ้างเพราะฉันอาจไม่ให้นายลอกการบ้านแล้วก็ได้

 

นอกจากจดหมายแล้ว ยังมีหนังสือเคล็ดลับเรียนทันคนอื่นสำหรับลูกมักเกิ้ลแถมมาด้วยอีกต่างหาก ฟินิกซ์หัวเราะออกมาเบาๆ กับความหยิ่งทว่ามีอารมณ์ขันนิดๆ ของเพื่อน เขาไม่ลืมที่จะเขียนจดหมายและส่งกลับไปหาจนครบทุกคน โดยฝากไปกับนกฮูกของศาสตราจารย์มักกอลนากัล ซึ่งเธอก็ยินดีช่วยส่งจดหมายให้

 

เขาได้ออกมากินอาหาร วันนี้ฮอกวอตส์เฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ มีอาหารมากมาย เขาไม่เคยได้กินมากมายขนาดนี้มาก่อน ไก่งวงอบตัวใหญ่เบ้อเร่อนับร้อยตัว มันฝรั่งทั้งต้มและอบกองสูงล้นจาน ภายในชามสีเงินมีน้ำเกรวี่เข้มข้นเป็นมัน มีประทับคริสต์มาสมากมายส่งเสียงดังกึกก้องเหมือนปืนใหญ่ เขากินทุกอย่างทุกจานอย่างละนิดละหน่อยจนอิ่มแปล้ ดัมเบิ้ลดอว์ไม่ได้ใส่หมวกทรงสูงอย่างเคย แต่เขาใส่หมวกลายดอกไม้และมีเชือกผูกใต้คางเหมือนหมวกเด็กเล็ก เขาต้องไม่ลืมเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนทั้งสองฟังแน่ เขากินพุดดิ้งคริสต์มาสที่ราดด้วยบรั่นดี ชะงักปากแทบไม่ทันตอนที่กัดไปเจออะไรแข็งๆ เข้า เขาเจอเหรียญเงินซิกเกิ้ลเหรียญหนึ่งในขนมของเขาด้วย เขาตั้งใจว่าจะเก็บมันเอาไว้เป็นที่ระลึก

 

เมื่ออิ่มแล้วเขาก็ออกไปเดินเล่นไปทั่วปราสาท เขาเดินเข้าชนกำแพงที่ทำเหมือนตัวเองเป็นประตูเพื่อหลอกเขาไปสองสามหน มันเจ็บ แต่มันก็ตลกดี เขาได้พูดคุยกับแฮร์รี่คนดัง และรอน เพื่อนสนิทผมแดงของอีกฝ่ายด้วย พวกเขาเองก็เดินสำรวจไปทั่วเช่นกัน เขาคิดว่าเขามีคริสต์มาสที่มีความสุขกว่าปีไหนๆ ที่ผ่านมาเสียอีก

 

เขาเผลอวิ่งชนสเนปไปครั้งหนึ่งด้วย...สายตาเย็นเยียบที่มองมานั่นทำให้เขาต้องหลบสายตา และรีบขอโทษขอโพยออกไปก่อน โชคดีที่สเนปดูจะมีอย่างอื่นให้ต้องทำมากกว่ามาตามลงโทษเขา สเนปจึงเพียงแค่ใช้สายตาตำหนิแล้วเดินจากไป...อีกกี่สิบปีเขาก็ไม่มีทางชอบศาสตราจารย์คนนี้หรอก ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นศาสตราจารย์ประจำบ้านของตัวฟินิกซ์เองก็ตาม...คนอะไร เข้าใจยากชะมัด เฮ้อ

 

ฟินิกซ์เดินเตะฝุ่นไปเรื่อยๆ แวะคุยกับรูปภาพทุกใบอย่างเป็นมิตรตลอดทาง มองดูทุกคนออกจากผืนผ้าใบของตัวเองไปมาหาสู่กัน ดูครื้นเครงและอบอุ่น การเห็นอะไรแบบนี้มันรู้สึกดีมากสำหรับฟินิกซ์...เพราะเขาไม่ได้มีความอบอุ่นของครอบครัวพร้อมหน้ามานานมากแล้ว นับแต่แม่ของเขาตายไป...ตอนนี้ภาพของแม่ในความทรงจำของเขาเองก็เลือนรางนัก เพราะพ่อไม่เคยให้เขาได้เห็นรูปภาพหรือสิ่งของของแม่เลยนับแต่นั้น

 

