คือเธอที่ปรารถนา

ตอนที่ 41 : เปิดอก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 592
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    29 ธ.ค. 52

 ระหว่างที่โยทะกานั่งรถไปด้วยกันกับจูเนียร์ทั้งคู่ต่างตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเองเสียจนได้ยินแม้แต่กระทั่งลมหายใจของกันและกัน แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมา
 
 จูเนียร์ที่เฝ้าจับตามองดูโยทะกาอดประหลาดใจในท่าทีเดือดร้อนกับการเจ็บป่วยของทายาทลูวโคของเธอไม่น้อย เขารู้จักโยทะกาดีพอที่จะบอกได้ว่าอาการแบบที่เธอกำลังเป็นอยู่ในเวลานี้มันเป็นอาการของความเดือดร้อนที่คนสำคัญของเธอกำลังประสบอยู่

 แม้จะพอคาดเดาความสัมพันธ์ระหว่างโยทะกาและอเมทิสต์ได้พอสมควรแต่อะไรก็เป็นไปได้เสมอ จูเนียร์จึงตัดสินใจทำลายความเงียบลง

 “โย”

 “ว่าไง”

 “เราถามอะไรหน่อยได้ไหม?”

 “เรื่องอเมทิสต์ล่ะสิ”

 “ก็ใช่”

 โยทะกาหันมองจูเนียร์ที่ยังคงทอดสายตาไปที่ท้องถนนผ่านแว่นสีชาแก่รับกับจมูกโด่งเป็นสัน และริมฝีปากบางได้รูป ซึ่งเธอรู้ตัวอยู่เสมอว่าชายคนนี้เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับเธอเสมอมา

 เพื่อนในความหมายที่ตรงตัวที่สุด ไม่ได้มีอารมณ์อื่นใดมาเกี่ยวข้อง ด้วยวัยที่ใกล้เคียงกัน ทำให้ทั้งคู่คุยกันได้ทุกเรื่องราวกับเป็นพี่น้องที่สนิทสนมกันมานาน

 “เธอนี่ก็ไม่เปลี่ยนเลย ทำไมเวลาอยู่กับคนอื่นต้องเรียกเราว่ามาดามด้วย พูดกับเราแบบนี้ไม่ได้หรือ?”

 “เธอก็ดื้อเหมือนเดิม ก็บอกแล้วว่าฐานะของเรามันต่างกัน เราเป็นลูกจ้างเธอก่อนเป็นเพื่อนสนิทกัน เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นขืนให้เราแสดงมากนัก พอดีพอร้ายเราจะถูกเขม่นเอามันไม่ดีหรอกนะเพื่อน”

 “อันนั้นมันก็จริง”

 “นี่แล้วก็ไม่ต้องมานอกเรื่อง เรื่องที่เราถามน่ะว่าไง?”

 “โธ่! นึกว่าลืมไปแล้ว”

 ทั้งคู่พากันหัวเราะด้วยความขบขันขึ้นมาทันที

 ด้วยความสนิทสนมกันระหว่างโยทะกาและจูเนียร์ทำให้หลายคนคิดว่า หากเธอไม่มีฌอนเธอคงต้องหันมาหาเขาอย่างแน่นอน แต่ทั้งโยทะกาและจูเนียร์ต่างก็รู้ดีว่าความรู้สึกที่มีให้กันมีเพียงความเป็นเพื่อนเท่านั้น คนทั้งคู่จึงรู้สึกสบายใจเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันตามลำพังมากกว่าอยู่ภายใต้สายตาสงสัยและคาดหวังของใครหลายคน

 “เห็นเราแก่หรือไง สมองเรายังดีอยู่นา”

 “จ้า บอกแล้วๆ”

 โยทะกาเอนกายพิงพนักเก้าอี้แล้วหลับตาลง ก่อนจะนึกย้อนไปถึงสมัยที่ยังคงเฉิดฉายอยู่ในงานเลี้ยงที่รอบกายมีแต่คนให้ความสนใจ และสายตาของฌอนที่มองตามเธอราวกับเป็นผีเสื้อแสนสวยควรค่าแก่การทะนุถนอมของเขา

 “เธอจำลิลลี่สีขาวได้ไหม?”

 “ลิลลี่สีขาว? เธอหมายถึงอะไร?”

