คือเธอที่ปรารถนา

ตอนที่ 40 : ตอนที่ 39 มูลนิธิไลลา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 553
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    22 ธ.ค. 52

 ภายในห้องสีฟ้าน้ำทะเลประดับด้วยเครื่องเรือนโทนสีเดียวกันประดับด้วยภาพเขียนและตัวการ์ตูนสำหรับเด็กชาย บนเตียงมีร่างเล็กๆ ที่กำลังทรมานกับอาการเจ็บป่วยที่เจ้าตัวกำลังอดทนเพื่อให้ผ่านพ้นมันไป

 “พ่อครับ พี่โย...”

 “มาร์ ตอนนี้พี่โยต้องทำงานนะลูก”

 “แต่ว่า...”

 อเมทิสต์มองหน้าลูกชายตัวน้อย เขาพูดกับลูกชายหลายครั้งแล้วนับตั้งแต่กลับจากกระบี่ว่าโยทะกาติดธุระสำคัญ แต่มาร์ลาไคล์ก็ยังเด็กมากและต้องการความรักความสนใจจากโยทะกาอยู่นั่นเอง

 ดังนั้นเมื่อมาร์ลาไคล์ต้องมาเจ็บป่วยอยู่อย่างนี้จึงนึกอยากจะอ้อน ‘พี่โย’  ซึ่งอเมทิสต์เองก็ประหลาดใจในความผูกพันของคนทั้งคู่ แม้ว่าเวลานี้มาร์ลาไคล์จะมีทั้งพ่อและแม่แล้ว แต่เขาก็ยังคงต้องการ ‘พี่โย’ อยู่นั่นเอง

 ใจหนึ่งนั้นอเมทิสต์อยากติดต่อโยทะกาอย่างเหลือเกิน เขาเองก็โหยหารอยยิ้มของเธอเช่นกัน แต่อีกใจที่มีทิฐิก็ไม่อยากให้เรื่องของลูกต้องมาทำให้เธอไขว้เขว แม้ว่าเขาจะสงสารลูกจับใจ แต่เขาต้องการให้โยทะกามาด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพราะสงสารลูกชายที่กำลังป่วย

 อเมทิสต์ลูบผมนุ่มเป็นลอนสวยของมาร์ลาไคล์แล้วพูดขอโทษลูกชายซ้ำๆ

 คาเรนที่เฝ้ามองดูสองพ่อลูกก็ได้แต่ทอดถอนใจ เธอเองก็ปะทะกับอเมทิสต์มานับครั้งไม่ถ้วนนับตั้งแต่มาร์ลาไคล์ป่วย เธอพยายามจะติดต่อโยทะกา แต่ถูกเขาห้ามปรามไว้เสียทุกครั้ง

 “ทำไมล่ะคะเมซ ลูกต้องการเธอนะคะ”

 “ผมรู้”

 “แล้วคุณจะทรมานลูกไปทำไมกัน?”

 น้ำเสียงที่เริ่มสูงขึ้นของคาเรนทำให้อเมทิสต์ต้องนิ่วหน้า เขาทิ้งตัวลงนั่งด้วยท่าทีอ่อนแรงและเหน็ดเหนื่อย

 “ผมไม่ต้องการให้เธอมาก่อนที่เธอจะตัดสินใจเรื่องระหว่างเราเรียบร้อย หากเธอมาเพราะสงสารมาร์ในเวลานี้ แล้วอนาคตเธอไม่เลือกผม แล้วมาร์จะเจ็บปวดแค่ไหน”

 คาเรนแทบจะไม่เชื่อหูเอาเสียเลยว่าคนอย่างอเมทิสต์ ลูวโคผู้ที่มีความสุภาพและหยิ่งผยองพอตัวคนนี้จะบอกว่า เขากำลังเป็นฝ่ายถูกเลือก ไม่ใช่เขาที่เป็นฝ่ายเลือกดังเช่นแต่ก่อนมา

 “นี่คุณ”

