(MPreg) Dear you, my husband รักที่สุดคุณสามี

ตอนที่ 50 : สามีภรรยาที่ก้าวเดินไปด้วยกัน 50 : เตรียมพร้อม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 125
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    29 ส.ค. 63


 

 

เวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ รู้ตัวอีกทีนับจากวันนั้นก็เกือบอาทิตย์ ภาวะครรภ์เสี่ยงและปัญหามากมายที่เกิดจากการตั้งครรภ์ในมดลูกไม่สมบูรณ์ทำให้เฉินอวี่เฉิงใช้เวลาทั้งหมดอยู่ที่โรงพยาบาล แน่นอนว่าเป็นโรงพยาบาลแห่งใหม่ซึ่งผ่านการเลือกสรรและพิจารณาแล้วว่าดีที่สุดสำหรับดูแลแม่และเด็กในครรภ์จากทุกฝ่าย ทั้งสองครอบครัวเต็มไปด้วยความยินดีแม้อีกกึ่งหนึ่งจะยังรู้สึกหนักใจกับอาการของคนท้องก็ตาม ทว่าเมื่อเฉินอวี่เฉิงกับหลี่หยางสวินยืนยันหนักแน่นว่าจะพยายามรักษาเด็กเอาไว้ พวกเขาก็ได้แต่พยักหน้าและคาดหวังให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี

แผนการทุกอย่างที่วางไว้ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ไม่ว่าจะเป็นการเรียนโทหรืองานแต่งงานอันยิ่งใหญ่ ตอนนี้เหลือเพียงการนั่งคุยและร่วมทานข้าวในห้องผู้ป่วย เฉินอวี่เฉิงยังไม่ได้รับอนุญาตจากหมอให้กลับไปอยู่ที่บ้านจนกว่าจะผ่านช่วงสามเดือนแรก ดังนั้นเขาจึงค่อนข้างเบื่อหน่าย นอกจากนั่งอ่านหนังสือเกี่ยวกับแม่และเด็ก เชื่อฟังคำสั่งคุณหมออย่างเคร่งครัด รวมไปถึงเก็บเอาเครื่องรางที่คุณแม่ทั้งสองให้มาแขวนไว้รอบ ๆ เตียง ที่เหลือก็หมดไปกับการนอนพัก เดินในสวนของโรงพยาบาลช่วงสั้น ๆ และดูทีวีบ้างสลับกันไป จากนั้นก็รอให้ถึงช่วงเย็นซึ่งคนในครอบครัวจะสลับกันมาพบหน้าและพูดคุย

ก๊อก ๆ

"เข้ามาเลยครับ"

เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ ทำให้คนที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่เงยหน้าขึ้น เฉินอวี่เฉิงเอ่ยปากอนุญาตและหันไปมองเวลา ที่แท้ก็เกือบหกโมงเย็น ใกล้ถึงเวลาทานอาหารแล้ว ถือเป็นเวลาอันเหมาะสมสำหรับการมาถึงของคนที่เขาคอยอยู่

"เป็นยังไงบ้างวันนี้ ปวดหัว ปวดท้อง คลื่นไส้ ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?"

พอพบหน้าก็รัวคำถามกันยังกับปืนกลแบบนี้จะเป็นใครได้อีกนอกจากคนรักที่มาหาและมาค้างทุกวัน เฉินอวี่เฉิงหัวเราะเบา ๆ ขณะเอียงแก้มให้พี่หยางสวินคนดีจูบซ้ายป่ายขวา เขาพูดออกมาเมื่อริมฝีปากนั้นผละออกจากหน้าผาก

"ไม่เป็นไรครับ วันนี้ผมสบายดี อาการคงที่ดีมาก ตัวเล็กไม่ดื้อเลย"

"ดีแล้ว บอกตัวเล็กนะว่าถ้าเชื่อฟังคุณแม่ คุณพ่อจะซื้อของเล่นให้เยอะแยะเลย"

ลูบหัวเบา ๆ อีกครั้ง การกระทำและแววตาอ่อนโยนนั้นทำให้คนมองอารมณ์ดีได้ไม่ยาก เฉินอวี่เฉิงขยับตัวเว้นที่ให้พี่หยางสวินมานั่งข้างตัว เขาฟังถ้อยคำปะเหลาะของว่าที่คุณพ่อที่ส่งไปให้เด็กน้อยในท้องแล้วอดขำไม่ได้ นี่ขนาดยังไม่ได้โผล่หน้ามาเจอกันคุณพ่อและเหล่าปู่ย่าก็เริ่มมีการพูดคุยพลางติดสินบนพร้อมเตรียมของขวัญไว้แล้ว ไม่ได้มีแต่ของเล่นแต่รวมไปถึงของรับขวัญมีค่าอย่างเช่นเงินทองหรืออสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ งานนี้ถ้าเจ้าตัวเล็กเกิดมาคงกลายเป็นเศรษฐีน้อย ๆ อย่างแน่นอน