 “ก็นี่ล่ะเรื่องราวเริ่มต้นระหว่างเรากับอเมทิสต์”

 “ถ้าอย่างนั้นเธอต้องเล่าตั้งแต่ต้นแล้วล่ะ ถึงเราจะความจำดี แต่เล่นเล่าซะกว้างแบบนี้จะนึกออกได้ไง”

 โยทะกาหัวเราะเบาๆ แล้วเริ่มเล่า

 “อเมทิสต์คนนี้เขารักเรามาตั้งแต่เรายังมีฌอน”

 น้ำเสียงที่ทอดอ่อนโยนลงของโยทะกาและคำพูดของเธอทำให้จูเนียร์ต้องถอนสายตาจากถนนมามองหน้าเธอเพื่อยืนยันว่าน้ำเสียงที่ได้ยินนั้นมันออกมาจากใจเธอจริงๆ แล้วจึงหันไปสนใจถนนเบื้องหน้าเหมือนเดิม

 “แล้วไง เพียงเท่านี้เธอก็รักเขางั้นหรือ?”

 “ไม่หรอก เธอเห็นเราปัญญาอ่อนขนาดนั้นเลยหรือไง เรากลัวแทบตายตอนที่ได้รับดอกไม้จากเขาที่กระบี่ มันบังเอิญเกินไป ที่สำคัญเขายังเขียนข้อความเหมือนกับการ์ดที่เราเคยได้รับ เรากลัวว่าเราจะเจอพวกโรคจิตพวกคลั่งใคล้จนเกินขอบเขต แม้ว่ามันจะห่างมานาน แต่ก็นี่ล่ะที่เรากลัวอีกเรื่อง เพราะขนาดว่าเวลานั้นเราแต่งตัวเป็นโยเขายังรู้เลยว่าเป็นเรา

 เขาคอยส่งลิลลี่สีขาวให้เรามาโดยตลอด จะเว้นช่วงก็ตอนที่เรากลับไปอยู่เมืองไทยนั่นล่ะ ถ้าให้เดานะเขาคงไม่รู้ว่าเราอยู่ที่ไหนเวลานั้น แต่เรื่องมันก็แปลกดีนะ อยู่ๆ เราก็ไปพบกับเขาเอง มีเรื่องให้เขาต้องคอยช่วยเหลือ ให้เราได้ใกล้ชิด ได้เห็นใจเขา”

 “เดี๋ยวๆ ถ้าเธอจะเล่ากระโดดแบบนี้เราคงไม่รู้เรื่องแน่ เอาใหม่ได้ไหม? อยู่ๆ ก็พูดถึงลิลลี่ แล้วก็กระโดดไปเมืองไทยเฉยเลย เล่าดีๆ สิ ไม่งั้นวันนี้ไปไม่ถึงคฤหาสน์ลูวโคไม่รู้นะ”

 โยทะกาขว้างค้อนใส่เขาเสียวงหนึ่งก่อนจะเริ่มเล่าอีกครั้ง

 “ชิ! ทนาน! ก็ได้... ก็ลิลลี่สีขาวน่ะ เราได้รับตั้งแต่เมื่อตอนที่เราเปิดแสดงผลงานครั้งแรก อเมทิสต์เป็นคนส่งมาให้ และหลังจากนั้นเป็นต้นมาเขาก็คอยส่งมาให้ทุกครั้งที่เราออกแสดงผลงานหรือไปปาร์ตี้ พร้อมกับการ์ดที่ลงท้ายว่า ด้วยรัก AL”

 “แล้ว?”

 “ก็ไม่ไง ตอนนั้นเราก็แค่ตอบกลับไปตามมารยาทก็เท่านั้น ไม่ได้สนใจด้วยซ้ำ ก็เรามีฌอนอยู่แล้วทั้งคน”

 น้ำเสียงของโยทะกาที่พูดถึงฌอนก็ยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักเช่นเดิม แม้ว่าจะน้ำเสียงนี้จะเริ่มมีให้ชายอีกคนแล้วก็ตาม

 “พอกลับไปเมืองไทย เราก็อยู่ของเราเงียบๆ อย่างที่พ่อน้องชายเล่าให้เธอฟังนั่นล่ะ”

 โยทะกาอดไม่ได้จึงค้อนใส่จู่เนียร์เสียอีกครั้งหนึ่ง เพราะเธอเองก็รู้ว่าโยธินและจูเนียร์แอบติดต่อกันเรื่องของเธอมาตลอด โดยที่ทั้งคู่พยายามปกปิดไม่ให้เธอรู้

 “ว๊า! ถูกจับได้แล้วหรือ?”