เขาขึ้นไปที่หอเรเวนคลอด้วย พยายามลองตอบคำถามให้ถูก เผื่อจะได้ลองเข้าไปในหอสักครั้ง ทว่าปัญญาสมองระดับเขา มันก็แน่นอนว่าจะต้องไม่สำเร็จอยู่แล้ว แต่ขณะที่เขากำลังจะถอดใจ เด็กผู้หญิงเรเวนคลอคนหนึ่งก็ผ่านมาพอดี เธอยินดีตอบคำถาม และเชิญชวนให้เขาเข้าไปภายในหอได้

 

ทว่าเรเวนคลอนั้นเป็นหอของเด็กฉลาดและเด็กเรียน พวกเขาเอาแต่อ่านหนังสือ และพูดคุยเรื่องความรู้กับแนวคิดที่ฟินิกซ์ไม่สามารถเข้าใจได้ เมื่อเริ่มเบื่อจากหอเรเวนคลอ เขาก็กลับมาที่บันได วางแผนจะกลับไปยังคุกใต้ดิน กลับไปนั่งเล่นที่หอและดูว่ามีใครที่ยังอยู่ค้างที่ฮอกวอตส์ให้เขาไปร่วมทำอะไรด้วยได้บ้าง ขณะที่เขาลงไปได้ถึงกึ่งกลางของบันไดหินเก่าแก่ บันไดก็เคลื่อนตัวเปลี่ยนตำแหน่งพอดี มันพาเขาไปที่ชั้นสอง

 

ฟินิกซ์ยังไม่ได้เดินเล่นที่ชั้นนี้เลย เขาตัดสินใจเดินไปเรื่อยๆ อย่างไม่คิดอะไร ก่อนจะไปหยุดที่หน้าห้องน้ำหญิง เขาเคยเดินผ่านอยู่บ้าง แค่ก็ไม่เคยเห็นใครเข้าไปใช้ห้องน้ำนี่เลย พวกผู้หญิงเคยพูดคุยกันในทำนองแปลกๆ ให้ได้ยินแว่วมาบ้าง

‘ไปห้องน้ำกัน ชั้นสองมั้ย? ใกล้ดี’

‘ไม่เอาหรอก เธอไม่เคยได้ยินหรือไง ไม่มีใครไปใช้ห้องน้ำนั้นกันหรอก!’

 

อืม...

 

ฟินิกซ์เอียงคออย่างฉงน ทำไมกันนะ...น่าสงสัยจริงๆ เขาเป็นผู้ชายก็จริง แต่ในเมื่อมันเป็นห้องน้ำหญิงที่ไม่มีคนเข้าอยู่แล้ว จะเสียมารยาทแอบเข้าไปดูสักหน่อยคงได้มั้ง? เด็กหนุ่มปีหนึ่งมองซ้ายมองขวาอีกครั้ง แล้วเดินเข้าไปในห้องน้ำทันที ดวงตาสีดำสนิทกวาดตามองไปรอบๆ ที่นี่ดูไม่ได้แตกต่างจากห้องน้ำชั้นอื่นๆ มันเงียบสงบและดูสะดวกสบายดี

 

“ก็ไม่เห็นจะมีอะไรเลยนี่...ทำไมเขาถึงไม่มาใช้กันนะ” ฟินิกซ์พึมพำเสียงเบา

“ทำไมน่ะเหรอ?” เสียงที่ออกไปในทางตัดพ้อดังขึ้นจากด้านหลังทำเอาเขาสะดุ้งโหยง กระโดดออกห่างตัวลอย และหันไปมองทางต้นเสียง

 

“ก็เพราะฉันไง!” เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้งจากร่างของเด็กสาวที่มองทะลุได้และลอยอยู่เหนือพื้นคนหนึ่ง

 

...เขาไม่เคยเห็นผีตนนี้มาก่อนเลย...

 

“เธอเป็นใครน่ะ” ฟินิกซ์ร้องถาม ระแวดระวังเล็กน้อย เพราะเขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายนิสัยอย่างไร ผีหลายๆ ตนที่เขาเคยเจอไม่ได้ดูน่าเข้าหานักหรอก...โดยเฉพาะพีฟส์

“ฉันเป็นใครเหรอ...กรี๊ดดด” ผีสาวที่สวมแว่นตาทรงกลมร้องกรี๊ดคร่ำครวญออกมา มันไม่ได้แสบแก้วหูมากนัก เพราะมันเหมือนการคร่ำครวญหงุงหงิงในลำคอมากกว่ากรีดร้อง

 

“ก็เมอร์เทิลจอมคร่ำครวญยังไงล่ะ!” เธอเอ่ยพร้อมกับทำหน้างองุ้ม สะบัดหน้าหนีแล้วลอยไปอีกทางหนึ่ง

