คือเธอที่ปรารถนา

ตอนที่ 42 : ตอนที่ 41 รัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 674
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    15 ม.ค. 53

อเมทิสต์ลืมตาตื่นขึ้นมาพบว่าข้างตัวมีแต่ความว่างเปล่าก็เกิดอาการตกใจ เขารีบแต่งตัวแล้วออกเดินตามหาโยทะกาด้วยความร้อนใจ

แต่สองขากลับพาก้าวไปที่ห้องนอนของลูกชายเป็นสิ่งแรกและสิ่งที่พบก็คือหญิงสาวที่เขาปรารถนาที่สุดกำลังนอนกอดลูกชายของเขาไว้แนบอก คนทั้งคู่หลับตาพริ้มในอ้อมกอดแห่งนิทราอย่างมีความสุข

ความรู้สึกที่ทั้งตื้นตันและเต็มไปด้วยความสมหวังตีกันเสียจนขาแข็งแรงก็แทบจะไม่สามารถทรงตัวอยู่ได้ อเมทิสต์จึงใช้แขนเกาะเกี่ยวกรอบประตูช่วยพยุงไว้อีกแรงหนึ่ง และย้อนรำลึกไปถึงช่วงเวลาที่หญิงสาวปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าในช่วงเย็นที่ผ่านมา


“เมซคะ พักเสียหน่อยเถอะค่ะ มาร์ค่อยยังชั่วขึ้นมากแล้ว”

คาเรนร้องเรียกอเมทิสต์ ซึ่งเขาเพียงแต่ขานรับเบาๆ ไม่ได้หันกลับไปมองเบื้องหลังแม้แต่น้อยว่า ในเวลานี้ไม่ได้มีเพียงคาเรนเท่านั้น หากแต่ยังมีโยทะกาและจูเนียร์ยืนมองเขาอยู่เช่นกัน

“ขอบใจคาเรน แต่ผมขออยู่ใกล้ๆ ลูกแบบนี้ดี...”

อเมทิสต์ตอบคำถามคาเรนยังไม่ทันจบประโยคเสียด้วยซ้ำไป เมื่อเขารับรู้ได้ถึงสัมผัสเบาๆ ข้างแก้ม รอยจุมพิตแบบนี้ไม่ใช่ลักษณะของคาเรน และพร้อมๆ กับรอยสัมผัสข้างแก้มก็มีมือคู่หนึ่งโอบกอดเขาจากเบื้องหลัง วางใบหน้าไว้เหนือบ่าแนบแก้มกับแก้มของเขา

“ลูกเป็นไงบ้างคะ”

น้ำเสียงแบบนี้มีหรือที่เขาจะลืมเลือน ถึงแม้ว่าสัมผัสนี้จะเป็นสัมผัสแปลกใหม่สำหรับเขาก็ตาม

“โย?”

“ค่ะ โยเอง ลูกเป็นไงบ้างคะ?”

โยทะกาถามซ้ำเป็นครั้งที่สอง อเมทิสต์ที่อยู่ในอาการตกตะลึงเสียจนเกือบลืมวิธีพูดไป ค่อยๆ ทบทวนความรู้สึกของตัวเองและพูดออกไปช้าๆ แม้จะยังมีความสับสนอยู่ไม่น้อยก็ตาม

“ลูกปลอดภัยดี ตอนนี้ไข้เริ่มลด ผื่นก็จางลงเยอะแล้ว”

“แบบนี้ก็ไม่น่าห่วงแล้วสินะคะ”

โยทะกาเปลี่ยนจากยืนกอดคนตัวโตที่ไม่มีทีท่าว่าจะกอดเธอด้วยความคิดถึงอย่างที่คาดหวังไว้ เป็นมานั่งกอดเขาอยู่ข้างหลังเสียแทน แม้ว่าเธอจะรู้สึกอายสายตาของบุคคลอื่นที่อยู่ตรงหน้าประตู แต่เธอก็ต้องการที่จะทำให้อเมทิสต์รู้สึกได้ว่าที่เธอมานี้เหตุผลหลักก็ยังคงเป็นตัวเขามากกว่าอาการเจ็บป่วยของลูกชาย