"ให้แค่ของเล่นเหรอครับคุณพ่อ น้อยไปแล้วนะ รู้ไหมว่าคุณแม่บอกเตรียมโอนหุ้นให้เป็นของขวัญตัวเล็กเรียบร้อยแล้ว" คิดถึงเรื่องนี้ชายหนุ่มก็เอ่ยกระเซ้าว่าที่คุณพ่อเบา ๆ

"น้อยตรงไหน ของเล่นเป็นของขวัญ ส่วนทรัพย์สมบัติไม่ว่าจะเงินหรือกรรมสิทธิ์หุ้นต่าง ๆ ในชื่อของพี่ก็ต้องเป็นของลูกอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ" เจ้าของมือหนาที่เอื้อมมาลูบหน้าท้องเขาตอบทันควัน ดวงตาของหลี่หยางสวินเองก็เต็มไปด้วยความรักและความอ่อนโยนอย่างยิ่ง

"นั่นสินะครับ" คิดแล้วก็จริงอย่างที่พี่หยางสวินบอก เฉินอวี่เฉิงไม่มีอะไรจะเถียง เขาได้แต่ตบเบา ๆ บนหลังมือคู่นั้นและยิ้ม "ถ้างั้นผมต้องเป็นคุณแม่ที่ดุหน่อยแล้ว เจ้าตัวเล็กจะได้ไม่โดนตามใจจนนิสัยเสีย"

"มีเราสองคนช่วยกันดูแล ไม่เป็นอะไรหรอก" เสียงทุ้มตอบเบา ๆ หลี่หยางสวินละมือออกจากหน้าท้องที่ยังคงแบนราบของคนรัก ดวงตาคู่คมกวาดมองใบหน้าของว่าที่คุณแม่ซึ่งยังคงขาวใสและอิ่มเอิบ ความรักใคร่อ่อนโยนยิ่งล้นทะลักออกมา "ส่วนว่าที่คุณแม่ตอนนี้ก็อุดมสมบูรณ์ขึ้นเยอะแล้ว ดีมาก"

"หืม.. อ้วนแล้วเหรอครับ?" คนถามก้มมองพุงตัวเอง

"ไม่อ้วน พี่หมายถึงดูแข็งแรงสุขภาพดีขึ้นกว่าช่วงก่อน กอดได้เต็มไม้เต็มมือดีไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว" ไม่พูดเปล่า คนที่อยู่ข้างกันก็ขยับมือไม้ยื่นออกมา หลี่หยางสวินโอบประคองคนรักมาเกยตักตัวเองและกอดรัดร่างสูงโปร่งไว้อย่างรักใคร่เป็นที่สุด

ท่าทางไม่ปิดบังความรู้สึกดี ๆ ที่มีต่อกันนี่แหละเฉินอวี่เฉิงชอบนัก เขาลอบยินดีกับตัวเองที่พี่หยางสวินคนเดิมคนที่มอบความรักให้ตนอย่างไม่มีเงื่อนไขกลับมาในที่สุด ชายหนุ่มคิดพลางเอียงตัวซบไหล่หนา พอเป็นแบบนี้ก็อดไม่ได้จะกอดออดอ้อนคลอเคลียขึ้นมา ชายหนุ่มยกสองแขนโอบตอบ ตอนนี้คิดถึงพฤติกรรมเมื่อหลายวันก่อนที่หลี่หยางสวินเกิดอาการประหม่าไม่กล้าแตะเขาแรง ๆ เพราะกลัวกระทบกระเทือน เสียงใสหัวเราะหึหึ

"ผมไม่เป็นอะไรกับแค่กอดทีสองทีสักหน่อย พี่ไม่เห็นต้องกลัวแต่แรก"

"รู้ แต่ก็อดกังวลไม่ได้"

หลี่หยางสวินคิดถึงหลายวันก่อนหลังจากตรวจร่างกายคร่าว ๆ แล้วส่งตัวจากโรงพยาบาลเก่ามายังที่นี่ เมื่อมาถึงแล้วก็ต้องทำการตรวจซ้ำอีกครั้งและเฉินอวี่เฉิงก็ต้องไปนอนนิ่ง ๆ ในเครื่องสแกนตรวจนั่นจิ้มนี่มากมาย ต่อให้รู้ว่ามันคือการตรวจวิเคราะห์อย่างละเอียดเพื่อจะได้ดูแลแม่ลูกอย่างเหมาะสมก็เถอะ ตนก็อดรู้สึกกลัวไม่ได้อยู่ดี

“ผมไม่เป็นอะไรแล้ว ตอนนี้ก็กินดีอยู่ดีหลับสบายอย่างที่พี่เห็น คิดว่าอีกไม่ถึงเดือนก็คงเริ่มอ้วนแล้วล่ะ” เฉินอวี่เฉิงคิดถึงสภาพตัวเองแล้วตอบคนรักเบา ๆ “ถึงตอนนั้นก็จะอ้วนขึ้นเรื่อย ๆ จนพี่อุ้มไม่ไหวแน่”