 คาเรนพูดอะไรไม่ออกอีกต่อไป ผู้ชายตรงหน้าที่เคยเป็นสามี และเวลานี้เป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของเธอกำลังบอกเธอว่าคนอย่างเขาที่ผู้หญิงคนใดได้ใกล้ชิดล้วนอยากครอบครองเป็นเจ้าของเขาคนนี้กำลังขาดความเชื่อมั่นอย่างที่สุด เพียงเพราะผู้หญิงที่แตกต่างคนนั้น

 “ถ้าคุณจะหัวเราะผมก็ไม่ว่าหรอกนะคาเรน แต่ผมซาบซึ้งดีทีเดียวกับความรักที่เฝ้ารอให้คนที่รักหันมามองมาใส่ใจ ผมไม่อยากให้ลูกต้องมาเจ็บปวดอย่างผม”

 “แต่ว่าคุณโยไม่น่า...”

 “อะไรก็ไม่แน่นอนหรอกคาเรน ผมรักเธอ ทั้งๆ ที่ผมไม่รู้จักเธอสักนิด ตลกดีนะ รักและปรารถนาอยากปกป้องคุ้มครอง ยิ่งเมื่อได้ใกล้ชิดได้รู้จักก็ยิ่งรู้สึกรัก เป็นความรู้สึกที่มีพลังมากเหลือเกิน และมันทำร้ายผมมานาน จนผมคิดว่าผมทนกับมันได้ แต่พอผมได้พบกับเธอ ผมถึงได้รู้ว่า มันไม่จริงเลย เพราะเป็นเธอผมถึงรู้สึกรัก ถ้าเป็นคนอื่นความรู้สึกนี้มันคงจะจืดจางไปนานแล้ว แต่กับเธอ ทุกครั้งที่พบกันมันยิ่งมีเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ”

 “โอ... พระเจ้า นี่คุณรักเธอมาก...”

 อเมทิสต์พยักหน้ารับช้าๆ ด้วยดวงตาขื่นๆ ที่คาเรนไม่เคยมีโอกาสได้เห็นมาก่อน

 “ผมสามารถตายแทนเธอได้เลยเชียวคาเรน”

 ดวงตาของคาเรนที่ทอดมองดูชายตัวโตและลูกชายที่หลับใหลไปด้วยกันนั้นมีร่องรอยของความอิจฉาเกิดขึ้นอย่างช่วยไม่ได้

 ทั้งๆ ที่เธอเป็นแม่ของมาร์ลาไคล์ ซึ่งแน่นอนว่าเขาเองก็รักเธอเช่นกัน แต่ในเวลาอย่างนี้ เวลาที่เขาเจ็บป่วยเขากลับเรียกร้องหาแต่โยทะกา

 ด้วยจิตใจที่เป็นธรรมและเข้มแข็งคาเรนพยายามคิดว่า เพราะเหตุใดมาร์ลาไคล์จึงต้องการโยทะกามากมายขนาดนั้น ซึ่งในท้ายที่สุดเธอได้สรุปกับตัวเองเพียงว่า

 คาเรนได้จากลูกชายไปตั้งแต่วัยเด็ก และเมื่อเธอแต่งงานใหม่เวลาที่มีให้จึงลดน้อยลงไปตามหน้าที่ แต่อเมทิสต์กลับเป็นสิ่งที่มั่นคงสำหรับมาร์ลาไคล์ คอยอยู่ดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด

 มาร์ลาไคล์เองก็รักและเทิดทูนบิดา ซึ่งเป็นทั้งพ่อและฮีโร่ในใจ กระทั่งบุคลิกของมาร์ลาไคล์ก็ยังได้ถอดแบบมาจากผู้เป็นบิดา ซึ่งแม้แต่รสนิยมก็ยังคงเหมือนกันอย่างไม่ผิดเพี้ยน

 “อย่าทำให้พ่อลูกคู่นี้ผิดหวังนะคุณโย ไม่อย่างนั้นฉันจะเกลียดคุณ”

 คาเรนพูดกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะไปจัดการดูแลเรื่องต่างๆ ในบ้าน และกลับไปหาครอบครัวของเธอ

 

 การประชุมเรื่องมูลนิธิไลลาดำเนินไปจนกระทั่งถึงการวางตัวผู้ที่จะรับหน้าที่ต่างๆ โยทะกาได้จัดการให้ทุกคนมีส่วนร่วมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่เหนือสิ่งอื่นใดนักเรียนทุนไลลาทุกคนมีหน้าที่ที่จะเป็นคัดเลือกนักเรียนทุนคนต่อไป

 “เอาล่ะ เรามาสรุปกันดีกว่า”

 โยทะกาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงดังฟังชัด เธอถูมือทั้งสองข้างด้วยความเคยชินและมันสามารถเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเบาๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

 “มีอะไรกันหรือคะ มีอะไรน่าขันหรือคะ?”