กระทั่งโยทะกาเริ่มรู้สึกว่าอเมทิสต์นิ่งเกินไป ไร้การตอบสนองมากเกินไป ผิดกับความรู้สึกที่เขาเคยมอบให้ เธอจึงค่อยๆ ผละมือออกจากตัวเขา ซึ่งแค่เพียงเธอเลื่อนมือกลับกลายเป็นว่าตัวเธอตกมาอยู่ในอ้อมแขนของเขา คล้ายกับกลัวว่าเธอจะหายไปต่อหน้า

“อย่าไป”

โยทะกาค่อยๆ ยกมือขึ้นกอดตอบอเมทิสต์ที่เวลานี้กอดเธอแน่นเสียจนเธอเจ็บ แต่ไม่ได้ประท้วงอะไร เพราะสามารถรับรู้ได้ถึงความหวั่นไหวของเขา

“โยไม่ได้จะไปไหนค่ะ โยตั้งใจมาหาคุณ”

“แล้วงานของคุณ”

“เกือบเรียบร้อยแล้วค่ะ แต่ว่าโยคิดถึงคุณ คิดถึงมาร์”

“คุณรู้?”

“ค่ะ โยโทรมาแล้วรู้ว่ามาร์ป่วย...”

โยทะกาพูดยังไม่ทันจบเสียด้วยซ้ำไป อเมทิสต์ก็ผละออกห่างจากเธอทันที สายตาของเขามีแต่ความน้อยใจ ตัดพ้อ และสับสน เขาผลุนผลันออกไปจากห้องด้านที่มีประตูเชื่อมไปอีกห้องหนึ่ง โดยไม่สนใจเสียงเรียกจากโยทะกาสักนิด

คาเรนรีบวิ่งเข้าหาโยทะกาที่นั่งนิ่งด้วยท่าทางช็อคและบอกให้รีบตามไป

“รีบตามไปสิคะ เมซกำลังน้อยใจค่ะ เขาคิดว่าคุณมาที่นี่เพราะมาร์ ไม่ใช่เขา”

“ตายจริง คนบ้า”

โยทะกามีอาการหัวเสียอย่างเห็นได้ชัด หลังจากเรียบเรียงคำพูดของคาเรนแล้ว เธอรีบลุกตามไปทางเดียวกับที่อเมทิสต์เพิ่งหายเข้าไป

ในขณะที่จูเนียร์ได้แต่มองตามและหันมามองคาเรนที่ส่งยิ้มอบอุ่นให้เขา

“อาจต้องใช้เวลาสักหน่อย คุณหิวหรือเปล่าคะ?”

จูเนียร์ยิ้มแบบรู้เท่าทันแล้วเดินตามแม่บ้านที่คอยรับคำสั่งอยู่ไม่ไกล

โยทะกาเดินตามอเมทิสต์มาที่ห้อง ซึ่งบอกได้ทันทีว่าเป็นห้องพักส่วนตัวของเขา เพราะทั้งห้องนั้นแทบจะไม่มีเครื่องประดับที่ไม่จำเป็นสักชิ้น เธอเห็นเขาเดินหงุดหงิดอยู่ในห้อง ท่าทางอิดโรยและซูบผอมลงไปมาก ทำให้โครงหน้าที่คมคายอยู่แล้วยิ่งดูเกร็งและกร้าว หนวดเคราที่ไม่ได้ผ่านการโกนยิ่งทำให้เขาดูน่ากลัว แต่เธอกลับไม่กลัวเขาสักนิด ตรงกันข้ามเธอเริ่มโกรธเขาขึ้นมาบ้างแล้วต่างหากที่คิดอะไรไม่เข้าท่าแบบนั้น

“อเมทิสต์”

“คุณมาทำไม?”

“ฉันก็บอกแล้วว่ามาหาคุณ”

อเมทิสต์จ้องหน้าโยทะกา เขาไม่พูดอะไรออกมาสักคำ เขาเพียงแต่มองหน้าเธอแน่วนิ่งก่อนจะเบือนหน้าหนีออกนอกหน้าต่างไป

แสงสีส้มทองของแดดยามเย็นที่ลอดผ่านบานหน้าต่างกระทบกับร่างกายสูงใหญ่ของอเมทิสต์ที่ยืนแน่วนิ่ง ทำให้เขาดูเหมือนกับรูปปั้นสัมฤทธิ์มากกว่าคนที่มีเลือดเนื้อ จนโยทะกาอดที่จะจ้องมองด้วยความชื่นชมไม่ได้ สองขาของเธอเดินเข้าหาเขาราวกับมีแรงดึงดูดมหาศาล