"ไหวสิ อุ้มเมียกับลูกทำไมจะไม่ไหว"

"แต่คนท้องตัวหนักนะครับ จากนี้ก็จะกินเยอะ และตัวใหญ่ขึ้นอีกเยอะเลย"

"ต่อให้หนักเป็นร้อยกิโลพี่ก็ไหวน่า"

"พูดแล้วนะ ถ้าผมหนักถึงร้อยกิโลจริง ๆ แล้วพี่อุ้มไม่ไหวไม่ยอมจริง ๆ ด้วย"

เฉินอวี่เฉิงบ่นไปอย่างนั้นเอง เพราะเขารู้ดีว่าตัวเองไม่มีทางหนักถึงร้อยกิโลกรัมหรอก ต่อให้จะบวกเพิ่มเจ้าตัวเล็กมาแล้วก็ถาม อย่างมากก็เพิ่มขึ้นจากน้ำหนักตัวปกติอีกสิบกว่ากิโลฯ เท่านั้น แต่การได้ฟังคนรักพูดจาเอาอกเอาใจก็ยังทำให้หัวใจชุ่มชื่นไปด้วยความยินดี หรือนี่จะเริ่มเข้าสู่อารมณ์แปรปรวนกันแล้ว

“สัญญาครับ จากนี้จะไปฟิตกล้ามรออุ้มเฉิงเฉิงกับเจ้าตัวเล็ก พี่สัญญา” หลี่หยางสวินยิ้ม พูดตามใจคนรักอย่างคล่องปาก จากคำเตือนของคุณหมอและคุณแม่ที่อบรมตนอย่างเคร่งครัดว่าอย่าหาเรื่องให้คนท้องอารมณ์เสียชายหนุ่มจึงระมัดระวังอย่างยิ่ง ที่ตามใจได้ก็ตามใจ ที่ปากหวานได้อย่างไม่เคอะเขินมากนักก็ทำ อย่าว่าแต่เดิมเขาก็เป็นประเภทถวายหัวให้เฉินอวี่เฉิงอยู่แล้วเลย

อันที่จริงก็ไม่ใช่การเปลี่ยนนิสัย.. มันก็แค่การกลับไปเป็นตนเองคนเดิม เป็นเหมือนในอดีตที่หัวใจและดวงตาของเขามีไว้เพื่อเฉินอวี่เฉิง จะมีเพิ่มเติมก็แค่คราวนี้มันไม่ใช่รักข้างเดียวอีกต่อไป

เราสองคนรักกันและกำลังมีลูกด้วยกัน เป็นเจ้าตัวเล็กอายุสิบกว่าสัปดาห์ที่ยังต้องใช้ความพยายามและความระมัดระวังอย่างมากเพื่อให้เจริญเติบโต หลี่หยางสวินคิดพลางค่อย ๆคลายอ้อนแขน ชายหนุ่มขยับตัวช้า ๆ อุ้มคนรักลงจากตัก

"เฉิงเฉิงหิวข้าวหรือยัง พี่เอามื้อเย็นมาด้วย"

"อ่า.. ลำบากคุณแม่อีกแล้ว"

เฉินอวี่เฉิงขยับตัวลงจากตักกว้างอย่างว่าง่าย ชายหนุ่มมองไปยังปิ่นโตอุ่นขนาดใหญ่ที่คนรักถือติดมือมา ถ้าเป็นอย่างที่เขาคิด นี่คงไม่พ้นอาหารเย็นที่หลี่อี้เหมยแม่สามีเป็นผู้ตระเตรียมด้วยความรักและเอาใจใส่ เป็นแบบนี้มาเกือบอาทิตย์แล้วเพราะเขาเคยบ่นว่าอาหารที่โรงพยาบาลค่อนข้างจืดชืดและไม่ถูกปาก คุณนายหลี่ที่ตอนนี้วุ่นกับการช่วยเหลือลูกชายอีกแรงจึงต้องแบ่งเวลามาจัดการเรื่องอาหารของเขา คิดแล้วรู้สึกเกรงใจจริง ๆ

"อย่าพูดแบบนั้นเลย คุณแม่ท่านออกจะเต็มใจ" หลี่หยางสวินลงจากเตียง และก้าวขาอย่างกระฉับกระเฉงเพื่อเตรียมโต๊ะเก้าอี้ให้พร้อมสรรพ

"ผมรู้ครับว่าคุณแม่เต็มใจ แต่ท่านก็ช่วยพี่จัดการเรื่องบริษัทอยู่นี่นา ทั้งที่ลำบากขนาดนั้นแล้วยังต้องกลับบ้านมาทำกับข้าวให้ผมกินอีก"