 โยทะกามีสีหน้าสงสัยขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ และยิ่งทำให้ทุกคนพากันเก็บกลั้นเสียงหัวเราะต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว แม้แต่คนที่ยิ้มยากอย่างอลันก็ยังถึงกับหนวดกระตุกด้วยการพยายามเก็บกลั้นความขบขันไว้อย่างเหนียวแน่น

 ในที่สุดเดวิดจึงเป็นคนพูดขึ้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

 “ก็มาดามทำท่าอย่างกับเด็กๆ ได้ของเล่นถูกใจน่ะสิครับ”

 โยทะกายังคงไม่เข้าใจอยู่นั่นเอง กระทั่งเธอมองดูมือตัวเองที่ยังคงประกบกันอยู่ตรงหน้า ซึ่งเธอได้หวนนึกไปถึงเวลาอยู่กับฌอนที่เธอมักจะถูกดุเป็นประจำเวลาที่เธอคิดจะทำอะไรจริงจังแล้วต้องถูมือไปมาอย่างนี้

 “คุณนี่ไม่สำรวมเลย ถูมือแบบนี้เสียมาดมาดามไลลาหมด”

 คำพูดของสามีที่ยังคงจดจำได้เป็นอย่างดีได้เฉลยให้เธอเข้าใจว่าเพราะเหตุใดทุกคนที่อยู่ตรงหน้าจึงพากันหัวเราะด้วยความขบขัน ก็ในเมื่อมาดามไลลาที่พวกเขารู้จักจะไม่มีวันแสดงกิริยาอย่างที่พวกเขาเห็นอยู่นี้เป็นแน่ แต่เธอก็ได้แสดงให้พวกเขาเห็นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 “นั่นสินะ”

 โยทะกาพูดเบาๆ แล้วจึงหัวเราะตามทุกคน ก่อนจะสรุปเรื่องที่ค้างคา

 “ก่อนอื่นก็อลันคุณต้องทำงานหนักหน่อยนะคะ เพราะตอนนี้มีคุณคนเดียวที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการคุณมีหน้าที่ดูแลทั้งโรงเรียนและมูลนิธิ ส่วนคนอื่นๆ ก็ทำหน้าที่ตามความถนัดของตัวเอง และหน้าที่หลักที่ทุกคนจะต้องระลึกเสมอว่าพวกคุณคือนักเรียนทุนไลลาที่ได้รับการคัดเลือกมาโดยเจ้าของทุน พวกคุณต้องไม่ลืมถึงเจตนารมย์ของฌอนที่ต้องการให้เด็กกำพร้ามีโอกาสทางการศึกษาที่ดีตามที่พวกเขาปรารถนา

 เราไม่สามารถให้ทุนกับนักเรียนได้ทั้งหมด และจากการคำนวณคร่าวๆ จึงสรุปว่าจะคัดเลือกนักเรียนทุนจากปีละหนึ่งคนเป็นปีละสองคน ไม่ใช่การกู้ยืม แต่เป็นการให้เปล่า เพราะฉะนั้นเราจึงจำเป็นจะต้องมีคนที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการจัดการ เพื่อให้ดอกผลสามารถดูแลเด็กๆ รุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน”

 “แล้วเราจะรับบริจาคไหมครับมาดาม”

 สตีฟถามขึ้นมา เมื่อเล็งเห็นว่าดอกผลทีได้นั้นหากเกิดความผิดพลาดขึ้นมันอาจจะไม่เพียงพอที่จะมอบทุนต่อไปได้