 “ไม่ต้องมาทำน้ำเสียงแบบนี้เลย อยากรู้เรื่องของเราก็ถามเราสิ ไม่ใช่คอยให้น้องเราเฝ้าจับตาดูอย่างนี้ เอาไว้อยู่กันครบเมื่อไร เราจะคิดบัญชีเธอทั้งคู่ให้หนักเชียว”

 “เอาน่า... แล้วไงต่อ”

 โยทะกาถอนหายใจ จูเนียร์ก็แบบนี้เอง ไม่ค่อยพูด แต่พอสนใจเรื่องอะไรล่ะก็จะถามซักไซ้เสียจนเธอปวดหัว ทางที่ดีก็ควรเล่าให้เรียบร้อยชัดเจนไม่อย่างนั้นก็จะโดนซักไม่เลิกอยู่นั่นเอง

 “จนเมื่อเกือบสองเดือนมานี่โยถูกลอบทำร้าย แล้วเราก็เลยปลอมตัวเป็นโยแล้วก็เกิดเหตุการณ์ตั้งมากมาย...”

 โยทะกาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่กระบี่ให้จูเนียร์ฟัง หลายครั้งที่เขาถึงกับหลุดปากออกมาด้วยความคาดไม่ถึง

 “เหลือเชื่อ ผู้หญิงคนนั้นทำได้ขนาดนี้เชียว”

 “ใช่ แล้วรู้ไหมสิ่งที่เธอต้องการมีเพียงความสนใจจากเราเท่านั้นเอง เธอไม่ได้ต้องการครอบครองเรา แต่คิดว่าเราอ่อนแอจนต้องการความช่วยเหลือจากเธอ ตอนนั้นเราปวดใจเหลือเกิน แล้วขณะเดียวกันเราก็สัมผัสได้ถึงความรักของอเมทิสต์ที่มีให้เรา มันชัดเจนเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นสายตาที่มองเรา ความห่วงใยที่มีให้ เรารู้สึกได้ว่าเขาพยายามที่จะปิดบัง แต่มันปิดไม่มิดเอาเสียเลย

 เรายอมรับว่าเรานับถือน้ำใจของชายคนนี้มาก และที่สำคัญความรักที่เขามีให้เรามันเปิดเผยเหลือเกิน เราแน่ใจว่าทุกคนที่เห็นสายตาเขาจะต้องรู้ว่าเขารู้สึกอย่างไรกับเรา ทุกครั้งที่มองตาเขา เราจะเห็นความรู้สึกของเขาทั้งหมดสะท้อนออกมา และมันก็ทำให้เราหวั่นไหวเหลือเกิน

 แม้ว่าตอนแรกเราพยายามบอกตัวเองไม่ให้ใส่ใจนัก เพราะเรายังคงมีฌอนอยู่ในหัวใจ เราไม่อยากลืมเขา แต่กลับกลายเป็นว่ายิ่งปฏิเสธใจตัวเองก็ยิ่งพาตัวเองเข้าไปพัวพันกับเขา เรื่องราวที่เกิดวุ่นวายเสียจนเราเริ่มสับสน

 พอจบเรื่องราววุ่นๆ เธอรู้ไหมอะไรๆ ที่เคยคลุมเครือมาตลอดตั้งแต่เราเสียฌอนไปมันก็สว่างชัดเจนขึ้นมา แล้วเราก็ได้รู้ว่าเราเองก็หลงรักเขาเข้าให้แล้ว รักทั้งๆ ที่เราไม่ค่อยได้พูดคุยกัน รักเขา แล้วก็รักลูกเล็กของเขา ไม่รู้สินะ แต่เรารักเด็กคนนั้นมากเหลือเกิน แต่เราก็ยังมีเรื่องค้างคาใจอยู่ถึงได้มาที่นี่ยังไงล่ะ”

 จูเนียร์หันมองหน้าโยทะกาอีกครั้งก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง

 “เผื่อใจไว้หน่อยก็ดี ถึงเขาจะแสดงให้เธอเห็นว่ารักเธอมาก แต่หลังจากนี้ถ้าเธอตัดสินใจที่ใช้สกุลลูวโคล่ะก็ สังคมคงจะจับตาเธอยิ่งกว่าเมื่อครั้งที่เธอเป็นมาดามไลลาอีกหลายเท่านะ”

 “เรื่องนั้นเราไม่รับรู้หรอกจูเนียร์ เรารู้แต่ว่าเรารักเขาไปแล้ว เมื่อรักแล้วมันก็หยุดรักไม่ได้ ถ้าเราจะต้องเจ็บก็เป็นเพราะเขา ไม่ใช่คนอื่นอย่างแน่นอน”

 “เธอก็เป็นอย่างนี้เอง เมื่อตอนอยู่กับฌอนก็อย่างนี้ แต่ก็นี่ล่ะที่เป็นเสน่ห์ของเธอ ความรักของเธอเป็นความรักที่ผู้ชายทุกคนปรารถนานะรู้ตัวหรือเปล่า?”