“ถ้าคุณยังคิดไขว้เขวอยู่แบบนี้เราก็หมดเรื่องที่จะพูดกัน”

โยทะกาเดินเข้ามาใกล้อเมทิสต์แล้วมองเขานิ่งอยู่อย่างนั้น ในชั่วขณะที่เธอคิดจะผละออกจากเขา เพราะเขาไม่มีทีท่าจะหันมาพูดกับเธอ กลับกลายเป็นว่าเธอถูกเขารั้งไว้ทั้งตัวตกอยู่ในอ้อมกอดของเขาอีกครั้ง ซึ่งเธอเองก็ไม่คิดจะปฏิเสธ

“ถ้าคุณมาที่นี่เพราผม...”

“ฉันก็บอกตั้งแต่แรกแล้วว่าฉันมาหาคุณ เพราะคิดถึงคุณ”

“แต่คุณ...”

โยทะกายกนิ้วชี้ขึ้นปิดริมฝีปากของอเมทิสต์ไว้และส่ายศรีษะช้าๆ เธอเบื่อที่จะต้องมาเถียงกับเขาด้วยเรื่องนี้แล้ว

“ฉันรักคุณค่ะอเมทิสต์ ที่ฉันเขียนในจดหมายมันไม่เพียงพอหรือคะ ถึงจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ฉันก็เป็นคนที่รู้จักรู้ใจตัวเองดีว่าต้องการอะไร ฉันต้องรีบจากคุณมาก่อนที่ฉันจะกลายเป็นเด็กเอาแต่ใจร้ายกาจ รับรองเลยว่าคุณจะต้องเหนื่อยกับฉันอย่างแน่นอน ฉันขอบอกไว้เสียก่อน ฉันรักมาร์มาก แต่ฉันรักคุณมากกว่า”

อเมทิสต์ซบหน้าลงกับไหล่โยทะกา เขากอดเธอแน่น แม้จะยังสับสน แม้จะยังคลางแคลงใจ แต่สิ่งที่เขาสัมผัสได้ไม่ใช่เรื่องโกหกหลอกลวง สิ่งที่เธอพูดเป็นความจริง เพราะเขารู้ดีว่าผู้หญิงอย่างโยทะกาจะไม่มีทางยอมให้ผู้ชายสวมกอดได้อย่างนี้

“ผมรักคุณ โยทะกา มาดามไลลาของผม”

อเมทิสต์จุมพิตโยทะกาอย่างเนิ่นนาน สื่อความรู้สึกต่างๆ ให้เธอได้รับรู้ กว่าจะถอนจุมพิตได้ก็ทำเอาทั้งคู่เตลิดเกินกว่าจะควบคุมได้

อเมทิสต์หลับใหลไปด้วยความอ่อนเพลียและเมื่อตื่นขึ้นมากลับไม่พบโยทะกาข้างกายจึงเต็มไปด้วยความกังวลใจ เมื่อมาพบเธอนอนอยู่กับลูกชายจึงคลายความเครียดไปได้เสียจนเขาแทบหมดเรี่ยวแรง

อเมทิสต์นอนตะแคงมองโยทะกาที่ตะแคงตัวนอนอีกฝั่งหนึ่งของเตียง เวลานี้มีมาร์ลาไคล์นอนคั่นกลางคนทั้งคู่ไว้ เขาไม่นึกน้อยใจอะไรอีกแล้วเมื่อได้เห็น ได้สัมผัสใกล้ชิดกับโยทะกา เมื่อเขายื่นมือขึ้นเกลี่ยแก้มโยทะกาที่ยังคงหลับตา ไม่นานดวงตาที่เคยสะกดเขาไว้ก็ลืมขึ้น แต่ดูเหมือนว่าเธอจะมองเขาไม่ชัด จึงคว้าเอาแว่นตารุ่นโบราณมาสวม ซึ่งเป็นภาพที่เขาคาดไม่ถึง แต่มันกลับยิ่งทำให้เขารู้สึกได้ถึงความมีเลือดเนื้อของเธอ

“คุณน่ะเอง ตกใจหมดเลย”

“แอบหนีมานอนกับมาร์นี่เอง”