 โยทะกาที่คิดเรื่องนี้ไว้อยู่แล้วจึงเอนกายพิงพนักเก้าอี้และเริ่มคิดทบทวน

 “เป็นไปได้ไหมว่ามูลนิธิของเราจะมีการจัดตั้งเป็นธุรกิจขึ้นมาตัวหนึ่ง ฉันอยากให้มูลนิธินี้อยู่ได้ ไม่ว่าใครจะมาเป็นคนกุมบังเหียนก็ตาม”

 นั่นเป็นโจทย์ที่ทุกคนได้แต่พยายามขบคิดกัน ในที่สุดพวกเขาจึงตกลงกันว่าจะจัดตั้งบริษัท โดยอาศัยทุนจากดอกผลของพันธบัตร แล้วนำดอกผลจากธุรกิจมาเป็นทุนการศึกษา และปรับเปลี่ยนจำนวนนักเรียนให้สอดคล้องกับผลกำไรที่ได้ในแต่ละปี

 “ตกลงเอาตามนี้ก็แล้วกัน ทีนี้ก็เรื่องการจัดตั้งบริษัท...”

 เมื่อทุกคนเริ่มต้น ความคิดได้แตกดอกออกผลอย่างกว้างขวางกระทั่งในที่สุดพวกเขาก็สามารถร่างโครงการจัดตั้งบริษัทไลลาได้สำเร็จ

 “เอาล่ะทีนี้ก็เรียบร้อย เรื่องกฎหมายฉันขอให้เสือเฒ่าเป็นหัวหน้าจัดการร่วมกับจูเนียร์ และจอห์น พวกคุณไปจัดการร่างเอกสารเกี่ยวกับโรงเรียและมูลนิธิมาให้ฉันดูในวันจันทร์นะคะ

 ส่วนด้านบัญชี... หลุยส์คุณเป็นหัวหน้าทีมนะคะ”

 โยทะกาหันไปมองหลุยส์ ทอม และนิก ซึ่งทุกคนต่างพยักหน้ารับกับการตัดสินใจของเธอ

 “เอาล่ะทีนี้ก็ด้านโปรเจ็คต่างๆ อลันคุณเป็นหัวหน้าทีม เดวิด สตีฟ โจอี้ พวกคุณเป็นลูกทีม ด้านเอกสารฉันเชื่อมือว่าคริสตินาและแซมมัวจะทำหน้าที่นี้ได้ดี”

 โยทะกามองคริสตินาที่นั่งมองเธอด้วยสายตาคาดไม่ถึง เพราะเธอยังจัดได้ว่าเป็นเพียงนักศึกษา แต่กลับได้รับโอกาสที่ดีแบบนี้มีหรือที่เธอจะกล้าปฏิเสธ

 แม้แต่แซมมัวเองก็มีความคิดไม่แตกต่างกัน

 “ฉันอ่านผลการเรียนของพวกเธอมาแล้ว และที่สำคัญกิจกรรมที่พวกเธอทำ ทำให้ฉันเชื่อว่าเธอทั้งคู่จะสามารถทำงานพวกนี้ได้อย่างเป็นระบบ แต่งานนี้ฉันขอให้คริสตินาเป็นหัวหน้าด้านเอกสารและการติดต่อประสานงาน ส่วนแซมมัว ฉันเชื่อว่าความคล่องตัวและสมองของเธอจะช่วยพวกเราทุกคนได้ ใช่ไหม”

 “ค่ะ ฉันจะทำให้ดีเชียวค่ะ”

 “ครับ ผมก็จะพยายามทำให้ดีที่สุดครับ”

 “ดีมาก ถ้าอย่างนั้นคราวนี้ใครมีความคิดที่แตกต่างไปจากนี้หรือเปล่าคะ?”