 “ไม่เห็นเข้าใจ?”

 “เธอไม่รู้หรือไงว่า ความรักที่มั่นคงแบบที่เธอเป็นน่ะมันหายาก แล้วการที่จะได้รับความรัก ไม่สิ การที่จะได้พบกับคนที่สามารถทำให้เรารักได้ขนาดที่เธอเป็นนี่มันยิ่งยากกว่า แต่เธอกลับมีโอกาสถึงสองครั้ง เธอรักเขาทั้งคู่ โดยที่ไม่คิดที่จะนำมาเปรียบเทียบกัน ความรักของเธอจะเป็นพลังให้กับผู้ชายที่ได้รับความรักจากเธอ”

 “โอ๊ย! อย่าพูดเยินยอเสียจนเราเป็นผู้วิเศษอย่างนั้นสิ เราไม่ใช่สักหน่อย”

 “ใช่สิ เธออาจจะไม่รู้ตัว แต่ความรักที่เธอมอบให้ฌอน ทำให้ผู้ชายหลายคนอดอิจฉาเขาไม่ได้ การวางตัวของเธอยิ่งทำให้ผู้ชายคนอื่นๆ อยากเข้าใกล้เธอ ปรารถนาเธอ และอยากทำลายเธอในเวลาเดียวกัน”

 โยทะกาตกใจอย่างที่สุดเมื่อได้ยินสิ่งที่จูเนียร์พูด แม้ว่าใบหน้าของเขาจะยังคงหันข้างให้กับเธอและพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่เธอก็รับรู้ได้ว่าเขาพูดจริง

 “ทำไม?”

 “เพราะทุกคนอิจฉาฌอน และอยากให้ฌอนผิดหวังเสียใจ”

 “เพียงเพราะเรารักฌอน”

 “ใช่ เธอไม่สังเกตหรือว่าหลังจากที่ฌอนจากไป ทำไมผู้ชายหลายต่อหลายคนจึงพากันต่อแถวเข้าหาเธอ ไม่ใช่เพราะเขาต้องการความรักจากเธอเหมือนอย่างที่เธอเคยมอบให้กับฌอนหรอกหรือ”

 “โอ... พระเจ้า”

 “ไม่ต้องร้องหาพระเจ้าหรอก ขนาดเรายังอดอิจฉาฌอนไม่ได้เลย ผิดกันก็เพียงว่าเราไม่ได้รักเธอแบบนั้นเท่านั้นเอง แต่เราก็หวังนะว่าสักวันเราจะมีโอกาสได้พบกับคนที่ทำให้เรารักได้มากขนาดที่เธอรักฌอนหรืออเมทิสต์”

 หลังจากที่พูดจบจูเนียร์กลับพบว่าตัวเองกำลังคิดถึงใบหน้าของครูสาวที่ท่าทางตื่นๆ คนนั้น ‘ลอร่า’

 โยทะกาหัวเราะขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้จริงๆ กระทั่งจูเนียร์ยังต้องหันมามองเธอด้วยความสงสัย

 “มีอะไรหรือ?”

 “นี่เธอไม่รู้ตัวเลยหรือว่าเธอเองก็กำลังมีความรัก”

 “เอาอะไรมาพูด”

 “ก็หน้าเธอมันฟ้องอยู่น่ะสิว่าเธอกำลังคิดถึงใครสักคนอยู่ ก็คนนั้นล่ะที่เธอกำลังรักเขา”

 “อย่ามาสรุปเองตามใจชอบสิ”

 “เราเปล่านา รู้ไหมทำไมคนถึงโหยหาความรักกัน ทั้งๆ ที่ความรักมันมีอยู่รอบตัว”

 จูเนียร์มีสีหน้าประหลาดใจขึ้นมาทันที ฝ่ายโยทะกากลับยิ้มอย่างเต็มที่

 “ก็เพราะว่าพวกเธอไม่ยอมรับความจริงน่ะสิ พวกเธอชอบใช้สมองมากกว่าหัวใจ คุณป๋าเราสอนมาว่าให้ใช้หัวใจในการตัดสินใจว่าเรารู้สึกต่อใครอย่างไร ไม่ใช่เหตุผลของความถูกต้องเหมาะสม”