โยทะกาตกใจนึกว่าเขาจะน้อยใจอะไรอีก จึงมีสีหน้าเดือดร้อน อย่างที่อเมทิสต์ไม่มีโอกาสได้เห็นบ่อยนัก จึงมองเพลินไป ผิดกับเธอที่กว่าจะรับรู้ได้ว่าเขาไม่ได้นึกน้อยใจอะไรเพียงแต่เย้าหยอกเธอเล่นเท่านั้นก็ใช้เวลาไปพักหนึ่ง จึงสังเกตได้ว่าดวงตาของเขาพราวระยับด้วยความขบขัน

“คุณ”

“เบาๆ สิ เดี๋ยวลูกตื่น”

โยทะกาค้อนให้เขาเสียครั้งหนึ่งแล้วทำท่าจะหลับไปทั้งๆ ที่ยังคงใส่แว่น อเมทิสต์จึงยื่นมือถอดแว่นออกให้และด้วยอดใจไม่ไหวเขาจึงโน้มตัวขึ้นจุมพิตเธออีกครั้งหนึ่ง

“ฝันดีนะครับ”

โยทะกาหน้าแดงจัดความทรงจำเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมากลับสู่สมองอีกครั้ง

นานแล้วนับตั้งแต่สูญเสียฌอนไป เธอไม่เคยให้ผู้ชายคนใดได้เข้าใกล้เธอ หรือแม้แต่ได้รู้จักทำความสนิทสนม ผู้ชายเพียงสองคนในชีวิตเท่านั้นที่เธอยินยอมให้เขากอดและมอบความรัก แม้เมื่อไม่มีฌอนอยู่ก็คือบิดาและน้องชายฝาแฝด ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เธอเริ่มให้ความสนใจกับชายอื่น และเป็นครั้งแรกอีกเช่นกันที่เธอได้รับรู้ถึงความรักอีกครั้ง

โยทะกาที่ได้แต่นั่งนิ่งมองอเมทิสต์ด้วยสายตาคาดไม่ถึง ชายคนที่นอนกอดเธออยู่นี้คือผู้ชายที่มอบความรักให้กับเธออย่างมั่นคงมาตลอด เขาหวั่นไหวกับเรื่องระหว่างเธอกับลูกชายของตัวเอง แต่เวลานี้ไม่อีกแล้ว

ถึงจะไม่ใช่ครั้งแรก แต่โยทะกาก็บอกได้ว่าอเมทิสต์ให้ความสำคัญกับเธออย่างมาก เขาไม่รีบร้อนเอาแต่ใจ แต่ใส่ใจในตัวเธอ เพียงเท่านี้เธอก็ไม่เรียกร้องอะไรจากเขาอีกแล้ว

เมื่อลุกขึ้นแล้วพบว่าอเมทิสต์ยังคงไม่ได้สติ โยทะกาก็ได้แต่ส่งยิ้มให้เขาแล้วก้มลมจุมพิตและกระซิบข้างหูเบาๆ ซึ่งแน่นอนว่าเขาคงจะไม่ได้ยิน

“ฉันรักคุณนะ พ่อคนใจน้อย”

โยทะกาลุกขึ้นจัดการกับตัวเองแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองไม่ได้ติดเสื้อผ้ามาแม้แต่ชิ้นเดียว จึงถือวิสาสะเอาเสื้อผ้าของอเมทิสต์มาใส่ก่อนจะไปดูแลลูกชายที่ห้องติดกัน

เพิ่งจะหัวค่ำเท่านั้นเมื่อโยทะกาปรากฏตัวที่หน้าเตียงมาร์ลาไคล์ในชุดนอนของอเมทิสต์ เธอเพียงแต่ยิ้มแก้เขินให้กับคาเรนและจูเนียร์ก่อนจะต้องรับร่างเล็กๆ ที่กระโจนเข้ากอดเธอราวกับไม่ได้เจ็บป่วยของมาร์ลาไคล์

“คิดถึงพี่ลิลลี่จังเลยฮะ”

“จ๊ะ พี่ก็คิดถึง”

“แล้วทำไมมาช้าจังฮะ ปาป๊าบอกว่าพี่ลิลลี่ติดงาน”

“ค่ะ พี่ติดงานจริงๆ นี่ก็มาได้ไม่นาน วันจันทร์พี่ก็ต้องกลับไปทำงานต่อ”

“ว๊า! มาร์นึกว่าพี่ลิลลี่จะมาอยู่กับผมได้นานๆ”