 “ผมเห็นด้วยกับการตัดสินใจของมาดาม”

 ไทเกอร์เป็นคนพูดและยกมือขึ้น ซึ่งคนอื่นๆ ก็ยกมือขึ้นตามพร้อมกับรอยยิ้ม

 “เอาล่ะคะ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว วันนี้เราเลิกประชุมกันเท่านี้ วันสองวันนี้งานด้านเอกสารและกฎหมายจะยุ่งมากสักหน่อย รบกวนด้วยนะคะทุกคน”

 ทีมกฎหมายทุกคนก้มศีรษะยอมรับคำพูดของเธอ และทุกคนล้วนมีสีหน้าตื่นเต้นที่จะเริ่มต้นงานใหม่ชิ้นนี้ แม้แต่กลุ่มนักศึกษาเองก็ยังรู้สึกได้ว่าโยทะกาได้ให้ความสำคัญกับพวกเขาอย่างเท่าเทียม เสมอด้วยรุ่นพี่ที่เรียนจบมาก่อนหน้า และนั่นยิ่งทำให้ทุกคนเกิดความรักและศรัทธาในตัวเธอมากยิ่งขึ้นไปอีก

 “อืม... ก่อนจากกันวันนี้ฉันอยากจะย้ำกับพวกคุณอีกครั้งนะคะว่า พวกคุณทุกคนคือครอบครัวของเรา พวกเราทุกคนคือไลลา”

 คำพูดเรียบๆ ที่พูดด้วยความจริงจังจริงใจของโยทะกาได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญโดยที่เธอไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย

 หลังจากจบการประชุมโยทะกาไม่รอช้า เธอรีบโทรติดต่อหาครอบครัวลูวโคทันที ซึ่งการกระทำของเธอไม่ได้รอดพ้นไปจากสายตาของผู้เข้าร่วมประชุมสักนิด

 โยทะกาที่มีท่าทางร้อนรนกระวนกระวาย ผิดกับเมื่อครู่ราวกับเป็นคนละคนกันนั้น ได้เรียกร้องสายตาจากผู้เข้าร่วมการประชุมเป็นตาเดียวกัน

 “ได้โปรดรับสักที”

 โยทะกาพูดไปก็เดินวนเวียนด้วยความร้อนใจ ภาพความฝันเมื่อครู่ยังคงติดตา แม้ว่าเธอจะไม่เข้าใจสักนิดว่าทำไมเธอจึงรู้สึกเป็นเดือดเป็นร้อนนักกับเรื่องของความฝัน แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นเวลานี้เธอรับรู้ได้ว่าหัวใจของเธอได้โบยบินไปหาพ่อลูกลูวโคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 “รับสิ อ๊ะ! สวัสดีค่ะ อเมทิสต์กลับมาหรือยังคะ?”

 ชื่ออัญมณีนี้ได้ทำให้ผู้ชายกว่าครึ่งในห้องประชุมพากันขมวดคิ้วกันอย่างถ้วนหน้า และต่างพากันคาดเดากันไปต่างๆ นานา เพราะชื่อนี้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางนักในวงการธุรกิจโรงแรม และพวกเขาล้วนเคยได้ใช้บริการของโรงแรมในเครือนี้กันมาแล้วไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

 หากแต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนในห้องต่างประหลาดใจเป็นที่สุด ก็คงจะเป็นเพราะพวกเขาต่างไม่นึกว่าผู้ชายที่หยิ่งผยองคนนั้นจะรู้จักกับมาดามเป็นการส่วนตัว

 “คุณผู้ชายกลับมาแล้วค่ะ แต่ตอนนี้ดูแลคุณหนูอยู่ ท่านให้เรียนว่าจะไม่ลงมาจนกว่าคุณหนูจะหายค่ะ”

 คำตอบจากแม่บ้านสูงวัยทำให้โยทะกาขมวดคิ้วมุ่นเข้าหากัน มาร์ลาไคล์เป็นอะไร เมื่ออาทิตย์ที่แล้วยังดีอยู่เลย

 “แล้วตอนนี้คาเรนอยู่ที่นั่นด้วยไหมคะ?”

 “อยู่ค่ะ จะเรียนสายกับท่านไหมคะ?”