"เฉิงเฉิงไม่ต้องห่วงหรอก เรื่องงานน่ะคุณแม่ท่านกลับเข้าไปมีบทบาทในบอร์ดบริหารตามที่พี่ขอก็จริง แต่นอกจากเข้าประชุมแล้วก็ไม่มีเรื่องน่าปวดหัวอย่างอื่น ถึงจะบอกว่ามาช่วย พี่ก็แค่ให้คุณแม่ช่วยรับมือกับพวกหุ้นส่วนแก่ ๆ ที่หัวแข็งเป็นพิเศษเท่านั้น อย่างวันนี้ท่านก็ไม่ได้ไปที่บริษัทแต่นั่งเคี่ยวจับซาไท้เป้าอยู่กับคุณแม่เฉิน ทำเป็นน้ำแกงมาให้ต่างหาก"

หลี่หยางสวินกางโต๊ะกินข้าวและอธิบายอย่างเป็นการเป็นงานให้คนรักฟังไปพลาง เนื่องจากพวกตนมีข้อตกลงว่าจะไม่ปิดบังและมีความลับต่อกัน ดังนั้นชายหนุ่มจึงถือเป็นหน้าที่ในการเล่าให้เฉินอวี่เฉิงทราบว่าแต่ละวันเกิดอะไรขึ้น โดยพยายามให้คนฟังรู้สึกเครียดน้อยที่สุด แน่นอนว่ามันเป็นไปไม่ได้ เรื่องงานที่เกี่ยวข้องกับการล้มสกุลหลี่สายรองนั้นไม่ว่าอย่างไรก็มีปัญหา มีการปะทะเกิดขึ้นตลอด แต่หลี่หยางสวินก็เลือกจะเล่าเพราะคิดว่าการเงียบและปล่อยให้คนรักกังวลคาดเดาไปเองมันเสี่ยงยิ่งกว่า อีกทั้งยังกันไม่ให้เฉินอวี่เฉิงพยายามหาข้อมูลความเคลื่อนไหวด้วยตัวเองจนอาจพลาดตกหลุมพรางของคนอื่นอีกด้วย

"อ่า.." เฉินอวี่เฉิงมองปิ่นโตเถาใหญ่ที่พี่หยางสวินเปิดออก พลันกลิ่นหอมของอาหารก็โชยออกมาจนกระเพาะเริ่มร้องโครกคราก ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็บ่นอุบ "แต่ผมไม่อยากให้คุณแม่ลำบากทุกวันจริง ๆ นะ"

"ในสายตาเราเป็นความลำบาก แต่ในสายตาพวกคุณแม่มันคือความสุข อย่าปฏิเสธให้พวกท่านเสียน้ำใจเลย" หลี่หยางสวินหยิบกระบอกเก็บความร้อนมาเปิด ชายหนุ่มรินน้ำแกงสมุนไพรลงไปและยื่นถ้วยเล็ก ๆ ส่งให้คนรัก "น้ำแกงครับ ดื่มก่อนทานข้าว"

เฉินอวี่เฉิงพึมพำขอบคุณและรับมา ชายหนุ่มพอได้ยินว่ามันทำมาจากสมุนไพรบำรุงครรภ์ก็ไม่อิดออด มือขยับช้อนตัก เป่ามันเบา ๆ ท่ามกลางสายตาจับจ้องของคนรัก จากนั้นก็กลืนลงท้อง "หอมจัง"

"ถ้าชอบก็ดื่มอีกเยอะ ๆ แต่ตอนนี้หกโมงแล้ว วางถ้วยก่อนแล้วมาทานมื้อเย็น" หลี่หยางสวินจัดการโต๊ะเก้าอี้เรียบร้อยแล้วก้าวพรวดมาหา  "มา พี่อุ้ม"

"ครับ"

รู้สึกเหมือนเป็นคนป่วยเต็มขั้นจริง ๆ เฉินอวี่เฉิงกะพริบตาปริบ ๆ เขายื่นมือไปหาคนรักที่เดินมาอุ้มตนเองเอาไว้และพาไปนั่งที่โต๊ะทานข้าวด้านข้าง เนื่องจากห้องพักวีไอพีนี้มีอาณาบริเวณกว้างขวาง โซนสำหรับญาติคนไข้จึงมีอุปกรณ์ต่าง ๆ ครบพร้อม เฉินอวี่เฉิงนั่งลงบนเก้าอี้ ชายหนุ่มมองอาหารหลายจานที่วางเรียงรายตรงหน้า เนื่องจากมื้อนี้ทานกันสองคนจึงมีทั้งของโปรดของเขาและของพี่หยางสวิน แน่นอนว่าของเผ็ด ๆ ที่ตนไม่ควรทานถูกนำไปวางเสียไกลลิบ ที่เรียงรายอยู่ตรงหน้าก็เป็นอาหารอ่อน ๆ ไม่เลี่ยนไม่มันและมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์เหมาะกับคนท้อง ส่วนที่อยู่ตรงข้ามก็คือคนรักของเขาที่คอยบริการทุกอย่างชนิดไม่ให้เท้าแตะพื้น