“ก็เอาไว้ให้พี่จัดการงานเสร็จก่อนแล้วพี่จะมาอยู่กับมาร์กับคุณพ่อ”

“จริงนะฮะ”

“ค่ะ”

มาร์ลาไคล์กระโดดหอมแก้มโยทะกาอยู่อย่างนั้นกระทั่งเธอต้องพาเขากลับมาที่เตียง ซึ่งคาเรนได้แต่หัวเราะ ขณะที่จูเนียร์มีแต่รอยยิ้มล้อเลียน

“ไม่ต้องมาหัวเราะกันเลยนะพวกคุณ”

“แล้วทานโน้นเป็นไงบ้างคะ”

คาเรนพูดกับโยทะกาด้วยดวงตาพร่างพราย มีหรือที่เธอจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างทั้งสองคน แต่ก็ไม่นึกว่าเธอจะพูดตรงๆ ออกมาเช่นกัน จึงพาลหน้าแดงเมื่อได้รับคำตอบ

“ก็หลับไปแล้วค่ะ คงทั้งเหนื่อยทั้งเพลีย ปลุกก็ไม่ตื่น ปล่อยไว้แบบนั้นคงได้มังคะ”

ใบหน้าของโยทะกาทั้งนิ่งทั้งเครียดในเวลาเดียวกันด้วยเป็นห่วงสุขภาพของอเมทิสต์ ชั่วเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์เขาช่างเปลี่ยนแปลงไปมากเหลือเกิน

ระหว่างที่คิดอยู่นั้นเธอก็กอดมาร์ลาไคล์ไว้แนบอกแล้วโยกตัวเบาๆ ซึ่งไม่นานนักแขนป้อมๆ เล็กๆ ก็ค่อยๆ คลายจากแขนเธอตกห้อยลงข้างตัว โยทะกาจึงอุ้มเขาลงนอนจัดให้นอนท่าสบายๆแล้วฟังในสิ่งที่คาเรนบอก

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ก็ตั้งแต่มาร์ป่วยเมซไม่เคยอยู่ห่างมาร์เลย ไม่ล้มก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว ว่าแต่เรื่องของคุณเรียบร้อยดีแล้วใช่ไหมคะ”

กลายเป็นโยทะกาซะเองที่หน้าแดง แม้ว่าทั้งเธอทั้งคาเรนจะไม่ใช่เด็กสาวแรกรุ่นกันแล้ว แต่ก็อดกระดากไม่ได้ที่จะพูดเรื่องนี้กันตรงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีจูเนียร์นั่งยิ้มมองเธอด้วยความขบขันแบบนี้

“ค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นก็ขอให้มีความสุขมากๆ นะคะ บอกตามตรงในฐานะแม่ ฉันอดน้อยใจไม่ได้ที่มาร์รักคุณมากกว่า... อย่าเพิ่งพูดค่ะ ฟังฉันให้จบก่อน” คาเรนท้วงโยทะกาที่ทำท่าจะพูดค้านด้วยใบหน้ายิ้มละไม “แต่พอได้มาเห็นคุณ ได้มาเห็นว่าเมซที่เคยมั่นใจในตัวเองสูงจนเกือบๆ จะกลายเป็นคนยะโสคนนั้นกลายเป็นคนอ่อนไหวเพราะคุณ อิจฉาแม้กระทั่งลูกชายแบบนี้ฉันก็เบาใจได้ว่าคุณคงรักแกเสียจนเมซขาดความมั่นใจ ดูแลทั้งสองคนให้ดีนะคะ ฉันหวังจะฝากลูกไว้กับคุณจริงๆ”

คาเรนบีบมือโยทะกาและได้รับการบีบตอบกลับมา ซึ่งเป็นคำมั่นสัญญาระหว่างกัน

“ฉันรักมาร์ค่ะ ถ้าลูกของฉันกับฌอนยังอยู่เขาก็คงจะอายุไล่เลี่ยกับมาร์เวลานี้ ฉันรับรองว่าหากอนาคตข้างหน้าฉันจะมีลูกของตัวเองหรือไม่ก็ตาม มาร์คือลูกชายคนโตของฉันค่ะ คาเรน”

“ขอบคุณค่ะ ถ้าเป็นอย่างนั้นเด็กคนนี้จะเป็นเด็กที่โชคดีกว่าใครที่ได้รับความรักจากทุกคน”

“ฉันก็หวังไว้อย่างนั้น”