 จูเนียร์ยิ้มขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้จริงๆ ก็ในเมื่อผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าจะว่าเด็กกว่าก็ใช่ แต่กลับกำลังสอนเขาในเรื่องของความรัก และเป็นคำสอนพื้นๆ เสียเหลือเกิน ซึ่งก็จริงอย่างที่เธอพูดมา เขารู้ว่าเขามีความรู้สึกที่พิเศษต่อครูลอร่า แต่เขากลับไม่กล้าที่จะพูดออกไป เพียงเพราะลอร่าเด็กกว่าเขา ฐานะแตกต่างจากเขา เขายังคงเกรงกับสายตาของสังคมอยู่ไม่น้อย ซึ่งผิดกับผู้หญิงที่นั่งข้างๆ เขา เธอไม่เคยแคร์สายตาของใครทั้งนั้น นอกจากคนที่เธอรัก

 ‘สงสัยต้องทำตามที่แนะนำสักหน่อย’

 จูเนียร์ยิ้มเพียงเล็กน้อยและกล่าวขอบใจโยทะกาด้วยใจจริง ซึ่งทำให้เธอเกิดความงุนงงเนื่องจากตามความคิดของเขาไม่ทัน

 “ขอบใจนะ”

 “เรื่องอะไร?”

 “ก็ที่เธอเตือนสติเราน่ะสิ เราเกือบจะต้องเสียใจซะแล้วสิ”

 “พูดอะไรไม่เห็นรู้เรื่อง”

 โยทะกาไม่เข้าใจในคำพูดของจูเนียร์สักนิด แต่ในท้ายที่สุดเธอกลับลืมเลือนไปเพราะถูกเขาตั้งคำถามขึ้นมาอีก

 “แล้วนี่จะเล่าต่อให้จบได้ยัง?”

 “อะไรอีกล่ะเนี่ย”

 “ก็เธอได้รับการช่วยเหลือจากเขาตอนอยู่ที่กระบี่แล้วไงต่อ แค่นั้นเธอก็รักเขาแล้ว?”

 “โอย... เธอนี่มัน”

 “จะว่าอะไรเรา”

 “ไม่โรแมนติกเอาเสียเลย ก็อเมทิสต์น่ะเขารู้อยู่ตลอดเวลาน่ะสิว่าโยธินที่อยู่ตรงหน้าเขาน่ะคือเราเอง แค่นี้เราก็รู้แล้วว่าเขาน่ะใส่ใจเราอย่างแท้จริง”

 “...”

 “เขาแยกเราทั้งคู่ออกทั้งๆ ที่เขายังไม่เคยพบโยธินเสียด้วยซ้ำไป เขาบอกว่าเราสองคนไม่เหมือนกันเลยสักนิด ทั้งๆ ที่คนอื่นๆ ยังแยกพวกเราไม่ออกเลย ขนาดเธอยังแยกไม่ออกเลยไม่ใช่หรือไง?”

 “ก็จริงนะ เธอพี่น้องหน้าตาเหมือนกันเดี๊ยะ ยิ่งแต่งตัวทำผมเหมือนกันยิ่งแยกยากเข้าไปอีก”

 “แต่เรื่องพวกนี้มันก็เป็นแค่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เราพอจะรับรู้ได้ แต่ที่ทำให้เรารักเขาก็คงเป็นเพราะความเป็นพ่อที่เขามี ขณะเดียวกันเขาก็ให้เวลากับเรา เอาใจใส่เรา เรารักลูกเล็กของเขาแต่เราก็รักเขาด้วย แค่นั้นเอง”

 “พูดไม่อายกันเลยนะโย”

 “ทำไมต้องอาย เรารักเขา เราก็บอกว่ารัก จะมัวอ้ำอึ้งทำไม”

 “แล้วทำไมต้องหนีเขามาแบบนี้”

 “ใครว่าเราหนีมา เราก็เขียนจดหมายบอกไปแล้วว่าเราขอมาจัดการเรื่องทางนี้ให้เรียบร้อยก่อน แล้วเราจะกลับไปหาเขา”

 “แล้วไม่กลัวเขาโกรธหรือ?”

 “อันนี้ก็ต้องมาดูกัน ถ้าเขาจะมาโกรธเราที่ไม่รับรักเขาทันทีก็ใช้ไม่ได้ แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นจริงเราก็คงต้องทำใจว่าเขาไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย”

 “เธอนี่ เคยมีคนบอกไหมว่าเธอเป็นคนมั่นใจตัวเองสูงมาก”

 “ก็ฌอนสอนให้เราเป็นแบบนี้นี่”

******************************************************************************************************************************

67 ความคิดเห็น

  1. #49 august (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2552 / 17:12
    เมื่อไรจะได้เจอกันหนอ....ตอนหน้าขอยาวๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆนะจ๊ะ



    อยากอ่านแบบหวานๆๆๆ มั่ง...มีเรื่องมาเยอะแล้ว
    #49
    0
  2. #48 By_FaR (@sao-viengping) (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2552 / 14:06
    #48
    0