รู้สึกเหมือนเป็นฮ่องเต้เลยจริง ๆ เฉินอวี่เฉิงมองการบริการครบวงจรของคนรักพลางคิดในใจ พี่หยางสวินทำให้เขาทุกอย่างจริง ๆ นับตั้งแต่เอาโต๊ะทานข้าวออกมา หยิบอาหารออกจากปิ่นโตพร้อมเตรียมจานชามตะเกียบและรินน้ำแกงให้เรียบร้อย จากนั้นก็อุ้มเขามานั่งและตักข้าวให้ ขาดก็แต่ไม่ป้อนเท่านั้นเอง

"วันนี้มีปลาหิมะนึ่งซีอิ๊ว เฉิงเฉิงลองทานดู" ว่าไม่ทันขาดคำ หลี่หยางสวินซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ขยับตะเกียบคีบเนื้อปลาหิมะสีขาวส่งกลิ่นหอมฉุยมาส่งเข้าปาก ก่อนส่งให้ยังมีเป่าเช็กความร้อนก่อนเสียด้วย

"ป้อนกันถึงปากแบบนี้ พี่จะทำให้ผมเคยตัวสักวัน" บ่นพลางอ้าปากงับเนื้อปลาเหมือนลูกนกกินเหยื่อ เฉินอวี่เฉิงพุ้ยข้าวในจานตนตามแล้วเคี้ยวตุ้ย ๆ "อร่อย"

"เคยตัวก็เคยตัว ไม่เห็นเป็นไร" หลี่หยางสวินหัวเราะอย่างเบิกบานเมื่อเห็นคนบ่นเคี้ยวอาหารหยับ ๆ

"ไม่ดี เดี๋ยวผมขาดพี่ไม่ได้จะทำไง" แก้มขาวพองออกเพื่อประท้วง ตะเกียบก็คีบพริกเขียวยัดไส้หมูสับไปให้คนตรงหน้า ก่อนจะทำตาแป๋ว "อยากกินเต้าหู้หม่าโผ"

"ขาดไม่ได้สิดี" หลี่หยางสวินยิ้มอย่างพอใจประโยคนั้นนัก แต่พอได้ฟังคำขอถัดมาจากอาหารที่อีกฝ่ายคีบให้ ตะเกียบในมือตนก็ขวางทางมื้อน้อยที่แตะตะเกียบลงบนจานแดง ๆทางฝั่งตนทันควัน "ไม่ได้ มันเผ็ด กินแล้วจะแสบท้อง"

"เหอะ ไม่เอา ถ้าเป็นแบบนั้นเวลาพี่ไปทำงานต่างประเทศผมก็ใจจะขาดรอน ๆ กันพอดีสิ" คนฟังบุ้ยปากประท้วง และยิ่งเบ้ปากหนักเมื่อได้ยินคำปฏิเสธ "นิดเดียวไม่ได้เหรอ กินแต่ของจืด ๆ จนเบื่อจะแย่แล้ว"

"ไม่ได้ครับ" รอยยิ้มของคนรักนุ่มนวลนัก แต่คำปฏิเสธอย่างไรก็คือคำปฏิเสธ "ส่วนเรื่องไปทำงานต่างประเทศ ถ้าต้องไปจริง ๆ ตอนนั้นก็ค่อยหนีบเฉิงเฉิงไปด้วย"

คนพูดพลางคีบเนื้อผัดขิงซอยมาให้ นี่เผ็ดสุดได้แค่นี้แล้วใช่ไหม? เฉินอวี่เฉิงบ่นอุบในใจก่อนจะพาลบ่นเรื่องไปต่างประเทศนั่นต่อ "พูดเหมือนเป็นตุ๊กตาเลย หนีบผมไปนั่นมานี่ กะจะไม่ให้ทำอย่างอื่นแล้วจริงด้วย"

"ตอนนี้ก็ไม่ได้ติดเรียนติดอะไรนี่นา"

"ช่าย อุตส่าห์อ่านหนังสือติวสอบเข้าเรียนโทแทบตาย สุดท้ายไม่ได้เรียนซะงั้น" เฉินอวี่เฉิงคิดไปถึงแผนการเรียนที่ต้องชะงักเพราะตนเองตั้งท้องก็บ่นออกมาด้วยความเสียดาย ตะเกียบเลยลงแรงมากขึ้นอีกหน่อย

"เฉิงเฉิง"

"อืม" หลี่หยางสวินเรียกระหว่างที่เขากำลังมุ่งมั่นกับการคีบตาปลานิลในจานน้ำแดง ชายหนุ่มจึงรับคำงึมงำ

"ไว้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว เราไปจดทะเบียนสมรสกันนะ"

"..."

เอ๊ะ อะไรนะ?

รู้สึกหูแว่ว ๆ เหมือนได้ยินอะไรสักอย่างที่สำคัญพอสมควร ว่าที่คุณแม่จึงเงยหน้าขึ้นมา ตะเกียบที่สามารถคีบลูกตากลม ๆ ออกมาได้หล่นแก๊กลงจากมือไปพร้อม ๆ กับริมฝีปากที่อ้าค้าง เฉินอวี่เฉิงมองพี่หยางสวินคนดีกุลีกุจอลุกเข้ามาเก็บตะเกียบของเขา แถมเอาอันสำรองที่มีเตรียมไว้แล้วยื่นให้ ทุกอย่างนั้นผ่านไปไม่ช้าไม่เร็ว แต่สีหน้าของคนฟังก็ยังอึ้งปนงงเหมือนเดิม

"ยังไม่อยากจดทะเบียนเหรอ?"