“จอมคร่ำครวญ?” ฟินิกซ์ทวนซ้ำด้วยใบหน้าฉงน

“ทำไมถึงเป็นจอมคร่ำครวญล่ะ”

 

“เพราะฉันอยู่ที่นี่...และเอาแต่คร่ำครวญ!” เธอหายทะลุเข้าไปในห้องน้ำห้องหนึ่ง ฟินิกซ์ลองเดินตามไป เปิดประตูห้องน้ำ ทว่าเธอไม่ได้อยู่ในนั้น เขามองซ้ายมองขวา เธอก็ทะลุผนังกั้นเข้ามาในห้องน้ำห้องเดียวกับเขาอย่างรวดเร็ว ฟินิกซ์ผงะถอยหลังจนชนกับผนัง

“ทุกคนไม่ชอบฉัน ไม่มีใครมาเยี่ยมเยียนกันเลย...ใช่สิ! ฉันมันน่ารำคาญ...หึ...กรี๊ดด!” เธอกรีดร้องก่อนจะพุ่งลงไปในชักโครก น้ำภายในนั้นสาดกระเด็นออกมาอย่างแรง โดนตัวฟินิกซ์จนเขาเปียกโชกไปหมด เด็กหนุ่มหลับตาแน่น ใช้มือปาดน้ำออกจากใบหน้าก่อนจะลืมขึ้นอีกครั้ง มองชักโครก นั่งลงเกาะขอบมันและเอ่ยพลางจ้องมองลงไปในนั้น

 

“อย่าน้อยใจไปเลยน่า...ฉันไม่ชอบเห็นเรื่องเศร้า ตอนนี้ฉันก็ไม่มีใครให้คุยด้วยเหมือนกัน งั้นเรามาคุยกันนะ?” ฟินิกซ์เอ่ยกับชักโครก คิดว่าเธออาจจะอยู่ในนั้น และคงได้ยิน

 

“นายอยากคุยกับฉันจริงๆ น่ะเหรอ?” เมอร์เทิลโผล่พรวดกลับออกมาอีกครั้งจากทางด้านข้าง เสียงที่ถามออกมารวมถึงดวงตานั้นมีประกายคาดหวัง

 

ฟินิกซ์ยิ้มกว้าง พลางพยักหน้ายืนยัน

“แน่นอนสิ”

 

เมอร์เทิลยกยิ้มดีใจกลับมาเช่นกัน ก่อนจะลอยออกไปเหนืออ่างล้างมือ ฟินิกซ์เดินตามออกไปนั่งลงที่พื้น พลางมองอีกฝ่าย

“ไม่มีใครอยากคุยกับฉันนานแล้ว”

“ทำไมล่ะ เธอก็ไม่ได้ดูเป็นผีที่เลวร้ายสักหน่อย” ดวงตาสีดำจ้องมองผีสาวที่กำลังลอยอยู่ริมผนัง

“ตั้งแต่สมัยฉันยังไม่ตายแล้ว พวกเขาชอบล้อเลียนฉัน บอกว่าแว่นตาของฉันน่าเกลียด!” พอพูดมาถึงตรงนี้ ผีสาวก็มีท่าทีราวกับจะร้องไห้อีกครา เธอลอยหายเข้าไปในห้องน้ำ

“ฉันว่ามันไม่ได้ดูแย่ขนาดนั้นนะ ก็ดูเหมาะกับเธอดี...แล้วเธอตายได้ยังไงกัน เธอตายในนี้เลยเหรอ?” ฟินิกซ์มองไปรอบๆ ดูแล้วไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเคยมีคนมาตายในนี้ได้

 

“ฉันก็จำไม่ค่อยได้นักหรอก...แต่วันนั้นฉันโดนล้อ ฉันก็เลยมาร้องไห้...แล้วก็ร้องไห้ แล้วฉันก็...ตาย” ผีสาวโผล่หัวออกมาจากห้องน้ำ เธอเอ่ยเสียงค่อยพลางลอยผ่านเหนืออ่างล้างมืออีกครั้ง

“สิ่งสุดท้ายที่จำได้คือฉันได้สบกับดวงตาสีเหลืองคู่โต๊โตตรงนี้”

“หืม...แปลกจัง” ฟินิกซ์ที่ได้ฟังเรื่องการตายที่แปลกประหลาดนั้นมองจ้องเธออย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก เขาลุกขึ้นและชะเง้อมองอ่างล้างมือเล็กน้อย ทว่าเขาก็ไม่ได้นึกเอะใจสงสัยอะไรมากไปกว่านั้น