ทั้งสองคนจึงได้แต่มองเด็กน้อยที่นอนหลับด้วยท่าทางมีความสุขก่อนจะพากันลงไปหาอะไรรองท้องเพื่อรับมือกับพ่อลูกลูโควอีกครั้ง

ภายในห้องอาหารสายตาของคนในบ้านต่างพากันลอบมองดูโยทะกาด้วยสายตาประหลาดใจ แต่ก็พอคาดเดาสถานการณ์ได้ ในเมื่อเวลานี้โยทะกาอยู่ในชุดของคุณผู้ชายแล้วยังพูดคุยด้วยท่าทางสนิทสนมกับคาเรน แล้วยังข่าวลือที่ว่ามาร์ลาไคล์แทบจะหายป่วยทันทีที่ได้เห็นหน้าเธอ ทำให้ทุกคนต่างอยากมาต้อนรับว่าที่นายหญิงคนใหม่ของบ้านกันทั้งนั้น

แต่เมื่อได้มาเห็นโยทะกาอย่างนี้แล้วหลายคนกลับบอกว่าตัวโตบ้าง ไม่สวยบ้าง ต่างพากันวิจารณ์กันไป ซึ่งเธอก็ไม่ได้สนใจอะไร

“ถ้าอย่างนั้นผมจะกลับมารับมาดามวันจันทร์ก็แล้วกัน”

“เอาอย่างนั้นหรือ”

โยทะกาหันไปมองหน้าจูเนียร์ที่เวลานี้เขาพยายามเก็บกลั้นความขบขันไว้อย่างเต็มที่ โยทะกาไม่เคยเปลี่ยนไปเลย เธอไม่เคยสนใจว่าใครจะคิดจะมองเธอย่างไร เธอสนใจแต่เฉพาะกับคนที่กำลังคุยกับเธอเท่านั้น

“ไม่พักด้วยกันที่นี่เลยล่ะคะ”

คาเรนเสนอ แต่โยทะกากลับยิ้มและมีสายตาล้อเลียนให้กับจูเนียร์และตอบเสียแทน

“เขามีคนที่เพิ่งรู้ตัวว่ารักอยู่ที่วิลลาค่ะ”

“อ๋อ ถ้าอย่างนั้นก็ตามสะดวกแล้วกันค่ะ”

คาเรนหันไปหัวเราะกับโยทะกา แต่เธอกลับเกิดความคิดใหม่ขึ้นมาอย่างกะทันหัน

“เอาอย่างนี้สิคะ ในเมื่องานของคุณทำที่บ้านอยู่แล้วก็ให้พวกเขามาที่นี่สิคะ เมซก็คงจะเห็นดีด้วย”

“จะดีหรือคะ? รบกวนกันเกินไปหรือเปล่าคะ?”

“ยังจะรบกวนอะไรอีก อย่างคุณน่ะพูดคำเดียวรับรองว่าเมซอนุญาตอยู่แล้ว แต่ถ้าคุณบอกว่าจะที่อื่นนี่สิฉันว่าเขาอาจจะงอนคุณอีกก็ได้”

นั่นเป็นหัวข้อสนทนาที่ทำให้โยทะกาทำหน้าไม่ถูกเอาจริงๆ ฝ่ายจูเนียร์เองก็บอกเพียงว่าจะรอการติดต่อจากเธอ

หลังจากไปส่งจูเนียร์แล้วบอกราตรีสวัสดิ์กับคาเรนโยทะกาเดินไปมองอเมทิสต์ที่ยังคงหลับไหลด้วยสายตาอ่อนโยน เธอก้มลงจูบเขาเบาๆ ที่ข้างแก้ม

“ฝันดีนะคะอเมทิสต์”

เมื่อกลับมาอีกฝั่งหนึ่งก็พบภาพจำลองของอเมทิสต์ตรงหน้า มาร์ลาไคล์ช่างเหมือนอเมทิสต์เหลือเกิน ทั้งรูปหน้าและลักษณะการนอน ใจของโยทะกาอ่อนยวบอย่างช่วยไม่ได้ ความเต็มตื้นที่เคยหายไปนานกลับคืนมาอีกครั้ง รู้สึกตัวอีกครั้งก็ตอนที่มีมืออ่อนโยนของอเมทิสต์สัมผัสเธออย่างอ่อนโยน

*****************************************************************************************************************************

67 ความคิดเห็น