หลี่หยางสวินเห็นว่าเขายังงง จึงถามขึ้นมา

"ปะ.. เปล่า ไม่ใช่ครับ" ไม่ได้หูแว่วคิดไปเองจริง ๆ เสียด้วย หลี่หยางสวินรับตะเกียบจากคนรักมาแล้วขยับปากพึมพำด้วยแก้มที่ค่อย ๆ แดงร้อนขึ้นมา เขาไม่ต้องการปฏิเสธแน่นอนเพียงแต่ว่า.. ออกจะคาดไม่ถึง

"อันที่จริงเรื่องจดทะเบียนมันสมควรทำหลังจากงานแต่ง ตามกำหนดการณ์เดิมพวกเราสองคนจะแต่งงานกันปีหน้า แต่ตอนนี้ทุกอย่างถูกเลื่อนออกไปก่อนอย่างที่รู้" หลี่หยางสวินมองท่าทีอึ้ง ๆ ของว่าที่คุณแม่อย่างเอ็นดู ชายหนุ่มส่งยิ้มให้เจ้าของแก้มขาวที่บัดนี้ขึ้นสีเรื่อน่ามองและคีบเนื้อปลาตุ๋นน้ำแดงให้ ดูเหมือนมื้อเย็นวันนี้จะเน้นปลา "ถึงงานแต่งจะเลื่อนออก แต่เรื่องจดทะเบียนพี่อยากให้เลื่อนเข้ามา พี่อยากให้เราเป็นสามีภรรยากันอย่างถูกต้องตามกฎหมายในตอนที่เฉิงเฉิงกำลังอุ้มท้องลูกของพี่ตอนนี้่ อยากให้ลูกของเราใช้นามสกุลหลี่ทันทีที่เกิดมา แล้วก็... อืม.. ถ้าพี่เป็นสามีของเฉิงเฉิง อย่างน้อยเวลามีเรื่องอะไร พี่ก็จะสามารถตัดสินใจแทนเรา ไม่ต้องรบกวนทางคุณพ่อคุณแม่สกุุลเฉิน ถือว่าดีต่อทุกฝ่ายและที่สำคัญที่สุด พี่อยากเรียกเฉิงเฉิงว่าภรรยาแล้ว"

"ทุกวันนี้ยังไม่ได้เรียกเหรอ"

"ก็เรียก แต่เรียกแบบไม่เหมาะนักเลยโดนเขม่นใส่ไง ดังนั้นถึงเวลาแล้วใช่ไหมล่ะที่เราต้องทำให้ทุกอย่างถูกต้องสักที"

ตามองคนที่ตอบมาเบา ๆ เหมือนเสียงยุง หลี่หยางสวินก็หัวเราะอย่างเบิกบานส่งให้คนที่เขินจัดตรงหน้า ชายหนุ่มพูดแล้วก็ไพล่นึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อคุณพ่อสกุลเฉินทราบเรื่องลูกชายตัวเองท้องก่อนแต่งขึ้นมา แน่นอนล่ะว่าท้องกับคนที่หมั้นหมายกันไม่ได้น่าอายมากนัก จะอย่างไรทุกวันนี้ก็เป็นโลกเสรีที่ไม่มีคนถือสากับประเด็นเหล่านี้สักเท่าไหร่ แต่สำหรับคนแก่หัวโบราณที่ค่อนข้างรักหน้าตาบางคนก็ยัง... เอาเป็นว่าเฉินหลวนซี คุณพ่อตาเป็นคนประเภทนั้นก็แล้วกัน

คิดถึงวันนั้นที่พ่อตาและพี่เขย (ซึ่งอายุน้อยกว่า) พากันรีบมาโรงพยาบาลทันทีที่ทราบข่าว เหตุการณ์ในห้องพักคนป่วยเป็นไปอย่างปกติเนื่องจากทั้งสองไม่อยากให้ลูกชายคนเล็กของบ้านคิดมากก็จริง แต่เมื่อออกมาจากห้องนั้นทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เฉินหลวนซีก็หน้าดำคร่ำเครียด ทั้งบ่นทั้งว่าเขาที่เป็นผู้ใหญ่แท้ ๆ กลับไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ ส่วนเฉินอี้หลินพี่ชายพอรู้ว่าน้องชายอยู่ในสถานการณ์ไหนก็ถอนหายใจเฮือก ๆ และส่งสายตาคาดโทษมาไม่หยุด

นั่นล่ะพ่อลูกตระกูลเฉิน เป็นแบบนี้แท้ ๆ ทำไมคนรักของเขาถึงชอบน้อยใจพ่อนักก็ไม่รู้ หลี่หยางสวินไม่อาจเข้าใจได้ ชายหนุ่มรู้แค่พอเขาขานชื่อคนรัก เรียกแทนว่าภรรยาก็โดนถลึงตาใส่อย่างดุดัน บอกทันควันว่ายังเป็นแค่คู่หมั้น อย่าหลงระเริงไป!