“แต่ก็ยังดีนะเมอร์เทิล เธอไม่ได้ตายแย่ๆ เหมือนอย่างพวก...เซอร์นิโคลัสน่ะ คอเป็นแบบนั้นคงรู้สึกไม่ค่อยดีแน่ แต่เธอตายแบบไม่มีบาดแผล ไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยสักนิด เป็นวิญญาณที่ไม่มีแผลมันก็เท่ดีออกนะ” รอยยิ้มสดใสถูกส่งไปให้ เมอร์เทิลคิดตามก่อนจะส่งเสียงหัวเราะฮิฮิออกมา

“จริงของเธอ”

 

“โอ๊ะ ฉันยังไม่รู้ชื่อเธอเลย” เมอร์เทิลลอยมาใกล้เด็กหนุ่ม

“ฉันชื่อฟินิกซ์รอล์ฟ อยู่สลิธีรินปี1น่ะ” เขาเอ่ยตอบ ขณะที่ดวงตาของวิญญาณสาวมองจ้องเขาเชิงสำรวจ

“เธอดูไม่เหมือนพวกสลิธีรินเลยสักนิดเดียวนะ”

“มีคนพูดกับฉันแบบนั้นเยอะอยู่นะ” เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ ในขณะที่ผีสาวยังข้องใจไม่หาย

“หมวกคัดสรรควรมีเหตุผลที่ดีที่จะคัดคนไปบ้านนั้นๆ สิ เหมือนที่พวกเลือดบริสุทธิ์หยิ่งๆ กับพวกที่นิสัยเสียก็ไปอยู่สลิธีริน เด็กน่ารักแบบเธอ ควรจะอยู่ฮัฟเฟิลพัฟมากกว่านะ” เมอร์เทิลว่า

“...อ๋า...เรื่องนั้น...” ฟินิกซ์ลากเสียง ดวงตาสีดำสนิทมองไปยังกระจก ปล่อยให้ความคิดแล่นออกไปขณะจ้องมองเงาของตัวเองที่สะท้อนอยู่ในนั้น

“...คงเพราะฉันเป็น...เลือดบริสุทธิ์ละมั้ง?” ฟินิกซ์ยกยิ้มบาง

“แต่ทำไมฉันไม่เห็นเคยได้ยินนามสกุลของเธอเลย รอล์ฟงั้นเหรอ...ครอบครัวเธอมาจากประเทศอื่นรึเปล่า?”

“เปล่าหรอก...แต่ว่า เรื่องนี้เป็นความลับแค่ระหว่างเรานะ เพราะเพื่อนๆ ของฉันคิดว่าฉันเป็นเลือดผสมน่ะ” ฟินิกซ์ว่า

“อ้าว ทำไมต้องปิดบังพวกเขาด้วยล่ะ? เป็นเลือดบริสุทธิ์มันก็ดูดีออกนี่น่า สำหรับพวกสลิธีรินด้วยกัน”

“...เพราะพ่อของฉัน...” ฟินิกซ์จับจ้องไปยังคู่สนทนา เงียบไปเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยต่อพร้อมรอยยิ้มดังเดิม...ทว่าแววตานั้นช่างขมขื่น

เป็นสควิปไงล่ะ

เมอร์เทิลมีสีหน้าตกตะลึงกับคำพูดนั้น ดวงตาของเด็กหนุ่มเลื่อนกลับไปมองเงาสะท้อนในกระจกก่อนจะเลื่อนมือขึ้นสัมผัสบริเวณหน้าท้องของตัวเองแผ่วเบา

“และเขาก็เคยพยายามจะฆ่าฉันด้วย...”

 

 

 

 

tbc

 

เอาแล้ว ฟินิกซ์ยังไงเอ๊ะยังไง

 

หายไปนานมาก5555 ไม่รู้ลืมกันไปรึยังนะคะ กลับมาแล้วน้า ช่วงนี้อาจจะหายๆไป เดี๋ยวจะแวะมาลงอีกสองสามตอน แล้วก็จะหายไปยาวๆอีกสักพักเลยค่ะ อยู่ในช่วงสำคัญ ต้องคอนเซนเทรทนิดนึง

 

แต่พูดเลยว่าไม่มีวันทิ้งเรื่องนี้ไปไหนแน่ค่ะ เพราะเรื่องนี้มีความสำคัญกับเรามาก และหล่อหลอมอะไรหลายๆอย่าง เป็นความทรงจำที่สำคัญมากของเราเลย

 

ไม่รู้ว่าจะอยู่รอกันมั้ยเนอะ แต่สัญญาว่าจะกลับมานะคะ อดทนรอหน่อยเนอะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น