 “ค่ะ ขอบคุณค่ะ”

 เสียงปลายสายเงียบหายไป และท่าทางที่ร้อนรนของโยทะกาทำให้ไม่มีใครกล้าลุกเดินออกจากห้องประชุมไปสักคนเดียว แม้ว่าทุกคนจะรู้อยู่ว่าการมานั่งฟังโยทะกาพูดโทรศัพท์อยู่จะไม่มีมารยาทก็ตาม แต่สิ่งที่ทุกคนคิดเวลานี้คือ ทำไมเธอจึงมีสีหน้าเป็นทุกข์ขนาดนั้น

 “สวัสดีค่ะ ฉันคาเรนค่ะ”

 “สวัสดีคาเรน ฉันเองโยทะกา”

 “โอ... พระเจ้า คุณโทรมาได้จังหวะดีทีเดียว”

 “มาร์เป็นอะไรไปคะ?”

 “มาร์ป่วยค่ะ นอนซมมาสองวันแล้ว ตั้งแต่กลับมาจากกระบี่น่ะค่ะ”

 “งั้นหรือคะ แล้วทำไมไม่โทรบอกกันบ้างเลยล่ะคะนี่”

 น้ำเสียงตัดพ้อแสดงความน้อยใจของโยทะกาจับได้ไม่ยากเลย คาเรนเองก็ประหลาดใจเช่นกันว่าเพราะเหตุใดผู้หญิงตัวโตคนนี้จึงได้รักลูกชายเธออย่างเหลือเกิน ในขณะเดียวกันเธอก็คิดว่าหากโยทะกายังคงรักลูกชายเธอเช่นนี้ต่อไป อนาคตหากมาร์จะมีแม่หรือน้องใหม่อย่างโยทะกา เธอก็คงจะเบาใจไม่น้อย

 “ฉันอยากโทรบอกคุณใจจะขาด นี่ก็ทะเลาะกับเมซมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แต่ว่าเขาไม่อยากให้คุณไขว้เขวเพราะเรื่องลูกน่ะค่ะ”

 “ผู้ชายคนนั้น ตาบ้านั่นคิดอะไรอีกคะเนี่ย”

 เป็นครั้งแรกที่คาเรนได้ยินผู้หญิงอื่นเรียกอดีตสามีเธอเช่นนั้น และแน่นอนว่าแม้แต่ตัวเธอเองก็ยังไม่กล้าเรียกเขาแบบนั้นด้วยซ้ำไป ที่สำคัญน้ำเสียงของโยทะกาดูเหมือนว่าจะเริ่มหงุดหงิดไม่น้อยแล้ว

 “ตอนนี้พวกคุณพักที่ไหนคะ?”

 คำถามของโยทะกาทำให้คาเรนขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่เข้าใจทันที เธอไม่คิดว่าจะมีคนถามว่าพ่อลูกลูวโคพักอยู่ที่ไหน เพราะเขาต่างเป็นคนที่ใครๆ ก็รู้จัก

 “ตอนนี้อยู่ที่คฤหาสน์ลูวโค”

 “อืม จูเนียร์ไปคฤหาสน์ลูวโคถูกไหม?”

 โยทะการับคำก่อนจะหันไปตะโกนถามจูเนียร์ที่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม

 “ครับ”

 “ดี งั้นคุณช่วยไปเตรียมรถให้ที เราต้องเดินทางกันวันนี้”

 โยทะกาสั่งการกับจูเนียร์เรียบร้อยก็พูดกับคาเรนต่อราวกับว่าเธอมาอยู่ตรงหน้าด้วย

 “คาเรน อย่าเพิ่งบอกพ่อคนหัวดื้อคนนั้นนะ ฉันกำลังจะไปหาเดี๋ยวนี้”

 “นี่คุณอยู่อังกฤษหรือคะ?”

 “ค่ะ”

 “ดีจริง ถ้าอย่างนั้น รีบมาหน่อยก็ดี บอกตรงๆ ฉันช่วยอะไรพวกเขาไม่ได้เลย เมซเขากลัวว่าฉันจะเอาเชื้อโรคมาติดเจ้าแฝด”

 “ดีแล้วล่ะ อ้อ! ฝากจูบเจ้าแฝดของคุณด้วยนะ บอกว่าน้าโยคิดถึง”

 “มาเร็วๆ แล้วกัน”

 “ค่ะ”

 โยทะกาวางสายไปแล้วเธอหันไปมองหน้าทุกคนที่มองเธอด้วยสายตามีคำถาม เธอเพียงแต่ยิ้มก่อนจะสั่งการแล้วจากไป

 “ตาเฒ่าหนูขอยืมตัวจูเนียร์ไปเป็นสารถีก่อนนะคะ แล้วก็ช่วยดูแลคุณๆ แทนหนูด้วย พอดีว่าลูกชายป่วยต้องรีบไปหา”

 “ลูกชาย?”