สภาพการณ์เหมือนจะโดนพ่อตาเขม่นแบบนี้ต้องรีบปลดแอก คิดแล้วเขาก็ส่งยิ้มไปให้คนรักที่นั่งแก้มแดงเรื่ออย่างน่ารักอยู่

"ว่าไงครับ เฉิงเฉิงจะตกลงไหม"

"ถามอะไร" แก้มขาวพองออกอย่างน่ารัก "ผมก็ต้องตกลงอยู่แล้วสิ"

"พี่ดีใจจัง"

"ผมก็ดีใจไม่คิดเลยว่าวันที่ได้จดทะเบียนสมรสเป็นสามีภรรยากันอีกครั้งจะมาถึงเร็วขนาดนี้" นั่นคือสาเหตุที่อึ้งมากเพราะค่อนข้างคิดไม่ถึง เพราะเรื่องในอดีตมันแย่จึงไม่คิดว่าตนเองจะได้รับความไว้ใจเร็วขนาดนี้ เฉินอวี่เฉิงลูบแก้มร้อนผ่าวของตนเองและตอบเบา ๆ “แถมพี่ยังมาขอกันตอนกำลังกินข้าวอีก ไม่สำลักก็ดีแค่ไหนแล้ว”

"ขอโทษ  พอคิดได้ก็พูดออกไปเลย" หลี่หยางสวินยิ้มอย่างขอลุแก่โทษแล้วขยับตะเกียบ คีบเต้าหู้ชิ้นเล็ก ๆ จากจานเผ็ดที่คนรักอยากทานนักหนาไปจุ่มน้ำแดงแล้วจึงวางบนถ้วยข้าวของอีกฝ่าย "ขอไถ่โทษนะครับ"

"นี่มันเรียกว่าไถ่โทษตรงไหน เต้าหู้นี่มีแต่รสน้ำแดงหมดแล้ว"  

หลี่หยางสวินฟังคนโวย เขาหัวเราะออกมาอย่างแช่มชื่นด้วยรู้ว่าอีกฝ่ายแค่โกรธกลบเกลื่อนความอายเท่านั้น ชายหนุ่มคีบเนื้อปลาหิมะป้อนส่งไปให้คนรักอีกหลายคำ รอจนรอยแดง ๆ บนแก้มขาวหายไปแล้วนั่นล่ะ จึงเกริ่นซ้ำขึ้นมา

“อันที่จริง พี่มีเหตุผลสำคัญอีกอย่างที่อยากให้พวกเราจดทะเบียนกันเร็ว ๆ" คิดถึงเรื่องนี้ หลี่หยางสวินก็ตัดสินใจเผยเจตนาแก่คนรักไปตรง ๆ “พี่ต้องการเตรียมการ”

"เตรียมการ?" คิ้วเรียวขมวดมุ่น

"ถ้าอยู่ในฐานะสามี ในเวลาฉุกเฉิน... พี่สามารถตัดสินใจแทนเฉิงเฉิงได้"

หลี่หยางสวินพูด และเมื่อเขาพูดจบเฉินอวี่เฉิงก็เงียบไป

ตั้งท้องเป็นเรื่องดี แต่สำหรับพวกเขามันกลายเป็นความเสี่ยงอย่างไม่น่าเชื่อและอยู่ในภาวะที่ต้องเตรียมตัวรับสถานการณ์ตลอดเวลา ดังนั้นหากการเป็นสามีภรรยากันจะทำให้พวกเขาสามารถจัดการอะไร ๆ ได้สะดวกขึ้น มันก็ควรทำ

เพราะเราสองคนตกลงกันแล้ว ต่างยืนยันหนักแน่นและไม่ใช่แค่เฉินอวี่เฉิงที่ดื้อรั้น  หลี่หยางสวินเองเมื่อได้ฟังเรื่องบางอย่างจากปากคนรัก ชายหนุ่มก็ยิ่งรู้สึกว่าพวกเขาต้องพยายาม พยายามให้มากกว่าเดิมด้วย

อเมริกา ความฝันสวยงามของเฉินอวี่เฉิงที่บินออกจากกรงไปกับคนรักกลายเป็นโศกนาฏกรรม แม้คนรักจะเล่าออกมาอย่างคร่าว ๆ เพราะไม่ต้องการเรียกร้องความสงสาร แต่หลี่หยางสวินก็รู้ดีถึงความเลวร้ายของสถานการณ์ที่อีกฝ่ายเผชิญ ลำพังแค่ถูกเมินเฉยก็แย่แล้ว แต่คำว่าป่วย ฝันร้าย ฝังใจและทรมานเรื่องลูกจนต้องพึ่งยา รอยแผลในใจของเฉินอวี่เฉิงลึกมากขนาดนั้น หากคราวนี้ต้องเสียลูกไปอีก หลี่หยางสวินไม่กล้าจินตนาการเลยว่าสภาพจิตใจของอีกฝ่ายจะเป็นอย่างไร

เพราะฉะนั้น นี่จึงเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ตนตั้งมั่น ตั้งใจและพยายามรักษาลูกไว้มากกว่าเดิม คราวนี้หลี่หยางสวินก็จะขอดื้อรั้นเช่นกัน และเพื่อจะทำเรื่องแบบนั้นได้เขาก็ต้องเตรียมการ นอกจากหาหมอที่ดีที่สุดและเก่งที่สุดสำหรับคนรักแล้ว ชายหนุ่มยังต้องการ สิทธิ์ที่จะเป็นของเขาเพื่อใช้ตัดสินใจในยามคับขัน เผื่อว่าเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงเร่งด่วน เผื่อจะต้องเลือกทำหรือไม่ทำอะไร ถ้าสักวันเฉินอวี่เฉิงเกิดเรื่องและหมดสติ ตัวเขาแม้จะเป็นพ่อของเด็กในท้องแต่ก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะเซ็นยินยอมผ่าตัดใด ๆ ได้ เรื่องพวกนี้ต้องผ่านมือพ่อแม่หรือพี่ชายที่เป็นญาติสนิทเท่านั้น เขาเป็นแค่คู่หมั้น แค่คนต่างนามสกุลไม่มีอะไรเกี่ยวข้อง หลี่หยางสวินจึงตัดสินใจขอเกี่ยวข้องตั้งแต่ตอนนี้เลย

"ถ้าจดทะเบียนสมรสแล้ว ทุกอย่างจะง่ายขึ้น พี่คิดว่าสามารถทำตามแผนที่วางไว้ได้" หลี่หยางสวินอธิบายต่อ "พี่พอจะมีเพื่อนในต่างประเทศที่รู้จักหมอดี ๆ อยู่ เป็นหมอที่เชี่ยวชาญเรื่องการตั้งท้องของผู้ชาย พี่ลองติดต่อเขาไปแล้วและเล่าเคสของเราให้เขาฟังคร่าว ๆ เขาให้ความหวังพี่มา และบอกว่าถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้พวกเราเดินทางไปที่นั่น พี่เลยคิดว่าจะรอให้พ้นสามเดือนก่อน รอคุณหมอประเมินว่าสามารถเดินทางได้ไหม ถ้าหากไปได้ พี่ก็อยากให้เฉิงเฉิงอยู่รักษาตัวที่นั่นจนคลอด แน่นอนว่ามีพี่ไปด้วย"

“ความหวัง พี่หมายถึง...” คนฟังถามเสียงแผ่วราวกับไม่กล้าคิด

“เขาบอกว่าตัวเองเคยศึกษาเกี่ยวกับกรณีนี้มาบ้าง คิดว่ายังพอจะ.. อืม.. เขาบอกว่าทางนั้นอุปกรณ์ครบพร้อมกว่า ผู้เชี่ยวชาญก็มีมากกว่า อย่างน้อยก็ดีกว่าหมอที่ฮ่องกง”

“ถ้าอย่างนั้น” เงียบไปสักพักกับความหวังอันเกินคาดหมาย เฉินอวี่เฉิงที่ในใจเหมือนมีไฟอีกกองลุกโชนอยู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาแทบกระซิบ “ถ้าจะไปหาเขา เรื่องที่บริษัท พี่ก็ต้อง...”

“นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่อยากให้คุณแม่มาช่วยคุมสถานการณ์ แต่พี่จะจัดการคนพวกนั้นให้เรียบร้อยก่อนไป ไม่ทำให้คนที่อยู่ข้างหลังต้องลำบากแน่นอน” หลี่หยางสวินกล่าวชัดถ้อยชัดคำ “พี่สัญญาว่าจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยโดยเร็วที่สุด จากนั้นเราจะไปอังกฤษด้วยกัน เฉิงเฉิงชอบไหมกับแผนนี้ของพี่?

"อา... ชอบสิครับ ชอบ.. ขอแค่ช่วยตัวเล็กได้ ไม่ว่ายังไงก็ชอบอยู่แล้ว"

เฉินอวี่เฉิงหัวเราะ เขาตอบพึมพำและน้ำตาซึมออกมา ในอกเบ่งบานด้วยคำว่าความหวัง ชายหนุ่มกุมมือคนรักที่เอื้อมมาหาตนไว้มั่นและพยักหน้าถี่ ตราบใดที่ความพยายามเหล่านี้จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ลูกน้อยมีชีวิตรอด เขาก็ไม่คิดลังเล


++++++++++++++++


#สามีของผม  เรื่องทุกอย่างเริ่มไปแนวทางที่ดีแล้วค่ะ   ขอบคุณรี้ดที่ปลดเหรียญและคอมเมนต์กันด้วยนะคะเจอกันตอนหน้าค่ะ  

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

60 ความคิดเห็น