 ไทเกอร์ทวนคำด้วยความงุนงง และได้รับคำตอบที่ทำให้ทุกคนที่อยู่ในห้องพากันตระหนกด้วยความคาดไม่ถึง แม้ว่าพวกเขาจะพอคาดเดาความสัมพันจากบทสนทนานั้นได้พอสมควร แล้วก็ตาม

 “จอห์นฝากไปจูบเจ้าหนูด้วย พบกันวันจันทร์นะทุกคน”

 โยทะกาเดินออกไปแล้ว โดยทิ้งระเบิดคำพูดไว้ ซึ่งทำให้แต่ละคนเริ่มหัวหมุนกันเสียแล้ว พวกเขาไม่เคยรู้จักสนิทสนมกับโยทะกาเว้นแต่ไทเกอร์ หลุยส์และจูเนียร์ ดังนั้นคนที่เหลือจึงมีสีหน้าประหลาดๆ กันทั่วหน้า ผิดกับสองเสือเฒ่าที่ยังคุยถึงเรื่องโยทะการาวกับเป็นเรื่องธรรมดา แต่เรียกร้องความสนใจจากกลุ่มคนที่เหลือได้เป็นอย่างดี

 “สงสัยมาดามของเราจะมีความรัก”

 หลุยส์พูดขึ้นนำมาก่อน พลางจิบชาร้อนด้วยท่าทีเย็นใจ

 “ฉันก็ว่างั้น แล้วนายรู้จักเขาหรือเปล่า?”

 “โอ๊ย! ไม่มีใครไม่รู้จักเขาหรอก หล่อก็ปานนั้น รวยก็ปานนั้น แถมยังรักลูกอย่างกับอะไร ผู้หญิงกี่คนกี่คนก็ไม่มีท่าว่าจะสนใจสักคน ว่าแต่มาดามไปรู้จักเขาตั้งแต่เมื่อไร”

 “เรื่องนั้นฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แล้วนายว่า...”

 ไทเกอร์พูดยังไม่ทันจบเสียด้วยซ้ำ หลุยส์ก็ชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน

 “อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด นายไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก ถ้าเขาทำให้มาดามมีความสุขเราก็ควรจะดีใจไม่ใช่หรือไง? ที่สำคัญกว่านั้นก็คือมาดามคิดยังไงกับเขาต่างหาก”

 “นั่นสินะ”

 คำตอบนั้นทำให้ทุกคนที่อยู่ในห้องได้แต่นิ่งงันไป จะมีก็แต่รุ่นเด็กที่ไม่รู้จักลูวโคก็พากันสอบถาม และเมื่อได้รู้ข้อมูล ต่างก็พากันตื่นเต้น

 “มาดามของเรา...”

 คริสตินาพูดได้เพียงเท่านั้นก็เกิดรอยแดง แต่งแต้มใบหน้า แล้วคนอื่นๆ ต่างพากันพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม ผิดกับสองสาวที่พูดเป็นเสียงเดียวกัน

 “ดีเหลือเกิน มาดามต้องทุกข์กับการสูญเสียคุณท่านมานานแล้ว คราวนี้มาดามจะได้มีความสุขเสียที”

 “...”
*****************************************************************************************************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

67 ความคิดเห็น

  1. #47 MENA299 (@mena299) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2552 / 03:13
    สนุกม๊ากๆๆค่ะ
    อ่านตั้งกะตอนแรก
    ร้องไห้ไปด้วยง่ะ
    #47
    0
  2. #46 august (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2552 / 20:53
    ต่อด่วน!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!





    อยากอ่านตอนต่อไปจ้า...
    #46
    0
  3. #45 WtfL_รอรัก (@nrpan76) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2552 / 19:36
    good good good
    #45
    0